sub eques auratus [ MINNO ]

ตอนที่ 3 : CHAPTER II : Fotior

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2,127
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 281 ครั้ง
    22 มี.ค. 63

 

Rufein Thékanar

 

“ทำไมพระองค์ไม่รีบกลับเข้าไปพักผ่อน เหตุใดมานั่งอยู่ด้านนอกกับกระหม่อมเช่นนี้”

 

คำถามที่เต็มไปด้วยความเป็นห่วงเป็นใยไม่ใช่ใครหน้าไหนแต่เป็นรูเฟน ทีร์กานา ทหารที่ติดตามเขามาถึงอาณาจักรอันไกลแสนไกล

 

“ฉันยังไม่ง่วง แล้วก็เลิกปฏิบัติเหมือนฉันเป็นเจ้าชายเสีย ไม่กลัวมีคนจับได้หรือ?”

 

มือหนายกขึ้นเสยผมอย่างลวกๆพร้อมกับเอ่ยประโยคที่เหมือนกับคำสั่งเด็ดขาดให้กับเจ้าของผมสีน้ำตาลติดแดงข้างกาย คนถูกบังคับให้เปลี่ยนลักษณะการพูดก็ได้แต่ยักไหล่แทนคำตอบ

 

รูเฟนลอบมององค์ชายผู้เป็นดั่งสหายของตน ถึงแม้ดัคลาสจะติดนิสัยขี้เล่นบ้างบางครั้ง แต่ยามใดที่เจ้าชายแห่งเซคันดาติแสดงท่าทีเฉยชาหรือกำลังใช้ความคิด ก็ทำให้อีกคนดูน่าเกรงขามขึ้นมาทันที อาจจะเป็นเพราะดวงตาที่ไม่เป็นมิตรเท่าไหร่นักของเจ้าตัวเอง

 

ทีร์กานาอยู่กับองค์ชายมาตั้งแต่วัยเยาว์ ด้วยเขาที่โตมากับกองทหารในราชวังค์และจะต้องเป็นทหารอยู่แล้ว ไม่แปลกหากว่าองค์ชายตัวน้อยกับนายว่าที่ทหารที่อายุไม่ห่างกันมากนักจะสนิทกัน

 

เขามักรู้สึกแย่ทุกครั้งเมื่อย้อนกลับไปยังสมัยที่องค์ชายยังไม่โตนัก ดัคลาสหรือฟรอยเออร์มักจะบังคับให้พาเจ้าตัวหนีออกจากวังไปเล่นอยู่นอกเมืองเสียทุกที แม้ว่าบ้านเมืองจะกว้างขวางและมีทหารเวรมากมายคอยคุ้มกันอยู่ แต่ไม่มีเป็นปัญหาหากว่าบุคคลที่เหนือกว่ากฏหมายต้องการจะออกไป

 

ป่าด้านนอกเซคันดาติเป็นเหมือนสนามเด็กเล่นขององค์ชาย

 

“มองอะไร?” เขาตัดสินใจถามหลังจากรู้สึกได้ว่าสหายตนกำลังจ้องมองอยู่สักพักแล้ว

 

ทีร์กานาหลุดยิ้ม

 

“ต่อให้ท่า- ไม่สิ ต่อให้นายอยู่ในชุดทหาร แต่สุดท้ายก็ยังมีราศีของสายเลือดเชื้อพระวงศ์ออกมา ถ้าฉันเป็นทหารของที่นี่ก็คงจะคิดว่านายปลอมตัวมานั่นแหละ”

 

ไม่รู้ว่านั่นเป็นคำชมหรือเปล่า หากแต่ดัคลาสไม่ได้ตอบอะไรกลับไปนอกจากขมวดคิ้วด้วยความงุนงงแทน

 

ใบหน้าหล่อเหลาราวกับผลงานชิ้นเอกที่พระเจ้าสรรสร้างขึ้นมาค่อยๆเงยหน้าขึ้นมองประกายแสงที่ปรากฏณ์อยู่บนท้องฟ้า แสงจากดวงจันทร์ที่สาดส่องลงมากระทบกับผิวสีแทนที่เป็นเอกลักษณ์ขององค์ชายยิ่งทำให้อีกคนดูดีเสียจนหากใครมาพบเข้าก็คงตกหลุมรักได้ง่าย สายลมยามดึกที่พัดปลิวให้เคลิบเคลิ้ม บรรยากาศแบบนี้ชวนให้องค์ชายได้มีโอกาสทบทวนเรื่องราวที่ผ่านมา

 

“เกิดอะไรขึ้นหลังจากองค์ชายมัลฟอนไล่นายออกไป?”

