สะใภ้บรรณาการ (Chanbaek) -END-

ตอนที่ 9 : 08 - คำสัญญา

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 21,523
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 787 ครั้ง
    6 ก.ย. 59



 -08-

คำสัญญา




 

 



 

 

            ตุ่บ!

 

            ร่างเล็กขององค์ชายป๋ายเซียนกระโดดลงจากกำแพงพระราชวัง กระทบร่างสูงขององค์ชายสามที่ยืนรอรับอยู่ด้านล่างตามที่ได้ตกลงกันไว้

 

            “ปีนเก่งใช้ได้เลยนี่” องค์ชายสามเอ่ยเย้าหลังจากองค์ชายตัวจ้อยได้ผละออกไปแล้ว ป๋ายเซียนมองค้อนให้เล็กๆพลางจัดอาภรณ์บนเรือนกายให้เข้าที่เข้าทาง ดวงเนตรกลอกมองซ้ายขวา เห็นแต่พื้นที่โล่งเงียบสงัดและต้นไม้ใหญ่เรียงยาวกันเป็นแนว เยอะจนเกือบจะเรียกได้ว่าป่าแต่ก็ไม่น่ากลัวขนาดนั้น ไกลสุดสายตายังคงมองเห็นภูเขาลูกใหญ่เป็นวิวสวยไม่ต่างจากตอนที่มองอยู่ในพระราชวัง

 

            ก่อนหน้านี้องค์ชายสามได้เกริ่นให้ได้ยินอยู่บ้างว่าที่ตรงนี้เคยเอาไว้ใช้เป็นเส้นทางลำเลียงเสบียง วัตถุดิบ ข้าวของเครื่องใช้ต่างๆเข้าวังหลวง แต่ปัจจุบันไม่ได้ใช้งานแล้วเพราะมีเส้นทางอื่นที่ใกล้และสะดวกกว่า เพราะแบบนั้นมันถึงได้ปลอดผู้คนและดูรกทึบทีเดียว

 

            “ไปกันเถอะ หากฟ้าสว่างทหารยามจะเดินมาตรวจบริเวณนี้”

 

            ป๋ายเซียนพยักหน้ารับแล้วเดินตามหลังองค์ชายหนุ่มไปอย่างว่าง่าย ไม่รู้คิดถูกไหมที่แอบหนีตามกันออกมา..ไม่ใช่สิ! ต้องไม่ใช้คำนั้น เอาเป็นลักลอบออกนอกวังหลวงโดยไม่ได้ทูลขอประทานอนุญาตจากผู้ปกครองแผ่นดินแล้วกัน

 

คิดแล้วก็หวั่นในอก ตื่นเต้นที่ได้ออกมา แต่ก็อดกังวลใจไม่ได้ว่าจะถูกจับได้หรือไม่ ผิดกับอีกคน..จนถึงตอนนี้ป๋ายเซียนยังไม่เห็นองค์ชายตัวสูงทำท่าทีว่าจะเกรงกลัวอำนาจพระราชบิดาตนเลยแม้แต่นิด ดูช่ำชอง คล่องเส้นทาง และสามารถกระทำผิดกฎระเบียบบ้านเมืองตัวเองได้อย่างไม่สะทกสะท้านจนน่าทึ่ง

 

ก่อนจะเลือกใช้เส้นทางนี้ป๋ายเซียนเกือบได้ปีนหลังคาราชสำนักเพื่อออกไปอีกเส้นทางที่อีกฝ่ายอ้างว่ารวดเร็วกว่าแล้ว แต่ใครจะอาจหาญปีนหลังคาวังผู้อื่นกัน! ไม่ได้เป็นโจรผู้ร้ายถึงจะต้องมาทำเรื่องพิเรนทร์บ้าบิ่นแบบนั้นได้โดยที่ไม่กลัวอะไร ไม่ใช่ว่าไม่เคยดื้อไม่เคยซน ตอนอยู่บ้านเมืองออกจะชอบชักชวนอี้ชิงและพวกทหารคนสนิทปีนป่ายต้นไม้และออกนอกลู่นอกทางด้วยซ้ำ แต่นั่นก็ไม่เกินขอบเขตขนาดนี้

 

แค่แอบออกมากันตามลำพังสองคนอี้ชิงก็โอดครวญเป็นห่วงจะแย่ ขืนทำอะไรโดยไม่ระวังแล้วเจ็บตัวกลับไปอีกมีหวังองครักษ์ของเขาได้โทษตัวเองจนตัวตาย..เพราะไม่ได้ตามออกมาดูแล

 

“อีกไกลหรือเปล่า”

 

“คงพอดีกับที่ดวงอาทิตย์พ้นขอบฟ้า” องค์ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นมองท้องนภาแล้วเหลียวหลังกลับไปมองหน้าป๋ายเซียนที่เดินตามมาติดๆ “ข้าถึงได้บอกให้ใช้ทางนั้น”

 

“แค่นี้ก็จะแย่อยู่แล้ว”

 

“เวลาเช้ามืดหากไปทางนั้นไม่มีทหารยามคนไหนทันสังเกตหรอก หรือหากจะไหวพริบดี ตรวจตราแข็งขันทุกซอกทุกมุมแล้วก็เชื่อเถอะว่าไล่ไม่ทันข้าท่านน่ะกังวลเกินเหตุ”

 

“ถามจริงๆเถอะ ท่านทำตัวเช่นนี้บ่อยแค่ไหนถึงได้ดูไม่มีกังวลเลย”

 

“แน่ใจเหรอว่าอยากจะฟังจริงๆ”

 

“ถ้าข้าไม่อยากฟังแล้วข้าจะถามไปทำไม”

 

“รู้ไปท่านคงมองว่าข้าเป็นผู้ไม่น่าคบหาเสียเปล่าๆ ฉะนั้นอย่ารู้เลย”

 

“ทำบ่อยเลยสินะ วันเว้นวันทุกวันทุกสัปดาห์ หรืออะไรล่ะ”

 

“ข้าว่าเช้านี้ฝนต้องตกแน่ ดูฟ้านั่นสิ” องค์ชายสามไขว้พระหัตถ์ทั้งสองไว้ด้านหลัง ก้าวย่างด้วยท่วงท่าสบายๆขณะเงยหน้าขึ้นมองท้องนภายามใกล้สว่าง ทว่าแทนที่ฟ้าวันใหม่จะสดใส กลับถูกเมฆดำลอยมาบดบังอย่างน่าเสียดาย

 

ปึ่ก!

