HYUNG 형 | Chanbaek -END-

ตอนที่ 21 : CHAPTER 20 | ดื้อดึง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 12,482
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1,600 ครั้ง
    27 ก.ย. 63

 

 

 

 

 

 

20

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

“อเมริกาโน่แก้วนึงครับ”

 

“สองครับ” 

 

ใบหน้าเกลี้ยงเกลาของเด็กหนุ่มร่างสูงโปร่งหันไปมองคนข้างๆ ผู้ชายวัยสามสิบกลางๆตัวสูงกว่ากันประมาณหนึ่งทำเขากดคิ้วประหลาดใจ เพราะวันนี้อีกฝ่ายไม่ได้อยู่ในชุดสูทนักธุรกิจใหญ่จึงดูแปลกตานิดหน่อย แต่ถึงจะเป็นเสื้อสเวตเตอร์คอเต่ากับกางเกงสแล็คขาเดฟสีเบจสบายๆ เซฮุนมองครั้งเดียวก็จำได้ทันที

 

ว่าคุณชายมาดขี้เก๊กคนนี้คือพี่ชายของแบคฮยอน

 

“ไหนๆก็บังเอิญได้เจอกันแล้ว นั่งดื่มกาแฟด้วยกันหน่อยไหม” คนอายุมากกว่าเอ่ยถามเมื่อบาริสต้าวางแก้วกาแฟลงบนเคาท์เตอร์ตรงหน้าพวกเขา เด็กหนุ่มไหวไหล่คล้ายไม่มีเหตุผลอะไรต้องปฏิเสธก่อนจะเดินนำไปนั่งที่โต๊ะด้านในสุด

 

โชคดีที่ร้านกาแฟแห่งนี้คนบางตาแม้เป็นเวลากลางวัน ชานยอลเพิ่งเสร็จจากออกรอบตีกอล์ฟกับเจ้าของบริษัทคู่ค้าจึงแวะหากาแฟดื่มก่อนกลับ ไม่นึกเหมือนกันว่าจะได้พบโอเซฮุน

 

“พักกลางวันสินะ”

 

ดวงตาคมกริบมองป้ายชื่อคล้องคอของเด็กหนุ่มตรงหน้า พอลองมองให้ดีแล้วเพื่อนแบคฮยอนคนนี้หน้าตาดีกว่าเขาตอนที่อยู่วัยเดียวกันเสียอีก

 

“บริษัทอยู่แถวนี้เหรอ”

 

“ครับ ข้ามไปอีกฝั่งถนน”

 

“คงเป็นตึกใหญ่นั่น”

 

“เข้าเรื่องเลยดีกว่าไหม อีกสิบนาทีผมต้องเข้างานแล้ว” ชานยอลยกกาแฟขึ้นจิบด้วยท่าทางใจเย็น

 

“นายชอบแบคฮยอนใช่หรือเปล่า” หากแต่คำถามที่ดังออกมาก็ตรงไปตรงมาแบบที่เด็กหนุ่มต้องการ โอเซฮุนพยักหน้ารับไม่มีคำว่าลังเลให้เห็นแม้แต่น้อย

 

“ครับ ชอบมานานแล้ว”

 

“งั้นเหรอ…”

 

“คุณล่ะ”

 

“เราไม่ใช่พี่น้องกันจริงๆอย่างที่คนนอกเข้าใจ”

 

“เรื่องนั้นผมรู้อยู่แล้วล่ะ” ชานยอลเลิกคิ้วเล็กน้อยเมื่อได้ฟัง ท่าทางเด็กหนุ่มจะได้รับความไว้วางใจจากแบคฮยอนมากทีเดียวอีกฝ่ายถึงยอมเล่าเรื่องสำคัญขนาดนี้ให้รู้ แต่พอลองคิดดูว่าที่ผ่านมาน้องไม่มีใครให้พึ่งพิงเท่าไหร่ หากจะเป็นเด็กหนุ่มตรงหน้านี้ก็ดูเป็นตัวเลือกที่ไม่เลวจริงๆนั่นแหละ

 

“ฉันเข้าใจความรู้สึกนายนะ” ถ้าใช้ความเป็นผู้ใหญ่มองแล้วล่ะก็ เซฮุนมีบุคลิกที่สามารถฝากชีวิตไว้ได้ ถึงจะยังเด็กในสายตาแต่ชานยอลมองออกว่าเซฮุนจะมีอนาคตในแบบผู้นำเหมือนกับเขาแน่นอน เพราะเพียงได้คุยกันครั้งเดียวอีกฝ่ายก็แสดงออกชัดเจนเลยว่าไม่เคยกลัวใคร

 

“การตกหลุมรักไม่ใช่เรื่องที่ผิด ฉันเองก็เคยมีรักที่ต้องเสียสละแค่เพราะความถูกต้อง”

 

“แต่ผมไม่ได้อยากจะเสียสละ”

 

“แต่นายก็ควรจะรู้เอาไว้ว่ารักครั้งนี้ฉันควรจะได้มันไป”

 

“…”

 

“ไม่ใช่เพราะฉันมาก่อน…” เพราะเอาเข้าจริงๆ เขาอาจจะเป็นคนที่มาทีหลังด้วยซ้ำ ในเมื่อตอนน้องยังเด็กมันก็เป็นเพียงรักบริสุทธิ์ใจ อยากปกป้องดูแลมากกว่าต้องการเป็นผู้ครอบครองอย่างตอนนี้ แต่โอเซฮุนเขาไม่แน่ใจ อาจจะรักแบคฮยอนตั้งแต่แรกพบซึ่งถ้าเป็นแบบนั้นก็น่าจะเป็นเวลาหลายปีแล้วเหมือนกัน

 

“แต่เพราะเรารักกัน”

 

“รักกันได้เหรอครับ? คนอื่นเค้าไม่ได้รับรู้ว่าพวกคุณสองคนไม่ใช่พี่น้องกันจริงๆ—”

 

“นั่นมันเป็นปัญหาของพวกเรา”

 

“…”  

 

“สิ่งที่นายควรทำคืออย่าทำให้แบคฮยอนยิ่งลำบากใจ เด็กคนนั้นรักนาย รักแบบไหนคงไม่ต้องให้บอกเลยใช่ไหม”

 

“…”

 

“หวังว่าจะตัดใจ”

 

หวังว่าคุณจะปกป้องแบคฮยอนได้เหมือนกัน” ตอนชานยอลลุกขึ้นยืนเด็กหนุ่มพูดขึ้นทันที “ไม่ว่าเรื่องอะไร ถ้าผมรู้ว่าคุณลังเลที่จะปกป้องล่ะก็…ต่อให้เป็นพระเจ้าผมก็จะไม่ยอมอยู่เฉยแน่”

 

“เท่ดีนะ ตอนฉันอายุเท่านายก็เคยเป็นแบบนี้มาก่อน” ชานยอลแค่นหัวเราะในคอเมื่อนึกย้อนไปในอดีต “พอได้เจอพระเจ้าจริงๆก็เท่ไม่ออกเลยล่ะ แต่ไม่ต้องห่วง… ” เขาเอ่ยกับเด็กหนุ่มเป็นครั้งสุดท้าย สายตายังคงมองกันไม่มีใครละออกไปก่อน

 

“กับเด็กคนนั้น ฉันให้ได้มากกว่าที่พวกนายรู้เสียอีก”

 

 

เพื่อให้เติบโตงดงาม

 

แม้แต่ความสุขของตัวเอง

 

เขาก็เคยแลกมาแล้วยังต้องห่วงอะไร

 

 

 

 

 

 

#ฟิคชานฮยอง

 

 

 

            

 

            

            

             

ก๊อก ก๊อก ก๊อก…

 

 

 

“เชิญครับ” 

