สะใภ้บรรณาการ (Chanbaek) -END-

ตอนที่ 8 : 07 - งานเลี้ยงต้อนรับ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 21,590
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 818 ครั้ง
    6 ก.ย. 59



 -07-

งานเลี้ยงต้อนรับ

 

 

 






            ลมเย็นยามพลบค่ำพัดเอากระดิ่งทองที่ห้อยติดใต้กรงนกป่าแกว่งดิ้นไปมา ส่งเสียงกรุ๊งกริ๊งแข่งเสียงสวบสาบของกิ่งไม้ไหว ใบไม้สีเหลืองทองร่วงเกลื่อนพื้น บ้างปลิวว่อนไปหล่นลอยอยู่บนผิวน้ำในสระบัวใหญ่ใกล้ๆ และบ้างก็ปลิวเข้ามาถึงในศาลาริมน้ำ..ที่ที่องค์ชายสามแห่งโชซอนกำลังประทับอยู่

 

            เสียงฝีเท้าหนักๆดังใกล้เข้ามา ไม่ต้องหันไปมององค์ชายหนุ่มก็เดาได้ทันทีว่าเป็นผู้ใดที่เข้ามาหยุดยืนอยู่ด้านหลังของเขา

 


“แทมินส่งทหารมาบอกข้าว่างานใกล้เริ่มแล้วพะยะค่ะ”

 


พระพักตร์สมบูรณ์แบบดุจหยกสลักหันเพียงเสี้ยวเมื่อได้ฟังคำบอกเล่าขององครักษ์คนสนิท ดวงเนตรสีรัตติกาลกลอกมองไปทางกรงนกป่าที่ตนเป็นคนสั่งให้ทหารนำมาแขวนประดับศาลาเองแวบหนึ่ง ก่อนจะกลับมาสนใจภาพวาดบนกระดานที่ตั้งอยู่ตรงหน้าต่อ

 


พระหัตถ์จับด้ามพู่กันละเลงสีใส่งานศิลปะของตัวเองอย่างชำนิชำนาญ

 


“รีบเสด็จก่อนที่ฝ่าบาทจะเสด็จถึงดีหรือไม่ หากช้า..คงถูกกริ้วอีกเป็นแน่”

 

“เจ้าเริ่มนิสัยเหมือนแทมินเข้าไปทุกวันแล้วนะจงอิน” เอ่ยเย้าทั้งที่ยังนั่งหันหลังให้คู่สนทนา “ตื่นตูมคิดเผื่อไปไกล แต่ก็สมแล้วที่เป็นฝาแฝดกัน”

 

“เพราะข้าเองก็ถูกแทมินและท่านพ่อย้ำมาอีกทีว่าพักนี้เราควรทำตัวกันดีๆ ฝ่าบาทคาดโทษอยู่อย่างนี้หากทำอะไรให้กริ้วขึ้นมาอีกคงไม่ใช่เรื่องที่ดีนักนี่ก็สามวันแล้วที่เราต้องอยู่แต่ในวังหลวง”

 

“ไม่ได้นอนกอดนางโลมแล้วเจ้าหลับไม่สนิท หรือว่าแอบดื่มเหล้าในเขตพระราชฐานแล้วไม่คล่องคอล่ะ หรือจะเป็นทั้งหมดที่ข้าว่ามา”

 

“ก็ตรัสเป็นเล่นไป องค์ชายก็รู้ว่ามันน่าอึดอัด บ้านข้าเองแท้ๆยังกลับออกไปไม่ได้เลยคิดดูสิ”

 

“ถึงออกไปได้เจ้าก็คงกลับเข้าบ้านแค่เพียงเดี๋ยวเดียวเท่านั้น เวลาที่เหลือไม้พ้นเอาไปให้เหล่าหญิงงามและเหล้าฤทธิ์แรงที่เจ้าชอบ”

 

“ก็ไปด้วยกันไม่ใช่หรือไง”

 

“งั้นหรอกหรือ”

 

“เรื่องนั้นช่างมันก่อนเถอะ อย่าเอาแต่ชวนคุยเล่นเลย เสียงบรรเลงดนตรีเริ่มดังขึ้นแล้วงานคงจวนเจียนจะเริ่มเต็มที เรารีบไปกันดีกว่า” คนฟังหัวเราะเสียงทุ้มคล้ายไม่ใส่ใจ แต่ก็ยอมวางมือและลุกขึ้นจากเก้าอี้แต่โดยดี บิดกายไล่ความเมื่อยขบไปมา พระพักตร์ยังคงความอารมณ์ดีไว้เสมอ

 

“ทหาร” จงอินเรียกทหารที่อยู่บริเวณใกล้ๆให้เข้ามาถวายการรับใช้ สั่งให้นำเอาอุปกรณ์ศิลปะและภาพวาดขององค์ชายสามไปเก็บ

 

“เก็บให้เรียบร้อยล่ะ”

 

“ขอรับ”

 

องค์ชายหนุ่มรอจนทหารรับใช้เก็บของออกไปกันหมดแล้วถึงจะขยับเท้าออกจากศาลาที่ประทับบ้าง แต่แล้วจำต้องหันกลับไปมองหลังอีกคราเมื่อไม่ได้ยินเสียงฝีเท้าขององครักษ์คนสนิทเดินตามมาด้วย

 

“ไม่ต้องรีบไปกันแล้วหรือ?"   

 

ทั้งที่บอกเองว่าควรจะรีบไป ทว่าตอนนี้จงอินกลับยังยืนนิ่งอยู่กับที่ สายตามองตามกระดานภาพวาดที่ทหารเพิ่งเดินเอาออกไปเก็บด้วยสีหน้าครุ่นคิด จนเจ้าของงานศิลปะอดที่จะถามขึ้นไม่ได้

 

“มีอะไรกับภาพวาดของข้าอย่างนั้นหรือ เจ้าถึงมองเหมือนไม่เคยเห็น” องค์ชายหนุ่มมองไล่หลังทหารยศน้อยไปด้วยอีกคน ภาพวาดที่อยู่บนกระดานไม้แผ่นนั้นมีกระดาษเปล่าปกปิดไว้ด้านหน้าอีกที ทหารสองนายนั้นไม่มีโอกาสได้เห็นมันแน่หากว่าไม่บังอาจเปิดดูก่อนได้รับอนุญาต

 

ต่างจากจงอินที่แน่นอนว่าต้องเคยผ่านตาบ้างอยู่แล้ว เพราะต้องเข้ามาถวายการรับใช้ใกล้ๆเจ้าของผลงานบ่อยครั้ง ซึ่งทุกทีก็ไม่เห็นว่าจะมาสนใจงานศิลปะขององค์ชายผู้เป็นนายเหนือหัวแบบนี้แต่อย่างใด ถ้าเป็นแทมินค่อยว่าไปอย่าง เพราะรายนั้นน่ะชอบงานละเอียดอ่อน

 

“ข้าเพียงแปลกใจเพราะฉุกคิดอะไรขึ้นมาได้”

 

“อะไรล่ะ” เลิกคิ้วถามกลับ

 

“วันสองวันมานี้พระองค์เอาแต่วาดรูปว่าที่พระชายา”

 

“อ้อ..

