สะใภ้บรรณาการ (Chanbaek) -END-

ตอนที่ 7 : 06 - องค์ชายสาม

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 21,172
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 733 ครั้ง
    6 ก.ย. 59


-06-

องค์ชายสาม

 

 

 





         

องค์ชายสามหายไปขลุกตัวอยู่หอนางโลมอีกแล้วหรอ

 

ข้าได้ยินทหารตำหนักฤดูร้อนคุยกันว่าอย่างนั้น

 

ถึงว่าสิ หายไปเลย

 

นั่นน่ะสิ นี่ก็ย่างเข้าวันที่สี่แล้วมั้ยที่ไม่เสด็จมาที่นี่เลย จะทรงเข้าพิธีอภิเษกสมรสอยู่รอมร่อยังจะไปสถานที่เช่นนั้นอีก เนี่ยน๊านิสัยของบุรุษเจ้าชู้

 

เบาๆหน่อย หากใครมาได้ยินเข้าไม่แคล้วจะพากันหัวขาด

 

ก็มันจริงมั้ยล่ะ ทรงเจ้าสำราญมาแต่ไหนแต่ไร จะให้เปลี่ยนนิสัยนั้นก็คงยาก ข้าว่าต่อให้อภิเษกสมรสกับองค์ชายเปี้ยนไปแล้วองค์ชายก็คงจะทำนิสัยเดิมๆอีกอยู่ดี ยิ่งมีท่านจงอินเป็นสหายรักกอดคอพากันท่องราตรีอยู่เป็นนิจด้วยแล้ว..เฮ้อ..ข้าไม่อยากจะคิด ถ้าข้าเป็นองค์ชายเปี้ยนมีหวังอกแตกตาย

 

เจ้าไม่ต้องเป็นองค์ชายเปี้ยนเจ้าก็จะตาย! บอกว่าให้พูดเบาๆไม่รู้จักฟังกันบ้างเลย!’

 

โอ้ย! อย่าหยิกข้าสิ

 

 


          เสียงคุยกันของนางกำนัลที่นั่งเฝ้าอยู่หน้าประตูห้องบรรทมดังลอดเข้ามาถึงภายใน เป็นเหตุให้บุคคลที่ไม่ได้ตั้งใจฟังแต่กลับได้ยินเข้า ชะงักมือจากการวาดภาพพู่กันลงในกระดาษแผ่นใหญ่...ป๋ายเซียนไม่ได้อยากจะฟัง ไม่ได้อยากรับรู้เรื่องราวใดๆของคนผู้นั้นสักนิด ทว่าร่างกายมันไปเอง เงี่ยหูฟังเสียงนินทาหน้าห้องอย่างเผลอลืม มารู้สึกตัวได้อีกทีก็ตอนที่บานประตูไม้กรุด้วยผ้ากระดาษถูกเลื่อนออกด้วยฝีมือของอัศวินจากตำหนักฤดูร้อนนั่นแหละ

 

            “ขอประทานอภัยองค์ชายเปี้ยน!” แทมินรีบค้อมหัว ทรุดเข่าลงกับพื้นข้างหนึ่งเพื่อขออภัยที่ทำให้องค์ชายน้อยตกพระทัย “ท่านอี้ชิงบอกว่าองค์ชายต้องการกระดาษวาดเขียนเพิ่ม หม่อมฉันจึงรีบนำมาถวายจนลืมเรื่องมารยาทไปเสียสนิท คราวหลังหม่อมฉันจะระวังตัวให้มากกว่านี้ ขอองค์ชายโปรดประทานอภัย...

 


จะใช้คำว่าทะเล่อทะล่าเข้ามาก็ไม่ถูกนัก แทมินไม่ได้รีบร้อนถึงขนาดนั้น เพียงแต่ติดนิสัยตอนอยู่ตำหนักฤดูร้อนจนเคยตัวไปหน่อย ที่เมื่อไหร่ถูกองค์ชายสามเรียกหาก็ต้องมาให้ทันพระทัย ประกอบกับถูกเรียกใช้งานบ่อย มีความสนิทสนมคุ้นเคยกันจนหลายครั้งละเลยการปฏิบัติตัวที่ถูกต้องไป

 

            อย่างเช่นการเอ่ยขออนุญาตผู้สูงศักดิ์ก่อนที่ตัวเองจะเข้าพบ หรือการส่งสัญญาณบอกล่วงหน้าเล็กๆน้อยๆไม่ใช่เปิดประตูเดินเข้ามาดื้อๆนี่องค์ชายเปี้ยนนะแทมิน ไม่ใช่องค์ชายสามนึกแล้วก็อยากจะตีหัวตัวเอง..

 

            “เอาเถอะๆ คราวหน้าคราวหลังระวังหน่อยก็แล้วกัน”

 

“พะยะค่ะ”

 

ความจริงอี้ชิงก็เผลอทำแบบนี้บ่อยๆเหมือนกันด้วยความสนิท ถูกตำหนิบ้างถ้าหากว่าป๋ายเซียนฉุกคิดขึ้นได้ ส่วนกับแทมินนั้นแม้จะมียศต่ำศักดิ์กว่าแต่เพราะไม่ใช่คนของตัวเองป๋ายเซียนจึงไม่อยากล้ำเส้นว่าอะไรมาก อีกอย่างตอนนี้เขากำลังนึกกระดากอายตัวเองที่อยู่ๆก็สนใจฟังเรื่องขององค์ชายสามขึ้นมาเลยไม่ได้ถือสาความผิดพลาดที่ไม่ได้ตั้งใจของแทมินเท่าไหร่

 

“เจ้าเอากระดาษมาถวายข้าไม่ใช่เหรอ”

 

“อ่อ..พะยะค่ะ” คนถูกทักรีบคลานเข่าเข้าไปหา ส่งกระดาษที่ถูกม้วนเก็บอย่างดีให้กับองค์ชายน้อยที่นั่งอยู่อีกฝั่งของโต๊ะเตี้ยตั้งพื้น ภาพวาดพู่กันที่เกือบเสร็จสมบูรณ์บนโต๊ะทำให้อัศวินหนุ่มระบายรอยยิ้มออกมา

 

“สวยมากเลยพะยะค่ะ” แทมินนั่งคุกเข่าบนเบาะรอง สองมือวางทับบนหน้าขาทั้งสองข้างของตัวเอง สายตาจดจ้องชมภาพที่องค์ชายน้อยกำลังใช้พู่กันวาดระบายอยู่ด้วยความสนใจ

 

“ข้ากลับคิดว่ามันยังแปลกๆ ไม่ได้จะโอ้อวดเจ้าหรอกนะ แต่ข้าเคยวาดได้ดีกว่านี้ สงสัยฝีมือจะตก...

 

“ไม่หรอกพะยะค่ะ หม่อมฉันว่ามันออกจะสวย องค์ชายชอบนกหรือ”

 

“อื้ม บ้านเมืองข้ามีนกสวยๆเยอะเลย แต่เสด็จพ่อไม่ประทานอนุญาตให้เลี้ยงซักที เอาแต่ตรัสว่ากลัวมันจะทำอันตรายให้สมัยเด็กข้าเคยถูกปากมันจิกเข้าน่ะ เสด็จแม่ว่าอย่างนั้นนะ”

 

“ฮ่าๆๆ”

 

“ข้าเลยได้แต่วาดภาพมันไปวันๆ”

 

“ที่โชซอนก็มีนกสวยๆเยอะนะพะยะค่ะ วังหลวงแห่งนี้ก็มีที่เลี้ยงไว้”

 

“จริงหรือ”

 

“พะยะค่ะ หากองค์ชายโปรดและอยากจะเห็นมันใกล้ๆต้องเสด็จไปที่ตำหนักฤดูร้อน” พระหัตถ์น้อยหยุดจับพู่กันแต่งแต้มภาพวาดอีกครา “องค์ชายสามทรงนำมันมาเลี้ยงไว้หลายตัวทีเดียว บางตัวก็บินมาขออาศัยเอง”

 

“คนแบบนั้นมีใจเมตตาต่อสัตว์โลกเหมือนอย่างคนอื่นเค้าด้วยหรอ หรือเพราะว่าไม่มีคนคบหาจึงต้องเลี้ยงสัตว์เอาไว้คุยด้วย”

 