 

ประตูห้องทำงานของผู้บริหารชั้นเก้าถูกผลักเข้าไปหลังจากผู้ที่อยู่ด้านในเอ่ยอนุญาต เสียงรองเท้าส้นสูงที่ดังใกล้เข้ามาทำให้ใบหน้าหล่อสะอาดตาเงยหน้าขึ้นมาจากเอกสารบนโต๊ะ

 

“กาแฟกับของว่างค่ะ”

 

“กำลังหิวอยู่พอดี ขอบคุณนะครับ” หญิงสาวผมบ๊อบกลั้วหัวเราะน้อยๆ ยืนมองเจ้านายหยิบแซนวิชเข้าปากอย่างไม่ลังเล ท่าทางผ่อนคลายเป็นกันเอง ไม่เคยสักครั้งที่จะวางภาพลักษณ์น่าเกรงขามให้ลูกน้องหวั่นกลัวแบบผู้บริหารคนอื่นๆ

 

“อย่าปล่อยให้ตัวเองหิวแบบนี้สิคะ คุณทำงานหนักเกินไปแล้วรู้ไหม” เวลาล่วงเข้ามาถึงบ่ายสองแล้วทว่าปาร์คเลย์ยังคงนั่งทำงาน ไม่ยอมแม้แต่จะลุกออกไปทานมื้อกลางวัน

 

“เพื่อบริษัทไม่มีคำว่าเกินไปหรอก”

 

“แต่ยังไงก็ควรออกไปทานข้าวกลางวันนะคะ” คนฟังแค่เพียงยิ้มรับเหมือนกับทุกครั้ง แล้วหญิงสาวที่มีตำแหน่งเพียงเลขาจะทำอย่างไรได้นอกจากส่ายศีรษะ แต่ถึงจะดื้อรั้นอย่างไรในสายตาเธอเลย์ก็เป็นเจ้านายที่น่ารักและสุภาพเสมอ ทุ่มเททำงานหนัก ทั้งเก่งทั้งใจดี เธอถึงได้มีความสุขที่จะมาทำงานในทุกๆวัน

 

“ยิ้มทำไมครับ”

 

“แค่รู้สึกว่าตัวเองโชคดีน่ะค่ะที่ได้เป็นเลขาคุณ”

 

“เลขาผู้บริหารเล็กๆมีอะไรให้น่าดีใจ คุณควรจะบ่นที่ผมใช้งานหนักมากกว่านะ”

 

“ไม่เลยค่ะ อยู่ตรงนี้ฉันสบายใจดีแล้ว ถ้าต้องไปเป็นเลขาแบบยัยคิมดาซมไม่รู้เลยว่าจะรับมือไหวหรือเปล่า วันๆมีแต่เรื่อง ป่านนี้คงกำลังรับสายพวกนักข่าวจนหัวหมุน”

 

“นักข่าว?”

 

“อ่า…” เลขาสาวเพิ่งรู้สึกตัวว่าได้พลั้งปากพูดอะไรออกไป คงเพราะความสนิทสนมที่มีต่อเจ้านายเธอจึงสบายใจจนเผลอพูดเรื่องที่เพื่อนในกลุ่มอย่างคิมดาซมมาระบายให้ฟังตลอดหลายวันนี้ แม้จะไม่ได้ตั้งใจหลุดปากแต่พอเลย์มองมาเหมือนกำลังรอฟังอยู่เธอจึงเลยตามเลย เล่าให้ฟังด้วยความไว้ใจ

 

“เจ้านายเห็นรูปหลุดของบอสหรือยังคะ”

 

“รูปหลุดงั้นเหรอ”

 

“ก็ที่กำลังเป็นประเด็นเมาส์ในอินเตอร์เน็ตไงคะ คนในบริษัทเราก็พูดกัน แต่คราวนี้ไม่ใช่กับผู้หญิงที่ไหนเป็นน้องแบคฮยอน”

 

“แบคฮยอน?”

 

“ค่ะ ไม่รู้ว่าหลุดมาได้ยังไงรูปแรงอยู่นะคะ ทั้งโอบทั้งกอด มีรูปหนึ่งถ่ายที่คังวอนโดเหมือนจูบกันเลยค่ะ ฉันว่าต้องมีคนจงใจตัดต่อเล่นงานบอสแน่ๆ ไม่รู้เลยหรือไงนะว่าเค้าเป็นพี่น้องกัน”

 

“ก็ไม่ใช่พี่น้องกันจริงๆนี่…”

 

“คะ?”

 

“ไม่มีอะไร” เลย์ยื่นแฟ้มบนโต๊ะให้กับเลขาส่วนตัว “เดี๋ยวทุกอย่างก็เคลียร์เองเหมือนกับทุกครั้ง ชานยอลไม่ทำให้พนักงานกับผู้บริหารท่านอื่นผิดหวังหรอก” ใบหน้าหล่อสะอาดสะอ้านยังคงปรากฏรอยยิ้มใจดี น้ำเสียงที่ใช้ก็สุภาพจนผู้ได้รับแทบละลาย ข่าวเสียๆหายๆเหมือนอย่างคนอื่นเขาหรือก็ไม่เคยมีให้ได้ยิน ช่างเป็นผู้ชายที่สมบูรณ์แบบจริงๆ เลขาสาวของเขาคิดแบบนั้น

 

“ฉันก็คิดแบบนั้นค่ะ เพราะถ้าเป็นจริงตามข่าวซุบซิบน่ะมันก็คง—”

 

“อย่าห่วงเลย ตั้งใจทำงานของเราดีกว่า” หญิงสาวผมบ๊อบหัวเราะแหะพยักหน้ารับคำเจ้านายก่อนที่จะขอตัวออกจากห้องไป

 

 

เสี้ยววินาที จากรอยยิ้มใจดีและสีหน้าแสนสุภาพของผู้บริหารหนุ่มที่ลูกน้องต่างก็ชื่นชมได้กลายเป็นเรียบเฉยราวกับคนละคน

 

 

เลย์หลุบตาลงมองรูปถ่ายหลายใบที่กระจัดกระจายอยู่ในลิ้นชักใต้โต๊ะทำงานที่เขาเปิดทิ้งไว้ ตอนได้ฟังเลขาส่วนตัวเล่าไม่ได้รู้สึกแปลกใจอะไร เพราะรูปหลุดที่ว่ามานั้นเขาได้เห็นมันก่อนที่ใครจะได้เห็นเสียอีก

 

“ทำงานหนักอีกแล้วคงเหนื่อยแย่ ฉันต้องขอโทษหรือเปล่านะ…” 

 

เลย์พึมพำคำขอโทษด้วยสีหน้าไร้ความรู้สึกที่สุด

 

“แต่นายน่ะ เก่งอยู่แล้วนี่…”

 

รอยยิ้มเหยียดเล็กๆกับสายตาเย็นชากำลังบอกว่าที่จริงแล้วเขารู้สึกอย่างไร มือขาวกดรับสายนักข่าวที่ยังคงไม่หยุดโทรฯเข้ามาในโทรศัพท์ราคาถูกเครื่องหนึ่งของเขา เสียงยืนยันตัวตนว่าคือบุคคลนิรนามคนเดิมคงทำปลายสายดีใจจนแทบนั่งไม่ติดเบาะ 

 

“ครับ ผมยังมีอีกหลายรูปเลยล่ะที่ยังไม่ได้ส่งให้พวกคุณ…” เป็นอีกครั้งแล้วที่เขาอาศัยความอยากรู้และกระหายผลงานของพวกนักข่าวโจมตีญาติของตัวเองลับหลังอย่างไม่รู้สึกผิด ภายใต้รอยยิ้มเป็นมิตรและน้ำเสียงสุภาพล้วนแต่ซ่อนอะไรไว้มากมาย เขาซ่อนมันไว้โดยไม่มีใครรู้