 

ดูเหมือนว่าคนข้างกายเขาก็คิดเหมือนกัน

 

“ไม่มีอะไร ก็แค่ทหารหญิงที่ชื่อเพโรน่าพาตัวออกไปแค่นั้น”

 

เขาพยักหน้าตอบรับคำตอบทหารจอมปลอมที่ดูไม่เดือดร้อนอะไรกับเหตุการณ์ที่เพิ่งจะโดนองค์ชายไล่ตะเพิดออกมาจากห้องเมื่อตอนกลางวัน

 

เสียงขององค์ชายเพียงคนเดียวของอาณาจักรโซลเซียนาดังก้องไปทั่วเสียจนมีทหารนับสิบคนมายืนอยู่ที่หน้าห้องบรรทม แต่ถึงแม้รูเฟนจะไม่ได้มาเพราะต้องเป็นทหารเวร แต่ข่าวลือเรื่องนายทหารคนใหม่ก็ลือกันทั่วปราสาท

 

หากเรื่องนี้ถึงหูเฮเลน นางอาจจะตรงมาถึงโซลเซียนาเพื่อพาตัวบุตรชายกลับ

 

เพโรน่า ริซ เป็นคนอาสาพาตัวดัคลาสออกมาจากจุดเกิดเหตุ เธอขอให้เจ้าตัวกลับไปพักที่ห้องพักของทหารโดยเธอเป็นคนนำทางไปเหมือนเดิม แต่ก่อนที่จะออกมา แว้บนึงเจ้าของใบหน้าที่ไม่เป็นมิตรลอบมององค์ชายตัวขาวที่ทรุดลงไปนั่งกับพื้นพร้อมกับคนใช้มากมายที่รุมเข้ามาโอ๋คุณหนู

 

หากเขาเป็นทหารชนชั้นล่าง มัลฟอน โวลธาเนียก็คือจำพวกอ่อนแอที่เขาเกลียดมากที่สุด

 

“รู้ใช่ไหมว่าชื่อเลื่องลือไปทั่วแล้ว”

 

“ฉันไม่สน” มันไม่ใช่ปัญหา และเขาไม่จำเป็นต้องปฏิบัติตัวดีกับเจ้าชายที่ชอบดูถูกคนอื่น

 

“ทำไมยังไม่เข้าไปนอน? ดึกมากแล้ว”

 

ในระหว่างการสนทนาของบุคคลสองคน เสียงบุคคลที่สามก็เข้ามาพร้อมกับร่างของหญิงสาวในชุดทหารที่มันควรจะถูกถอดเปลี่ยนเป็นชุดสำหรับนอนในค่ำคืนนี้ได้แล้ว แต่มันก็ยังถูกประดับอยู่บนเรือนร่างอรชรอ้อนแอ้น

 

“นั่นใครน่ะดัคลาส?”

 

“เพโรน่า ริซ เพื่อนกัน”

 

ไม่ใช่คำตอบจากปากของคนถูกถาม แต่เป็นเสียงหวานของหญิงสาวที่ตอบเอง ทำให้ใบหน้าเฉยชาของทหารที่เพิ่งสร้างคดีวันนี้หันไปมองทันที

 

“ไม่ยักรู้ว่าฉันนับเธอเป็นเพื่อน”

 

“ก็ควรจะนับไว้ซะ เพราะฉันเป็นคนช่วยชีวิตนายออกมา หากช้ากว่านี้องค์ชายสั่งประหารนายได้เลยรู้ไหม?”

 

แน่นอนว่าถ้าหากว่าองค์ชายตัวขาวสั่งประหารเขา เขาไม่มีทางยอมแน่

 

เธอนั่งลงข้างกายของเจ้าของเรือนผมสีทองสว่าง ในตอนแรกดัคลาสตั้งใจไว้ว่าจะไม่ผูกมิตรกับใครเพราะนั่นไม่จำเป็นเลยสักนิด หากแต่เขาเองก็รู้สึกได้ลึกๆว่าคนตรงหน้าไม่ประสงค์ร้ายต่อเขาและรูเฟนอย่างแน่นอน

 

ดัคลาส เดนวาได้แต่หวังว่าเธอจะเป็นคนหนึ่งที่เขาสามารถพึ่งพาได้

 

“พวกนายมาจากไหน?”

 

“แฟร์เบิร์ก” สิ้นคำตอบของเดนวา หญิงสาวก็เบิกตาโพลงทันที

 

“แฟร์เบิร์ก? อาณาจักรที่เพิ่งล่มสลายไปเพราะถูกทหารจากลิวาเอลรุกรานงั้นหรอ? แบบนี้ชีวิตพวกนายคงลำบากมากเลยสิ!”

 

น้ำเสียงตกใจปนห่วงใยของหญิงสาวทำเอาทีร์กานาทำหน้างุนงงใส่องค์ชายที่ปลอมตัวมาข้างกายทันที แต่องค์ชายของเขากลับไม่แสดงสีหน้าใดๆออกมา

 

“ใช่ พ่อแม่ของพวกเราตายกันหมดแล้ว”

 

ตายอะไรเล่า.. ทั้งพระบิดาและพระมารดายังสุขสมกันอยู่ที่พระราชวังค์หลังโตที่เซคันดาติอยู่โน่น

 

“พวกฉันอพยพมาด้วยความลำบาก ตั้งใจมาเป็นทหารของที่นี่เลยล่ะ”

 

เหอะ อพยพลำบากอย่างไร? เดินทางด้วยม้าแถมเสบียงยังพร้อมเสียขนาดนั้น แต่ถึงรูเฟนจะทำหน้าชวนอาเจียนขนาดไหน หญิงสาวก็กลับเชื่อดัคลาสจนสนิทใจ เธอทำหน้าเป็นห่วงเป็นใยเขามากเสียจนลองคิดเล่นๆว่าถ้าหากนางรู้ความจริงนางจะทำสีหน้าแบบไหน..

