sub eques auratus [ MINNO ]

ตอนที่ 11 : CHAPTER X : Gravis

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,330
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 187 ครั้ง
    22 มี.ค. 63

 

 

 

"ฉันไม่คิดว่าคำพูดลอยๆของฉันมันจะมีอิทธิพลขนาดนั้น"

 

ภายในสวนด้านนอกพระราชวังนั้นไร้ซึ่งผู้คนมาเยือน เพราะยามนี้ไม่มีใครคิดออกมาด้านนอกแน่ แต่ยังมีบุคคลอีกสองที่กำลังเดินทอดน่องไปตามเส้นทางผ่านต้นไม้เล็กใหญ่ ดอกไม้ที่เบ่งบานสวยงามเพราะถูกดูแลอย่างดีโดยคนสวนของที่นี่ การตกแต่งสวนที่ถูกออกแบบอย่างงดงามและเป็นเอกลักษณ์ ทั้งหมดนั้นคือสวนของอาณาจักโซลเซียนา

 

"องค์ชายเนเพนเธสล่ะ?"

 

"รายนั้นรีบกลับเวล์มเฮล์มไปตั้งแต่วันจบงานเลยล่ะ เห็นว่าไม่อยากอยู่ที่นี่นานนัก มันไม่เจริญหูเจริญตา"

 

เพโรน่าพยักหน้าให้กับคำตอบของเจ้าชายแห่งอาณาจักรลอยย์ พร้อมกับขาเรียวที่ยังคงเดินไปตามทางเรื่อยๆอย่างไม่นึกสนใจว่าเธอใกล้จะเดินวนรอบสวนแห่งนี้แล้ว

 

"แล้วคืนนั้นเธอหายไปไหน"

 

"เก็บตัวในห้อง ไม่มีความจำเป็นอะไรต้องออกมานี่เพคะ" เป็นจริงอย่างที่เพโรน่า ริซ กล่าวมา เธอไม่ได้ออกจากห้องนอนของตัวเองแม้แต่ก้าวเดียว แม้เสียงเพลงบรรเลงจะรบกวนการนอนพักผ่อนของเธอมากเพียงใด แต่มันไม่ใช่ปัญหา เพราะสุดท้ายเธอหาหนทางให้ตัวเองหลับจนได้ สำหรับหญิงสาวแล้วงานเต้นรำไม่ใช่เรื่องที่สำคัญในชีวิตของเธอ

 

"มันคงดีหากเธอได้ลงมาคุุกใต้ดินกับฉัน"

 

"เช่นนั้นกระหม่อมคงถูกมองว่าเป็นผู้นำพาองค์ชายทั้งสองไปยังสถานที่ต้องห้าม" หากเป็นเช่นนั้นก็อย่าหวังว่าเธอจะได้รับหน้าที่รับใช้องค์ราชินีอีก คงถูกไล่ตะเพิดให้ไปเฝ้าเวรอย่างทีร์กานาเป็นแน่ เป็นแบบนั้นแล้วเธอคงกลายเป็นบุคคลไม่น่าไว้ใจ "เพียงแค่นี้ทหารในวังก็ถูกสงสัยกันหมดแล้ว ว่าผู้ใดเป็นคนบอกทางให้พระองค์ลงไปใต้ดิน"

 

"เธอไม่อยากรู้หรือ? ว่านักโทษด้านในมีใครบ้าง"

 

"กระหม่อมสนเพียงแค่ว่า เดเนบ เพอร์ลาและช่างเครื่องประดับคนอื่นๆอยู่ที่นั่นหรือไม่.." จะบอกว่าทหารของโซลเซียนานั้นต่อปากต่อคำเก่งก็คงจะไม่ผิดเพี้ยนไป เพราะตั้งแต่เอลิยอน เลอกรันจ์มาถึงที่นี่ ก็ถูกทหารถึงสองนายพูดยอกย้อนกลับกลอกเสียจนสมควรแก่การถูกลงโทษ "ตกลงว่ามีหรือไม่เพคะ?"

 

"แน่นอนว่ามี.." เอลิยอนกล่าวเสียงแผ่ว หญิงสาวไม่ได้แสดงอาการตื่นตระหนกออกมาราวกับคาดเดาคำตอบเอาไว้อยู่แล้ว "ทั้งเดเนบ เพอร์ลาและช่างเครื่องประดับอีกมากมาย พวกเขาถูกจับตัวไปทั้งหมด"

 

เอลิยอนยังจำได้ดีว่าวันนั้นเนเพนเธสหัวเสียแค่ไหนหลังเห็นว่าภายในคุกใต้ดินนั้นเต็มไปด้วยบุคคลที่พวกเขาเฝ้าตามหา คนที่รักความถูกต้องและความยุติธรรมอย่างออซวอลต์ เกลียดทุกคนที่ใช้อำนาจอย่างบ้าคลั่ง ใช้มันในทางที่ผิด

 

“เหตุผลล่ะ?”

 

หญิงสาวเอ่ยในขณะที่หยุดฝีเท้าทั้งสองข้างหยุดลงที่ใต้ต้นไม้ใหญ่ที่พอจะเป็นร่มให้คนสองคนได้ยืนพักพิงหลังจากที่เดินมาจนหยุดที่เดิมที่เธอและองค์ชายเริ่มก้าวเท้ามา หรือก็คือเธอเดินวนแล้วนั่นเอง

 

“เดเนบ เพอร์ลาอาจไม่ได้กล่าวความจริง”

 

“นักโทษที่ไม่ได้ทำผิดไม่มีทางโกหก”

 

“หากแต่นักโทษถูกปิดปากโดยราชาก็อาจพูดเท็จได้ไม่ใช่หรือ?” เลอกรันจ์กล่าวเสียงเรียบแบบนิสัยของตนที่ชอบไปพูดอะไรกระตุกใจคนฟังเข้าโดยบังเอิญอยู่หลายครั้ง

 

เลอกรันจ์ไม่ได้ฉลาดเจ้าเล่ห์อย่างดัคลาส หรือปากไวอย่างออซวอลต์ แต่เป็นเจ้าชายที่ขี้กลัว ขี้กังวล ซื่อตรงและอ่อนโยน คิดเช่นไรก็กล่าวไปเช่นนั้น มันเป็นข้อดีของอีกคน และนิสัยแบบนั้นเลยทำให้ใครต่อใครก็เชื่อใจเอลิยอน เลอกรันจ์ไปเสียหมด

 

“สภาพของเขา เดเนบ เพอร์ลา ไม่ได้สุขสบายอย่างที่ควรจะเป็น”

 