“องค์ชายก็ตรัสเกินไปพะยะค่ะ” ถึงจะว่าแบบนั้นหากสุดท้ายแทมินกลับต้องมานั่งขำจนไหล่สั่นเสียเอง ท่าทางองค์ชายเปี้ยนคงไม่ชอบพระทัยองค์ชายของเขาจริงๆ ซึ่งมันก็น่าอยู่หรอกแต่เอาเป็นว่าแทมินจะไม่เข้าข้างใครก็แล้วกัน เพราะไม่ว่าองค์ชายสามจะดื้อรั้นไม่ฟังใครเพียงใดพระองค์ก็ยังเป็นเจ้านายของเขาอยู่ดี ถึงตอนนี้จะทรงมีรับสั่งให้แทมินย้ายมาถวายการดูแลองค์ชายเปี้ยนอย่างไม่มีกำหนดกลับแล้วก็เถอะ

 

“อาจจะทรงเอาแต่พระทัยไปสักหน่อย”

 

“ไม่หน่อยแล้วล่ะ”

 

“เอ่อ..นั่นแหละพะยะค่ะ” แทมินเกาหัวแกร่กๆ “ถึงจะเอาแต่พระทัยแต่องค์ชายก็ยังมีมุมดีๆนะพะยะค่ะ ทรงพระทัยดี..อ่อนโยน ชอบช่วยเหลือผู้อื่น ที่สำคัญทรงพระปรีชาสามารถรอบด้าน ยิ่งงานศิลปะดนตรีแบบนี้พระองค์ยิ่งโปรดปราน กระดาษวาดเขียนที่หม่อมฉันนำมาถวายองค์ชายก็มาจากตำหนักฤดูร้อน ขององค์ชายสามทั้งนั้นพะยะค่ะ” ได้ยินแล้วป๋ายเซียนก็ใช้กระดาษที่ตัวเองต้องการเพิ่มไม่ลง คงต้องจบวิชาศิลปะแค่เพียงกระดาษแผ่นที่วาดอยู่บนโต๊ะนี้แล้วกระมัง

 

“เจ้านี่สมกับเป็นคนของเค้าจริงๆ เอ่ยถึงแต่เรื่องดีๆ”

 

“หามิได้พะยะค่ะ หม่อมฉันเพียงทูลเล่าให้ฟังตามความจริง หากตัดนิสัยดื้อรั้นและช่างกวนออกไปองค์ชายสามนั้น..

 

“คงเป็นผู้เป็นคนมากกว่านี้”

 

การแทรกบทพูดขององค์ชายน้อยทำเอาแทมินนั่งไหล่ตกอย่างไปไม่เป็น ได้แต่ห่อปากพลางอุทาน โธ่..’ แบบที่ช่วยอะไรไม่ได้จริงๆ พยายามที่จะกู้หน้าสร้างมุมมองดีๆให้ว่าที่พระชายาแล้ว แต่ที่มันยากคงเพราะว่าองค์ชายของเขาสร้างเรื่องไว้มากอีกตามเคยคงสุดแล้วแต่เวรแต่กรรมของใครของมันจะนำไปแล้วล่ะแบบนี้

 

“จะว่าไปตั้งแต่เจ้ามาอยู่ดูแลข้าได้สองสามวันข้าก็ยังไม่ได้ถามอะไรต่อเจ้าเลยนี่นะ” ป๋ายเซียนเอาพู่กันจุ่มสีแล้วเริ่มละเลงมันลงบนกระดาษแผ่นที่อยู่ตรงหน้าอีกครั้ง

 

“องค์ชายอยากรู้อะไรหรือพะยะค่ะ”  นกป่าตัวเล็กหลายตัวที่ทรงวาดให้มันเกาะตามกิ่งไม้ใหญ่ริมธารน้ำใส บวกคำถามของผู้ติดตามคนใหม่ทำเอาริมฝีปากบางจุดยิ้มเล็กๆ นั่งขัดสมาธิหลังตรง..ละเลงสีน้ำด้วยความเพลิดเพลินเว้นระยะเงียบ ปล่อยให้แทมินนั่งมองพระพักตร์ด้วยความอยากรู้อยู่ชั่วอึดใจจึงจะยอมเอ่ยปาก

 

“ข้าอยากรู้เรื่องขององค์ชายเจ้า”

 

“ก็..

 

“เมื่อครู่เจ้าเล่าถึงด้านดีเค้าไปแล้ว” แทมินรู้สึกเหมือนงานจะเข้า “ต่อไปลองเล่าถึงด้านไม่ดีให้ข้าฟังบ้างสิ อย่างเช่นเรื่องวีรกรรมที่คนในราชสำนักรู้กันแต่ข้ายังไม่เคยรู้มาก่อน”

 

“เอ่อ

 

“หรือจะเป็นเรื่องที่ทรงหายหน้าไปหลายวัน องค์ชายของเจ้าออกนอกวังไปทำสิ่งใด”

 

“เรื่องนั้นหม่อมฉัน..

 

“ได้ยินมาว่าแฝดพี่ของเจ้าก็ตามเสด็จไปด้วยบ่อยๆ”

 

“นั่นแหละพะยะค่ะ จงอินรู้ดีกว่าหม่อมฉัน น่าจะทูลเล่าให้องค์ชายฟังได้มากกว่า”

 

“เจ้ากำลังจะบอกข้าว่าเจ้าไม่รู้เรื่องด้วยอย่างนั้นหรอ”

 

 

“แทมิน...ตอนนี้เจ้ามาถวายการดูแลข้า แสดงว่าเจ้าเป็นคนของข้าไปแล้วครึ่งหนึ่ง หากเราไม่เปิดใจให้กันแล้วจะอยู่กันได้ยาวหรือ” แทมินนั่งก้มหน้าอย่างกระอักกระอ่วนใจ “แต่เอาเถอะ..หากลำบากใจนักไม่ต้องเล่าก็ได้ ข้าเข้าใจว่าเจ้าจงรักภักดีต่อองค์ชายของเจ้า ข้าเองก็เป็นแค่ว่าที่พระชายา ไม่ได้มีสิทธิ์ที่จะรู้อะไรหากว่าองค์ชายของเจ้าไม่ได้ประทานอนุญาต”

 

“โธ่..องค์ชายตรัสแบบนี้หม่อมฉันก็แย่น่ะสิพะยะค่ะ”

 

องค์ชายน้อยแอบหัวเราะเบาๆ ก่อนจะรีบแสร้งตีสีหน้าตัดพ้อตอนที่แทมินเงยหน้าขึ้นมอง “ดูมือข้าสิ..ได้เลือดตั้งแต่วันแรกไม้รู้ต่อไปจะกลายเป็นแผลเป็นหรือเปล่า องค์ชายของเจ้าก็เอาแต่เล่นไปวันๆข้าเจ็บก็ยังไม่มาเหลียวแล เป็นคนเช่นไรข้าไม่อาจรู้เลย”

 

 

“หากเจ้าจะนึกเห็นใจแล้วเล่าให้ฟังสักนิด อย่างน้อยข้าจะได้คิดหาวิธีรับมือ หรือหากมันเกินกำลังจริงๆจะได้เตรียมใจไว้ตั้งแต่ตอนนี้ ไม่ต้อง..

 

“ก็ได้พะยะค่ะ!