 

หากถามถึงไดอา และลาน่า ม้าตัวโปรดขององค์ชายกับคนสนิทข้างกาย ต้องบอกว่าทั้งสองถูกทิ้งไว้ที่นอกเมืองนั่น ไม่ดีนักหากผู้ที่อ้างว่าอพยพมาจากแฟร์เบิร์กแต่ขี่ม้าขาวแถมยังมีสัญลักษณ์ของตระกูลเรนกอร์ดติดตัวมาอีก

 

วันพรุ่งยามรุ่งสางรูเฟนตั้งใจที่จะแวะเวียนไปหาและนำอาหารไปให้ อยากจะชวนดัคลาสไปด้วยกัน แต่เห็นว่าอีกฝ่ายมีงานยุ่งตั้งแต่เช้าเชียวล่ะ

 

นายทหารสองและทหารหญิงอีกหนึ่งนั่งคุยกันอยู่ได้ไม่นานนักก็เป็นดัคลาสที่ขอตัวเข้าไปนอนก่อน เขาอ้างว่าอยากพักผ่อน จึงเหลือแค่เพโรน่าและรูเฟน พวกเขาคุยสัพเพเหระกันไปเรื่อยจนลืมไปแล้วว่าในตอนแรกที่พบเจอกันพวกเขาแสดงสีหน้าแบบไหนออกมา

 

จนกระทั่งเวลาล่วงเลยมานาน เพโรน่าขอตัวไปชำระล้างร่างกายและเตรียมตัวเข้านอนเตรียมพร้อมสำหรับการทำงานวันพรุ่ง รูเฟนก็กลับเข้ามายังห้องพักที่ถูกแยกกับองค์ชายแห่งเซคันดาติ ไม่วายเคาะประตูเรียกอีกคนเพื่อเช็คว่าองค์ชายนั้นหลับไปแล้วจริงๆ

 

เสียงเงียบเป็นคำตอบ รูเฟนกล่าวลาอีกคนก่อนจะกลับเข้าไปนอนในห้องนอนข่มตาหลับเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับงานพรุ่งนี้เฉกเช่นนายทหารคนอื่น

 

 

 

 

 

 

 

ก๊อก ก๊อก

 

แกร๊ก

 

แสงแดดยามเช้าสาดส่องเข้ามายังหน้าต่างบานใหญ่อันเป็นห้องบรรทมของเจ้าของผิวกายขาวเนียนราวกับหิมะ ที่กำลังนั่งอยู่บนเตียงกว้างพร้อมกับดวงตาอันน่าหลงใหลทอดมองไปยังด้านนอกห้องของตน

 

แต่กลับมีเสียงประตูเปิดเข้ามาดังเช่นทุกเช้าในตอนเวลาเจ็ดนาฬิกาพอดี ไม่ใช่คนแปลกหน้า หากแต่เป็นสาวใช้ที่นำอาหารเช้ามาเสิร์ฟให้กับองค์ชายแสนเอาแต่ใจต่างหาก

 

มัลฟอนไม่ได้สนใจหรือตวัดสายตาไปมองสักนิด ดวงตาเฉยชาที่ซ่อนความทุกข์ทรมาณไว้มากกมายจ้องไปที่ลานกว้างใหญ่ที่มีคนนับสิบยี่สิบกำลังทำกิจกรรมบางอย่างกันอยู่ แม้จะไม่มีเสียงโหวกเหวกโวยวายดังขึ้นมา แต่ท่าทางกระโดดโลดเต้นดีอกดีใจหลังจากที่นายทหารผมสีสว่างสามารถทำให้นายทหารอีกคนล้มลงไปนอนกับพื้นได้ด้วยเพียงหมัดเดียว

 

โวลธาเนียแค่นหัวเราะออกมาอย่างนึกสมเพช

 

กลิ่นของดอกอัลมอนด์อันเป็นเอกลักษณ์ขององค์ชายโวลธาเนียคละคลุ้งเต็มห้องไปหมด เป็นที่รู้กันดีของสาวใช้และทหาร ว่าพระองค์ทรงโปรดดอกอัลมอนด์เป็นอย่างมาก ถึงขั้นขอให้พระบิดาทรงสร้างสวนดอกอัลมอนด์ไว้และตนมีสิทธิเข้าไปเพียงคนเดียว นอกจากนั้นภายในห้องบรรทมสีขาวฟ้าแสนสะอาดตา ก็ยังมีดอกอัลมอนด์ประดับอยู่เป็นบางที่พอสวยงาม

 

หลังจากหญิงสาวในชุดคนใช้เดินเข้ามาวางถาดอาหารไว้โต๊ะข้างเตียงขององค์ชายเป็นที่เรียบร้อย เธอก็คุกเข่าลงกับพื้นก่อนจะส่งรอยยิ้มอันสดใสให้กับคนที่เอาแต่มองลงไปด้านล่าง

 

“ทหารด้านล่างนั่น มีอะไรน่าสนใจกันคะ องค์ชายน้อยของแซตลีย์”

 

คำทักทายที่แสนน่าสะอิดสะเอียนส่งผลให้คนบนเตียงยชักสีหน้าออกมา ก่อนจะหันมามองคนใช้ข้างกายที่กำลังระบายยิ้มอย่างมีความสุข

 

“เราแค่มอง”

 

“ทหารใหม่ของพระองค์ ดัคลาส เดนวา เขาเก่งเสียจนองค์ราชาต้องปรบมือให้”

 

สาวเจ้าเอ่ยขึ้นแบบไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย แต่การเอ่ยแบบนั้นมันเหมือนไปจี้จุดคนเอาแต่ใจเสียมากกว่า เลยทำให้คนตัวขาวตวัดสายตามามองด้วยความขุ่นเคือง

 

“เราไม่ได้สนใจคนนั้น ไม่อยากจะรู้ชื่อด้วย”

 

“งั้นหรือคะ”

 

“…”

 

“แล้ว.. หายตกใจแล้วหรือยังคะ?”