 

“โอ้ย! ท่านมาทุบหลังข้าทำไม” หยุดเดินกะทันหันพร้อมหมุนตัวกลับไปถามองค์ชายน้อยที่ยืนตีหน้าลูกยักษ์ใส่ ซ้ำยังตั้งท่าจะทุบกันอีกรอบ หากแต่ช้ากว่ามือใหญ่ที่คว้าข้อมือข้างนั้นไว้ทัน

 

“อุตส่าห์พาออกมาเปิดหูเปิดตา เสื้อผ้าใหม่ก็หามาให้ผลัดเปลี่ยน ท่านตื่นสายจนเลยเวลานัดหมายข้าก็ยืนรอได้ตั้งนานโดยไม่ตำหนิซักคำ เหตุใดจึงตอบแทนกันด้วยวิธีนี้ฮึว่าที่พระชายา” ถามอย่างไม่จริงจังนัก บนมุมปากมีรอยยิ้มขำจางๆแต่งแต้มอยู่ไม่ได้โกรธ แค่งุนงงเท่านั้นที่อยู่ดีๆก็ถูกประทุษร้ายทั้งที่จำได้ว่ายังไม่ได้แกล้งอะไร

 

“เคยจริงจังต่อสิ่งใดบ้าง ข้าพูดด้วยดีๆก็ทำเป็นเล่นและเฉไฉทุกที ทำไมต้องยอกย้อน ทำไมต้องเล่นลิ้น อยากได้รับความเกลียดชังจากผู้อื่นมากกว่าไมตรีหรือ”

 

“อ่า..เพราะว่ามีผู้ที่จริงจังต่อทุกเรื่องเหมือนอย่างท่านเยอะไปหมดข้าถึงอยาก---

 

“เพราะมีคนเช่นท่านอยู่บนโลกต่างหากผู้อื่นเค้าถึงต้องเป็นแบบนี้กัน!

 

“ฮ่ะๆ”

 

“ไม่ตลกเลยนะ หากท่านยังจะเป็นเช่นนี้อยู่ข้าก็ไม่อยากไปไหนด้วยแล้ว หาความจริงใจไม่ได้เลย” ป๋ายเซียนบ่นอุบ

 

“เชื่อสิว่าท่านต้องไม่อยากเห็นข้าตีหน้าดุ จริงจังต่อทุกเรื่องมากกว่ายิ้มและหัวเราะให้ท่านเช่นนี้แน่”

 

“แล้วท่านล่ะ อยากเห็นข้าตีหน้าดุเช่นนี้หรือว่าอยากเห็นข้ายิ้มและหัวเราะอย่างเป็นสุข”

 

 

” ไม่ใช่แค่องค์ชายสามที่พูดไม่ออก ป๋ายเซียนเองก็พูดไม่ออกและไปต่อไม่ถูกเหมือนกัน ไม่รู้อะไรดลจิตดลใจให้พลั้งปากถามคำถามแบบนั้น...เราจะทำหน้าแบบไหนรู้สึกยังไงแล้วมันเกี่ยวอะไรกับเขาล่ะ เขาจะมองและอยากเห็นเราเป็นยังไงนั่นมันก็เรื่องของเขาสิ..ไม่ใช่ญาติ ไม่ใช่คนรัก ถูกถวายตัวให้เป็นพระชายาก็เพราะผู้ใหญ่ หาใช่เพราะความรู้สึกดีๆที่มีต่อกันเสียหน่อย

 

พูดไม่คิดอีกแล้วนะป๋ายเซียน

 

องค์ชายป๋ายเซียนผินพระพักตร์ไปทางอื่น มองต้นไม้ใบหญ้า พื้นดินที่เริ่มสว่างไปพร้อมๆกับแสงสลัวของวันใหม่ เขาเผลอกัดริมฝีปากตัวเองโดยไม่รู้ตัว ไม่รู้ด้วยซ้ำว่ากำลังถูกดวงเนตรคมกริบจ้องด้วยสายตาแบบไหนอยู่ ไม่รู้กระทั่งว่าตัวเองรู้สึกเช่นไรระหว่างโกรธที่อีกฝ่ายเอาแต่เล่นอย่างที่ว่าไว้ก่อนหน้า อายที่พูดไม่คิด หรือเขินเพราะถูกมองไม่วางตา

 

“ข้าน่ะนิสัยเสียมาตั้งแต่เด็ก มักมีข้อต่อรองกับผู้อื่นเสมอ” เสียงทุ้มว่ามาอย่างนั้น “หากอยากให้ข้าทำตัวดีๆ ไม่กวนโทสะท่านก็ต้องมีอะไรมาแลกเปลี่ยนกับข้านะ”

 

ป๋ายเซียนผินหน้ากลับมาเจอองค์ชายสามยิ้มมุมปากให้ มันทั้งเจ้าเล่ห์และพาเอาใจดวงน้อยสั่นได้อย่างน่าประหลาด..ดวงเนตรคู่นั้นพราวระยับจนป๋ายเซียนไม่สามารถสบมองมันได้นาน

 

“มันคือสิ่งที่ท่านสมควรทำอยู่แล้วมิใช่หรือ ต้องให้ข้าเอาอะไรไปแลกอีก”

 

“รอยยิ้มกับเสียงหัวเราะที่ท่านว่ามายังไงล่ะ”

 

 

“หากวันนี้ข้าทำตัวดีๆทั้งวัน ท่านก็ต้องทำมันทั้งวันเหมือนกันตกลงไหม” คนถูกถามเงยหน้าขึ้นทำตาแป๋ว แสดงสีหน้าที่คนเห็นเห็นแล้วนึกอยากจะรังแก “ตอนนี้เราไม่ได้อยู่กันในฐานะองค์ชายแล้ว...” ชานยอลหลุบตาลงมองชุดคลุมบุรุษชนชั้นสามัญชนบนเรือนกายตัวเองและป๋ายเซียน ก่อนจะแย้มยิ้มอ่อนโยนให้แล้วพูดต่อ

 

“ข้าได้บอกท่านแล้วว่าจะลงไปคลุกคลีกับชาวบ้านได้เราต้องทำตัวให้กลมกลืนที่สุด แต่ข้ายังไม่ได้ย้ำบอกว่านอกจากอาภรณ์พวกนี้แล้วเรื่องวาจาก็เป็นสิ่งสำคัญเช่นกัน อย่าเรียกข้าว่าองค์ชาย และอย่าขานชื่อข้าให้ผู้ใดได้ยิน หากจะเรียกก็ให้เรียกว่าท่านพี่แทนก็แล้วกัน”

 

ท่านพี่เนี่ยนะ..?!

 

“ว่าอย่างไร”

 

“ฮะ?

 

“ตกลงหรือเปล่า”

 

“ข้า” ให้ตกลงน่ะมันก็ได้อยู่หรอก เพราะพอถึงสถานการณ์นั้นจริงๆเลี่ยงได้ป๋ายเซียนก็จะเลี่ยง ไม่อยากกระดากปากก็แค่ไม่ต้องเรียกซะก็หมดปัญหา แต่ที่อึกอักอยู่ตอนนี้เพราะอีกฝ่ายดันส่งมือมาให้จับต่างหาก

 

“ฮึ”

 

“ก็ได้ ข้าตกลง แต่ไม่จำเป็นต้องจับมือหรอกนะ”

 

“ท่านคิดไม่ซื่อต่อข้าหรือไงจับมือแค่นี้ถึงไม่ยอมทำ”

 

“ไหนว่าจะไม่กวนข้าแล้วไง”

 

“ท่านก็เลิกทำหน้านิ่วคิ้วขมวดสิ”

 

เอาล่ะ..เถียงให้ตายยังไงป๋ายเซียนก็ไม่ชนะองค์ชายน้อยถอนหายใจเบาๆแล้วยอมส่งมือออกไปจับอวัยวะเดียวกันของอีกฝ่าย เงยหน้าขึ้นทำปากอูดก่อนจะฉีกยิ้มกว้างให้อย่างประชดประชัน แต่ทำได้เพียงชั่วครู่เท่านั้นเมื่อต่อมาอีกคนส่งยิ้มเป็นมิตรให้โดยไม่มีความเจ้าเล่ห์เคลือบแฝงเช่นทุกทีป๋ายเซียนค่อยๆถอนมือออก ก้มหน้าลงนิด..ปล่อยสายตามองไปที่เสื้อคลุมสีขาวของอีกฝ่ายแทนการสบตากันโดยตรง

 

“อีกไม่ไกลก็จะถึงย่านหมู่บ้านแล้ว เดินกันต่อเถอะ”

 

“อื้ม”

 

ทำไมต้องรู้สึกแบบนี้ด้วยนะป๋ายเซียนแอบเอามือดันอกซ้ายของตัวเองเพราะสิ่งที่อยู่ภายในนั้นมันกำลังเต้นจังหวะแปลก

 

 





 

 

  ซ่า!!!

