HYUNG 형 | Chanbaek -END-

ตอนที่ 26 : CHAPTER 25 | เรียนต่อ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 7,173
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 944 ครั้ง
    25 ต.ค. 63

 

 

 

 

 

25

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ติ๊ง…

 

 

คนตัวเล็กก้าวขาออกจากลิฟต์โดยสารเมื่อประตูเปิดออกในชั้นสิบเอ็ด ปลายรองเท้าหนังสีดำเงามุ่งตรงไปยังโต๊ะทำงานซึ่งอยู่หน้าประตูห้องของบุคคลสำคัญ 

 

ไม่น่าเชื่อก็ต้องเชื่อว่ากว่าสี่เดือนแล้วที่เขาได้ทำหน้าที่นักศึกษาฝึกงาน จะว่าโล่งอกก็ได้จะว่าใจหายก็ไม่เชิง แบคฮยอนยังจำบรรยากาศวันแรกที่ตัวเองขึ้นมาบนนี้ได้อยู่เลย

 

“สวัสดีครับพี่ดาซม”

 

ตอนนั้นตื่นเต้นทั้งประหม่า รอยยิ้มแววตาที่เผยออกมาไม่ได้ดูสบายใจอย่างวันนี้ วันสุดท้ายที่แบคฮยอนจะอยู่ที่นี่ในฐานะเด็กฝึกงาน

 

“อะ…น้องแบคฮยอน” เลขาสาวสวยเงยหน้าขึ้นมามองแขกก่อนจะแสดงท่าทีตกใจนิดหน่อย ดูเหมือนว่าเธอจะกำลังจดจ่อกับสิ่งที่อยู่ในจอโทรศัพท์มากทีเดียว พอถูกแบคฮยอนเข้ามาขัดจังหวะถึงได้ดูอึกอักแปลกๆ

 

“บอสอยู่ในห้องหรือเปล่าครับ”

 

“อ่อ… ค่ะ”

 

“ผมเข้าไปได้ไหม”

 

“ด ได้สิ สักครู่นะคะ” เธอกล่าวรับด้วยรอยยิ้มฝืนกว่าทุกครั้งที่เจอกัน แบคฮยอนไม่ได้ว่าอะไรนอกจากยืนมองดูเธอยกหูหาเจ้านาย พอหญิงสาวพยักหน้าให้เป็นเชิงอนุญาตแบคฮยอนก็ค้อมหัวขอบคุณและเดินเข้าห้องไปทันที

 

ไม่ได้หันมามองกลับหลังเลยว่าคิมดาซมตอนนี้ได้มีสีหน้ายังไง ลำพังวีรกรรมที่ได้สร้างไว้ในงานเลี้ยงส่งน้องคืนก่อนก็แทบอยากเอาหน้ามุดโต๊ะตอนเจอเจ้านายจะแย่แล้ว พอได้มาเจอข่าวใหม่ล่าสุดที่เพื่อนพนักงานเพิ่งส่งมาอัพเดทสดๆร้อนๆ บอกเลยว่าแค่วิ่งเอาหัวโขกกำแพงคงยังน้อยไป

 

“ไม่ใช่พี่น้องแต่เป็นคู่หมายงั้นเหรอ เรื่องบ้าอะไรอีกเนี่ย…”

 

 

 

 

 

            

 

 

 

ยุ่งอยู่หรือเปล่าครับ

 

แบคฮยอนถามพลางนั่งลงที่เก้าอี้ฝั่งตรงกันข้าม เมื่อเห็นว่าอีกคนส่ายศีรษะโดยที่สายตายังคงไม่ละจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ริมฝีปากบางก็คลี่ยิ้มจางๆออกมา

 

“ผมจะมาขอใบประเมินฝึกงาน” แบคฮยอนมองแก้วกาแฟของบอสหนุ่ม เพิ่งผ่านมาครึ่งวันก็มีแก้วเปล่าวางบนโต๊ะถึงสองชุดแล้ว และคาดว่าก่อนจะหมดวันทำงานคงมีแก้วที่สามที่สี่ตามมาอีกแน่ๆ นิสัยดื่มกาแฟเก่งกว่าทานข้าวเนี่ย สมกับเป็นชานยอลจริงๆ 

 

“พี่ทำแล้วใช่ไหม”

 

“อืม”

 

“ถ้างั้น—”

 

“แต่ยังไม่ได้เซ็น” 

 

คำพูดนั้นทำเอาร่างเล็กถึงกับเลิกคิ้วงุนงง ดวงตาเรียวรีมองคนโตกว่าอย่างสงสัย วันนี้ชานยอลไม่ได้ดูผิดปกติอะไร ยังคงเป็นบอสหนุ่มที่ดูสง่างามเสมอเมื่อได้นั่งเก้าอี้โต๊ะทำงาน หัวจรดเท้ายังคงดูเนี๊ยบไม่มีบกพร่องแม้เนคไทที่เลือกใส่วันนี้จะเป็นสีอ่อนต่างจากทุกครั้งที่มักจะใช้แต่โทนสีเข้ม

 

ส่วนสีหน้าก็ยังเรียบเฉยไม่ได้บอกถึงอารมณ์ใด แบคฮยอนเลยเดาไม่ได้ว่าภายใต้ความปกตินั้นอีกฝ่ายได้ซ่อนความคิดอะไรไว้หรือไม่

 

“วันนี้วันสุดท้าย—”

 

“ในเมื่อรู้ว่าเป็นวันสุดท้าย...” 

 

จนกระทั่งได้สบตา แบคฮยอนถึงได้รู้ว่าอีกฝ่ายไม่ได้นิ่งเฉยต่อสิ่งที่เขาพยายามจะทวงถามอย่างที่เข้าใจ

 

แล้วนายคิดจะบอกกันเมื่อไหร่

 

ในประโยคไม่ได้บอกด้วยซ้ำว่ากำลังกล่าวถึงเรื่องไหน ทว่าแบคฮยอนกลับเข้าใจได้ทันทีเพียงเพราะแค่สบตา 

 

“…” 

 

เขาไม่ได้เตรียมใจมาก่อนกับการคุยที่กะทันหัน มือเรียวที่วางอยู่บนหน้าตักของตัวเองบีบเข้าหากันเมื่อได้เห็นแววตาของชานยอลที่เปลี่ยนไป

 

มันไม่ได้ดูโกรธ โมโหร้าย หรืออยากต่อว่า กลับดูน้อยใจเสียมากกว่า และเพราะเป็นแบบนั้นเขาถึงยิ่งรู้สึกผิดและละอายใจที่เอาแต่ปิดบัง

 

 

 

 

ชานยอลรู้เรื่องที่เขาจะไปเรียนต่อแล้ว… งั้นเหรอ

 

 

 

 

“พี่… รู้ตั้งแต่เมื่อไหร่ครับ?”

