[GOT7] ห้วงความตาย

ตอนที่ 1 : บทที่ ๑ การพบยามคับขัน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 48
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 4 ครั้ง
    16 ต.ค. 63

ราตรีอันยาวนานเต็มไปด้วยความสุขสันต์ แสงไฟหลากสีกระพริบวูบวาบอย่างมีชีวิตชีวา กระตุ้นอารมณ์ให้คนที่วาดลีลาเท้าไฟอยู่เบื้องล่าง นักเต้นมากมายต่างเร่งจังหวะไปตามเสียงเพลง ปลดปล่อยความเครียดจากการทำงานมาตลอดทั้งวัน

ผับแห่งนี้อยู่ในย่านที่เข้าถึงง่าย ประกอบกับตกแต่งอย่างทันสมัย จึงเป็นที่ดึงดูดของผู้ที่นิยมหาความสำราญ แทบไม่มีใครผิดหวังเมื่อเข้ามาที่นี่

“ฉันว่าพี่คนนั้นหล่อดีเนอะ”

“นั่นดิ ดูเท่จังเลยอ่ะ”

สองสาววัยรุ่นคุยกันเสียงเจื้อยแจ้ว พากันมองไปที่ชายคนหนึ่งด้วยความเสน่หา ส่วนผู้ถูกพาดพิงกำลังนั่งดื่มที่เคาน์เตอร์อย่างเงียบๆ ไม่ได้สนใจใยดีทางนี้เลยสักนิด แม้จะเป็นอย่างนั้นสองสาวก็มองอย่างสนใจ แลเห็นแผ่นหลังกว้างใหญ่แข็งแรงและน่าอิงแอบ ชวนให้จินตนาการนึกฝันไปไกล

“เฮ้ย...”

ชายหนุ่มที่อยู่ร่วมโต๊ะกับหญิงสาวทักท้วง น้ำเสียงบอกชัดว่าไม่พอใจ

“ตกลงใครเป็นแฟนเธอ เราหรือว่ามัน?”

ผู้พูดแต่งตัวดีด้วยเสื้อเชิ้ตราคาแพง ท่าทางเป็นคนเจ้าอารมณ์ ฉายชัดถึงความเอาแต่ใจ เขารู้สึกเสียหน้าที่แฟนตัวเองชื่นชมผู้ชายอื่น ตัวจริงยืนหัวโด่อยู่นี่ทั้งคน แต่เจ้าหล่อนกลับชายตามองคนอื่นอยู่ได้

“แหม...”

เด็กสาวแต่งตัวนำสมัยพูด

“มันก็ต้องมองกันบ้างหรือเปล่า เรื่องแค่นี้อย่าทำเป็นหึงเลยน่า”

“นั่นดิ แค่นี้ทำเป็นน้อยใจไปได้”

เพื่อนสาวอีกคนส่งเสียงสนับสนุน

คำพูดนั้นเหมือนเอาน้ำมันราดบนกองไฟ ชายหนุ่มยกแก้วดื่มรวดเดียวหมด ความหึงหวงที่ปะทุขึ้นยิ่งคุกรุ่นกว่าเดิม เลยแสดงท่าทางเหมือนอยากจะมีเรื่องเต็มแก่

เพื่อนชายที่ยืนอยู่ด้านข้างเห็นแบบนั้นก็ตบไหล่ปลอบใจ

“เฮ้ย-แม็ค แฟนแกก็แค่แซวเล่นขำๆ ทำไมต้องจริงจังด้วยวะ”

ชายหนุ่มชื่อแม็คไม่ได้รู้สึกดีขึ้น แถมยังหันไปเอ็ดตะโรใส่เพื่อน

“เงียบเถอะน่าไบรอัน แค่นี้ก็หงุดหงิดจะแย่อยู่แล้ว”

คนปลอบที่ชื่อไบรอันได้แต่ทอดถอนใจยาว ส่ายหน้าไปมาอย่างเอือมระอา เขารู้ว่าเพื่อนเป็นคนใจร้อนแถมยังขี้หึงเป็นพิเศษ ถ้าของขึ้นเมื่อไหร่ก็ยากจะเอาลง สุดท้ายเขาก็ต้องจิบเครื่องดื่มไปอย่างเงียบๆ ไม่พูดอะไรให้น่ารำคาญอีก

สองเพื่อนคู่หูแม้จะคบหากัน แต่รสนิยมต่างกันมากเหมือนฟ้ากับเหว

แม็คมักจะแต่งตัวเรียบหรูสมกับฐานะ ดูเป็นคุณชายที่ขับรถราคาแพงมีระดับ เบาะข้างต้องมีแฟนคนสวยนั่งเคียงคู่เสมอ ไม่ว่าจะไปทางไหนก็ดูเป็นลูกเศรษฐีผู้โชคดี มีพ่อคอยตามใจ แต่นิสัยไม่ค่อยน่าคบหามากนัก เพื่อนก็มีอยู่แค่คนเดียวเท่านั้นเอง

ไบรอันกลับแต่งกายแบบไม่ค่อยพิถีพิถัน บนหัวมักจะสวมหมวกไหมพรมสีดำ สวมแจ็กเก็ตฉูดฉาด กางเกงขายาวตัวหลวม สภาพแบบนี้ทำให้คนนึกว่าเป็นฮิปฮ๊อบข้างทาง หารู้ไม่ว่าบ้านของชายหนุ่มก็รวยเหมือนกัน แต่เขาชอบรสนิยมแบบนี้มากกว่า

ฝ่ายหญิงเมื่อเห็นท่าทีของแฟนก็ชักไม่พอใจ อันที่จริงเธอเองก็ไม่ค่อยชอบนิสัยของแม็ค คิดอยากจะเลิกมานานแล้ว ไม่รู้ว่าทนคบได้อย่างไรตั้งนาน เลยบอกอย่างเหลืออดว่า

“นับตั้งแต่วันที่คบกันมาเธอก็เอาแต่บังคับเราตลอด ห้ามเราคุยกับใครโดยพละการ คอยเช็คโทรศัพท์ทุกวัน ไม่คิดว่าเราจะอึดอัดบ้างเหรอ?”

แม็คดวงตาหรี่ปรือเหมือนกำลังเมาได้ที่ เมื่อได้ยินแบบนั้นก็ส่งเสียงอ้อแอ้ว่า

“ที่เราทำไปเพราะเป็นห่วงเธอ เราแค่อยากรู้ว่าเธออยู่ไหนหรือกำลังทำอะไร แฟนเป็นห่วงมันผิดด้วยเหรอวะ”

เชอะ...”

หญิงสาวแค่นเสียงทางจมูก นึกสะอิดสะเอียนกับคำตอบของคนที่เรียกว่าแฟน จึงผุดลุกขึ้นแล้วกระแทกเสียงใส่หน้า

“ถ้าจะห่วงขนาดนี้ ขอบอกว่าอย่าห่วงเลยดีกว่า ไม่มีผู้หญิงคนไหนชอบให้แฟนตามจี้ไชหรอกนะ!”