 

“วันก่อนแทมินก็เล่าให้ข้าฟังว่าทรงวาดรูปองค์ชายน้อยด้วยเหมือนกันมิใช่หรือ”

 

“ไม่เหมือนนี่” องค์ชายสามนึกย้อนกลับไปในวันที่ทรงแข่งขันวาดภาพกับองค์ชายเปี้ยนรอยยิ้มเล็กๆที่ปรากฏขึ้นบนมุมปากได้รูปนั้นทำเอาจงอินต้องมองด้วยความประหลาดใจ ถึงแม้จะทรงเป็นคนอารมณ์ขัน หัวเราะง่าย ยิ้มเก่ง แต่ทุกทีรอยยิ้มเหล่านั้นมักแฝงไปด้วยความเจ้าเล่ห์

 

 

ไม่ใช่ดูอ่อนโยนแบบนี้

 

 

“ตอนนั้นและต่อจากนั้นไม่เหมือนกัน เจ้าเคยได้ยินไหมว่าอากัปกิริยาเปลี่ยนอารมณ์ของภาพย่อมต้องเปลี่ยนไปเช่นเดียวกัน องค์ชายน้อยของฝ่าบาทเก่งเรื่องแสดงสีหน้าจะตายไป นำมาเป็นแบบให้ข้าได้ฝึกฝีมือได้ตั้งหลายรูป”

 

“แต่องค์ชายไม่โปรดการวาดรูปบุคคลมิใช่หรอกหรือ”

 

“แล้วต้องชอบเท่านั้นหรือถึงจะวาดได้”

 

จะว่าอย่างนั้นมันก็ใช่ แต่เท่าที่อยู่ด้วยกันมาองค์ชายของเขาไม่เคยขลุกอยู่กับสิ่งที่ตัวเองไม่โปรดได้นานเลยสักครั้งเดียว รูปบุคคลหรือก็น้อยครั้งที่จะได้เห็นว่ามาจากฝีมือของพระองค์ถึงคิดว่าชักยังไงๆอยู่

 

แต่ก็นั่นแหละ ลองได้เล่นคำแบบนี้เค้นให้ตายยังไงองค์ชายก็ไม่พูดหรอก..จับไม่เคยได้ ไล่ไม่เคยทัน..แต่ไหนแต่ไรถ้าไม่มีน้ำเมาเข้าปากเรื่องชาวบ้านก็ไม่ใช่งานถนัดของตัวเองเสียด้วย คงต้องเอาไปให้หน่วยกรองอย่างแทมินช่วยวิเคราะห์ หรือไม่ก็ฝ่ายช่างสังเกตการณ์อย่างองค์ชายห้า แต่หากจะให้รู้ลึกรู้จริงคงต้องพึ่งคนกล้าอย่างลู่หาน..ลูกพี่ลูกน้องของเขาแล้วล่ะ เพราะถ้าเป็นเรื่องขององค์ชายสามแล้วล่ะก็รายนั้นไม่เคยพลาด คงสืบเสาะทุกวิถีทางจนกว่าจะรู้แน่

 

แต่ก็คงจะเป็นตัวเลือกลำดับท้ายๆล่ะนะ เพราะแม้จะเป็นญาติกันแต่นิสัยของพวกเขากลับไปกันไม่ได้สักเท่าไหร่ ลู่หานเป็นลูกคนเดียว มีความมั่นอกมั่นใจในตัวเองสูง เอาแต่ใจและชอบออกคำสั่งตามฉบับคุณชายที่ถูกใครต่อใครตามใจมาตลอด มักทำปากหวานกับผู้ที่มีประโยชน์ด้วยทั้งที่จริงๆแล้วร้ายอย่าบอกใคร เรื่องมารยาทน่ะลืมไปได้เลย ถ้าไม่ใช่เชื้อพระวงศ์ก็ยากที่อีกฝ่ายจะยอมก้มหัวให้ ที่สำคัญญาติผู้พี่ของเขาชอบฝันอะไรลมๆแล้งๆ  

 

 

ซึ่งมันน่าเอือมระอา

 

 

“ตกลงยังจะไปกันอยู่มั้ย งานเลี้ยงต้อนรับองค์ชายของเจ้าน่ะ”

 

“ของข้าหรือว่าของใครกันแน่ วาดรูปเขาเต็มไปหมด

 

“เลิกทำตัวช่างจับผิดเหมือนแฝดน้องของเจ้าได้แล้ว คิดว่าข้ามีใจให้องค์ชายผู้นั้นหรือ”

 

“แล้วจริงมั้ยล่ะพะยะค่ะ”

 

“หากในใจเจ้าเดาคำตอบไว้อยู่แล้วก็อย่าถามข้าเลย”

 

“อย่าตอบกำกวมต่อคนที่พระองค์เรียกว่าสหายรักแบบนี้สิ ถึงจะตามไม่เคยทันแต่ข้าคิดว่าตัวเองรู้อะไรเกี่ยวกับองค์ชายดีไม่น้อยไปกว่าใคร”

 

“แล้วรู้ดีกว่าตัวข้าเองด้วยหรือเปล่า”

 

 

“ถ้าเป็นเช่นนั้นก็ช่วยชี้แนะกันบ้างสิ” องค์ชายสามยิ้มให้อย่างไม่จริงจังแล้วหมุนตัวกลับไปยังทางเดินด้านหน้าต่อ “เพราะขนาดข้าก็ยังไม่รู้เลยว่าตัวเองรู้สึกเช่นไร..