 

เอ่ยคำถามที่แสดงถึงความเป็นห่วงเป็นใย แซตลีย์ ไซฮีล เป็นคนรับใช้ที่ดูแลมัลฟอน โวลธาเนียมาตั้งแต่จำความได้ เรื่องนิสัยหรือความในใจขององค์ชายตรงหน้า เธอเองรู้ดีที่สุด

 

แววตาแข็งกร้าวที่ใครๆก็ว่าก้าวร้าว ยังซ่อนความทุกข์ตรมไว้อยู่ด้านใน หากไม่ใช่เธอ จะมีใครเข้าใจอีกหรือ? แม้แต่พระบิดา ยังได้หาสนใจไม่

 

“เราโดนล่วงเกิน ผ่านพ้นเพียงชั่วคืนจะหายได้อย่างไร”

 

จริงอย่างคนบนเตียงว่า

 

“เราโกรธที่ถูกกระทำอย่างเหยีดหยาม การที่นายทหารคนนั้นเสียมารยาทกับเรา ในตอนนั้นเราอยากจะฆ่าหมอนั่นให้ตายคามือ”

 

“…”

 

“หากแต่คนที่ใจร้ายกว่าก็คือพระบิดา ที่ส่งนายทหารมาดูแลเราอีกแล้ว..”

 

หญิงสาวผมยาวสีดำขลับค่อยๆหยัดกายลุกขึ้นก่อนจะนั่งลงที่ข้างเตียงของผู้เป็นว่าที่พระราชาแห่งโซลเซียนา เธอกุมมือขาวทั้งสองข้างไว้อย่างหลวมๆ พลางนิ้วเรียวก็ลูบที่หลังมือนั้นอย่างอ่อนโยน

 

แซตลีย์ ไซฮีล เป็นเหมือนพี่สาว เป็นมารดา เป็นทุกอย่างของชีวิตบุตรชายตัวเล็กๆ ที่ทุกคนมองว่ามีนิสัยก้าวร้าวไม่เหมาะกับการเป็นราชา

 

จะมีใครไหน.. ที่เข้าใจตัวพระองค์มากกว่านาง

 

“ท่านพ่อจะส่งนายทหารมาดูแลเราอีกทำไม”

 

“พระราชาทรงอยากให้องค์ชายแข็งแกร่งขึ้นเพียงเท่านั้น อย่างที่แซตลีย์กล่าวไป หลังข้าวลือเรื่องความสามารถการต่อสู้ของดัคลาส เดนวา แพร่กระจายไปทั่วราชวังค์ องค์ราชาเองถึงกับต้องรีบลงมาที่ลานกว้าง เพื่อได้เห็นเองกับตาว่าเป็นเช่นไร”

 

มัลฟอนรับฟังคนข้างกายพร้อมกับทอดมองไปยังลานกว้างด้านล่างอีกครั้ง แน่นอนว่าเขายังเห็นร่างหนาต่อสู้กับนายทหาร และเอาชนะได้คนแล้วคนเล่าเหมือนคนไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย แม้ตามตัวจะเริ่มมีรอยฟกช้ำบ้างแล้วก็ตามที

 

ยิ่งเห็นเช่นนั้น แววตาที่เดิมที่เศร้าสร้อยอยู่แล้ว ยิ่งหมองลงไปอีก

 

“ไม่.. แซตลีย์ ไม่”

 

“…”

 

“ท่านพ่อไม่เคยเข้าใจจุดประสงค์ของเรา ความแข็งแกร่งที่เขาต้องการมอบให้เรา กำลังทำให้อาณาจักรโซลเซียนาล่มสลาย”

 

ไซฮีลถอนหายใจออกมาเล็กน้อย

 

“แซตลีย์รู้ดี ถึงความต้องการสูงสุดของเจ้าชาย หากแต่องค์ราชาและราชินีหาได้เข้าใจ ดังนั้นโปรดทำตามคำสั่งของพวกท่านไปก่อนเถิด ถึงเวลาที่องค์ชายมีอำนาจมากพอ”

 

“…”

 

 

“ตอนนั้น โซลเซียนาจะเป็นดั่งที่องค์ชายหวังไว้

 

 

 

 

 

การทดสอบช่วงเช้าของเหล่าทหารแห่งโซลเซียนาผ่านไปอย่างยากลำบาก สำหรับนายทหารหลายๆคนแล้วบทสดสอบกำลังกายเป็นเรื่องที่ยากเสียจนอยากจะลาออกจากการเป็นทหารเสียให้รู้แล้วรู้รอด แต่บางคนที่ฝึกฝนกำลังกายมาอย่างดีอาจจะไม่ใช่ปัญหา

 

และดัคลาส เดนวา ก็คือบุคคลที่สามารถล้มนายทหารที่ขึ้นชื่อว่าเก่งนักหนาของโซลเซียนาลงได้เสียหมด แม้จะได้รับบาดเจ็บบ้าง แต่สำหรับคนที่อยู่กับเลือดกับแผลและรอยฟกช้ำมาตั้งแต่จำความได้ แค่นี้ไม่ใช่ปัญหาเลยสักนิด