 


            เพียงองค์ชายทั้งสองก้าวเข้าสู่ย่านหมู่บ้านสายฝนก็สาดลงมาไล่ชนิดที่ตั้งตัวแทบไม่ทัน ชานยอลรีบวิ่งนำทาง พาองค์ชายน้อยลัดเลาะ แวะเข้าหลบฝนยังชายคาของโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่งอากาศหนาวจัด ลมเย็นจากพายุฝน และสภาพชุ่มส่งผลให้องค์ชายน้อยยืนตัวสั่นกอดอกไว้แน่นขณะเดินตามหลังองค์ชายตัวสูงไปต้อยๆ

 

            ป๋ายเซียนไม่มั่นใจนักว่าที่นี่เป็นกิจการของพ่อค้าคนจีนหรืออย่างไร เพราะการตกแต่งภายในและเครื่องแต่งกายของคนงานพาให้คิดไปในทางนั้น เขากอดตัวเองขณะเหลียวคอมองไปรอบๆเพื่อสำรวจ...ชั้นล่างดูเหมือนจะเป็นร้านอาหาร ส่วนชั้นบนต่อๆไปเดาว่าคงเป็นที่พักของนักเดินทาง เพราะจากมุมที่ยืนอยู่สามารถเงยหน้ามองเห็นระเบียงไม้ของแต่ละชั้น รวมทั้งประตูห้องเรียงติดๆกันเป็นแถบ บรรยากาศสลัวค่อนข้างเงียบสงัดอาจเพราะยังคงเช้าอยู่ แล้วข้างนอกฝนก็กำลังตกอย่างหนัก

 

 

            “รับอะไรดิ..อ้าว! คุณชาย”

 

            เสียงร้องทักราวกับคนเคยรู้จักกันของคนสองคนทำให้ป๋ายเซียนละสายตาออกจากการสำรวจ หมุนตัวกลับมาทางองค์ชายหนุ่มที่กำลังหย่อนตัวลงนั่งบนเก้าอี้ไม้ ถอดหมวกโปร่งสีดำปีกกว้างวางลงกับโต๊ะกลม ปัดหยดน้ำที่เกาะตามชุดคลุมออกลวกๆ ไม่มีทีท่าว่าจะสนใจชายแก่ที่เข้ามายืนต้อนรับด้วยสีหน้ากระตือรือร้นสักเท่าไหร่

 

“ไม่มาอุดหนุนกันนานเลยนะขอรับ หากยองแอทราบว่าท่านแวะมาไม่รู้ว่าจะดีใจหรือเสียใจ เพราะดันไม่ได้อยู่เจอเสียนี่” ว่าพลางกลั้วหัวเราะอย่างสำราญใจ “บุตรสาวของข้าผู้นี้เอาแต่บ่นถึงท่านไม่เว้นวัน เป็นเรื่องน่าเสียดายที่นางต้องไปเรียนตัดเย็บกับเพื่อนๆที่อีกเมืองหนึ่ง มิเช่นนั้นคงได้เจอบุรุษผู้เป็นขวัญใจแล้วแน่แท้ ฮ่าๆ”

 

“ไม่เจอก็ดีแล้ว”

 

“ท่านว่าอะไรนะขอรับ”

 

“ข้าพูดว่าเช้านี้ควรจะกินอะไรดี”

 

“อ้อคุณชายอยากทานอะไรล่ะขอรับ แต่ต้องบอกก่อนว่าตอนนี้ยังเช้าอยู่ ฝนก็ตกหนักข้าและพ่อครัวจึงยังมิได้ออกไปจ่ายตลาด แต่วัตถุดิบที่มีเหลือก็พอจะทำอาหารให้ท่านได้หลายรายการทีเดียว”

 

“งั้นหรือ”

 

“ในฐานะที่วันนี้ท่านเป็นแขกคนแรกของร้าน เอาเป็นว่าหากคุณชายอยากทานอะไร ข้าจะสั่งให้พ่อครัวทำอย่างสุดฝีมือและจะเพิ่มปริมาณให้เป็นพิเศษ” ชานยอลปัดมือปฏิเสธผ่านๆ

 

“ข้าก็เพียงแค่ลูกค้าขาจรทั่วๆไป ไม่จำเป็นต้องมาเอาอกเอาใจเกินหน้าใคร”

 

“ฮ่ะๆ ท่านยังน่ารักเหมือนเดิม”

 

“ข้าขอชาร้อนกับเค้กข้าวมาทานคู่กันก็แล้วกัน” เหลือบตาไปทางป๋ายเซียน “จัดสำหรับสองที่ แล้วก็เอาอาหารอะไรก็ได้ง่ายๆมาที่หนึ่งให้สหายของข้าด้วย”

 

“ได้ขอรับ” ชายแก่โค้งศีรษะรับรายการที่สั่ง “เดี๋ยวข้าจะให้เด็กยกชาร้อนและขนมมาบริการก่อน  ส่วนอาหารนั้นคงต้องอดใจรอกันสักครู่” ช่วยเลื่อนเก้าอี้ไม้ออกให้ป๋ายเซียนนั่ง ก่อนจะเดินหายเข้าไปทางหลังร้าน เหลือไว้เพียงแต่องค์ชายที่มาด้วยกันสองคน

 

ป๋ายเซียนถอดหมวกบนศีรษะตัวเองออกบ้าง ปัดหยดน้ำที่เกาะค้างให้กลิ้งหล่นไป..โต๊ะที่นั่งกันอยู่ไม่ไกลจากบานหน้าต่างจึงพอมองเห็นบรรยากาศภายนอก ฝนเริ่มซาลงบ้าง ทว่าจะให้ออกไปเดินทอดน่องตอนนี้ก็คงยังไม่พ้นความเปียกแฉะอยู่ดี

 

เขานั่งฟังเสียงฝนตก มองเชิงเทียนที่วางอยู่กลางโต๊ะเพราะไม่มีจุดพักสายตา..ไม่นานขนมโบราณและชาร้อนก็ถูกนำมาวางลงบนโต๊ะ

 

 

“ง่วงนอนอีกแล้วหรือ”

 