 

 

 


 


 

ลานโถงกว้างคลาคล่ำไปด้วยบุคคลผู้มียศตำแหน่งในราชสำนัก คืนนี้ภายในวังหลวงมีงานรื่นเริงเพื่อจัดเลี้ยงต้อนรับองค์ชายเปี้ยน ป๋ายเซียน ตามพระราชประสงค์ของฝ่าบาท

 

ก่อนฟ้ามืดบริเวณงานค่อนข้างวุ่นวายเพราะเหล่านางกำนัลรับใช้ต่างต้องเร่งมือตระเตรียมงานให้เสร็จสมบูรณ์ก่อนที่เหล่าเชื้อพระวงศ์จะเสด็จมาถึง โดยได้ฮันซังกุงมาเป็นหัวเรือใหญ่ คอยควบคุมดูแลความเรียบร้อยเฉกเช่นทุกๆงานที่ผ่านมา

 

ลานโถงกว้างคั่นด้วยเสาสีแดงจรดฝ้าเพดานสีเขียวลวดลายวิจิตรและพื้นหินอ่อนเงาวับ  ตรงกลางลานถูกปูด้วยพรมสีแดงทอดยาวตั้งแต่ประตูทางเข้าไปจนถึงพื้นหน้าแท่นพระที่นั่งสูงสุดขององค์ราชัน  นางกำนัลฝ่ายพระราชพิธีชุดสีเขียวอ่อนเดินว่อน คอยช่วยฮันซังกุงจัดแจงที่นั่ง บางส่วนกำลังยกเครื่องเสวยเข้ามา บางส่วนช่วยประสานงานกับคณะดนตรีของราชสำนักกันอย่างขันแข็ง

 

เพียงฟ้ามืดทุกอย่างก็เข้าที่เข้าทางดนตรีจากสำนักพระราชพิธีดนตรีหลวงเริ่มทดสอบบรรเลงขึ้นพร้อมๆกับเชื้อพระวงศ์ที่เริ่มทยอยเสด็จกันเข้ามา นานทีเดียวที่ภายในวังหลวงไม่มีงานรื่นเริงสังสรรค์เช่นนี้เกิดขึ้น ค่ำวันนี้จึงเป็นการดีที่ทุกคนจะละวางจากภาระงานทั้งหมดแล้วมาผ่อนคลายด้วยการชมการแสดงกันอย่างพร้อมหน้า

 

 

“องค์ชายเปี้ยนเพคะ”

 

เสียงเรียกด้านหลังเป็นเหตุให้เท้าที่กำลังจะก้าวเข้าไปในโถงจัดงานเลี้ยงชะงักกึก ป๋ายเซียนหมุนตัวกลับไปมอง พบว่าเป็นฮันซังกุงที่ส่งเสียงเรียกเขาเมื่อครู่นี้

 

“ถวายบังคมเพคะองค์ชาย”

 

องค์ชายน้อยค้อมศีรษะรับเล็กน้อย 

 

“มีอะไรหรือ หรือว่าข้ายังเข้าไปในงานมิได้”

 

“เปล่าเพคะ” ซังกุงสูงสุดอมยิ้มเอ็นดู “เพียงแต่พระมเหสีมีรับสั่งให้หม่อมฉันมาทูลเรียกองค์ชายไปพบก่อน หากว่าเสด็จมาถึงแล้ว”

 

“เอ๋..ให้ข้าไปพบ..คนเดียวหรือ?

 

“เพคะ”

 

องค์ชายน้อยหันไปมองหน้าอี้ชิงและแทมินที่ยืนสั่นหัวไม่ทราบเรื่องอยู่ด้านหลัง ไม่มีใครรู้ว่าพระมเหสีเรียกหาเขาทำไม รู้กันแต่ว่าเมื่อมีรับสั่งมาเช่นนี้แล้วก็คงเลี่ยงไม่ได้

 

“ถ้าอย่างนั้นพวกเจ้าเข้าไปในงานกันก่อนแล้วกัน เดี๋ยวข้ากลับมา”

 

“พะยะค่ะ”

 

 


   

องค์ชายป๋ายเซียนเดินตามหลังฮันซังกุงเพื่อไปเข้าเฝ้าพระมเหสีตามรับสั่ง ตอนแรกเดาว่าคงเป็นตำหนักที่ประทับส่วนพระองค์ แต่เปล่าเลยเพียงเดินอ้อมมาทางด้านหลังของตำหนักที่จัดงานเลี้ยงก็พบกับร่างสวยสง่าของสตรีสูงศักดิ์แล้ว พระองค์กำลังนั่งจิบชาอยู่กับฝ่าบาทและพระอัยยิกาของเหล่าองค์ชาย รอบๆมีนางกำนัลและทหารคอยถวายการรับใช้อยู่จำนวนหนึ่ง

 

“องค์ชายเปี้ยนมาแล้วเพคะ”

 

ฮันซังกุงก้มหน้าบอก จากนั้นค่อยๆขยับตัวถอยหลังออกมายืนห่างๆ เพียงใบหน้าน่ารักขององค์ชายน้อยปรากฏอยู่ใกล้ๆทั้งสามพระองค์ที่ประทับอยู่ ณ โต๊ะนั่งเล่นในสวนหย่อมหลังตำหนักต่างก็แย้มสรวลอย่างยินดี

 

“มาแล้วหรือ” 

 

“พะยะค่ะ”

 

“มานั่งข้างๆข้าสิ” หญิงชราในชุดเต็มยศ ศีรษะประดับผมปลอมขนาดใหญ่แสดงถึงอำนาจบารมีผายมือให้ป๋ายเซียนเข้ามานั่งเก้าอี้ตัวข้างๆ ทั้งยังหันไปสั่งนางกำนัลให้รินชาร้อนเพิ่มให้อีกแก้วสำหรับองค์ชายผู้มาใหม่อีก

 

“ไหนหันมาให้ข้าดูหน้าเจ้าดีๆหน่อย” เอ่ยต่อ พร้อมจับปลายคางของป๋ายเซียนเบาๆ ทำเอาคนยังเด็กนั่งเกร็ง ทำตัวไม่ถูกเมื่อถูกเพ่งพินิจระยะใกล้ “นับตั้งแต่วันที่ฝ่าบาทแนะนำเจ้าให้คนในราชสำนักรู้จักเราก็ไม่ได้พบกันอีกเลย วันนั้นข้าก็ไม่ได้มีโอกาสได้มองใกล้ๆเช่นนี้ หน้าหวานอย่างที่พระมเหสีว่าเอาไว้จริงๆ”

 

“อ่า..แห่ะๆ”

 

“เจ้ากลัวข้ารึ”

 

“เปล่าพะยะค่ะ เพียงแต่..ยังไม่คุ้นชินเท่านั้น”

 

“งั้นหรือ ฮ่ะๆ” คนแก่ระบายรอยยิ้มเอ็นดูให้โดยไม่ถือสา 

 

“มือของเจ้าเป็นอย่างไรบ้าง หายดีแล้วหรือยัง” ฝ่าบาททรงถามด้วยความห่วงใย

 

“พะยะค่ะ แผลแห้งดีแล้ว คงเพราะได้ฝีมือการรักษาขององค์ชายห้าและหมอหลวงแผลของข้าจึงหายไวทีเดียว”

 

“ลำบากเจ้าหน่อยนะ”

 

“พะยะค่ะ?