อีกคนอยู่ในสภาพที่ย่ำแย่ แม้หน้าตาจะมีเค้าของขุนนางผู้ดี แต่บัดนี้มีแต่รอยเปื้อนรอยแผลถลอกมากมายเต็มใบหน้านั้นไปหมด ผ่านวันงานเต้นรำมาสองวันแล้ว แต่เอลิยอนยังจำภาพนั้นไม่ลืม

 

“รู้ไหมสิ่งที่ฉันตกใจที่สุดคืออะไร?” เจ้าของริมฝีปากสีเข้มเอ่ยถาม เจ้าของผมประบ่าเลิกคิ้วขึ้นสูงเล็กน้อยในตอนที่จู่ๆก็ถูกถามทั้งๆที่อีกคนควรจะเล่าเรื่องต่อไป “ในตอนที่ฉันและเนเพนเธสเข้าไปในคุกนั่น มือของช่างประดับบางคนยังถือชิ้นส่วนของเครื่องประดับไว้อยู่ รวมถึงมือของเดเนบ เพอร์ลาที่ยังมีเครื่องประดับที่ไม่สมบูรณ์ถือไว้”

 

เพโรน่าขมวดคิ้วมุ่นด้วยความไม่เข้าใจ

 

“พวกเขาถูกบังคับให้ทำลายเครื่องประดับที่ตนสร้างงั้นหรือ?”

 

“เห็นทีจะไม่ใช่” เอลิยอนเอื้อมมือไปเด็ดดอกอัลมอนต์ที่ใกล้มือมาที่สุดมาเชยชม เขาเพิ่งสังเกตุหลังจากที่ใช้ชีวิตอยู่ในโซลเซียนาเพื่อรอให้คนมารับถึงสองวัน ที่นี่มีดอกอัลมอนต์อยู่มากมาย ยิ่งเดินเข้าไปสวนที่ใกลักับห้องขององค์ชายตัวขาว ยิ่งได้กลิ่นอย่างชัดเจน

 

และทุกดอกล้วนงดงามน่าจดจ้องราวกับถูกมนตร์สะกดไว้

 

สำหรับเพโรน่า ริซ เดิมทีเธอเป็นคนที่เชื่อใจคนง่าย จริงอยู่ที่เธอไม่เคยแคลงใจกับพฤติกรรมนิสัยขององค์ชายแห่งอาณาจักรลอยย์ แต่สิ่งที่ทำให้เธอครุ่นคิดเฉกเช่นนี้ คงเป็นเรื่องคำพูดของอีกคน

 

ทุกครั้งยามเอ่ยคำพูดที่สะกิดใจคนฟังออกมา ราวกับว่าอีกคนไม่ได้คิดไตร่ตรองคำพูดมาหรือหวังผลให้ผู้ฟังมีปฏิกิริยาเช่นไร แต่เหตุใดจึงทำให้ดัลเธีย ชีร์โกยอมเปิดประตูได้?

 

“เครื่องประดับพวกนั้นไร้ร่องรอยซึ่งการทำลาย แต่ตรงข้ามกัน” ดอกอัลมอนต์สีขาวถูกหญิงสาวรับไปหลังจากที่อีกคนทำท่าเหมือนจะทอดทิ้งมัน “แต่มันยังถูกทำไม่เสร็จต่างหาก..”

 

“หมายความว่าไง?”

 

“พวกเขาไม่ได้ถูกจับขังเพราะทำผิด.. แต่ถูกจับไปใช้งาน..” ช่างเครื่องประดับนับหลายสิบคนที่ยังมีเศษเครื่องประดับอยู่ในมือ ล้วนแล้วแต่บรรจงทำมันด้วยความฝืนใจ ไม่มีใครเต็มใจที่ถูกนำตัวมาไว้ที่นี่

 

เครื่องประดับเหล่านั้นไม่ได้สวยเหมือนอย่างเครื่องประดับชิ้นก่อนๆที่พวกเขาเคยทำ ราวกับไม่ได้ถูกสร้างขึ้นด้วยความรักของผู้สร้าง รอยฟกช้ำตามมือของนักโทษเหล่านั้นเหมือนกับถูกบังคับให้ทำเครื่องประดับซ้ำแล้วซ้ำเล่าไม่มีวันหยุด สภาพผอมแห้งโทรมที่ดูก็รู้ว่าอดข้าวมาไม่ต่ำกว่าเจ็ดวัน มันทำให้ผู้เป็นองค์ชายรู้สึกแย่

 

“รายได้หลักของโซลเซียนานั้นคือเครื่องประดับเหล่านั้น.. หมายความว่า..”

 

หญิงสาวเผลอปล่อยให้ดอกไม้สีขาวหลุดจากมือไปอย่างไร้เยื่อใย

 

พระองค์ทำเช่นนั้นเพราะเงิน.. ไม่ผิดแน่เพโรน่า” คำตอบที่ออกมาจากปากขององค์ชายแห่งอาณาจักรลอย กรีดแทงเข้าที่หวงใจดวงน้อยของเธอ

 

'ในเมื่อประเทศแห่งนี้กำลังจะล่มสลายเพราะขาดรายได้ จะมีผู้มีอำนาจสักคนออกคำสั่งให้พวกฉันทำเครื่องประดับพวกนี้ซ้ำไปซ้ำมาทั้งวันทั้งคืนไม่หยุดหย่อน เพื่อนำมันไปขายให้กับอาณาจักรอื่นๆ มันก็คงไม่ผิดหรอกจริงไหม องค์ชาย'

 

เอลิยอนยังจำสิ่งที่เดเนบ เพอร์ลาเอ่ยได้ดี แม้เขาจะพูดออกมาด้วยรอยยิ้มที่อ่อนโยนราวกับแสงอาทิตย์ แต่ภายใต้ดวงตาคู่นั้นมันซ่อนความเหนื่อยล้าและเจ็บปวดเอาไว้ ทั้งที่พวกเขารักและพยายามเพื่อพระราชาขนาดนั้น แต่สิ่งที่คาลอสทำกับพวกเขาไม่ต่างอะไรกับเครื่องมือผลิตรายได้ให้กับอาณาจักรที่กำลังจะล่มสลายนี่

 

แววตาของหญิงสาวเต็มไปด้วยความผิดหวังและตื่นตระหนก ไม่คิดว่าองค์ราชาที่เธอเชื่อใจจะกระทำโหดเหี้ยมกับผู้คนเช่นนี้ ภายใต้ความสวยงามเบื้องหน้า เบื้องหลังของอาณาจักรสีขาวนั้นมีแต่ความเจ็บปวดของช่างเครื่องประดับนับหลายสิบคน

 

พลันทำให้เธอนึกย้อนไปถึงเหตุการณ์ก่อนที่ราชิรีมอร์เจียน่าจะเสียชีวิต และต้นเหตุที่ทำให้นางต้องจากไป มือบางกำเข้าหากันแน่นด้วยความโกรธที่ถูกผู้เป็นราชาหักหลัง

 

พระราชาที่ทอดทิ้งประชาชน.. ไม่สมควรถูกเรียกว่าราชา..

