สะใภ้บรรณาการ (Chanbaek) -END-

ตอนที่ 5 : 04 - ข้ามิใช่คนขี้ขลาด

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 22,126
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 876 ครั้ง
    6 ก.ย. 59

 


-04-

ข้ามิใช่คนขี้ขลาด



 

           

           




            องค์ชายเปี้ยนป๋ายเซียนยืนมองภาพสะท้อนตัวเองผ่านกระจกเงาซึ่งตั้งอยู่บนหลังตู้ไม้เนื้อดี รอบพระวรกายมีเหล่านางกำนัลโซชอนคอยช่วยทรงเครื่องด้วยฉลองพระองค์ใหม่ให้  เป็นชุดฮันบกบุรุษที่ทรงเคยเห็นและคุ้นตาบ้างแล้ว ทว่าพอมาสวมอยู่บนเรือนกายตัวเองป๋ายเซียนกลับรู้สึกแปลกๆกับมันนิดหน่อย แต่ก็เข้าใจถึงสถานะตนเองดี

 

ไม่ได้มาในฐานะแขกต่างเมืองที่ต้องการพักอาศัยแผ่นดินอื่นเพียงชั่วครั้งชั่วคราวแล้วจากไป หากแต่ป๋ายเซียนมาในฐานะว่าที่พระชายาของพระราชโอรสแห่งกษัตริย์โชซอน ดังนั้นการทำตัวให้กลมกลืนกับผู้คนที่นี่ก็เป็นเรื่องที่สมควรดีแล้ว นางกำนัล ทหาร และจางอี้ชิงองครักษ์คู่ใจที่ให้ติดตามมาด้วยต่างจำเป็นต้องแต่งกายด้วยอาภรณ์ใหม่และต้องปรับตัวให้เข้ากับผู้คนที่นี่ให้ได้ด้วยเช่นกัน

 

 

ครืด...

 

 

บานประตู้ไม้กรุด้วยกระดาษสีขาวสะอาดเอี่ยมเลื่อนเปิดออกเบาๆ แต่ก็ดังพอให้คนในห้องบรรทมเหลียวคอมองตามเสียงของมันได้ จางอี้ชิงในชุดขุนนางโชซอนโทนสีมืดก้าวเข้ามายืนค้อมหัวให้องค์ชายของตนอย่างนอบน้อม ท่าทางที่เหมือนมีเรื่องจะกราบทูลนั้นทำให้ป๋ายเซียนต้องยกมือบอกนางกำนัลทั้งหลายหยุดการกระทำชั่วครู่ เพื่อที่ว่าจะได้ถามเอาความจากทหารคนสนิทได้อย่างถนัดถี่

 

“มีอะไรหรืออี้ชิง”

 

“องครักษ์ขององค์ชายสามมาขอเข้าเฝ้าพะยะค่ะ”

 

ป๋ายเซียนขมวดคิ้ว ไม่รู้ถึงสาเหตุการมาหาขององครักษ์คนที่ว่า แต่กระนั้นก็พยักหน้าตอบรับให้เป็นคำตอบต่อจางอี้ชิงแล้วจึงหันตัวกลับไปให้เหล่านางกำนัลช่วยทรงเครื่องให้ต่อจนเสร็จ

 

ร่างเล็กขยับกายไปนั่งลงบนเบาะรองสีครีมทองที่อยู่กลางห้อง มองนางกำนัลรับใช้ก้าวออกไปทีละคนจนพ้นสายตา แทนที่ด้วยบุรุษแปลกหน้าซึ่งก้าวเข้ามาหยุดยืนอยู่หน้าประตูห้องด้วยท่าทางสุภาพ ป๋ายเซียนมองหน้าเขาแวบหนึ่งแล้วเปลี่ยนไปส่งสายตาให้จางอี้ชิงที่ยืนรอรับคำสั่งอยู่ด้านนอกให้ปิดประตู ห้องทั้งห้องจึงเหลือเพียงองค์ชายน้อยและองครักษ์ที่มาขอเข้าเฝ้าเท่านั้น

 

“ถวายบังคมองค์ชายเปี้ยน”

 

“นั่งก่อนสิ” ป๋ายเซียนพยักหน้าพลางผายมือให้องครักษ์ชุดเขียวเข้ามานั่งลงบนเบาะรองที่อยู่ตรงหน้า

 

“ขอบพระทัยองค์ชาย”

 

“อี้ชิง..หมายถึงองครักษ์คนสนิทของข้าบอกว่าเจ้าเป็นองครักษ์ขององค์ชายสาม”

 

“พะยะค่ะ หม่อมฉันเป็นองครักษ์ขององค์ชายสามนามว่าแทมิน”

 

“แทมิน...เจ้ามีเรื่องอะไรกับข้าอย่างนั้นหรอ”

 

“องค์ชายสามให้หม่อมฉันมากราบทูลเชิญองค์ชายเปี้ยนไปที่ลานประลองพะยะค่ะ” แทมินกล่าว และเมื่อเห็นว่าองค์ชายน้อยทรงทำพระพักตร์คล้ายไม่เข้าพระทัยก็รีบขยายความต่อทันที “องค์ชายมีพระประสงค์จะประดาบกับทหารคนสนิทแล้วคิดว่าองค์ชายเปี้ยนอาจจะโปรดการต่อสู้ด้วย จึงให้หม่อมฉันมากราบทูลเชิญ”

 

“กลัวข้าจะหายเหนื่อยหรือ ถึงได้ชวนออกนอกตำหนักทั้งที่เพิ่งเดินทางมาถึงยังไม่ทันพ้นวัน” ไม่รู้เหรอว่าป๋ายเซียนยังไม่ได้กินอะไร ไม่รู้เลยเหรอว่าป๋ายเซียนอยากพักไม่อยากออกไปไหนโดยเฉพาะกับคนที่ไม่ต้องการพบหน้า..ตัวเองไม่เหนื่อย แต่คนอื่นเค้าเหนื่อยเรื่องง่ายๆแค่นี้ควรคิดได้ไม่ใช่หรือไง

 

 

ป๋ายเซียนแสร้งขยับกายเล็กๆน้อยๆแก้เก้อ เมื่อเลิกพร่ำบ่นถึงผู้ที่ตนไม่ชอบหน้าอยู่ในใจแล้วหันกลับมาพบว่าองครักษ์ของคนผู้นั้นกำลังนั่งกะพริบตามองเขาอย่างงุนงงอยู่ เป็นอีกครั้งแล้วที่ป๋ายเซียนพลั้งปากพูดในสิ่งที่คิดออกไปโดยขาดความยับยั้งชั่งใจ ซ้ำยังพลั้งเผลอต่อหน้าคนสนิทขององค์ชายผู้นั้นด้วย

 

ไม่รู้แทมินที่เพิ่งพบหน้ากันครั้งแรกจะมององค์ชายเปี้ยนเป็นคนเช่นไร ป๋ายเซียนอาจจะกลายเป็นคนปากพล่อยนิสัยแย่ไปแล้วก็ได้ คิดได้ดังนั้นป๋ายเซียนก็ได้แต่นั่งกระแอมกระไอเล็กๆแล้วเริ่มตั้งสติใหม่

 

“เมื่อกี้ข้าเพียงพูดเล่นเท่านั้น”

 

“อ่อ..ฮ่ะๆ พะยะค่ะ”

 

“องค์ชายของเจ้ามีไมตรีจิตเช่นนี้ข้าจะปฏิเสธได้ยังไงล่ะจริงไหม” แทมินค้อมศีรษะรับพร้อมรอยยิ้มจางๆ ขณะที่ป๋ายเซียนได้แต่แอบกลอกตาไปมาด้วยความรู้สึกแสนเบื่อหน่าย

 

ใครว่าเขาพูดเล่น ที่ลั่นวาจาออกไปเมื่อกี้คือความจริงที่สุดแล้วต่างหาก แต่เพราะไม่อยากถูกใครมองว่าเป็นองค์ชายนิสัยแย่ ไม่รู้มารยาทจึงกัดฟันพูดแก้หน้าไปอย่างนั้น

 

“จะไปกันเลยไหมล่ะ”

 

“หากองค์ชายพร้อมแล้..

