สะใภ้บรรณาการ (Chanbaek) -END-

ตอนที่ 4 : 03 - สู่..โชซอน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 25,150
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1,061 ครั้ง
    18 ธ.ค. 59

 


-03-

สู่..โชซอน





 

 

 



 

 

          กษัตริย์เปรียบดั่งแสงสว่างของราษฎรทั้งแผ่นดิน

 

 

         

          จากการใช้เวลากว่าสองวันในการเดินทาง ท้ายที่สุดขบวนทัพของกษัตริย์โชซอนก็เดินทางสู่ผืนแผ่นดินพระราชวังอันเป็นที่ประทับได้โดยสวัสดิภาพ ช่วงเวลาเดียวกับที่ดวงอาทิตย์ฉายแสงทั่วท้องนภารับวันใหม่ได้อย่างเจิดจรัส เสมือนกำลังบอกว่า..บัดนี้ผู้ปกครองแผ่นดินได้กลับคืนสู่ตำแหน่งอย่างสมพระเกียรติและทรงปลอดภัยดีแล้ว หลังจากเสด็จไปช่วยเหลือกษัตริย์ผู้เป็นสหายรักมากว่าหลายวัน

 

         

          พระวรกายของผู้มีบุญบารมีสูงทัดฟ้าก้าวลงจากเกี้ยวรถม้าอย่างสง่างาม น่าเกรงขามหากทว่ามีรัศมีอบอุ่นแผ่ปกคลุมเกินกว่าจะหวั่นกลัว ยิ่งทรงเห็นร่างเล็กของพระราชโอรสในกษัตริย์เปี้ยนก้าวย่างเข้ามาใกล้ พระพักตร์ของพระองค์ยิ่งดูอ่อนโยนลง แย้มยิ้มให้อย่างเอ็นดูไม่ต่างอะไรจากสายตาของพ่อคนหนึ่งที่ใช้ทอดมองลูก  

 


ฝ่าบาทโชซอนรอจนกระทั่งป๋ายเซียนและโอรสทั้งสองของตนเดินเข้ามาใกล้แล้วถึงจะก้าวต่อไปข้างหน้า ทุกฝีก้าวย่ำผ่านพื้นพรมแดงที่ด้านหน้ามีเหล่านางกำนัลและทหารยืนรอรับเสด็จด้วยเครื่องแต่งกายเต็มยศ มีธงประจำราชสำนักปลิวไสวโต้ลมเหนือศีรษะทหารให้เห็นมาแต่ไกล ตลอดจนพระพักตร์งดงามของพระมเหสีและพระสนมอีกสามพระองค์ยืนแย้มยิ้ม ค้อมหัวแสดงความเคารพให้เมื่อพระองค์หยุดยืนอยู่เบื้องหน้า 

 


“ถวายบังคมเพคะ..ฝ่าบาท”

 

ฝ่าบาทพยักหน้ารับพลางทรงพระสรวลอย่างอารมณ์ดี “การเดินทางคงเป็นไปด้วยความราบรื่นดีใช่มั้ยเพคะ” พระมเหสีถามด้วยสุรเสียงไพเราะ

 

“ดีสิ ข้าถึงได้กลับมาตรงเวลาตามที่พวกเจ้าคาดไว้ยังไง” ฝ่าบาทตรัสแกมหยอก ตั้งแต่เสด็จมาถึงรอยยิ้มยังคงไม่เลือนหายไปจากพระพักตร์ ทั้งที่เดินทางมาเหนื่อยแท้ๆแต่ยังมีจิตใจเบิกบานยิ่งกว่าปกติจนทุกคนนึกประหลาดใจตามๆกัน

 

“เพคะ เช่นนั้นหม่อมฉันก็เบาใจ” พระมเหสีแย้มยิ้มพลางมองไปด้านหลังของฝ่าบาท นอกจากบุรุษที่คุ้นหน้ากันดีอย่างองค์ชายสามและองค์ชายสี่แล้ว พระองค์ทอดพระเนตรเห็นบุรุษร่างเล็ก ผิวพรรณผุดผ่องท่าทางมียศถาบรรดาศักดิ์สูงยืนอยู่ด้วย

 

“บุรุษผู้นั้นใช่พระราชโอรสแห่งกษัตริย์เปี้ยนหรือไม่เพคะ” เมื่อหลายวันที่แล้วฝ่าบาททรงฝากสาส์นสำคัญผ่านทหารม้าเร็วนำกลับมาให้พระมเหสีก่อนที่ขบวนเสด็จจะตามมา เนื้อความในสาส์นนั้นทำเอาวังหลวงวุ่นวายแตกตื่นเพราะต้องเตรียมตำหนักที่ประทับแด่ ว่าที่พระชายาขององค์ชายสามในระยะเวลาอันจำกัด ทั้งทหารทั้งนางกำนัลต่างถูกระดมกำลังมาเพื่อช่วยทำนุบำรุงทำความสะอาด จัดเตรียมข้าวของต่างๆด้วยความเร่งรีบ