“ไม่ชอบก็เลิกกันไปเลยสิ เราก็เป็นคนแบบนี้ ไม่คบหมอนั่นเป็นแฟนไปซะเลยวะ”

แม็คตวาดใส่อย่างโกรธจัด กระดกเครื่องดื่มเข้าไปอีกหนึ่งแก้ว ปกติถ้าเขาอารมณ์เสียคนอื่นจะพากันเงียบ ไม่มีใครอยากมีเรื่องกับลูกเศรษฐี แต่วันนี้ไม่เป็นอย่างนั้น คำตอบที่เขาได้รับกลับมาคือ

“เออ เลิกก็เลิก”

แฟนสาวตวาดใส่ ก่อนเดินออกไปอย่างไม่ใยดี ถ้าเดินออกจากผับไปเลยยังพอทำเนา แต่เจ้าหล่อนดันเดินไปหาชายที่ถูกพาดพิงถึง!

“สวัสดีค่ะ ไม่ทราบว่านั่งด้วยได้มั๊ยคะ?”

สาวเจ้าแย้มยิ้มอย่างอารมณ์ดี ทักทายอย่างเป็นกันเอง

“ได้ครับ”

ชายคนนั้นตอบรับตามมารยาท หญิงสาวถือโอกาสนั่งบนเก้าอี้ด้านข้างในทันที

“โธ่ ไอ้แม็คเอ้ย”

ไบรอันส่ายหน้าไปมาอย่างเอือมระอา ยอมรับว่าถ้าหากเป็นเขาก็ทนไม่ได้กับนิสัยของแม็ค ตราบใดที่เพื่อนยังชอบใช้อารมณ์เป็นใหญ่ ใครๆก็อยากจะหนีหน้ากันทั้งนั้น ก็ดูเอาสิ...แฟนสาวกำลังคุยกระหนุงกระหนิงกับชายอื่นอยู่ เท่าที่จำได้เธอไม่เคยร่าเริงแบบนี้ยามอยู่กับแฟนหนุ่มเลย

นี่คงเป็นผลกรรมของการทำตัวงี่เง่าเกินไป

ขณะที่กำลังดื่มเหล้าแก้วที่สี่ ไบรอันก็เห็นแม็คมองไปที่ผู้ชายคนนั้น

หนุ่มฮิปฮ๊อบแทบกลืนเหล้าไม่ลง เพราะเห็นว่าเพื่อนกำลังมองด้วยสายตาขุ่นขวาง ถ้าแม็คมองใครด้วยสายตาแบบนี้ คนนั้นจะต้องลงไปกองกับพื้นอย่างแน่นอน อย่าว่าแต่ตอนนี้ฤทธิ์เหล้ากำลังขึ้นสมอง คงยากที่จะควบคุมตัวเองอยู่ เพราะปกติเพื่อนก็คุมอารมณ์ไม่เก่งอยู่แล้ว

ความคิดของไบรอันยังไม่ทันสิ้นสุด แม็คก็ขว้างขวดเหล้าออกไปในทันที 

“อย่า...”

ไบรอันเพิ่งร้องห้ามแต่ก็ช้าไปจนได้ ขวดเหล้าเจ้ากรรมลอยฝ่าอากาศ เห็นว่ากระแทกเข้าหัวชายคนนั้นเข้าอย่างจัง ไม่มีทางหลบพ้นแน่ เพราะอีกฝ่ายหันหลังอยู่

แต่ผิดคาด ชายคนนั้นเบี่ยงศีรษะหลบแทบจะทันที ขวดเหล้าเลยผ่านใบหูไปอย่างเฉียดฉิว ได้ยินเสียงเพล้งเมื่อกระแทกใส่ด้านหลังเคาน์เตอร์

ทันทีที่ขวดแก้วแตกกระจายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย เสียงดนตรีพลอยหยุดชะงัก ทุกคนหันมามองอย่างตกใจกลัว พากันถอยห่างออกไปโดยไม่ออยากยุ่งด้วย

ชายคนที่ถูกหาเรื่องผุดลุกขึ้นช้าๆ ก่อนจะหันกายมาอย่างหมายมาด

ดวงตาคมกริบประดุจเหยี่ยวมองขวาง คิ้วขมวดเข้าหากันบอกให้รู้ว่ากำลังขุ่นเคือง มือหนากำรวบเข้าหากันจนกระดูกข้อนิ้วเกรียวกราว 

ท่วงท่าอันน่าเกรงขามนั่นทำให้ไม่มีคนกล้าสบตาด้วย ต่อให้คนที่ไม่เคยมีเรื่องก็ดูออกว่าอย่าลองดี 

“ใครเป็นคนทำ”

ชายหนุ่มถาม น้ำเสียงที่พูดแม้จะราบเรียบ แต่ผู้ฟังทุกคนต่างขนลุกเกรียวโดยไม่ทราบสาเหตุ พากันถอยหลังกรูดอย่างลืมตัว ไม่มีคนสติดีที่ไหนกล้ามีเรื่องกับชายคนนี้แน่

หากว่ากล้าก็เตรียมพร้อมเจ็บตัวได้เลย

“ฉันนี่แหละทำ”

แม็คเดินเข้าหาอีกฝ่ายอย่างโซเซ ไม่ทันได้ตั้งหลักดี ก็ต่อยหมัดใส่ชายคนนั้นอย่างไม่หวั่นกลัว ตอนนี้เขากำลังโกรธจัดบวกกับเมามายจนสติหลุด เลยไม่ได้มองให้ถ้วนถี่ว่ากำลังชกกับใครอยู่

ที่แย่กว่านั้นก็คือมันทำให้เขาลืมประเมินคู่ต่อสู้

หมัดของแม็คเพิ่งต่อยออก ชายคนนั้นก็สวนกลับด้วยความเร็วที่น่าตกใจ ตายังไม่ทันกระพริบ หมัดก็ทักทายมาถึงหน้าแล้ว ต่อให้เป็นคนสติแจ่มใสยังยากจะหลบพ้น ยิ่งเมาจนอ้อแอ้แบบนั้นอย่าหวังเลย

เสียงตุ๊บดังสนั่น ฟันสองซี่ลอยออกมา

แม็คถูกต่อยจนซวนเซลงบนโต๊ะด้านข้าง เลือดขมฝาดไหลออกมาจนกลบปาก เสื้อผ้าราคาแพงเปรอะเปื้อนไม่เหลือชิ้นดี หมดสภาพคุณชายที่นั่งรถหรูโดยปริยาย แต่มันทำให้เขาก็สร่างเมาไปมากกว่าครึ่ง ความโกรธถูกแทนที่ด้วยความกลัว พอตั้งสติได้ก็รีบคว้าขวดเหล้าหวดใส่คนที่ทำร้ายตนทันที