 

“โอรสของข้าคนนี้นั้นรั้นกว่าใคร ข้าไม่รู้จะกล่าวขอโทษเจ้าและพ่อแม่ของเจ้าอย่างไรดีถึงจะเพียงพอ”

 

“อย่าตรัสเช่นนั้นเลยพะยะค่ะ ฝ่าบาทและทุกคนที่นี่ปฏิบัติต่อหม่อมฉันดีแล้ว อีกอย่างแผลนี่มันก็..” ป๋ายเซียนมองรอยบาดแผลบนฝ่ามือตัวเอง “เป็นอุบัติเหตุและความไม่ระวังของหม่อมฉันเอง”

 

“โธ่..” พระพันปีลูบศีรษะเล็กเบาๆ “เจ้าช่างเป็นเด็กดี”

 

“ที่ข้าเรียกเจ้ามาในวันนี้ก็เพื่อจะคุยเรื่ององค์ชายสาม” พระมเหสีเอ่ยขึ้นมาบ้าง “อีกไม่นานเราก็จะกลายเป็นครอบครัวเดียวกันแล้วมีอะไรข้าก็อยากจะพูดกับเจ้าตรงๆเช่นเดียวกับเชื้อพระวงศ์คนอื่นๆ”

 

“พะยะค่ะ” ป๋ายเซียนเลือกผ้าปูโต๊ะตัวกลมสีครีมลายหงส์ตรงหน้าให้เป็นจุดพักสายตา พอได้ยินว่าเป็นเรื่องขององค์ชายสามแล้วรู้สึกไม่อยากรับฟังเอาเสียเลย แต่ถึงอย่างไรก็กระทำเสียมารยาทไม่ลง

 

“องค์ชายสามเฉลียวฉลาดมาตั้งแต่เด็ก หัวไว ช่างเจรจา ความคิดความอ่านมักก้าวกระโดดเหนือผู้อื่นยากจะตามทัน”

 

 

“ถึงจะไม่ฟังใครแต่ก็ไม่ใช่คนเลวร้ายอะไรหรอกนะ เจ้าคงรู้มาบ้างแล้วใช่หรือไม่ว่าพระมารดาขององค์ชายสามทรงสิ้นแล้ว”

 

“พะยะค่ะ ฮันซังกุงเคยบอกหม่อมฉันเรื่องนี้”

 

“เพราะแบบนั้นข้าจึงต้องทำหน้าที่แม่แทนพระสนมซองมาโดยตลอด แม้จะไม่อาจเข้าใจในการกระทำและความรู้สึกจริงๆทั้งหมด แต่ข้าก็เชื่อเสมอว่าลูกคนนี้เป็นคนดี”

 

 

“นิสัยไม่ยอมจริงจัง ทำเป็นเล่นไปเสียทุกเรื่องนั้นบอกตามตรงเลยว่าพวกเราเองก็ไม่รู้จะแก้ไขยังไงเหมือนกัน ชานยอลน่ะเอาแต่ทำทุกอย่างเพื่อให้ตัวเองหลุดพ้นจากวังหลวง”

 

“ต้องการอิสระถึงเพียงนั้นเชียวหรือ”

 

“ถูกปลดออกจากตำแหน่งองค์ชายหรือถูกเนรเทศก็ยอม..บ้าบิ่นไหมล่ะ”

 

“ทำไมถึงเป็นเช่นนั้นล่ะพะยะค่ะ” แค่รักอิสระ แค่อึดอัดที่ต้องอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์ต่างๆถึงกับยอมให้ตัวเองถูกเนรเทศเลยอย่างนั้นหรอ หากเป็นเช่นนั้นก็หมายความว่าจะไม่มีโอกาสแม้แต่เหยียบแผ่นดินเกิด อีกอย่างวังแห่งนี้ก็เป็นบ้านของตัวเองไม่ใช่หรือไง เหตุใดจึงอยากไปให้พ้นขนาดนั้นล่ะหรือมันมีอะไรมากกว่านั้น

 

ป๋ายเซียนเหลือบตามองพระพักตร์ของทั้งสามพระองค์ ไม่รู้คิดไปเองไหม..ว่าในดวงเนตรเหล่านั้นดูหมองลง ทั้งคำถามที่ถามเอาไว้ก็ไม่ทรงตอบกัน จะให้ถามซ้ำอีกครั้งก็คงเสียมารยาทเกินไป

 

“ข้าขออะไรเจ้าสักอย่างได้หรือไม่”

 

“อะไรหรือพะยะค่ะ” 


ป๋ายเซียนชักสังหรณ์ใจแปลกๆ..ไม่ตอบคำถามแล้วยังจะย้อนขอในสิ่งที่ป๋ายเซียนคาดเดาไม่ได้แบบนี้จะเป็นเรื่องที่ดีต่อตัวเองหรือเปล่านะ..แล้วถ้าปฏิเสธล่ะ..จะเป็นเช่นไร

 

“เพียงอย่างเดียวเท่านั้น”

 

“หากไม่เกินกำลังหม่อมฉันอาจจะให้ได้ แต่ถ้า..

 

“อยู่เคียงข้างเขา”

 

 

“ไม่ว่าจะดื้อรั้นหัวแข็งเพียงใด ไม่ว่าจะทำผิดหรือทำดีแค่ไหน เจ้าสามารถทำในสิ่งที่เจ้าเห็นว่าสมควรต่อเขาได้อย่างที่ใจเจ้าต้องการ แต่จงอย่าทิ้งเขา จงอยู่เคียงข้างกัน อยู่เป็นที่พึ่งให้กันและกันแม้ในยามนั้นจะไม่เหลือใคร”

 

 



  

 

โถงจัดงานรื่นเริงดำเนินไปอย่างครึกครื้น การแสดงดนตรีดั้งเดิมชุดแรกเพิ่งจบลง เหล่าบุรุษนักดนตรีชุดฮันบกสีม่วงเริ่มบรรเลงเพลงใหม่เพื่อประกอบการแสดงของเหล่านางรำหลวง ซึ่งเป็นการแสดงชุดที่สองต่อทันที

 

ฝ่าบาทที่นั่งอยู่บนบัลลังก์สูงสุดทรงแย้มสรวลอย่างเป็นสุข ทอดพระเนตรการร่ายรำงดงามอย่างพึงพระทัย ไม่ต่างจากพระพันปีและพระมเหสีที่นั่งถัดลงไปต่างก็แย้มยิ้มให้กับการแสดงเหล่านั้นไม่ต่างกัน

 

ตำแหน่งพระที่นั่งด้านซ้ายขวามีหญิงสูงเกียรติที่ใครๆเรียกว่าพระสนม นั่งเรียงกันตามชั้นลำดับตำแหน่ง ต่อไปด้วยเหล่าพระราชโอรสและเชื้อพระวงศ์คนอื่นๆ ส่วนขุนนางต่างๆนั่งเบาะรองพื้นกันอยู่แถวหลัง กระซิบกระซาบคุยกันอย่างออกรสออกชาติ เช่นเดียวกับคณะนางกำนัลบางส่วนที่มีโอกาสได้เข้ามาร่วมงานด้วย

 

 ป๋ายเซียนนั่งติดกับองค์ชายสาม ไม่รู้ใครเป็นคนจัดแจงให้ เพราะทันทีที่เดินตามหลังพระมเหสีเข้ามาภายในงานก็มีที่ว่างเหลือไว้ให้เพียงแค่ตรงนี้ที่เดียว...แถมยังนั่งติดกันชนิดที่แทบกระทบไหล่อีกต่างหาก พอเหลือบมองพระชายาขององค์ชายรัชทายาทและองค์ชายสองก็พอเข้าใจว่าคงเป็นตำแหน่งที่นั่งของผู้เป็นภรรยา

 

 

“นั่งไม่สบายหรือว่ายุงกัดท่านถึงไม่ยอมนิ่งเสียที” องค์ชายน้อยเอาแต่ขยับตัวไปมาตลอดเวลาจนองค์ชายสามอดถามไม่ได้

 

“ข้าเมื่อย..