 

“พี่น้องจริงหรือเปล่าน่ะเหรอ…”

 

ฉันจะรอฟังคำแก้ตัวของนายต่อหน้าพวกผู้บริหารอย่างใจจดใจจ่อเลยล่ะ ปาร์คชานยอล

 

“ไม่ลองสืบประวัติก่อนล่ะครับ บนโลกนี้… ไม่มีความลับซ่อนอยู่จริงๆหรอก”

 

 

 

 

 

 

#ฟิคชานฮยอง

 

 

 

 

 

 

 

 

“บอสไม่สะดวกให้สัมภาษณ์ค่ะ”

 

“วันนี้ท่านคงไม่เข้าบริษัท รบกวนติดต่อเฉพาะเรื่องงานนะคะ”

 

“สวัสดีค่ะ ปาร์คกรุ๊ป—ขออนุญาตวางสายนะคะ”

 

“ไม่ทราบค่ะ ดิฉันเป็นเลขาคงตอบคำถามส่วนตัวแทนใครไม่ได้ คุณควรเช็คข้อมูลให้ดีก่อนจะเผยแพร่ข่าวไม่อย่างนั้นทางเรามีสิทธิ์ฟ้องข้อหาหมิ่นประมาทได้นะคะ”

 

“สวัสดีค่ะ คิมดาซมรับสาย ไม่ทราบว่า—”

 

 

โครม!

 

 

คิมดาซมวางหูโทรศัพท์ลงอย่างแรงเมื่อรู้ว่าปลายสายยังคงไม่พ้นเหล่านักข่าวที่พยายามติดต่อเข้ามาถามเรื่องส่วนตัวของเจ้านายเธอ อยากจะร้องกรี๊ดและเอาหัวโขลกกับโต๊ะให้รู้แล้วรู้รอด แต่ความเป็นจริงทำได้แค่สูดลมหายใจเข้าออกลึกๆแล้วนั่งกุมขมับด้วยท่าทางหมดแรง

 

 

ถ้าเหนื่อยขนาดนั้นไม่ดึงสายโทรศัพท์ทิ้งเลยล่ะ

 

 

เสียงทุ้มคุ้นหูทำเอาหญิงสาวสวยกลับมานั่งหลังตรงได้อีกครั้งหนึ่ง ทันทีที่ได้พบใบหน้าหล่อดาซมทั้งโล่งใจและอยากโอดครวญให้ตัวการฟังในเวลาเดียวกัน แต่ดูจากสีหน้าท่าทางแล้วไม่ต้องสาธยายเจ้านายก็น่าจะทราบดีว่าหลายวันมานี้เธอต้องรับมือกับอะไรบ้าง

 

 

 

ก็ตัวเองเป็นคนสร้างเรื่องไว้ทั้งนั้นนี่

 

 

 

“ทำได้เหรอคะ”

 

“เอาที่คุณสบายใจ”

 

“แหม ใจดีขึ้นมาเชียวนะคะ” บอสหนุ่มกดยิ้ม มองเลขาของตัวเองด้วยความรู้สึกเห็นใจ ถึงคิมดาซมจะตัดพ้อผ่านสีหน้าและพูดเหน็บแนมบ่อยๆแต่เขาก็เชื่อว่าคนเก่งอย่างเธอจะรับมือกับเรื่องน่ารำคาญพวกนี้ได้อย่างแน่นอน

 

“เอาน่า คุณทำได้อยู่แล้ว”

 

“ไม่เอาสิคะบอส ฉันแทบไม่ได้ทำงานของตัวเอง” กว่าครึ่งของงานทั้งหมดที่ต้องยอมแบ่งไปให้เด็กฝึกงานอย่างคุณหนูปาร์คคนเล็กช่วยทำเพราะต้องเอาเวลามารับสายพวกนักข่าว มันใช่เรื่องไหม

 

“ไว้ผมจะให้ค่าตอบแทนพิเศษ”

 

“ของแบบนั้นฉันควรได้อยู่แล้วล่ะค่ะ”

 

“ถ้ารู้แบบนั้นก็ตั้งใจทำงานเข้าล่ะ เลขาของผมต้องทำได้ทุกอย่าง”

 

“ให้ตาย…” ทั้งคู่ต่อปากกันทีเล่นทีจริง พักหลังมานี้บอสหนุ่มดูผ่อนคลายอย่างเห็นได้ชัด ไม่ทำหน้าเคร่งขรึมหรือเอาแต่ถามถึงงานด่วนแบบเมื่อก่อน กลับมีเวลาหยุดคุยเล่นและรู้จักยืดหยุ่นต่อลูกน้อง เพราะแบบนั้นคิมดาซมจึงกล้าค่อนขอด แสดงอารมณ์ให้อีกฝ่ายเห็นอย่างตรงไปตรงมาบ้าง

 

“แต่น่าแปลกนะคะ ปกติพวกนักข่าวไม่ตามตอแยขนาดนี้”

 

“…” 

 

“บอกว่าเป็นพี่น้องก็ไม่ยอมฟังกัน”

 

“แบคฮยอนยังไม่รู้เรื่องใช่ไหม”

 

“ฉันไม่ได้คุยเรื่องนี้กับน้องเลยค่ะ” เพราะยุ่งจนไม่มีเวลาคุย อีกทั้งงานที่โอนไปให้คนตัวเล็กช่วยทำก็เยอะพอสมควร หลังๆมานี้จึงไม่ได้พูดคุยเรื่องอื่นนอกจากเรื่องงาน

 

“ดีแล้วล่ะ”

 

“ปล่อยไว้แบบนี้นานๆจะไม่เป็นไรเหรอคะ ฉันกลัวว่าพวกผู้บริหาร—”

 

“ทำหน้าที่ของคุณให้ดีก็พอ เรื่องอื่นผมจะจัดการเอง” บอสหนุ่มพูดไว้เท่านั้นก่อนจะสืบเท้าเดินต่อไปทางห้องทำงาน

 

 

 

 

 

 

 

โอ๊ะ…”

 

เพียงร่างสูงปรากฏตัว ร่างเล็กที่กำลังนั่งเคาะแป้นพิมพ์อย่างขมักเขม่นอยู่ตรงโต๊ะมุมห้องก็ถึงกับเลิกคิ้วประหลาดใจ เขาตกใจนิดหน่อยเพราะไม่คิดว่าชานยอลยังจะกลับเข้ามาทั้งที่ปกติไปออกรอบตีกอล์ฟ อีกฝ่ายก็มักจะอยู่พูดคุยสังสรรค์กับพวกคู่ค้าทั้งวันเลย

 

“ตกใจอะไร”

 

“ผมคิดว่าพี่จะไม่กลับเข้ามาแล้วเสียอีก”

 

“ผิดหวังเหรอครับ”

 

“ผมแสดงออกแบบนั้นเหรอครับ”

 

“ไม่รู้สิ พูดเผื่อจะมีคนอยากอู้งานตอนที่พี่ไม่อยู่” ร่างสูงกล่าวพลางเดินเข้าไปนั่งที่โต๊ะของตัวเอง ไม่ได้บอกความจริงให้น้องรู้ว่าที่ยังย้อนกลับเข้ามาบริษัททั้งที่เหลืออีกไม่กี่ชั่วโมงก็เป็นเวลาเลิกงานเพราะแค่อยากเจอหน้าคนน่ารัก เท่านั้นจริงๆที่เขายอมเปลี่ยนสูทกลับมานั่งทำงานอีกครั้ง

 