 

“พี่ใหญ่ใช่ไหม”

 

แบคฮยอนส่ายหน้า มือเท้าเย็นจนชา วินาทีนั้นเขาไม่กล้าแม้แต่จะสบตาด้วยซ้ำ

 

“คุณนมงั้นเหรอ หรือว่าใครมาพูดอะไรนายถึงยังทำแบบนี้”

 

“ผมตัดสินใจเอง”

 

“เป็นไปไม่ได้”

 

“ทุกอย่างผมเป็นคนเลือกเอง ไม่มีใครบังคับหรอกครับ”

 

“นายกำลังโกหก”

 

“ผมไม่กล้าโกหกพี่หรอก”

 

“แต่ก็เลือกที่จะไม่บอก ทั้งที่เป็นเรื่องสำคัญแต่จนวันนี้นายก็ยังไม่คิดจะบอกกันแบคฮยอน หรือนายจงใจจะให้พี่รู้วันที่ไม่อยู่แล้ว”

 

“ไม่ใช่แบบนั้นนะครับ”

 

“แล้วแบบไหนในเมื่อการกระทำของนายมันเป็นแบบนี้”

 

“ผมคิดสิ คิดจะบอกตลอดแต่เพราะกลัวพี่จะคิดมาก—”

 

“ก็เลยทำเหมือนฉันเป็นคนโง่ปิดหูปิดตาไม่ให้รู้อะไรเลย!”

 

“พี่ไม่ใช่คนโง่ในสายตาผมนะ” แบคฮยอนส่ายหน้ายืนยัน น้ำตารื้นขึ้นมาเมื่อได้รับคำตัดพ้อมากมาย เขาไม่ได้คิดอะไรแบบนั้นเลยสักหน่อย ไม่ได้คิดจะตัดความสัมพันธ์ถึงได้ยื้อเวลามาจนขนาดนี้

 

ทุกๆครั้งที่มองหน้าในอกมันอัดแน่นนึกอยากจะบอกเป็นร้อยครั้งพันครั้ง แต่เพียงคิดต่อไปว่ามันอาจจะไปทำลายช่วงเวลาดีๆ รอยยิ้มที่อยากจะมอง แววตามีความสุขที่อยากจะได้รับแบคฮยอนก็ขี้ขลาดขึ้นมา ทุกนาทีที่ได้อยู่ด้วยกันมันมีค่าเสียจนคนเด็กกว่าไม่รู้จะเริ่มต้นบอกยังไง

 

“ไม่คิดมาก”

 

หลังจากปล่อยความเงียบให้ครอบงำบรรยากาศอยู่นานเสียงทุ้มก็ได้ดังขึ้นอีกครั้ง ใบหน้าเล็กที่ดูหม่นลงค่อยๆเงยขึ้นมาสบตาร่างสูงอย่างไม่เข้าใจนัก

 

“ฉันจะไปด้วย”

 

ชานยอลพูดเสียงเรียบเหมือนทนมองใบหน้าหงอๆของน้องไม่ได้ และมันอาจจะใช่จริงๆในเมื่อขณะที่ยังโกรธและควรเป็นฝ่ายที่ถูกง้อ ทว่าเขากลับยอมจะเป็นฝ่ายผ่อนคลายสีหน้าเพื่อไม่ให้คนตัวเล็กรู้สึกกลัวจนเผลอมีน้ำตา

 

“ครับ? ป…ไปด้วย?”

 

“อืม” 

 

ซึ่งก็สำเร็จ แบคฮยอนกะพริบตาปริบๆมองเขาจนแทบไม่เหลือคราบน้ำตา มีแต่สีหน้าที่ดูจะลำบากใจกว่าเดิม

 

“ไม่ได้นะครับ” แถมยังพูดอะไรที่ทำให้หัวคิ้วของเขาต้องกลับมาขมวดชิดกันอีกครั้งหนึ่ง 

 

“พี่จะไปกับผมด้วยได้ยังไง”

 

“อยากไปทำไมจะไปไม่ได้”

 

“แล้วใครจะทำงานที่นี่ล่ะครับ”

 

“ก็ไม่ทำที่นี่ ไปทำที่นู่น”

 

“พี่รอง”

 

“จะไปๆมาๆก็ได้ ยากตรงไหน” นี่คงเป็นหนึ่งในเหตุผลที่แบคฮยอนไม่กล้าบอก เพราะชานยอลเอาแต่ทำตัวเป็นลูกติดไปทุกที่แบบนี้แล้วสิ่งที่เขาได้เคยตกลงไว้กับพี่ใหญ่จะเป็นจริงได้อย่างไร

 

“ไปไม่ได้นะครับ…” ถึงจะพูดแบบนั้นก็ไม่ได้อยู่ดี เพราะอยากเติบโตด้วยตัวเองถึงเลือกจะไปเอง เพราะอยากใช้ชีวิตโดยไม่มีคนคอยประคบประหงมถึงตัดสินใจแบบนี้ ไม่ใช่ว่าไม่อยากอยู่ด้วย

 

“ผมพูดเรื่องนี้กับพี่ใหญ่ไว้แล้ว ผมไม่อยากให้ใครตามไป พี่รองก็รู้ว่าตั้งแต่เด็กผมฟังทุกคนมาโดยตลอด เป็นน้องเล็กของบ้านที่ใครก็ต้องดูแล”

 

“…”

 

“แต่ตอนนี้ผมไม่อยากเป็นแบบนั้นแล้ว ผมอยากตัดสินใจเลือกทางเดินชีวิตด้วยตัวเอง”

 

แล้วฉันล่ะ

 

เพียงไม่กี่คำสั้นๆแต่กลับบาดลึกเข้าไปในจิตใจคนฟังและคนตั้งคำถาม ร่างสูงสบตาคนตัวเล็กด้วยสีหน้าจริงจัง ใช่ว่าไม่เข้าใจ กับคนที่อาบน้ำร้อนมาก่อนอย่างเขาพอจะเข้าใจเหตุผลทุกอย่างแต่เพราะไม่อยากห่างน้องสักวินาทีถึงคอยทำตัวเป็นคนใจแคบ ไม่อยากให้น้องไปไหน ไม่อยากให้อยู่ไกลสายตา 