 

 

“องค์ชายประสงค์จะรู้สิ่งใดถามมาก็แล้วกัน..หม่อมฉันยอมแล้ว”

 

 



 



 

อีกด้านหนึ่ง


 

 

“จะกลับแล้วจริงๆเหรอเจ้าคะ ใต้เท้า” หญิงสาวรูปร่างอรชรเอ่ยถามบุรุษหนุ่มรูปงามที่ยืนให้นางช่วยแต่งกายด้วยน้ำเสียงอ่อนหวานแกมออดอ้อน พยายามผูกเชือกชุดคลุมตัวยาวให้ช้าลง เพื่อที่จะได้ยืดเวลาอยู่ด้วยกันให้นานที่สุด

 

“วันนี้เจ้าดูอ้อนเอาใจข้าผิดปกตินะเมียงโฮล” เย้ากลับพลางลูบหัวไหล่หญิงสาวเบาๆ “ยิ่งข้ากลับไวเท่าไหร่เจ้ายิ่งจะมีเวลาพักผ่อนเพิ่มขึ้นเท่านั้นไม่ใช่หรอกหรือ เหตุใดจึงทำเหมือนอยากให้ข้าอยู่ต่อล่ะ”

 

“ท่านก็รู้ว่าหากท่านกลับไปแล้วราตรีนี้ข้าก็ต้องปรนนิบัติบุรุษอื่นแทน บอกตามตรงว่าข้าเบื่อเหลือเกิน”

 

“เจ้าเป็นนางโลมตำแหน่งสูง หากไม่เต็มใจมอบกายให้ใครก็เอาใจผู้นั้นด้วยวิธีอื่นที่เจ้าทำได้ดีสิ เจ้าเล่นพิณเก่ง ระบำได้สวยงาม เป็นเพื่อนดื่มได้ดี ข้าเชื่อว่าต่อให้ไม่ทอดกายให้กันราตรีนั้นก็เป็นสุขได้”

 

“หากบุรุษทุกคนคิดได้เช่นใต้เท้าก็คงดีสิเจ้าคะ แต่ก็เอาเถิด..ท่านหันหลังให้ข้าหน่อยข้าจะช่วยดูให้ว่าเรียบร้อยดีแล้วหรือยัง”

 

ชานยอลหมุนตัวตามที่หญิงสาวบอกอย่างว่าง่าย เมียงโฮลเป็นนางโลมที่เขาเรียกใช้บริการบ่อยที่สุด หญิงสาวเป็นนางโลมระดับสูงที่ไม่จำเป็นต้องทำหน้าที่มอบความสุขทางกายให้เท่านั้น แต่สามารถแสดงความสามารถด้านอื่นเพื่อสร้างความพึงพอใจให้บุรุษผู้มีเงินหนาแทนได้ อย่างเช่นแสดงด้านศิลปะ ดนตรี หรือแม้แต่การร่ายรำที่ตัวเองถนัด ส่วนเรื่องความสัมพันธ์ทางกายนั้นขึ้นอยู่กับการตกลงระหว่างกัน

 

และด้วยนิสัยที่ไม่ซับซ้อน ไม่แง่งอนเรียกร้องเอาสิ่งใด ทั้งยังเป็นเพื่อนที่ดี คุยกันได้ถูกคอชานยอลจึงมักเรียกหานางอยู่บ่อยๆ บางคราก็มาเพื่อระบายเรื่องน่าเบื่อให้ฟัง บางคราก็มาชื่นชมนางเล่นดนตรี ร่ายรำ ขับร้องบรรเลงเพลง มีบ้างที่มีเรื่องความสุขทางกายเข้ามาเกี่ยวข้อง แต่ก็แทบจะนับครั้งได้เพราะองค์ชายหนุ่มเห็นนางเป็นเสมือนเพื่อนคนหนึ่งมากกว่าหญิงขายบริการ   

 

“หมุนตัวกลับมาอีกทีสิเจ้าคะ”

 

ราตรีใดไม่ต้องการให้มีเรื่องเช่นนั้นเกิดขึ้นก็เพียงแค่นอนกอดแนบกายกันไว้เท่านั้น แต่หากราตรีใดพึงพอใจหรือถูกฤทธิ์สุราเล่นงานจนไม่ได้สติเช่นคืนที่ผ่านมาก็จะลงเอยอย่างเช้าวันนี้ตื่นขึ้นมาในสภาพเปลือยเปล่ากันทั้งคู่ ซึ่งก็ไม่ได้คลอเคลียอ้อยอิ่งดั่งเช่นสามีภรรยาใดๆกันต่อ ต่างคนต่างลุกขึ้นมาจัดการตัวเอง พอเห็นว่าองค์ชายหนุ่มในคราบ ใต้เท้ากำลังจะออกไปแล้วหญิงสาวจึงรีบวางมือจากกิจส่วนตัวเพื่อมาทำหน้าที่ตัวเองให้เสร็จสมบูรณ์ก่อนที่อีกฝ่ายจะจากไปอย่างทุกที

 

“รอยแดงบนแก้มท่านจางลงมากแล้ว..” นิ้วเรียวแตะลงบนปรางผ่องของบุรุษหนุ่ม หลายวันที่แล้วยังปรากฏรอยแดงรูปนิ้วมือชัด..มาวันนี้เริ่มจางหายจนมองไม่ออกหากว่าไม่สังเกต

 

“อย่าไปมีเรื่องกับใครมาอีกนะเจ้าคะ เพราะกว่าหน้าหล่อๆของท่านจะหายดีก็ต้องใช้เวลาตั้งหลายวัน ทั้งยังต้องมาเจ็บตัวไม่คุ้มเอาเสียเลย” น้ำเสียงอ่อนหวานเอ่ยบอกเพราะเป็นห่วง บุรุษหนุ่มยืนแค่นยิ้มขำพลางพยักหน้ารับไว้ก่อน..สมองพลันคิดไปถึงคนบางคนที่ไม่ได้พบหน้ากันหลายวัน แต่ก็ยังอุตส่าห์ฝากรอยไว้ให้ดูต่างหน้าประหนึ่งกลัวว่าเขานั้นจะลืม

 

ช่างเป็นองค์ชายน้อยที่แสบสัน

 

ไม่รู้ตอนนี้แผลที่มือจะดีขึ้นบ้างแล้วหรือยัง

 

 

“กำลังคิดสิ่งใดอยู่หรือเจ้าคะ”

 

“ฮึ?

 

“ข้าเห็นท่านเอาแต่อมยิ้ม น่าจะเป็นเรื่องที่ดี”

 

“ฮ่ะๆ ข้าก็คิดไปเรื่อยเปื่อยไม่มีอะไรหรอก” แย้มยิ้มให้นางโลมคนงามแล้วหันไปร้องเรียกองครักษ์ที่ยืนรออยู่ด้านนอกให้เข้ามาในห้อง ถามเอาถุงเงินจากจงอินก่อนจะมอบมันให้กับนางโลมคนโปรดเพื่อเป็นของขวัญเล็กๆน้อยๆ

 

“ข้าเห็นเครื่องดนตรีเจ้าเริ่มผุพังแล้ว หากมีเวลาก็เอาเงินที่ข้าให้ไว้ไปซ่อมเสีย เสียงของมันจะได้ยังคงไพเราะเหมือนเดิม” หญิงสาวในชุดฮันบกสวยงามพยักหน้ารับพร้อมแววตาซาบซึ้ง ไม่รู้เลยจริงๆว่าบุรุษแสนใจดีที่ตนเรียกจนติดปากว่าใต้เท้านั้นเป็นใครมาจากไหนเพราะอีกฝ่ายไม่ยอมเล่าให้ฟัง มีเพียงสิ่งเดียวที่เมียงโฮลรู้..คือตัวเองสุขใจทุกครั้งที่ได้อยู่ใกล้ๆบุรุษผู้นี้

 

 “ข้าไปก่อนนะ หากมีโอกาสจะกลับมาต่อเพลงพิณกับเจ้าอีก” หญิงสาวค้อมศีรษะเป็นการบอกลาและขอบคุณในน้ำใจอีกครั้ง

 

“โชคดีนะเจ้าคะ”

 

 



 

 

 

องค์ชายหนุ่มเสด็จกลับวังหลวงหลังจากหายออกไปถึงสามวันเต็มๆ ซึ่งถ้าวันนี้ยังเอาแต่เถลไถลต่อก็คงจะนับเป็นวันที่สี่แล้ว และมั่นใจมากว่าฝ่าบาทผู้เป็นพระราชบิดาคงให้ทหารออกไปควานหาตัวแล้วลากกลับมาแน่ๆเพราะแทมินส่งหน่วยข่าวมาเตือนหลายครั้งหลายคราแล้วว่าให้รีบเสด็จกลับก่อนที่ระเบิดลูกใหญ่จะลง

 

ข้างพระวรกายมีอัศวินหนุ่มผิวสีแทนเดินเคียงข้างมาด้วยกัน กลิ่นกายหอมฟุ้งของแต่ละคนทำเอาเหล่านางกำนัลและทหารที่กำลังเดินตรวจตราความเรียบร้อยต่างพากันเหลียวมอง แถมท้ายด้วยคำซุบซิบนินทาไล่หลัง ซึ่งทั้งคู่หาได้สนใจไม่

 