โดยไม่ดูเสียก่อนว่าอีกฝ่ายเข้ามาประชิดตัวแล้ว

ชายคนนั้นยกแขนขึ้นกันไว้ ขวดเหล้าแตกกระจายออก พร้อมกับซัดหมัดอีกหนึ่งดอกเข้าจมูกอีกฝ่ายจนเต็มรัก ร่างลูกเศษรฐีปลิวกระเด็นไปอัดเสาจนนอนนิ่ง ไม่เหลือสภาพของคนให้เห็นอีกเลย

ในเวลานั้น ไบรอันได้แทรกเข้ามา ต่อยหมัดใส่หน้าคนที่ทำร้ายเพื่อนของเขา ตอนแรกหนุ่มฮิปฮ๊อบก็คิดอยู่นานว่าจะช่วยหรือเปล่า? เพราะตัวเขาก็ใช่ว่าจะไม่รู้ผิดถูกเสียทีเดียว

อย่างในกรณีนี้เพื่อนเป็นฝ่ายไปหาเรื่องก่อน เลยไม่ควรช่วยคนทำผิดด้วยประการทั้งปวง 

แต่พอเห็นแม็คถูกทำร้ายก็ทนไม่ไหว แถมกลัวอีกฝ่ายจะซ้ำเติมเลยรีบช่วยอย่างไม่ลังเล

ชายคนนั้นห็นหมัดของไบรอันพุ่งมาอย่างกะทันหัน จะหลบก็ไม่ทันท่วงที เลยตั้งการ์ดขึ้นป้องกันตามสัญชาติญาณ หมัดของอีกฝ่ายกระแทกเข้าที่แขน เล่นเอาเซถลาจนเกือบเสียหลัก ทำให้รู้ว่าหมอนี่หมัดหนักกว่าคนที่ถูกเขาอัดไปกองอีก เลยเพิ่งความระมัดระวังหลายเท่าตัว

ไบรอันไม่ได้ตามไปต่อยซ้ำ รอจนฝ่ายตรงข้ามตั้งหลักได้เขาก็ยกการ์ดเตรียมสู้ พร้อมกับสืบเท้าเข้าไปหาอย่างใจเย็น คอยหาจังหวะที่จะจู่โจมเข้าไป ไม่ได้เซ่ออซ่าเหมือนเพื่อนที่นอนหมดสภาพอยู่

ชายคนนั้นจัดแจงเสื้อผ้าเล็กน้อย ตาแคบเรียวจ้องมองคู่ต่อสู้แบบไม่กระพริบ ยกการ์ดขึ้นเตรียมบุกเหมือนกัน การตั้งท่าของเขารัดกุม ไม่เปิดช่องว่างให้ใครฉกฉวยได้

ทุกคนในผับพากันล้อมวงเข้ามา ทุกคนจับตามองการต่อสู้ด้วยใจระทึก บางคนถึงกับพนันว่าใครจะแพ้หรือชนะ เห็นคู่ต่อสู้ทั้งสองยืนคุมเชิงกันอยู่ ต่างรอคอยโอกาสบุกที่จะมาถึง

ความอดทนของไบรอันมีน้อยกว่า คิดอยากจะเผด็จศึกให้ได้โดยเร็ว เลยต่อยหมัดขวาหลอกล่อ ขณะเดียวกันก็พุ่งหมัดซ้ายเข้าที่คางของคู่ต่อสู้ ลูกไม้นี้เขาใช้จัดการกับพวกอันธพาลมานับไม่ถ้วน ใครโดนเข้าเป็นต้องหมอบทุกราย แถมยังทิศทางหมัดยังป้องกันได้ยากเสียอีก

น่าเสียดายที่คู่มือของเขาในวันนี้ไม่ใช่คนธรรมดา

ชายคนนั้นผ่านศึกมานับไม่ถ้วน ได้ต่อสู้บ่อยครั้งจนชินชา พอเห็นอีกฝ่ายขยับไหล่ก็เดาทิศทางหมัดออก ไม่สนใจหมัดขวาที่ใกล้จะกระทบหน้า แต่ยกมือป้องกันหมัดซ้าย พร้อมกับสวนกำปั้นใส่คางอีกฝ่าย

การตอบโต้เป็นไปอย่างรวดเร็วฉับไว และเกาะกุมจังหวะเอาไว้ได้ในคราวเดียวกัน

ไบรอันตกใจจนสะดุ้ง ผงะไปด้านหลังตามสัญชาติญาณ ชายคนนั้นต่อยหมัดอีกข้างออกมา กระแทกเข้าที่ท้องของเขาดังตุ๊บ จนคนที่อยู่รอบข้างได้ยินอย่างชัดเจนเต็มสองหู

หนุ่มฮิปฮ๊อบรู้สึกกระเพาะบิดตัว เลยก้มลงแล้วสำรอกดังโอ๊ก ข้าวปลาอาหารที่กินเข้าไปถูกคายออกจนแทบไม่เหลือ พร้อมกันนั้นก็แทบอยากจะแทรกแผ่นดินหนี

ในชีวิตของเขาไม่เคยขายหน้าขนาดนี้มาก่อน แถมมีหลายคนเห็นความทุเรศนี้เสียด้วย

“หึ...”

ชายคนนั้นแค่นเสียง

“สภาพของนายดูไม่ได้เลยนะ”

เพิ่งพูดจบ ไบรอันก็ยืดตัวขึ้นมา ยกเท้าถีบเข้าที่ท้องอีกฝ่ายจนกระเด็นออกไป 

ชายคนนั้นไม่ทันระวังเลยโดนถีบเข้าเต็มๆ ร่างลอยลิ่วไปกองกับโต๊ะจนกระจัดกระจาย ความประมาทหายไปเป็นปลิดทิ้ง ถูกแทนที่ด้วยความระวังจนตื่นตัว ไอ้เจ้าคนนี้โดนเข้าไปอย่างจังแล้วยังถีบสวนมาได้อีก ดูแกร่งกว่าที่เห็นภายนอกจริงๆ 

ดวงตาคมกริบเหลือบมอง เห็นหนุ่มฮิปฮ๊อบนั่นคิดวิ่งมาซ้ำเติม เลยเตะกวาดใส่ข้อเท้าอีกฝ่ายจนล้มโครมลง พร้อมกับกระโดดทิ้งศอกใส่กลางหลังเข้าอีกที

ไบรอันคิดวิ่งไปเล่นงานเป็นการปิดฉาก แต่เท้าของอีกฝ่ายมาจากไหนไม่รู้ เตะใส่เขาจนล้มลงไม่เป็นท่า แต่เขาก็หดคอ เอาลำตัวกลิ้งพื้นได้ทัน หากไม่ใช่เพราะเคยฝึกการทรงตัวมาก่อน คงหัวทิ่มพื้นสมองไหลไปแล้ว แต่ยังไม่ทันได้ลุกกลางหลังก็ถูกกระทุ้งเข้าให้

“อ๊าค...”