 

สิ่งที่คาลอสทำเปรียบเหมือนการหักหลังประชาชนที่รักและเชื่อใจในตัวพระองค์ สำหรับหญิงสาวที่เติบโตมาที่นี่ โซลเซียนาเป็นบ้านเกิดของเธอ เธอคงเกลียดตัวเองไม่น้อยที่ปล่อยให้คนผู้นั้นเป็นราชาต่อไป

 

 

 

 

 

 

 

สิ้นสุดงานเต้นรำมาสองวันแล้ว ทุกอย่างกลับเข้าสู่ปกติอย่างที่เคยเป็นดังก่อนหน้า ประชาชนกลับไปทำหน้าที่ของตน ขุนนางทั้งหลายก็เช่นกัน รวมไปถึงเหล่าเจ้าหญิงเจ้าชายที่เริ่มทยอยกันกลับอาณาจักรของตนโดยมีรถม้ามารับ

 

ส่วนใหญ่ก็เป็นเช่นนั้น แม้จะมีเจ้าหญิงเจ้าชายที่ยังไม่ได้กลับไปอยู่จำนวนหนึ่ง แต่อีกไม่นานก็คงถูกรับตัวกลับไป เอลิยอนเองก็คงอยู่ที่นี่อีกไม่นาน

 

หลังจากที่องค์ชายตัวขาวหนีออกมาจากงานเต้นรำ เช้าวันต่อมาเขาก็รีบส่งตัวอีกคนกลับเข้าห้องบรรทมไปโดยให้โกหกว่าป่วย และไปหมดสติอยู่ที่สวนหลังปราสาท ถึงแม้จะฟังไม่ขึ้นสักนิด แต่เพราะได้เขาและไซฮีลช่วยโกหกกลบเกลื่อน องค์ราชาจึงยอมที่จะเชื่อไปแบบนั้น

 

แต่คิดจริงๆหรือ? ว่าองค์ราชาจะปล่อยมัลฟอนไป

 

ฝ่ามือหนาที่กระทบกับแก้มขาวนวลจนอีกคนล้มพับลงไปกองกับพื้น ภาพวันนั้นยังติดตานายทหารอยู่ ตัวเขาทำได้เพียงยืนมองอยู่เฉยๆที่ประตูบานใหญ่เพราะถูกทหารของราชากันไว้ หรือต่อให้ดัคลาสเข้าไปช่วยก็รังแต่จะสร้างปัญหา เพราะเขาเองนั่นแหละที่เป็นต้นเหตุให้คนตัวขาวหนีออกจากงาน

 

น้ำตาที่ไหลลงอาบแก้มทั้งสองข้างอย่างที่เจ้าตัวไม่คิดจะเก็บมันเอาไว้ สร้างความหงุดหงิดใจให้ดัคลาสไม่น้อย ต้องยอมรับว่าแม้เจ้าตัวจะทำองค์ชายเสียน้ำตาถึงสองครา แต่ไม่เคยถึงขั้นฟูมฟายเช่นนี้ และคงไม่ใช่แค่เดนวาที่คิดแบบนี้ หญิงสาวในชุดแม่บ้านวิ่งไปโอบกอดเจ้าชายตัวขาวไว้แนบอกราวกับพยายามจะปกป้องอีกคนไว้ เธอลูบผมสีน้ำตาลขององค์ชายอ่อนโยนพร้อมกับอ้อนวอนทั้งน้ำตาขอให้องค์ราชากระทำเช่นนั้น

 

แต่มันช่างไร้ประโยชน์ สุดท้ายแล้วนางก็ถูกคนของราชินีลากตัวมาให้ออกห่างจากโวลธาเนีย ไซฮีลร้องแทบสิ้นใจในตอนที่คนตัวขาวถูกฝ่ามือกระทบเข้าที่ใบหน้าอีกครั้งพร้อมกับนิ้วที่ถูกชี้มาตรงหน้า คำก่นด่ามากมายที่สร้างบาดแผลในใจไม่น้อยแก่คนตัวขาว และมันคงจะยังอยู่ในใจของตัวเล็กไปอีกนาน

 

มีแต่ความไม่พอใจอยู่ในหัวของดัคลาสเต็มไปหมด

 

การถูกกักบริเวณดูจะเป็นบทลงโทษที่เบาที่สุดสำหรับความผิดในครั้งนี้ ที่เกือบจะล่มงานเต้นรำที่สำคัญ ห้องบรรทมกว้างที่เคยมีสาวใช้และองค์ชายอยู่ ในตอนนี้เหลือเพียงร่างเล็กนั่งสะอึกสะอื้นอยู่บนเตียงกว้างด้วยความรู้สึกที่เหมือนตายทั้งเป็น ตลอดสองวันที่ผ่านมาโวลธาเนียใช้ชีวิตอยู่ในห้องสี่เหลี่ยมนี่ แม้ดัคลาสจะวนมาดูทำหน้าที่แทนไซฮีล แต่ก็ไม่ได้ใกล้ชิดขนาดอยู่ด้วยกันตลอดเวลา

 

แต่ทุกครั้งที่เดินกลับมาดูองค์ชายตัวขาว อีกคนก็มีคราบน้ำตาอยู่ตลอด

 

แซตลีย์ ไซฮีล สาวใช้ผู้มีความผิดฐานปล่อยให้เจ้าชายหายไปในวันสำคัญ นางถูกลงโทษขังไว้ในคุกใต้ดินที่ไร้เดือนไร้ตะวันเป็นระยะเวลาหนึ่งสัปดาห์ นางต้องอยู่ในคุกที่มืดมิดไร้ซึ่งแสงสว่าง สำหรับโซลเซียนา คุกดังกล่าวนั้นมีไว้สำหรับขังนักโทษผู้มีความผิดร้ายแรงถึงขั้นสังหารผู้คน แต่บัดนี้ต้องถูกใช้คุมขังสาวใช้ที่น่าสงสาร

 

เข้าสู่วันที่สามของการกักบริเวณเจ้าชายแห่งโซลเซียนา ทหารผมสีสว่างได้รับมอบหมายให้มาเฝ้าคนตัวขาวเหมือนเช่นทุกที วันนี้อีกคนไม่ได้ร้องไห้จนหน้าเปรอะเปื้อนน้ำตาเหมือนวันก่อนๆ แต่ดวงตาสองข้างที่บวมจนเห็นได้ชัดนั่นก็พอจะรู้ว่าคงผ่านการร้องไห้มาหนักทั้งคืน

 