“ไม่โปรดการผูกมัด แต่ก็ทำดีกับสตรีไปทั่ว องค์ชายไม่กลัวพวกนางจะหวั่นไหวตามบ้างหรือ” คนถูกถามเพียงแค่หัวเราะเบาๆ “แม่นางเมียงโฮลก็งามออกอย่างนั้น ทั้งยังนิสัยดี ถ้าไม่มีองค์ชายเปี้ยนข้าคงเอาใจช่วยให้นางได้ลงเอยกับพระองค์ไปแล้ว”

 

“ไม่พ้นจะถูกฝ่าบาทกริ้ว เจ้าอย่าลืมสิว่านางเป็นนางโลม”

 

“แต่ก็เป็นนางโลมชั้นสูงของหอหญิงงาม”

 

“ถึงจะอย่างนั้นก็ยังยากที่จะกลายเป็นที่ยอมรับ ดีไม่ดีพระอัยยิกาจะล้มตึงเอาได้ถ้าหากว่าข้าทำเช่นนั้นจริงๆ” ต่างพากันหัวเราะให้กับบทสนทนาที่คุยเล่นกัน ทั้งคู่ไม่คิดรังเกียจสตรีงามที่มาจากหอนางโลมอยู่แล้ว เพียงแต่รู้ดีแก่ใจว่าหญิงสาวเหล่านั้นเป็นได้เพียงความสุขชั่วข้ามคืนเท่านั้น ไม่ได้จริงจังจนอยากยกย่องออกนอกหน้าว่าคือภรรยา

 

“อีกอย่างข้าไม่ได้มีใจต่อนางเจ้าก็น่าจะรู้”

 

“ข้าก็ไม่เคยเห็นว่าพระองค์จะทรงมีพระทัยให้ใครสักที เอาแต่หยอกเย้าเค้าไปทั่ว ชักอยากเห็นขึ้นมาจริงๆแล้วสิว่าคนแบบไหนที่องค์ชายจะตกหลุมรัก”

 

“ฤทธิ์สุราคงยังตกค้างในกายเจ้าอยู่เลยสินะถึงยังพูดคล่องไม่ยอมหยุด” เอ่ยแซวองครักษ์คู่ใจเพราะเห็นว่าเข้าสู่เวลากลางวันแล้วแต่จงอินยังคงตื่นตัวพูดด้วยไม่ยอมหยุด ทั้งที่ปกติจะเป็นเฉพาะยามราตรีที่มีสุราเข้าปากเท่านั้น ส่วนช่วงเวลาอื่นจะกลายเป็นคนนิ่งๆ พูดน้อยต่อยหนัก เป็นการเป็นงานอย่างกับมีสองคนในร่างเดียว

 

 

ฝ่าบาท!!

 

จงอินเผลอร้องอย่างตกอกตกใจยามที่ก้าวเข้ามาในตำหนักฤดูร้อนพร้อมองค์ชายสามแล้วพบผู้อยู่ในตำแหน่งสูงสุดของแผ่นดิน..กำลังยืนกอดอก ตีพระพักตร์เกรี้ยวกราดจ้องรออยู่ก่อนแล้ว ราวกับทรงรู้ล่วงหน้าว่าพวกเขาจะมาเวลานี้

 

งานเข้า...

 

จงอินกลืนน้ำลายลงคออย่างฝืดๆ หันมองพระพักตร์องค์ชายของตนด้วยสีหน้าเหมือนคนที่ใกล้จะถูกเชือด ไม่รู้ควรโทษทหารยามหน้าตำหนักที่ไม่ยอมเตือนกันก่อน หรือควรโทษกันเองที่เดินตัวปลิวกันเข้ามาโดยไม่หยุดทักใครถึงจะถูก..ที่แน่ๆต้องรีบคุกเข่าลงถวายความเคารพก่อนที่จะได้ตายจริงๆ

 

“ถวายบังคมฝ่าบาท! / ถวายบังคมเสด็จพ่อ”

 

“กลับมาได้แล้วหรอองค์ชายตัวดี”

 

สุรเสียงเย็นยะเยือกถามมาพร้อมบรรยากาศชวนขนหัวลุก จงอินรู้สึกแข้งขาอ่อนจนไม่มีแรงลุกขึ้นยืน ไม่กล้าแม้แต่เงยหน้าขึ้นมองพระพักตร์ ผิดกับองค์ชายสาม..ที่รู้ว่าตัวเองเป็นสาเหตุให้ฝ่าบาทต้องเสด็จมาถึงนี่ แต่ไม่วายทำตัวเป็นปกติได้อีก

 

“พระองค์ก็ทรงเห็นข้ายืนอยู่ตรงนี้แล้ว”

 

“บังอาจ!!!

 

ตวาดเสียงดังลั่นตำหนักพาให้ตกใจกันทั้งนายทั้งไพร่บ่าว

 

“หายหัวไปหลายวันยังจะกล้าปากดีกับข้าเช่นนี้อยู่อีกเหรอ!

 

“ขอทรงประทานอภัย..

 

“ไม่อภัยอะไรทั้งนั้น!!

 

 

“รู้ตัวมั้ยว่าเจ้าทำให้ข้าโกรธจนอยากจะสั่งบั่นคอ” ท่าทีคล้ายจะโต้เถียงของพระราชโอรสทำให้ฝ่าบาทชี้หน้าดักคออย่างรู้ทัน “หุบปากเจ้าไว้แล้วไม่ต้องเถียง! ไม่ต้องมาเล่นลิ้น ไม่ต้องแก้ตัวใดๆทั้งนั้นข้าไม่อยากฟัง!

 

องค์ชายสามยกมือขึ้นยอมแพ้ ต่อจากนี้จะตรัส จะทรงดุด่าว่ากล่าว หรือจะให้ทำอะไรก็คงแล้วแต่เห็นสมควรไฟกำลังปะทุ คงมีแค่คนสติฟั่นเฟือนเท่านั้นที่จะเติมเชื้อเพลิงลงไปเพิ่ม

 

 

แม้ลึกๆอยากจะลองทำดูก็เถอะ

 

 

“ออกไปทำตัวเหลวไหลนอกวังถึงสามสี่คืน..” พระวรกายน่ายำเกรงของฝ่าบาทขยับเข้ามาใกล้ ทรงเดินวนรอบตัวพระราชโอรสและเผื่อแผ่ไปจนถึงองครักษ์ผิวแทนที่ยืนก้มหน้าสำนึกผิดอยู่ “กลับเข้ามาในสภาพสามัญชน..เสื้อผ้าดีๆไม่ชอบ ชอบทำตัวเยี่ยงชาวบ้านไร้ยศไร้ตำแหน่ง..วันๆนึกทำแต่เรื่องสนุก ละเลยหน้าที่ความรับผิดชอบของตัวเอง สำมะเลเทเมาอยู่ในหอนางโลมไม่เป็นผู้ไม่เป็นคน เจ้าจะให้ข้าเอาหน้าไปไว้ไหนฮะ!!!

 

 

“โตจนป่านนี้แล้วอะไรควรไม่ควรไม่รู้เลยรึไง เห็นแก่หน้าพ่ออย่างข้าบ้างสิ  รู้จักละอายใจกับพฤติกรรมตัวเองบ้าง!

 

 

“ที่ทำให้ข้าโกรธที่สุดคืออะไรรู้มั้ย..คือการที่เจ้าไม่ยอมดูแลป๋ายเซียน!” ชื่อของบุคคลที่สามทำให้คนถูกตำหนิเงยหน้าขึ้นมองพระราชบิดา “ทหารบอกข้าหมดแล้วว่าเจ้าชวนองค์ชายไปที่ลานประลองจนเจ็บตัวกลับมา ไม่ดูแลให้ดีแล้วยังจะหนีหายไปทำตัวเจ้าสำราญในสถานเริงรมย์แบบนั้นอีก บอกข้าซิว่าจะให้ข้าตอบพ่อเค้าเช่นไรหากว่าทรงทราบเรื่องขึ้นมา!

