sub eques auratus [ MINNO ]

ตอนที่ 13 : CHAPTER XII : Basium

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,683
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 192 ครั้ง
    22 มี.ค. 63

 

 

 

 

เขาจูบกับดัคลาสอีกแล้ว..

 

นั่นเป็นความจริงที่ยากจะลืมสำหรับองค์ชายผมสีน้ำตาลเข้ม ภายในห้องบรรทมที่มีเขาและทหารหญิงอีกคนนั่งอยู่ไม่ห่างกันมากนักช่างเงียบสงบเสียจนเหมือนไร้ผู้คน คนตัวขาวเอาแต่นั่งเงียบไม่พูดไม่จาทั้งที่เป็นคนขอให้เธอมานั่งเฝ้าสักชั่วโมง

 

โชคดีที่เธอไม่ต้องไปเฝ้าราชินี เพราะมีคนใช้ไปรับหน้าที่นั้นแทนแล้ว ถึงแม้เธอมีความต้องการจะชวนสหายคนสนิทอย่างรูเฟนและดัคลาสให้ลงไปฝึกที่สนามด้วยกันแต่ในเมื่อองค์ชายตัวขาววิงวอนให้เธอนั่งอยู่ด้วยสักหน่อยเธอก็คงต้องทำเช่นนั้น

 

โดยปกติแล้วองค์ชายไม่เคยให้ใครเข้าใกล้ห้องในยามบ่ายถึงช่วงเย็น เป็นเพราะอีกคนมักใช้เวลาอยู่กับคนใช้คนสนิทอย่างแซตลีย์ ไซฮีล และในเวลานี้หากเธอไม่เข้าไปพักผ่อน ก็มักจะไปฝึกฝนร่างกายกับสหายทั้งสองอยู่เป็นประจำ มีเพียงช่วงพักหลังที่ดัคลาส เดนวา จะตัวติดกับองค์ชายจนผิดปกติเนี่ยแหละที่ไม่ไค่อยได้ไปด้วยกัน

 

องค์ชายดูเหมือนจะใช้ความคิดอยู่

 

"หากมีอะไรไม่สบายใจ พระองค์ปรึกษากระหม่อมได้นะเพคะ" เธอยื่นข้อเสนอ "อาจจะไม่ให้คำปรึกษาได้ดีเท่ากับไซฮีล แต่มันอาจทำให้พระองค์รู้สึกดีขึ้น"

 

ใบหน้าที่มาพร้อมรอยยิ้มอันอ่อนโยน เป็นเอกลักษณ์ของหญิงสาวผมประบ่าเสมอ เธอไม่ได้สนิทใจกับองค์ชายเท่ากับแซตลีย์ ไซฮีล แต่บางครั้งที่มีโอกาสได้คุยกับนาง นางก็เคยเล่าเรื่องขององค์ชายให้ฟังบ้าง และมันทำให้เธอพอจะรู้เรื่องราวชีวิตประจำวันขององค์ชายแห่งโซลเซียนา แม้จะไม่มาก แต่ถือว่าเธอก็รู้นั่นแหละ..

 

ใบหน้าหวานที่เคยทอดมองออกไปนอกหน้าต่างๆ ค่อยหันมาสบตาเข้ากับหญิงสาวที่เป็นทหารที่ขึ้นชื่อว่าแข็งแกร่งที่สุดในอาณาจักร เรือนร่างบอบบางที่ดูเหมือนจะอ่อนแอของเธอนั้น้ลวนแล้วแต่เป็นภาพลวงตา ครั้งตอนฝึกกับทหารเพศตรงข้ามในปรสาท พละกำลังของเธอไม่ได้น้อยไปกว่าใครเลย

 

และนั่นทำให้เธอกลายเป็นทหารของราชินี

 

ริมฝีปากบางพ่นลมหายใจออกมาอย่างใช้ความคิด เขายินดีที่จะปรึกษากับหญิงสาวข้างกาย เพียงแต่ไม่รู้ว่าควรจะเริ่มจากตรงไหน เพราะตอนนี้เขาเองก็สับสนไปหมด ทุกอย่างตีรวนกันในหัวจนไม่รู้ว่าอันที่จริงแล้วหรือเขาควรปล่อยให้เรื่องทุกอย่างมันเงียบไปดีล่ะ?

 

แต่สายตาที่ตั้งคำถามของดัคลาสและเสียงหัวใจที่บ่งบอกถึงความรู้สึกของอีกคน

 

รู้สิ.. ทำไมจะไม่รู้ล่ะ ว่าอีกคนคิดอะไรอยู่..

 

"เรื่องดัคลาสหรือเพคะ?"

 

"!!"

 

จวบจนกระทั่งหญิงสาวเลือกที่จะเอ่ยถามขึ้น เจ้าคนตัวขาวถึงได้สะดุ้งเฮือกเหมือนเด็กที่ถูกจับได้ว่าเพิ่งทำผิดมา แน่นอนว่คนอย่างเจ้าชายมัลฟอน โวลธาเนีย ไม่ใช่คนที่เดายากว่ากำลังคิดอะไรอยู่ เพียงแค่เอ่ยถามออกไปท่าทางของอีกคนมันก็แสดงออกเสียหมดว่ากำลังคิดเรื่องอะไรอยู่ อดไม่ได้ที่จะคลี่ยิ้มออกมาอย่างเอ็นดู

 

มือทั้งสองข้างกุมไว้แน่นและวางลงบนหน้าตัก ริมฝีปากที่ปากที่ขยับไปมาเหมือนพยายามจะพูดอะไรสักอย่างไม่สามารถเรียบเรียงคำพูดออกมาได้

 

เขาไม่รู้ว่าที่วิ่งหนีออกมาแบบนั้นมันสมควรหรือป่าว.. ดัคลาสจะรู้สึกแย่แค่ไหนที่เขาวิ่งหนีออกมา แต่ในตอนนั้นมัลฟอนกำลังสับสนกับความรู้สึกของตัวเองจริงๆ สับสนจนไม่รู้ต้องทำอย่างไรถึงได้วิ่งหนีออกมา

 

'ขอโทษ'

 

เขาขอโทษที่ไม่สามารถตอบรับความรู้สึกของอีกฝ่ายได้ในตอนนั้น

 

"หากพระองค์สับสน ลองค่อยๆทบทวนทุกอย่างดีไหมเพคะ?" เธอยื่นข้อเสนออีกครั้ง "อย่าเอาทุกอย่างมารวมกันในคราเดียว แต่ลองเปลี่ยนเป็นค่อยๆคิดทีละเรื่อง แบบนั้นคงจะดีกว่า"

 

จริงสิ.. ต่อให้คิดทุกอย่างพร้อมกันมันก็ไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้นนี่นะ..

 

คนตัวขาวค่อยๆสูดลมหายใจเพื่อตั้งสติอีกครั้ง ก่อนจะเริ่มคิดทบทวนทุกอย่างอีกครั้ง..

 

"เราไม่รู้ว่าที่เรารู้สึกอยู่ตอนนี้เขาเรียกว่าอะไร" ในตอนที่ริมฝีปากสีสวยเริ่มเอ่ยปากอธิบายถึงความรู้สึกตอนตน ทหารหญิงข้างกายก็พยายามที่จะทำความเข้าใจเพื่อที่จะช่วยเหลือองค์ชายผู้น่าสงสารให้ได้มากที่สุด "เรารู้สึกดีที่ดัคลาสใจดีกับเรา รู้สึกดีที่อีกคนออกตัวปกป้องเราทุกครั้งที่เรากำลังจะเผชิญความลำบาก.."

 

"..."

 

"ดีใจที่อยู่กับเราเกือบตลอดเวลา.."

 

ดีใจที่อีกคนยังอยู่ตรงนี้ เป็นเพียงไม่กี่คนในชีวิตที่มัลฟอนยอมให้แตะต้อง

 

"เช่นนั้นพระองค์กังวลอะไรหรือ?" นางเอ่ยถามคนที่คลี่ยิ้มบางๆในตอนที่เล่าเรื่องของดัคลาสให้ฟัง ทั้งๆที่ชัดเจนขนาดนี้แล้ว อีกคนกำลังสับสนอะไรกัน "หรือเป็นเพราะองค์ราชา.."

 

"ไม่ใช่"

 

เจ้าตัวเถียงทันควัน

 

ไม่ใช่เพราะราชา.. ความรู้สึกของเจ้าของดวงตาพระจันทร์เสี้ยวมันบอกแบบนั้น

 

"เราไม่รู้ว่ามันเรียกว่าอะไร" มือข้างซ้ายยกขึ้นกุมที่หน้าอกราวกับอยากจะถามหัวใจของตนเอง "เรามีความสุขที่ได้มีเพื่อนใหม่ มีความสุขที่มีคนคอยปกป้อง เรารู้สึกดีใจ หรือ-"

 

"รัก"

 

"!?"

 

"ใช่รู้สึกรัก.. หรือเปล่าเพคะ..?"