 

ที่ผ่านมาเขาเปลี่ยนตัวเองให้เป็นคนใจเย็นและมีเหตุผลก็เพราะอยากให้แบคฮยอนพึ่งพาได้โดยสนิทใจ คิดถึงเขาเป็นคนแรกเมื่อมีปัญหาแต่ดูเหมือนน้องโตเกินกว่าจะรับฟังแล้ว 

 

 

แบคฮยอนไม่ใช่เด็กน้อยของเขาหรือว่าใครแล้วจริงๆ

 

 

รออีกหน่อยได้ไหมครับ

 

“…”

 

“พี่ใหญ่รับปากแล้วว่าจะคุยกับคุณนมให้ ผมเองก็อยากใช้ชีวิตแบบที่ไม่ต้องให้ใครคอยห่วง ผมอยากโตในแบบของผมพี่รองเข้าใจใช่ไหม” ชานยอลเงียบไป ไม่ได้สวนหรือมีท่าทีอะไร ใบหน้าเรียบเฉยจนคนเป็นน้องเริ่มกลับมาน้ำตาซึม

 

“พูดอะไรหน่อยสิครับ…”

 

“ในขณะที่นายโตขึ้นอายุฉันก็เพิ่มขึ้นทุกวันเหมือนกัน”

 

“แต่พี่ไม่แก่สักหน่อย”

 

“นายไม่จำเป็นต้องทำแบบนี้ เรื่องคุณนมฉันจัดการได้”

 

“ไม่ครับ ไม่ใช่แค่พี่หรือแค่ผม แต่เป็นเราต่างหากที่จะจัดการเรื่องนี้ไปด้วยกัน” 

 

“จะไปให้ได้เลยใช่ไหม”

 

“ผมคิดดีแล้วครับ…”

 

“ต่อให้ฉันขอร้องให้อยู่ ขอให้นายเรียนที่นี่ก็คงไม่มีความหมายใช่ไหม”

 

“…”

 

ชานยอลหยิบเอกสารที่อยู่ใต้ลิ้นชักโต๊ะทำงานขึ้นมาวางลงตรงหน้า แค่มองปราดเดียวแบคฮยอนก็จำได้ทันทีว่ามันคือใบประเมินการฝึกงานของเขาเอง 

 

“…”

 

ทั้งที่ก่อนหน้านี้รอคอยมันมาโดยตลอด ทั้งที่มันเคยเป็นสิ่งที่ชานยอลทำเหมือนไม่เหลียวแล ราวกับอยากจะใช้มันเป็นเครื่องมือยื้อเวลารั้งให้เขายังคงอยู่ แต่ตอนนี้อีกฝ่ายกลับจรดปลายปากกาลงบนนั้นพร้อมกับประทับตราตำแหน่งสำคัญง่ายดาย

 

 

เห็นแล้วก็ใจหายดีเหมือนกัน

 

 

“อยากไปนักก็ไป”

 

“พี่โกรธผม…” ในคอขมปร่าเมื่อกลืนความรู้สึกสะอึกลงในคอ กระดาษไม่กี่แผ่นที่ถูกเลื่อนมาตรงหน้าและการเบือนหน้าหนีของร่างสูงมันกำลังทำให้แบคฮยอนอยากจะร้องไห้ออกมาจริงๆ

 

“วันเดินทางคงไม่ได้ไปส่ง ถือว่าใบประเมินคือของขวัญที่ฉันให้ก็แล้วกัน”

 

 

ประโยคที่เหมือนเป็นการบอกลานั่นก็เหมือนกัน

 

 

 

 

 

 

#ฟิคชานฮยอง

 

 

 

 

 

 

หลังจากการฝึกงานตลอดหนึ่งเทอมได้ผ่านพ้นไป แบคฮยอนยังคงต้องใช้ชีวิตเฉกเช่นนักศึกษาปีสี่คนอื่นๆ ที่ยุ่งอยู่กับการเตรียมพรีเซ้นฯโปรเจคฝึกงานของตัวเองก่อนจะจบการศึกษาจริงๆ

 

รวมถึงเตรียมตัวไปเรียนต่อสวิส จากสัปดาห์…กลายเป็นเดือน ชีวิตของเขาช่วงนี้วนอยู่กับเรื่องเรียนเป็นสำคัญ แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าเขาจะยุ่งจนไม่มีเวลาทำอะไร 

 

ทุกครั้งที่มีเวลาว่างแบคฮยอนมักจะคอยติดต่อหาชานยอล แต่ไม่ว่าจะทำเท่าไหร่ก็ดูเหมือนว่าเขาจะถูกคนแก่กว่าเมินเสียแล้ว นับจากวันนั้นพวกเขาแทบไม่ได้คุยกัน ไม่ได้พบหน้า ทักไปหาอีกฝ่ายก็ไม่ยอมตอบ รู้มาว่าช่วงนี้ชานยอลยุ่งมากเพราะเป็นช่วงเปิดตัวรถรุ่นใหม่แล้ว แบคฮยอนพยายามจะไม่คิดมาก แต่บ่อยครั้งที่ยอมเป็นคนอ่อนแอแอบร้องไห้กับตัวเองเงียบๆ

 

คล้ายจะถูกเอาคืน

 

แต่มากกว่าความน้อยใจคงเป็นความคิดถึง ชานยอลจะรู้บ้างไหมว่าได้ทำให้ใครคนหนึ่งคิดถึงแค่ไหน จะรู้บ้างหรือเปล่าว่าแบคฮยอนเหลือเวลาอยู่ที่นี่อีกไม่มากแล้ว

 

“ถึงคิวนายแล้ว”

 

“…”

 

“แบคฮยอน”

 

“…”

 

“นายต้องขึ้นพรีเซ้นฯต่อเซฮุนแล้วนะได้ยินไหมเนี่ย!”

 

“อ.. ซูจองว่าไงนะ?”