หงุดหงิดที่อีกคนเสียน้ำตาได้สิ้นเปลือองขนาดนี้

 

อาหารเช้าถูกยกกลับไปเก็บโดยสาวใช้คนอื่นในปราสาท อีกคนกินไปได้เพียงสองคำก็วางมันลงราวกับรสชาติไม่ถูกปาก ดัคลาสไม่คิดจะบังคับหรือฝืนใจ รู้อยู่เต็มอกว่าหากยิ่งบังคับอีกคนก็จะยิ่งแตกสลาย เพียงแค่นี้ดอกอัลมอนต์ตรงหน้าก็บอบช้ำมามากพอแล้ว เขาคงรู้สึกแย่หากมันต้องช้ำไปมากกว่านี้

 

“ขอกระหม่อมดูแผลของพระองค์หน่อย”

 

มือหนายื่นไปคว้าข้อมือบางที่ก่อนหน้านี้วางอยู่บนตักของคนตัวเล็ก แขนเสื้อยาวเกะกะถูกเลิกขึ้นสูงพอที่จะเห็นรอยถลอกจาการถูกของแข็งขูด

 

มันมาจากวันที่ถูกองค์ราชาทำร้ายอยางรุนแรงจนร่างทั้งร่างล้มลง ซ้ำยังได้แผลเพราะล้มพลาดไปถูกข้าวของอีก

 

“เจ็บ”

 

“…”

 

“เราเจ็บมากเลยเดนวา”

 

สุดท้ายแล้วดัคลาสก็ปล่อยให้ตนทำตามสัญชาต มือหนาดึงร่างเล็กมาสวมกอดไว้อย่างแผ่วเบา ปล่อยให้คนตัวขาวได้ซบใบหน้าลงที่ลาดไหล่กว้าง บัดนี้คนตัวขาวอ่อนแอกว่าครั้งที่เคยถูกเขารังแก ถูกผู้เป็นบิดาแท้ๆทำร้ายร่างกาย ไม่มีใครไม่รู้สึกเจ็บปวด ยิ่งการกระทำอย่างตนไม่ใช่ลูก ยิ่งทำให้มัลฟอนอยากหายไปจากโลกนี้

 

เขารู้สึกได้ถึงความชื้นเล็กน้อยจากน้ำตาของคนตัวขาวที่หลั่งไหลออกมาเพราะความโศกเศร้าเสียใจ จะเนื่องด้วยเหตุผลถูกผู้เป็นบิดาทำร้าย หรือเป็นต้นเหตุที่ทำให้ไซฮีลต้องถูกคุมขัง ทั้งหมดนั้นมันก็ทำให้คนตัวขาวรู้สึกแย่จนต้องปลดปล่อยมันออกมาในรูปแบบของน้ำตา ในเวลานี้มัลฟอนอยากจะเอ่ยขอโทษสาวใช้เป็นพันๆครั้ง คนตัวเล็กเอาแต่โทษว่าตัวเองนั้นสร้างแต่ปัญหาให้กับไซฮีล

 

ร่างเล็กค่อยๆผละออกมาจากอีกคนพร้อมกับดวงตาที่ผลุบลงต่ำ ขนตาแพยาวเปียกชื้นไปด้วยน้ำตาของอีกคน มัลฟอนไม่ได้ยกมือเช็ดมันออก แต่กลับปล่อยให้มันไหลลงมาอย่างช้าๆพร้อมกับร่างเล็กที่กระตุกเบาๆจากแรงสะอื้นของตัวเอง

 

“กระหม่อมจะทำแผลให้”

 

ร่างหนาลุกขึ้นจากเตียงกว้างก่อนจะตรงไปที่ตู้เก็บของเล็กๆที่ไม่ไกลจากตัวมากนัก เดินกลับมานั่งที่เดิมพร้อมกับปล่องปฐมพยาบาลหนึ่งกล่องที่ไม่ได้ถูกนำออกมาใช้เป็นเวลานาน

 

เขาเป็นคนมือหนัก ถ้าถามว่าหนักแค่ไหนก็ขนาดใช้หมัดชกคนตัวโตกว่าล้มได้สบายๆ ดังนั้นการทำแผลที่ต้องอาศัยความเบามือนั้นมันไม่เหมาะกับเขาเลยสักนิด คิ้วหนาขมวดเข้าหากันจนจะเป็นปมในตอนที่มือของตัวเองเริ่มสั่นยามต้องจับสำลีชุบแอลกอฮอล์ไปใกล้ๆแผลนั้น

 

“อ่ะ..” เสียงหวานเล็ดรอดออกมาเล็กน้อยในตอนที่อีกคนค่อยๆกดสำลีลงมา มือหนาชะงักทันทีที่ได้ยินเสียงของอีกฝ่าย ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมาเชิงถาม “เราไม่เจ็บหรอก”

 

ความเจ็บแค่นี้มันเทียบไม่ได้กับสิ่งที่โวลธาเนียโดนเลยสักนิด

 

ดัคลาสค่อยๆทำแผลให้กับคนตัวขาวอย่างอ่อนโยนที่สุดเท่าที่คนหยาบกระด้างอย่างเขาจะทำได้ จนกระทั่งเสร็จสิ้น ร่างสูงลุกขึ้นนำกล่องสี่เหลี่ยมไปเก็บไว้ที่เดิมและเดินกลับมานั่งด้วยสีหน้าเรียบเฉย แต่ก็ไม่ละสายตาออกจากใบหน้าขาวเลยสักนิด

 

น้ำมีใสยังคงเลอะอยู่ที่แก้มนวลทั้งสองข้างโดยที่เจ้าตัวไม่ได้เช็ดมันออก และยังคงสะอึดสะอื้นปล่อยให้น้ำตาร่วงลงมาอีก

 

"ด...เดนวา?" ร่างขาวชะงักไปเล็กน้อยหลังจากที่รู้สึกได้ถึงบางอย่างที่สัมผัสเข้าที่แก้มข้างซ้ายของตน ใบหน้าที่ถอดแบบมาจากราชินีมอร์เจียน่าเงยขึ้นมองการกระทำของอีกคนอย่างไม่คิดจะเชื่อ

 

มือหนาที่ยื่นมาเกลี่ยน้ำตาของเขาอย่างแผ่วเบาด้วยใบหน้าที่ยากจะคาดเดาว่าอีกคนนั้นกำลังคิดอะไรอยู่

 

"คงเป็นความผิดของกระหม่อมเองที่ชักชวนให้พระองค์หนีออกมาในวันงานเต้นรำ" พูดออกมาพร้อมกับมือที่เลื่อนไปเช็ดคราบน้ำตาอีกข้างให้กับองค์ชายตัวขาว "คงทำให้พระองค์รู้สึกแย่ไม่น้อย"

 

"เราไม่เคยโทษนาย" คนตัวขาวเถียงพร้อมกับมือที่เลื่อนขึ้นมาจับข้อมือของเจ้าของผิวสีแทนเอาไว้อย่างหลวมๆ "เรารู้อยู่แล้วว่าอย่างไรก็ต้องโดนลงโทษ"

 

"..."