 

องค์ชายแสนดื้อแสนหัวแข็งกำลังจะสละโสด ที่สำคัญว่าที่พระชายาเป็นบุรุษเพศทราบเรื่องคราแรกพระมเหสีตกใจจนเกือบหน้ามืด แต่ก็ต้องทำตามพระราชประสงค์สั่งซังกุงสูงสุดให้จัดการตำหนักใหม่และอาภรณ์สำหรับองค์ชายเปี้ยน นับจากนั้นพระราชสำนักก็มีเรื่องให้โจษจันกันทุกวัน ไม่ว่าจะห้องเครื่อง ห้องเย็บปัก โรงม้า ทุกฝ่ายในวังล้วนแล้วแต่กล่าวถึงประเด็นนี้กันทั้งสิ้น ซึ่งไม่แน่ว่าเรื่องอาจจะดังไปถึงนอกวังแล้วก็เป็นได้

 

“ป๋ายเซียนมานี่สิ”

 

“พะยะค่ะ

 

องค์ชายตัวน้อยลอบกลืนน้ำลายแล้วขยับเท้าเข้าไปใกล้ฝ่าบาทตามรับสั่ง แอบกลอกตามองพระมเหสี พระสนม และเหล่าไพร่บ่าวผู้รับใช้ด้านหลังด้วยความรู้สึกประหม่า ไม่แน่ใจว่าทุกคนจะต้อนรับขับสู้ดีแค่ไหน บางทีอาจจะนึกรังเกียจที่องค์ชายสามเลือกเอาบุรุษเพศอย่างเขามาเป็นพระชายาอยู่ก็ได้ พอคิดแบบนั้นแล้วก็อยากถอนหายใจ

 

“ทำไมทำหน้าเช่นนั้นเล่า” ฝ่าบาททรงพระสรวลด้วยความขำขัน ก่อนจะแนะนำองค์ชายตัวน้อยให้พระมเหสีและพระสนมได้รู้จัก “พวกเจ้าคงได้อ่านสาส์นกันแล้ว นี่องค์ชายป๋ายเซียน ผู้ที่ชานยอลเลือกจะให้เป็นพระชายา”

 

เป็นรอบที่เท่าไหร่แล้วไม่รู้ที่ป๋ายเซียนรู้สึกกระดากอายกับการถูกตอกย้ำสถานะว่าตัวเองจะต้องเป็นชายาของใครคนหนึ่ง ปั้นหน้ายากแล้วยังยากที่จะฝืนยิ้มให้ผู้ใหญ่ ป๋ายเซียนคิดว่ารอยยิ้มของตัวเองตอนนี้เป็นรอยยิ้มที่กล้ำกลืนฝืนทนที่สุดเท่าที่เคยทำมาคงพิลึกดี แต่คิดว่าคงดีกว่าไม่ยิ้มเลย

 

“ป๋ายเซียน ตรงหน้าเจ้าคือมเหสีของข้าเอง” องค์ชายป๋ายเซียนค้อมศีรษะแสดงความเคารพสตรีผู้สูงเกียรติด้วยกิริยาสุภาพ “ส่วนด้านหลังนั้นคือพระสนมทั้งสาม”

 

“ป๋ายเซียนขอถวายบังคมพระสนมทั้งสาม” สตรีสูงเกียรติในชุดฮันบกฟูฟ่องอีกสามพระองค์ค้อมศีรษะรับ แย้มรอยยิ้มให้ป๋ายเซียนอย่างอ่อนหวาน

 

“เข้ามาให้ข้าเห็นหน้าใกล้ๆได้หรือไม่” พระมเหสีเอ่ย ป๋ายเซียนพยักหน้าแล้วก้าวเข้าไปหา ยืนนิ่งยอมให้พระมเหสีสำรวจเครื่องหน้าได้ตามปรารถนา “ช่างเป็นบุรุษที่มีใบหน้าหวานยิ่งนัก ดูยังอ่อนเยาว์อยู่เลย บอกข้าได้หรือไม่ว่าปีนี้เจ้ามีอายุเท่าไหร่แล้ว”

 

“ปีนี้หม่อมฉันยี่สิบสามแล้วพะยะค่ะ”

 

“ยี่สิบสามแล้วรึ ข้าคิดว่าเจ้าจะเด็กกว่านั้นเสียอีก” ป๋ายเซียนได้แต่ระบายยิ้มจางๆให้เท่านั้น “ตัวก็เล็กจริงเชียว”

 