 

“ข้าให้แทมินไปถวายการดูแลแล้ว”

 

“แล้วแทมินจะอภิเษกสมรสแทนเจ้ารึไง!” คนถูกตะคอกก้มพระพักตร์ลงเล็กน้อย..ยอมรับว่าการส่งองครักษ์ตัวเองไปถวายการดูแลแทนนั้นเสมือนเป็นการปัดความรับผิดชอบ

 

ไม่ใช่ว่าไม่รู้ตัว..ไม่ใช่ว่าเห็นผู้บริสุทธิ์เจ็บตัวแล้วจะนิ่งดูดายโดยไม่รู้สึกรู้สาใดๆได้ แต่เพราะแลเห็นว่ายิ่งเอาหน้าเข้าไปให้เห็นอีกฝ่ายคงจะยิ่งกริ้วไปกันใหญ่..คงไม่ให้เข้าใกล้ง่ายๆ..ดีไม่ดีจะกระทำประชดประชันกันจนไม่ยอมรักษาพระวรกาย มากไปกว่านั้นเขาไม่มั่นใจว่าตัวเองจะสามารถทนอยู่นิ่งๆได้โดยที่ไม่กวนพระทัยหรือเผลอแหย่ให้อาการทรุดลงไปกว่าเดิม

 

 

ก็น่ารังแกน้อยเสียที่ไหน...

 

 

“ข้าควรดัดนิสัยขาดความรับผิดชอบของเจ้ายังไงดี ว่าที่พระชายานอนไข้ขึ้นอยู่เป็นวันๆแต่เจ้ากลับออกไปหาความสุขให้ตัวเองข้างนอก ช่างน่าละอายนัก”

 

“ทรงไข้ขึ้นด้วยหรือ”

 

ฝ่าบาทส่ายพระพักตร์อย่างเหนื่อยพระทัย

 

“เจ้าไม่ใช่คนโง่ หากไม่รักตัวเองอย่างน้อยคิดถึงใจผู้ที่ต้องมาฝากชีวิตกับเจ้าในอนาคตก็ยังดี ทบทวนนิสัยแย่ๆของตัวเองได้แล้ว แล้วกลับไปดูแลน้องให้ดีกว่านี้ อย่าให้ข้าต้องเหนื่อยมาเตือนเจ้าด้วยตัวเองอีก”

 

 

“อ่อ..และนับจากนี้ข้าขอสั่งห้ามโดยเด็ดขาด.. ห้ามเจ้าก้าวออกจากวังก่อนได้รับอนุญาต! ไม่เช่นนั้นเราจะได้เห็นดีกัน” สะบัดชายชุดคลุมกษัตริย์สีแดงแล้วเสด็จออกไปทันที

  

ทิ้งคนข้างหลังให้ขนลุกขนพอง..จงอินถึงกับพรูลมหายใจออกมาไล่หลังด้วยความโล่งอก ไม่ใช่ครั้งแรกที่ฝ่าบาทกริ้วองค์ชายให้เห็นต่อหน้าต่อตา มันบ่อยครั้ง แต่บ่อยยังไงก็ไม่เคยชิน และเชื่อเลยว่ากลับบ้านไปเมื่อไหร่ต้องถูกท่านพ่อของตนบ่นซ้ำอีกรอบแน่ๆ

 

“ท่านราชเลขาไม่ดุเจ้าอย่างเสด็จพ่อข้าหรอก”

 

“แต่ท่านพ่อก็คงจะบ่นข้าอยู่ไม่น้อย แต่ก็ดีกว่าถูกฝ่าบาทสั่งบั่นหัวล่ะนะ...” ขวัญเอ้ย ขวัญมา..นึกอิจฉาแทมินที่ไม่ได้อยู่ร่วมเป็นร่วมตายด้วยกันก็วันนี้  “แล้วนั่นจะเสด็จไหนอีก?!”  เพิ่งถูกฝ่าบาทกริ้วไปหยกๆ ตอนนี้ทำท่าจะเสด็จออกนอกตำหนักไปไหนอีกแล้ว

 

“ข้าจะไปตำหนักป๋ายเซียน เจ้าอยู่นี่แหละไม่ต้องตามมา”

 

“เดี๋ยวพะยะค่ะ”

 

“มีอะไร”

 

“เปลี่ยนฉลองพระองค์ใหม่ดีกว่าไหม” คนถูกทักก้มลงมองสภาพตัวเอง ลืมไปเสียสนิทว่าตอนนี้ไม่ได้อยู่ในชุดองค์ชาย แต่เป็นชุดคลุมของบุรุษสามัญชน  “ข้าจะออกไปบอกนางกำนัลให้รีบเตรียมถวาย รอเพียงอึดใจเดียวเท่านั้น”

 

“อืม”

 

 


 

   


 

“องค์ชายสามเสด็จ~

 

“ถวายบังคมองค์ชายสาม”

 

นอกจากทหาร จางอี้ชิงคือหน่วยต้อนรับลำดับที่สองที่โผล่ออกมาให้เห็น องครักษ์ผู้แสนสุภาพรีบก้มหน้าคุกเข่าลงกับพื้นเพื่อทำความเคารพ จากนั้นไม่นานองครักษ์ใต้การปกครองของตนอีกคนก็ตามเข้ามาสมทบพร้อมกับทำความเคารพให้อย่างนอบน้อมด้วยเช่นกัน

 

“ถวายบังคมองค์ชาย”

 

“ไม่เจอกันไม่กี่วันเจ้าทำงานช้าลงไปเยอะเลยนะ ให้อี้ชิงออกมาต้อนรับข้าก่อนตัวเจ้าได้ยังไง” แสร้งตีพระพักตร์จริงจังจนองครักษ์เงยหน้าสบตาอย่างหวั่นๆและไปไม่ถูก ก่อนจะทำปากอูดตอนที่ทรงเปลี่ยนความจริงจังเป็นอารมณ์ขันทันใด

 

“ทรงแกล้งกันอีกแล้วนะพะยะค่ะ”

 

“ข้าก็หยอกเจ้าเล่นด้วยความคิดถึงไปอย่างนั้น” แจกจ่ายรอยยิ้มให้แล้วชะเง้อหน้ามองไปด้านหลัง..ประตูห้องบรรทมยังดูเงียบสนิท ไร้วี่แววว่าเจ้าของห้องจะเลื่อนเปิดมันออกมาต้อนรับแต่อย่างใด

 

“เข้าไปมั้ยพะยะค่ะ”

 

“บรรทมอยู่หรือ”

 

“เปล่าพะยะค่ะ”

 

“เหตุใดจึงดูเงียบนักล่ะ”

 

แห่ะๆ” เห็นอาการยิ้มแห้งๆขององครักษ์คนสนิทแล้วองค์ชายผู้เฉลียวฉลาดก็รู้เหตุผลได้ทันทีไม่อยากจะพบกันอีกแล้วสินะส่ายศีรษะแล้วพยักพเยิดให้อี้ชิงหรือจะเป็นแทมินก็ได้ช่วยทำหน้าที่แจ้งพระประสงค์

 

“องค์ชายพะยะค่ะ องค์ชายสามเสด็จมาพบให้พวกหม่อมฉันเปิดประตูได้หรือไม่”

 

 

“องค์ชายป๋ายเซียน”

 

 

แทมินและอี้ชิงหันมายิ้มแห้งๆให้กับองค์ชายสามอย่างจนปัญญา

 


อืม ตามใจพวกเจ้าสิ

 


ทว่าจู่ๆผู้ที่เอาแต่เงียบกริบไม่ยอมรับคำกลับส่งสุรเสียงขึ้นมา...ดั่งคำอนุญาตที่ดังมาพร้อมเสียงพลุในวันฉลองชัย ทั้งนายทั้งบ่าวจุดยิ้มให้กัน แทมินรีบขันอาสาช่วยเปิดประตูให้องค์ชายของตนด้วยใบหน้าเป็นสุข ก่อนจะเลื่อนปิดมันเบาๆหลังจากที่พระวรกายสูงสง่าก้าวเข้าไปในนั้นเรียบร้อยแล้ว

 

 

องค์ชายหนุ่มยืนนิ่งอยู่กับที่ ไม่ยอมก้าวขยับไปทางไหนต่อ  สองพระหัตถ์ไขว้ไว้ด้านหลัง ดวงเนตรจดจ้องพระพักตร์อ่อนเยาว์ขององค์ชายน้อยคล้ายเป็นการกดดันอยู่กลายๆ รอดูว่าอีกคนจะทำเมินเฉยต่อกันไปได้นานเท่าไหร่...ก็เป็นผู้เอ่ยอนุญาตต่อองครักษ์เองแท้ๆ กลับนั่งสนใจแต่กระดาษแผ่นใหญ่ไม่ยอมเงยหน้ามาสนใจกัน ทำเหมือนเขาเป็นธาตุอากาศยังไงยังงั้น