 

คำถามของทหารหญิงผมประบ่าเหมือนไปสะกิดบางอย่างในหัวใจของคนตัวขาวเข้า อีกคนสะดุ้งเล็กน้อยก่อนที่ใบหน้าขาวจะขึ้นสี หัวใจดูเล็กเต้นระรัวขึ้นเมื่อภายในหัวเจ้าปัญหามีแต่คำถามของเพโรน่า เขาไม่รู้มาก่อนว่าความรู้สึกแบบนี้คืออะไร

 

"คำว่ารัก.. คือความรู้สึกพิเศษที่เรามีให้ใครสักคน ใครสักคนที่เราอยากจะฝากชีวิตไว้กับบเขา การที่ได้มีเขาเป็นเจ้าของหัวใจของเรา เป็นเรื่องราวที่วิศษมากเลยใช่ไหมคะ" คนตัวขาวที่เหม่อลอยเหมือนใช้ความคิดเหมือนจะไม่ได้รับฟัง แต่เธอรู้ว่าเจ้าตัวกำลังตั้งใจฟังและคิดตามเธออยู่ "การที่เราจะรู้สึกแบบนี้กับใครสักคน ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยนะเพคะ เรื่องความรักเป็นเรื่องสวยงาม การมีความรักกับใครสักคนก็สวยงามไม่แพ้กันเลย"

 

ความรู้สึกอยากให้เขาเป็นเพียงของเราเพียงผู้เดียว ความรู้สึกที่อยากจะปกป้องดูแลใครสักคนตลอดไป ความรู้สึกที่ไม่ใช่จะให้กับใครง่ายๆ นิยามความรักสำหรับเธอแล้วเป็นเรื่องที่สวยงามเกินกว่าคนที่ไม่เคยมีจะเข้าใจมัน แม้ว่าเธอเองจะไม่เคยได้มีมันก็ตาม แต่เธอไม่ใช่คนโง่เหขลาหรือ่อนต่อโลกขนาดที่ว่าจะไม่เข้าใจมัน

 

แต่ดูเหมือนคนตรงหน้าจะเป็นเช่นนั้น อาจเป็นเพราะเจ้าตัวถูกเลี้ยงมาในปราสาทที่ใหญ่โตแต่ไม่เคยได้ออกไปไหนมาไหน วันๆก็พบเจอแต่ทหารและองค์ราชา ไม่แปลกหากว่าอีกคนจะมีความรู้สึกที่อ่อนต่อโลก เจ้าตัวเองก็คงเพิ่งจะเคยมีความรู้สึกแบบนี้ครั้งแรก ไม่อย่างนั้นคงไม่เป็นกังวลถึงขนาดต้องพึ่งพาใครสักคนเพื่อขอคำปรึกษา

 

ช่างเป็นเจ้าชายที่น่าสงสาร

 

"เรารู้สึกรักเดนวางั้นหรือ..?"

 

เจ้าตัวเอ่ยถามพร้อมกับช้อนตามองทหารหญิงข้างกาย เธอคลี่ยิ้มบางออกมาก่อนจะเอ่ยตอบออกไป

 

"เรื่องนั้นมีแต่ความรู้สึกของพระองค์เท่านั้นที่ตอบได้"

 

"..."

 

"ลองคิดเล่นๆสิเพคะ หากวันใดวันนึงดัคลาสหายไป.. พระองค์จะอยู่อย่างไร"

 

เธอถามให้องค์ชายโวลธาเนียได้คิด เพื่อให้แน่ใจกับความรู้สึกของตนเองมากขึ้น

 

คนอ่อนต่อโลกเองก็คิดตามที่ทหารหญิงถาม แน่นอนว่าภายในใจมันร้อนรุ่มราวกับมีไฟแผดแผา เพียงแค่คิดว่าอีกคนจะหายไปจากชีวิตตนขอบตาก็ร้อนผ่าวจนเหมือนจะร่ำไห้ มือบางสั่นราวกับกลัวว่าเหตุการณ์นั้นจะเกิดขึ้นจริงๆ

 

ไม่เอา.. ไม่เอาแบบนั้น

 

"หากรู้ตัวแล้วก็อย่ารอช้าเลยนะเพคะ.. ก่อนทุกอย่างจะสายไป"

 

"..."

 

"อีกสักพักดัคลาสก็คงจะเข้ามา เช่นนั้นกระหม่อมขอตัว"

 

หญิงสาวในชุดทหารที่ไม่ได้เต็มยศลุกขึ้นเต็มความสูงโค้งคำนับให้กับองค์ชายที่นั่งอยู่บนเตียงกว้างก่อนจะเดินจากไปโดยไม่ลืมที่จะปิดประตูไว้ ใบหน้าระรื่นของเธอชวนให้คนที่ผ่านไปมาเกิดคำว่าถามเพโรน่าเป็นอะไร? แม้เดิมทีเธอจะเป็นคนยิ้มง่าย มักมีรอยยิ้มบางๆอันอ่อนโยนให้กับคนที่ผ่านไปมาอยู่เสมอ แต่การที่ยิ้มกว้างเช่นนี้..

 

ผิดปกติ..

 

"ตอบฉันสิ ว่าเธอไม่ได้ไปทำเรื่องบ้าๆมา"

 

ทันทีที่ออกมาจากประตูบานใหญ่ คนที่ดัครอเธออยู่ไม่ใช่ใครหน้าไหน แต่เป็นสหายคนสนิทผมสีสว่างที่ยืนกอดอกพิงผนังจ้องเธอเขม็ง หากเป็นปกติยามถูกดัคลาสพูดจาหาเรื่อง เธอคงจะสวนกลับไปแล้ว มันเป็นปกติที่มักจะหยอกกันรุนแรงเช่นนี้

 

แต่วันนี้แตกต่างกันออกไป เธอไม่มีความรู้สึกที่อยากจะเถียงกับดัคลาส เดนวาสักเท่าไหร่

 

"บางทีฉันอาจจะเพิ่งช่วยอะไรที่มันสำคัญกับนายไปก็ได้"

 

"อย่าไปเชื่อหล่อนเลยดัคลาส เพโรน่าน่ะเป็นงูพิษ"

 

เจ้าของเสียงน่ารำคาญนั้นไม่ใช่ใครอื่นไกล เป็นคนที่เธอรู้จักดีและพร้อมจะมีเรื่องกับเธอได้ทุกเมื่อ

 

“ดีจังนะ ฉันเองก็อยากจะเป็นงูพิษอยู่เต็มทน ฉันจะได้ฝังเขี้ยวนายคนแรกเลยไง”

 

สาวเจ้ายกมือขึ้นกอดอกพร้อมกับสายตาจิกกัดที่ไม่ได้จริงจังมากนักจ้องไปที่ทหารเฝ้าประตูที่ดูเหมือนจะว่างงานอยู่ที่ด้านหลัง

 

“นี่! เพโรน-“

 

“อย่าเสียงดังน่ารูเฟน” เสียงทุ้มของคนข้างกายที่ยืนพิงกำแพงอยู่เอ่ยปรามขึ้นพน้อมกับดวงตาที่หรี่ลงเล็กน้อย ในคราวนี้เพโรน่าได้ชัยชนะไปเต็มๆ “นายกลับห้องไปได้แล้ว ฉันขอโทษที่เรียกออกมา”

 

พอหมดประโยชน์ก็ไล่ ใหมันได้แบบนี้สิดัคลาส เดนวา!

 

ทั้งๆที่เขาเกือบจะได้นอนหลับพักผ่อนแล้วแท้ๆ แต่จู่ๆเจ้าตัวก็มาเคาะประตูเรียกเขาออกไปบอกให้มาเฝ้าองค์ชายเป็นเพื่อน มันน่าสงสัยแต่เขาก็ไม่ได้ถามออกไปว่าทำไม ให้เดาล่ะก็คงจะทะเลาะกันล่ะมั้ง

 

ทะเลาะหรือ?

 

เหอะ

 

“เดี๋ยวลูกก็ดก”

 

“นายว่าไงนะ?”

 

เพโรน่าเอ่ยถามขึ้นหลังจากที่ปล่อยให้นายทหารหน้าตึงเดินเข้าห้องบรรทมขององค์ชายผู้น่าสงสารไป ทิ้งไว้เพียงแค่เธอและทหารเฝ้าประตูที่แสนน่ารำคาญ

 

รูเฟนคว่ำปากลงทันที

 

“ฉันไม่ได้คุยกับเธอ”

 

หญิงสาวทำหน้าสงสัยทันทีที่อีกคนเอ่ยจบ

 

ไม่พูดกับเธอทั้งที่คนที่ยืนอยู่ตรงนี้มีแค่เธอกับรูเฟนเนี่ยนะ?

 

“นายประสาทหรือไง”

 

“เธอนั่นแหละ อย่ามาพูดจาบ้าๆนะ ฉันแค่พูดลอยๆเท่านั้น”

 

เขาแค่นึกขึ้นมาเล่นๆว่าที่ดัคลาสและองค์ชายแห่งโซลเซียนาทะเลาะกันเก่งเช่นนี้ เดี๋ยวลูกก็ได้เต็มบ้านหรอก เขาแค่คิดตามพวกนิยายโรแมนติกไร้สาระที่เคยอ่านเท่านั้น

 

เพโรน่าส่ายหน้าอย่างเอือมระอา

 

“ฉันเหนื่อยจะเถียงกับนายแล้วทีน์กานา”

 

เธอเลี่ยงที่จะต่อปากต่อคำกับคนข้างหน้า ขาเรียวก้าวผ่านคนตัวสูงกว่าเล็กน้อยไปก่อนจะมุ่งไปที่บันไดที่นำไปสู่ด้านล่างอันเป็นสนามฝึกซ้อมของอาณาจักร ปล่อยให้นายทหารเฝ้าประตูอยู่ตรงนั้นคนเดียว

 

เธอไม่รู้เรื่องความสัมพันธ์ของทั้งคู่ เธอหมายถึงทั้งดัคลาสและองค์ชายแห่งโซลเซียนา แต่เพราะความเป็นคนนอกของเธอ ที่เห็นทั้งคำพูดและกิริยาที่เปลี่ยนแปลงขึ้นเรื่อยๆของทั้งสอง มันไม่ผิดที่จะมีความพิเศษเล็กๆเกิดขึ้นในใจของพวกเขา สำหรับเธอแล้วรู้สึกยินดีหากมันจะสมหวัง

 

แต่มันไม่ใช่เวลาจะมาคิดเรื่องพวกนั้น.. อย่าลืมว่าเธอมีบัญชีต้องสะสางกับผู้เป็นราชา

 

ช่างเครื่องประดับพวกนั้น..