 

“ข้าพร้อมแล้ว รบกวนเจ้านำทางให้ด้วยแล้วกัน”

 

ให้คนมากราบทูลเชิญขนาดนี้แล้วจะปฏิเสธคงไม่ดี และนี่ก็เพิ่งวันแรก หากออกตัวชัดว่าเป็นอริต่อว่าที่พระสวามีตัวเองต่อหน้าบริวารอีกฝ่ายโดยไม่ไว้หน้าเลยคงดูไม่งามเท่าไหร่ป๋ายเซียนห่วงว่าจะถูกสืบถึงการอบรมเลี้ยงดูของพระราชบิดาและพระราชมารดา ไม่ใช่ภาพลักษณ์ของตัวเอง

 

 



 

 

 

แทมินเดินนำเสด็จองค์ชายเปี้ยนจนถึงลานประลอง ตำแหน่งที่ประทับคือแท่นพระที่นั่งซึ่งตั้งอยู่บนเนื้อที่สูงเหนือระดับพื้นที่ที่ใช้ประลองดาบกัน มีทหารชุดแดงยืนถือทวนและดาบแนบกายประจำจุดต่างๆ ข้างๆลานมีอาวุธหลากชนิดหลายขนาดเสียบอยู่ในชั้นเก็บ ส่วนตรงกลางของลานประลองนั้นมีคนสองคนกำลังใช้สนาม ประดาบกันอย่างเข้มข้น

 

คนหนึ่งป๋ายเซียนจำได้ดี ส่วนอีกคนเห็นหน้าไม่ชัดนักแต่ก็ค่อนข้างมั่นใจว่าตัวเองไม่เคยพบมาก่อน

 

“ผู้ที่กำลังประดาบกับองค์ชายอยู่นั้นมีนามว่าลู่หานพะยะค่ะ” แทมินช่วยคลายข้อสงสัยอย่างรู้งาน “เป็นบุตรชายคนเดียวของเสนาบดีฝ่ายซ้ายและเป็นคนสนิทขององค์ชายรัชทายาท แล้วก็ยังเป็นญาติของหม่อมฉันและจงอิน...

 

“จงอิน?” ป๋ายเซียนมองตามสายตาของแทมินก่อนจะรู้สึกตกใจ บุรุษผิวสีเข้มที่กำลังกึ่งเดินกึ่งวิ่งขึ้นบันไดมาทางนี้นั้นหน้าตาเหมือนแทมินอย่างกับแกะ รูปร่างส่วนสูงก็ใกล้เคียงกันเสียจนแยกยาก ต่างกันแค่แววตากับความรู้สึกทะมึนเท่านั้น ชายผู้มาใหม่ดูเป็นคนจริงจัง ไม่มีรอยยิ้มประดับอยู่บนใบหน้าอย่างแทมิน

 

“ถวายบังคมองค์ชายเปี้ยน หม่อมฉันจงอินพะยะค่ะ”

 

“พวกเจ้าเหมือนกันมาก” ป๋ายเซียนมองทั้งสองคนที่ยืนห่างกันสลับไปมา “เป็นฝาแฝดกันเหรอ”

 

“พะยะค่ะ จงอินเป็นแฝดพี่ของหม่อมฉัน”

 

“เป็นองครักษ์อีกคนขององค์ชายสาม ต้องขออภัยองค์ชายด้วยที่หม่อมฉันเพิ่งมาให้พบหน้า”

 

“ไม่เป็นไร ข้าเองก็เพิ่งมาถึงได้ไม่นาน” ป๋ายเซียนยังคงรู้สึกทึ่งกับคู่ฝาแฝดไม่หาย แน่สิ..ไม่บ่อยเลยที่จะได้เจอเรื่องแบบนี้ ที่วังราชวงศ์เปี้ยนไม่มีผู้ใดเป็นแฝด ส่วนนอกวังก็แทบนับครั้งได้ที่พระราชบิดาจะทรงอนุญาตให้ออกไปเที่ยวเล่น ป๋ายเซียนเลยไม่รู้ว่ามีฝาแฝดเช่นนี้อีกเยอะไหม “ช่างเหมือนกันจริงๆ...

 

“ไม่เหมือนหรอกพะยะค่ะ หากมองนานๆองค์ชายก็จะทรงคิดเช่นนี้ไม่ต่างกัน”

 

“คงอย่างที่เจ้าว่าล่ะมัง นี่อี้ชิง” ไม่ลืมที่จะแนะนำองครักษ์คู่ใจให้กับอัศวินแห่งโชซอนได้รู้จัก “เป็นองครักษ์ของข้า ไหนๆก็จะได้อยู่กันที่นี่แล้ว ฝากพวกเจ้ารับเขาไว้เป็นสหายอีกซักคนได้หรือไม่”

 

“ได้สิพะยะค่ะ” ป๋ายเซียนและอี้ชิงแย้มยิ้มให้อัศวินคู่แฝดจนตาหยี พูดคุยกันอีกเล็กๆน้อยๆก็หันกลับไปสนใจการประดาบด้านหน้าต่อ

 

ถึงแม้ไม่ได้เต็มใจมา แต่ป๋ายเซียนก็ไม่ปฏิเสธว่าตัวเองโปรดการต่อสู้จริงๆ ตั้งแต่วัยเยาว์เคยวาดหวังไว้ตลอดว่าสักวันตัวเองจะต้องเป็นนักรบที่เก่งกาจเท่าอี้ชิงให้ได้บ้าง แต่ก็ล้มเหลวไม่เป็นท่าอยู่บ่อยๆเพราะพละกำลังและรูปร่างที่ไม่เอื้ออำนวย เขาเลยถนัดเป็นผู้ชมมากกว่าลงไปสู้เอง

 

“ได้ยินชื่อเสียงทั้งด้านการบู๊และบุ๋นของโชซอนมานาน นี่เป็นครั้งแรกที่ข้ามีโอกาสได้มาเห็นกับตาตัวเอง”

 

ใครๆก็พูดถึงกิตติศัพท์ความแข็งแกร่งของโชซอน ไม่ว่าจะเรื่องบู๊หรือบุ๋นก็ว่ากันว่ายากจะต่อกรด้วยนักหนา ป๋ายเซียนไม่รู้หรอกว่าจริงเท็จแค่ไหน รู้แค่ว่าราชวงศ์เปี้ยนรอดจากการทำศึกมาได้ทุกวันนี้ก็เพราะโชซอน อีกทั้งท่วงท่าการประดาบของบุคคลทั้งสองในลานประลองตอนนี้ก็แสนดูดี คล่องแคล่ว รวดเร็วจนอดตื่นเต้นตามไปด้วยไม่ได้ว่าฝ่ายไหนจะเป็นผู้ชนะ

 

เคยเห็นแต่อี้ชิงและเหล่าทหารซ้อมกัน ซึ่งไม่ได้ดูจริงจังและสูสีเข้มข้นถึงเพียงนี้ ผู้ที่ชื่อลู่หานตัวเล็กกว่าองค์ชายสามอยู่มาก ทว่าฝีมือกลับไม่ได้ดูด้อยกว่าเลย ผลัดกันรุกรับอย่างไม่ให้น้อยหน้า เกิดเสียงโลหะกระทบกันไปมาจนนับครั้งไม่ถ้วน ฝุ่นตลบฟุ้งทุกเมื่อที่ทั้งคู่กระโดดตีลังกาผาดโผน ตวัดปลายดาบฉวัดเฉวียนจู่โจมกันและกันอย่างไม่กลัวการเสียเลือด ปลายเท้าวาดพื้นสง่างามมองแล้วป๋ายเซียนต้องนึกชื่นชมความเก่งของทั้งคู่จริงๆ

 