“หือ..” ใบหน้าเล็กเงยขึ้นสบตาผู้ที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม องค์ชายสามกำลังเคี้ยวขนมตุ้ยๆจนข้างแก้มขยับไปมา “เห็นทำตาปรือ ข้างบนน่ะมีห้องพักนะ อยากขึ้นไปนอนรอฝนหยุดตกกับข้าก่อนไหมล่ะ” ทั้งยังใช้มือเปล่าจับขนมที่ทำจากแป้งข้าวยื่นมาตรงหน้าป๋ายเซียนคล้ายกำลังรอป้อนอีก

 

“ท่านกวนข้าอีกแล้ว”

 

“ถ้าอ้าปากรับขนมที่ข้าป้อนดีๆ ข้าจะหยุดกวน”

 

“ท่านนี่ช่างน่ากลัวนัก หัวหมอเสียจริง”  ริมฝีปากบางจำต้องเปิดออกให้อีกคนส่งขนมมาป้อน ชานยอลอมยิ้มพึงพอใจ ถอยกลับไปหยิบจอกชาร้อนขึ้นมาจิบนิดๆ “คราแรกที่ได้ยินว่าท่านช่วยราชวงศ์เปี้ยนเจรจากับเมืองของสองพ่อลูกนั่นจนสำเร็จข้ายังนึกทึ่งอยู่เลย แต่ตอนนี้ข้าไม่แปลกใจสักนิดที่ท่านทำมันได้”

 

“ทำไมล่ะ”

 

“คนเจ้าเล่ห์มาเจอกับคนที่เจ้าเล่ห์กว่าย่อมต้องแพ้ไป”

 

“พูดต่อให้ข้าได้ชื่นใจหน่อยสิว่านั่นคือคำชมของท่าน” ป๋ายเซียนก้มหน้าหัวเราะเบาๆ พอเงยหน้าขึ้นมาอีกทีก็พบว่าตัวเองถูกอีกฝ่ายจ้องมองอยู่ก่อนแล้ว...ตั้งแต่ทำข้อตกลงสงบศึกกันองค์ชายสามก็ดูเงียบๆไป ไม่ก่อกวนประสาท ถึงพูดเล่นก็ไม่น่าหงุดหงิดอย่างที่แล้วมา มันเหมือนจะดีแต่ก็ไม่ใช่กลับกลายเป็นว่าทำเอาอึดอัดยิ่งกว่าเดิม

 

อึดอัดที่ดวงเนตรคู่นั้นเอาแต่มองมา

 

อึดอัดที่เจ้าตัวเงียบ แต่มุมปากกลับมีรอยยิ้มจางๆประดับอยู่เสมอ

 

อึดอัด..ก็เพราะว่าป๋ายเซียนอ่านอีกฝ่ายไม่เคยออกเลย

 

“ท่านไม่คิดว่านี่มันเงียบเกินไปหรอ” องค์ชายผู้ถูกถามเลิกคิ้วไม่เข้าใจ “ก็ท่านเอาแต่มองข้าโดยไม่พูดอะไรเลยมาตั้งแต่เดินได้ครึ่งทางแล้ว” อ้อมแอ้มบอกเสียงอ่อย หยิบชาร้อนขึ้นมาจิบบ้างเพื่อแก้เก้อ “ข้าอึดอัด”

 

“พอข้าพูดก็หาว่าข้ากวน พอข้าเงียบก็ว่าอึดอัดอีก ท่านนี่เอาใจยากจริงๆ” กล่าวยิ้มๆ

 

“ก็ทำตัวให้เหมือนคนปกติบ้างสิ ไม่ใช่เอาแต่จ้องแบบนั้น”

 

“จ้องแบบไหน”

 

“แบบที่ท่านกำลังทำนั่นแหละ หน้าข้ามีอะไรนักหนา..

 

“อะไรที่มองแล้วสบายตาใครๆย่อมต้องอยากมองทั้งนั้น” พูดเบาเหมือนคุยกับลมกับฝน แต่องค์ชายน้อยก็ยังหูดีไปได้ยินเข้าพร้อมกับอาการหน้าร้อนผะผ่าวทั้งที่อากาศหนาวเหน็บป๋ายเซียนผินหน้าหนีไปทางหน้าต่างไม้บานเก่า มองสายฝนผ่านช่องว่างตรงนั้นเงียบๆ ไม่รู้จะคุยอะไรเพราะไม่สนิทกัน และนี่มันเพิ่งครั้งแรกที่ได้อยู่กันตามลำพังเป็นเวลานานกว่าครั้งไหนๆเลยวางตัวค่อนข้างลำบาก

 

“ขนมโบราณของโชซอนไม่ถูกปากหรือ ถึงได้ทานเพียงชิ้นเดียว”

 

“เปล่า..ก็อร่อยดี”

 

“อร่อยก็ทานเยอะๆสิ”

 

“ข้ายังไม่หิว”

 

“ทานน้อยแบบนี้น่ะสิตัวถึงได้แค่นี้” คำพูดที่คล้ายกับพระราชบิดาตนเคยว่าไว้ทำให้องค์ชายน้อยเอื้อมหยิบขนมเข้าปากอีกหนึ่งชิ้น เคี้ยวหนึบหนับเรียกรอยยิ้มเล็กๆจากองค์ชายหนุ่ม

 

“เราคงต้องอยู่กันในนี้ไปจนกว่าฝนจะหยุด”

 

“อืม”

 

“ข้าคิดว่าคงตกไม่นาน หากเมฆดำเคลื่อนไปแสงใหม่ก็น่าจะมา”

 

“ไม่ยักรู้ว่าท่านมีวิชาทำนาย”

 

“ข้าเพียงสังเกตเอาจากท้องฟ้าบางส่วน อีกอย่างนี่ไม่ใช่ฤดูฝน” ป๋ายเซียนยักไหล่ไม่ขอเถียง เปลี่ยนไปชวนคุยเรื่องอื่นแทน

 

“ท่านมาที่นี่บ่อยหรือ”

 

“แทบจะนับครั้งได้”

 

“แต่ผู้ชายคนเมื่อครู่ดูพึงใจในตัวท่านนะ”

 

“คงเพราะแต่ละครั้งที่มามักได้รับเงินจากข้าเกินกว่าที่เรียกเก็บล่ะมัง”

 

“คงก้อนใหญ่ทีเดียวถึงประจบเอาใจขนาดนั้น”

 

“ครั้งหนึ่งเคยมีลูกค้ามาทะเลาะกันที่นี่เพื่อแย่งบุตรสาวของเขา ข้ากับจงอินแวะมาดื่มชาร้อนกลางดึกพอดีจึงช่วยเหลือไว้”

 

“อ่อ หญิงสาวนามว่ายองแอจึงมีใจต่อท่าน และพ่อของเขาก็คงปรารถนาจะได้ท่านไปเป็นลูกเขยด้วยสินะ”

 

“หากข้าแสดงตัวว่าเป็นเพียงชายหนุ่มชาวบ้านธรรมดาๆ ไม่ใช่คุณชาย ไม่ใช่ใต้เท้า ไม่มีเงินติดตัวเลยแม้แต่เหรียญเดียวชายผู้นั้นคงไม่สนใจข้าหรอก”

 

“ช่วยลูกสาวเค้าไว้ ไม่แน่หรอกว่าพ่อที่มีฐานะระดับเจ้าของโรงเตี๊ยมจะพอใจท่านแค่เพียงสามารถปกป้องลูกเค้าได้ ไม่ใช่เพราะเงินทองที่ท่านมีติดตัว”

 

“เหมือนอย่างฝ่าบาทเปี้ยนน่ะหรือ”

 

” ป๋ายเซียนก้มกัดขนมเค้กข้าวเข้าปากเงียบๆตั้งใจจะกล่าวถึงบุตรสาวผู้อื่นแท้ๆ ไฉนถึงคล้ายเรื่องตัวเองไปได้ก็นั่นสินะเสด็จพ่อของเขาพึงพอใจในตัวองค์ชายสามก็เพราะน้ำใจที่ช่วยเหลือบ้านเมืองไว้จะว่าไปก็ไม่ได้ต่างกันเลย

 

“ข้าขอโทษ”

 

“ฮึ..?