 

"ให้ถูกทำร้ายยังดีกว่าต้องไปเต้นรำกับคนแบบนั้น" เจ้าชายว่าพร้อมกับหลบสายตา "เราถูกกระทำแบบนี้มาตั้งแต่จำความได้แล้วล่ะ"

 

"หมายความว่าไง?"

 

ดัคลาสเผลอกดเสียงลงต่ำโดยไม่รู้ตัวหลังจากที่ได้ยินสิ่งที่คนตัวขาวพูดออกมาเมื่อครู่ ประโยคที่ดูเหมือนจะตัดพ้อชีวิตตนเองนั้นเรียกความสนใจจากนายทหารได้เป็นอย่างดี

 

มัลฟอนมีอาการเศร้าลงอย่างเห็นได้ชัดเมื่อนึกย้อนกลับไปในวัยเด็ก ภาพความทรงจำที่ไม่มีวันถูกลบออกจากสมองของเขาได้ ทุกอย่างยังติดอยู่ในความคิดของโวลธาเนียตลอดมา ยิ่งควาทรงจำในตอนที่ร่างของผู้เป็นมารดานอนหมดสติอยู่บนพื้น ยังคงเป็นเรื่องที่โหดร้ายที่สุดสำหรับเด็กหนุ่มวัยแปดขวบที่ไม่รู้ประสีประสาอะไรเลย

 

"เราถูกท่านพ่อทำร้าย.. มาตั้งแต่แปดขวบแล้ว" น้ำเสียงที่แผ่วลงชวนให้ตั้งใจฟัง ดัคลาสไม่รู้ตัวเลยว่ากำลังแสดงสีหน้าแบบใดออกไป "ทั้งเราและท่านแม่ ถูกกระทำอย่างสัตว์ การใช้ความรุนแรงเป็นทางออกสำหรับพ่อเรา.."

 

แค่เราถูกตบ มันยังน้อยไม่กับการที่องค์ราชินีมอร์เจียน่าถูกกระทำจนกระอักเลือด

 

"เกิดอะไรขึ้นกับพระองค์ในตอนนั้น" เขาตัดสินใจเอ่ยถาม แม้จะต้องแลกมาด้วยใบหน้าที่เศร้าสลดของเจ้าของร่างขาวก็ตาม "คงไม่มากไปหากกระหม่อมจะเอ่ยถาม"

 

นิ้วเรียวสวยทั้งสองข้างของโวลธาเนียเลื่อนมาสัมผัสกันเบาๆเหมือนกับไม่รู้ว่าจะวางไว้ที่ไหน ใบหน้าที่นิ่งงันแต่ยังมีดวงตาแดงก่ำที่เศร้าสลดและมันยังเศร้าลงไปอีกเมื่อคิดได้ว่าเหตุการณ์ในวันนั้น คนรับใช้คนสำคัญก็อยู่ด้วย

 

"แม่ของเรา.. มอร์เจียน่า สเวนส์ พระราชินีคนก่อนของโซลเซียนา เสียชีวิตไปเมื่อสิบสามปีก่อน ตอนที่เรายังเด็กมากนัก" ริมฝีปากบางเริ่มเปิดปากเล่าเรื่อง โดยมีอีกคนนั่งนิ่งและตั้งใจฟัง "ตอนนั้นเราไม่รู้อะไรเลย นอกจากเห็นท่านพ่อใช้มือ ตบที่ใบหน้าของท่านแม่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า เราไม่เข้าใจเลย.."

 

"สาเหตุล่ะ?" ดัคลาส เดนวาเอ่ยถามทันที

 

คนตัวขาวสูดลมหายใจเข้าไปลึกก่อนจะตัดสินใจเล่าถึงสาเหตุนั้น

 

"แม่ของเราถูกใส่ร้ายว่าเล่นชู้กับทหารในปราสาท" ดัคลาส เดนวา ไม่รู้ตัวเลยด้วยซ้ำว่าตนกำลังทำแสดงสีหน้าตกใจออกมา แม้จะเป็นเพียงเสี้ยววิเดียวก็ตาม คนตัวขาวไม่มีโอกาสได้เห็นมัน เพราะยังไงเสียในเวลาต่อมาเจ้าตัวก็กลับมาตีหน้านิ่งเหมือนเดิม "ท่านแม่ชอบลักลอบไปทำอะไรลับๆล่อๆกับนายทหารคนนั้นสองต่อสองอยู่บ่อยครั้ง และมันทำให้ท่านพ่อคิดเช่นนั้น.."

 

"เป็นเรื่องจริงหรือ?"

 

คนตัวขาวส่ายหน้า

 

"ไม่ใช่ความจริง" ร่างหนาค่อยๆขยับกายเข้าไปใกล้อีคนที่ยังคงนั่งเขี่ยนิ้วตัวเองอยู่อย่างนั้น พร้อมกับใบหน้าที่ก้มงุดลงจนคางเกือบจะชิดอก ดัคลาส เดนวาไม่ได้บังคับให้อีกคนเงยหน้าขึ้นมาสบตาอย่างที่เคยทำ เพราะต่อให้เขาทำไปมันก็ไม่ช่วยให้คนตัวขาวรู้สึกดีขึ้น

 

เขาไม่ใช่คนที่อ่อนโยนต่อสิ่งมีชีวิตร่วมโลก นอกจากไดอา กานา ม้าตัวโปรดของเขาและสหายอีกสองสามคนแล้วเขาก็ไม่ได้แยแสมนุษย์หรือสัตว์ร่วมโลกด้วยกันเลยสักนิด

 

"มันเป็นเพราะท่านพ่อนอกใจท่านแม่ก่อน การใส่ร้ายว่าท่านแม่ริอาจมีชู้มันเป็นข้ออ้างชัดๆ อันที่จริงราชาแค่อยากให้พระราชินีมอร์เจียน่าออกไปจากตำแหน่ง แล้วให้ขุนนางคนนั้นขึ้นมาแทนต่างหาก!"