“ญาติของพวกเจ้าดูมีฝีมือไม่น้อยเลยนะ”

 

“ลู่หานเป็นทหารฝีมือดี อยู่สังกัดฝ่ายบู๊และช่ำชองเรื่องการใช้ดาบเป็นที่สุดพะยะค่ะ”

 

“มิน่า..ควงดาบสองมือได้คล่องเชียว ท่าทางองค์ชายของพวกเจ้าจะเสียเปรียบนะ” จู่ๆอัศวินคู่แฝดก็ส่งเสียงหัวเราะขึ้นมาพร้อมกันจนป๋ายเซียนและอี้ชิงต้องมองหน้ากันอย่างงุนงง “พวกเจ้าขำอะไรกัน ข้าเผลอพูดเรื่องตลกออกไปหรอ”

 

“หามิได้พะยะค่ะ เพียงแต่เรายังไม่อยากให้องค์ชายรีบตัดสินแพ้ชนะโดยที่การประลองยังไม่จบลง” ดวงเนตรรีเล็กกลอกมองกลับไปที่ลานประลองอีกครั้ง ถึงแทมินจะพูดแบบนั้นก็เถอะ..ป๋ายเซียนเห็นว่าคนที่เป็นฝ่ายตั้งรับทั้งยังเอาแต่ถอยหลังจนเกือบหลุดขอบลานประลองคือองค์ชายมากเล่ห์ผู้เดียว ขณะที่ผู้ลงดาบไม่ยั้งเป็นบุรุษร่างเล็กที่ชื่อลู่หาน แบบนี้ยังตัดสินไม่ได้อีกเหรอ

 

“ลู่หานกำลังของขึ้นเพราะองค์ชายไม่ยอมเอาจริงน่ะพะยะค่ะ ทรงอ่อนข้อให้”

 

“หา..

 

“อย่างลู่หานเรียกว่าทหารฝีมือดี แต่อย่างองค์ชายต้องเรียกว่ายอดสังหารเลยล่ะพะยะค่ะ ฮ่ะๆ” แทมินกลั้วหัวเราะบอก “ไม่ใช่แค่การบู๊ แต่เรื่องบุ๋นองค์ชายก็เก่งจนหาตัวจับยากเช่นกัน”

 

“ไม่มีอะไรที่องค์ชายทำไม่ได้ มีก็แต่จะไม่ทำเท่านั้น” จงอินเสริม

 

“ถ้าเป็นอย่างที่พวกเจ้าพูดจริง มันยิ่งตอกย้ำว่าข้าควรอยู่ให้ห่างจากคนประเภทนี้ยิ่งกว่าเดิม” บ่นพึมพำกับตัวเองจบ การประดาบก็จบลงด้วยพอดี จบลงพร้อมผลที่ตรงกันข้ามกับที่ป๋ายเซียนเคยตัดสินไว้

 

องค์ชายสามเป็นผู้ชนะ

 

            ปลายดาบโลหะสีเงินจี้ปลายจมูกของลู่หานที่ล้มลงนั่งคลุกฝุ่นอยู่บนพื้นอย่างหมดสภาพ มันเป็นเวลาเพียงชั่วพริบตาเท่านั้นที่คนตัวสูงสามารถพลิกเกมกลับมาชนะได้อย่างขาดลอย ไวจนป๋ายเซียนมองตามไม่ทัน เห็นอีกทีลู่หานก็ล้มลงพื้นไปแล้ว และตอนนี้กำลังจับมือใหญ่ขององค์ชายผู้นั้นเพื่องัดตัวเองให้ลุกขึ้นยืนอยู่พากันเดินเข้ามาทางนี้ด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้มกับเสียงหัวร่อต่อกระซิกที่ดูสนิทสนมคุ้นเคยกันดี

 

 


            “เมื่อไหร่ข้าจะเป็นฝ่ายชนะบ้าง”

 

            “อย่าบ่นไปเลย แค่นี้ทหารก็กลัวเจ้ากันจนไม่กล้าง้างดาบขึ้นสู้อยู่แล้ว”

 

“แต่ก็ยังแพ้องค์ชายอยู่ดี” เสียงลู่หานเริ่มเบาลงเมื่อก้าวขึ้นบันไดมาแล้วพบว่ามีบุคคลซึ่งไม่คุ้นหน้าอยู่รวมกับญาติตัวเองด้วยถึงสองคน และไม่ต้องเดาให้เสียเวลาลู่หานก็รู้ได้ทันทีเลยว่าผู้ที่นั่งอยู่บนแท่นประทับนั้นคือใคร

 

“มานานแล้วหรือ”

 

ชานยอลเอ่ยทักป๋ายเซียนพลางรับน้ำจากจงอินมาดื่ม รู้สึกแปลกตากับคนตัวเล็กที่ตอนนี้ไม่ได้อยู่ในชุดพระราชโอรสจากเมืองจีนอีกแล้ว อีกฝ่ายอยู่ในชุดที่ตนเคยเห็นมาทั้งชีวิต ไม่ได้ดูแปลกหรือดูแย่ในแบบที่น่าขัน..แต่ดูน่ารักจนต้องทอดพระเนตรอย่างไม่ละสายตาเลยต่างหาก

 

“มองอะไร”

 

“มองคนที่ไม่ยอมตอบคำถามข้าน่ะสิ” ยิ่งทำหน้านิ่วคิ้วขมวดยิ่งน่ามอง... “ช่างเป็นเด็กที่ดื้ออะไรขนาดนี้” ชานยอลเป็นประเภทโปรดปรานเรื่องแหย่อารมณ์บุคคลอื่นเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว พอมาเจอเด็กแสนพยศที่ไม่ยอมลงให้เขาเลยยิ่งนึกสนุก อยากกวนใจ อยากเอาชนะ

 

“ข้าจะยี่สิบสามแล้ว มิใช่เด็กอย่างที่ท่านกำลังกล่าวหา”

 

“แต่ก็ยังอ่อนกว่าทุกคนที่อยู่ในที่นี้ อย่างไรก็เหมาะที่จะเรียกว่าเด็กอยู่ดี”

 

“ที่ให้คนไปตามข้ามาก็เพื่อจะกวนประสาทแค่นี้น่ะหรือ ข้าจะได้กลับตำหนัก”

 

“อะไรกัน” ร่างสูงหมุนตัวไปยืนอยู่ตรงหน้าของป๋ายเซียน โน้มพระพักตร์ลงไปใกล้จนร่างเล็กต้องเบือนหน้าหลบ “เล่นด้วยก็ไม่ได้หรือ”

 

 

“ถ้ายังไม่ยอมตอบข้าจะเอาหน้าเข้าไปใกล้ๆท่านมากกว่านี้” ป๋ายเซียนหันกลับมาถลึงเนตรใส่แทบจะทันที ทำเอาร่างสูงส่งเสียงหัวเราะในลำคอเบาๆอย่างพอพระทัย

 

“กวนประสาท”

 

“นั่นไม่ใช่คำตอบที่ข้าอยากได้ยินนะ”

 

อะแฮ่ม!