 

“อะไรกัน เพิ่งเข้ามานั่งเมื่อยแล้วหรือ”

 

“เพิ่งเข้ามาเสียที่ไหน การแสดงจบไปตั้งหลายชุดแล้ว”

 

“คนอื่นไม่เห็นบ่นเช่นท่านเลยซักคน”

 

ก็ไม่ได้อยากบ่นนักหรอก แต่แค่ไม่ชินที่ต้องมานั่งขัดสมาธิเป็นเวลานานๆ เพราะตอนอยู่ที่แผ่นดินเปี้ยนแท่นที่นั่งนั้นสามารถหย่อนขาลงไปได้สบายๆ นั่งนานก็ไม่เมื่อยขนาดนี้ แต่ที่โชซอนต้องนั่งเก็บขาแม้กระทั่งบนแท่นที่ประทับ..ยกเว้นที่นั่งของฝ่าบาทและพระพันปี

 

“เปลี่ยนมานั่งบนตักข้าไหมล่ะ เผื่อจะสบายขึ้น”

 

“ข้าไม่มีกระจิตกระใจจะต่อคำกับท่านในตอนที่ตะคริวกำลังจะกินขาแบบนี้หรอกนะ..โอ้ย!

 

“ชู่วว์~” ป๋ายเซียนถลึงเนตรใส่คนที่ทำท่าทางบอกให้เบาเสียงลง ทั้งที่ตัวเองเป็นคนถือวิสาสะแกล้งบีบขาที่เริ่มถูกตะคริวเล่นงานของเขาก่อน “ร้องเสียงดังเดี๋ยวคนอื่นเค้าก็คิดว่าเราจีบกันหรอก”

 

“ต้องคิดว่าท่านแกล้งข้ามากกว่า!

 

“ฮ่ะๆ” ป๋ายเซียนนวดขาตัวเองเบาๆ พลางขมุบขมิบปากบ่นอีกฝ่ายเป็นลมๆอย่างเคืองขุ่น กำลังจะเงยหน้าขึ้นต่อว่าคนที่เอาแต่ปล่อยเสียงหัวเราะซ้ำเติมไม่หยุด แต่เผอิญเหลือบไปเห็นสายตาของลู่หานที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามเข้าก่อน

 

แม้จะมีองค์ชายรัชทายาทอินซองและองค์ชายห้าเซฮุนนั่งบังอยู่แถวหน้า แต่ดวงหน้าหวานเกินบุรุษก็ต้องแสงไฟในโถงงานเลี้ยง ประจักษ์โดดเด่นในความรู้สึกป๋ายเซียนอยู่ดีมากไปกว่านั้นคือสายตาที่อีกฝ่ายใช้มององค์ชายข้างๆนี้ที่มันช่างน่าสะดุดตา

 

 

สายตาแบบนั้นมัน

 

เรียกว่าความเสน่หาใช่หรือเปล่านะ

 

 

“เป็นอะไรไป ขาชาไปแล้วหรือนั่งเงียบเชียว” ป๋ายเซียนหันกลับมามองพระพักตร์หล่อเหลา ก่อนจะกลอกตากลับไปมองหน้าลู่หานอีกรอบ..ก็พบว่าสายตาคู่นั้นเปลี่ยนไปแล้ว อีกฝ่ายกำลังมองมาที่เขาอย่างไม่ชอบใจ

 


ป๋ายเซียนคิดว่าตัวเองเริ่มเข้าใจอะไรบางอย่างขึ้นมาแล้วล่ะ..บางอย่างที่เป็นสาเหตุให้ลูกเสนาบดีผู้นั้นตั้งแง่กับเขาตั้งแต่แรกพบ

 


“ส่ายหัวทำไมรึ”

 

“ท่านนี่สาวงามแสดงอยู่ตรงหน้าทำไมไม่มอง มายุ่งอะไรกับข้า”

 

“ข้าเป็นห่วงหรอกถึงได้ถาม”

 

” ป๋ายเซียนนั่งก้มหน้านวดขาตัวเองโดยไม่คิดจะต่อบทสนทนา เมื่อรู้สึกว่าอีกคนยังคงจ้องตนอยู่ก็ถอนหายใจเบาๆแล้วยอมเงยหน้าขึ้นคุยด้วยอีกครา

 

“ข้าออกไปเดินยืดเส้นข้างนอกได้หรือไม่”

 

“รอให้การแสดงชุดนี้จบลงก่อนดีไหม ทุกคนตั้งใจเตรียมการแสดงมาถวายท่าน หากลุกออกไปเลยคงไม่ดี..อดทนอีกหน่อยก็แล้วกันนะ”

 

“อื้ม”

 

 


 

 

“เฮ้อค่อยยังชั่ว”

 

องค์ชายตัวเล็กบิดไล่ความเมื่อยสุดตัว สีหน้าแช่มชื่นขึ้นต่างจากตอนที่ทนนั่งขาชาในโถงจัดงานรื่นเริงราวฟ้ากับเหว...ในที่สุดก็ได้ออกมาเดินเล่นดั่งปรารถนาเสียที

 

ถึงการแสดงจะแปลกตาและสนุกดีแต่อยู่แบบนั้นนานๆมันก็น่าอึดอัด ทุกคนคุยเล่นกันดูมีความสุขเพราะรู้จักกันดี แต่ป๋ายเซียนสิยังไม่สนิทใครนัก ฝั่งขวาเป็นองค์ชายจอมกวน ฝั่งซ้ายก็องค์ชายจื่อเทาที่เอาแต่นั่งเงียบ จะหันหลังไปคุยกับอี้ชิงและแทมินก็ไม่ได้เพราะมีขุนนางคั่นกลางอยู่ถึงสองแถว พอได้ออกมาสูดอากาศบริสุทธิ์เต็มๆปอดแบบนี้ถึงค่อยยังชั่วขึ้นมา

 

 องค์ชายสามที่ตามออกมาเป็นเพื่อน ด้วยข้ออ้างที่ว่า เดี๋ยวฝ่าบาทจะหาว่าละเลยว่าที่พระชายา มองพระพักตร์น่ารักแล้วได้แต่ยิ้มขำ ดูเหมือนองค์ชายน้อยจอมพยศจะเผลอลืม ทำตัวเป็นธรรมชาติต่อหน้าเขาเสียแล้ว..ไม่ปั้นหน้าเฉยเมยและเชิดคอใส่อย่างที่แล้วมาจะว่าไปก็น่ารักดี..