“งานเสร็จทันส่งภายในเย็นวันนี้ไหม” เสียงทุ้มเอ่ยถามทำลายความเงียบ แม้ข้างในจะรู้สึกผ่อนคลายทว่าเขากลับแกล้งตีหน้าเคร่งขรึมให้เด็กน้อยวางตัวไม่ถูก เห็นแบคฮยอนเหลือบมองกองเอกสารบนโต๊ะสลับกับจอคอมพิวเตอร์ของตัวเองด้วยสีหน้าไม่แน่ใจก็พอจะรู้คำตอบแล้ว แต่พอน้องไม่ยอมบอกกันตรงๆเลยนึกอยากแกล้งมากกว่าเดิม 

 

“เงียบคืออะไรครับ”

 

“กำลังคิดอยู่ครับ”

 

“งานของตัวเองยังต้องคิดนาน ไม่น่าล่ะดาซมถึงไม่วางใจให้ช่วยงานสำคัญ” ใครว่าล่ะ ความจริงแล้วทุกครั้งที่เขาเรียกเข้ามาถาม สิ่งที่ได้ยินจากปากคิมดาซมมักจะไม่พ้นคำชมที่ว่าแบคฮยอนเป็นเด็กทำงานเรียบร้อย บุคลิกอาจจะไม่ได้กระตือรือร้นแต่งานเสร็จตามกำหนดเสมอ หัวไว ไม่เคยเกี่ยงงาน ซึ่งทั้งหมดนั้นเขารู้ดี

 

“ผมจะพยายามมากกว่านี้ครับ”

 

แต่ไอ้ท่าทางโอนอ่อนแบบนั้นน่าแกล้งน้อยเสียที่ไหน แบคฮยอนจะเคยรู้ไหมว่าตัวเองเป็นเด็กที่น่ารังแกที่สุด

 

“ลุกเอาเอกสารที่ทำอยู่มาให้ดูหน่อยครับ”

 

ร่างเล็กรีบลุกออกมาอย่างว่าง่ายพร้อมแฟ้มเอกสารในมือ ในใจกำลังนึกสงสัยไม่รู้ว่าวันนี้ร่างสูงออกไปเจอเรื่องน่าหงุดหงิดใจอะไร กลับมาถึงได้ดูจริงจังกว่าปกติ ไม่ยิ้มแย้มหยอกล้อเหมือนทุกที เห็นทำหน้าดุแบบเดิมแล้วแบคฮยอนได้แต่ยู่ปากเหมือนเด็กน้อยที่ไม่รู้ว่าตัวเองเผลอไปทำความผิดอะไรไว้

 

“เรื่องอนุมัติงบประมาณสั่งซื้อยางอะไหล่”

 

“ครับ”

 

“ตรงนี้คืออะไรครับ” แบคฮยอนชะโงกหน้ามอง แต่พอร่างสูงเงยหน้าขึ้นมาพร้อมสายตาดุๆคล้ายไม่ชอบให้ทำแบบนั้นเขาก็เปลี่ยนเป็นเดินอ้อมเข้าไปดูฝั่งเดียวกับอีกฝ่ายแทน

 

“ตรงนี้เหรอครั—อ๊ะ!

 

 

ก่อนจะมารู้ภายหลังว่าตัวเองได้ตกหลุมพรางคนเจ้าเล่ห์เข้าอย่างจังก็ตอนที่ถูกอีกฝ่ายรั้งให้นั่งลงบนตัก ชานยอลตวัดแขนกอดรอบเอวเขาไว้แน่น

 

 

ฟอด~

 

 

ทั้งยังหอมแก้มดังจนน้องหน้าแดง

 

 

“พี่รอง!” แบคฮยอนหยิกแขนร่างสูงโทษฐานถือวิสาสะในที่ทำงาน “ทำแบบนี้อีกแล้วนะครับ” ถลึงตาใส่คนตัวโตกว่าทั้งที่รู้ว่าไม่ได้ช่วยอะไร ชานยอลไม่เคยกลัว แถมยังเก่งเรื่องทำหน้าตายไม่สะทกสะท้านเป็นที่หนึ่ง 

 

แต่นั่นก็ไม่ได้หมายถึงอีกฝ่ายจะปิดบังแววตาที่มีประกายความสุข นัยน์ตาคมกริบคู่นั้นมักบอกเขาเสมอว่ารู้สึกอย่างไรเมื่อได้อยู่ใกล้กัน และนั่นทำเอาคนตัวเล็กต้องหลบสายตาอย่างเอียงอายในท้ายที่สุด

 

“พี่แกล้งผม”

 

“ก็น่าแกล้งเองนี่ครับ” บอสหนุ่มว่าพลางเกยคางไว้บนไหล่เล็ก สองแขนกระชับกอดเอวคอดกิ่วของคนบนตักแน่นขึ้น ไม่วายฉวยโอกาสกับแก้มนิ่มซ้ำๆอย่างหลงใหล เรียกเสียงครางประท้วงเบาๆจากคนในอ้อมกอดได้ไม่หยุด

 

“ผมยังไม่ได้ทำอะไรสักหน่อย อือ…อย่าทำรอยนะครับ”

 

“พูดแบบนี้ยิ่งอยากทำ”

 

“ไม่เอานะครับ ครั้งที่แล้วกว่าจะหายก็ตั้งหลายวัน อื้อ!” แบคฮยอนรีบย่นคอหนี มือเรียวฟาดแขนบอสหนุ่มไปทีเพราะอีกฝ่ายแกล้งกัดคอกันเหมือนมันเขี้ยว

 

“ทำไมเป็นคนแบบนี้นะ เจ้าเล่ห์เกินไปแล้วครับบอส”

 

“ฮ่ะๆ ไม่เห็นจะมีรอย”

 

“ไม่เอาแล้วครับ ปล่อยผมก่อนนะเดี๋ยวใครเข้ามาเห็นจะไม่ดี”

 

“อีกแปบนึงได้มั้ยครับ”

 

“…”

 

“อยู่แบบนี้อีกสักพัก ยังไม่อยากให้ไป…” ร่างสูงว่าเสียงอ่อนฟังดูออดอ้อนอยู่ข้างๆหู คนขี้ใจอ่อนอย่างแบคฮยอนเลยได้แต่นั่งนิ่งเลยตามเลยให้อีกคนกอดต่อไป 

 

เผลอแปบๆก็สามเดือนเข้ามาแล้วที่แบคฮยอนมาฝึกงาน แต่ก็ไม่กี่สัปดาห์ที่ความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขาพัฒนาไปไกลจนแทบไม่อยากเชื่อตัวเอง

 

พอได้เปิดใจพวกเขาก็เริ่มได้เห็นและได้เรียนรู้กันมากขึ้น บ่อยครั้งที่ชานยอลมักต้องคอยหักห้ามใจ แสดงท่าทีเคร่งขรึม ไม่เล่นไม่หยอกล้อหรือใกล้ชิดเขามากเกินไปเมื่อต้องอยู่ต่อหน้าคนอื่น 

 

แต่พออยู่ด้วยกันตามลำพังอีกฝ่ายจะแสดงออกอีกแบบหนึ่ง ปากว่ามือถึง บางครั้งก็แกล้งทำหน้าตึงเหมือนแบคฮยอนทำงานไม่ได้ดั่งใจเพื่อให้เขาลุกไปหาใกล้ๆแล้วแกล้งฉวยโอกาสอย่างตอนนี้

 

บางทีก็ตีเนียนเข้ามาหอมแก้มตอนเผลอ ก่อนจะเดินหนีไม่รู้ไม่ชี้ ตอนที่บังเอิญได้เจอกันในห้องน้ำกว่าแบคฮยอนจะได้ออกมาก็ปากบวมเจ่อ หน้าตายแล้วก็หน้าไม่อายตัวพ่อ

 