 

เสียงกระแอมขัดจังหวะของลู่หานทำให้ชานยอลขยับตัวออกไปยืนตรงเต็มความสูงตามเดิม ริมฝีปากยังคงปรากฏรอยยิ้มจางๆ ไม่ได้สะทกสะท้านต่อสายตาของใครๆที่ยืนร่วมเป็นสักขีพยานต่อพฤติกรรมช่างหยอกเย้าเมื่อครู่ด้วยเลยสักนิด

 

“ไม่คิดจะแนะนำว่าที่พระชายาให้ข้ารู้จักบ้างหรอพะยะค่ะ”

 

“เจ้านี่ใจร้อนเสมอเลย” ส่ายพระพักตร์พลางแย้มรอยยิ้มขำให้สหายคนสนิท “นี่องค์ชายเปี้ยน..เปี้ยนป๋ายเซียน ส่วนองค์ชาย..บุรุษผู้นี้มีนามว่าลู่หาน เป็นสหายของข้าเอง”

 

“ลู่หานขอถวายบังคมองค์ชายเปี้ยน”

 

“ยินดีที่ได้รู้จัก..ลู่หาน” ป๋ายเซียนค้อมศีรษะตอบรับนิดๆ ระบายรอยยิ้มให้อย่างเป็นมิตรแม้ว่าจะรู้สึกแปลกๆต่อสายตาที่ลู่หานใช้มองมาก็ตาม

 

“ได้ยินผู้คนเล่าลือมานานว่าเป็นองค์ชายที่มีพระสิริโฉมงดงามนัก วันนี้ลู่หานมีวาสนาได้เห็นพระพักตร์ใกล้ๆช่างรู้สึกเป็นเกียรติและเชื่อแล้วว่าคำร่ำลือเหล่านั้นไม่มีผิดเพี้ยนเลยสักนิดเดียวพระองค์มีพระสิริโฉมงดงาม หวานล้ำไม่แพ้สตรีงามเลยพะยะค่ะ”

 

สตรีงามงั้นเหรอ..ป๋ายเซียนคิ้วกระตุกทันทีที่ได้ยินแบบนั้น 

 

“อ่ะ..หม่อมฉันเผลอพูดอะไรออกไปให้องค์ชายไม่พอพระทัยหรือไม่ หากเป็นเช่นนั้นต้องทูลขอประทานอภัยจริงๆ หม่อมฉันเป็นคนเถรตรง คิดยังไงรู้สึกยังไงมักพูดออกไปทุกที หวังว่าองค์ชายจะไม่ทรงถือสาหาความนะพะยะค่ะ”

 

“ช่างเถิด เจ้าเองก็หน้าหวานเกินบุรุษเช่นกัน”

 

“พะยะค่ะ ใครๆก็บอกแบบนั้นแต่หม่อมฉันก็มิได้มีผิวพรรณผุดผ่อง ดูบอบบางน่าทะนุถนอมเช่นองค์ชายหรอก หม่อมฉันเป็นทหาร มือจับดาบมาตั้งแต่จำความได้ ต้องทนแดดทนฝน ถึกเสียยิ่งกว่าสัตว์ นอนตรงไหนก็ได้ กินแบบไหนก็ได้ ไม่ต้องคอยให้ไพร่บ่าวรับใช้มาคอยดูแลประคบประหงมไปเสียทุกอย่าง”

 

องค์ชายน้อยจ้องตาลู่หานกลับอย่างไม่เข้าพระทัย เขาไม่ได้โง่..ที่จะฟังแล้วตีความไม่รู้เลยว่าอีกฝ่ายจงใจพูดจาส่อเสียดกัน เพียงแต่ไม่เข้าพระทัยจริงๆว่าทำไม คนไม่เคยเจอกัน ไม่เคยพบหน้า ไม่เคยมีเรื่องบาดหมางหรือผิดใจกันมาก่อนทำไมต้องมาพูดจาเหมือนเกลียดกันแบบนี้ด้วย สายตาของอีกฝ่ายก็ดูไม่เป็นมิตรเอาเสียเลยใครดูไม่ออก แต่ป๋ายเซียนดูออกและสัมผัสความไม่ชอบมาพากลนี้ได้แล้วกัน

 

“ที่โชซอนบุรุษโดยส่วนมากต้องฝึกดาบพร้อมรบกันตั้งแต่ยังเด็ก ถึงบ้านเมืองจะอยู่อย่างสงบสุขและห่างหายจากการทำสงครามนานเพียงใดก็ต้องเตรียมการไว้เสมอ เพราะหากชะล่าใจเมื่อไหร่ไม่แคล้วจะเสียเปรียบให้พวกศัตรูที่ไม่รู้จะเข้ามาตอนไหนเอาได้ง่ายๆ”

 

“เจ้ากำลังจะบอกข้าว่าแผ่นดินเปี้ยนชะล่าใจอย่างนั้นสิ”

 

“มิบังอาจพะยะค่ะ ใครๆก็พูดว่าราชวงศ์เปี้ยนเก่งเรื่องบุ๋นไม่ถนัดการบู๊ เพราะเหตุนั้นอาจทำให้บ้านเมืองอ่อนแอเรื่องการทำศึกไปบ้าง แต่กษัตริย์ผู้ปกครองแผ่นดินก็ทรงพระปรีชาสามารถ ทั้งยังมีมิตรสหายทั่วล้า สู้เองไม่ได้ก็ส่งสาส์นให้พันธมิตรเข้าช่วยเหลือก็ถูกต้องแล้ว”

 

“หึ..บุตรชายคนเดียวของเสนาบดีฝ่ายซ้ายโชซอนนี่ช่างพูดเสียจริงนะ”

 

“ความจริงแล้วหม่อมฉันถนัดบู๊มากกว่าเจรจาพะยะค่ะ พูดไม่เก่งหรอก”

 

“การทำสงครามอย่างชาญฉลาดไม่จำเป็นว่าต้องใช้กำลังเข้าสู้เสมอไปถึงจะเอาชนะได้ การใช้สมองตรึกตรองหาวิธีที่รอบคอบที่สุดมาสู้บางครั้งก็เป็นประโยชน์มากกว่าเสียอีก ไม่ต้องเสียไพร่พล ไม่ต้องนองเลือด”

 

“พะยะค่ะ หม่อมฉันถึงไม่แปลกใจที่ราชวงศ์เปี้ยนขึ้นชื่อเรื่องบุ๋น แต่มันคงดีกว่าไม่ใช่หรือถ้าหากว่าจะเก่งทั้งสองเรื่องพร้อมๆกัน จะได้พึ่งตัวเอง ไม่ต้องรบกวนผู้อื่น”

 

“ลู่หาน”

 

เสียงเตือนจากองค์ชายสามทำให้ลู่หานรีบแสร้งทำหน้าเหลอหลา คล้ายว่ารู้สึกผิดเต็มประดา “ขอประทานอภัยองค์ชายเปี้ยน!” ทั้งที่รอยยิ้มมุมปากยังคงไม่เสื่อมคลาย “หม่อมฉันไม่ได้มีเจตนาจะหมิ่นพระเกียรติเลยจริงๆ เพียงแค่..

 

“เอาเถอะ จะเจตนาหรือไม่นั้นจิตใต้สำนึกของเจ้าย่อมรู้ดีกว่าใคร”

 

“หม่อมฉันผิดไปแล้ว หม่อมฉันสมควรตาย..” ป๋ายเซียนกลอกตาไปมาพลางถอนหายใจทิ้งให้กับการแสดงละครตรงหน้า

 

“แต่ก็ถูกของเจ้า มันคงดีไม่น้อยถ้าหากจะเก่งทั้งสองด้านไปพร้อมๆกัน ราชวงศ์เปี้ยนแม้จะถนัดแต่เรื่องบุ๋น แต่ใช่ว่าบู๊จะไม่ได้เรื่องเอาเสียเลย บ้านเมืองของข้ายังมีทหารฝีมือดีอีกหลายนาย อาจเทียบโชซอนไม่ได้แต่ถึงเวลาสู้เราก็สู้อย่างสุดความสามารถเช่นกัน ถึงกายไม่แข็งแกร่งแต่ใจเราแข็งแกร่งไม่แพ้ใครแน่นอน”

 

“น่าสรรเสริญยิ่งนักพะยะค่ะ พระองค์ตรัสจนหม่อมฉันอดคิดไม่ได้ว่าคงเป็นเกียรติไม่น้อยถ้าหากจะได้ลองประดาบกับคนของราชวงศ์เปี้ยนดูสักครั้ง”

 

“เป็นข้าดีหรือไม่” อี้ชิงรีบออกตัว ทว่า..