 

“เหม่ออะไรน่ะ รีบออกไปเร็วอาจารย์รออยู่”

 

“อ่า โทษที จะไปเดี๋ยวนี้แหละ” คนตัวเล็กคว่ำหน้าจอโทรศัพท์มือถือลงบนโต๊ะเรียนก่อนจะรีบรวบรายงานของตัวเองแล้วลุกออกไปหน้าคลาส จังหวะเดียวกับที่เซฮุนกลับเข้ามานั่งพอดี

 

 

 

 

 

#ฟิคชานฮยอง

 

 

 

 

 

 

 

“คอนเฟิร์มเข้าร่วมงานเปิดตัวที่สาขาคังนัมค่ำนี้ให้เรียบร้อยค่ะ”

 

“อืม”

 

“พรุ่งนี้ช่วงเช้าต้องเข้ามาเซนเอกสารก่อนจะเข้าโรงงานนะคะ”

 

“ช่วงบ่ายลงคิวให้ผมที่สาขาอีแทวอนด้วย”

 

“อีแทวอนด้วยเหรอคะ”

 

“มีนัดที่ชองดัมดงด้วยใช่ไหม”

 

“เป็นวันศุกร์ค่ะ บอสจะไป—”

 

“ผมไปเอง เอกสารอะไรที่ต้องเซนอีกคุณเอาเข้ามาได้เลย สัปดาห์หน้าต้องไปโตเกียวหลายวัน”

 

“วาว…” คิมดาซมทำหน้าทึ่ง ตั้งแต่เข้ามาทำงานก็เห็นจะเป็นตอนนี้ที่เจ้านายขยันขันแข็งไม่มีเกี่ยงงานหรือเรื่องมาก ปกติกว่าจะจรดปลายปากกาลงบนเอกสารได้สักหน้าต้องถามแล้วถามอีกหรือไม่ก็วางมาดเป็นคุณชายจอมเอาแต่ใจก่อน จะให้ทำอะไรต้องขึ้นอยู่กับอารมณ์ ยิ่งนัดทานอาหารกับพวกผู้บริหารสูงวัยหน่อยน่ะปัดตกไปได้เลยไม่ต้องรอถาม

 

“ปลายสัปดาห์หน้าคุณไปประชุมกับผมที่ปูซานนะ”

 

“คะ?!” 

 

แต่นั่นมันรวมถึงการที่ดาซมจะต้องทำงานหนักไปด้วย! ปกติเธอจะได้นั่งอยู่ในออฟฟิศคอยรับโทรศัพท์ ได้ติดตามออกไปข้างนอกบ้างแต่ไม่ถี่ขนาดนี้ อย่างวีคหน้าบอสจะต้องไปดูตลาดที่ญี่ปุ่นเธอเองก็ต้องติดตามไปด้วย แต่ที่บอกกลับมาจะไปปูซานทันทีนั่นมันไม่ถึกไปหน่อยหรือไง

 

“แต่ปูซานคุณเลย์รับไปแล้วนะคะ”

 

“ปลดชื่อปาร์คเลย์ออกผมจะไปแทน”

 

“อ่า…”

 

บ้าไปแล้วชัดๆ

 

“รับทราบค่ะ”ปาร์คชานยอลรับงานเป็นบ้าเป็นหลังมาเป็นเดือนๆแล้ว บินไปประชุมเป็นว่าเล่น ถอดเขี้ยวถอดเล็บไม่มีข่าวฉาวกับผู้หญิงคนไหน มีแต่คอลัมน์ธุรกิจที่เขาไปร่วมเปิดตัวรถจากที่เมื่อก่อนงานเดินสายตัดริบบิ้นแบบนี้จะต้องเป็นเลย์

 

ชีวิตเขามีแต่งาน แม้เพื่อนอย่างคิมจงอินและเซเรน่าโทรมาชวนให้ไปดื่มด้วยหลายต่อหลายครั้งแต่ชานยอลกลับเอาแต่ปฏิเสธ ทำตัวน่าเบื่อจนหลายคนเลิกจะตั้งคำถาม เขาทำงานหนักราวกับว่ามันจะช่วยให้ลืมความรู้สึกบ้าๆก่อนหน้านี้ไปได้

 

 

ความรู้สึกน้อยใจ

 

 

ท่านประธานมาค่ะ

 

ชานยอลเงยหน้าขึ้นมองหญิงสาวที่ผลักประตูเข้ามาอีกครั้งหลังจากได้เดินออกไปแล้วเมื่อครู่ ไม่นานปาร์คยุนโฮก็ปรากฏตัวก่อนเลขาสาวจะช่วยปิดประตูเพื่อความเป็นส่วนตัว

 

เสียงถอนหายใจของพี่ชายดังมาเป็นอันดับแรก ชานยอลไม่ได้สนใจแม้แต่จะทักทาย กลับจดจ่อแต่หน้าจอคอมพิวเตอร์อย่างไม่กลัวจะถูกแขกผู้มาเยือนต่อว่า

 

“ไม่ถามสักหน่อยเหรอว่าฉันเข้ามาทำอะไร”

 

“มาทำอะไรครับ”

 

ปาร์คยุนโฮส่ายหัวให้กับท่าทีของน้องชายตัวเอง เขาถือวิสาสะนั่งลงที่เก้าอี้ฝั่งตรงข้ามก่อนจะเริ่มต้นพูดคุยโดยไม่ให้เสียเวลา

 

“ได้ข่าวว่านายแย่งงานเดินสายของปาร์คเลย์ไปจนหมด แถมยังรับงานเป็นว่าเล่น” 

 

“ไม่ดีหรือไง” 

 

“ไม่อยากจะก้าวก่ายชีวิตนายมากหรอกนะ แต่เรื่องแบคฮยอนน่ะ…”

 

“พี่เป็นคนปล่อยข่าวสินะ” ร่างสูงยอมละสายตาออกจากสิ่งที่เคยแสร้งสนใจเพื่อสบตากับพี่ชายเป็นครั้งแรก ปาร์คยุนโฮพยักหน้ารับเป็นผลให้คนรอคำตอบแค่นยิ้มขำแวบหนึ่ง

 

“เพื่ออะไร จะช่วยพวกผมจริงๆงั้นเหรอ”

 

“ฉันทำในสิ่งที่คิดว่าควรทำ นายเองก็ควรจะทำเหมือนกัน” ชานยอลส่ายหน้าเหมือนเบื่อที่จะฟัง เขาเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ระหว่างที่พี่ชายกำลังพูด 

 

“การที่ตัวเล็กอยากออกไปเติบโตควรเป็นเรื่องน่าดีใจ นายก็เห็นแล้วว่าแบคฮยอนยังโตไม่พอจะรับปัญหา ฉันเองก็ห่วง แต่ในเมื่อเจ้าตัวตัดสินใจแบบนี้แล้วก็ไม่ควรจะดึงดัน” 

 

“ผมก็ปล่อยแล้วไงจะเอาอะไรอีก”

 

“ปล่อยด้วยการประชดประชันแบบเด็กๆนี่น่ะเหรอ”

 