 

 

 

 

 

 

 

“เดนวา!” ทันที่ประตูบานใหญ่ถูกล็อคโดยมือหนาของดัคลาส เดนวา เจ้าของกายขาวก็รีบลุกจากเตียงพุ่งไปใส่ร่างหนาที่ยืนอยู่หน้าประตูทันที ด้วยความตกใจดัคลาสไม่ทันได้ตั้งตัวจึงทำให้เผลอเซไปเล็กน้อย โชคดีที่ขาแข็งแรงทั้งสองข้างสามารถพยุงเขาไว้ได้ทัน “ขอโทษ”

 

“หืม?”

 

“เราขอโทษที่ทำให้นายรู้สึกแย่ เราขอโทษ”

 

คำขอโทษนับร้อยครั้งถูกพ่นออกมาจากริมฝีปากบางเฉียบ อีกคนไม่ได้ร้องไห้แต่มีอาการเหมือนเด็กงอแงเสียมากกว่า ใบหน้าหวานที่ซุกเข้ากับแผ่นอกเขาอย่างเคยชินพร้อมกับแขนเรียวที่โอบกอดเขาแน่นจนลืมไปแล้วว่าเคยรังเกียจกันมาขนาดไหน

 

อดไม่ได้ที่จะยกยิ้มอย่างเอ็นดู

 

“กระหม่อมไม่ได้รู้สึกแย่..” ถึงจะตกใจที่จู่ๆอีกคนก็วิ่งหนีหายเข้ามาอยู่ในนี้ก็ตาม “พระองค์อย่าคิดเช่นนั้นอีกเลย”

 

ใบหน้าหวานที่ค่อยๆผละออกจากแผ่นอกของคนผิวสีแทน ก่อนจะค่อยๆช้อนตาขึ้นมองใบหน้าอีกคน สบตาที่ซ่อนความเจ็บปวดไว้ด้านใน

 

ดวงตาของดัคลาสมีความผิดหวังอยู่

 

คงเสียใจที่เขาวิ่งหนีมาเมื่อครู่

 

“รู้ใช่ไหมว่ากระหม่อมรู้สึกเช่นไร” ริมฝีปากสีเข้มเอ่ยถามทั้งที่มือหนาลูบที่แก้มนวลอย่างแผ่วเบา ความอ่อนโยนที่ได้รับทำให้หัวใจดวงน้อยเต้นแรงจนกลัวว่าคนตรงหน้าจะได้ยิน “มันไม่ใช่ความรู้สึกที่เกิดขึ้นชั่วคราว”

 

เขามั่นใจในความรู้สึกของตัวเอง มั่นใจว่าจะไม่มีวันทอดทิ้งคนตัวขาว มั่นใจว่าความรักที่เกิดขึ้นภายในใจของเขาเป็นรักที่รักจริงๆ ไม่ใช่การอยากครอบครองหรือหลงใหลเพียงชั่วคราว

 

เขาค่อยๆเลื่อนมือของตัวเองไปคว้าช้อมือขาวขึ้นมา ประคองมือเรียวสวยไว้อย่างแผ่วเบาราวกับกลัวว่ามันจะบอบช้ำ ก่อนจะประทับริมฝีปากลงที่หลังฝ่ามือนั้นอย่างอ่อนโยน สร้างความปั่นป่วนในท้องให้กับองค์ชายผิวขาว

 

จุมพิตทิ้งไว้อย่างนั้นอยู่เนิ่นนาน จนคนตัวเกือบจะยืนไม่อยู่

 

“ที่กระหม่อมบอกว่าจะปกป้องดูแลองค์ชายตลอดไป.. ไม่ใช่เรื่องโกหก..”

 

เป็นคำบอกรักอย่างอ้อมๆที่คนตัวขาวเข้าใจถึงความหมายของมัน

 

ค่อยๆปล่อยมือของอีกคนลงอย่างแผ่วเบา ตลอดทุกการกระทำเขาไม่ละสายตาออกจากอีกคนเลย ดัคลาสพยายามที่จะแสดงความจริงใจผ่านดวงตาคู่นั้น

 

ท่าทางเขินอายอึกอักของคนตัวขาวสร้างความกังวลให้กับดัคลาสไม่น้อย ไม่ใช่ว่าเขาไม่กลัว เขากลัวว่าจะถูกคนตรงหน้าปฏิเสธและผลักไสไล่สง และกลัวว่าความรู้สึกที่มีให้กันมันจะต่างกันจนไม่สามารถบรรจบกันให้เป็นความรักได้

 

ภาพในครั้งแรกที่พบกันลอยเข้าหัวดัคลาสมาเป็นฉากๆ เขาจำได้ดีว่าตัวเองกระทำหยาบคายกับคนตัวขาวมากขนาดไหน ไม่แปลกถ้าอีกคนจะไม่ได้รู้สึกเช่นเดียวกับเขา ความรู้สึกเหล่านี้มันช่างละเอียดอ่อน

 

หากแต่ถ้าคนตัวขาวเลือกจะผลักไสไล่ส่งเขาจริงๆ เขายินดีจะกลับเซคันดาติไปโดยไม่กลับมาที่นี่อีก ต่อให้โซลเซียนาจะล่มสลาย เขาอาจกลับมาเพื่อพาตัวอีกคนหนีไปให้ไกลจากอาณาจักรบ้าๆนี่ แต่จะไม่พากลับไปยังเซคันดาติเป็นอันขาด อีกคนคงไม่ยินดีหากต้องเข้าไปอยู่ในอาณาจักรของคนที่ตัวเองรังเกียจ

 

ในตอนที่ดัคลาสเกือบจะถอดใจและก้าวถอยออกมาจากร่างเล็กตรงหน้า จู่ๆอีกคนก็คว้ามือของเขาไปกุมไว้แน่น

 

ดวงตาที่สั่นระริกพยายามจะบอกบางอย่างกับเขา

 

ดูแลเราตลอดไปเลยได้ไหม?

 

“…”

 

“แค่เรา.. แค่เราคนเดียวที่นายจะดูแลตลอดไปได้หรือไม่..?”

 

หากทุกอย่างเป็นไปตามที่เพโรน่าอธิบายให้ฟัง หากสินั้นมันเรียกว่ารัก มัลฟอนไม่รีรอที่จะบอกกับคนตรงหน้าว่ารักอีกคนมากแค่ไหน รู้สึกดีแค่ไหนที่ได้อยู่ด้วยกัน

 

คำพูดที่แฝงความหมายเอาไว้ของเจ้าของริมฝีปากสีอ่อน แม้จะสร้างความตกใจให้กับนายทหารที่เกือบจะถอดใจอยู่แล้ว แต่เขากลับดีใจอย่างบอกไม่ถูก ใช้สมองประมวลคำถามของคนตัวขาวได้ไม่นานก็คลี่ยิ้มอ่อนโยนออกมาให้กับองค์ชายแห่งโซลเซียนา ช่างเป็นรอยยิ้มที่หาได้ยากเหลือเกิน

 

“ตลอดชีวิตของกระหม่อม” เขาก้มลงจุมพิตที่ริมฝีปากนิ่มอย่างแผ่วเบา “จะเป็นของพระองค์เพียงผู้เดียว..”

 

ก่อนที่จะเป็นฝ่ายองค์ชายผมสีน้ำตาลเสียเองที่เริ่มบดเบียดริมฝีปากเข้าหาคนตัวสูงกว่า มือเล็กยกขึ้นจับที่กรอบหน้าของอีกคนไว้เพื่อไม่ให้คนตัวสูงสามารถหนีไปจากจตัวเองได้ แน่นอนว่าดัคลาสตอบสนองความต้องการขององค์ชายมัลฟอนทันที เขาไม่ได้ปฏิเสธเลย กลับกันลิ้นร้อนกลับสอดเข้าไปในโพรงปากเล็กที่เผยอออกอย่างเต็มใจให้เขาได้รุกล้ำ

 

กวาดชิมความหวานจากปากเล็กอย่างเอาแต่ใจ หยอกล้อรังแกลิ้นเล็กที่ดูจะช่องชำนาญขึ้นมากกว่าคราวก่อนที่จูบกันอย่างมาก ดัคลาสขบเม้มที่ริมฝีปากล่างของอีกคนเบาๆจนเจ้าตัวสะดุ้ง

 

มัลฟอนส่งเสียงร้องในลำคอเบาๆหลังจากที่รู้สึกถูกช่วงชิงลมหายใจไปเป็นเวลานาน มือขาวค่อยๆดันไหล่ของอีกคนออกเพื่อให้อีกคนผละจูบ

 

แน่นอนว่าดัคลาสยอมผละออกมา แม้จะน่าเสียดายแต่ถ้าหากรังแกมากกว่านี้อีกคนอาจจะแย่ น้ำสีใสที่เชื่อมกันอยู่ที่ปลายลิ้นของทั้งคู่ ยิ่งสร้างความเขินอายให้กับคองค์ชายในชุดเสื้อผ้าสีอ่อน

 

“องค์ราชาได้โกรธพระองค์แน่”

 

“เรื่องของท่านพ่อสิ” คนตัวขาวยิ้มกว้าง ก่อนจะยกแขนขึ้นโอบรอบลำคอแกร่งของอีกคนไว้ “เราสนแค่นาย..”

 

“ไม่อายแล้วหรือ?” แกล้งหยอกโดยการยื่นหน้าเข้าไปใกล้ๆเพื่อทดสอบคนที่ทำเก่ง

 

แต่แล้วใบหน้าหวานก็เบือนหนีไปพร้อมกับรอยริ้วแดงๆตามแก้มนวล อดไม่ได้ที่จะยิ้มเพราะเอ็นดูอีกคน ก่อนจะหอมฟอดเข้าที่แก้มนิ่ม

 

“เดนวา!”