 

“หม่อมฉันฝีมือไม่เท่าไหร่หรอก แพ้องค์ชายสามอยู่ร่ำไป จะทรงคิดว่าเป็นการอาจเอื้อมไปหรือไม่พะยะค่ะ ถ้าหากหม่อมฉันจะกราบทูลตามตรงว่าอยากประลองดาบกับองค์ชายเปี้ยนสักครั้ง”

 

 

“ไม่เอาน่าลู่หาน” แทมิน

 

“องค์ชายเพิ่งเดินทางมาถึงเหนื่อยๆเจ้าไม่ควรบังอาจ” จงอิน

 

“หรือหากท่านอยากประลองฝีมือกับคนจากราชวงศ์เปี้ยนจริงๆก็ให้เป็นข้าดีหรือไม่” 

 

ไม่ต้องหรอกอี้ชิง” ป๋ายเซียนถอนหายใจ นั่งคอตรงเชิดหน้าสบตากับลู่หานที่ยืนแค่นยิ้มมุมปากมองมา “ข้าเอง..

 

“แต่ว่า..

 

“จะขัดคำสั่งองค์ชายของเจ้าหรือ รออยู่ตรงนี้แหละ เดี๋ยวข้าก็กลับมา” อี้ชิงแสดงสีหน้าเป็นกังวลชัดเจน ป๋ายเซียนที่พอจะรู้ชะตากรรมข้างหน้าของตัวเองส่ายพระพักตร์ให้ทหารคนสนิทว่าไม่เป็นไร ไม่ต้องเป็นห่วง

 

ถึงสู้ไม่ได้ก็ยังดีกว่าไม่ลงไปสู้ อีกอย่างเขาเองที่เป็นคนลั่นวาจาว่าคนของราชวงศ์เปี้ยนไม่ใช่ผู้ที่จะยอมแพ้ใครง่ายๆ หากปฏิเสธหรือบ่ายเบี่ยงคนที่ตั้งท่าจะดูถูกผู้อื่นอยู่แล้วอย่างลู่หานคงไม่เป็นการดี รังแต่จะได้รับถ้อยคำถากถางไม่มีจบสิ้น..ป๋ายเซียนเบื่อ

 

“องค์ชายทำอะไรหน่อยสิพะยะค่ะ” แทมินส่งเสียงบอกองค์ชายของตนที่เอาแต่ยืนนิ่ง ปล่อยให้องค์ชายน้อยเดินตามลู่หานลงไปที่ลานประลองโดยไม่คิดจะห้ามใดๆ

 

“องค์ชาย..

 

“อย่าตื่นตูมไปก่อนนักเลยแทมิน เจ้าไม่คิดบ้างเหรอว่าพวกเค้าเป็นคู่ที่น่าติดตาม”

 

“เดี๋ยวก็เป็นเรื่องหรอกพะยะค่ะ ลู่หานเป็นยังไงก็รู้กันอยู่”

 

“ลู่หานเป็นทหาร น่าจะรู้ฝีมือคู่ต่อสู้ดี หากป๋ายเซียนสู้ไม่ได้คงยั้งแรงเอง”

 

“ลู่หานไม่เคยออมแรงให้ใคร ทหารเจ็บตัวกันไปเท่าไหร่แล้วองค์ชายลืมแล้วเหรอพะยะค่ะ”

 

“เอาน่า..ข้าอยู่ตรงนี้ทั้งคน” ไม่ห้ามก็เพราะอยากเห็นฤทธิ์เดชขององค์ชายตัวเล็ก ไม่ห้าม..ก็เพราะอยากรู้ว่าองค์ชายที่แสนเอาแต่พยศคนนั้นจะสู้ได้แค่ไหน น่าสนุกออกแบบนี้จะรีบห้ามไปทำไมกัน  

 

 

.

.

 

 

“พร้อมหรือไม่พะยะค่ะ”

 

องครักษ์แห่งองค์ชายรัชทายาทเอ่ยถามพร้อมมือที่จับด้ามดาบ เตรียมที่จะดึงมันออกจากฝักทุกเมื่อ ริมฝีปากแสยะยิ้มร้าย สายตาจับจ้องใบหน้าอ่อนเยาว์ขององค์ชายป๋ายเซียนอย่างไม่ยอมลดละ

 

“หม่อมฉันถนัดใช้ดาบทั้งสองมือ แต่มือซ้ายถนัดน้อยที่สุด เอาเป็นว่าการประลองครั้งนี้หม่อมฉันจะถือข้างที่..

 

“เจ้าอยากถือมือไหนก็ถือเถอะ มาถึงขนาดนี้แล้วไม่ต้องออมแรงให้มากความ”

 

“หึ..บางทีองค์ชายอาจจะยังไม่รู้ว่าเมื่อเข้าสู่สนามรบแล้วหม่อมฉันค่อนข้างบ้าพลัง”

 

“งั้นหรอชิ้ง~” ป๋ายเซียนทำใจดีสู้เสือ ชักดาบออกจากฝักเตรียมพร้อมรับมือกับคู่ต่อสู้ที่ยืนอยู่ตรงหน้าด้วยท่าทางนิ่งๆ ไม่แสดงความรู้สึกใด

 

เขาไม่เคยประลองฝีมือทางด้านนี้อย่างเป็นเรื่องเป็นราวสักครั้ง เคยก็แต่อาสาเป็นคู่ซ้อมให้จางอี้ชิงแบบผิวเผินเท่านั้น จะว่าไปก็อดหวั่นไม่ได้ ลู่หานดูทะมัดทะแมงสมเป็นทหารนักรบ ผิดกับตัวเขาที่แค่จับดาบก็รู้สึกว่าหนักแล้ว

 

แต่อย่างไรเสีย..มาถึงขั้นนี้แล้วถึงบุกไม่ได้ ตั้งรับไม่ให้ตัวเองต้องบาดเจ็บได้ก็น่าจะพอ

 

“เริ่มกันเลยนะพะยะค่ะ” องค์ชายน้อยพยักหน้ารับพลางโยนฝักดาบออกไปทางทหารที่ยืนประจำจุดใกล้ๆ เห็นสีหน้ามั่นใจของลู่หานแล้วใจเต้นตึกตัก มือสั่นด้วยความประหม่าแต่ก็ต้องจับมันให้มั่นต้องสู้ให้ถึงที่สุดต้องแสดงให้คนที่นี่รู้ว่าเขาไม่ใช่องค์ชายที่อ่อนแอบอบบาง ยอมแพ้ให้กับอะไรง่ายๆ

 

 

เกร๊ง!

 

 

ลู่หานเริ่มจู่โจม ฟาดดาบลงมากระทบกับดาบของป๋ายเซียนจนเกิดเสียงดัง แรงทั้งหมดส่งผลให้องค์ชายน้อยเซถอยหลังไปหลายก้าว ก่อนจะรีบตวัดดาบขึ้นมาปัดป้องไม่ให้คู่ต่อสู้ฟาดมันลงมาโดนตัว

 

 

เกร๊ง!!

 

 

ป๋ายเซียนพยายามใช้ดาบตัวเองงัดดาบของอีกฝ่ายออกไปให้ห่างตัว แต่แรงที่ลู่หานส่งมาพร้อมดาบก็หนักพอให้คมของมันเคลื่อนเข้าใกล้ลำคอระหงของเขามากขึ้นเรื่อยๆ

 

 

เกร๊ง!

 

 

“อย่าเอาแต่ตั้งรับสิพะยะค่ะ! สู้สิ ทำไมไม่สู้บ้างเล่า”

 

 

สายตาดูแคลนที่ส่งมามันน่าเจ็บใจยิ่งกว่าฝีมือที่ตกเป็นรองตอนนี้เสียอีก ป๋ายเซียนเกลียดรอยยิ้มที่ลู่หานมอบให้ เกลียดแววตาที่บอกชัดว่าไม่ชอบหน้ากันทั้งที่ป๋ายเซียนไม่เคยทำอะไรให้เลย

 

 

เกร๊งเกร๊ง! เกร๊ง!!