 

“ดูเหมือนจะทำให้ท่านหมดอารมณ์อยากอาหารยิ่งกว่าเดิม ไม่น่าพาดพิงถึงบิดาให้ลูกต้องหน้าหมอง”

 

“อ่อ เรื่องนั้น” ป๋ายเซียนหยิบขนมมาทานอีกชิ้น “มันเป็นเพียงความคิดถึงของลูกคนหนึ่งที่มีต่อผู้เป็นพ่อ หากท่านต้องไปอยู่ต่างบ้านต่างเมืองก็คงรู้สึกเช่นเดียวกัน” โอรสของกษัตริย์ ต้องไม่แสดงความอ่อนแอต่อหน้าใครป๋ายเซียนรีบปรับสีหน้าให้เป็นปกติ

 

“ท่านเป็นโอรสเพียงองค์เดียว แต่ข้าไม่ใช่ ถึงไม่มีข้าพี่น้องคนอื่นๆก็ดูแลได้”

 

“ดูแลได้แล้วอย่างไร ท่านจะเห็นแก่ตัวทิ้งให้พี่น้องคนอื่นๆทำหน้าที่นั้นทั้งที่ตัวเองก็ควรจะทำเหมือนกันน่ะหรอ” ป๋ายเซียนเผลอถลึงตาคาดโทษองค์ชายสาม “การอกตัญญูต่อผู้ให้กำเนิดนั้นช่างเป็นเรื่องน่าละอายใจ หากทุกคนคิดกันเช่นนี้พ่อแม่ที่แก่ชราไปคงไม่มีผู้ใดมาดูแล”

 

“ฮ่ะๆ”

 

“ขำอะไรน่ะ!

 

“ขำเด็กกตัญญู”  ป๋ายเซียนมองค้อน ชูกำปั้นขึ้นมาขู่ให้คนตัวสูงหยุดขำ “พอพูดถึงเรื่องพวกนี้ทีไรท่านมักเป็นเดือดเป็นร้อนทุกที เชื่อแล้วว่าอารมณ์อ่อนไหว”

 

“เชื่อแล้ว?

 

“เหล่าพี่สาวของท่านเคยบอกอย่างนั้น”

 

“ท่านพี่ของข้าไปคุยกับท่านตั้งแต่เมื่อไหร่?!” อาการหวงพี่สาวแสดงออกชัดโดยไม่มีปิดบัง ป๋ายเซียนทำหน้านิ่วคิ้วขมวด ขณะที่ชานยอลเอาแต่ขำอยู่ในลำคอเบาๆอย่างสบายอารมณ์ “บอกมาเลยนะ”

 

“ผู้ใหญ่ที่ไหนเค้างอแงแบบนี้กัน”

 

“ข้า--

 

“อาหารของท่านมาแล้ว ข้างนอกฝนก็ซาแล้ว รีบทานเถอะจะได้ออกไปเดินเล่นกันต่อ”

 

 

ไหนบอกจะทำตัวดีๆไงล่ะ! ถามแค่นี้ก็ยังโยกโย้อีกตามเคย ชิส์

 

  

 

 

 

หลังจากอิ่มท้องจากโรงเตี๊ยมที่ใช้เป็นที่หลบฝนกันแล้ว องค์ชายทั้งสองก็พากันออกมาเดินเล่นข้างนอก องค์ชายป๋ายเซียนยังจำได้แม่นว่าก่อนหน้านี้สภาพอากาศมืดครึ้มเพียงใด ร้างผู้คนแค่ไหน หากแต่ตอนนี้สองข้างทางที่กำลังเดินผ่านกันอยู่กลับมีแผงขายของของชาวบ้านอยู่เต็มไปหมด

 

ท้องฟ้าเริ่มสดใสอย่างที่องค์ชายสามว่าเอาไว้ไม่มีผิด..ผู้คนต่างเริ่มออกมาเดินขวักไขว่ราวกับก่อนหน้านี้ไม่เคยมีพายุฝน ข้าวของประดิษฐ์มือ ขนมประจำถิ่น เสื้อผ้าอาภรณ์ และการออกมาวิ่งเล่นซนของเด็กๆทำเอาองค์ชายน้อยแย้มยิ้มอย่างตื่นเต้นนานแล้วจริงๆที่ไม่ได้ออกมาเห็นวิถีชีวิตของชาวบ้านใกล้ๆแบบนี้

 

เชื่อคำองค์ชายสามแล้วว่าควรแต่งกายให้กลมกลืนกับทุกคนเพื่อที่จะได้เดินกันอย่างคล่องตัว ไม่ต้องให้ผู้ใดมาคอยนั่งก้มหัว รอต้อนรับเสด็จกันจนเกร็งแล้วพาลให้หมดสนุก ไม่ต้องมีทหารมาคอยเดินตามหลังให้อึดอัด ไม่ต้องรอประทานอนุญาตจากผู้มีศักดิ์สูงกว่าก่อนถึงจะได้ทำในสิ่งที่อยากทำ

 

 

ป๋ายเซียนได้แวะทุกร้านที่อยากจะแวะเลย!


 

ซึ่งในชีวิตไม่เคยได้ทำเช่นนี้มาก่อน

 

 

“จะเอาผักไปทำอะไร” ชานยอลถามเมื่อเห็นว่าป๋ายเซียนยืนมองผักที่วางอยู่บนแผงลอยของชาวบ้านมาสักพักแล้ว แต่คำตอบที่ได้ไม่ใช่คำพูด หากแต่เป็นการส่ายหน้าพร้อมรอยยิ้มเล็กๆเท่านั้น..องค์ชายน้อยที่ดูเย้อหยิ่งค้อมหัวให้หญิงชราที่เป็นแม่ค้าก่อนจะดึงแขนเสื้อคลุมของชานยอลให้เดินตามกันออกมา

 

“ผักผลไม้ที่นี่สวยดีนะ”

 

“แต่คงสู้แผ่นดินเปี้ยนไม่ได้ ที่นั่นเป็นแผ่นดินทอง เพาะปลูกสิ่งใดก็ได้ผลดี ข้าพูดถูกไหม”

 

“ใช่..แต่ที่นี่ก็สวยทีเดียว ท่านยายผู้นั้นคงใส่ใจต่อการดูแล ไปตรงนั้นกันเร็ว”

 

“จะไปดูร้านไหนอีก”

 

“ข้าจะดูให้หมดเลย”

 

“ชอบเดินตลาดแบบนี้หรือ”

 