 

ดัคลาส” เขาเอ่ยย้ำทันทีที่คนตัวขาวเรียกนามสกุลของตน “เรียกดัคลาส”

 

น้ำเสียงทุ้มเข้มแต่แฝงไปด้วยความอ่อนโยนของนายทหารตรงหน้าทำเอาโวลธาเนียไปไม่เป็น ริมฝีปากบางพยายามขยับเอื้อนเอ่ยชื่ออีกคนออกมา แต่เพราะความเขินอายมันมีมากเดินไปจนไม่สามารถเอ่ยออกมาได้

 

กระหม่อมอยากให้เรียกเช่นนั้น

 

ประโยควิงวอนของอีกคนช่างน่าเห็นใจ

 

และดูเหมือนมันจะได้ผล

 

เขาเงียบเพื่อรอฟังเสียงที่แสนหวานของเจ้าชายแห่งโซลเซียนา

 

“ด..ดัคลาส”

 

ช่างน่ารักน่าเอ็นดูเหลือเกิน.. โวลธาเนียตัวน้อย..

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ตลอดระยะเวลาหนึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมา ความสัมพันธ์ของดัคลาสและองค์ชายตัวขาวเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด คนที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดไม่ให้ใครอื่นไกล แต่เป็นทหารหญิงที่ช่วยให้มัลฟอนรู้ใจตัวเอง และทหารเฝ้าประตูอย่างทีร์กานา

 

มันควรเป็นเรื่องยินดีที่ทั้งคู่มีความรู้สึกดีๆต่อกัน แต่ขอทีเถอะ รูเฟนแทบจะอ้วกออกมาเวลาที่ทั้งคู่อยู่ใกล้กัน บรรยากาศสีชมพูที่คละคลุ้งเต็มห้องไปหมดทำเอาเขาอยากจะอาเจียน หรือที่เขาเรียกอาการเหม็นความรักยังไงล่ะ

 

ดัคลาสได้ใกล้ชิดกับองค์ชายมากยิ่งขึ้น จากเดิมทีกิจวัตรประจำวันของอีกคนมีเพียงการเฝ้าองค์ชายที่หน้าประตู ออกฝึกฝนกับพวกเขาในยามว่าง หลังจากนั้นก็กลับไปพักผ่อนที่ห้องตัวเอง ในตอนนี้มันเปลี่ยนไป อีกคนอยู่กับองค์ชายผิวขาวแทบจะตลอดเวลา เริ่มตั้งแต่ตื่นนอนต้องนำอาหารเช้าไปให้ กลางวันก็ต้องทำ ช่วงเวลาว่างก็ต้องเข้าไปเฝ้าอีกคนถึงในห้อง ส่งองค์ชายตัวขาวจนกระทั่งเข้านอน

 

สังเกตุได้จากตอนที่เพโรน่าเดินผ่านห้องครัวของปราสาท เธอเห็นแซตลีย์ ไซฮีลที่เพิ่งจะพ้นโทษออกมาช่วยแม่ครัวในปราสาททำอาหาร ทั้งๆที่นั่นไม่ใช่หน้าที่ของเธอเลย ริซเข้าไปถามเพราะความอยากรู้ ทั้งๆที่เรื่องบางเรื่องมันก็ไม่ใช่เรื่องของเธอเลยสักนิด บางทีเธออาจติดนิสัยอยากรู้อยากเห็นมาจากเพื่อสนิทผมสีสว่างก็ได้

 

และสีหน้าไม่พอใจของสาวใช้พร้อมกับคำตอบที่ว่าถูกนายทหารไล่ให้ออกมาก็ทำเอาเธอหลุดหัวเราะจนออกเสียง ไม่ต้องเดาก็รู้ว่าป่านนี้คงจะหวานกันอยู่ในห้องเป็นแน่ แค่คิดเธอก็จะอาเจียนแล้ว

 

“ฉันไม่รู้องค์ชายตัวน้อยของฉันไปตกหลุมรักหมอนั่นได้ยังไง” ผมสีดำขลับยาวสลวยตัดกับผิวกายขาวถูกม้วนลอนเบาๆด้วยนิ้วมือของสาวเจ้าเอง ริมฝีปากที่ถูกแต่งแต้มด้วยสีสดเบะลงด้วยความหมั่นยามนึกไปถึงบุคคลที่ทำให้องค์ชายตัวขาวของเธอเปลี่ยนไป “น่าหมั่นไส้ชะมัด ดัคลาส เดนวา”

 

มีเพียงไม่กี่คนในชีวิตของมัลฟอน โวลธาเนีย ที่เจ้าตัวให้การยอมรับไว้เนื้อเชื่อใจจริงๆ นอกจากองค์ราชินีมอร์เจียน่าและเธอแล้ว เห็นทีก็คงจะไม่มีใครอีก ยกเว้นก็แต่คนที่ทำให้องค์ชายตัวขาวของเธอกลับมายิ้มร่าเริงได้อย่างสดใส..

 

“บางอย่างเมันเป็นเรื่องของคนสองคนนะ” เธอเอ่ยในขณะที่ช่วยคนอื่นในครัวยกของไปวางไว้ในบริเวณสำหรับล้างจาน “เราไม่จำเป็นต้องไปทำความเข้าใจหรอกน่า”

 

“ออกจากคุกนั่นมาฉันก็เห็นภาพทั้งสองคนที่มองตากันด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความรักเสียแล้ว ฉันก็ต้องตกใจ เธอไม่ตกใจหรือเพโรน่า!?”

 

คนถูกถามหัวเราะ

 

“ตกใจมั้ง”

 

และคำตอบชวนงงของเธอก็ทำให้แซตลีย์ยืนงงไปหลายนาทีเลย..

 

 

 

 

 

 

 

 

 

“ดีใจที่ได้พบนายอีกนะ”

 

เสียงนุ่มที่เอ่ยชึ้นพร้อมกับรอยยิ้มกว้างไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็นนายทหารเฝ้าประตูผมสีเข้มที่ดูเหมือนจะมีเวลาว่างจนเดินลงมาเล่นที่คุกใต้ดินแห่งนี้ ทั้งที่มันไม่ใช่ที่ที่สมควรลงมาเลยสักนิดเดียว

 

ใบหน้าเรียบตึงจนเรียกได้ว่าไร้ซึ่งความรู้สึกของดัลเธีย ชีร์โก ยังคงเป็นเอกลักษณ์เสมอ สำหรับรูเฟนที่อยู่ห้องใกล้กับชีร์โก เขามีโอกาสได้เห็นสีกน้าเฉยชาเช่นนี้ทุกวัน มันกลายเป็นภาพที่แสนจะชินตาไปแล้ว กับทุกเช้าของรูเฟนที่ควรจะสดใสกลับต้องมืดหม่น เพราะหน้าของอีกคน

 

เอาเถอะ เขาไม่ถือสา

 

“พักแล้วนะ ไม่ขึ้นไปทานข้าวหรือ?”

 

“ฉันไม่หิว”

 

ผู้เฝ้าปรัตูคุกใต้ดินกล่าวก่อนจะหยิบเอกสารบางอย่างขึ้นมาเปิดอ่านไปเรื่อยเลี่ยงการพูดคุยกับบุคคลที่ขึ้นชื่อว่าพูดเก่งเหมือนไม่เคยพูดกับผู้คนมาก่อน เจ้าตัวมักมาหาเรื่องพูดคุยกับเขาเช่นนี้อยู่บ่อยครั้ง แต่ทุกครั้งก็จะถูกไล่ตะเพิดออกมา

 

“ไม่เอาน่า นายควรจะทานข้าวให้ตรงเวลา”

 

“ถ้าไม่มีธุระอะไรล่ะก็ไสหัวไปซะทีร์กานา”

 

เจ้าตัวคว่ำบปากลงทันทีที่ถูกอีกคนใช้น้ำเสียงที่แสนจะเย็นชาเอ่ยปากไบ่กันเป็นหมูเป็นหมาราวกับไม่ได้คิดเลยว่าเราเองก็มีตำแหน่งหน้าที่เหมือนกัน แค่ต่างสถานที่กันก็เท่านั้นเอง!

 

คนผิวสีแทนจากอาณาจักรเซคันดาตินั่งลงที่เก้าอี้ตัวเล็กซึ่งไม่ได้ห่างจากตัวดัลเธีย ชีร์โกมานัก ก่อนจะพ่นลมหายใจออกมายาวเหยียด สายตาที่กวาดไปรอบบริเวณที่มืดไร้ซึ่งวิวที่สวยงาม มีเพียงแสงไฟอ่อนๆจากตะเกียงที่ช่วยให้แสงสว่างเท่านั้น เขาเกิดสงสัยว่าอีกคนใช้ชีวิตอยู่ในนี้ตลอดเกือบทั้งวันได้อย่างไร?

 

“ไม่อึดอัดหรือ อยู่ที่มืดเช่นนี้?”

 

“ไม่”

 

กะไว้แล้วล่ะว่าอีกคนต้องตอบแบบนั้น..

 

ในระหว่างที่รูเฟนที่มีนิสัยซุกซนชอบสำรวจของไปเรื่อย กำลังมองไปยังกองเอกสารมากมายบนโต๊ะตัวกว้างที่อีกคนใช้ทำงานและเก็บข้อมูลของนักโทษหลายคนเอาไว้นั้น เจ้าตัวก็เหหลือบไปเห็นกรอบรูปบางอย่างที่ตั้งอยู่บริเวณมุมโต๊ะอีกฝั่ง

 

ทีร์กานาเลียริมฝีปากตัวเองเล็กน้อยพร้อมกับสายตาที่จดจ้องอยู่ที่ร่างหนาซึ่งกำลังยืนหันหลังอ่านเอกสารในมืออย่างไม่นึกสนใจเขา เป้าหมายของนายทหารผิวสีแทนคือกรอบรูปที่มีรูปวาดอยู่ไม่ไกลมือนัก เจ้าตัวนับเลขในใจเพื่อให้สัญญาณกับตัวเองก่อนจะรีบคว้ากรอบรูปไม้นั่นมาด้วยความรวดเร็วจนคนที่ยืนอยู่ต้องหันมามอง

 

ดัลเธียพยายามจะยื่นมือมาดึงของที่อยู่ในมือนั้นคืนไป แต่กลับไร้ประโยชน์ เมื่อความว่องไวจากการฝึกฝนร่างกายมาตั้งแต่เยาว์วัยทำให้เขาสามารถหลบแขนแกร่งของอีกคนที่ยื่นมาคว้ากรอบรูปไว้ได้

 

“รูเฟน!”