 

 

“จะเป็นฝ่ายรับไปอีกนานแค่ไหน นี่ไม่ใช่วิถีของนักรบ”


 

ป๋ายเซียนกัดฟันพลางใช้ดาบในมือป้องกันตัวเองอย่างสุดความสามารถ ลู่หานฟันเข้ามาไม่ยั้ง ทั้งด้านบน ซ้าย ขวา ตวัดเข้ามาทุกสารทิศ บางคราก็พุ่งปลายแหลมของมันเข้ามากลางลำตัวของป๋ายเซียนจนพาให้ใจหายครั้งแล้วครั้งเล่า..แต่ก็ทนสู้ไม่ยอมแพ้ง่ายๆ


 

“เชื่อแล้วว่าคนของราชวงศ์เปี้ยนไม่ถนัดบู๊จริงๆ หึ”


 

เกร๊ง!


 

“ยอมแพ้เสียตั้งแต่ตอนนี้เลยดีหรือไม่ จะได้ไม่ต้องเจ็บตัว”

 

“ข้ามิใช่คนขี้ขลาด”

 

“แค่ยอมรับว่ายังอ่อนหัดด้านนี้มันยากนักหรือ ต่อให้มีใจสู้แต่ยังด้อยความสามารถก็ไม่มีความหมายอะไร ลงสนามรบไปก็รังแต่จะเอาชีวิตไปทิ้งเท่านะพลั่ก!! โอ้ย!” ร่างของลู่หานกระเด็นออกไปเมื่อป๋ายเซียนใช้ดาบในมืองัดดาบที่ลู่หานพยายามดันเข้ามาใกล้จนพ้นตัวได้สำเร็จ ซ้ำยังใช้เท้าถีบกลางท้องสุดแรงจนลู่หานถึงกับจุก

 

“ตายเพราะสู้ไม่ได้ก็ยังมีคุณค่ามากกว่าผู้ที่ไม่ยอมลงมือทำอะไรเลย”

 

“หึ..

 

“การเหยียบย่ำผู้อื่นด้วยคำพูดดูถูกก็ไม่ได้น่ายกย่องนักหรอก ต่อให้ฝีมือเก่งกาจแค่ไหนก็ไร้ความหมายเช่นกะ..เกร๊ง!! พลั่ก!!!” คมดาบฟาดลงมารวดเร็วซะจนป๋ายเซียนเกือบป้องกันตัวเองไม่ทัน แต่ถึงแม้จะสามารถตวัดดาบของตัวเองขึ้นมาปัดป้องคมดาบของอีกฝ่ายได้ ทว่าร่างของเขาก็ถูกถีบเข้าเต็มแรงอยู่ดี

 


ตุ่บ!

 

ฉึก!


 

ร่างเล็กล้มก้นจ้ำเบ้าพร้อมกับความรู้สึกปวดแสบที่กลางฝ่ามือ เศษหินบาดผิวบางๆของเขาจนเลือดสีข้นไหลออกมาเป็นทาง

 

ทรงแพ้หม่อมฉันแล้ว..” เสียงที่ดังอยู่เหนือศีรษะทำให้ป๋ายเซียนเงยหน้าขึ้นมอง ลู่หานกำลังยืนแค่นยิ้มมองมาพร้อมกับใช้ปลายดาบจ่อประชิดกลางลำคอของเขาใกล้เสียจนป๋ายเซียนกลืนน้ำลายลงคอได้ยากลำบาก

 

“หวังว่าพระองค์จะยอมรับผลที่ได้”

 

องค์ชาย!

 

เสียงร้องเรียกของจางอี้ชิงดังมาแต่ไกล ทุกคนกำลังวิ่งเข้ามาทางนี้ ป๋ายเซียนนั่งนิ่ง..หลุบตามองมือข้างที่ได้รับบาดเจ็บ มันยังคงวางทับเศษหินก้อนนั้นดังเดิมไม่ขยับออก

 

“อืม..ข้าแพ้เจ้าแล้ว” รอจนกระทั่งลู่หานเก็บดาบและละสายตาไปป๋ายเซียนถึงจะค่อยๆเก็บมือเข้ามาเพราะไม่ต้องการให้ใครเห็นว่าตนได้รับบาดเจ็บไม่ต้องการให้ผู้ใดมาแสดงความเสียอกเสียใจจอมปลอมด้วยไม่ต้องการเป็นคนอ่อนแอในสายตาใครเพราะแค่แพ้ ก็มากเกินพอแล้ว

 

“องค์ชายเป็นยังไงบ้างพะยะค่ะ!

 

“ทรงบาดเจ็บตรงไหนหรือไม่” อี้ชิงและแทมินรีบรุดเข้ามานั่งยองๆช่วยพยุงร่างองค์ชายน้อยให้ลุกขึ้นยืน ใช้สายตาส่องสำรวจบาดแผลรอบๆพระวรกายอย่างเป็นกังวล

 

“เจ็บมั้ยพะยะค่ะ”

 

“ข้าชนะแล้วองค์ชาย!” ลู่หานรีบดึงความสนใจ ร้องบอกองค์ชายสามด้วยน้ำเสียงสดใสพลางถือวิสาสะเขย่าพระหัตถ์แกร่งด้วยความดีใจ หวังให้องค์ชายผู้เป็นที่รักชื่นชมความสามารถที่ตนมี

 

“ข้ามิเคยแพ้ใคร มีแต่พระองค์ผู้เดียวเท่านั้นที่ข้ายังโค่นมิได้ แต่ก็เก่งใช่มั้ยล่า..

 

“เจ้าทำองค์ชายเปี้ยนล้มลงไปคลุกฝุ่นแล้วยังทำหน้าระรื่นได้อีกหรอลู่หาน”

 

“องค์ชายมิได้กล่าวโทษข้าซักคำแล้วเจ้ามาเดือดร้อนแทนทำไมจงอิน มันเป็นแค่การประลองกันอย่างลูกผู้ชาย อีกอย่างองค์ชายเปี้ยนแค่ล้มเท่านั้น มิได้บาดเจ็บตรงไหนอีกซักหน่อย”

 

“ระวังหัวของเจ้าจะหลุดออกจากบ่าเข้าซักวัน”

 

“ชิส์~

 

ชานยอลส่ายศีรษะให้สหายทั้งสองที่ต่อปากต่อคำกันได้เสมอต้นเสมอปลาย จากนั้นก็เดินเข้าไปหาองค์ชายเปี้ยนที่ไม่รู้ว่าบาดเจ็บตรงไหนบ้างหรือเปล่า จากที่ยืนมองสถานการณ์อยู่ห่างๆจังหวะที่ทรงล้มลงไปนั้นแรงไม่น้อย พาลให้ตกอกตกใจไปตามๆกัน

 

“ทรงเป็นอย่างไรบ้าง” เอ่ยถามด้วยสุรเสียงนุ่มทุ้มเจือด้วยความหวังดี แต่กลับได้รับอาการหมางเมินเป็นคำตอบดังเช่นทุกครั้ง “สู้กับลู่หานได้ถึงขนาดนี้ทรงพระปรีชาทีเดียว”

 

“คำนั้นไม่สมควรเอามาใช้กับคนที่แพ้ไม่เป็นท่าอย่างข้าหรอก” ป๋ายเซียนแค่นยิ้มบอก “ขอบพระทัยที่ทรงอุตส่าห์ชวนข้ามาเปิดหูเปิดตาในวันนี้ อยากพักเต็มทีแล้ว..ข้าคงต้องขอตัวก่อน” กำมือข้างที่เจ็บไว้แน่นแล้วเดินจากไปโดยไม่หันกลับไปมองใครอีก อี้ชิงค้อมหัวทำความเคารพองค์ชายโชซอนก่อนจะรีบวิ่งตามองค์ชายของตนไปโดยทันที ทิ้งให้ชานยอลยืนมองไล่หลัง...