 

 

ห้องทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบ มีเพียงเสียงของกระดาษที่ดังอยู่ไม่กี่ครั้ง องค์ชายป๋ายเซียนรู้ว่ากำลังถูกจ้องแต่แสร้งทำเป็นไม่รู้ไม่สนใจ ทั้งที่คิดว่าอีกฝ่ายจะเริ่มเป็นฝ่ายทักตนก่อนแต่กลับเข้ามายืนเงียบๆ วางท่ามองกดดันไม่ยอมออกห่างจากประตู ทำอะไรก็ไม่ทำ พูดอะไรก็ไม่พูด ไม่รู้วันนี้จะมาไม้ไหนอีก

 

องค์ชายเปี้ยนถอนหายใจเบาๆ สุดท้ายก็เป็นฝ่ายทนไม่ไหวก่อน ยอมเงยหน้าขึ้นสบดวงเนตรคู่นั้นแล้วยังลุกขึ้นจากเบาะรองที่นั่งเพื่อค้อมศีรษะให้อีกฝ่ายตามมารยาท..ที่ไม่ได้อยากมีให้สักเท่าไหร่

 

“นึกว่าจะไม่ต้อนรับกันเสียแล้ว” แย้มยิ้มอย่างพอพระทัย..ป๋ายเซียนส่ายหน้าเหนื่อยอ่อนพลางทรุดตัวลงนั่งที่เดิม ทำทีว่ายุ่งอยู่กับการระบายสีพู่กัน ทั้งที่ตอนนี้สมาธิแทบไม่จดจ่ออยู่กับงานศิลปะแล้วนับตั้งแต่ได้ยินเสียงทหารป่าวประกาศว่าองค์ชายผู้นี้เสด็จมา

 

“แผลที่มือเป็นอย่างไรบ้าง”

 

 

“ได้ยินว่าประชวรด้วยหรือ”

 

 

“ว่าอย่างไร”

 

“คงฟังมาผิดแล้ว”

 

“ชอบโป้ปดตั้งแต่เมื่อใด”

 

 

“ดีขึ้นแล้วใช่หรือไม่”

 

“คงยังอีกนานกว่าจะตายจากกัน”

 

“ช่างประชดประชันข้าเก่งซะจริงๆ” ส่ายศีรษะเบาๆโดยที่รอยยิ้มยังคงประดับอยู่บนพระพักตร์หล่อเหลา องค์ชายหนุ่มสืบเท้าเข้าไปใกล้ ถือวิสาสะนั่งลงบนเบาะรองสีครีมฝั่งตรงข้ามกันกับองค์ชายเปี้ยน “วันนี้ข้ามาอย่างพันธมิตรนะ มีสมุนไพรสำหรับชงดื่มติดมาฝากท่านด้วย” ล้วงเอาห่อกระดาษที่มีใบยาอยู่ข้างในออกมาจากเสื้อคลุมแล้ววางลงบนมุมโต๊ะ

 

“ข้าได้มันมาตอนที่ออกไปนอกวัง รสชาติอาจจะสู้โสมบำรุงของเสด็จพ่อท่านไม่ได้ กลิ่นอาจจะแรงกว่ายาของวังหลวง แต่ข้าว่ามันช่วยให้ร่างกายฟื้นตัวได้ดีทีเดียว” ป๋ายเซียนปรายตามอง ก่อนจะแค่นหัวเราะใส่

 

“กำลังแสดงความห่วงใยเช่นมิตรจริงๆรู้สึกผิดขึ้นมา..อยากไถ่โทษมีคนสั่งให้ทำอย่างไหนล่ะ? วันนี้ท่านจะมาไม้ไหน”

 

“อ่า..สงสัยว่าข้านั้นทำดีไม่ขึ้นจริงๆ”

 

“เก็บยาของท่านไปเถิด บางทีอาจจะมีผู้ที่ต้องการสิ่งที่มาจากท่านมากกว่าข้า” องค์ชายหนุ่มเลิกคิ้วงุนงง ไม่เข้าใจทั้งคำพูดและสีหน้าเหมือนมีนัยยะบางอย่างขององค์ชายน้อย

 

“อย่างเช่นเหล่าสตรีงามของท่านไง” ดวงเนตรรีเล็กจ้องมองลำคอของเขา ซ้ำยังแค่นยิ้มมุมปากพลางส่ายหน้าระอาตาม “ท่าทางคงสุขสำราญไม่น้อย ถึงกลับมาพร้อมรอยชาดจากสตรี”

 

องค์ชายหนุ่มแทบร้อง อ้อ...ยกมือขึ้นลูบลำคอตนเอง ไม่รู้ว่าเมียงโฮลทำรอยไว้ชัดแค่ไหนองค์ชายน้อยถึงได้สังเกตเห็นแล้วพูดจาเหน็บแนมกันแบบนี้ แต่นั่นก็ทำเอาเขายิ้มระรื่นได้อีกครา

 

“หึงข้าหรือไง”

 

“สมองข้าคงไม่เลอะเลือนถึงเพียงนั้นหรอก”

 

“ยังไม่ทันเข้าพิธีอภิเษกสมรสท่านก็หึงข้าเก่งเสียแล้ว ทั้งยังแสนงอน เห็นรอยชาดประดับคอข้าเพียงแค่นี้ถึงกับต้องค่อนขอด”

 

“ท่านนี่หลงตัวเองนัก”

 

“หากไม่ให้หลงตัวเองแล้วจะให้ข้าไปหลงใคร” ยื่นหน้าเข้าไปใกล้จนป๋ายเซียนแอบผงะ “หรือว่าหลงท่านดี” คนถูกเย้าถลึงเนตรใส่แล้วใช้มือข้างที่ว่างดันไหล่แกร่งให้ออกไปห่างๆ

 

“เลิกเพ้อเจ้อ แล้วก็หยุดทำเจ้าชู้เช่นนี้ใส่ข้าเสียที”

 

“กลัวว่าตัวเองจะหวั่นไหวหรือ”

 

“กลัวว่ามือที่ว่างของข้าจะไปอยู่บนแก้มท่านอีกน่ะสิ!

 

 “อ้อ..ฮ่ะๆ แต่คราวนี้ท่านคงไม่ได้ตบข้าเปล่าๆหรอกนะ อาจจะได้รอยชาดกลับไปประดับพระศอสวยๆนั้นคู่กับข้าเป็นของแถม”

 

“ในหัวของท่านคงมีแต่เรื่องเช่นนี้สินะ”

 

“แล้วจะให้ข้าทำอย่างไร ตบท่านคืนหรือ” องค์ชายน้อยชะงัก มองค้อนให้แล้วก้มหน้าก้มตาสนใจภาพวาดตัวเองต่อ ปากเล็กๆงองุ้มจนผู้ที่มองอยู่อมยิ้มเอ็นดูตาม

 

“ข้าเพียงแหย่เล่น ไม่ได้จะทำจริงๆเสียหน่อย”

 

“หากจะมาเพื่อกวนประสาทคราวหลังก็มิต้องเสด็จมาหรอก”

 

“ห้ามให้ว่าที่สามีภรรยาเจอกันได้ด้วยหรือไง”

 

 

“ฮ่ะๆ เอาล่ะๆ” เคาะปลายนิ้วลงบนโต๊ะเตี้ยที่คั่นกลางระหว่างตัวเองและองค์ชายน้อยเบาๆ “ไม่แหย่แล้ว วันนี้ข้าจะสงบปากสงบคำเพื่อให้เราอยู่ร่วมกันอย่างสันติซักวัน” เท้าศอกลงกับโต๊ะ มองภาพวาดพู่กันบนกระดาษแผ่นใหญ่ด้วยความสนใจ “วาดสวยนี่ โปรดงานศิลปะเหมือนกันหรือ”

 

“ช่วยเอาหน้าออกไปห่างๆหน่อย

 