 

ช่วงเวลาเพียงเสี้ยววิที่รูเฟนจ้องมองไปที่รูปของใครสักคนในกรอบรูปนั้น เขาสามารถรับรู้ถึงบุคคลในรูปถ่ายได้ในทันที เพราะเขารู้จักคนในกรอบรูปนั้น ดีในระดับหนึ่ง ก่อนที่มือหนาจะชิงมันกลับไปตั้งไว้ที่เดิม

 

พร้อมกับใบหน้าที่ตื่นตระหนกของดัลเธีย ชีร์โก

 

เขาเองก็ตื่นตระหนกไม่แพ้กัน

 

“มองหน้าฉันแบบนั้นหมายความว่ายังไง” คนที่เพิ่งถูกขโมยของไปเมื่อครู่เอ่ยถามพร้อมกับคิ้วที่ขมวดเข้าหากัน “คงมีเรื่องอยากถามฉันสินะ..”

 

“นายเก็บรูปวาดราชินีไว้ทำไมชีร์โก?” คำถามที่ถูกถามออกมาตรงๆไร้ซึ่งการอ้อมค้อมใดๆทำให้ชีร์โกยิ่งทำหน้ายุ่งมากกว่าเดิม จนตอนนี้มันไม่เหลือเค้าเดิมของคนที่แสนเย็นชา หัวหน้ากองทหารขโซลเซียนา ดัลเธีย ชีร์โก.. “ไม่เห็นต้องเสียหลักเพราะคำถามของฉันขนาดนั้น.. ฉันแค่สงสัย”

 

“…”

 

“ฉันแค่ไม่คิดว่าจะมีรูปราชินีหลงเหลืออยู่แล้ว.. ก็องค์ราชาเคยมีรับสั่งให้ทุกคนเผารูปของราชินีมอร์เจียน่านี่นา”

 

ถามออกไปเพราะความสงสัยล้วนๆ ไม่ได้มีเจตนาจะทำให้อีกคนรู้สึกแบบไหน แต่ดูเหมือนมือที่กำเข้าหากันแน่นและสีหน้าที่ขึ้นสีแดงจัดเพราะความโกรธ คงทำไปสะกิดอะไรบางอย่างในใจอีกคนเข้า ทำเอาทีร์กานาเหงื่อตก บางทีเขาควรจะเริ่มคิดได้แล้วว่าการหนีออกจากตรงนี้ ไปทางไหนจึงจะใกล้ที่สุด ไม่เช่นนั้นคงถูกคนตรงหน้าฆ่าตายแน่

 

ราชินีมอร์เจียน่าเป็นสหายคนสำคัญของฉัน

 

“…”

 

“เพื่อนฉันตายจากไปเพราะความเห็นแก่ตัวและความร้ายกาจของอองค์ราชา ฉันผิดหรือไงที่จะเก็บรูปของเพื่อนตัวเองเอาไว้?”

 

เพื่อนหรือ?

 

ไม่เคยคิดถึงคำนี้มาก่อนเลย..

 

ในตอนนี้รูเฟนคิดว่าคนตรงหน้าคงไม่รู้ตัวว่าพูดอะไรออกมา ดัลเธีย ชีร์โกปล่อยให้ความโกรธเข้าครอบงำจิตใจ คำพูดที่หยาบคายที่พ่นออกมาจากปากของเจ้าตัวก็ดูเหมือนจะเป็นสิ่งอัดอั้นอยู่ภายในใจของทหารเฝ้าคุกมากกว่า

 

“นายสนิทกับองค์ราชินีงั้นหรือ?”

 

“สนิทมากพอที่นางจะให้ฉันพาลูกของนางหนีไป”

 

คำตอบที่แสนเหลือเชื่อทำเอาทีร์กานาไปไม่เป็น หากพูดถึงบุตรของราชินีมอร์เจียน่าก็คงไม่พ้นองค์ชายตัวขาว มัลฟอน โวลธาเนียไม่ใช่หรือ?

 

“พาหนี? หมายความว่ายังไง?”

 

“…” ดูเหมือนอีกคนจะเริ่มรู้ตัวว่าเผลอไปหลุดบางอย่างให้อีกคนได้ฟังเข้า

 

ดัลเธียเบือนหน้าหนีไปยังกรอบรูปสีเข้มที่ถูกวางไว้บนโต๊ะหนังสือหลังจากที่ถูกกระชากกลับมาเมื่อครู่นี้ ใบหน้ายิ้มแย้มของนางยังสวยเหมือนครั้งนางยังมีชิวิตอยู่ ภาพวาดรอยยิ้มของนางยังตราตึงคนในอาณาจักรไปอีกเป็นเวลานาน..

 

จริงอย่างที่รูเฟน ทีร์กานาบอก หลังองค์ราชินีมอร์เจียน่าสิ้นพระชนม์ ราชาก็มีคำสั่งให้นำรูปของนางในปราสาทไปทิ้งให้หมด รูปวาดเหมือนทุกรูปที่เคยถูกเก็บไว้และรูปที่ถูกนำมาโชว์ ล้วนถูกนำไปเผาทิ้งหมด แถมยังบังคับให้ประชาชนคนใดที่เคยเก็บรูปของราชินีไว้ ก็ให้นำมาทิ้งเช่นกัน..

 

เว้นแต่รูปวาดเหมือนที่งดงามจนเหมือนจริงที่อยู่ในกรอบรูปบนโต๊ะของอีกคน

 

“นายรู้เรื่องช่างเครื่องประดับหรือเปล่า?” คำถามของทหาร้าประตูคุกทำให้รูเฟนหูผึ่งทันที "คงได้ฟังจากองค์ชายบางแล้วใช่หรือไม่?"

 

"เห็นฉันสนิทสนมกับองค์ชายเลอกรันจ์และองค์ชายเนเพนเธสขนาดนั้นเชียวหรือ?"

 

"ก็พอจะเห็นว่าพูดคุยกับดัคลาส เดนวาด้วยบ่อยๆ" เป็นความจริงที่เขาเห็นในวันงานเต้นรำ ดัคลาสและองค์ชายดูสนิทสนมกันจนไม่น่าเชื่อว่านี่คือทหารและองค์ชาย "ดังนั้นนายก็คงรู้เรื่องบ้าๆพรรค์นั้นแล้ว"

 

"ฉันรู้ว่าองค์ราชาจับตัวพวกเขาไปบังคับทำเครื่องประดับนับล้านชิ้นเพื่อที่จะนำไปขายเพื่อให้ได้เงินกลับมาบริหารอาณาจักร" เป็นสิ่งที่เขาได้ฟังมาจากเพโรน่า ริซ ศัตรูตัวฉกาจของเขา ดัลเธีย ชีร์โกดีดนิ้วทันทีที่ได้ยินคำตอบ

 

"ยังไม่ใช่ทั้งหมด"

 

"หา?"

 

ยังมีเรื่องราวซับซ้อนซ่อนเงื่อนมากกว่านั้นอีกหรือ เพียงเท่านี้เขาก็ก่นด่าราชาในใจไปนับร้อยครั้งแล้ว

 

"นายคิดจริงๆหรือ? ว่ารายได้ก่อนหน้าที่จะจับตัวช่างเครื่องประดับมา มันจะไม่พอต่อการบริหารอาณาจักรบ้าๆนี่ ถ้ามันไม่พอจริงๆ อาณาจักรคงไม่อยู่มาจนถึงรุ่นขององค์ราชาคาลอส" เป็นความจริง ดัลเธีย ชีร์โก ที่อยู่ในอาณาจักรนี้มาตั้งแต่เกิดรู้ดีที่สุด เดิมทีเงินที่ได้จากการส่งออกเครื่องประดับนั้นเพียงพอต่อการบริหารอาณาจักรนี้ได้อีกเป็นพันๆปีเลยล่ะ

 

"หมายความว่าไง?"

 

"เมื่อหลายสิบปีก่อน.. อาณาจักรลิวาเอลเข้ามารุกรานที่โซลเซียนา" ในตอนนั้นเขายังไม่ได้ลืมตาดูโลกขึ้นมา หากแต่เรื่องราวนี้เขาเองก็ได้ยินมาจากผู้คนในปราสาทที่พูดคุยกัน ทั้งจากพ่อบ้านแม่บ้านผู้สูงวัย และจากตัวองค์ราชาเสียเอง

 

"รุกราน.. ยึดอาณาจักรงั้นหรือ?"

 

"ใช่ เดิมที่ลิวาเอลต้องการทำสงครามกับโซลเซียนาเพื่อยึดพื้นที่นี้ แต่เพราะองค์ราชาคาลอสในวัยหนุ่มได้ขอร้องไว้ โดยตั้งข้อเสนอว่าจะส่งเงินให้ทุกเดือนเป็นการไถ่อาณาจักรแห่งนี้"

 

ฟังดูแล้วไม่ใช่เรื่องที่แย่เลยสักนิด เป็นเรื่องที่ดีที่องค์ราชาพยายามจะปกป้องเมืองของตนเอาไว้ให้พ้นจากการรุกราน หากแต่ทำไมดัลเธีย ชีร์โกจึงได้ทำหน้ายุ่งเช่นนั้น? เบื้องลึกเบื้องหลังของอาณาจักรนี่ยังมีอะไรอีกงั้นหรือ..?