 

“ตามไปสิพะยะค่ะ” แทมินบอกอย่างนึกขัดใจ “เมื่อครู่ข้าแอบเห็นเลือดที่พระหัตถ์ขององค์ชายด้วย น่าจะได้รับบาดเจ็บ”

 

“เลือด?” ชานยอลมองแทมินพยักหน้ายืนยันก่อนจะหลุบตามองลงที่พื้น ก้อนหินสีเทาก้อนหนึ่งมีคราบบางอย่างเลอะอยู่ บริเวณพื้นก็มีหยดน้ำสีเข้มทิ้งรอยไว้ให้เห็นประปราย พระวรกายแกร่งย่อลงนั่งยองๆพลางใช้นิ้วปาดมันเพื่อพิสูจน์ว่าใช่สิ่งที่ตนคิดหรือไม่..รวมถึงหยิบเอาหินก้อนนั้นขึ้นมาดูใกล้ๆด้วย

 

 

 


 

 

 

 

“องค์ชายรอหม่อมฉันด้วยพะยะค่ะ!

 

อี้ชิงวิ่งกระหืดกระหอบตามหลังองค์ชายน้อย ซึ่งป๋ายเซียนก็ยอมหยุดเท้ารอองครักษ์คนสนิทพลางก้มลงมองฝ่ามือของตัวเองด้วยความรู้สึกหลากหลาย

 

“องค์ชายเจ็บมากมั้ยพะยะค่ะ”

 

“ข้าเจ็บตรงนี้มากกว่า” พระหัตถ์ข้างที่ไม่ได้รับบาดเจ็บทาบทับลงบนอกซ้ายของตัวเอง ตอนนี้บาดแผลที่ได้รับมันเจ็บจนชาจนไม่รู้สึกใดๆแล้ว อากาศหนาวเหน็บรอบกายเพิ่มความรู้สึกปวด..แต่ก็ไม่เท่ากับก้อนเนื้อในอกซ้าย

 

“ทำไมคนผู้นั้นต้องเกลียดข้าอี้ชิง ทำไมต้องดูหมิ่นบ้านเมืองเรา ทำไมต้องหยามเกียรติกันแล้วข้าก็ยังแพ้ไม่เป็นท่าให้กับคนที่จ้องจะดูถูกเราแบบนั้นอีก”

 

“ถ้าหากเปลี่ยนดาบเป็นธนูได้องค์ชายของหม่อมฉันต้องไม่แพ้ใครแน่ ฝีมือการทรงธนูขององค์ชายเปี้ยนไม่เคยแพ้ผู้ใด อย่ากล่าวโทษตัวเองเลยพะยะค่ะ”

 

“นักรบต้องไม่เกี่ยงอาวุธมิใช่หรือ ยังไงวันนี้ข้าก็แพ้

 

“อย่าตัดพ้อเช่นนั้นสิพะยะค่ะ องค์ชายเป็นองค์ชาย มิใช่นักรบที่ต้องลงสนามยามออกศึก มิได้ถูกฝึกฝนให้แข็งแกร่งเพื่อต่อสู้กับใครเช่นผู้ที่เป็นทหาร มันเทียบกันไม่ได้นะพะยะค่ะ” ป๋ายเซียนยืนก้มหน้ามองฝ่ามือเปื้อนเลือดของตัวเองเงียบๆไม่ยอมพูดจา สร้างความวิตกกังวลระคนเป็นห่วงต่อจางอี้ชิงเป็นอย่างยิ่ง มาวันแรกก็เกิดเรื่องขึ้นแล้ว หากฝ่าบาทเปี้ยนรู้ว่าอี้ชิงอารักขาดูแลองค์ชายไม่ดีมีหวังถูกคาดโทษแน่ๆ คิดแล้วก็ได้แต่ลอบถอนหายใจ

 

 

ทรงได้รับบาดเจ็บ เหตุใดไม่ยอมบอกข้า

 

 

สุรเสียงทุ้มที่ดังขึ้นด้านหลังทำให้องค์ชายป๋ายเซียนสะดุ้ง รีบซ่อนมือไว้ก่อนจะหมุนตัวกลับไปมองผู้ที่กำลังก้าวเข้ามาหา “กลับหนีมาเช่นเด็กเล็กขี้กลัว”

 

 

จะตามมาอีกทำไมนะ

 

 

“ข้าน่ะหรือขี้กลัว”

 

“ใช่ มิเช่นนั้นก็คงไม่รีบหนีออกมาหรอก” องค์ชายหนุ่มก้าวเข้ามาเดินวนรอบๆพระวรกายเล็กขององค์ชายป๋ายเซียนช้าๆ สองพระหัตถ์ไขว้อยู่ด้านหลัง ดวงเนตรสังเกตรอยเลือดจากบาดแผลของอีกฝ่าย...เห็นไม่ชัดเพราะป๋ายเซียนเอาแต่กำมันไว้แน่นทั้งยังซ่อนให้พ้นสายตาอีก แต่นั่นไม่ได้เกินความสามารถขององค์ชายสามแห่งโชซอน แค่มองปราดเดียวก็ทรงรู้แล้วว่าพระหัตถ์น้อยข้างไหนที่มีบาดแผล

 

“กลัวผลแพ้ของตัวเอง หรือว่ากลัวจะถูกหมอเย็บแผลล่ะ”

 

“ข้าไม่ได้เป็นอะไร เหตุใดจึงต้องกลัวหมอด้วย”

 

“เจ้าควรบอกองค์ชายของตัวเองบ้างนะอี้ชิง ว่าทรงโกหกไม่เนียนเอาซะเลย”

 

“แทนที่จะตามมากวนใจข้า ท่านควรเอาเวลาไปอบรมคำพูดของสหายท่านน่าจะเป็นประโยชน์มากกว่านะ”

 

“แต่ทำไมข้ากลับคิดว่าการใช้เวลากับว่าที่พระชายาตัวเองมันน่าจะเป็นประโยชน์มากกว่าล่ะ” ป๋ายเซียนจิ๊ปากใส่ด้วยความรำคาญ กำลังจะเดินหนีแต่ร่างสูงของบุคคลเดิมเข้ามายืนขวางทางไว้

 

“เอามือให้ข้าดูหน่อย”

 

“ข้าบอกแล้วว่าไม่ได้เป็นระ..โอ้ย!” อุทานเสียงหลงด้วยความเจ็บเมื่อข้อมือข้างที่มีบาดแผลถูกร่างสูงดึงไปอย่างถือวิสาสะ

 

“นี่น่ะหรือที่ว่าไม่ได้เป็นอะไร” ความจริงแล้วชานยอลไม่ได้กระทำรุนแรง แต่เพราะอยู่ในอารามตกใจเมื่อครู่ป๋ายเซียนเลยเผลอร้องออกไปเสียดัง “รู้ไหมว่าหากแผลติดเชื้อโดยไม่ได้รับการรักษานานๆอาจต้องตัดข้อมือข้างนี้ทิ้ง”

 

“ข้ามิใช่เด็กนะถึงจะหลอกอะไรก็หลอกได้ อีกอย่างท่านไม่ใช่หมอ คิดว่าข้าจะหลงเชื่อคำวินิจฉัยมั่วๆเช่นนี้หรอ” ป๋ายเซียนดึงมือกลับ ทว่าติดแหงกอยู่กับฝ่ามือใหญ่ของคนตัวโตจนไม่สามารถทำตามใจตัวเองได้ “ปล่อย..

 

“ข้ายังไม่เคยเห็นใครดื้อเท่านี้มาก่อน”

 

“คนที่ดื้อที่สุดคือท่านต่างหาก ปล่อยนะ” ป๋ายเซียนพยายามสะบัดข้อมือให้หลุด “บอกให้ปล่อยยังไงเล่า ปละ..เหวอ!~” ร่างเล็กถูกร่างสูงช้อนตัวขึ้นอุ้มในท่าเจ้าสาวโดยไม่ทันให้ได้ตั้งตัว ดวงเนตรรีเรียวเบิกค้างอย่างตกใจ ก่อนจะทั้งทุบทั้งดิ้นหวังให้ตัวเองได้รับอิสระ

 

“รู้มั้ยว่าแรงทุบของท่านไม่ได้ทำให้ข้ารู้สึกเจ็บ แต่มันน่ารำคาญเหมือนมีอะไรมากวนใจ”

 

“ท่านต่างหากที่น่ารำคาญ!” ป๋ายเซียนแยกเขี้ยวใส่ สร้างเสียงหัวเราะกวนประสาทขององค์ชายสามได้เป็นอย่างดี “ปล่อยข้าลงเดี๋ยวนี้นะ อี้ชิง ยืนเฉยทำไมเล่ามาช่วยข้าที”

 

“เอ่อ..