“ภาพธรรมชาติของท่านดูลงตัวทีเดียวนะ แต่ข้าว่าน้ำหนักมือที่ใช้ลงเงายังเข้มเกินไป”  ไม่สนใจ ไม่ฟัง ทั้งยังเท้าคางยื่นหน้าเข้าไปใกล้กว่าเดิม “อีกอย่างท่านควรใช้กระดานรองกระดาษมากกว่าเอามันมาวางบนโต๊ะแบบนี้ สีคงซึมแย่แล้ว”

 

“กระดาษหนาไม่ซึมหรอก ข้าดูแล้ว”

 

“อย่าเถียงสิ”

 

“เอ๊ะ..แล้วท่านมายุ่งอะไรกับข้านัก มีฝีมือมากหรือไงถึงเอาแต่ตำหนิผู้อื่น”

 

“ก็พอตัว” พอเห็นว่าอีกคนทำท่าไม่เชื่อก็เรียกหากระดานรองวาดจากแทมินทันที รอไม่นานองครักษ์คู่ใจก็กลับเข้ามาพร้อมสิ่งที่ตนต้องการ องค์ชายสามยื่นกระดานที่แทมินนำมาเผื่อให้กับป๋ายเซียนหนึ่งแผ่น และไว้กับตัวเองหนึ่งแผ่น ก่อนเอ่ยอธิบาย

 

“ไหนๆก็ไหนๆแล้ว มาแข่งกันวาดรูปหน่อยเป็นไง” ขยับกายนั่งหลังตรง พิงกระดานรองวาดไว้กับโต๊ะเตี้ย สายตาจ้องไปยังผู้ที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม

 

“รูปอะไร”

 

“รูปอะไรก็ได้ที่ตัวเองอยากจะวาดแล้วให้แทมินกับอี้ชิงเป็นผู้ตัดสิน ภาพไหนถูกใจทั้งคู่มากกว่าคนนั้นก็ชนะ  มาดูว่าใครจะมีฝีมือกว่ากัน”

 

“ท่าทางท่านมั่นใจเหลือเกินนะ”

 

“กลัวแพ้ตั้งแต่ยังไม่เริ่มแล้วหรือ”

 

“ข้าไม่เคยกลัวท่าน”

 

“งั้นดี..เพื่อให้มันสนุกขึ้นข้าขอเพิ่มเงื่อนไขเป็นของรางวัลหน่อยแล้วกัน” ป๋ายเซียนมองกลับอย่างไม่ไว้วางใจ กลัวว่าจะเป็นรางวัลพิเรนทร์ๆ “อย่ามองข้าในแง่ร้ายนักสิ รางวัลที่ข้าคิดไม่ได้หายากขนาดนั้น เอาเป็นใครแพ้ก็ให้อีกคนขออะไรก็ได้หนึ่งอย่างดีไหม”

 

“อืม..ตกลง”

 

“แทมินเจ้าจงออกไปจุดธูปหนึ่งดอก หากหมดดอกเมื่อไหร่ค่อยกลับเข้ามาพร้อมอี้ชิง”

 

“พะยะค่ะ!”

 

 

การแข่งขันเริ่มดำเนินขึ้นหลังจากบานประตูถูกเลื่อนปิด องค์ชายทั้งสองพระองค์มีเวลาเท่ากับธูปหนึ่งดอก ต่างคนจึงไม่รอช้า รีบใช้พู่กันละเลงกระดาษวาดรูปของตัวเองด้วยสมาธิทันที

 

หนึ่งคนก้มหน้าก้มตาวาดภาพธรรมชาติที่ตัวเองถนัดด้วยความตั้งใจ ส่วนอีกหนึ่งคนมองแผ่นกระดาษสลับกับพระพักตร์น่ารักของคนตรงหน้าโดยไม่ให้อีกคนรู้ตัว

 

เวลาค่อยๆดำเนินไปช้าๆจากภาพร่างจางๆเริ่มขึ้นเค้าโครงชัดเจน และกลายเป็นภาพที่ใกล้เสร็จสมบูรณ์อี้ชิงและแทมินผลัดกันส่งสัญญาณเตือนมาจากหน้าห้องว่าธูปใกล้หมดดอกเต็มทีแล้ว พลอยให้องค์ชายทั้งสองต้องเร่งมือ จัดการระบายภาพตัวเองให้เร็วขึ้นใช้เวลากับงานศิลปะได้อีกไม่นานประตูไม้บานเดิมก็ถูกเลื่อนเปิดเข้ามา..เป็นอันทราบกันดีว่าตอนนี้ได้หมดเวลาสำหรับการแข่งขันแล้ว

 

 

“จะให้เราสองคนตัดสินจริงๆหรือ”

 

“อืม”

 

“ตัดสินแล้วต้องไม่เคืองกันนะพะยะค่ะ”

 

“อืม”

 

“ถ้าอย่างนั้นขอเราสองคนชื่นชมผลงานทั้งสองพระองค์หน่อย”  

 

องค์ชายสามและองค์ชายป๋ายเซียนพลิกกระดานภาพให้องครักษ์ทั้งสองคนดูพร้อมกัน และนับเป็นครั้งแรกที่ต่างคนต่างได้มีโอกาสเห็นภาพวาดของกันและกันซึ่งมันทำเอาป๋ายเซียนพูดอะไรไม่ออก ไม่ได้หันไปลุ้นผลการตัดสินจากองครักษ์เลยด้วยซ้ำทั้งที่ตัวเองอยากได้รับชัยชนะ

 

ทำไม...ภาพวาดขององค์ชายสามถึงเป็นใบหน้าของป๋ายเซียนล่ะ ทำไมต้องมาวาดหน้าเขาด้วย คิดวาดอย่างอื่นไม่ออกแล้วหรือไงนะป๋ายเซียนได้แต่ตั้งคำถามต่อองค์ชายหนุ่มผ่านสายตา

 

“ข้าคงต้องกล่าวแสดงความเสียใจกับท่านแล้วล่ะองค์ชาย” สุรเสียงทุ้มช่วยเรียกสติป๋ายเซียนให้กลับมา หันไปมองสององครักษ์ที่นั่งคุกเข่า ชี้ภาพขององค์ชายสามกันอย่างเป็นเอกฉันท์  

 

“แทมินกับอี้ชิงเลือกภาพของข้า” อมยิ้มอย่างพอพระทัย กลอกตามองต้นแบบภาพวาดตนสลับกับภาพธรรมชาติที่งดงามคนละแบบแต่ไม่ได้ถูกเลือกให้เป็นที่สุดดั่งเช่นภาพของเขา

 

“องค์ชายต้องไม่โกรธพวกเรานะพะยะค่ะ”

 

“พวกเจ้าก็คิดมากไป องค์ชายเปี้ยนไม่ใช่คนเช่นนั้นเสียหน่อย ทรงโตพอจะยอมรับผลความจริงได้อยู่แล้วข้ากล่าวถูกต้องมั้ย” คนถูกเย้าวางกระดานภาพของตัวเองลงกับโต๊ะแล้วถอนหายใจ

 

“จะทรงขอสิ่งใดจากข้าล่ะ หวังว่าจะไม่เกินกำลังที่ข้าจะให้ได้”

 

“ผู้แพ้มีสิทธิ์ต่อรองด้วยหรือ” ผู้แพ้เผลอกัดปากจ้องตาใสกลับอย่างลืมตัว องค์ชายสามไม่ถือสา กลับส่งเสียงหัวเราะเบาๆให้อย่างอารมณ์ดี “จริงๆข้าไม่มีสิ่งใดที่อยากได้ แต่ในเมื่อชนะแล้วก็คงต้องใช้สิทธิ์..จงส่งมือของท่านให้กับข้า”

 

 

“ข้างที่มีผ้าพันแผล” ถึงจะไม่ไว้วางใจแต่เพราะเลี่ยงไม่ได้ป๋ายเซียนจึงต้องยื่นมือข้างนั้นไปให้กับผู้ชนะแต่โดยดี “ข้าจะประทานพรให้แผลของท่านหายไวๆ” ว่าพลางหยิบพู่กันขึ้นมาจุ่มหมึกดำ จากนั้นนำมันมาตวัดเขียนลงบนผ้าพันแผลสีขาวสะอาดตาจนป๋ายเซียนนั่งทำตาโตตกใจ

 

“ท่านทำอะไรน่ะมันสกปรกนะ!

 

“ผ้าออกจะหนา ไม่ซึมง่ายๆหรอก” ยอกย้อนแล้วขยิบตาให้ “เสร็จแล้ว อ่ะ..ไม่สิ ยังขาดไปอีกนิด..