ซึ่งทั้งหมดนั้นแบคฮยอนยินดีจะรับมันไว้ ถึงปากกับใจจะไม่ตรงกันในบางเวลาเพราะความขลาดอาย แต่ยอมรับว่าชานยอลทำให้เขามีความสุข เป็นทั้งพี่ชายที่ให้ความรู้สึกอบอุ่นปลอดภัยที่ได้พึ่งพิง แล้วก็เป็นคนรักที่คอยหลอมละลายแผดเผาให้เขินอายนับครั้งไม่ถ้วน แบคฮยอนไม่เคยรู้สึกแบบนี้กับใครมาก่อน

 

“คืนนี้จะไปที่ห้องหนังสือไหม”

 

“ก็ไปทุกคืนอยู่แล้วนี่ครับ ไม่เห็นต้องถามเลย”

 

“นึกว่าจะเบื่อแล้ว”

 

“มีหนังสือให้อ่านตั้งเยอะผมไม่เบื่อหรอก…” พวกเขายังคงใช้เวลาด้วยกันแบบเรียบง่าย หาเวลาไปไหนมาไหนด้วยกันอย่างทานข้าว ดูหนัง ขับรถเล่นรอบเมืองในวันที่มีเวลามากพอ หรือการนัดพบกันในห้องหนังสือที่บ้านทุกค่ำคืน เป็นความสัมพันธ์ที่รู้กันแค่สองคนหากแต่พวกเขากลับพอใจจนไม่คิดตั้งคำถามถึงอนาคต

 

 

 

แค่อยากอยู่ด้วยกันแบบนี้ไปเรื่อยๆ

 

 

 

“พี่ล่ะครับ…” คนน่ารักหันกลับไปถามเจ้าของใบหน้าหล่อที่ทำให้เขาติดกับดักในทุกๆทางและคงยากจะถอนตัวทัน “เริ่มเบื่อหรือยัง” 

 

“ยังครับ”  

 

แบคฮยอนอมยิ้มจางๆให้กับคำตอบของอีกฝ่าย

 

“ไม่ได้หมายถึงหนังสือ”

 

“จะบอกว่าหมายถึงผมสินะครับ”

 

“อืม หนูนั่นแหละ” คนน่ารักทำหน้ามุ่ยเมื่อได้ยินสรรพนามที่ไม่ชอบฟังเท่าไหร่ ร่างสูงเห็นแบบนั้นก็ได้แต่หัวเราะในลำคอเสียงเบา 

 

ทั้งคู่สบตากัน

 

บรรยากาศตกสู่ความเงียบอีกครั้ง

 

สายตาที่ยังคงไม่ละออกจากกันกำลังดึงดูดให้ต่างคนต่างเคลื่อนใบหน้าเข้าหา แบคฮยอนเอียงหน้าปรับองศาเมื่อเรียวปากอิ่มแนบลงมา เปลือกตาสีอ่อนปิดลงอย่างช้าๆ ปล่อยให้หัวใจได้ทำงานพร้อมกับจูบวาบหวามที่เริ่มต้นขึ้นเงียบๆ

 

มือเรียวขยุ้มเสื้อสูทช่วงไหล่ของร่างสูงพร้อมกับดูดรับความหวานจากริมฝีปากอุ่น ปลายลิ้นชื้นตวัดหยอกล้อตามสัมผัสเชื้อเชิญที่อีกคนหยิบยื่นให้อย่างลืมอาย เสียงหัวเราะในลำคอเล็กๆที่หลุดออกมาให้ได้ยินเป็นครั้งคราวยืนยันความสุขของคนสองคนได้เป็นอย่างดี

 

 

 

Rrrrrr

 

 

 

แต่เสียงโทรศัพท์บนโต๊ะทำงานที่ดังขึ้นกลับทำให้พวกเขาต้องผละริมฝีปากออกจากกันอย่างน่าเสียดาย

 

 

 

“ร รับสายก่อนสิครับ” 

 

บอสหนุ่มตอดริมฝีปากสีแดงระเรื่อของเด็กฝึกงานอีกพักหนึ่งก่อนจะหันไปให้ความสนใจต่อเครื่องมือสื่อสารบนโต๊ะ เขากดเปิดสปีคเกอร์โฟนโดยที่แขนอีกข้างยังคงกระชับรอบเอวเล็กไว้ไม่ยอมคลายออกง่ายๆ

 

“ว่าไง”

 

สายตาคมกริบแทบกลืนกินก็จับจ้องแต่ใบหน้าหวานของแบคฮยอนไม่วางตา ไม่ต้องพูดออกมาก็รู้ว่าคงจะหงุดหงิดที่ถูกขัดจังหวะไม่น้อย

 

[ท่านประธานมาขอพบค่ะบอส]

 

“พี่ใหญ่…” 

 

ทันทีที่ได้ยินว่าใครกำลังรออยู่ด้านนอกประตูนั้นร่างเล็กก็กระเด้งขึ้นจากตักของร่างสูงทันที มือเรียวรีบจัดแจงเสื้อผ้าของตัวเองให้กลับเข้าที่เข้าทางพลางเดินอ้อมไปยืนหน้าโต๊ะทำงานของบอสหนุ่มเหมือนเดิม

 

“ให้เข้ามา”

 

[ได้ค่ะ]

 

 

ชานยอลกลับมานั่งตัวตรงเป็นปกติ ปรายตามองท่าทางเงอะงะของร่างเล็กแล้วอดยิ้มเอ็นดูในใจไม่ได้ ทันใดนั้นประตูห้องทำงานก็ถูกผลักเข้ามา

 

ร่างสูงน่าเกรงขามของพี่ชายคนโตเดินตรงเข้ามานั่งลงที่เก้าอี้ฝั่งตรงกันข้ามโดยไม่ต้องให้เจ้าของห้องทำงานเอ่ยเชิญ

 

“มีอะไรให้รับใช้หรือครับท่านประธาน” ชานยอลเป็นฝ่ายทักทายแขกผู้มาเยือนเมื่อเห็นว่าใบหน้าสุขุมนั้นกำลังให้ความสนใจกับน้องชายอีกคนหนึ่งมากกว่าตน ริ้วแดงๆบนแก้มกับริมฝีปากบวมเจ่อของแบคฮยอนคงสะดุดตาเกินไป แต่ก็ยังดีที่อีกฝ่ายไหวตัวทันจึงรีบเม้มปากซ่อนสายตาปาร์คยุนโฮ

 

“เห็นว่านายอยู่ที่ห้องเลยแวะมาหา”

 

“อาฮะ”

 

“เดี๋ยวผมออกไปเอาน้ำมาให้นะครับ—”

 

“ไม่เป็นไร พี่มีนัดต่อคงคุยไม่นาน” แบคฮยอนแทบไม่กล้าขยับตัวไปไหนเมื่อพี่ใหญ่ของเขาบอกแบบนั้น 

 

“อีกหนึ่งเดือนก็ฝึกงานเสร็จแล้ว เป็นยังไงบ้าง” แถมยังหันมาคุยด้วยแทนที่จะเป็นเจ้าของห้องทำงานอย่างชานยอล

 

“ก็ดีครับ มีอะไรให้ทำเยอะดี”

 

“แบบนี้ยังอยากฝึกตำแหน่งตรวจสอบภายในอยู่ไหม”

 

“ครับ?” ร่างเล็กกะพริบตาปริบๆ มองหน้าพี่ชายคนโตก่อนจะเหลือบตาไปหาปาร์คชานยอลที่นั่งฟังอยู่ด้วยกัน น่าแปลกที่ได้ยินเรื่องนี้ในตอนนี้ แต่เพราะไม่อยากคิดมากหรือตั้งข้อสงสัยกับอะไรที่ตัวเองยังไม่รู้แน่ชัด อีกทั้งที่ผ่านมายุนโฮหวังดีกับเขาตลอด เพราะฉะนั้นอะไรที่อีกฝ่ายถามก็ย่อมต้องเป็นประโยชน์ต่อตัวเขาอยู่แล้ว แบคฮยอนคิด