 

ภาพที่คนผมสีสว่างสะบัดข้อมือที่เปื้อนเลือดของนายทหารสักคนในวังยังคงตราตึงอยู่ในใจหลายๆคนที่ได้ชมเหตุการณ์เมื่อเช้า แววตานักล่าที่พร้อมจะฉีกกระชากเหยื่อเป็นชิ้นๆ หมัดที่ถูกปล่อยออกไปเพียงหมัดเดียวก็ทำให้นายทหารหลายคนล้มลงจนหมดท่า

 

เสียงซุบซิบนินทาที่ว่าดัคลาส เดนวา ไม่ใช่คน กำลังดังกระฉ่อนทั่ววังและอาณาจักร องค์ราชาผู้ปกครองโซลเซียนาเองก็ต้องยอมรับในฝีมือการต่อสู้ของคนผมทอง แถมยังบอกอีกว่าไม่อยากเชื่อว่าคนอพยพจากแฟร์เบิร์กจะมีความสามารถด้านการต่อสู้

 

รูเฟน ทีร์กานาก็ได้แต่ทำหน้าป่วย เมื่อมีคนพูดว่าดัคลาส เดนวา ผู้อพยพจากแฟร์เบิร์ก

 

หลังมื้อกลางวันผ่านพ้นไป รูเฟนก็ต้องกลับไปทำหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายนั่นก็คือเฝ้าหน้าประตูวัง เพโรน่าเองก็ขอตัวไปฝึกฝนที่ลานกว้างเพียงคนเดียว อันที่จริงเขาสามารถหนีกลับไปนอนเล่นในห้องพักได้ หากแต่เขาเพิ่งได้รับคำสั่งจากองค์ราชามา และมันทำให้เขาเดาะลิ้นอย่างขัดใจ

 

‘มัลฟอน.. มัลฟอน โวลธาเนีย บุตรชายของเรา.. เขาอ่อนแอเกินกกว่าจะเป็นกษัตริย์ นายคงจะได้เห็นแล้ว ในวันแรกที่พบกัน’

 

ใช่ องค์ชายของราชานั้นอ่อนแอเสียจนน่าหงุดหงิด ดัคลาสไม่ได้พูดออกไปดังใจคิด เพียงแค่ตอบตัวเองในใจเท่านั้น

 

‘เราเห็นการต่อสู้ของนายวันนี้ เราไม่เคยใครแข็งแกร่งเท่านายมาก่อน เราอยากให้นายช่วยทำให้บุตรชายของเรา สามาระถเข้มแข็งเหมือนนายได้หรือไม่?’

 

‘…’

 

‘หลังมื้อกลางวัน ลูกชายเราจะชอบไปนั่งเล่นอยู่ที่สวนหย่อมข้างพระราชวังค์ เราขอให้ไปหาเขาที่นั่น หากนายสามารถทำให้มัลฟอนเก่งขึ้นได้ เราสัญญาว่าแฟร์เบิร์กจะกลับมารุ่งเรืองอีกครั้ง’

 

เหอะ เดิมทีรูเฟนที่เป็นทหารส่วนตัวของเขา ไม่เห็นจะต้องมาคอยดูแลปรนนิบัติขนาดนี้เสียด้วยซ้ำ

 

แม้จะบ่นในใจไปเป็นพันครั้ง แต่เขาก็พาร่างของตัวเองมาถึงสวนหย่อมข้างพระราชวังค์จนได้ อย่าลืมว่าเขาเป็นคนตัดสินใจมาเป็นทหารด้วยตัวเอง เขาต้องทำสิ่งที่ตัวเองเลือกให้ดีที่สุด

 

สวนหย่อมข้างพระราชวังค์ก็ไม่ได้สวยหรูไปกว่าสวนของเซคันดาติ หรือที่บ้านเกิดเขาอาจจะสวยกว่าด้วยซ้ำ แต่ก็ถูกตกแต่งด้วยดอกไม้ต้นไม้ให้พอร่มรื่น มีม้านั่งอยู่เพียงจุดเดียวซึ่งเป็นจุดศูนย์กลางของสวนหย่อมแห่งนี้

 

องค์ชายปากเสียกำลังนั่งอยู่ตรงนั้นจริงๆ

 

มือบางสองข้างที่กำลังกุมดอกอัลมอนด์ไว้อย่างหลวมๆ ดูมันยังสดและบานสวยอยู่ เหมือนมันเพิ่งจะถูกเด็ดออกมาจากต้นใดสักต้นหนึ่งในสวนแห่งนี้หรือเปล่าไม่รู้ แต่ดัคลาสไม่เห็นต้นอัลมอนด์สักต้นเดียว นั่นไม่ใช่สาระสำคัญ

 

ขายาวทอดเดินไปตามทางก่อนจะนั่งลงที่ข้างกายของคนตัวขาวที่อยู่ในชุดสุภาพเรียบร้อย แตกต่างจากเขาที่ยังใส่ชุดทหารอยู่ และมันเป็นภาพที่ไม่น่ามองสักนิดที่นายทหารผู้อยู่ใต้อำนาจของเจ้าชาย กำลังนั่งข้างกันราวกับสนิทสนม

 

แม้จะมีความสัมพันธ์ที่แย่มากก็ตาม

 