 

ขุนนางคนดังกล่าว คงหมายถึงพระราชินีดิเลีย ราชินีคนปัจจุบันของอาณาจักรโซลเซียนา คนที่คนในวังต่างก็รังเกียจเป็นแน่

 

มันไขข้อสงสัยที่ว่าทำไมราชินีถึงชอบมององค์ชายด้วยแววตาร้ายกาจได้เป็นอย่างดี ตลอดระยะเวลาที่อยู่ที่นี่ ไม่มีวันใดดัคลาสไม่สงสัยในพฤติกรรมแปลกๆของราชินีที่กระทำต่อบุตรชายของตน และวันนี้เขาก็ได้รับรู้คำตอบอย่างที่ใจหวัง ถึงแม้มันจะเหลือเชื่อ แต่ก็ไม่ได้ทำให้แคลงใจมากนัก

 

หากนางเป็นมารดาของโวลธาเนียจริง ก็คงไม่จิกกัดพระองค์ด้วยสายตาเช่นนั้นหรอก

 

"ท่านแม่ของเราสนิทกับทหารคนๆนั้นมาตั้งแต่เราจำความได้ ทุกครั้งที่ท่านแม่พาเราออกไปเล่นที่ด้านนอก ก็มักจะพาเราไปพร้อมกับทหารคนนั้นทุกครั้ง.." ท่านแม่ไม่เคยนอกใจผู้เป็นราชา มีแต่ราชาที่รังแต่จะหาเรื่องให้มอร์เจียนาหลุดพ้นจากตำแหน่งราชินีเพื่อที่จะได้พาขุนนางคนนั้นขึ้นมาดำรงตำแหน่งแทน เรื่องนั้นพระมารดารู้ดี พระมารดารู้อยู่แก่ใจ..

 

มัลฟอนรับรู้ว่ามารดาของตนร้องไห้ทุกคืนหลังส่งเขาเข้านอนแล้ว โวลธาเนียตัวเล็กมักจะแอบหนีออกมาจากห้องตัวเอง ไปแนบหูที่ประตูห้องบรรทมของราชินีมอร์เจียน่า เพื่อฟังว่าค่ำคืนนี้มารดาจะร่ำไห้อีกหรือไม่

 

แต่แล้วเขาก็ได้ยินมันทุกคืน

 

หากถามว่าแล้วโวลธาเนียในวัยแปดขวบรู้ความจริงได้อย่างไร ก็คงตอบได้แค่ว่าเพราะความอยากรู้อยากเห็นของเด็กน้อยนั่นแหละ ที่พยายามจะแอบฟังยามที่มารดาพูดคุยกับนายทหารคนนั้น จนได้รู้ความจริง

 

'ความรักที่มีให้ฉันมันหมดไปนานแล้ว อีกไม่นานฉันคงถูกขับไล่ออกจากตำแหน่งราชินี ขุนนางคนนั้นต้องขึ้นมาแทนที่ฉันในอีกไม่นาน'

 

มัลฟอนยังจำความโกรธของตัวเองในวันนั้นได้ดี ความโกรธที่รับรู้ว่าผู้เป็นบิดาคิดจะนำตัวหญิงอื่นผู้มีศักดิ์ต่ำกว่าตนขึ้นมาเป็นราชินี มันเหมือนเป็นการหยามเกียรติผู้มีสายเลือดเชื้อพระวงศ์แท้ๆอย่างเขา โวลธาเนียไม่สามารถควบคุมอารมณ์โกรธของตัวเองได้ ความเป็นเด็กไม่ทันได้คิดว่าสิ่งใดควรไม่ควรทำ ทางออกที่ดีที่สุดสำหรับเด็กวัยแปดขวบคือร้องไห้ออกมาเสียงดังโหวกเหวกโวยวายในคืนนั้น จนทำให้ทุกคนต้องวิ่งมาดู

 

มอร์เจียน่ามั่นใจว่าบุตรของตนต้องรับรู้เรื่องที่คุยกับนายทหารคนนั้นแล้วเป็นแน่.. นางพยายามถามลูกตัวเองว่ามาที่นี่ได้อย่างไร แน่นอนว่านางไม่ได้บีบบังคับหรือใช้ความรุนแรงกับบุตรชายวัยแปดขวบ แต่เลือกที่จะถามอย่างอ่อนโยน หากแต่ผู้เป็นราชาที่เพิ่งออกมาดูว่าเกิดอะไรขึ้น กลับไม่ได้คิดจะทำเช่นนั้น

 

'ลูกคนเดียวเธอยังดูแลไม่ได้ ปล่อยให้ร้องเสียงดังเช่นนี้มันรบกวนผู้อื่นรู้บ้างหรือไม่!?'

 

ฝ่ามือของผู้เป็นบิดาฟาดลงที่ใบหน้าของหญิงสาวที่ขึ้นชื่อว่าเป็นราชินีท่ามกลางทหารและคนใช้มากมายในราชวัง มันเป็นครั้งแรกที่โวลธาเนียได้เห็นถึงความโหดร้ายของบิดาของตน แม้จะถูกคาลอสก่นด่าหรือขึ้นเสียงใส่อยู่หลายครั้ง แต่ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่พระองค์เลือกที่จะลงมือกับราชินี และลงมืออย่างไม่คิดจะยั้ง

 

'แล้วอย่าร้องส่งเสียงโวยวายอีก เข้าใจหรือไม่มัลฟอน!!'

 

เป้าหมายที่สองของราชาคือบุตรชายวัยแปดขวบ อีกคนฟาดลงที่ใบหน้าของบุตรแท้ๆ ร่างเล็กล้มไปตามแรงที่มาประทบเข้าที่ใบหน้า จนไซฮีลต้องรีบพาตัวองค์ชายตัวน้อยที่ร้องไห้เสียงดังออกไปจากจุดนั้นให้ได้เร็วที่สุด โวลธาเนียได้ยินเสียงร้องไห้ของผู้เป็นมารดาและเสียงตบตีอีกหลายครั้งตามหลัง แต่ไซฮีลก็พยายามที่จะใช้มือของเธอปิดใบหูทั้งสองข้างเอาไว้เพื่อไม่ให้เด็กน้อยต้องมารับรู้เรื่องราวอันโหดร้าย

 

"ท่านพ่อของเรา.. ทำร้ายเรากับมารดามาตั้งแต่จำความได้.."

 

กลัว.. คืนนั้นเป็นคืนที่มัลฟอนกลัวบิดาของตนมากที่สุด

 

"ราชินีเสียชีวิตเพราะถูกท่านพ่อทำร้ายจนสิ้นใจ นางหมดสติไปในตอนที่ถูกบิดาใช้เท้าเหยียบย่ำซ้ำแล้วซ้ำเล่าที่เรือนร่างของนาง" ในวันนั้มัลฟอนก็ยืนอยู่ในเหตุการณ์ เรือนร่างบอบบางนั้นมีเลือดอาบอยู่ท่วมกาย รอยฟกช้ำและแผลถลอกเต็มตัวไปหมดไร้การได้รับการรักษาอย่างสิ้นเชิง "ราชาคาลอสปล่อยข่าวไปว่าราชินีเสียชีวิตด้วยโรคร้าย"

 

แน่นอนว่าเป็นข่าวลวงทั้งหมด..