 

“วันก่อนพี่ได้เจอผู้จัดการฝ่ายเลยมีโอกาสคุยกัน ถ้าเรายังอยากฝึกตำแหน่งนั้นอยู่ก็ไม่มีใครติดอะไร เริ่มได้เลย”

 

“เริ่มเลยเหรอครับ”

 

“ถ้าพร้อมก็ไปเริ่มงานที่แผนกตรวจสอบได้เลยครับ”

 

ปุบปับจัง…

 

“นายมีความเห็นยังไง ชานยอล” เป็นคำถามที่ปาร์คยุนโฮยื่นให้น้องชายคนรอง ชานยอลแค่นยิ้มด้วยสีหน้าที่นิ่งกว่าปกติ พวกเขาสบตากันเหมือนมีคำพูดบางอย่างที่ต่างคนต่างพอจะรับรู้เพียงแต่เลือกจะไม่พูดให้เด็กอย่างแบคฮยอนได้ยิน

 

“ประธานบริษัทเข้ามาพูดด้วยตัวเองขนาดนี้แล้วผมยังแสดงความเห็นอะไรได้อีกเหรอ”

 

“ไม่เห็นด้วยสินะ”

 

“ผมก็แค่แปลกใจว่าทำไมพี่ไม่พูดเรื่องนี้ตั้งแต่แรก ปล่อยไว้ทำไมตั้งสามเดือน”

 

“เพราะฉันมองว่าการได้เรียนรู้งานจากนายก็เป็นประโยชน์เหมือนกัน ตอนนี้แบคฮยอนคงจะคล่องงานในส่วนนี้แล้วลองให้เปลี่ยนไปศึกษาในสิ่งที่เรียนมาบ้างก็เป็นเรื่องดีไม่ใช่หรือไง”

 

“หึ…”

 

“พี่ไม่บังคับ ถ้าน้องเล็กยังอยากจะทำตำแหน่งผู้ช่วยเลขาของนายรองต่อก็ไม่เป็นไร แต่ถ้ายังอยากจะฝึกแผนกตรวจสอบภายในก็ไปเริ่มได้เลย เวลาอีกหนึ่งเดือนมันไม่ได้เยอะแต่ก็ไม่ได้สายไปถ้ายังอยากจะเรียนรู้”

 

“ครับ”

 

“เราโตแล้ว ลองตัดสินใจเลือกเอาเองก็แล้วกัน”

 

 

 

 

 

 

#ฟิคชานฮยอง

 

 

 

 

 

 

 

ค่ำวันนี้ดูเหมือนที่ห้องอาหารภายในคฤหาสน์หลังงามจะอบอุ่นไม่น้อยเมื่อมีคุณชายทั้งสามร่วมรับประทานอาหารกันพร้อมหน้า

 

คุณชายใหญ่ที่นานๆครั้งจะกลับมานอนค้างคืนที่บ้านให้สาวใช้ตระเตรียมเมนูอาหารหลายอย่างเสียจนแน่นโต๊ะ แต่น่าแปลกที่มื้อค่ำกลับดำเนินไปเงียบๆ ไม่ได้มีบทสนทนาบนโต๊ะมากอย่างที่ควร

 

คุณชายรองขอตัวกลับขึ้นห้องทันทีโดยไม่ได้อยู่ทานเมนูขนมหวาน เหลือเพียงคุยชายใหญ่และคุณหนูของบ้านที่ยังคงพูดคุยเล็กๆน้อยๆกันต่อก่อนที่จะแยกย้าย แบคฮยอนไปช่วยเหล่าสาวใช้อบขนมในครัว ส่วนปาร์คยุนโฮปลีกตัวมานั่งพักผ่อนที่ห้องนั่งเล่น

 

ช่วงขายาวสลับเปลี่ยนข้างนั่งไขว่ห้าง นิ้วเรียวยาวกดรีโมทเปลี่ยนช่องรายการโทรทัศน์ไปเรื่อยๆอย่างไร้จุดหมายก่อนจะตัดสินใจปิดมันเมื่อไม่มีสมาธิจะให้ความสนใจ

 

 

“เฮ้อ…”

 

 

เสียงถอนหายใจกำลังบอกถึงความหนักใจภายในอก ลูกชายคนโตที่ต้องมารับหน้าที่เสาหลักของครอบครัวหลังจากที่พ่อเสียไปนั้นกำลังคิดไม่ตกกับเรื่องบางเรื่องซึ่งยากจะจัดการยิ่งกว่าภาระงานมากมายที่เขามีเสียอีก

 

 

“นายทำให้พี่หนักใจอีกแล้วนะ ชานยอล…”

 

 

ถ้าเป็นเรื่องอื่นเขาคงพอปล่อยผ่าน แต่พอมีแบคฮยอนเข้ามาเกี่ยวข้องแล้วเขาไม่สามารถมองข้ามได้จริงๆ แม้หลายครั้งจะทำเป็นหูหนวกตาบอดแต่พักหลังมานี้ข่าวลือที่แพร่สะพัดเริ่มจะกลายเป็นปัญหาอีกครั้ง

 

ผู้ใหญ่ที่บริษัทเริ่มเข้ามาถามถึงภาพที่เป็นข่าว ยุนโฮก็ได้แต่แก้ต่างตอบคำถามว่าไม่มีอะไรและรับปากว่าจะช่วยระมัดระวัง เรื่องจะย้ายแบคฮยอนไปอีกแผนกให้ยอมรับตามตรงเรื่องนี้ก็มีส่วนในการตัดสินใจของเขาจริงๆ

 

ถึงจะเข้าใจความรู้สึกของน้องตัวเองดี แต่อย่างไรทุกอย่างก็มีผลต่อความน่าเชื่อถือของชานยอลทั้งสิ้น มากกว่าภาพหลุดที่นักข่าวซุบซิบปล่อยออกมาก็ข่าวลือภายในบริษัทที่ว่าแม่บ้านพบถุงยางอนามัยใช้แล้วในห้องทำงานชั้นสิบเอ็ด

 

ยุนโฮแทบไม่ปล่อยให้คลางแคลงใจนานเขาเรียกแม่บ้านคนที่ว่ารวมถึงเลขาของชานยอลมาสอบถามก็ได้ความว่าไม่เป็นความจริง และตอนนี้กำลังให้คนตามสืบว่าข่าวบ้าๆแบบนั้นหลุดมาได้อย่างไร ทั้งยังสั่งห้ามให้พนักงานคนไหนกล่าวพาดพิง หรือพูดคุยถึงข่าวที่ไม่เป็นความจริงอย่างเด็ดขาด

 

ตลอดหลายวันนี้เขาใช้เวลาอยู่ที่บริษัทมากกว่าจะรับนัดใครที่ไหน เขาเฝ้ามองจากไกลๆและสังเกตได้ว่าความสัมพันธ์ของชานยอลและแบคฮยอนคงไม่ใช่รูปแบบเดิม ทั้งคู่กำลังมีความสุข เห็นแบบนั้นแล้วคนเป็นพี่คนโตทั้งดีใจและลำบากใจในเวลาเดียวกัน

 

ไม่รู้ว่าควรปล่อยผ่านหรือเรียกน้องมาตักเตือนดี

 

 

“ชากับผลไม้ค่ะ คุณชายใหญ่”

 