 

“นี่ท่าน..!

 

เจ้าของมือถึงกับพูดไม่ออกกับรูปหัวใจบนผ้าพันแผลตรงฝ่ามือ และตัวอักษรภาษาเกาหลีที่ตวัดเขียนว่า ชานยอลบนหลังมือ ทั้งสีหมึก ทั้งขนาดของตัวหนังสือใหญ่สะดุดตาจนป๋ายเซียนอยากจะกระชากมันทิ้งตั้งแต่ตอนนี้ ติดอยู่แค่...

 

“ห้ามดึงมันออก ห้ามยุ่งกับมัน แผลที่มือของท่านผ่านมาหลายวันน่าจะเริ่มแห้งโดยไม่ต้องล้างทุกวันแล้วใช่ไหมล่ะ เพราะฉะนั้นพันมันไว้แบบนี้จนกว่าจะได้ล้างแผลครั้งต่อไป..นี่คือคำขอของผู้ชนะอย่างข้า” ดึงกระดานภาพขององค์ชายน้อยมาไว้ที่ตน และนำกระดานภาพของตนวางลงตรงหน้าองค์ชายน้อย

 

“ส่วนภาพที่วาดเอาเป็นว่าแลกกันเก็บไว้เป็นที่ระลึกก็แล้วกัน จะได้ไม่ลืมว่าวันนี้ใครคือผู้ชนะและใครคือผู้แพ้...”

 

 




#สะใภ้บรรณาการ

 

 

 

 

 

 







           
#สารจากคนเขียน

ราชาศัพท์อาจไม่ถูกต้องตามตำรา 

ยุคโชซอนอาจประหลาดตาไปบ้างขอให้อภัย

แล้วพวกท่านจักเพลิดเพลินหากเปิดใจยอมรับมัน 


/ขออภัยล่วงหน้าด้วยที่บางครั้งอาจจะใช้คำไม่ถูกบ้าง สลับมั่วบ้าง แห่ะๆ


อ่านให้เพลิดเพลินน๊า 



ป.ล. รอยชาด คือ รอยสีแดงเข้ม แดงช้ำ แดงสด 

ซึ่งในที่นี้หมายถึงรอยดูดนั่นเอง...หึหึ









  









     CR.SQW
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 733 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

10,413 ความคิดเห็น

  1. #10276 munkrishear (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 15 พฤษภาคม 2563 / 16:26
    ถ้าไม่ติดเรื่องความเล่นมากเกินกับเรื่องนางโลมก้คือจะดีมากกกเลยองค์ชายสามมม แต่ก้เขินㅠㅠ
    #10,276
    0
  2. #10251 Emihcy (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 24 เมษายน 2563 / 16:16
    เเอร๊ยยยยยยยย
    #10,251
    0
  3. #10226 Rain (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 19 เมษายน 2563 / 16:18

    ยึยๆๆๆๆ ชานยอลนะชานยอล

    #10,226
    0
  4. #10182 ❤ Little "B" ❤ (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2563 / 16:23
    แสดงความเจ้าของใช่ไหมองค์ชายสาม
    #10,182
    0
  5. #10115 เหมี๊ยวกวิ้น🐧 (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 11 มกราคม 2563 / 02:59
    ถึงว่สทำไมมองไปวาดไป ร้ายนักองค์ชาย มีวาดหัวใจใส่มือน้องอีก มันน่านัก จะหลงเขาให้สักวัน
    #10,115
    0
  6. #10047 PRAE.VV (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 20 ธันวาคม 2562 / 00:59
    ทำไมมันน่าโมโหองค์ชายเหมือนป๋ายเซียนแล้วนะ55555
    #10,047
    0
  7. #10025 Darkmate (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 13 ธันวาคม 2562 / 20:41
    ยิ่งอ่านยิ่งอยากเปลี่ยนพระเอก หมั่นไส้!!!
    #10,025
    0
  8. #10010 KaRToon_HH (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 7 ธันวาคม 2562 / 08:32
    วาดรูปเค้าคิดอะไรกับเค้าป้ะ
    #10,010
    0
  9. #9882 IPINOCKIO (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 15 กันยายน 2562 / 20:27
    เชี่ยยย นี่คือไม่อินและไม่ค่อยพอใจกับองค์ชายสามมากๆ แบบเพิ่งอ่านมาธาดอร์ไปอ่ะ แล้วคือพี่กระทิงเค้ารักเดียวใจเดียวสุด ตอนเลิกกันก็ไม่เคยสนใจผู้ใด แล้วนี่มาเจอคนกะล่อนปลิ้นปล้อน ไม่ชอบเลยอ่ะ ไม่ต้องแต่งได้แมะ กลับเมืองไปเหอะป๋าย นี่ถ้าเราเป็นป๋ายเซียน ถึงจะยังไม่ได้รักกันแต่เราคงโกรธมากอ่ะ ออกไปหอนางโลมทั้งๆที่จะแต่งงานกันอีกไม่นาน ไม่รักอย่างน้อยก็ควรให้เกียรติกันบ้าง ไม่ชอบเลยอ่ะ
    #9,882
    0
  10. #9846 heykiki (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 9 กันยายน 2562 / 19:49
    โกรธชายสามแต่ก็น่ารัก ไอบ้าเอ้ย แต่โกรธชายสาม แต่มันยิ้ม เห้อ หมันไส้
    #9,846
    0
  11. #9792 Ohsehun9494 (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 2 มิถุนายน 2562 / 15:40

    อยากเห็นองค์ชายสามโดนปราบบบบ

    #9,792
    0
  12. #9753 KcNDy (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 20 มีนาคม 2562 / 00:16
    น่ารักกันไปหมด แงง ;-;
    #9,753
    0
  13. #9728 0960877286 (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2562 / 15:54
    เกรียดพระเอก น่าหมั่นไส้
    #9,728
    0
  14. #9637 bemysunshine (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 9 พฤศจิกายน 2561 / 18:20
    ไปหอนางโลมจริงด้วยสิหน่า แบบนี้ต้องโดนจัดให้หนัก! แล้วมาแกล้งยัยน้องอีกแล้วอ่ะองค์ชายสามมม ทำไมหมั่นไส้ชานยอลขนาดนี้
    #9,637
    0
  15. #9592 sunshinyi19 (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 8 ตุลาคม 2561 / 23:45
    ฮี่ฮี่ มีหัวจงหัวใจจจ
    #9,592
    0
  16. #9465 11507416p (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 5 สิงหาคม 2561 / 01:55
    ร้ายยิ่งนักกก
    #9,465
    0
  17. #9457 lad1988da (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 2 สิงหาคม 2561 / 22:30

    ร้ายนักนะองค์ชายสาม

    #9,457
    0
  18. #9410 midora (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 12 มิถุนายน 2561 / 01:49
    ชายสามร้ายนักนะ น้องสู้เค้า
    #9,410
    0
  19. #9402 จมิงของผม (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 10 มิถุนายน 2561 / 21:56
    ทรงพระน่ารักมากเลยเพคะ องค์ชาย
    #9,402
    0
  20. #9350 nashsha (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 13 พฤษภาคม 2561 / 20:32
    นี่ !!! มันต้องอย่างนี้!!!!! เอาอีก เอาให้พูดไม่ถูกไปเลย
    #9,350
    0
  21. #9239 nahme (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 10 เมษายน 2561 / 08:24
    หมั่นไส้องค์ชายสามอะ ยังไม่หายหมั่นไส้ อยากให้น้องทำให้เจ็บมากชอบแกล้งน้องดีนัก55555
    #9,239
    0
  22. #9204 ppploycb (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 8 เมษายน 2561 / 22:46
    ทำไมกวนประสาทอย่างนี้เล่าองค์ชายสาม
    #9,204
    0
  23. #9189 แบคคุ ^><^ (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 8 เมษายน 2561 / 02:59
    อยากหยิกชานยอล
    #9,189
    0
  24. #9161 sehun-hunhan (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 7 เมษายน 2561 / 15:01
    องค์ชายสามน่าหมั่นไส้มากมาย
    #9,161
    0
  25. #9143 WILA-k (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 6 เมษายน 2561 / 13:31
    องค์ชายสามน่าตีจริงๆ
    #9,143
    0