“ผิดกับโอรสทั้งห้าของข้าใช่ไหมล่ะพระมเหสี”

 

“เพคะ หม่อมฉันคิดว่าองค์ชายตัวเท่าโอรสของพระองค์ตอนอายุสิบห้า ซึ่งก็ผ่านมาสิบกว่าปีแล้ว” ฝ่าบาททรงพระสรวลออกมาเสียงดังอย่างไม่ปิดบัง พระองค์คิดว่าวันนี้ช่างเป็นวันที่ดี แม้จะไม่ได้องค์หญิงเปี้ยนมาเป็นสะใภ้ แม้โอรสตัวดีจะเลือกพระชายาแปลกต่าง แต่ป๋ายเซียนก็น่ารักน่าเอ็นดูเกินกว่าจะต้องมาผิดหวัง กลับพอพระทัยเสียด้วยซ้ำ

 

“น่าเสียดายที่องค์ชายที่เหลือไม่ได้มาให้เจ้าพบหน้าด้วย”

 

“มีภาระงานกันหมด” พระมเหสีเสริม 

 

“ไม่เป็นไร เอาไว้พรุ่งนี้ข้าจะแนะนำเจ้าให้ทุกคนได้รู้จักอย่างเป็นทางการ วันนี้เพิ่งเดินทางมาถึงกันเหนื่อยๆแยกย้ายไปพักผ่อนก่อนดีกว่า ข้าเองก็อยากอาบน้ำให้สบายตัวแล้วเต็มที” ฝ่าบาทแย้มยิ้ม “พระมเหสีเตรียมตำหนักรับรองให้องค์ชายเปี้ยนเรียบร้อยดีแล้วใช่ไหม”

 

“เพคะ หม่อมฉันให้ฮันซังกุงตระเตรียมทุกอย่างตามพระประสงค์แล้ว”

 

“ดี ขอบใจเจ้ามาก” ทรงหันไปหาโอรสตัวดี “ชายสาม”

 

“พะยะค่ะ”

 

“พระมเหสีทรงเตรียมตำหนักเล็กไว้แล้ว ฝากเจ้าดูแลว่าที่พระชายาตัวเองให้สมพระเกียรติด้วย หวังว่าจะทำหน้าที่ง่ายๆเช่นนี้ได้ดีโดยไม่ทำให้ข้าต้องผิดหวัง”

 

“ไม่คิดว่าฮันซังกุงจะทำหน้าที่นี้ได้ดีกว่าหม่อมฉันบ้างหรือพะยะค่ะ” ฝ่าบาทขมวดคิ้วทันทีที่ได้ยินเช่นนั้น ทำเอาโอรสจอมกวนส่งเสียงหัวเราะออกมาเบาๆ “แต่ถ้าไว้วางพระทัยว่าหม่อมฉันจะทำมันได้ดี หม่อมฉันจะรับพระประสงค์ก็แล้วกัน”

 

“ช่างยียวนดีนักนะ” ชี้หน้าคาดโทษด้วยสุรเสียงเข้ม “อย่างเจ้าน่ะหรือจะทำงานง่ายๆเช่นนี้ไม่ได้ ทุกซอกทุกมุมในวังรู้ดียิ่งกว่าใคร แม้กระทั่งหลังคาราชสำนักเจ้าก็ยังขึ้นไปสำรวจเล่นอย่างที่คนธรรมดาเค้าไม่ทำกันมาแล้ว”

 

“โอ้..เรื่องนั้น น่าลองออกพะยะค่ะ ”

 

“พอ ข้าเดินทางมาเหนื่อยๆไม่อยากจะเปลืองแรงไปกับการโต้ตอบฝีปากเจ้า พาป๋ายเซียนไปส่งตำหนัก ดูแลน้องให้ดี อะไรที่แนะนำได้ก็ทำ อะไรที่น้องควรรู้ไว้ก็บอก” องค์ชายสามแกล้งพยักหน้ารับรัวๆอย่างประชดประชัน ทั้งยังขยับปากเป็นลมๆล้อเลียนคำพูดจนฝ่าบาทต้องหลับตากลั้นเก็บโทสะเอาไว้ไม่ให้ปะทุออก เปล่งสุรเสียงลอดไรฟันไล่โอรสแสนรั้นไปก่อนที่จะมีน้ำโหขึ้นมาจริงๆ

 

“ให้ทำอะไรก็ไปทำดีๆ อย่าให้ข้าต้องหมดความอดทน!