 

“ไม่พันผ้าพันแผลที่มีชื่อข้าแล้วหรือ”

 

แต่ยังไม่วายแหย่เข้าอีกจนได้

 

“ข้าสั่งให้อี้ชิงนำมันไปเผาทิ้งตั้งนานแล้ว!” แกล้งคนอื่นเค้าแล้วยังมีหน้ามาถามหาอีก นิสัยแบบนี้ไงถึงไม่กล้าตบปากรับคำที่พระมเหสีทรงขอ..ตอนนั้นป๋ายเซียนได้แค่นั่งเงียบ เป็นโชคดีที่ผู้ใหญ่ไม่รบเร้าขอให้รับปาก เพราะถ้าเป็นเช่นนั้นคงกระอักกระอ่วนเกินทน

 

แต่อันที่จริงก็เพิ่งปลดผ้าบ้าๆนั่นออกเมื่อวานเองแหละ องค์ชายห้าบอกว่าแผลแห้งแล้วไม่จำเป็นต้องพันมันไว้ ตอนนั้นทั้งดีใจที่สามารถหลุดพ้นจากมันมาได้ และทั้งอับอายรอยยิ้มขำขันขององค์ชายหมอ

 

 

คิดแล้วก็เคือง

 

 

            “แต่ไม่พันมันไว้ก็ดีแล้ว แสดงว่าทรงหายดี”

 

ป๋ายเซียนมองแผ่นหลังกว้างขององค์ชายหนุ่ม อีกฝ่ายกำลังเด็ดใบไม้สีเหลืองมาเป่าเล่นจนเกิดเสียงดนตรีประหลาดๆ อาจจะสู้เสียงขลุ่ยที่ตัวโปรดปรานไม่ได้ แต่ก็ไม่เลวเลย..

 

            ลมเย็นพัดมาเอื่อยๆ คืนนี้ท้องนภาสีดำขลับมีพระจันทร์เสี้ยวและดวงดาวเล็กๆประปราย เสียงดนตรีที่เกิดจากการเป่าใบไม้ขององค์ชายสามดังประสานเสียงลมและเสียงบรรเลงดนตรีจากตำหนักจัดงานเลี้ยง..องค์ชายป๋ายเซียนยังคงยืนมองแผ่นหลังกว้างขององค์ชายตัวสูง ไม่รู้เลยว่าจริงๆแล้วทรงเป็นคนเช่นไรกันแน่

 

            เอาแต่ก่อกวน แต่ทว่ามุมอ่อนโยนนั้นก็มี

 

 

            ใช่..มุมอ่อนโยน ป๋ายเซียนไม่ปฏิเสธว่าหลายครั้งเสี้ยวหนึ่งของความคิดบอกเขาว่าอีกฝ่ายเป็นคนแบบนั้น ไม่แน่ใจว่าตัวเองเผลอหลงกลเล่ห์เหลี่ยมอะไรเข้าหรือเปล่า..แต่ที่ตรัสคล้ายว่าเป็นห่วงมันก็น่าเชื่ออยู่หรอกนะหลายครั้งเหมือนกัน เพียงแค่ไม่อยากยอมรับเท่านั้นเอง

 

            “อ่ะ..

 

            “หือ..?” คนตัวเล็กหลุบตามองใบไม้ในมือใหญ่ “ให้ข้าทำไม”

 

            “ลองเป่ามันดู บางทีท่านอาจจะเปลี่ยนมาชอบมันมากกว่าขลุ่ยผิวของท่านก็ได้”

 

ความชั่งใจทำให้องค์ชายหนุ่มต้องเปลี่ยนจากยื่นใบไม้ให้ถึงมือเป็นริมฝีปากเล็กแทน เขาจ่อมันพร้อมกับช่วยพับครึ่ง รอให้เจ้าของริมฝีปากบางยอมเป่ามัน “ลองเป่าดูสิ”

 

ป๋ายเซียนขมวดคิ้วให้คนชอบบังคับ หากสุดท้ายก็ยอมรับใบไม้มาถือไว้แล้วลองเป่าจริงๆ เสียงประหลาดที่ไม่ได้เป็นเพลงเลยแม้แต่น้อยทำเอาใบหน้าเล็กงองุ้มเหมือนไม่ได้ดั่งใจ องค์ชายสามหัวเราะด้วยความเอ็นดูระคนตลก เป่าใบไม้อีกใบที่อยู่ในมือให้อีกคนดูเป็นตัวอย่างอีกหน ซึ่งนั่นแหละ..ป๋ายเซียนถึงจะทำมันได้

 

            รอยยิ้มชอบใจคล้ายเด็กน้อยขององค์ชายตัวเล็กทำองค์ชายหนุ่มละสายตาไม่ลง ยืนมองความสดใสนั้นพลางอมยิ้มตามโดยไม่รู้ตัว กระทั่งคนถูกมองเงยหน้าขึ้น...ดวงเนตรสีรัตติกาลถึงจะละออก แสร้งเป่าใบไม้ของตัวเองอย่างไม่ให้ผิดสังเกต ทั้งที่ก็ลอบมองต่อจากนั้นอีกหลายครั้ง

 

 

            “ทำไมท่านถึงไม่ชอบวังหลวง”

 

            “หืม?

 

“ก็เห็นชอบออกไปนอกวังบ่อยๆข้าจึงเดาเอาว่าคงไม่ชอบอยู่ในนี้”

 

“ท่านเพิ่งมาอยู่ได้ไม่นานรู้ด้วยหรือว่าข้าชอบออกไปบ่อยๆ”

 

“ใครๆเค้าก็พูดกันทั้งนั้น”

 

“งั้นรึ”

 

“แล้วมันจริงไหม” องค์ชายสามยักไหล่ หาใบไม้ใบใหม่มาเป่าเล่นอีก “ไม่ชอบวังหลวง..หรือว่ามีอะไรสำคัญอยู่ข้างนอกนั้นท่านถึงชอบออกไป เหล่านางโลมอย่างนั้นหรือ”

 

“ท่านสนใจเรื่องของข้าตั้งแต่เมื่อใด”

 

“ข้าเพียงแค่สงสัย หากโปรดถึงเพียงนั้นทำไมไม่ให้คนนำพวกนางมาถวายเป็นเครื่องราชบรรณาการเสียเลย แต่งตั้งให้เป็นนางโลมหลวง ไม่เห็นต้องไปที่แบบนั้นด้วยองค์เองให้เสื่อมเสียพระเกียรติ”

 

“ข้าดูเป็นบุรุษที่หมกมุ่นถึงเพียงนั้นเชียวหรือ” ถามกลับยิ้มๆ “แบบนี้หลังจากเราแต่งงานกันแล้วท่านก็แย่น่ะสิ..