หนุ่มฮิปฮ๊อบกลิ้งตัวหลบไปด้านข้าง ก่อนจะยืนหลังแอ่นอย่างทุลักทุเล

ผู้ชมต่างกลืนน้ำลาย เห็นนักสู้ทั้งสองมีฝีมือสูสี เลยคิดไม่ออกว่าจะเชียร์ใครดี

ชายคนนั้นเป็นฝ่ายบุกบ้าง ต่อยหมัดใส่ตรงๆ ไบรอันยกการ์ดกันไว้ หมัดนั้นพุ่งเข้าใส่แขนหนุ่มฮิปฮ๊อบเข้าเต็มเหนี่ยว แต่ครั้งนี้ไม่ใช่การต่อยเบาๆแต่อย่างใด

ไบรอันผงะไปด้านหลัง ล้มไม่เป็นท่าจนก้นกระแทกพื้น ความแรงของหมัดนั้นทำให้เขาตะลึงพรึงเพริด ในชีวิตยังไม่เคยเจอใครหมัดหนักอย่างนี้มาก่อน

หนุ่มฮิปฮ๊อบคิดจะลุกขึ้นไปสู้อีกครั้ง แต่แขนเริ่มปวดชาขึ้นมา มันสั่นจนกำนิ้วแทบไม่ได้

ชายคนนั้นยืนคร่อมตัวเหนือคู่ต่อสู้ ต่อยหมัดใส่ใบหน้าอีกฝ่ายเป็นการปิดฉาก

ผู้ชมพากันอุทาน พวกผู้หญิงถึงกับยกมือขึ้นมาปิดหน้า

ไบรอันหลับตาลงในทันที เตรียมใจว่าคงไม่รอดชีวิตแน่ เขาเคยคิดว่าสักวันจะต้องเจอแบบนี้ เป็นเรื่องยากที่จะทำใจยอมรับจริงๆ แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็เลี่ยงไม่ได้เสียแล้ว

หมัดของชายคนนั้นต่อยลงมาอย่างหักโหม แต่แล้วก็ชะงักค้างเอาไว้กลางคัน ห่างจากศีรษะของหนุ่มฮิปฮ๊อบเพียงหนึ่งนิ้ว 

ดวงตาของไบรอันยังหลับสนิท รอให้อีกฝ่ายซัดหมัดลงมา แต่ทุกอย่างกลับว่างเปล่า ไม่มีแรงกระแทกจู่โจมมาถึง เลยลืมตาขึ้นมาอย่างสงสัยใจ เห็นกำปั้นอันใหญ่โตห่างจากจมูกแค่นิดเดียวเท่านั้น

“แน่เหมือนกันนี่หว่า”

ชายคนนั้นพูดแล้วแบมือออก เป็นความหมายว่าจะช่วยดึงให้ลุกขึ้น

ไบรอันลังเล ไม่รู้ว่าฝ่ายตรงข้ามจะเอาอย่างไรกันแน่ มีลูกเล่นตุกติกอะไรหรือเปล่า? แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจจับมือของคนตรงหน้า ซึ่งเจ้าตัวก็ช่วยดึงเขาให้ลุกมาโดยดี จนเขาต้องมองชายคนนั้นอย่างฉงน นึกไม่ออกว่าชายคนนี้จะมาไม้ไหน ทำไมถึงเปลี่ยนใจมาช่วยคู่ต่อสู้ที่เพิ่งซัดกันหมาดๆ

“ขอบใจ”

ไบรอันพูด รู้สึกจุกเสียดตรงหน้าท้อง หากเป็นยามปกติเขาคงโกรธแค้นไปจนชาติหน้า แต่เมื่อเห็นน้ำใจไมตรีของอีกฝ่ายก็ยอมอภัยให้เสียเฉยๆ 

อย่างน้อยหมอนี่ก็มีดีมากกว่าเพื่อนเขาอีก

“ไม่เป็นไร”

ชายคนนั้นพูด หันไปมองคนที่หมดสติอยู่ เห็นว่าคงอีกนานกว่าจะตื่นขึ้นมาได้

“ขอโทษแทนเพื่อนนายด้วยละกัน”

“ช่างมันเถอะ”

ไบรอันสบถแล้วหันไปมองแม็ค อีกใจก็นึกสมน้ำหน้าที่หาเรื่องโดยไม่คิด แต่ก็อดเป็นห่วงไม่ได้ว่าเพื่อนจะเป็นอะไรหรือเปล่า

“หมอนี่สมควรโดนก็จริง แต่นายหาที่พักให้มันหน่อยได้มั๊ย?”

หนุ่มฮิปฮ๊อบขอร้องอย่างจริงใจ

ชายคนนั้นพยักหน้า เรียกให้คนมาหามแม็คไปพักที่ห้องด้านหลัง ก่อนจะผุดรอยยิ้มขึ้นที่มุมปาก กล่าวชื่นชมอีกฝ่ายว่า

“นายเองก็ไม่ธรรมดานะ ถ้าขยันฝึกหน่อยคงหาคนสู้ด้วยยาก ขนาดฉันยังเกือบจะพลาดท่าให้นายแล้ว”

คำพูดจากใจจริงทำให้ผู้ฟังหลายคนหายกลัว คลายความหวาดหวั่นออกไปจนหมดสิ้น มีอยู่ไม่น้อยที่มองชายคนนั้นอย่างนับถือ 

เหตุการณ์ก็กลับเข้าสู่สภาวะปกติ

ไบรอันกุมท้องเอาไว้แน่น ตอบกลับด้วยใบหน้าบิดเบี้ยว

“หมัดนายก็หนักเอาเรื่อง ใครโดนเข้าไปคงหยอดน้ำข้าวต้มหลายอาทิตย์”

คำพูดนี้ก็มาจากใจจริงเหมือนกัน ขนาดเขายังต้องฝืนใจกว่าจะยอมลุกขึ้นมา หากเปลี่ยนเป็นคนอื่นคงไม่มีทางยืนไหวแล้ว หากไม่เจอกับตัวก็คงไม่รู้ว่ามีกำปั้นที่ทรงพลังแบบนี้อยู่

“ต้องขอบคุณที่ฉันตั้งใจออมแรงให้”

ชายคนนั้นพูด รอยยิ้มผุดกว้างกว่าเดิมจนน่าหมั่นไส้

ไบรอันเลยปั้นหน้าใส่

“อืม...ขอบคุณแล้วกัน”

หนุ่มฮิปฮ๊อบพูด วกสายตามองลงล่างอย่างไม่ตั้งใจ เห็นว่ามีของชิ้นหนึ่งตกอยู่บนพื้น 

“นั่นของนายหรือเปล่า?”