“อย่ากลัวเลย กระหม่อมไม่คิดจะล่วงเกินองค์ชายอีก”

 

“คิดหรือว่าเราจะเชื่อคำพูดจากปากคนที่เพิ่งจะล่วงเกินเราไปคืนก่อน”

 

ใบหน้าที่ดูดีราวกับภาพวาดที่จิตรกรชั้นยอดบรรจงวาดขึ้นกำลังหันมองไปทางอื่นซึ่งไม่ใช่ทางที่ดัคลาสนั่งอยู่ แม้ว่าจะเอ่ยปากตอบเขา แต่การที่สนทนากันแต่ไม่มองหน้า นั่นถือว่าเป็นมารยาทที่ไม่สมควรทำ เห็นทีองค์ชายที่ว่าเคร่งเรื่องมารยาท คำว่ามารยาทคงไม่จำเป็นต้องใช้กับนายทหารชนชั้นล่าง

 

“กระหม่อมได้รับคำสั่งมาจากองค์ราชา ว่าให้ทำอย่างไรก็ได้ให้พระองค์มีความสามารถด้านการต่อสู้ขึ้น”

 

“…”

 

 

“หากพระองค์ยังนั่งถือดอกไม้เหม่อออกไปเช่นนี้ เห็นทีเราคงจะไม่ได้เริ่มฝึกซ้อมกัน”

 

ไม่เพียงว่าเปล่า มือแกร่งที่ตอนเช้าถูกใช้เป็นหมัดในการต่อสู้ก็ยื่นไปสัมผัสที่มือขาวอย่างแผ่วเบา ดัคลาสไม่ได้ประสงค์ร้ายอะไร เขาเพียงแค่จะดึงให้อีกคนลุกขึ้นเพื่อเริ่มฝึกซ้อมดังใจเขาต้องการเพียงแค่นั้น แต่ปฏิกิริยาที่ชักมือกลับทันทีที่ปลายนิ้วของเขาแตะเข้าที่มือของคนตัวขาวมันก็ทำให้เจ้าตัวต้องเปลี่ยนใจ

 

ไม่แปลกหากว่ามัลฟอนจะตกใจหรือกลัว ในเมื่อการกระทำความประทับใจแรกพบนั้นมันแย่เสียจนอาจจะไม่สามารถรักษาเยียวยาให้ดีขึ้นได้ง่ายๆ ด้วยความหยิ่งยโสของโวลธาเนียด้วยแล้ว มัลฟอนก็อาจจะไม่ต้องการญาติดีกับดัคลาสเลยก็เป็นได้

 

“ท่านพ่อไม่ได้บอกหรือ? ว่าเราเกลียดแสนเกลียดพวกทหาร”

 

“…”

 

“โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ทหารที่ใช้เพียงแต่กำลังอย่างนาย”

 

“เชิญพระองค์เกลียดกระหม่อมต่อไปได้เลย แต่เกลียดแล้วช่วยฝึกซ้อมด้วยล่ะ”

 

ร่างขององค์ชายหยัดกายขึ้นเต็มความสูงก่อนที่ดอกไม้อัลมอนด์แสนสวยจะถูกวางไว้บนม้านั่งอย่างเรียบร้อย แขนเรียวทั้งสองข้างยกขึ้นกอดอกด้วยความเคยชิน ใบหน้าสวยที่ใครต่างก็ชื่นชม เชิดขึ้นเล็กน้อยแสดงถึงความหยิ่งยโสไม่ยอมใคร

 

“เราไม่มีทางฟังทหารชั้นล่าง” เขาใช้สายตาคู่นั้นมองด้วยความดูถูกเหยียดหยามดัคลาส

 

“คิดว่าท่านพ่อทรงโปรดปรานในความสามารถของนายแล้วจะทำอะไรได้งั้นสิ? เราไม่ใช่ท่านพ่อหรอกนะจะบอกให้”

 

“ทำไมท่านต้องรั้นไปเสียหมด แค่ลุกขึ้นมาฝึกซ้อมกับกระหม่อมจะยากอะไรนัก”

 

ดัคลาสพยายามถึงที่สุดที่จะไม่ใช้สายตาดุดันจ้องมองไปที่คนที่แสดงท่าทางหยิ่งยโสเช่นนั้น น้ำเสียงนุ่มนวลที่มันไม่นุ่มเลยสักนิดของคนเป็นทหารนั้นไม่ได้ทำให้องค์ชายรู้สึกอยากจะเปลี่ยนใจแล้วฝึกซ้อมขึ้นมาเลย กลับกัน มันทำให้มุมปากข้างซ้ายของมัลฟอนยกขึ้นแทน

 

“พวกใช้กำลังตัดสิน”

 

“…”

 

“ทุกอย่างไม่จำเป็นต้องจบด้วยการใช้กำลัง เรื่องนั้นใครๆก็รู้ หากแต่สุดท้ายแล้วมนุษย์ก็เลือกที่จะทำร้ายร่างกายคนอื่นเพื่อตัดสินปัญหาบ้าๆ เพื่อความสะใจของตน ทุกคนล้วนปล่อยให้โทสะครอบงำ”

 

ใช่ นั่นคือความจริงที่มัลฟอนเกลียดที่สุด

 

“หากเกลียดการต่อสู้ขนาดนั้น แปลว่าถ้ากระหม่อมทำอะไรพระองค์ ก็จะทรงไม่ตอบโต้ถูกไหม?”