“จะสนวิธีการไปทำไมแค่ผลลัพธ์มันเป็นตามที่พวกพี่ต้องการน่าจะพอ แยกพวกผมจากกันได้คงตายตาหลับกันสักที”

 

“ชานยอล”

 

“ผมอาจจะพูดแรงไป แต่วางใจเถอะ ในเมื่อเป็นการตัดสินใจของน้องชายพี่เองผมก็จะไม่ก้าวก่าย”

 

“นายยังไม่เข้าใจ”

 

“ครับ กับบางเรื่องเราก็คงทำได้แค่ยอมรับ เพราะพวกพี่ก็ไม่มีวันเข้าใจความรู้สึกผมเหมือนกัน” ประเด็นตอนนี้มันไม่ได้มีตัวแปรแค่ผู้ใหญ่อีกแล้ว มันมีความน้อยใจที่น้องเลือกจะไปอยู่ไกลหูไกลตาโดยที่ไม่มีเขา ซ้ำยังบอกให้เตรียมใจช้า แม้พี่ใหญ่จะเข้ามาพูดด้วยความหวังดีแต่คงไม่มีใครเข้าใจความรู้สึกจริงๆของเขาได้

 

ว่ามันทรมานยังไง

 

“ในเมื่อนายปักใจเชื่อแบบนี้แล้วฉันพูดอะไรไปคงไม่มีประโยชน์ แต่นายควรรู้เอาไว้อย่าง ว่าหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้น้องเลือกแบบนี้ก็เพราะนาย” 

 

“…”

 

“อีกไม่กี่วันน้องก็จะบินแล้ว คิดเอาเองแล้วกันว่าควรทำตัวยังไง”

 

“…”

 

“จะไปส่งด้วยกันใช่ไหม”

 

ชานยอลเงียบไปพักใหญ่ นัยน์ตาคมวูบไหวจนต้องเลี่ยงสายตาผู้เป็นพี่ด้วยการกลับมานั่งจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์อย่างเดิม ยุนโฮเห็นแล้วก็ได้แต่ส่ายศีรษะ ยิ่งได้ยินคำตอบที่แฝงไว้ด้วยความดื้อรั้นเขาก็ถึงกับนึกถอนหายใจทันที

 

“ผมติดประชุม”

 

 

 

 

 

#ฟิคชานฮยอง

 

 

 

 

 

 

วันเวลาผ่านไปเร็วเหมือนโกหก ก่อนออกเดินทางร่างเล็กได้เข้าไปลารูปถ่ายของพ่อแม่และใช้เวลาอยู่ในนั้นมากกว่าชั่วโมง

 

พอลงจากชั้นสองก็พบว่าบรรดาสาวใช้ได้ออกมายืนเรียงแถวรอส่งเขาขึ้นรถด้วยสีหน้าอาลัยอาวรณ์

 

“เดินทางปลอดภัยนะคะคุณหนู ฮึกๆ ต้องติดต่อกลับมาหาพวกพี่นะ…” จังมีพร่ำบอกและเอาแต่กอดเจ้านายตัวน้อยไว้แน่น อยู่ดูแลกันมาตั้งแต่เล็กจนโตไม่เคยคิดว่าวันหนึ่งคุณหนูผู้เป็นดั่งแก้วตาดวงใจจะต้องออกเดินทางไกลตามลำพังแบบนี้มาก่อน เป็นไปได้หล่อนก็อยากจะขอตามไปอยู่รับใช้ แต่เพราะรู้ว่าคงไม่ได้ช่วงเดือนที่ผ่านมาหล่อนถึงน้ำตาร่วงทุกครั้งเพียงแค่ได้เห็นใบหน้าหวานของแบคฮยอน

 

“รักษาสุขภาพกันด้วยนะครับ”

 

“ไม่ต้องห่วงทางนี้หรอกค่ะ ไปเถอะ เดี๋ยวจะตกเครื่อง” แบคฮยอนยิ้มอย่างใจหายให้กับผู้อาวุโสที่ยืนมองอยู่ เขาค่อยๆผละกอดจากพี่เลี้ยงเมื่อปาร์คยุนโฮพยักหน้าเป็นสัญญาณว่าควรต้องไปแล้ว ดวงตารีเล็กกวาดมองหน้าทุกๆคนเป็นครั้งสุดท้าย รวมถึงคฤหาสน์หลังโตที่จากนี้ไปคงไม่ได้อาศัยอยู่อีกนาน

 

“ถ้างั้นผมไปก่อนนะครับ”

 

“โชคดีค่ะ รักษาเนื้อรักษาตัว นมขออวยพรให้คุณหนูประสบผลสำเร็จ” หญิงชราวัยอวยพร แบคฮยอนรู้ว่าท่านแสดงความรู้สึกไม่เก่ง น้ำเสียงแหบพร่าอย่างมีอายุนั่นก็ติดดุและดูห้วน แต่หากมองให้ดีก็จะเห็นถึงความรักและห่วงใย ถึงจะเข้มงวดไปสักหน่อยแต่ท่านก็รักเหล่าคุณชายของบ้านไม่แพ้ใคร สังเกตได้จากน้ำใสๆที่คลออยู่ตรงนัยน์ตา 

 

“นมฝากส่งน้องด้วยนะคะคุณชายใหญ่”

 

“ครับ” ร่างสูงน่าเกรงขามตามขึ้นมานั่งข้างๆก่อนที่ประตูรถจะถูกปิดลง 

 

รถยนต์อเนกประสงค์สีดำสนิทกำลังวิ่งอยู่บนถนนสายหนึ่งเพื่อมุ่งหน้าสู่สนามบิน แสงสุดท้ายของวันใกล้ลับขอบฟ้าเข้ามาเรื่อยๆนั่นหมายถึงเวลาในโซลของแบคฮยอนใกล้หมดลงแล้ว

 

ตอนที่พี่ชายคนโตวางมือลงบนไหล่เขาไม่รู้สึกตัวด้วยซ้ำ สายตามองแต่วิวนอกหน้าต่างกระจก มือกุมโทรศัพท์มือถือบนหน้าตัก คล้ายรอให้ใครบางคนติดต่อมาเสมอหากแต่ก็ยังคงไร้วี่แวว

 

 

 

 

 

 

“จะทิ้งตั๋ววันนี้แล้วบินวันอื่นแทนไหม พี่จะจัดการให้”

 