 

"ความจริงเป็นอย่างไร มีเพียงเรา ไซฮีลและคนในวังอีกเพียงสองสามคนที่รู้"

 

ศพของพระราชินีมอร์เจียน่าถูกฝังไว้ที่สวนดอกอัลมอนต์ในราชวังหลังโต ซึ่งเป็นจุดที่ไม่ได้ไกลจากสวนด้านหลังมากนัก แน่นอนว่าเป็นสถานที่ต้องห้าม มีเพียงคนสวน มัลฟอนและแซตลีย์ ไซฮีลเท่านั้นที่มีสิทธิย่างกรายเข้าไปด้านใน แม้แต่พระราชาหรือราชินีดิเลีย ก็ไม่มีสิทธิแตะต้อง เป็นคำขอร้องจากองค์ชายตัวขาว

 

'เข้มแข็งขึ้นนะมัลฟอน อย่าให้ใครมาทำให้จิตใจของลูกบอบช้ำไปมากกว่านี้อีกเลย'

 

คำพูดสุดท้ายที่ราชินีกล่าวกับบุตรของตนก่อนนางจะจากไปยังคงติดอยู่ในความคิดของโวลธาเนียตลอดมา เขายังคิดถึงผู้เป็นมารดาอยู่ตลอด..

 

"อ่ะ!" คนตัวขาวร้องจนเสียงหลงเมื่อรู้สึกได้ถึงแรงดึงที่มาจากเจ้าของผิวสีแทนที่ไม่ใช่คนอื่นไกล "ทำอะไรของนายเนี่ย! เดนวา!"

 

"จะไม่มีใครมาทำร้ายพระองค์ได้อีก"

 

"..."

 

"ในฐานะทหารขององค์ชายมัลฟอน กระหม่อมขอสาบานว่าจะไม่มีใครมาทำร้ายองค์ชายของกระหม่อมได้อีก" ทหารผมสีสว่างกล่าวด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่น ดวงตาสองข้างจับจ้องเข้าไปในดวงตาที่สั่นระริกขององค์ชายอย่างไม่ละออกมาราวกับพยายามจะทำให้อีกคนเชื่อใจในคำพูดของตัวเอง

 

ร่างขาวที่บัดนี้ซบอยู่อยู่แผ่นอกกว้าง แม้ข้อมือข้างซ้ายจะถูกอีกคนยึดไว้แต่โชคดีที่ยังมีมือข้างขวาดันไหล่ของคนผิวสีแทนเอาไว้เพื่อไม่ให้ใกล้ชิดกันไปมากกว่านี้ ไม่เช่นนั้นมันก็จะส่งผลไม่ดีต่อหัวใจดวงน้อยๆของเขาเอง

 

หัวใจดวงน้อยที่ถูกขยำจนแหลกละเอียดโดยผู้เป็นบิดา ถูกใช้กำลังรุนแรงมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน ความรู้สึกเจ็บจนชินชานั้นมันทำให้คนตัวขาวคิดว่าตัวเองได้ตายจากโลกนี้ไปแล้ว ที่เหลืออยู่ตรงนี้คือกายหยาบเท่านั้น แต่ทุกครั้งยามได้สบตากับคนตรงหน้า มันกลับทำให้มัลฟอนรู้สึกได้รับการเยียวยา หัวใจดวงน้อยเต้นระรัวขึ้นทั้งที่ก่อนหน้านี้ภาวนาให้มันดับสิ้นไปทุกวัน

 

ใบหน้าหวานค่อยๆเอียงซบลงที่แผ่นอกกว้างอย่างที่ใจต้องการ เขาปล่อยให้ตัวเองทำตามความรู้สึกอย่างไม่คิดจะห้ามอีกต่อไป สำหรับคนที่บอบช้ำจนไม่เหลืออะไรในชีวิตอย่างโวลธาเนีย ในตอนนี้อีกคนเพียงต้องการแค่ที่พึ่ง ต้องการใครสักคนที่อยู่ด้วยยามที่เขาใกล้จะแตกสลายอยู่เต็มที ไม่มีคำว่านายทหารชั้นล่างหรือเลือดของเชื้อพระวงศ์ในหัวของคนตัวขาวอีกต่อไป ตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ที่มัลฟอนไม่ได้คิดถึงรากเหง้าของคนตรงหน้าว่าเป็นคนชั้นต่ำไม่รู้หัวนอนปลายเท้า

 

มัลฟอนแค่รู้สึกดีใจ.. ดีใจที่เจ้าของกายหนายังอยู่ตรงนี้ ดีใจที่อีกคนไม่หายไปจากกัน

 

"ดูซิว่าฉันเจออะไร.."

 

"!!!"

 

ร่างเล็กรีบผละออกจากคนข้างกายทันทีที่ได้ยินเสียงที่คุ้นหูมาจากหน้าประตูที่ไม่ได้ถูกล็อคไว้ดังเช่นทุกที อาจเป็นเพราะดัคลาส เดนวา ไม่คิดว่าจะมีใครเข้ามาในห้องบรรทมขององค์ชายโวลธาเนีย เจ้าตัวจึงไม่ได้จัดการปิดมันไว้ดังเช่นทุกทีที่เคยทำ

 

โชคร้ายที่มันดันมีคนเข้ามา

 

"ร...รูทมอร์.."

 

"ตั้งใจจะมาเยี่ยมองค์ชายตัวน้อยที่ถูกกักบริเวณเสียหน่อย เห็นทีเรื่องนี้ฉันคงปล่อยไปไม่ได้แล้วล่ะ.."

 

 

 

 

To be con..

 

(อันนี้แท็กฟิคนะคะ มีคนบอกหาแท็กไม่เจอ อันนี้เด้อ) #auratusmn

 

ขอบคุณทุกคอมเม้นต์ทุกคนที่ติดแท็กให้นะคะ ดีใจมากๆ นั่งอ่านแท็กอ่านคอมเม้นซ้ำไปซ้ำมาทุกวัน รวมถึงคนที่ DM มาให้กำลังใจด้วยนะคะ ขอบคุณม๊ากมาก ;_;

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 187 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

736 ความคิดเห็น

  1. #735 mddm_245 (@mddm_245) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 8 พฤศจิกายน 2563 / 03:56
    พ่อมัลฟอนโหดร้ายมากเลยนะ เหมือนปาเท่ดแถวนี้เลย
    #735
    0
  2. #722 Chompoo (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 27 มิถุนายน 2563 / 02:20

    ใครมาทำน้องของแม่อีกแม่จะฟาดให้เริ่มจากรูทมอร์คนแรกเลยเนี่ย!!!!!!!