 

"นั่นเป็นเรื่องที่ดี"

 

"มันไม่จบอยู่แค่นั้น" หากสิ้นสุดอยู่แค่การส่งเงินเพื่อแลกกับการเป็นอิสระทางการปกครอง มันก็คงไม่วุ่นวายเช่นนี้.. "ในตอนนั้น.. ราชามาคาลอฟแห่งอาณาจักรลิวาเอลได้ขอไว้ ว่าถ้าหากเจ้าตัวมีบุตรขึ้นมา ต้องส่งบุตรมาเป็นนางบำเรอให้กับบุตรชายของตน"

 

"ซึ่งนั่นก็คือทีโอ รูทมอร์ที่ยังไม่ได้ลืมตาดูโลก?"

 

"ถูกต้อง" เหลือเชื่อ.. นี่องค์ราชามาคาลอฟผู้ฉลาดหลักแหลม วางแผนการไว้ล่วงหน้าเผื่อยันวันที่ตนนั้นมีบุตรชายเชียวหรือ? ช่างเป็นบิดาที่ยอดเยี่ยมเสียจริง.. รูเฟนอดไม่ได้ที่จะจิกกัดในใจ "เป็นอย่างไรต่อล่ะ"

 

"แน่นอนว่าองค์ราชาไม่ยอม ราชาคาลอสมีแผนการของตนที่จะบ่มเพาะให้บุตรชายที่จะเกิดมาในภายภาคหน้าแข็งแกร่งไม่แพ้กับใครในโลกนี้ เพื่อที่จะให้บุตรของตนเองได้ทำสงครามกับลิวาเอลเพื่อให้โซลเซียนาเป็นอิสระ.."

 

และนั่นเป็นเหตุผลที่คาลอสพยายามทำให้มัลฟอน โวลธาเนียแข็งแกร่งขึ้นทุกวัน พยายามที่จะให้บุตรชายของตนเป็นนักรบที่แข็งแกร่งกว่าลิวาเอล และปลดปล่อยโซลเซียนาออกจากการเป็นเมืองขึ้น

 

หากแต่นับเป็นโชคร้าย เมื่อบุตรชายของโวลธาเนียนั้นดันได้รับความอ่อนโยนจากผู้เป็นมารดามาเต็มๆ เจ้าตัวเกลียดการทำสงคราม เกลียดการต่อสู้เกลียดทุกอย่างที่ต้องตัดสินด้วยกำลัง และแม่ขององค์ชายก็ดันสอนให้บุตรของตัวเองในแบบนี้คาลอสไม่ต้องการ การสอนให้อีกคนอ่อนโยนต่อโลกใบนี้ นั่นเป็นสิ่งที่คาลอสไม่พอใจ

 

"ราชินีรับรู้เรื่องนี้.. รู้ว่าในอนาคตจะต้องเกิดสงครามเป็นแน่ นางพยายามหาทุกวิถีทางเพื่อให้ฉันพาลูกของนางหนีไปให้ไกล แต่มันไม่สำเร็จ"

 

เขานึกย้อนไปถึงวันที่นางออกมาคุยด้านนอกกับเขา ซึ่งเป็นการสนทนาครั้งสุดท้ายระหว่างเขาทั้งสอง

 

'ฉันฝากลูกด้วยนะ ดัลเธีย'

 

''นางจากไปโดยไม่ทันได้อำลา.."

 

เพื่อนสนิทคนสำคัญยังตราตึงอยู่ในหัวใจของนายทหารผู้เฝ้าประตูคุกอยู่เสมอ ไม่มีวันใดที่ไม่วิงวอนต่อฟ้าขอให้นางกลับมาเปลี่ยนแปลงอาณาจักรนี้ ทั้งๆที่นางพยายามแทบตายที่จะหาหนทางในการยุติเรื่องบ้าๆระหว่างอาณาจักรลิวาเอลและโซลเซียนา แต่ราชากลับเลือกที่จะเพิกเฉยต่อมัน และยืนยันว่าการทำสงครามกับลิวาเอลเป็นทางออกที่ดีที่สุด

 

การบ่มเพาะให้บุตรชายของตนเป็นคนที่โหดร้ายต่อโลกนี้ เป็นทางออกที่ดีที่สุดสำหรับคาลอส โวลธาเนีย

 

ทางด้านรูเฟนที่ได้ฟังเรื่องราวความจริงทั้งหมดของอีกคนก็ทำให้เขาตาสว่าง เขาได้รับรู้เรื่องราวเบื้องลึกเบื้องหลักของอาณาจักรที่ถูกปกครองโดยคนที่เขาก่นด่าอยู่ทุกวี่ทุกวัน แถมยังได้ล่วงรู้ความลับระหว่างดัลเธียและราชินีผู้เป็นที่รักของประชาชน รอยยิ้มพึงพอใจถูกจุดขึ้นบนใบหน้าหล่อเหลา เขารู้สึกว่าเรื่องนี้อาจเป็นประโยชน์ต่อองค์ชายแห่งเซคันดาติแน่

 

มือหนายกขึ้นแตะที่บ่าของทหารเฝ้าคุกเบาๆ

 

"ฉันสาบานว่าฉันจะไม่บอกใคร"

 

ดัคลาสนายรอฟังได้เลย ฉันมีเรื่องดีๆมาบอกล่ะ! นายต้องไม่เชื่อแน่!

 

 

 

 

 

 

 

 

 

แสงจันทร์ที่ทอแสงขึ้นบนท้องฟ้าสาดส่องไปทั่วปราสาทใหญ่ เป็นสัญญาณที่บอกว่าเป็นเวลาที่ควรเข้านอนได้แล้ว

 

กายขาวในชุดเสื้อผ้าสีอ่อนสำหรับเข้านอนค่อยๆก้าวขึ้นเตียงไปเพื่อที่จะเตรียมเข้าสู่ห้วงนิทรา ใบหน้าหวานนั้นยังเปื้อนรอยยิ้มอยู่ตลอดเวลา ยามที่อีกคนยอมกินข้าว ตื่นนอน เข้านอนเป็นเวลาแบบนี้มันช่างน่ารักน่าเอ็นดูสำหรับคนที่นั่งอ่านหนังสืออยู่ที่เก้าอี้ข้างเตียง

 

สัปดาห์นี้ตลอดทั้งสัปดาห์เขาแทบจะไม่ห่างคนตัวขาวเลย.. เขาอยู่เฝ้าอีกคนจนกระทั่งลหายใจของอีกคนสม่ำเสมอ เป็นสัญญาณที่ว่าองค์ชายมัลฟอนเข้าสู่ห่วงนิทราแล้ว จึงจะสามารถออกจากห้องบรรทมของอีกคนไปได้ ถึงตอนนั้นเขาถึงจะได้เข้าไปหลับในห้องของตัวเองนั่นแหละ

 

พอถึงยามเช้าเขาก็ต้องรีบนำอาหารเช้าไปให้อีกคน ถึงแม้จะต้องตื่นเช้ากว่าเดิมอีกนิดหน่อยแต่การได้ไปเห็นรอยยิ้มอันสดใสในทุกเช้ามันก็ทำให้เขามีความสุขไปได้ทั้งวัน ยิ่งอีกคนยอมทานข้าวมากขึ้นกว่าเดิม มันยิ่งทำให้เขามีความสุข เขาหลงรักรอยยิ้มของคนตัวขาวอย่างบอกไม่ถูก เป็นรอยยิ้มที่เหมือนมนตร์สะกด เหมือนถูกสาปเอาไว้

 

รอยยิ้มที่ทำให้เขาเหมือนสามารถยิ้มได้ทุกครั้งที่นึกถึง จนทีร์กานาต้องสะกิดอยู่บ่อยครั้งและเอ่ยถามว่าเป็นอะไร?

 

จะตอบยังไงดีล่ะ เขาก็ไม่รู้ไว้อาการที่เหมือนจะขาดคนตัวขาวไม่ได้นี่มันเป็นอาการแบบไหน

 

"ไม่ง่วงหรือ?" คนตัวขาวเอ่ยถามทั้งๆที่เจ้าตัวกำลังซุกอยู่ในผ้าห่มผืนหนาจนจะกลายเป็นก้อนหิมะขาวๆบนเตียงกว้าง

 

"ไม่เท่าไหร่"

 

ว่าจบมือหนาก็ยกขึ้นเปิดหนังสือหน้าถัดไปเพื่ออ่านต่อ มันเป็นหนังสือประวัติศาสตร์ของกษัตรย์ในอาณาจักรนี้ แม้เขาจะรังเกียจคาลอสมากเพียงใด แต่ก็ต้องยอมรับว่าเขาอยากรู้จักอีกคนมุมมองของกษัตริย์มากกว่านี้

 

ดวงตาหวานกระพริบปริบๆไม่ละสายตาจากคนที่เอาแต่อ่านหนังสือเพื่อรอเวลาให้เขาหลับ หากเป็นวันอื่นเขาก็คงจะหลับไปเสียสนิทแล้ว แต่วันนี้มัน..