 

หมับ!

 

มือแกร่งคว้าเข้าที่ข้อมือเล็กด้วยความรวดเร็วและทำให้คนตัวเล็กที่ไม่ได้ทันตั้งตัวนั้นหลบไม่ทัน อีกคนตกใจอย่างเห็นได้ชัดหลังจากไม่สามารถหนีคนตัวโตกว่าได้ แรงบีบที่ส่งไปนั้นส่งผลให้คนตัวขาวนิ่วหน้าด้วยความเจ็บปวด ดัคลาส เดนวา ไม่มีความจำเป็นต้องเบามือหรือทะนุถนอมคนที่คิดว่าตัวเองสูงส่งหนักหนา อันที่จริงแล้วตำแหน่งของดัคลาสกับมัลฟอนก็ถือว่าเท่ากันเสียด้วยซ้ำ

 

บางทีอาจจะมากกว่า เนื่องด้วยอาณาจักรเซคันดาติที่มีอำนาจต่อบ้านเมืองมากกว่าอาณาจักรอื่นๆ

 

“นี่! อ๊ะ!”

 

“เจ็บหรือ? เจ็บก็ใช้หมัดของพระองค์ต่อยหน้ากระหม่อมสิ หากไม่ทำ..”

 

เจ้าของมือหนาเพิ่มแรงบีบที่ข้อมือขาวมากขึ้นจนเกือบใกล้จะแหลกคามือ

 

“พระองค์ก็ต้องเจ็บอยู่เช่นนี้”

 

ใบหน้าขาวที่ก้มลงมองพื้นไม่ยอมสบตากับคนตัวสูงยิ่งทำให้ดัคลาสรู้สึกเหนือกว่า ด้วยร่างกายที่แข็งแรงกว่าด้วยอยู่แล้ว องค์ชายมัลฟอนไม่มีทางสู้เลยสักนิด เจ้าของกายบางนั้นสั่นเทาราวกับลูกนก

 

“ป..ปล่อยนะ.. เราเจ็บ..”

 

“…”

 

“ปล่อยเรานะ ปล่อย ฮึก..”

 

คนตัวหนาชะงักไปเล็กน้อยหลังรู้สึกได้ถึงบรรยากาศที่เปลี่ยนไปอย่างกระทันหัน น้ำเสียงที่เคยแข็งกร้าวต่อต้านรั้นคำสั่งของเขากลายเป็นเสียงสั่นเครือ แต่เหมือนคนตัวเล็กยังพยายามไม่ใหัมันเป็นเช่นนั้น

 

อีกคนกำลังพยายามซ่อนความอ่อนแอ

 

สุดท้ายแล้วมือหนาที่เผลอคลายออกเมื่อใดก็ไม่รู้ ถูกองค์ชายตัวขาวปัดหนี ข้อมือเล็กเป็นอิสระอย่างที่ควรจะเป็น แต่ดัคลาส เดนวา ไม่ได้สนใจ และไม่ได้สังเกตุเลยสักนิดว่าข้อมือแสนบอบบางมีรอยแดงอยู่รอบเพราะอีกคนที่กระทำรุนแรง

 

น้ำสีใสที่คลออยู่ที่ดวงตาที่เคยถูกใช้มองอย่างเหยียดหยาม บัดนี้มีแต่ความทุกข์ทรมาณและความเจ็บปวดที่ซ่อนอยู่ด้านใน ภายในหัวขององค์ชายเซคันดาติมีแต่คำถามว่าทำไม

 

เพียงแค่อยากปลุกสันชาตญาณความโกรธของมนุษย์ขึ้นมาเท่านั้น ทำไมกลายเป็นดวงตาแดงก่ำ น้ำตาแห่งความเจ็บปวดไหลลงอาบแก้มนวลนั่นเสียได้?

 

“คนป่าเถื่อนแบบนาย.. จะไปรู้อะไร”

 

“…”

 

“สุดท้ายแล้วทุกคนก็ใช้กำลังกับเรา..”

 

“…”

 

นายเองก็ไม่ต่างจากสัตว์ป่าที่เอาแต่ข่มผู้ที่อ่อนแอกว่า ทำไม? เพียงเพราะเราไม่ยอมใช้กำลังตอบโต้ ถึงกับต้องทำร้ายเราเลยงั้นหรือ?”

 

ความเฉยชาที่แสดงออกมาจากทั้งสีหน้าและท่าทางของทหารที่กระทำรุนแรงต่องค์ชายถึงสองครานั้น ตอกย้ำให้คนตัวขาวได้รู้ว่าอันที่จริงแล้วคนตรงหน้าไม่ได้รู้สึกผิดเลยสักนิด หากแต่กลับดูเหมือนว่าอีกคนทำเป็นเรื่องปกติ

 

มือขาวยกขึ้นปาดน้ำตาอย่างลวกๆก่อนจะแค่นหัวเราะออกมาอย่างนึกสมเพชตัวเองที่ปล่อยให้น้ำตาไหลต่อหน้าคนใจร้าย

 

โวลธาเนียเดินหลับเข้าไปด้านในปราสาทหลังโตโดยทิ้งให้เจ้าของผมสีสว่างยืนมองตามอยู่ตรงนั้นไม่ได้ขยับไปไหน พร้อมกับความสงสัยมากมายที่อยู่ไหนหัว

 

วันนี้คงเป็นอีกวันที่แย่ที่สุดสำหรับคนตัวเล็กที่นั่งกอดเข่าร้องไห้อยู่บนเตียงกว้างโดยที่ไม่มีใครรับรู้เลยสักคน..