เขาชี้บอกด้วยความสงสัยแล้วเก็บขึ้นมาดู พบว่าเป็นภาพถ่ายขนาดเล็กใบหนึ่ง ไม่รู้เหมือนกันว่าถ่ายไว้ตอนไหน เพราะมันเปื้อนพอสมควร แต่ก็เห็นคนในภาพอย่างชัดเจน

“น่ารักดีนี่หว่า”

ไบรอันมองคนในภาพ ดวงตาเป็นประกาย

“มันเป็นของคนสำคัญน่ะสิ”

เจบีบอกแล้วหยิบภาพถ่ายคืน ก่อนจะเก็บเอาไว้ในปกเสื้อเหมือนเดิม เขาคงเผลอทำตกตอนต่อสู้เมื่อครู่

ไบรอันเพิ่งนึกได้ว่ายังไม่ได้ถามชื่อแซ่อีกฝ่ายเลย หนุ่มฮิปฮ๊อบจึงกระแอ้มไอไปหนึ่งที ขณะกำลังจะส่งเสียงก็โดนอีกฝ่ายก็ถามตัดหน้าก่อน

 “จริงสิ”

ชายคนนั้นพูด

“ฉันยังไม่รู้จักชื่อของนายเลย นายชื่ออะไรนะ?”

“ไบรอัน...” 

หนุ่มฮิปฮ๊อบตอบ

“เป็นเด็กเที่ยวที่ชอบหาความสนุก...แล้วนายล่ะ?”

“เจบี”

ชายคนนั้นเน้นเสียงอย่างชัดเจน เหมือนต้องการให้อีกฝ่ายจดจำให้ขึ้นใจ

“อิม เจบอม”

ไบรอันเพ่งมองคนตรงหน้า เห็นบุคลิกที่มั่นใจในตัวเอง ดวงตาคมกริบ และความจริงใจที่ฉายชัดออกมา ทำให้รู้สึกว่าชายคนนี้น่าคบหายิ่งกว่าเพื่อนของเขาอีก

ชายคนนั้นมองอย่างไม่วางตาเหมือนกัน ไบรอันก็มองตอบกลับ ผ่านไปชั่วครู่ทั้งสองคนก็หัวเราะออกมาเฉยๆ การพูดคุยก็เป็นไปอย่างถูกคอราวกับรู้จักกันมาหลายปี

เจบีพูดกลั้วหัวเราะ

“ไหนๆเราก็รู้จักกันแล้ว วันนี้ฉันขอเป็นฝ่ายเลี้ยงซักแก้ว ห้ามปฏิเสธล่ะ”

“ไม่ปฏิเสธอยู่แล้ว”

ไบรอันบอกพลางมองไปรอบๆ เห็นว่าสภาพของร้านเสียหายพอสมควร ลูกค้าบางส่วนก็หนีหายไปเพราะเกิดเหตุวุ่นวาย เลยพูดอย่างกังวลว่า

“เจ้าของผับคงจะไม่ปลื้มในสิ่งที่พวกเราทำเท่าไหร่”

“ไม่หรอก...”

เจบีพูด

“ฉันนี่แหละคือเจ้าของผับ”

ว่าแล้วก็ลากเพื่อนใหม่ให้มานั่งร่วมกันที่เคาน์เตอร์ รินเครื่องดื่มให้ด้วยตนเอง ก่อนจะชูแก้วขึ้นสูงเหนือศีรษะ

“ดื่ม”

“แด่เพื่อนใหม่”

ไบรอันพูดแล้วชนแก้วกับเจบี

สองเพื่อนใหม่กระดกเครื่องดื่มเข้าไปพร้อมกัน ก่อนจะเริ่มพูดคุยอย่างถูกคอ

ชายหนุ่มขับรถกินลมเล่นไปตามท้องถนน การสวมแว่นสีดำไม่เป็นอุปสรรคแต่อย่างใด โดยเฉพาะกับคนที่สายตาดีเป็นพิเศษอย่างเขา อันที่จริงเพราะเขาไม่ชอบแสงที่แยงตาเอาเสียเลย

“ชักจะช้าซะแล้วสิ”

เจบีรำพึงพร้อมกับเหยียบคันเร่ง หลังคารถถูกเปิดโล่ง เส้นผมของคนขับพลิ้วไสวไปตามแรงลม เลือดในกายฉีดพล่านจนแทบทะลักออกมา เขาชอบช่วงเวลาแบบนี้จริงๆ มันเป็นความตื่นเต้นที่ไม่ค่อยได้สัมผัสบ่อยนัก รู้สึกเหมือนกำลังมุ่งไปสู่จุดหมายเพื่อไขว่คว้าบางอย่าง

ท้องถนนไม่ค่อยมีรถในเวลานี้ คนที่เดินอยู่ก็เบาบางเป็นอย่างยิ่ง ถึงจะคล้อยบ่ายมาแล้ว แต่แสงแดดของฤดูใบไม้ผลิช่างอบอุ่นชวนให้โถมเข้าหา สัมผัสกับพลังชีวิตที่กำลังเดือดพล่านขึ้นมา คันเร่งถูกเหยียบจนรถทวีความเร็วขึ้น ไม่ช้าก็เห็นคนเดินไปมาบนถนน

แม้จะเสียดาย แต่เขาก็ชะลอความเร็วเพราะอยู่ในเขตชุมชน อีกอย่างกฎหมายจราจรของที่นี่ก็แรงใช่เล่น หากไม่จำเป็นก็อย่าเสี่ยงดีกว่า

ชายหนุ่มเลี้ยวรถเข้าไปในที่จอด กระโดดออกมาอย่างคล่องแคล่วโดยไม่สนใจเปิดประตู หยิบห่อขนมแล้วล็อกรถให้เรียบร้อย ก่อนจะเดินออกไปอย่างอารมณ์ดี

วันนี้เขานัดกับใครบางคนเอาไว้ เป็นคนที่ตั้งใจมาหาอย่างสุดๆ แม้จะไม่ใช่ครั้งแรกแต่ก็รู้สึกตื่นเต้นอย่างบอกไม่ถูก ที่สำคัญเขาไม่ลืมที่จะพกของฝากมาด้วย

เจบีเดินเลี้ยวเข้าไปในซอย หยุดยืนอยู่หน้าร้านแห่งหนึ่ง ดวงตาคมสำรวจทิศทางตามความเคยชิน ก่อนจะมองป้ายด้านบนที่มีอักษรสีเขียวกำกับ

...ร้านซ่อมคอมพิวเตอร์และเครื่องใช้ไฟฟ้า รับประกันคุณภาพทุกรุ่น โดยช่างผู้รู้ใจ

ชายหนุ่มยิ้มขบขันให้กับชื่อร้าน ยิ่งคำสุดท้ายเหมือนยกหางตัวเองไปหน่อย แต่น่าแปลกที่มักมีลูกค้ามาใช้บริการไม่ขาดสาย หรือเจ้าของร้านจะรู้ใจลูกค้าจริงๆ? เขาคิดพลางเดินเข้าไป ประตูทำจากกระจกใสแทบทั้งบาน ทำให้เห็นสภาพภายในอย่างชัดเจน 