“พูดเป็นเล่นไปครับ เซฮุนบินไปรอผมอยู่ทางโน้นแล้วไม่เอาหรอก” สองพี่น้องคุยเล่นกันระหว่างรอให้คนขับรถเคลื่อนย้ายกระเป๋าเดินทางลงจากท้ายรถเมื่อมาถึงที่หมาย ปาร์คยุนโฮโคลงศีรษะของคนตัวเล็กด้วยความเอ็นดูก่อนจะพาน้องไปจัดการเรื่องเช็คอินสัมภาระต่างๆ

 

จากนั้นไม่นานสองสาวเพื่อนสนิทในกลุ่มอย่างเวนดี้และซูจองก็ตามมาสมทบเพื่อรอส่งเขาก่อนออกเดินทาง

 

“จบแล้วแทนที่จะอยู่เที่ยวด้วยกันก่อน นี่รีบเรียนต่อกันทำไมก็ไม่รู้ ไม่รอเข้าพิธีจบกับเพื่อนคนอื่นเค้าด้วยซ้ำ”

 

“ก็มีหลายอย่างยังต้องทำนี่”

 

รีบไปจะได้รีบกลับมา

 

“นายตกหลุมพรางโอเซฮุนตัวร้ายแล้วน่ะสิ เชื่ออะไรกับหมอนั่นนะ ดูสิ…บินไปก่อนไม่รอนายสักนิด”

 

“ว่าเพื่อนอีกแล้วนะซูจอง” แบคฮยอนส่ายหน้าให้เพื่อนสาวช่างบ่น ที่เซฮุนบินไปก่อนก็เพราะอีกฝ่ายมีทริปกับครอบครัวต่างหาก อีกทั้งจะล่วงหน้าไปจัดการเรื่องที่พักให้ด้วย เรื่องบินตามไปทีหลังแบคฮยอนจึงไม่ได้ซีเรียสอะไร ถึงจะเดินทางไกลไม่บ่อยนักแต่ก็ใช่ว่าจะไม่เคยไปไหนเลย

 

“รอใครอยู่หรือเปล่า”

 

“หืม”

 

“เราเห็นแบคฮยอนชะเง้อคอมองเหมือนหาใครหลายทีแล้ว”

 

อ่า…

 

แบคฮยอนกะพริบตาปริบๆมองหน้าเวนดี้ที่กำลังตั้งคำถาม เขาส่ายหน้าให้เป็นคำตอบก่อนจะยิ้มแทนคำว่าไม่มีอะไร  

 

“เดี๋ยวก็เข้าเกทได้แล้วนะ” กระทั่งเสียงของพี่ชายคนโตดังอยู่เหนือศีรษะรอยยิ้มของเขาก็ค่อยๆหมดลง แบคฮยอนเงยหน้าขึ้นมองยุนโฮคล้ายยังไม่อยากไป

 

“หมอนั่นคงไม่มาแล้วล่ะ” ประโยคเสียดแทงใจที่แม้คนพูดเองก็ยังลำบากใจที่จะพูดนั้นคนตัวเล็กได้ยินแล้วถึงกับหน้าม่อยลงทันที

 

“สัมมนาสินะครับ….” 

 

“อืม”

 

“ถ้าผมไปแล้ว ฝากพี่ใหญ่บอกเค้าหน่อยได้ไหมว่าอย่าโหมงานหนักเกินไป” แบคฮยอนก้มหน้าพูดเบาๆด้วยรอยยิ้มที่เศร้าจนพี่คนโตอดสงสารไม่ได้ เขายืนถ่วงเวลารออยู่ที่หน้าเกทจนวินาทีสุดท้ายเพียงเพราะหวังว่าชานยอลจะมาส่ง แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่เห็นว่าอีกคนจะมา

 

“…และอย่าโกรธผมเลย”

 

ตอนกอดลาปาร์คยุนโฮครั้งสุดท้ายเขาถึงได้ซุกหน้าปล่อยโฮอย่างไม่อาจกลั้นได้จริงๆ

 

ฮึก อย่าโกรธผมเลยนะครับ ผ.ม..อึก…อยากให้พี่มาส่ง ผมอยากอธิบายให้พี่เข้าใจตั้งหลายเรื่อง”

 

“ไม่ร้องนะตัวเล็ก”

 

“แต่พี่คงไม่อยากเห็นหน้าผมแล้ว พี่ไม่รับสายผมด้วยซ้ำ…”

 

“ชู่… ไม่ร้องนะ… ไม่ต้องร้อง”

 

“ผมขอโทษ ฮึกๆ ขอโทษ….”

 

 

 

 

 

         .

         .

         .

 

 

 

“เร็วเข้าค่ะบอส รถไฟจะออกแล้ว”

 

“สัมมนาชั่วโมงที่เหลือคุณช่วยจัดการแทนผมด้วยแล้วกัน”

 

“ยังจะมาห่วงเรื่องนั้นอีก”

 

“x…แบตหมด”

 

“ฉันก็ลืมโทรศัพท์ไว้ที่โรงแรมด้วยสิ”

 

“ช่างเถอะ จะหาอะไรตอนนี้คงไม่ทัน”

 

“ถ้าคิดได้ตั้งแต่แรกก็ไม่ต้องรีบเดินขาขวิดกันแบบนี้แล้วค่ะ งานสัมมนาเล็กๆแค่นี้บอกแล้วว่าไม่ต้องมา…” ร่างสูงหันไปขมวดคิ้วดุเลขาสาวที่กำลังถือวิสาสะสั่งสอนเขาในเวลาเร่งรีบ แต่ก็นั่นแหละ อย่างน้อยๆคนโง่มีทิฐิอย่างเขาก็ต้องขอบคุณเธอที่ช่วยจองตั๋วรถไฟความเร็วสูงไปสนามบินให้ล่วงหน้าเหมือนรู้ว่าเขาอาจจำเป็นต้องใช้ ซึ่งก็ได้ใช้จริงๆ

 

“จำไฟลต์บินน้องได้ใช่ไหมคะ”

 

ชานยอลพยักหน้า สองขากึ่งเดินกึ่งวิ่งไปทางประตูขบวนรถไฟที่ใกล้จะออกเดินทางอีกไม่กี่วินาทีข้างหน้า ระหว่างนั้นคิมดาซมก็คอยทวนเที่ยวบินให้ฟังอีกรอบราวกับกลัวว่าจะลืมทั้งที่เขาจำได้ตั้งแต่ครั้งแรกที่เธอได้พูดกรอกหูแล้ว เพียงแต่เพิ่งมาตัดสินใจกลับโซลกะทันหันเอาตอนนี้เท่านั้นเอง

 

“รถไฟกำลังจะออกพอดีเลยค่ะ!”