 

เจ้าตัวค่อยๆลุกขึ้นนั่งบนเตียง ก่อนจะหันไปจัดหมอนที่ข้างกายตน การกระทำของคนตรงหน้าทำเอาดัคลาสเลิกคิ้วขึ้นสูง

 

"มานอนด้วยกันตรงนี้สิ" คำเชื้อเชิญจากคนตัวขาวไม่ใช่การหยอกล้อเล่นอย่างแน่นอน ดูจากมือเรียวที่ตบปุๆเข้าที่ข้างกายของตนพร้อมกับรอยยิ้มหวานหยดย้อยที่ส่งมาให้เขา เจ้าตัวต้องการให้เขาไปนอนจริงๆ

 

เขาวางหนังสือในมือลงบนโต๊ะที่อยู่ใกล้ตัวตัวเองมาที่สุด ก่อนจะหันมาทำหน้าดุใส่องค์ชายตัวขาวที่ไม่ระมัดระวังตัวเองเลยสักนิด

 

"ไม่สมควรทำอย่างนั้น กระหม่อมเป็นเพียงทหาร"

 

"เตียงเรานอนสบายนะ" ริมฝีปากเล็กพูดขึ้นทันทีที่ดัคลาสพูดจบ ไม่ได้สนใจสีหน้าหรือน้ำเสียงที่พยายามจะดุตัวเองเลยสักนิด มือขาวตบย้ำที่ที่ว่างข้างตนเองอยู่อย่างนั้นเพื่อให้อีกคนทำตามที่ตัวเองต้องการ

 

มือหนายกขึ้นกุมขมับทันทีที่รู้สึกว่าองค์ชายของเขาเริ่มเหิมเกริมมากขึ้น ดูเหมือนเจ้าตัวจะไม่ได้รู้ประสีประสาเลยว่าการกระทำเช่นนั้นมันอันตรายขนาดไหน

 

"แค่ครั้งนี้ครั้งเดียวนะ"

 

ใบหน้าหวานฉีกยิ้มกว้างทันทีที่ได้ยินคำตอบ พร้อมกับร่างหนาที่ค่อยๆสอดเข้ามาใต้ผ้าห่มผืนสีขาวที่เจ้าตัวใช้มันให้ความอบอุ่นแก่ร่างกายทุกคืน โวลธาเนียขยับตัวเล็กน้อยเพื่อให้คนข้างๆได้นอนสบายมากขึ้น ไม่คิดเลยว่าดัคลาสจะตามใจเขาเก่งมากขนาดนี้

 

ที่บอกว่าตามใจเก่งไม่ใช่เรื่องโกหก ดัคลาส เดนวาตามใจเขาทุกอย่างจริงๆ แม้จะแอบดุบ้างบางครั้ง แต่สุดท้ายก็ยอมทำตามที่เขาขอเสียทุกที

 

ระยะที่ใกล้ชิดกันสร้างความปั่นป่วนให้กับทั้งสองร่างที่นอนอยู่บนเตียงกว้าง กลิ่นหอมอ่อนๆจากคนตัวขาวที่เป็นเอกลักษณ์ยิ่งหอมมากยิ่งขึ้นเพราะเพิ่งผ่านการชำระล้างร่างกายมา ยิ่งทำให้เขาอยากสูดดมใกล้ๆ

 

ถึงแม้จะอยู่ด้วยกันเกือบตลอดเวลา แต่ไม่เคยได้ขึ้นมานอนใกล้กันแบบนี้สักครั้ง

 

มือหนายกขึ้นกอดรอบเอวบางไว้ก่อนจะค่อยๆดึงมาใกล้ๆอย่างลืมตัว กลิ่นหอมของอีกคนกำลังทำให้เขาลืมนึกถึงเรื่องผิดชอบชั่วดี ลืมถึงตำแหน่งและฐานะของอีกคน คิดเพียงแค่อยากจะได้กลิ่นหอมๆนั้นใกล้กว่านี้..

 

หอม..

 

หอมจนอยากจะสูดดมทั้งวัน..

 

"ไม่ใกล้ไปหรือ?" เสียงหวานร้องท้วงขึ้นหลังจากที่ใบหน้าคมคายของนายทหารซุกเข้ามาที่ซอกคอขาวอย่างเผลอตัว มัลฟอนไม่คิดจะผลักออก เขาคิดว่าอาจเป็นเพราะอีกคนเหนื่อยกับการทำงานมาทั้งวันจึงอยากนอนพักผ่อนเช่นนี้ เขาไม่ได้คิดอะไรไปมากกว่านั้น จนกระทั่ง.. "อย่าดมสิ.."

 

"ไม่อยากกอดหรือ?"

 

"..."

 

"ไม่อยากให้กระหม่อมกอดหรือองค์ชาย.."

 

คนตัวขาวไม่ได้เอ่ยตอบคำถามของอีกคนไป นอกจากปล่อยให้อีกคนซุกอยู่ที่ซอกคอของตัวเอง แขนเรียวยกขึ้นโอบกอดคนตัวหนากว่าเอาไว้แทนการตอบคำถามว่าอยากกอดหรือไม่ ดูเหมือนว่าองค์ชายตัวเล็กจะไว้ใจเขามากไปเสียแล้ว..

 

หัวใจของมัลฟอนเต้นจนเหมือนจะกระเด็นออกมานอกอก

 

เขาหลงรักกลิ่นหอมเย็นๆของนายทหารข้างกาย ทุกครั้งที่ได้ซบอกคนตรงหน้าเขามักจะได้กลิ่นนี้เสมอ และมันทำให้เขารู้สึกอบอุ่นและผ่อนคลาย เขาเคยทำเรื่องบ้าๆอย่างการสูดดมเสื้อของอีกคนในตอนที่อีกคนเผลอ แน่นอนว่าการกระทำแบบนั้นทำเอาคนตัวขาวที่เริ่มสูดดมเองแต่กลับเขินเอง นึกถึงทีไรก็อยากจะทุบตัวเองทุกที

 

มัลฟอนรู้สึกได้ว่าถูกอีกคนสูดดมที่ซอกคอมากยิ่งขึ้น ใบหน้าหวานขึ้นริ้วสีแดงเพราะรู้สึกเหมือนถูกลวนลาม มือหนาที่ค่อยๆไล่ลงจากเอวบางต่ำลงไปเรื่อยๆยิ่งทำให้เขารู้สึกตื่นกลัว แขนเรียวยกขึ้นดันแผ่นอกของเจ้าของผิวสีแทนออกเบาๆ

 

ดัคลาสยอมผละออกมาแต่โดยดี ก่อนจะค่อยๆยันตัวเองขึ้นคร่อมคนตัวขาวเอาไว้ จ้องเข้าไปในดวงตาที่สั่นระริกเพราะความตื่นกลัวที่ถูกอีกคนซุกมาที่ซอกคอ มัลฟอนรู้สึกเหมือนตัวเองเปลือยกายทั้งตัวในตอนที่ถูกอีกคนจ้องมาเช่นนี้ ทั้งๆที่ยังมีเสื้อผ้าอยู่ครบทุกชิ้น

 

เขาอายจนไม่สามารถสบตาอีกคนตรงๆได้ อายจนอยากแทรกแผ่นดินหนี

 

"จ...จะทำอะไร"

 

"แค่จูบ.." สิ้นคำพูดของอีกคนดัคลาสก็ก้มลงประทับริมฝีปากบางทันที การรุกล้ำที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วทำเอาคนตัวขาวสะดุ้งเฮือกด้วยความตกใจ แขนเรียวยกขึ้นโอบรอบลำคอแกร่งของนายทหารอย่างเผลอไผล ปล่อยร่างกายให้ไปตามสัญชาตญาณ พอเป็นแบบนั้นความเขินอายมันก็ค่อยๆหายไปอย่างไม่น่าเชื่อ..

 

หากแต่มันไม่ใช่แค่จูบอย่างที่อีกคนกล่าวไว้ก่อนหน้า มือหนาที่ล้วงเข้ามาในเสื้อสีอ่อนขององค์ชายทำเอาเจ้าตัวสะดุ้งเพราะความตกใจ มัลฟอนรีบถอนจูบออกมาเพื่อมองว่าคนที่คร่อมตัวเองอยู่ต้องการจะทำอะไรกันแน่ เพราะต่อให้ถอนจูบออกมาแล้ว มือหนาก็ยังอยู่ภายในเสื้อขององค์ชายอยู่ดี..

 

แบบนี้มันน่าอายเกินไป

 

"ดัคลาส.."

 

"แค่ครั้งนี้"

 

"..."

 

"กระหม่อมสัญญา.."

 

 

 

 

 

 

cut

 

 

 

 

 

 

 

 

ภายใต้ความมืดมิดยังมีแสงจันทร์ที่สาดส่องเข้ามาในห้องสีแดงฉาดอันเป็นเอกลักษณ์ของราชินีคนงาม เป็นภาพที่น่ามองเหลือเกินในตอนที่นางเดินผ่านแสงจันทร์นั้น..

 

กายขาวนั่งลงที่เก้าอี้สีเดียวกับพื้นพรหมพร้อมกับมือเรียวที่ยกขึ้นกุมขมับของตนด้วยสีหน้าที่ตึงเครียด

 

นางยื่นมือไปหยิบซองจดหมายสีน้ำตาลเข้มมาเปิดดูอีกครั้งเพื่อความแน่ใจว่าตนเองไม่ได้อ่านข้อความบนกระดาษนั้นผิดไป ดวงตาคู่สวยกวาดมองมันอย่างละเอียดอยู่สองสามครา แต่แล้วก็ต้องมั่นใจว่าไม่มีสิ่งที่ใดผิดไป

 

นางพ่นลมหายใจออกมาเป็นรอบที่ร้อยของวัน

 

"แม่จะทำอย่างไรดีฟรอยเออร์.."

 

 

 

 

 

 

 

To be con..