เสียงกระดิ่งที่แขวนอยู่เหนือร้านดังขึ้น บ่งบอกว่ามีลูกค้าเข้ามา ทำให้เด็กหนุ่มที่กำลังง่วนกับงานเงยหน้ามอง แต่ไม่มีท่าทีแปลกใจเพราะคุ้นชินกับผู้มาเสียแล้ว

“อ้าว--พี่บี มาแล้วเหรอครับ”

เด็กหนุ่มวางไขควงลงบนโต๊ะ ดาหน้าออกไปต้อนรับอย่างกุลีกุจอ  

เจบียิ้มกว้างจนเห็นฟันขาว ยื่นของฝากส่งให้ มันเป็นสิ่งที่เขาตั้งใจซื้อมาโดยเฉพาะ

“นี่คือวาฟเฟิล ของโปรดของนาย”

“ขอบคุณครับพี่”

เด็กหนุ่มบอกพลางก้มหัวให้ เมื่อรับมาเปิดดูก็พบวาฟเฟิลสี่ห้าชิ้น เขาเบิกตากว้าง หยิบของโปรดขึ้นมาเคี้ยวกินอย่างชอบใจ

เจบีทรุดนั่งบนโซฟาสำหรับให้ลูกค้านั่งรอ สายตาเหลือบมองไปทั่วร้าน ซึ่งเขาทำมาหลายครั้งอย่างคุ้นเคย แม้ว่านี่คือร้านซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้าก็จริง แต่สภาพภายในกลับสะอาดสะอ้าน แทบไม่มีร่องรอยสกปรกที่ชวนให้ขัดตา อุปกรณ์ทุกชิ้นถูกวางไว้อย่างเป็นระเบียบ พร้อมจะหยิบมาใช้ได้ทุกเมื่อตามต้องการ 

แสดงว่าเจ้าของร้านให้ความเอาใจใส่เป็นอย่างดี

“ว่าแต่ทำไมพี่ถึงดูอ่วมมาเชียว มีเรื่องกับใครมาเหรอ?”

เด็กหนุ่มถามด้วยความแปลกใจ พลางเติมน้ำผลไม้ลงในแก้ว

เจบียิ้มอย่างฝืดฝืน คู่ต่อสู้รายล่าสุดของเขาไม่ใช่ธรรมดา หมอนั่นนับเป็นนักสู้ที่มีทักษะคนหนึ่ง เผลอนิดเดียวก็เล่นงานเขาแทบแย่ โชคดีที่เขาช่ำชองประสบการณ์มากกว่า ไม่อย่างนั้นคงถูกกระทืบคาเท้าไบรอันไปแล้ว ชายหนุ่มคิดแล้วใช้มือลูบท้อง จนถึงตอนนี้ก็ยังจุกอยู่ไม่หาย เป็นผลมาจากการโดนถีบเข้าเต็มรักนั่นเอง

ว่าแต่เจ้าเด็กนี่ดูออกด้วยหรือว่าเขาทำอะไรมา?

“เมื่อคืนออกกำลังมานิดหน่อย แถมได้เพื่อนใหม่มาด้วย”

ชายหนุ่มตอบ พร้อมกับหันเหหัวเรื่องไปทางอื่น ไม่อยากให้เด็กหนุ่มเห็นอาการบาดเจ็บของตน อันที่จริงเขาไม่ชอบให้ใครเห็นสภาพตอนที่กำลังเจ็บตัว

“ให้เดานะ...”

เด็กหนุ่มพูดทีเล่นทีจริง

“พี่คงชวนเพื่อนใหม่มาร่วมหุ้นล่ะสิท่า ได้ยินว่าหมู่นี้กำลังขยายผับอยู่ไม่ใช่เหรอ?”

ว่าแล้วก็ยื่นแก้วน้ำผลไม้ส่งให้ พร้อมกับยิ้มกว้างจนหน้าบาน

“ไอ้บ้า!”

เจบีรับแก้วน้ำมา ใช้มืออีกข้างขยี้หัวเด็กหนุ่มอย่างหมั่นไส้ เล่นเอาเส้นผมคนตรงหน้ายุ่งเหยิงเลยทีเดียว ไอ้เด็กเวรนี้รู้ทันความคิดของเขาไปเสียทุกเรื่อง เห็นแล้วน่าหงุดหงิดชะมัด หมอนี่แอบมานั่งในหัวของเขาตอนเผลอหรือเปล่านะ?

อันที่จริง ชายหนุ่มมีแผนการจะขยายสาขา แต่การทำให้สำเร็จจะต้องมีผู้ช่วย เลยตัดสินใจร่วมหุ้นกับไบรอัน โชคดีที่หนุ่มฮิปฮ๊อบก็อยากมีธุรกิจของตัวเอง เป็นแนวคิดของลูกที่ไม่หวังพึ่งบารมีของพ่อแม่ โดยกำลังหาช่องทางลงทุนที่ไหนสักแห่ง 

และฟ้าก็อำนวยให้มาเจอเขาก่อน เลยตกลงจะยอมร่วมหุ้นกัน ทั้งนี้ไบรอันต้องการพิสูจน์ด้วยว่า สามารถยืนด้วยลำแข้งของตัวเองได้แล้ว

การร่วมลงทุนครั้งนี้จึงเกิดขึ้น

เจบีไม่ทราบเหมือนกัน ว่าหนุ่มฮิปฮ๊อบมีปัญหาอะไรกับครอบครัว แต่ก็ขอบคุณที่อีกฝ่ายยอมเป็นพันธมิตร คนใจถึงแบบนี้แหละที่เขาชอบ

เด็กหนุ่มจัดแจงเรือนผมอันยุ่งเหยิง ยิ้มให้กับอารมณ์ขันของอีกฝ่าย ปกติเจบีจะวางท่าเคร่งขรึม ไม่ค่อยจะยิ้มให้ใครเห็นนัก เขาคงเป็นหนึ่งในไม่กี่คนที่ได้เห็นมุมนี้

เจบีจิบน้ำผลไม้ พลางนั่งมองคนตรงหน้าทำงานอย่างสนใจ เขาเจอเด็กหนุ่มคนนี้อย่างจริงจังเมื่อราวครึ่งปีก่อน เหตุเกิดเพราะความโกลาหลของคืนวันหนึ่ง 

ตอนนั้นคอมพิวเตอร์ตัวเก่งดันเกิดเสียขึ้นมา แถมมาเสียเอาช่วงดึกดื่นค่อนคืน ที่โชคร้ายก็คือเป็นช่วงปลายเดือน ซึ่งต้องสรุปงบประมานรายได้ของผับ ก่อนที่จะจ่ายเงินเดือนให้พวกพนักงาน ข้อมูลสำคัญทุกอย่างก็อยู่ในคอมฯแค่เครื่องนี้เท่านั้น

มันเป็นช่วงเวลาที่ทำให้หลายคนบ้าได้ เขาเองทั้งหัวเสียทั้งร้อนรุ่ม อยากจะทำงานให้เสร็จก่อนพรุ่งนี้เช้า มีทางเดียวคือต้องซ่อมคอมฯเส็งเคร็งนี่ให้ทันเสียก่อน 