 

“x…”

 

“ไปส่งน้องแบคฮยอนให้ทันนะคะบอส!!” หญิงสาวรีบยื่นเสื้อสูทตัวนอกให้ก่อนจะตะโกนไล่หลังเจ้านายที่วิ่งเข้าประตูไปอย่างฉิวเฉียด

 

ร่างสูงในสภาพเหนื่อยหอบทรุดกายลงบนที่นั่งตามหมายเลขหน้าตั๋วของตนเอง ยอมรับว่าที่ผ่านมาได้ปล่อยให้อารมณ์อยู่เหนือเหตุผล เอาความโกรธความน้อยใจกดทับความรู้สึกจริงๆโดยที่รู้ทั้งรู้ว่าเวลามันเริ่มนับถอยหลังเข้ามาทุกที

 

 เข็มนาฬิกากำลังวิ่งเข้าใกล้หกโมงเย็นซึ่งเป็นเวลาออกเดินทางไปซูริคของแบคฮยอน ในอกของเขาร้อนรนไปหมด มือสั่นประหม่านึกกลัวว่าจะไปไม่ทันส่งน้อง เวลาไม่ถึงสามชั่วโมงจากปูซานไปสนามบินเขารู้สึกว่ามันยาวนานจนไม่อยากรอ

 

แต่ก็เป็นบทเรียนตอกย้ำการกระทำเขาได้ดี ว่าทั้งหมดที่เป็นแบบนี้ส่วนหนึ่งก็เพราะความโง่งี่เง่าของเขาเอง

 

 

‘รู้ไหม ตอนที่แบคฮยอนมาปรึกษาฉันเรื่องจะไปเรียนต่อน้องถามฉันว่ายังไง’

 

‘…’

 

‘น้องถามฉัน ถ้าทำให้เห็นว่าโตพอจะใช้ชีวิตของตัวเองได้แล้วจะยอมให้รักกับนายได้หรือเปล่า รู้แบบนี้แล้วหวังว่าวันนั้นนายจะเปลี่ยนใจไปส่งด้วยกัน’

 

 

เสียงของยุนโฮยังคงดังก้องในหัวจนถึงตอนนี้ ร่างสูงรีบลุกออกจากที่นั่งเมื่อรถไฟใกล้เทียบชานชาลาสนามบิน 

 

 

‘คุณระวังด้วยครับ!’

 

 

เขาหุนหันวิ่งออกจากประตูเป็นคนแรกโดยไม่สนเสียงเตือนจากเจ้าหน้าที่ จุดหมายเดียวคืออาคารผู้โดยสารขาออก ตอนนั้นแทบไม่หลงเหลือสภาพผู้บริหารตำแหน่งสูง ชายเสื้อเชิ้ตเขาหลุดลุ่ยจากกางเกง กระดุมคอถูกปลดลงจนเผยแผงอก มือข้างหนึ่งคอยกำสูทราคาแพงไว้ สองเท้าวิ่งผ่านผู้คนมากมายอย่างไม่สนสายตา

 

“ต้องทัน…”

 

ใบหน้าหล่อชุ่มไปด้วยเหงื่อ แผ่นหลังเปียกโชกจนเชิ้ตสีขาวแนบเนื้อเห็นสัดส่วนหากแต่เขาไม่ได้สนใจ ในหัวตอนนั้นมีแต่จะทำยังไงก็ได้ให้ตัวเองไปถึงเกทก่อนเวลา เขาหลับหูหลับตาวิ่งแทบไม่รู้สึกเหนื่อยล้า

 

และทันทีที่เห็นว่าสุดสายตาตรงหน้านั้นคือแผ่นหลังเล็กของคนที่เขาตั้งใจจะมาส่งร่างสูงก็ถึงกับขอบตาร้อนผ่าว เขารวบรวมแรงเฮือกสุดท้ายเพื่อวิ่งต่อไปด้วยใจที่หวังว่าจะทัน 

 

“ไม่…” 

 

ทว่าแทนที่จะเข้าใกล้ระยะห่างของพวกเขากลับยิ่งไกลออกไป

 

“แบคฮยอน!”

 

ชานยอลแทบทำอะไรไม่ถูก แขนขารู้สึกหมดเรี่ยวแรงเอาดื้อๆในตอนที่เห็นว่าร่างเล็กค่อยๆหายเข้าไปในเกทมากขึ้นเรื่อยๆ

 

“แบคฮยอน!!”

 

ไม่ได้ยินเสียงร้องเรียกของเขาที่ถูกกลืนหายไปพร้อมกับอากาศและผู้คนรอบกาย

 

“แบคฮยอน!!!”

 

แทบจะทรงตัวด้วยสองขาของตัวเองไม่ไหว ไม่รู้จะทำอย่างไรจึงได้แต่หยุดยืนตัวแข็งทื่อ  มองดูอีกฝ่ายหายไปกับตา

 

“ผมมาไม่ทัน” 

 

“…” 

 

ปาร์คยุนโฮหันมาพบน้องชายพร้อมกับสีหน้าสะเทือนใจ นัยน์ตาร่างสูงแดงก่ำดูน่าสงสาร สองเท้าสืบเข้าใกล้เกท พยายามสอดสายตามองหาร่างเล็กราวกับว่าอีกคนอาจจะยังอยู่ในที่ที่พอมองเห็น แต่สุดท้ายแล้วเป็นอย่างไรสีหน้าเจ็บปวดใจของชานยอลคงตอบทุกอย่างได้ดี

 

 

“ไม่ทันจริงๆด้วย…”

 

 

 

 

 

TBC.