 

“เร็วสิ!

 

“เจ้าล่วงหน้ากลับไปรอที่ตำหนักเล็กได้เลยอี้ชิง ข้าจะพาองค์ชายของเจ้าไปหาหมอก่อนแล้วจึงจะพากลับ”

 

“พะยะค่ะ”

 

“อี้ชิง!

 

“ส่วนท่าน ถ้ายังไม่อยากตกลงไปก็อยู่นิ่งๆจะดีกว่า”

 

“ข้าไม่..ย อย่านะ!” ตวัดสองแขนขึ้นคล้องคอองค์ชายหนุ่มแทบไม่ทัน ส่วนคนที่แกล้งจะปล่อยตัวองค์ชายน้อยให้ร่วงลงพื้นเมื่อครู่อมยิ้มขำอย่างสำราญใจขยับเท้าก้าวไปทางตำหนักทิศใต้ขององค์ชายห้าทันที

 

 

การปราบพยศผู้ที่ไม่ยอมอยู่ในความปกครองได้ เป็นเรื่องน่าสนุกสำหรับพวกที่ชอบเอาชนะบุคคลอื่นไม่รู้หรอองค์ชายเปี้ยน ป๋ายเซียน

 

 

 

 

#สะใภ้บรรณาการ



 




 

 
         CR.SQW
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 876 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

10,413 ความคิดเห็น

  1. #10338 EATWELL (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 12 กรกฎาคม 2563 / 20:14

    แงจะแอบร้องตามน้องตอนน้องเป็นแผล

    #10,338
    0
  2. #10298 rabbithert (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 16 มิถุนายน 2563 / 16:08
    เวลาเถียงกันน่ารักมากเลยอ่า><
    #10,298
    0
  3. #10275 munkrishear (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 15 พฤษภาคม 2563 / 15:29
    น้องเข้มแข็งมากกก
    #10,275
    0
  4. #10224 Rain (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 19 เมษายน 2563 / 15:11

    ลู่หานที่ทำไม่พูดจาแบบเน้ โหดรายยยแง

    #10,224
    0
  5. #10180 ❤ Little "B" ❤ (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2563 / 15:12

    ลู่หานร้ายอ่ะ

    #10,180
    0
  6. #10172 _pn17 (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2563 / 15:34
    แงงง ยัยน้องงง ไท่เป็นไรนะๆๆ เค้ากอดๆนะ-ต้าวว
    #10,172
    0
  7. #10120 Bana_Vitta (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 11 มกราคม 2563 / 06:58
    อย่าทำอย่างงั้นนะเสี่ยวลู่;-;
    #10,120
    0
  8. #10113 เหมี๊ยวกวิ้น🐧 (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 11 มกราคม 2563 / 02:02
    แง้ คือน้องป๋ายคือพยศจริง ชอบจัง ชอบเวลาองค์ชายสามมาคอยวอแว จะหลงเข้าสักวันนะองค์ชาย~
    #10,113
    0
  9. #10112 เหมี๊ยวกวิ้น🐧 (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 11 มกราคม 2563 / 02:01
    เปี้ยนป๋ายเซียนสู้ๆ ฮึ๊บๆนะคนเก่ง
    #10,112
    0
  10. #10099 JaedoThebest (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 1 มกราคม 2563 / 20:59
    ทำไมลู่ทำงี้ล่ะ แง้
    #10,099
    0
  11. #10045 PRAE.VV (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 19 ธันวาคม 2562 / 23:42
    ลู่หาน! อย่าทำตัวแบบนี้ใส่ป๋ายเซียนนนนนน
    #10,045
    0
  12. #10040 ออมม่า (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 19 ธันวาคม 2562 / 08:41

    ลู่หาน นู๋ เป็นตัวร้ายหรอลูก

    #10,040
    0
  13. #10007 เคเฮชเย็นเย็น (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 6 ธันวาคม 2562 / 15:33
    บ้าเอ้ยย เขิน
    #10,007
    0
  14. #9996 Wrymild (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 29 พฤศจิกายน 2562 / 10:02
    ลู่หาน นังทัวดี!
    #9,996
    0
  15. #9989 sppsn (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 24 พฤศจิกายน 2562 / 14:13
    ใครกล้ามมาทำให้องค์ชายเปี้ยนทรงขุนหมองใจ
    #9,989
    0
  16. #9959 Timmmmmmmm (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 17 พฤศจิกายน 2562 / 19:54
    ลู่หาน รุนแรงกับน้องเกินไปแล้วนะ;_;
    #9,959
    0
  17. #9880 IPINOCKIO (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 14 กันยายน 2562 / 21:42
    ลู่หาน ร้าย!! นางร้ายมากกกกกกก ปากคอเราะร้าย ตั้งแง่เป็นศัตรูหัวใจกับแบคตั้งแต่แรกพบ กัดจิกเค้าด้วยคำพูดซะยิ่งกว่าไก่ แถมยังจงใจทำร้ายถึงขั้นเลือดตกยางออกแถมยังมาดีใจได้...หน้าไม่อายจริงๆ แหม่ๆๆๆ แต่ขอฟินเล็กๆน้อยๆได้แมะ ชานยอลก็ดูเป็นห่วงอ่ะ มีมาอุ้มเค้าไปหาหมออีก กิ้วๆ
    #9,880
    0
  18. #9844 heykiki (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 8 กันยายน 2562 / 23:44
    เซ็งชายสาม ลู่หานพูดขนาดนั้นก็ไม่ทำอะไรเลยเนอะ ผิดปกติขนาดนี้ก็คงรู้แล้วปะว่าลู่หานชอบ งง ป๋ายเซียนยังไม่ได้ทำอะไรเลย
    #9,844
    0
  19. #9814 jjjtmfon (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 3 มิถุนายน 2562 / 16:44
    สงสารน้องงงงงงงงงวงวงงงงงงววงงงงงงงงง
    #9,814
    0
  20. #9790 Ohsehun9494 (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 2 มิถุนายน 2562 / 14:24

    ลู่บังอาจมากกก นั่นองค์ชายนะ

    #9,790
    0
  21. #9785 mayyamcc (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 1 มิถุนายน 2562 / 16:17
    ย๊าาา ลู่หาน!!!!!
    #9,785
    0
  22. #9736 om_kanokrat (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 14 มีนาคม 2562 / 15:16
    ลู่อย่าทำอะไรน้องงง
    #9,736
    0
  23. #9700 plyfah2547 (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 8 มกราคม 2562 / 09:41
    อยากเอาดาบแทงพี่ลู่มากค่ะ​ เซฟนิยายเรื่องนี้ไว้นานแล้วแต่พึ่งจะมาอ่านสนุกมวากกกก
    #9,700
    0
  24. #9672 mumuninnin (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 20 ธันวาคม 2561 / 19:42
    ลู่หานควรไปนั่งสมาธิ
    #9,672
    0
  25. #9635 bemysunshine (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 8 พฤศจิกายน 2561 / 15:17
    โอ๊ยยย ไม่มีใครสัมผัสได้ถึงความเกลียดชัง การหยามเกียรติของลู่หานหรอ ทำไมไม่มีใครสั่งสอนเลยรึไง องค์ชายน้อยของหม่อมชั้นบาดเจ็บเลยเนี่ย มาวันแรกก็เลือดตกยางออกแล้วนะองค์ชายสาม!
    #9,635
    0