ทว่า...ตอนนี้เป็นช่วงกลางดึกใกล้จะเที่ยงคืน มีร้านซ่อมที่ไหนเขาเปิดกันเล่า

ขณะที่กำลังโกรธจนแทบโลดเต้น เขาโทรปลุกพนักงานที่กำลังฝันหวาน ถามว่ามีใครซ่อมคอมพิวเตอร์เป็นบ้าง ซึ่งทุกคนก็ตอบว่าไม่เป็นราวกับนัดแนะ จนเขาแทบอยากขว้างมือถือทิ้ง ตอนที่ความหวังใกล้ริบหรี่ พนักงานคนหนึ่งก็บอกว่ารู้จักช่างซ่อมฝีมือดี เดี๋ยวจะช่วยติดต่อให้ แต่ไม่รับประกันว่าจะได้หรือเปล่า ชายหนุ่มก็ได้แต่คล้อยตามเพราะไม่มีทางเลือก 

นับว่าโชคยังเข้าข้าง รออยู่ไม่นานช่างคนนั้นก็เดินทางมาหา

เขาเองก็นึกแปลกใจ เพราะช่างคนนี้อายุแค่ยี่สิบเศษ ใบหน้าหวานละอ่อน ท่าทางไม่ค่อยถึกเหมือนนายช่างทั่วไป แบบนี้จะซ่อมคอมฯได้หรือ? 

แต่พอเห็นฝีไม้ลายมือของอีกฝ่าย เขาก็พบว่าตัวเองคิดผิดถนัด

เด็กหนุ่มถอดตัวน็อตออกอย่างชำนาญ ตรวจดูด้านในอย่างถี่ถ้วน หยิบอุปกรณ์มาใช้อย่างคล่องแคล่ว ราวกับเป็นอวัยวะส่วนหนึ่งของร่างกาย เพียงไม่นานก็สรุปว่าปัญหาอยู่ที่ซอฟแวร์ แค่เชื่อมระบบใหม่ก็เรียบร้อย เขาเองก็ไม่มีความรู้เรื่องเทคโนโลยี เลยให้เด็กหนุ่มจัดการตามใจชอบ

ในไม่ช้าคอมพิวเตอร์ก็กลับมาใช้ได้ราวปาฏิหาริย์

พอเห็นหน้าจอสว่างอีกครั้ง เขาแทบอยากจะร้องไห้ด้วยความยินดีปรีดา จนเผลอตัว โผเข้ากอดเด็กหนุ่มอย่างตื้นตันใจ

นั่นเป็นครั้งแรกที่เขาได้รู้จักกับช่างซ่อมคนนี้

และหลังจากนั้นเขาก็ทำความรู้จักมาเรื่อยๆ จนกระทั่งสนิทสนมกันในที่สุด ทุกครั้งที่มีเวลาว่าง เขาก็จะหาโอกาสมาเยี่ยมเด็กหนุ่มอยู่เสมอ มีความทุกข์ใจอะไรก็ระบายออกมาให้ฟัง ซึ่งเจ้าของร้านคอมฯก็เป็นผู้ฟังที่ดี ทำให้เขารู้สึกสบายใจทุกครั้งที่ได้มาที่นี่

อันที่จริงแค่ได้มองเด็กหนุ่มทำงานก็เพลิดเพลินแล้ว

“เช้านี้พี่ได้ฟังข่าวบ้างหรือเปล่า?”

เจ้าของร้านคอมฯถามโดยไม่ละสายตาจากงาน พบว่าตัวเครื่องซีพียูมีปัญหา ต้องแก้โดยการเปลี่ยนอุปกรณ์หมดทั้งแผงเห็นจะได้

“เปล่านี่ ทำไมเหรอ?”

เจบีถามพลางดื่มน้ำผลไม้เข้าไปอึกหนึ่ง หมู่นี้เขาไม่ค่อยตื่นเช้าเท่าไหร่ เรื่องการดูข่าวยิ่งไม่เคยอยู่ในหัวเลย เพราะเห็นว่ามีแต่เรื่องเครียด พานทำให้ประสาทเสียไปเปล่าๆ

“เขาบอกว่าโลกกำลังเผชิญวิกฤตด้านพลังงาน แถมบอกว่าแหล่งพลังงานใกล้เหลือน้อยเต็มทีแล้ว”

เด็กหนุ่มบอกแล้วเชื่อมชิ้นส่วนให้เข้าที่เหมือนเดิม มือเรียวหมุนน็อตเข้าที่อย่างบรรจง

เจบีไม่ค่อยสนใจเรื่องวิทยาศาสตร์ หลอดแก้วทั้งหลายแทบไม่เคยแตะเลยด้วยซ้ำ สุดวิสัยที่จะรู้จริงๆ เลยแค่ยักไหล่พร้อมกับถามว่า

“แล้วไง?”

“คอมพิวเตอร์ก็ต้องใช้ไฟฟ้านะพี่ หน้าจอที่สว่างได้ก็เพราะมัน ถ้าพลังงานหมดร้านผมก็เจ๊งน่ะสิ”

เด็กหนุ่มพูดติดตลก หมุนไขควงเชื่อมชิ้นส่วนอันสุดท้ายเข้าที่เดิม ดวงตาสำรวจดูอีกรอบเพื่อให้แน่ใจว่าไม่ลืมอะไรเอาไว้

“ไม่ต้องห่วง...”

เจบีพูด

“เดี๋ยวฉันจะเลี้ยงนายเอง”

พอได้ยินแบบนั้น เด็กหนุ่มก็หัวเราะอย่างขบขัน ชายคนนี้ไม่ทันไรก็โชว์ป๋าเสียแล้ว แต่เขาคงไม่ใช่ลูกไล่ให้ใครเลี้ยงได้ง่ายๆ

ในขณะที่กำลังคุยกันเพลินๆ เครื่องคอมฯที่อยู่ด้านในร้านก็ดังกริ้งขึ้นมา

เจบีได้ยินดังนั้นก็เลิกคิ้ว ถามอย่างแปลกใจว่า

“นั่นเสียงอะไรน่ะ?”