 

 

องค์ชายหนุ่มก้มหน้าขำเบาๆให้กับผู้ที่ยืนแก้มแดงระเรื่อพูดอะไรไม่ออก เท้ามือลงกับหน้าขาทั้งสองข้างของตัวเองเพื่อที่ใบหน้าจะได้อยู่ในระดับเดียวกันกับคนตัวเล็กกว่า “สิ่งที่อยู่นอกวังหลวงไม่ได้มีเพียงหอนางโลมหรอกนะ มันมีอะไรมากมายที่สถานที่แห่งกฎเกณฑ์นี้ไม่มี”

 

“แต่ที่นั่นก็ไม่มีคนในครอบครัวของท่านเหมือนอย่างสถานที่แห่งกฎเกณฑ์นี้ไม่ใช่หรือ”

 

 

“ข้าเองก็เคยคิดอยากออกไปผจญภัยข้างนอกเหมือนกัน แต่ยังไงก็คงต้องกลับมาที่บ้านตัวเองเหมือนเดิม แล้วท่านล่ะ..อยากออกไปเพียงชั่วครั้งชั่วคราวเท่านั้นหรือว่าเป็นตลอดกาล”

 

“ดูท่าว่าคงมีใครเล่าอะไรให้ท่านฟังมากกว่าจะเป็นการเดาเรื่องเอาเองอย่างที่บอกแล้วกระมัง”

 

“ถ้าข้าบอกความจริงท่านจะทำเหมือนกันไหมล่ะ”

 

“เรื่องของข้าไม่น่าสนใจหรอก เปลี่ยนไปคุยเรื่องของท่านกันดีกว่า” ป๋ายเซียนหรี่ตามององค์ชายผู้เฉไฉ “อาทิตย์เศษๆแล้วใช่ไหมที่ท่านต้องมาอยู่ที่นี่ เบื่อหรือเปล่า”

 

“เรื่องนั้นไม่เห็นต้องถาม”

 

“เบื่อสินะ”

 

“เรากำลังคุยเรื่องของท่านกันอยู่นะ เหตุใดจึงวกมาหาข้า”

 

“ก็เรื่องของท่านนั้นน่าสนใจ”

 

“ไม่น่าสนใจ ถ้าจะคุยเรื่องของข้าก็กลับเข้าไปในงานกันเถอะ ข้าหายเมื่อยแล้ว”

 

“เป็นงั้นไป งอนข้าหรือ”

 

“ข้าอึดอัดที่จะต้องคุยกับคนมากเล่ห์มากความลับ ท่านไม่สะดวกใจที่จะเผยเรื่องส่วนตัวเช่นไรข้าก็คงเป็นเช่นนั้น” ในเมื่ออีกฝ่ายยังไม่ยอมเปิดใจ แล้วทำไมเขาจะต้องทำด้วยล่ะ ป๋ายเซียนไม่ยอมเสียเปรียบอยู่ฝ่ายเดียวไปตลอดหรอกนะ

 

“ข้าไม่รู้จักท่านเลย ไม่รู้ว่าตัวตนจริงๆเป็นเช่นไร ไม่รู้ด้วยว่าท่านอยากให้ข้ารู้จักแค่ไหนเพราะท่านไม่เคยคิดจะบอกอะไรให้ข้ารู้สักนิด ฉะนั้นนับจากนี้ไม่ต้องมาถามสิ่งใดจากข้าอีก เพราะข้าจะไม่บอกอะไรต่อผู้ที่ไม่มีความจริงใจให้เหมือนกัน”

 

“เฮ้..ต้องจริงจังขนาดนี้เลยหรือ” กลั้วหัวเราะถามพลางเดินตามองค์ชายช่างงอนไปติดๆ “ป๋ายเซียน”

 

“อย่ามาเรียกข้าเหมือนว่าเราสนิทกัน”

 

“ไม่เอาน่า เจ้าทำให้ข้ารู้สึกเหมือนกำลังทำให้เมียโกรธอยู่นะ”

 

“นี่!

 

“เอาแบบนี้ไหม หากอยากรู้ว่าข้าออกไปนอกวังทำไมพรุ่งนี้ก็ลองออกไปด้วยกันดูไหมล่ะ”

 

“ออกไปด้วยกัน?

 

“ท่านจะได้ไม่ต้องอุดอู้อยู่แต่ในตำหนักเล็กให้น่าเบื่อไง จะว่าไปตั้งแต่มาที่นี่ข้าก็ยังไม่ได้พาท่านไปไหนเลยนี่นะ”

 

“ได้ยินมาว่าท่านถูกฝ่าบาทสั่งห้ามมิให้ออกไปข้างนอกมิใช่หรือ”

 

“ห้ามแล้วอย่างไรล่ะ วังหลวงมีทางออกตั้งมากมาย ก็เลือกซักทางที่ไม่มีใครรู้สิ”

 

“ท่านหมายถึงแอบออกไปน่ะเหรอ?!” องค์ชายสามพยักหน้ารับ “หากโดนจับได้ขึ้นมาไม่ต้อง...

 

“หากเลือกที่จะไปข้างหน้าก็อย่ามัวพะวงหลังให้หมดสนุก การอยู่แต่ในกรอบมันไม่สนุกหรอก ท่านควรลองแหกกฎดูบ้าง”

 

 

“อย่าทำหน้าเหมือนเด็กมีปัญหาแบบนั้นสิ ไปกับข้ามีอะไรให้ต้องกังวล”

 

“ก็เพราะว่าไปกับท่านนั่นแหละที่ข้าต้องกังวล” ป๋ายเซียนสวนทันใด ในใจกำลังคิดหนัก 


สมองน่ะคัดค้านเต็มที่ว่าไม่ใช่เรื่องที่สมควรทำ แต่ใจกลับเหมือนลิงโลดอยากที่จะออกไป...ป๋ายเซียนอยากออกไปเผชิญโลกภายนอกมานานแล้ว อยู่ที่วังตัวเองเสด็จพ่อและเหล่าท่านพี่ไม่เคยยอมให้ออกไปไหนเลยเพราะเอาแต่ห่วง ได้ยินแต่คนเค้าพูดต่อๆกันมาว่าข้างนอกเป็นแบบนั้นแบบนี้ ซึ่งมันก็นานจนนึกภาพตามไม่ออกแล้วว่านอกวังมีอะไรบ้าง..เพราะนับครั้งได้ที่เคยได้ออกไป

 

“อย่าฝืนใจตัวเองเลย อยากไปก็ไปยากตรงไหน”

 

“ข้าไม่ได้ถนัดเรื่องทำความผิดเหมือนอย่างท่านนะถึงจะได้ไม่กลัวอะไร”

 

“สรุปว่าไม่ไป?