 

#auratus

 

ไปค่ะทุกคน เราจะอัพรัวๆ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 192 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

736 ความคิดเห็น

  1. #724 Chompoo (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 28 มิถุนายน 2563 / 02:22

    น้องลูกแม่จะเป็นลมพี่ฟรอยเบาๆมือกับน้องหน่อยนะคะ

    #724
    0
  2. #698 mayupong-111 (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 13 พฤษภาคม 2563 / 21:35
    นายทหาร!!!!!! กรี๊ดดดดด เกินไปแล้วนะ เยเกลดกลกชด นาย นายยยย แงงงงงงงง้ ทิ้งลูกฉันหรือทำลูกฉันเสียใจนายโดนแน่!!!! ดสดากบดคาคกชดนดลเใกล
    #698
    0
  3. #622 CB_SURVEY (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 13 เมษายน 2563 / 06:40
    จับอุนแม่ที อุนแม่จะเป็นลม/แอ่ก
    #622
    0
  4. #492 gorbua123 (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 23 มีนาคม 2563 / 02:04
    อยู่ด้วยกันแล้วน่ารักมากจนลืมภาพที่เคยทะเลาะกันไปเลยค่ะ แง้
    #492
    0
  5. #420 dyowonderwall (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 12 มีนาคม 2563 / 15:32
    น่ารักมากแงงงง
    #420
    0
  6. #388 moonatbaaa (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2563 / 07:54
    อ้ย น้องคั้บบบบบแงน่าร้ากเป็นออดอ้อนแงะ
    #388
    0
  7. #324 plumfloral (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2563 / 22:23
    โอ๊ยยยยยยยย ผมเขินจนจะจับแล้วคับตอนนี้ ฮืออ อยากตีองค์ชายน้อย สัญญาว่าจะตีเบาๆเพราะกลัวหนูเจ็บ นายดัคลาส ร้ายนัก!! / ว่าแต่ราชินีใช่แม่ของฟรอยเออร์ไหม มีเรื่องอะไรนะ;-;
    #324
    0
  8. #320 preaw-preaw2001 (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2563 / 23:49
    เค้ารอๆคับ แงงง สนุกมากๆๆ
    #320
    0
  9. #318 exit-vips (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2563 / 19:10
    ไปขอ! ต้องพาท่านพ่อมาขอน้องแล้วยัยพี่!
    #318
    0
  10. #278 king-banana (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2563 / 12:23
    ‘เเค่ครั้งนี้’ ไม่มีอยู่จริง เดี๋ยวมันต้องมีครั้งต่อไปเเน่ๆไอ่บ้า ฟรอยเเกต้องรักน้องให้มากๆนะ
    #278
    0
  11. #274 pxend (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2563 / 23:53
    แง เวลาไรท์บรรยายเค้าอยู่ด้วยกันคือเราเขินทุกฉากเลย แง ทั้งความอ่อนโยนของดัคลาสเวลาอยู่กับน้อง แค่นึกภาพตามมันก้แบบแงงงงงงงงง ตอนสุดท้ายย จะมีอะไรไม่ดีเกิดขึ้นมั้ยงะ รอเลยคับ
    #274
    0
  12. #273 JKCBB (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2563 / 23:31
    ‘แค่ครั้งนี้’ อะไรกัน ฉันไม่เชื่ออออ
    ม่ายยยย ม่ายยยยยยย
    #273
    0
  13. #272 pie-whan (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2563 / 18:20
    กี้ดดดดดดด แลงมาก แลงงงงมาก!!! เดนวากับน้องโวลธาเนียต้องใจเย็นๆนะ เบาหน่อยยยยยย ฮืออออออออ พี่ไม่ไหวววววว T_____T พอรู้ใจกันแล้วมันขนาดนี้เลยนะ!!! อยากตอบเดนวาว่า-อาการขาดเขาไม่ได้ขนาดนี้อะ เขาเรียกคลั่งรัก!!! อยู่ด้วยกันตลอดขนาดนี้ ถ้าไม่ได้อยู่ด้วยกันขึ้นมาคงอาการหนักทั้งสองฝ่ายแน่ๆ ;__; แต่เบื้องหลังอาณาจักรของโวลธาเนียกับรูทมอร์ก็คือ ;-; สงสารน้องอะ คาลอสทำสัญญาอะไรอะ มันต่างอะไรกับเอาลูกไปขาย เก่งจริงก็ทำสงครามเองสิ ไม่ใช่มาฟอสให้ลูกตัวเองต้องเป็นแบบนั้นแบบนี้ ทั้งๆที่ตัวเองก็ทำไม่ได้อะ หึ่ยยย หงุดหงิดเลย บอกเลยนะ น้องโวลธาเนียไม่ใช่เบี้ยล่างอีกต่อไป คนจากเซคันดาติปกป้องน้องเขาขนาดนี้แล้วอะ ถึงขั้นเขาไม่รับรักก็จะมาพาหนีถ้าอาณาจักรล่มอะ มันขนาดนี้เลยนะ ส่วนคุณเดนวาก็คือ ไหนว่าแค่จูบไงคะ คัทนั่นคืออะไรรรร๊ ;___; ให้แม่มาขอน้องเดียวนี้!!! ขอทันที!!! มันไม่ได้แล้วป่ะ แล้วววว จดหมายที่คุณแม่อ่านมันคืออะไรคะ T___T สารท้ารบ สารขอหมั้น หรืออะไรรรรร วอนเฉลยที ถ้าเป็นสารท้ารบจากลิวาเอลก็คือ รบกวนช่วยตีให้แตกๆไปเลยค่ะ ตระกูลนั้นคือปากดีเหลือเกินนนนน อาณาจักรน้องโวลธาเนียจะได้หมดพันธะกันไป
    ปล คุณไรท์เตอร์ดีที่สุด T____T ไอเลิ้บเรื่องนี้มากๆๆๆ สู้ๆนะคะะะะ
    #272
    0
  14. #271 JennieJk (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2563 / 18:17
    เกิดอะไรขึ้นอีล่ะเนี่ยยยย อย่าม่าเลยนะ TT
    #271
    0
  15. #270 plaeee1a (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2563 / 13:22
    จะเกิดอะไรขึ้นกับเซคันดาติหรอ ฮือออ สงครามหรือการเลือกคู่ครองอ่ะ
    #270
    0
  16. #269 milkcookie (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2563 / 12:58
    ดัคาสนายมันแน่ !!!!! อ้ากกกกกกกกกกก น้องคือดูหลงนายทหารมากไปแล้วนะ อย่าว่าแต่นายทหารที่ตามใจองค์ชายเลย องค์ชายก็ตามใจเขาไปต่างกัน อ้ากกกกกก แต่ก็เนาะ ใครจะไปทนความน่ารักของมัลฟอนได้ ฮือ นายฟรอยพาน้องกลับเซคันดาติเลยๆๆ

    จดหมายอะไรกันนะ ขอให้เป็นจากฟรอยส่งหาแม่ให้ไปสู่ขอน้องที อ้าก
    #269
    0
  17. #268 beam_bk12 (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2563 / 11:20
    เกิดอะไรขึ้นกับเซคันดาติ!!
    #268
    0
  18. #267 JKCBB (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2563 / 09:30
    ดัคลาสทำอะไรมัลฟอนคะ
    ทำไมๆๆๆๆ อยากอ่านนนน
    กรี๊ดดดด
    #267
    0
  19. #266 JKCBB (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2563 / 09:29
    สงครามแน่นอนค่ะ ล้างบาง55555
    ที่แน่ๆคือปชชต้องได้รู้อ่ะว่าราชาทำอะไรไว้ จะตาสว่างมั้ย รอดู
    #266
    0
  20. #265 JKCBB (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2563 / 09:28
    ไหนคัทคะ ?????? ไหนคะ ?????
    อย่าให้โมโหนะ ลงไปดิ้นแด่วๆกับพื้นนะคะ55555555
    #265
    0
  21. #254 Chanoksuda (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2563 / 07:33
    หะ หะ เห้ยยย ตกใจมาก ไม่ได้คิดไว้เลย!!
    แล้วจดหมายอะไรนะ
    #254
    0
  22. #249 AbsTxz_ (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2563 / 07:01
    ไม่เคยคาดหวังว่าจะมี!! ดัคลาส!!! ไม่คิดว่าจะมี!! ไม่กล้าฝัน!! นั่นคัทกับยัยโวลธาเนียนะ!!! ฮือออ ลูกโตแล้วแงงง ร้ายกาจมาก ;—; /รูเฟนฉันขำนายได้มั้ย สาบานว่าจะไม่บอกใครคือขำตัวโยกแร้ว แต่ไม่คิดว่าทหารคนนั้นจะเป็นชีร์โกอ่ะ ไอพราวยู / คูมแม่กังวลอะไรค่ะเนี่ย ขอร้องอย่าให้เป็นเรื่องไม่ดีเลยนะะ
    #249
    0
  23. #248 chenchen2534 (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2563 / 03:12
    ดัคลาสอย่าทำน้อง ไรต์ตัดจบแบบค้างมากขออย่าให้มีอะไรไม่ดีเกิดขึ้นเลยนะคะสงสารน้องให้เค้ารักกันดีๆเถอะนะคะพลีสสสส
    #248
    0
  24. #239 hye-ri (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2563 / 00:48
    คะ..คะ...คัท!!! โอ้หม่ายก้อด มีคัทให้อ่านไหมคะไรเตอร์!!! ในคัทนั้นนายทหารทำไปถึงขั้นไหน บอกมานะ!!!!! รู้กแม่หวงตัวหน่อยสิลูก พอรู้ใจตัวเองก็ไวไฟเลยนะ ;——; แต่ก็อย่างว่าแหละเนอะ ยิ่งใกล้ชิดก็ยิ่งยากที่จะหักห้ามใจ อยู่ด้วยกันตลอด 24/7 แบบนี้ก็ยิ่งจะสปาร์คติดกันง่ายขึ้นไปอีก จะว่าไปตอนนี้ยาวมากๆเลย คุณไรเตอร์ขยันมากๆ ยอมเลย ดีใจจนน้ามตาจะไหล ได้อ่านยาวมากๆ ฮือ
    จะว่าไปคุณแม่องค์ชายได้จดหมายอะไรมานะ ขออย่างเดียวอย่าเป็นจดหมายเกี่ยวกับการอภิเสกสมรสเล้ย คุณพระเอกเขามีคนในใจแล้วนะคะคูมแม่ ถ้าเป็นสงครามยังดีใจกว่าเพราะดัคลาสกลับมารบชนะอยู่แล้วแน่ๆ ภาวนาขอให้มีอุปสรรคอะไรมาขั้นกลางระหว่างเด็กสองคนนี้เลยนะ ผ่านอะไรด้วยกันมามากพอแล้วนะ ฉันไม่อยากเห็นลูกมัลฟอนฉันโดนใครทำร้ายอีกแล้วโดยเฉพาะคาลอสกับรูทมอร์ โอย
    #239
    0
  25. #238 priner-88 (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2563 / 00:04
    เขินไม่ไหวแล้วค่ะ ตัวบิด ฮืออออออ
    ขอบคุณที่มาอัพบ่อยๆนะคะ ;_;
    #238
    0