 

 

 

 

To be con..

 

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 281 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

736 ความคิดเห็น

  1. #734 far0h (@far0h) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 7 กันยายน 2563 / 16:03
    น้องต้องมีปมมาแน่นอน ใครทำอะไรหนูมาลูก ฮืออออออ สงสารน้อง
    #734
    0
  2. #714 Chompoo (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 19 มิถุนายน 2563 / 02:15

    ใครทำหนูคะลูกบอกแม่

    #714
    0
  3. #684 ปงจี้ (@mayupong-111) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 13 พฤษภาคม 2563 / 04:04
    น้องงงงง แงงงงงง ใครเคยทำอะไรหนูคะ
    #684
    0
  4. #642 ไนท์เซป (@khimnakaza) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 17 เมษายน 2563 / 23:01
    แง ยัยน้องมีปมอะไรแน่ๆ
    #642
    0
  5. #639 muntira1213 (@muntira1213) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 17 เมษายน 2563 / 22:10
    คำผิดนะคะ กลายค่ะ ไม่ใช่กายนะคะ ฮื่อㅠㅡㅠ
    #639
    0
  6. #607 CB_SURVEY (@CB_SURVEY) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 13 เมษายน 2563 / 00:41
    นายทหาร!!!! กี้ดดดดด อุนแม่ไม่ยอมนะ มาทำงี้กับลูกชั้นดัยงัย!?!?!?
    #607
    0
  7. #570 nxjm (@rakmaanfha) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 6 เมษายน 2563 / 02:14
    งื้อออออสงสารน้องงงงงงง
    #570
    0
  8. #423 bubbleteap (@waiisang) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 12 มีนาคม 2563 / 18:00

    ยัยน้องมีปมอะไร

    #423
    0
  9. #321 plumfloral (@plumfloral) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2563 / 01:06
    ฮือออ เริ่มสงสารน้องแล้ว อยากดึงมากอดปลอบ
    #321
    0
  10. #309 saylalalala (@exit-vips) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2563 / 14:32
    โอ๋ๆ น้องน้อย ฮือออ
    #309
    0
  11. #304 Yezdam (@Yezdam) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2563 / 12:22
    น้องงง
    #304
    0
  12. #302 cp_psr (@cp_psr) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2563 / 03:29
    ยัยน้องงงงงงงงงงงงง
    #302
    0
  13. #277 79.krp (@king-banana) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2563 / 01:51
    เเง น้องเจ็บพี่ก็เจ็บ
    #277
    0
  14. #243 JKCBB (@JKCBB) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2563 / 01:43
    มันต้องมีอดีตอะไรอ่ะ
    โอ้ยน้อ เรานึกว่าจะตบรึตีนะ
    แต่พลิกล็อค ร้องไห้เลย
    แง
    #243
    0
  15. #207 plaeee1a (@plaeee1a) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2563 / 00:57
    แทบไม่มีใครเข้าใจน้องเลยจริงๆ
    #207
    0
  16. #184 Tong (@TonG-SodA) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 30 มกราคม 2563 / 11:58
    น้องจะมีปมเกี่ยวกับเรื่องความรุนแรงด้วยมั้ย สงสารอะ อยากโอ๋
    #184
    0
  17. #160 pxend (@pxend) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 24 มกราคม 2563 / 12:04

    อย่าทำน้องง

    #160
    0
  18. #144 Yellow (@netty25) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 23 มกราคม 2563 / 11:54
    น้องโอ๋ๆ มันต้องมีเหตุผลอะไรสิ
    #144
    0
  19. #139 Nora1012 (@Nora1012) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 23 มกราคม 2563 / 10:41
    ฮืออออ น้อนนนนนน อย่าทำน้อนนนะ!!!!
    #139
    0
  20. #133 apinyasangfatin (@apinyasangfatin) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 23 มกราคม 2563 / 01:11
    อยากโอ๋จริงๆนะ แบบเด็กคนนึงเจออะไรมาบ้างอ่ะ น้องงงงง
    #133
    0
  21. #105 พี่โจ้คนคูล.🌿 (@mtuanna93) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 5 มกราคม 2563 / 13:46
    น้อนนนนไม่ร้องนะลูก
    #105
    0
  22. #95 al'HEHET (@alelle) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 22 ธันวาคม 2562 / 08:03
    สงสารน้อง อยากหอมหัวๆโอ๋เอ๋ๆๆๆ
    #95
    0
  23. #82 Lalitannn_B (@Tan_lovesehun) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 16 ธันวาคม 2562 / 22:18
    โถลูกกก
    #82
    0
  24. #71 serosebh (@ChocoSmurf_rose) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 12 ธันวาคม 2562 / 14:01
    อย่าแกล้งน้องงงงง แงง น้องต้องมีความหลังกับเรื่องนี้แน่ๆ ช่วยดีกับน้องหร่อยเถอะนะ ฮือ
    #71
    0
  25. #59 idotoo (@moonatbaaa) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 8 ธันวาคม 2562 / 22:09
    น้องต้องเจอความรุนแรงขนาดไหนแบบไหนมานะถึงได้เป็นแบบนี้ ฮือ
    #59
    0