 

“ไม่ ข้า..ไปก็ได้ แต่ขอพาอี้ชิงไปด้วยได้ไหม”

 

“ออกไปกันเยอะเท่าไหร่ยิ่งเสี่ยงให้ฝ่าบาทจับได้เท่านั้น”

 

 

“ท่านคนเดียวข้าดูแลได้ ไม่ต้องกังวล”

 

“ตกลง ข้าจะไปกับท่าน”

 

 


 

#สะใภ้บรรณาการ
















พักนี้มิว่างเลย..อยากเขียนจะแย่ รอกันหน่อยน๊า

 

         CR.SQW
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 818 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

10,413 ความคิดเห็น

  1. #10382 03ftjan (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 19 ตุลาคม 2563 / 13:46
    ไปเรยจ้า พี่เขาดูแลหนูได้แน่ๆคุณแม่อนุญาต
    #10,382
    0
  2. #10252 Emihcy (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 24 เมษายน 2563 / 16:57
    เเน๊!!!!!!!!! กลิ่นความรักมันเริ่มเเล้วค่ะ
    #10,252
    0
  3. #10227 Rain (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 19 เมษายน 2563 / 16:55

    กรีดๆๆๆๆ ไปเลยจ้ะหนูน้อยของแม่อยาได้กลัว

    #10,227
    0
  4. #10215 MessyAyanaputra (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 11 เมษายน 2563 / 20:49
    โอ๊ะ เขาจะไปเดทกันคร่าาาา
    #10,215
    0
  5. #10183 ❤ Little "B" ❤ (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2563 / 16:33
    ชวนน้องหนีเที่ยวเฉย
    #10,183
    0
  6. #10116 เหมี๊ยวกวิ้น🐧 (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 11 มกราคม 2563 / 03:19
    มาเเล้วค่ะ เริ่มมาเเล้ว กลิ่นไอแห่งความเริ่มจะรักกันมาเเล้วว
    #10,116
    0
  7. #10048 PRAE.VV (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 20 ธันวาคม 2562 / 01:15
    เริ่มปรับเข้าหากันแล้วแมมมมม่!
    #10,048
    0
  8. #10008 เคเฮชเย็นเย็น (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 6 ธันวาคม 2562 / 20:04
    จะรักกันคราวนี้แหละ
    #10,008
    0
  9. #9927 pbcy (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 19 ตุลาคม 2562 / 11:44
    นุได้กลิ่นความรัก ฮือออ
    #9,927
    0
  10. #9914 real__yeolda (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 4 ตุลาคม 2562 / 12:39
    ก็คือ เอาน้องไปทิ้งแน่ๆ
    #9,914
    0
  11. #9883 IPINOCKIO (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 16 กันยายน 2562 / 12:10
    เอาแล้ว จะพาน้องซนแล้ววว ดูท่าชานยอลเริ่มหวั่นไหวแล้ว...รึเปล่า เห็นนั่งวาดรูปเค้าทั้งๆที่ตัวเองไม่ชอบวาดรูปคน ดูเหมือนจะมีเรื่องที่เรายังไม่รู้เกี่ยวกับชานยอลสินะ ตอนแรกแค่คิดว่าเป็นคนเจ้าเล่ห์เจ้ากลเฉยๆ แต่ฉุกคิดได้ตอนที่แบคไปพบพระพันปีแล้วเค้าพูดถึงเรื่องชานยอลกันอ่ะ แสดงว่าต้องมีเบื้องลึกเบื้องหลังชัวร์
    #9,883
    0
  12. #9847 heykiki (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 9 กันยายน 2562 / 20:07
    พาน้องดื้ออีกแล้วชานยอล ตายยยยย อยู่กันนานกว่านี้ต้องเข้ากันเป็นปี่เป็นขลุ่ยยยยยยยยยยยยยย ชอบน้องแล้วก็บอก
    #9,847
    0
  13. #9793 Ohsehun9494 (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 2 มิถุนายน 2562 / 20:43

    อ๋าววว พาน้องซนซะงั้นเลยยย

    #9,793
    0
  14. #9754 KcNDy (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 20 มีนาคม 2562 / 00:34
    ล่อน้องเปล่าชานยอล....
    #9,754
    0
  15. #9673 mumuninnin (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 20 ธันวาคม 2561 / 20:32
    พาน้องดื้ออ่ะชานยอลลลลล
    #9,673
    0
  16. #9638 bemysunshine (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 9 พฤศจิกายน 2561 / 19:49
    ก็ยังมีอีกหลายเรื่องที่ยังไม่รู้จักกันและกัน แต่ไม่เป็นไร ให้ตาพี่เริ่มหลงเสน่ห์น้องไปเรื่อยๆก็พอ 555555555
    #9,638
    0
  17. #9583 kunikuni (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 6 ตุลาคม 2561 / 17:25
    อย่าพาน้องไปหอนางโลมนะ น้องยังเด็กอยู่ 55555555555
    #9,583
    0
  18. #9533 cottonϟ (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 15 สิงหาคม 2561 / 07:10
    เจ้าเล่ห์จริงๆเลย แหมไปกันสองคน5555555555
    #9,533
    0
  19. #9476 sunshinyi19 (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 7 สิงหาคม 2561 / 17:21
    งุ้ยย ชวนน้องออกนอกวังด้วยย//////
    #9,476
    0
  20. #9461 lad1988da (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 4 สิงหาคม 2561 / 14:35

    องค์ชายจะพาไปเที่ยวข้างนอกดูแลน้องให้ดีๆหล่ะ

    #9,461
    0
  21. #9430 EsHyun (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 1 กรกฎาคม 2561 / 07:59
    พาไปเที่ยวด้วย
    #9,430
    0
  22. #9411 midora (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 12 มิถุนายน 2561 / 16:44
    ย้องเริ่มเปิดใจแล้ววว ชายสามมีปมแน่นอน
    #9,411
    0
  23. #9205 ppploycb (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 8 เมษายน 2561 / 23:18
    องค์ชายสามมีปมอะไรในใจหรือป่าว เกี่ยวกับเรื่องแม่หรอ
    #9,205
    0
  24. #9162 sehun-hunhan (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 7 เมษายน 2561 / 15:18
    องค์ชายน้อยยย อย่าไปเชื่อออออ
    #9,162
    0
  25. #9144 WILA-k (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 6 เมษายน 2561 / 13:50
    น้องอย่าไปเชื่อใจมัน!!! เอาองค์ชายห้าเลยน้องงง
    #9,144
    0