เสียงแหบพร่าของหญิงชราวัยฉุดประมุขของบ้านออกจากภวังค์ ยุนโฮระบายรอยยิ้มแทนการขอบคุณเมื่อคนแก่เดินนวยนาดนำสาวใช้ให้เอาของว่างเข้ามาวาง ก่อนจะพยักพเยิดให้สาวเจ้ากลับออกไปก่อน

 

“นั่งก่อนสิครับ”

 

เมื่อเห็นว่าหญิงสูงวัยยังไม่ออกไปไหนคนหนุ่มก็เอ่ยปากชวนให้นั่งลงที่โซฟาอีกตัวหนึ่ง

 

“ดูเหมือนคุณชายจะมีเรื่องไม่สบายใจ”

 

ปาร์คยุนโฮอมยิ้มจางๆเมื่อได้ฟัง เขาหยิบแก้วชาร้อนขึ้นมาจิบโดยที่ทุกปฏิกิริยาล้วนอยู่ในสายตาของผู้อาวุโสทั้งสิ้น

 

“เรื่องน้องๆใช่ไหมคะ”

 

“ครับ” ร่างสูงน่าเกรงขามเอ่ยรับ เขาโตเกินกว่าจะกล้าโกหกผู้ใหญ่ในบ้าน อีกทั้งคุณนมอยู่เลี้ยงดูกันมาตั้งแต่เกิดต่อให้ปฏิเสธก็ไม่พ้นถูกรู้ทัน ไม่ใช่ญาติก็เหมือนญาติ พ่อของเขาเคารพนับถือท่านดั่งแม่คนหนึ่งดังนั้นเขาคงไม่กล้าปิดบัง

 

“โตๆกันหมดแล้ว ผู้ใหญ่พูดอะไรก็คงยากจะฟัง”

 

“จะเป็นยังไงครับ ถ้าครั้งนี้เราจะลองปล่อยเด็กสองคน—”

 

“เรียนตามตรงว่านมรู้สึกไม่สบายใจค่ะ”

 

“…”

 

“คุณท่านที่จากไปแล้วจะรู้สึกอย่างไรถ้าเราทำลายเจตนารมณ์ คุณชายใหญ่ควรจะคุยกับน้องให้เข้าใจมากกว่านะคะ ว่ามันไม่ถูกต้อง—”

 

 

ไม่ถูกต้องยังไงครับ

 

 

เสียงตั้งคำถามของผู้มาใหม่ทำให้ผู้ใหญ่ทั้งสองคนที่นั่งคุยกันอยู่ในห้องนั่งเล่นสบตากัน ทั้งคู่หันไปมองร่างสูงสืบเท้าเข้ามาหา ใบหน้าหล่อดูนิ่งขรึมและจริงจัง ไม่มีแววยั่วโทสะเหมือนผ่านๆมาราวกับว่าเรื่องที่กำลังกล่าวถึงกันอยู่นั้นสำคัญจริงๆ

 

 

 

สำคัญและเป็นเรื่องละเอียดอ่อนต่อคนในบ้านมาแต่ไหนแต่ไร

 

 

 

“คุณชายรองน่าจะทราบเหตุผลดีกว่าใครอยู่แล้ว ทำไมยังต้องถามคนแก่อีกคะ” หญิงชราปรายตามองคนหนุ่มที่ยืนอยู่ตรงหน้า

 

“ก็เพราะผมอยากรู้ว่าหลายปีที่ผ่านมาความคิดของคนแก่เคยเปลี่ยนไปบ้างไหม สุดท้ายก็เหมือนเดิม ยังมีคนหัวโบราณอยู่ในบ้านหลังนี้เหมือนเดิม”

 

“ชานยอล”

 

“ฮ่ะๆ” เสียงหัวเราะแหบๆดูไม่ถือสาของหญิงชราวัยฟังชวนขนลุก ใบหน้าเหี่ยวย่นตามกาลเวลาและแววตาเยือกเย็นมองใบหน้ายังหนุ่มแน่นของคุณชายรองคล้ายกำลังบอกว่าช่างเด็กน้อยนัก ชานยอลเห็นแบบนั้นยิ่งขุ่นเคืองใจ เขากัดฟันกลั้นเก็บความโกรธไว้ พยายามจะไม่เอาแต่ใจตัวเองจนเผลอแสดงมารยาทที่ไม่ควร

 

“ก็คงต้องรอให้นมตายเสียก่อนถึงจะสิ้นคนประเภทที่คุณชายเกลียดในบ้านหลังนี้”

 

“คุณนมอย่าถือสานายรองเลยครับ”

 

“ไม่ต้องมีใครตายหรอกครับ ผมอยากให้ทุกคนอยู่เพื่อรับรู้ว่าสิ่งที่เรารู้สึกต่อกันไม่ใช่เรื่องเลวร้ายถึงต้องมาคอยกีดกัน ผมโตแล้ว แบคฮยอนก็โตแล้ว เรารู้ว่ากำลังทำอะไรกันอยู่”

 

“แน่ใจหรือคะว่ารู้”

 

“เมื่อก่อนมันอาจจะเป็นเรื่องไม่สมควร แต่ตอนนี้น้องรู้แล้วว่าไม่ใช่ลูกของพ่อ—”

 

“แล้วคนอื่นรู้กับเราไหม”

 

ปาร์คยุนโฮถามเสียงเย็น

 

“ไม่รู้ก็ทำให้รู้”

 

“นายจะทำยังไง บอกกับทุกคนว่าจริงๆแล้วแบคฮยอนเป็นแค่ลูกเลี้ยงงั้นสิ”

 

“มันคือความจริง”

 

“นายคิดบ้างไหมว่าน้องจะรู้สึกยังไง ได้เห็นข่าวของตัวเองตอนนี้หรือยัง รู้ไหมว่าผู้ใหญ่เข้ามาถามฉันกี่ครั้งแล้ว”

 

“ไม่ต้องห่วงหรอก หลังจากที่ทุกคนรู้ความจริงผมจะบอกว่าเราเป็นคู่หมั้นกัน”

 

“เหลวไหล!”

 

“มันคือทางออก ผมกำลังรับผิดชอบแบคฮยอ—”

 

“คนนอกจะยิ่งคิดว่าน้องถูกเลี้ยงมาเพื่อเป็นเด็กของนาย ไม่เข้าท่าสักนิด”

 

“แล้วจะให้ทำยังไง ปล่อยไว้ให้คนพวกนั้นมาขุดเอาไปพูดเองงั้นสิ”

 

“นั่นคือบทเรียนที่พวกนายควรรู้ว่ามันมาจากผลของการกระทำที่ไม่ระวัง ที่ผู้ใหญ่คอยห้ามคอยเตือนก็เพราะเป็นห่วง ไม่ใช่—”

 

ให้เรารักกันไม่ได้เลยเหรอ

 

“…”

 

 

เป็นคำถามที่สะเทือนใจทั้งคนถาม

 

คนฟัง

 

และคนแอบฟังด้านนอกประตู…

 

 

“เลิกชักเหตุผลร้อยพันมาอ้าง” นัยน์ตาแดงก่ำของร่างสูงในยามนี้ทำเอาภายในห้องนั่งเล่นหนาวเหน็บและเงียบงัน “ตอนนี้ผมไม่สนเรื่องคนนอก แค่อยากรู้ว่าสำหรับพวกพี่แล้วยังไงเราสองคนก็รักกันไม่ได้เลยใช่ไหม”

 

“แบคฮยอนคือคนในครอบครัวเรา—”

 

“แล้วถ้าผมสองคนรักกันจริงๆแบคฮยอนจะไม่ใช่ครอบครัวเราแล้วหรือไง!”