“ข้าอยากออกมาที่แบบนี้ตั้งนานแล้ว” ดวงเนตรรีเล็กเปล่งประกายไม่ต่างจากเด็กน้อยที่เจอของเล่นถูกใจ ชานยอลมองแล้วได้แต่อมยิ้ม “เสด็จพะ..อ่า..” มือเรียวตีปากตัวเองเบาๆหลังจากนึกขึ้นได้ว่าเกือบพลั้งปากพูดในสิ่งที่ไม่ควรพูดออกไปแล้ว 


เขาหันไปมองชาวบ้านที่เดินสวนกันไปมา ดีที่ไม่มีใครสนใจพวกเขามากนัก ต่างคนต่างตั้งหน้าตั้งตาทำมาหากิน มีบ้างที่หันมาสนใจเพราะหน้าตาผิวพรรณที่โดดเด่นและผิดแผกไปจากชนชั้นสามัญชนของพวกเขา

 

“ท่านพ่อของข้าไม่ยอมให้ออกมา ให้เหตุผลเดิมๆว่าอันตราย”

 

“ท่านก็พูดถูกแล้ว สถานะอย่างเราหากพ้นเขตวังหลวงแล้วก็ยากนักที่จะปลอดภัย”

 

“แล้วทำไมท่านขยันออกมานักล่ะ”

 

“เพราะข้าดูแลตัวเองได้”

 

“ข้าก็ทำดะอ้ะ!” จู่ๆชายแรงงานสามสี่คนก็พรวดพราด หาบเข่งใส่ผักผลไม้มาจากด้านหลัง ชนป๋ายเซียนกระเด็นออกไปเพราะยืนขวางทาง ตามมาด้วยชายวัยกลางคนท่าทางนักเลง แต่แต่งตัวดีแบบพวกเศรษฐีเดินโบกพัดตามหลังสบายๆ ตะโกนด่าเสียงแข็งเพื่อให้ชายแรงงานที่ชนป๋ายเซียนเมื่อครู่รีบเร่งฝีเท้าไปข้างหน้าเป็นระยะ เสียงดังและไร้มารยาทจนชาวบ้านพากันซุบซิบไล่หลัง

 

“เจ็บหรือเปล่า”

 

“ป..เปล่า” จริงๆก็แอบเจ็บที่ถูกเดินชน แต่ไม่มากเพราะไม่ได้กระเด็นไปกระแทกกับอะไรเพิ่มเนื่องจากองค์ชายสามเข้ามาช่วยไว้ทันช่วยด้วยอ้อมอกอุ่นๆกับแรงกอดที่เอว “ขอบคุณ” องค์ชายน้อยค่อยๆผละออก ค้อมศีรษะให้ผู้มีน้ำใจเล็กน้อย

 

“แบบนี้ยังไม่เรียกว่าดูแลตัวเองได้หรอกนะ”

 

 

“มากคนก็มากความ ระวังหน่อย” มองตาแป๋วซะจนองค์ชายสามไปต่อไม่ถูก หันไปชี้ร้านค้าด้านหน้าแทน “ข้างหน้ามีเสื้อผ้าเครื่องประดับขายอยู่มาก ลองไปเดินดู เผื่อจะได้ของติดไม้ติดมือกลับไปฝากอี้ชิงและทหารของท่านที่ตำหนัก”

 

“อื้ม”

 

ชานยอลรู้สึกว่ารอยยิ้มขององค์ชายตัวเล็ก สดใสยิ่งกว่าท้องฟ้ายามหลังฝนซาเสียอีก..

 





 


 

 

“ท่านว่าสีไหนเหมาะกับอี้ชิง”

 

“ซ้ายล่ะมั้ง”

 

“ไม่ใช่ขวาหรอกหรือ ข้าว่าขวานะ”

 

“ถ้าอย่างนั้นก็ซื้อผืนทางขวา”

 

“แต่ซ้ายก็ดูเข้าอยู่ไม่น้อย

 

“งั้นก็ซื้อให้เสียทั้งสองผืนเลยสิ”

 

“ไม่เอาหรอก เดี๋ยวอี้ชิงก็ใช้แค่ผืนเดียว ส่วนอีกผืนไม่พ้นแน่นิ่งอยู่ใต้หีบ” ป๋ายเซียนยืนกัดนิ้วตัวเอง กำลังคิดไม่ตกกับผ้าพันคอทั้งสองผืนที่ตัวเองอยากซื้อไปฝากองครักษ์คนสนิท ถามความเห็นชานยอลครั้งแล้วครั้งเล่า หากสุดท้ายก็เลือกสิ่งตรงกันข้าม ไม่รู้ว่าแบบนี้จะถามให้ได้อะไร

 

“พ่อค้า ข้าซื้อทั้งสองสีนี้เลย” ว่าแล้วหยิบเอาถุงเงินจากในเสื้อคลุมออกมาจ่าย รับเอาถุงกระดาษสีน้ำตาลจากพ่อค้ามาถือไว้แนบอกด้วยรอยยิ้มชอบใจ

 

“ไหนว่าไม่เอา ท่านนี่นิสัยเหมือนพวกสตรีจริงเชียว” คงเป็นผลมาจากการที่มีแต่พี่สาวสวยๆและนางกำนัลรายล้อมสินะ

 

“จิ๊!” คนถูกเหน็บจิ๊ปากใส่ “มาค่อนขอดข้าทำไม ข้าจะซื้อฝากอี้ชิงหนึ่งผืน ส่วนอีกผืนจะให้แทมินต่างหาก”

 

“องครักษ์ของข้าช่างวาสนาดี ไปอยู่รับใช้ไม่เท่าไหร่ได้ของฝากแล้ว ดูข้าสิ พามาเดินเที่ยวตั้งนานไม่เห็นได้อะไรตอบแทน”

 

“มาด้วยกันอยากได้อะไรท่านก็เลือกซื้อเอาเองสิ”

 

“มันจะรู้สึกดีเหมือนมีคนซื้อให้หรือ”

 

“อย่างท่านไม่จำเป็นต้องให้ข้าซื้ออะไรให้หรอก อยู่เฉยๆก็มีคนนำมาถวายแล้ว ดีไม่ดีที่ตำหนักจะเต็มไปด้วยของสวยๆงามๆที่เหล่าสตรีหามาให้” พูดแค่นี้ทำไมต้องยิ้มด้วยนะ..ป๋ายเซียนไม่เข้าใจพฤติกรรมขององค์ชายอ่านยากผู้นี้เลย

 

“ซวยล่ะสิ...” เสียงบ่นอุบกับสายตาที่มองข้ามหัวไปทำให้ป๋ายเซียนตั้งใจจะเหลียวมองตาม ทว่า

 

“มาทางนี้”

 

“อ้ะ!