“คอมฯอีกเครื่องที่อยู่ขางบนครับพี่ เดี๋ยวผมมานะ”

เด็กหนุ่มพูดแล้วเดินออกไป

“แบมแบม”

เจบีเรียกรั้งเอาไว้ ดวงตามองการเคลื่อนไหวของอีกฝ่ายอย่างไม่คลาดคลา

เท้าของเด็กหนุ่มชะงักงัน

“มีอะไรให้ช่วยก็บอกนะ”

ชายหนุ่มเน้นย้ำ เต็มเปี่ยมด้วยประกายแห่งความจริงใจ ซึ่งเป็นสิ่งที่เขามีให้เด็กหนุ่มคนนี้เสมอ

แบมแบมเจ้าของร้านคอมฯแย้มยิ้ม พร้อมกับตอบรับสั้นๆ

“ครับ”

ว่าแล้วก็เดินขึ้นไปบนห้องอย่างไม่รอช้า 

ที่นี่เป็นห้องทำงานเฉพาะของเขา ความกว้างเพียงไม่กี่ตารางวา แต่ให้ความเป็นส่วนตัวอย่างดี ต่อให้มีคนแอบฟังก็ไม่มีทางได้ยินเสียงอย่างเด็ดขาด

เด็กหนุ่มนั่งลงบนเก้าอี้นุ่มสบาย สวมแว่นตาให้เรียบร้อย ก่อนจะเปิดหน้าจอคอมฯให้สว่าง เห็นว่ามีข้อความฉบับหนึ่งผุดขึ้นมา นิ้วเรียวคลิ๊กกดเปิดดูโดยไม่รอช้า เห็นตัวอักษรเขียนว่า

“ของส่งมาให้แล้ว”

แบมแบมกดดูไฟล์ที่ส่งมา แผนผังของตึกแห่งหนึ่งปรากฏเป็นฉากๆ ลายเส้นรูปสี่เหลี่ยมมีอักษรกำกับอยู่หลายจุด เมื่อเด็กหนุ่มพบว่าได้สิ่งที่ต้องการ ก็กดโอนเงินไปให้ทางปลายสาย เป็นค่าตอบแทนที่ช่วยหาของมาให้ เขาตรวจดูความเรียบร้อยก่อนจะปิดคอมพิวเตอร์

แผนผังพวกนี้สำคัญมาก เรียกได้ว่าชีวิตของเขาขึ้นอยู่กับมัน

แบมแบมถอดแว่นออก ยกมือขยี้ตาไปทีหนึ่ง

เมื่อเด็กหนุ่มเดินลงมา ก็เห็นเจบีกำลังอ่านหนังสือฆ่าเวลา มืออีกข้างจิบน้ำผลไม้อย่างช้าๆ เป็นท่วงท่าผ่อนคลายตัวเองที่ไม่ค่อยพบบ่อยนัก เพราะเจ้าของผับเป็นคนจริงจังมาก หัวคิ้วชนกันแทบจะตลอดเวลา

“รอนานมั๊ยครับพี่”

แบมแบมถาม หยิบไขควงขึ้นมาตรวจด้านในวิทยุขนาดเล็ก มันเป็นของเก่าที่ต้องระวังเป็นพิเศษ

“ก็นิดหน่อย...”

เจบีพูดแล้วกวักมือเรียกให้เข้ามา

“มานั่งด้วยกันนี่”

แบมแบมไม่ปฏิเสธ เพราะส่วนใหญ่แล้วลูกค้าจะมารับของวันหลัง สำหรับเขาทำเสร็จในคืนนี้ก็ยังได้ เพราะชำนาญจนแทบจะหลับตาทำอยู่แล้ว พอได้ยินคำชวนจึงเดินเข้าไปแล้วทรุดนั่งลงข้างๆ สบตากับเจบีราวกับจะล้วงเข้าไปในใจของอีกฝ่าย 

เจ้าของผับไม่หลบสายตา ดวงตาคมกริบจ้องมองกลับ ประกายแหลมคมเหมือนปลายเข็ม ประหนึ่งจะพุ่งเข้าสู่ความคิดของแบมแบมเช่นกัน

ทั้งสองคนจ้องกันอยู่นานหลายนาที ต่างเพ่งมองฝ่ายตรงข้ามไม่กระพริบ ขณะเดียวกันก็รวบรวมสมาธิให้จิตมั่นคง ไม่ยอมพลาดท่าเสียทีง่ายๆ

แต่ความอดทนของคนเรามีไม่เท่ากัน

ประกายตาของเจบีแหลมคมขึ้นทีละน้อย ขณะที่แบมแบมมีเหงื่อซึมผ่านใบหน้า

สุดท้ายแบมแบมก็หน้าแดงวูบ เป็นฝ่ายเบือนสายตามองไปทางอื่น ได้ยินเสียงเจบีหัวเราะขำขัน ดูเหมือนว่าด้านความอดกลั้น เด็กหนุ่มยังเป็นรองเจ้าของผับอยู่อีกมาก จึงเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ในเกมจ้องตาครั้งนี้

เจบีนั่งไขว้ห้าง วางหนังสือเอาไว้บนตัก พลิกเปิดอ่านเนื้อหาหน้าถัดไป ชายหนุ่มพูดโดยไม่หันมามองว่า

“นายนี่พยายามเหลือเกินนะแบมแบม แต่ขอโทษที่นายยังอ่านใจฉันไม่ได้”

“หมายความว่ายังไงครับพี่?”

เด็กหนุ่มถามอย่างแปลกใจ ฝ่ามือถูเข้าหากันไปมา

“ตั้งแต่วันแรกที่เจอกันนายก็แอบสังเกตฉันอยู่ตลอด เหมือนต้องการจะล้วงลึกถึงความในใจ และนายก็ชอบทำแบบไม่ให้คนอื่นรู้”

เจบีอธิบาย ดวงตาเรียวไล่อ่านตัวอักษรบนหน้ากระดาษ เขาภูมิใจมากที่เอาชนะเด็กหนุ่มได้ในศึกครั้งนี้ รู้สึกเหมือนได้เหรียญโอลิมปิกมาครองอย่างนั้นเลย

ส่วนแบมแบมก็กลืนน้ำลายอึกหนึ่ง นี่เจบีรู้ด้วยหรือว่าเขาแอบทำอะไรอยู่ เลยถามเสียงแผ่วเบาว่า

“ทำไมพี่ถึงคิดอย่างนั้นครับ?”

เจบียักไหล่ พูดอย่างไม่ค่อยใส่ใจ

“ไม่รู้สิ...ลางสังหรณ์มั้ง ฉันมักจะมีลางสังหรณ์แปลกๆตอนถูกคุกคาม”

“อ๋อ--เหรอครับ”

แบมแบมขานรับพลางคิดในใจ

...พี่น่ากลัวจังครับ

ดูท่าเขาต้องระวังชายคนนี้ให้มากกว่าเดิมเสียแล้ว

........................................................................................................................................................

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 4 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

17 ความคิดเห็น

  1. #2 praeloy (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 29 ตุลาคม 2563 / 23:17
    เนื้อเรืรองน่าสนใจมาก น่าจะออกแนวไซไฟแฟนตาซีหน่อยไหม มีพลังงงพลังงานมาเกี่ยวด้วยเนี่ย
    #2
    0
  2. #1 วันใหม่ (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 24 ตุลาคม 2563 / 21:53

    สนุกอ่ะ บุคลิกแต่ล่ะคนดูลึกลับดีอ่ะ

    #1
    1
    • #1-1 godwing62(จากตอนที่ 1)
      25 ตุลาคม 2563 / 17:19
      ขอบคุณครับ
      #1-1