    #722
    0
  3. #696 ปงจี้ (@mayupong-111) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 13 พฤษภาคม 2563 / 20:22
    รูทมอร์อย่าทำให้มันแย่ไปกว่านี้เลยนะ แงงงงงงงงง
    #696
    0
  4. #619 CB_SURVEY (@CB_SURVEY) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 13 เมษายน 2563 / 05:26
    นายทหารทำไรสักอย่างเถอะนะ อุนแม่ไหว้ล่ะ รำค๊านนน รำคานรูหม้อเนี่ย
    #619
    0
  5. #489 bubblebae (@gorbua123) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 23 มีนาคม 2563 / 01:18
    รูทมอร์อีกแล้ววววว มอหอๆๆ
    #489
    0
  6. #483 weareone1485 (@Ploy15546) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 22 มีนาคม 2563 / 22:33
    รูทแกจะร้ายไปแล้วนะ!!!!!!
    #483
    0
  7. #418 dyowonderwall (@dyowonderwall) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 12 มีนาคม 2563 / 06:13
    น้องน่าสงสารมาก
    #418
    0
  8. #323 plumfloral (@plumfloral) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2563 / 15:02

    คาลอสน่ากลัวเกินไปอะ ทำไมถึงทำได้ถึงขนาดนี้แล้วยังเป็นราชาอยู่อีก ฮือ สงสารโวลธาเนีย สงสารราชินีมอร์เจียน่าด้วย เดนวาช่วยองค์ชายน้อยด้วยนะTT

    #323
    0
  9. #316 saylalalala (@exit-vips) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2563 / 18:37
    เอ๊ นี่ห้องนอนมนุษย์นะเจ้าจิ้งจอก
    #316
    0
  10. #301 Jasmine ♡ (@ikwannoy) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2563 / 22:28
    ฟรอยใกล้ได้บอกความจริงแล้วสินะ
    #301
    0
  11. #297 chibts (@chibts) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2563 / 18:27
    อ่านเรื่องราวของพ่อมัลฟอนแล้วรู้สึกคุ้นๆยังไงก็ไม่รู้55555555เหมือนปราเท่ด——-
    #297
    0
  12. #296 chibts (@chibts) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2563 / 18:27
    อ่านเรื่องราวของพ่อมัลฟอนแล้วรู้สึกคุ้นๆยังไงก็ไม่รู้55555555เหมือนปราเท่ด——-
    #296
    0
  13. #262 JKCBB (@JKCBB) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2563 / 08:58
    ทำไมรู้สึกว่าพวกทหารในวังโครตฝ่าดวงเลย ทำผิดหลายครั้ง
    แต่ก็รอดได้ตลอด ไม่ธรรมดา
    #262
    0
  14. #261 JKCBB (@JKCBB) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2563 / 08:57
    พวกมีอำนาจในมือก็มักจะวิปลาสอย่างงี้แหละ มีที่ไหนไปใส่ร้ายเขาว่ากระด้างกระเดื่อง มักใหญ่ใฝ่สูง ไหนความเป็นคนเอ่ย มัลฟอนต้องมีชีวิตที่ดีกว่านี้!
    #261
    0
  15. #228 moqlism (@bowcnk) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2563 / 17:39
    ปวดใจ สงสารน้อง
    #228
    0
  16. #209 Patrick_852 (@Patrick_852) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2563 / 19:40
    เมื่อไรนายคนนั้นจะบอกความจริงกลัวน้องโกรธเดนวาอ่ะอย่าดราม่าเลยนะคะ
    #209
    0
  17. #206 Mindknj_2005 (@Mind_2005) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2563 / 18:48
    หนูลูก ฮือออ ;-; เดนวาเมื่อไหร่จะบอกว่าจริงๆแล้วตัวเองเป็นใคร!!
    #206
    0
  18. #205 beam_bk12 (@beam_bk12) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2563 / 17:34
    ดัคลาสบอกไปเลยค่าาว่าจริงๆตัวเองเปนเจ้าชาย
    #205
    0
  19. #203 คุกกี้รสฮีโร่ (@milkcookie) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2563 / 01:48
    สงสารน้องมาก ฮืออ แต่ก็ผ่านมาได้แล้วเนอะ;_; ฝากความหวังให้เดนวาดูแลน้อง และมั่นใจว่านายทำได้แน่ๆ
    #203
    0
  20. #202 idotoo (@moonatbaaa) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2563 / 20:09
    น้อง ทำไมชีวิตน่าสงสารขนาดนี้ เข้มแข็งไว้น้า อยากให้ดัคลาสพาหนีไปเมืองตัวเองๆ รูทมอร์ต้องหยุดก่อน!!!
    #202
    0
  21. #201 leenlyn (@pie-whan) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2563 / 19:11
    น้องโวลธาเนีย ;___; พี่น่ะเจ็บหัวใจไปหมด น้องให้ความรู้สึกเป็นแก้วใสๆบางๆ มองดูสวย พอจับแรงๆก็จะแตก ;_; คุณเดนวาสาบานแล้วนะว่าจะดูแลน้อง ไม่ต้องในฐานะทหารก็ได้อะ กลับมาเป็นเจ้าชายก็ต้องดูแลน้องนะ น้องโวลธาเนียต้องมีคนอยู่ข้างๆจริงๆนะ โลกนี้ใจร้ายกับน้องเกินไปแล้วอะ แปดขวบนะแปดขวบ พ่อน้องเป็นคิงที่แบบ หึ่ย!!! มันต้องแฉ แฉเดี๋ยวนี้!!!!! ไม่ไหวอะ แล้วรูทมอร์ซีนแกแย่มาก แกเข้ามาทำไม ให้เขาซบกันอีกสักพักได้มะ!!!
    #201
    0
  22. #200 pxend (@pxend) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2563 / 18:44
    แงงงงงง สงสารน้องมาก ปกป้องน้องด้วยนะเดนวาTT ฟิคสนุกมากค่ะ เป็นกำลังใจให้นะคะ รอทุกวันเลยยย
    #200
    0
  23. #199 Ran_Mori (@Ran_Mori) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2563 / 18:19

    เจ็บปวดหัวใจมากก ฮือออ เดนวาดูแลน้องดีๆนะคะะ อย่าปล่อยมือน้องนะะ จัดการเลยค่ะ!!!!!

    #199
    0
  24. #198 Wnats (@JennieJk) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2563 / 17:56
    น้องน่าสงสารมาก ทำไมพ่อใจร้ายขนาดนี้ TT ดัคลาสพาน้องไปเมืองเธอเลย!
    #198
    0
  25. #197 NatKanokwan (@NatKanokwan) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2563 / 17:15
    พาน้องหนีไปปปปป องค์ชายน้อยไม่ควรเจอเรื่องแบบนี้นะะ
    #197
    0