 

มือใหญ่ดึงแขนเขาให้เข้าไปหลบด้วยกันในซอกมุมหนึ่งของตลาดชาวบ้านเสียก่อน...ไม่รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น รู้เพียงแต่ในนี้แคบมาก แคบซะจนหน้าป๋ายเซียนแทบจมลงไปในแผงอกกำยำของคนตัวสูง

 

“เกิดอะไรขึ้น”

 

“ชู่วว์...” นิ้วหนาแตะลงบนริมฝีปากบางเพื่อให้เบาเสียงลง พยักพเยิดหน้าให้ป๋ายเซียนกลอกตามองตามไปยังทางที่พวกเขาเพิ่งหลบมา “พวกบัณฑิตของอี้ฟาน”

 

“องค์ชายสองเสด็จมาที่นี่หรือ”

 

“ไม่น่าใช่”

 

“อ้าว แล้วจะหลบกันทะ---” ชานยอลบุ้ยปากให้ป๋ายเซียนมองตามอีกครั้ง คราวนี้ไม่ใช่กลุ่มบัณฑิตชุดสีน้ำเงินสลับขาวแล้ว แต่เป็นชายวัยกลางคนในชุดขุนนางใหญ่ และเหล่าทหารอีกเกือบสิบนายแทน

 

“พวกบัณฑิตคงออกมาเรียนวิชากฎหมาย ขุนนางเมื่อครู่เป็นอาจารย์ผู้สอน คนสนิทของอี้ฟาน”

 

แน่นอนว่าป๋ายเซียนรู้..ไม่ว่าจะเป็นคนในราชสำนักคนไหนก็ไม่สมควรพบพวกเขาในสถานที่ต้องห้ามแบบนี้ทั้งนั้น..ไม่ดีแน่ๆหากว่าฝ่าบาททราบเรื่องขึ้นมา การมาหลบซ่อนอยู่ในซอกหลืบเช่นนี้จึงไม่มีอะไรให้โต้แย้ง

 

“ท่านหูตาไวชะมัด..” นึกทึ่งในความไหวพริบดีอย่างที่ตัวเองคงทำไม่ได้

 

“ข้าผ่านมันมาเยอะแล้ว” องค์ชายหนุ่มก้มลงมององค์ชายน้อย..ลมหายใจรินรดหน้าผากมนนับครั้งไม่ถ้วน..ร่างกายแนบสนิทกันจนได้กลิ่นหอมอ่อนๆมาจากตัวของอีกฝ่าย “หากไม่ไวพอก็คงออกมาบ่อยๆไม่ได้”

 

“ท่านคงไม่ได้แอบออกมาเพื่อเดินตลาดอย่างเดียวอย่างที่พาข้ามาใช่ไหมล่ะ” เงยหน้าขึ้นกะทันหันจนหน้าผากเฉียดปลายจมูกโด่งอย่างน่าใจหาย...ดวงเนตรทั้งสองกำลังประสานมองกัน...

 

“ก็ทำทุกอย่างที่อยากจะทำ”

 

“บอกใครไม่ได้หรือ”

 

“ท่านรู้อยู่แล้วว่าข้าออกมาทำสิ่งใดนอกจากเดินเล่น”

 

“หอนางโลมสุดทางเดินนี้แค่นั้นจริงๆน่ะหรอที่ทำให้ท่านอยากออกมาจนต้องขัดคำสั่งฝ่าบาทบ่อยๆ” ชานยอลเพียงมอบรอยยิ้มจางๆให้แทนการตอบคำถาม “ถ้าเช่นนั้นที่นั่นก็คงจะมีหญิงสาวที่ท่านหมายปองรออยู่ หรือหากไม่ใช่ก็คงมีบางอย่างที่ท่านไม่สามารถบอก---

 

“ป๋ายเซียน”

 

 

“หากวันหนึ่งข้าไม่ใช่องค์ชายสาม ข้าเป็นเพียงชานยอลชายที่ไม่มีอะไรติดตัวเลยท่านจะทำเช่นไร”

 

“ข้าไม่เข้าใจในสิ่งที่ท่านพูด..” องค์ชายน้อยส่ายศีรษะ

 

“ข้าคิดอยู่เสมอว่าอยากพาตัวเองออกมาจากที่นั่นจึงไม่อยากมีพันธะใด แต่อีกไม่นานมันจะไม่เป็นเช่นนั้นแล้ว หลังจากที่เราเข้าพิธีอภิเษกสมรสข้าคงไม่ใช่ตัวคนเดียวอีกต่อไป”

 

 

“ถึงจะไม่มีใจต่อกันแต่ข้าก็ต้องรับผิดชอบชีวิตท่าน..” ดวงเนตรกลมโตตลอดเวลามักฉายแต่ความสดใสขี้เล่น ทว่าเวลานี้มันกลับมีความเศร้าเล็กๆเจือปนอยู่...ไม่เข้าใจป๋ายเซียนไม่อาจเข้าถึงความคิดอีกฝ่ายเลยจริงๆ

 

“ชอบชีวิตชาวบ้านแบบนี้ไหม ถ้าวันนึงข้าพาท่านออกมาอยู่ในที่ที่---

 

“ท่านทำเพื่อส่วนรวมหรือเพื่อตัวเองล่ะ”

 

 

“ทั้งชีวิตของท่านเคยเสียสละความสุขส่วนตัวให้ผู้อื่นบ้างไหม”

 

 

“ข้าไม่รู้เหตุผลและความจำเป็นของท่านหรอกนะ หากถามไปท่านก็คงจะไม่บอกฉะนั้นข้าจะไม่ถามข้ามาที่นี่เพราะถูกถวายตัว ข้ายอมแลกศักดิ์ศรีเพื่อคนที่ข้ารัก ข้าไม่ได้เก่ง ไม่ได้มีความสามารถโดดเด่นพอจะให้พระราชบิดาโอ้อวดต่อใครๆได้ สิ่งเดียวที่ข้าทำได้ดีก็คือการเป็นลูกที่ไม่ทำให้ผู้ให้กำเนิดต้องทุกข์ใจ”

 

 

“ทนได้ข้าก็จะอดทน แล้วท่านล่ะนอกจากตัวเองแล้วสนใจความรู้สึกผู้ใดอีกบ้าง หากมันไม่มีอีกแล้ว หากวันนึงท่านก้าวออกจากบ้านตัวเองไปจริงๆข้าก็คงทำอะไรไม่ได้...สามีอยู่ที่ไหน ภรรยาก็ต้องอยู่ที่นั่นนอกจากว่าแม้แต่ภรรยาท่านก็ยังจะทิ้งไว้ข้างหลัง แบบนั้นข้าก็ไม่มีอะไรจะพูดอีกแล้ว”

 

“จะทำเช่นนั้นได้อย่างไรในเมื่อข้ารับปากพระราชบิดาท่านแล้ว” ปลายนิ้วหนาแตะลงเบาๆที่แก้มนวล..ช่วยเกลี่ยน้ำใสๆออกให้อย่างเบามือ ป๋ายเซียนเพิ่งรู้เอาตอนนั้นว่าตัวเองกำลังมีน้ำตา

 

“อีกครั้งแล้วที่ท่านมีน้ำตา..แต่คราวนี้ข้าคงไม่สละแก้มตัวเองให้ท่านตบอีกหรอกนะ” องค์ชายหนุ่มกล่าวติดตลก มือยังคงขยับเบาๆอยู่บนพวงแก้มน้อย ดวงเนตรมองคนตัวเล็กไม่ยอมละสายตา “แต่จะไถ่โทษที่ข้าผิดสัญญาต่อฝ่าบาทเปี้ยนทำให้ท่านมีน้ำตา ด้วยคำสัญญาของข้าเอง”

 

“หากทำไม่ได้ก็อย่าเอ่ยมันออกมาเลย”

 