 

 

 

ขอโทษที่มาอัพช้า(ตลอด)นะคะ อยากแต่งให้จบสมบูรณ์คนอ่านจะได้รู้สึกต่อเนื่อง แต่ยอมรับว่าช่วงนี้หมดไฟ งานหลักเยอะจนไม่มีแรงปั่น แถมยังต้องตามข่าวม็อบจนไม่มีกะจิตกะใจทำอะไร ผิดไปแล้วค้าบ T^T// แต่เหลืออีกไม่กี่ตอนก็จบแล้วน้า…

 

 

ฝากติดตามกันไปจนจบ รวมถึงหนังสือที่จะเปิดให้พรีออเดอร์เร็วๆนี้ด้วยค่า ฮือ 

 

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 944 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

10,384 ความคิดเห็น

  1. #10279 HoneyB'c (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2564 / 16:53
    ฮื้อออออออออ
    #10,279
    0
  2. #10255 Louknam13 (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2564 / 14:26
    สงสารรรร โอ้ยยยนน
    #10,255
    0
  3. #10254 PpIcNy_CB (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2564 / 07:28
    หึ้ยหงิดๆ น้องก็บอกช้าพี่ก็มัวลีลลา
    #10,254
    0
  4. #10234 Hollydecemx (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2564 / 10:09
    น้ำตานองหน้าไม่ไหวเลย
    #10,234
    0
  5. #10231 Lowland (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2564 / 01:57
    แงงงงงงงงงงงงงพี่รองอ่าาาาากว่าจะคิดได้
    #10,231
    0
  6. #10207 ooLMoo (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 28 มกราคม 2564 / 11:41
    แอบสนนพี่รองได้มะ รู้ทั้งรู้ว่าเหลือเวลาไม่มากแล้วทำไมไม่ใช้เวลาอยู่ด้วยกันให้มากที่สุดล่ะคะ🤦🏽‍♀️
    #10,207
    0
  7. #10196 YunewG (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 25 มกราคม 2564 / 12:35
    หาเรื่องอะพี่รอง รู้ทั้งรู้อยู่แล้ว น่าตีจริงๆ จากนี้ก็รอน้องนะคะ รอวันที่โตขึ้นกันทั้งคู่ แง ลุ้นมากตอนพี่รองวิ่งคือเหนื่อยแทนเลย อย่างน้องก็ทำเต็มที่แล้วนะคะพี่รอง สู้ๆนะ
    #10,196
    0
  8. #10127 Benz Satita (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 18 มกราคม 2564 / 00:28
    รอน้องกลับมาน้าาา😭
    #10,127
    0
  9. #10089 ChungWila (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 15 มกราคม 2564 / 22:20
    ฉันชอบที่มาไม่ทันอ่ะเจ่บนมดี 55555555
    #10,089
    0
  10. #10050 Kalaaked_ (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 14 มกราคม 2564 / 21:24
    แงงงงงงงงงง
    #10,050
    0
  11. #10045 jjannyne (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 14 มกราคม 2564 / 19:49
    สงสารพี่รอง พี่เค้าโดนแยกจากน้องซำ้ๆคงเจ็บน่าดู ทำไมกว่าเค้าจะรักกันได้มันยากขนาดนี้ บินไปหาน้องบ้างก็ได้เนอะพี่รอง
    #10,045
    0
  12. #9926 Ohsehun9494 (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 6 มกราคม 2564 / 17:18
    ฮือออ สงสารน้องสงสารพี่รอง อยากกอดทั้งคู่เลยย
    #9,926
    0
  13. #9665 voiceananya (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 11 ธันวาคม 2563 / 09:32
    สงสารทั้งสองคนเลย ㅠ ㅠ
    #9,665
    0
  14. #9662 nangpha0827 (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 11 ธันวาคม 2563 / 05:36
    อ้ยยยยยน้ำตาคลอสงสารพี่รองมาก น่าหยิกอยู่ก็จริงที่ทิฐินักล่ะพ่อ แต่ก็เข้าใจความรู้สึก หนิกไม่ลง สงสารด้วย ต้องแยกจากน้องซ้ำๆอ่ะเนอะ ห้ามไม่ให้รู้สึกก็คงยาก แต่เข้าใจน้องแล้ว ไว้แวะไปหาน้องนะพี่รอง น้องน้อยคงดีใจ แงงงง แข็งแกร่งนะ ทั้งคู่เลย TT
    #9,662
    0
  15. #9655 Jennysupat18 (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 9 ธันวาคม 2563 / 15:57
    สงสารใครก่อนดี ฮือออ
    #9,655
    0
  16. #9621 Recekalte (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 7 ธันวาคม 2563 / 02:22
    จะด่าก็ไม่อยากด่าเพราะสงสารเหมือนกันฮือออออออออออ น้ำตาชั้นนนน
    #9,621
    0
  17. #9540 ไพลอท (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 25 พฤศจิกายน 2563 / 01:20
    หน่วงใจมากน้ำตาซึมเลยอ่ะ สงสารพี่รองแต่ก็สงสารน้องด้วยเหมือนกัน ต่างคนต่างมีเหตุผล น้องก็ทำเพื่อที่จะได้รักกันส่วนพี่ก็อยากให้ผ่านไปด้วยกัน มันแบบจุกมากอ่ะ พี่รองตามน้องไปหน่อยนะ อย่าห่างกันเลย T_T
    #9,540
    0
  18. #9336 Jinnyjan (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 3 พฤศจิกายน 2563 / 11:12
    ฮืออออออ
    #9,336
    0
  19. #9239 ||| (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 2 พฤศจิกายน 2563 / 14:22

    ไม่เป็นไรเลยพี่หนิง ทางนี้พยายามแยกเรื่องม็อบไปแปบนึงเพราะกลัวอ่านฟิคแล้วจะแบบไม่อิน 55555 แต่ใดๆตอนนี้เศร้ามากทำให้รู้ว่าเวลาไม่เคยคอยใครจริงๆ// สุดท้ายนี้ออกได้ยัง แก้รธนได้ยัง ลงมาได้ละค่ะ กล้าที่จะทำทุกอย่างก็กล้าที่จะยอมรับและลงมาอยู่ใต้กฎหมายเดียวกันด้วยสิคะ^___^

    #9,239
    0
  20. #9237 TongB'변 (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 1 พฤศจิกายน 2563 / 12:00
    สมกับที่รอคอย เปียกปอนไปหมดดดด ฮื่อออออ
    #9,237
    0
  21. #9236 Byunee_J (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 1 พฤศจิกายน 2563 / 03:33
    เปียกปอน
    #9,236
    0
  22. #9235 Pseewhy (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 31 ตุลาคม 2563 / 13:19
    เฮ้ออ บินตามไปได้ชิลๆอยุ่แล้วน่าา ระดับนี้ ;—;
    #9,235
    0
  23. #9234 pbcy (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 31 ตุลาคม 2563 / 09:18
    ฮือออออออ คุนพี่ปาร์ครอน้องนะ โทรไปหาน้องให้หายคิดถึงไปเลย สงสารน้องมากตอนร้องไห้ ;-;
    #9,234
    0
  24. #9233 pcysaraiii (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 30 ตุลาคม 2563 / 23:28
    โถ่ อีกนิดเดียวจริง ๆ 🥺
    #9,233
    0
  25. #9232 PakKAd127 (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 30 ตุลาคม 2563 / 23:03
    ค้างมากกกกก รอค้าบบ
    #9,232
    0