 

“…”

 

“ตลอดเวลา สายตาของคนในบ้านทำผมเจ็บปวดมากกว่าคำนินทาของใครหน้าไหนเสียอีก สายตาที่เอาแต่มองว่าความรู้สึกผมเป็นเรื่องงี่เง่า”

 

“…”

 

“รู้ไหมว่าผมเกลียดที่ต้องมาอธิบายเรื่องที่ไม่มีใครพยายามแม้แต่จะทำความเข้าใจ”

 

“…” 

 

“แต่ผมจะไม่หยุดแค่นี้แน่”

 

“ดื้อรั้น”

 

“ก็คุณนมสอนผมเองไม่ใช่หรือครับ ว่าถ้าเลือกแล้วให้หนักแน่นอย่าลังเลกับคำตอบของตัวเอง”

 

“…” 

 

“เพราะงั้นผมจะไม่หยุดมันหรอก ผมจะคบกับแบคฮยอนแม้ว่าใครจะไม่เห็นด้วยก็ช่าง”

 

 

 

 

 

TBC.

 

 

 

 

 

 

 

 

ขอกำลังใจให้กันหน่อยน๊า 

จาได้มีแรงปั่นและอัพไวๆ  #ฟิคชานฮยอง

 

 

 

 

 

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1.6K ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

10,385 ความคิดเห็น

  1. #10382 chanbaekjan (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 12 พฤษภาคม 2564 / 03:20
    พี่รองสู้นะ หือ
    #10,382
    0
  2. #10344 jellyibgd (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 15 เมษายน 2564 / 03:45
    โอ้ย เราไม่ชอบนมเลยจริงๆ
    #10,344
    0
  3. #10338 name'nan (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 31 มีนาคม 2564 / 23:19
    ไม่ไหวจาล้มฮือออออออออ ปวดหัวใจมาก
    #10,338
    0
  4. #10335 Hollydecemx (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 29 มีนาคม 2564 / 09:00
    เเงงงงสงสารชานยอลจัง สู้หน่อยคนเก่ง
    #10,335
    0
  5. #10334 Hollydecemx (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 29 มีนาคม 2564 / 09:00
    ตาพี่แกต้องสู้นะเว้ย
    #10,334
    0
  6. #10302 MaYplE (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2564 / 13:08

    คุณนม ยึดมั่นกับเจตนารมย์ของคนที่ตายไปแล้ว แต่ไม่สนใจความรู้สึกของคนที่ยังอยู่ ไม่มีใครมีความสุขเลย

    #10,302
    0
  7. #10275 HoneyB'c (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2564 / 22:49
    เจอประโยคของพี่รองเข้าไปมันทั้งเจ็บทั้งจุกปวดหน่วงในหัวใจไปหมด แค่ให้เรารักกันแค่นั้นมันไม่ได้เลยหรอ..
    #10,275
    0
  8. #10201 ooLMoo (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 26 มกราคม 2564 / 11:59
    ทำไมต้องกีดกันกันขนาดนั้นอ่ะ ไม่เข้าจัยยยยยยยยย

    แล้วอันนี้คือตัวจริงของปาร์คเลย์สินะ เสียดายที่ไว้ใจ.___.
    #10,201
    0
  9. #10190 YunewG (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 25 มกราคม 2564 / 00:51
    แงพี่รอง ใจเย็นๆนะคะ ช่วยกันหาทางออกน้า ไม่อยากให้บ้านร้อนเลยค่ะ แง
    #10,190
    0
  10. #10122 Benz Satita (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 17 มกราคม 2564 / 23:35
    พี่รองงง รักน้องมากจริงๆ🥺
    #10,122
    0
  11. #10081 ChungWila (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 15 มกราคม 2564 / 20:03
    โอ้โหคำนี้ของพี่รองมันเจ่บหัวใจไปหมด ว่าแล้วว่าเลย์ต้องรว้ายแล้วรว้ายจริงๆ ปล่อยๆให้อค้ารักกันไม่ได้หรอแงงง
    #10,081
    0
  12. #10038 jjannyne (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 14 มกราคม 2564 / 15:12
    พปรโยคให้เรารักกันไม่ได้เลยเหรอของพี่รองคือนำ้ตาแตก เข้าใจเลยทุกคนไม่แม้แต่จะเปิดใจอะ ทนมาตั้งแต่น้องอายุ13จนน้องจะเรียนจบก็ยังไม่เปิดใจ
    #10,038
    1
    • #10038-1 jjannyne(จากตอนที่ 21)
      14 มกราคม 2564 / 15:12
      *ประโยค
      #10038-1
  13. #10031 dianeee (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 14 มกราคม 2564 / 11:19
    หล่อ!! เท่!!!! พี่รอง!!! กิ้ดดดดดด

    ใดใดคือไม่ชอบคุณนมตั้งแต่แรกเลยหึ้ย
    #10,031
    0
  14. #9762 Katniss20 (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 13 ธันวาคม 2563 / 00:34
    แงงงงงงงพี่รองงงงงง T^T
    #9,762
    0
  15. #9652 Janny-Wang30122 (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 9 ธันวาคม 2563 / 06:51
    อึดอัดแทนพี่รองเลย มันไม่ใช่ความงี่เง่าไม่ใช่เรื่องไร้สาระแต่ทุกคนไม่พยายามเข้าใจมัน แล้วจะมีแระโยชน์อะไรToTอินหนักมากกกก
    #9,652
    0
  16. #9617 Recekalte (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 7 ธันวาคม 2563 / 01:08
    ตายแล้ว ทะเลาะหนักมาก U_U
    #9,617
    0
  17. #9551 mzxxsn (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 30 พฤศจิกายน 2563 / 04:40
    ประโยคสั้นๆของพี่รอง ทำเลาน้ามตาแตกเรย ฮืออออ
    #9,551
    0
  18. #9525 ไพลอท (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 24 พฤศจิกายน 2563 / 02:51
    โห จุกมากประโยคที่ว่าให้เรารักกันไม่ได้หรอ สงสารอ่ะต้องรอไปอีกนานแค่ไหนคุณนมถึงจะยอมรับ แง เป็นกำลังใจให้คุณไรท์นะคะ กอดๆพี่รองแน่นๆด้วยเลยฮื่อ
    #9,525
    0
  19. #9374 JuJupcy (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 6 พฤศจิกายน 2563 / 17:40
    ชั้นอึดอัดแทนพี่รองที่สุด กรี้ด!
    #9,374
    0
  20. #9370 513parkjeyo (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 6 พฤศจิกายน 2563 / 01:53
    สะเทือนจิตใจไป6.14ริตเตอร์เลย พี่รองน่าสงสารที่สุดแล้วมั้ยอ่ะ ฮื้ออออออ คุมไรท์สู้ๆนะคะ เป็นกำลังใจให้ ;-;
    #9,370
    0
  21. #9031 somruethai1307 (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 7 ตุลาคม 2563 / 10:12
    สู้ๆนะพี่รอง
    #9,031
    0
  22. #9000 iirny (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 3 ตุลาคม 2563 / 08:12
    ตะแง คุนพี่สู้ๆๆ
    #9,000
    0
  23. #8970 Zikdn_ (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 28 กันยายน 2563 / 02:35
    ตะเตือนจิตใจระดับ1.5 แงงงง นั่นสิ เรารักกันไม่ได้เลยหรอ ฮือ
    #8,970
    0
  24. #8827 Inyamuuu (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 26 กันยายน 2563 / 15:49
    สะเทือนใจคนอ่านเหมือนกันค่ะ ฮืออสงสารร ชีวิตมันยากเย็นจังเลย
    #8,827
    0
  25. #8818 ppppia (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 22 กันยายน 2563 / 03:14
    พี่รองสู้ๆ คุณไรท์ก็สู้ๆนะคะ เราไม่ได้เข้ามาอ่านนานแล้วเพราะติดทำโปรเจ็ค แงงงงงงงแสนจะคิดถึง💛💛
    #8,818
    0