“ข้าอาจไม่ใช่คนดี แต่ก็ไม่เคยคืนคำสัญญา”

 

 

“ไม่ว่าในอนาคตเราจะรู้สึกต่อกันเช่นไร ข้าสัญญาว่าจะไม่ทิ้งท่าน” ดวงเนตรรีเล็กไหวระริกเมื่อได้ฟัง “อย่างที่ท่านเคยว่าเอาไว้ คงต้องรอให้ตายจากกันถึงจะหลุดพ้น” หน้าผากขององค์ชายทั้งสองอยู่ห่างกันเพียงระยะลมหายใจคั่นกลาง  

 

“การมีข้าเป็นสามีถึงทนไม่ได้ก็ต้องทนรู้ไหม..เพราะกว่าข้าจะตายก็คงอีกนาน” คนหนึ่งก้มหน้าลง ขณะที่อีกคนหนึ่งต้องเงยหน้าขึ้นเพื่อที่จะสบตาผู้พูด “ไม่นานมานี้ข้าเพิ่งค้นพบว่ารอยยิ้มของใครบางคนนั้นยากที่จะละสายตา”

 

 

“หากด่วนตายไปเสียก่อนคงน่าเสียดายที่จะไม่มีโอกาสได้มองมันอีก เพราะงั้นข้ายังคงต้องมีชีวิตอยู่กวนใจท่านไปอีกนานเลยป๋ายเซียนอดทนเข้าล่ะ”

 



        

#สะใภ้บรรณาการ


 







 

อีกประมาณสองตอนก็จะแต่งงานกันแล้วจ่ะ อดใจรอกันนิสสส

// ตอนหน้ามาเดินตลาดกันต่อ จะมีอะไรมั้ยต้องติดตามนะ หึหึ (รอกันหน่อยเน้อ ภารกิจช่วงนี้เยอะมากจริงๆ นี่ก็ชะแวบมาแต่งเพราะอยากเขียนฟิคทั้งที่ควรจะอ่านหนังสือ 555)




         CR.SQW
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 787 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

10,413 ความคิดเห็น

  1. #10375 funnongnapat2139 (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 11 กันยายน 2563 / 22:28
    ยังไงตอนจบก็คงออกไปใช้ชีวิตนอนกวังสินะ
    #10,375
    0
  2. #10362 belle1502 (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 18 กรกฎาคม 2563 / 19:21
    ความรักก่อตัวขึ้นแล้วสินะ
    #10,362
    0
  3. #10277 munkrishear (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 15 พฤษภาคม 2563 / 18:51
    เขิรนนนนนน
    #10,277
    0
  4. #10253 Emihcy (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 24 เมษายน 2563 / 17:50
    กรี๊ดดดดดดดดดดดดดด เขินมากกกพ่อ!!!!!! หวานเยิ้มไปหมด
    #10,253
    0
  5. #10199 Nam_127 (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 23 มีนาคม 2563 / 22:27
    อรุ่ม✨✨
    #10,199
    0
  6. #10184 ❤ Little "B" ❤ (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2563 / 19:48

    เขินมากแม่
    #10,184
    0
  7. #10160 Clarisse64 (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 28 มกราคม 2563 / 22:28
    แก้มไหม้หมดแล้วช้านเขินนน
    #10,160
    0
  8. #10122 เหมี๊ยวกวิ้น🐧 (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 11 มกราคม 2563 / 13:56
    แม่หนูเขิน ทำไมพอไม่ทะเลาะกันเเล้วน่ารักแบบนี้ ฮือออ มันเป็นสุดยอดด
    #10,122
    0
  9. #10101 VIOLET11EVE (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 5 มกราคม 2563 / 14:10

    ฮือ องค์ชายสามน่ารักเฉยเลย
    #10,101
    0
  10. #10049 PRAE.VV (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 20 ธันวาคม 2562 / 01:34
    อมก. มันแบบตึกตักๆๆมากจ่ะ
    #10,049
    0
  11. #9995 Isabellbest (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 29 พฤศจิกายน 2562 / 04:35
    ได้กลิ่นฟามรักตุๆค่ะทุกๆทั่น
    #9,995
    0
  12. #9928 pbcy (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 19 ตุลาคม 2562 / 12:17
    แงวงงวมันเป็นน่ารักนะคะ องค์ชายสามตกหลุมรักยัยน้องแล้วใช่มั้ยน
    #9,928
    0
  13. #9884 IPINOCKIO (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 16 กันยายน 2562 / 19:17
    เกร้ดดดดดดดดดด เหมือนความสัมพันธ์เริ่มคืบหน้าทีละนิดทีละน้อยแล้วสินะ ชอบฉากที่คุยกันในที่แคบจัง ดูจริงจังและจริงใจมากๆ
    #9,884
    0
  14. #9848 heykiki (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 9 กันยายน 2562 / 21:38
    น่ารักมากมากกกกกกก จะร้องไห้ มากจริง ๆ ยิ้มเปงบ้าเลย ทำน้องร้องไห้เก่งงงงง แต่น่ารักให้อภัย
    #9,848
    0
  15. #9828 Vlaiznoirzz (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 24 กรกฎาคม 2562 / 04:48

    มดกัดเป็นฝูงแล้ว
    #9,828
    0
  16. #9794 Ohsehun9494 (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 2 มิถุนายน 2562 / 21:07

    ตอนนี้ละมุนมากเลย อบอุ่นจัง นี่ขนาดยังไม่รักกันนะ ถ้ารักกันจะอบอุ่นหัวใจขนาดไหน ????

    #9,794
    0
  17. #9786 mayyamcc (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 1 มิถุนายน 2562 / 22:19
    อบอุ่นง่ะ งื้อออออ
    #9,786
    0
  18. #9706 NanananananaNa (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 13 มกราคม 2562 / 15:31
    กรี้ดๆๆๆๆๆ
    #9,706
    0
  19. #9683 คุณยิปปี้ (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 27 ธันวาคม 2561 / 12:13
    ออกมานอกวังแบบนี้ ยื่งรู้ใจตัวเองขึ้น ให้ตายสิ
    #9,683
    0
  20. #9674 mumuninnin (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 20 ธันวาคม 2561 / 20:55
    อรุ่ม ชานยอล
    #9,674
    0
  21. #9639 bemysunshine (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 10 พฤศจิกายน 2561 / 02:58
    โอ๊ย นี่คือการจีบกันของเขาสองคนสินะ //-\\ เขินมากจ้าแม่ องค์ชายสามทำไมตอนนี้แอบละมุน เริ่มหลงน้องเข้าแล้วล่ะสิ อิอิ บอกแล้วว่าไม่รอด 55555
    #9,639
    0
  22. #9522 chootikarn (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 13 สิงหาคม 2561 / 19:46
    น่ารักง่าาา
    #9,522
    0
  23. #9478 sunshinyi19 (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 7 สิงหาคม 2561 / 17:46
    งือ ละมุนนนนน><
    #9,478
    0
  24. #9477 sunshinyi19 (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 7 สิงหาคม 2561 / 17:45
    ว้อยย ชอบน้องแล้ววววว
    #9,477
    0
  25. #9466 11507416p (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 5 สิงหาคม 2561 / 02:33
    คำพูดคำจาน่ารักเชียวชายสาม
    #9,466
    0