 

 



 

 

 

“โดยหลักๆแล้ววังหลวงมีตำหนักที่ประทับอยู่แปดตำหนัก ตำหนักใหญ่ตั้งอยู่ทางทิศเหนือเป็นที่ประทับของฝ่าบาท ตำหนักกลางของพระมเหสี ตำหนักยองชางของพระอัยยิกา ตำหนักบูรพาขององค์ชายรัชทายาท ตำหนักตะวันตกของพระสนมยุนฮีพินและพระราชโอรส องค์ชายสองและอีกคน องค์ชายสี่ที่ท่านเคยพบหน้าแล้ว”

 


“ส่วนตำหนักที่เราเพิ่งผ่านกันมาเมื่อครู่คือตำหนักพยองอัน เป็นที่ประทับของพระสนมสี่จองซุกยง และองค์หญิงน้อยที่ไม่นานท่านก็คงมีโอกาสได้พบหน้า ส่วนทางซ้ายมือด้านหน้านั้น...

 


“ทางไปตำหนักทิศใต้ ที่ประทับขององค์ชายห้าและพระมารดา สนมองค์ที่สามชเวซูพิน  มีห้องยาค่อนข้างใหญ่อยู่ในตำหนักเพราะองค์ชายห้าเป็นแพทย์ ก็อยากจะพาเดินผ่านอยู่หรอกแต่ตำหนักเล็กของท่านบังเอิญต้องเลี้ยวไปทางขวา ฉะนั้นคงต้องเป็นโอกาสหน้า”

 


“ส่วน...” ชานยอลหยุดเท้าพลางหันคอกลับไปมองด้านหลัง พบว่าผู้ที่ตนนำทางให้นั้นอยู่ห่างกันไปหลายก้าวทีเดียว ทั้งยังทำหน้ายุ่ง ขมวดคิ้วราวกับกำลังไม่พอพระทัยสิ่งใดอยู่ ซึ่งก็น่าจะเป็นเขาเอง

 

“เหตุใดจึงเดินช้านัก” องค์ชายสามแห่งโชซอนขมวดคิ้วถามขณะสองเท้าเดินย้อนกลับไปหาป๋ายเซียน “เพลิดเพลินกับสิ่งใดอยู่งั้นหรือ”

 

“ข้าเดินช้าหรือท่านเดินตัวปลิวโดยไม่คิดจะรอใครกันแน่”

 

“ข้าก็เดินของข้าเช่นนี้เป็นปกติ”

 

“แต่มันไม่ปกติสำหรับข้า” องค์ชายน้อยตอกกลับอย่างไม่ยอม ก็มีอย่างที่ไหน ก้าวฉับๆไปข้างหน้าโดยไม่คิดหันกลับมามองคนด้านหลังเลยแม้แต่เพียงนิด ปากก็พร่ำสาธยายไปต่างๆนาๆไม่ยอมหยุด วังหลวงที่ป๋ายเซียนเพิ่งเคยมาเหยียบครั้งแรกกว้างขวางยาวไกล นอกจากจะต้องเดินโดยไม่ได้หยุดพักพินิจสิ่งใดแล้วยังต้องจ้ำอ้าวตามให้ทันช่วงขายาวๆนั้นคิดบ้างหรือไม่ ว่าป๋ายเซียนเหนื่อย!

 

“ข้าก็ลืมคิดไปว่าช่วงขาของท่านไม่ได้ยาวเช่นบุรุษคนอื่นๆ”

 

“นิ่..!

 

“ขอประทานอภัยด้วยก็แล้วกัน”

 

“ท่านนี่มัน...

 

“อย่าทรงเถียงข้างๆคูๆกับอะไรที่เป็นความจริงเลย ป่วยการเปล่าๆ” ชานยอลกลั้วหัวเราะบอก กางพัดในมือแล้วโบกไปมาช้าๆ “เอาเป็นว่าข้าจะพยายามชะลอฝีเท้าให้ช้าลง” เหลือบมองข้ามศีรษะเล็กขององค์ชายตัวน้อยแล้วก็อยากจะหัวเราะซ้ำอีกรอบ

 

นอกจากป๋ายเซียนก็ยังมีฮันซังกุงและนางกำนัลอีกหลายคนยืนหอบแฮ่กเป็นเพื่อนกันอยู่ข้างหลัง ดีหน่อยที่จางอี้ชิงองครักษ์ขององค์ชายน้อยไม่แสดงปฏิกิริยาเช่นนี้ให้เห็น ส่วนทหารนายอื่นๆทั้งของตัวเองและจากราชวงศ์เปี้ยนได้หาบแบกสัมภาระล่วงหน้าไปก่อนแล้ว มีก็แต่พวกเขาที่ยังเดินกันไม่ถึงไหน แต่ก็พอเข้าใจว่าแต่ละคนนั้นเป็นสตรี กว่าจะก้าวได้แต่ละทีต้องคอยยกชายกระโปรงฟูฟ่องให้สูงขึ้นดูแล้วช่างลำบากแทน ส่วนบุรุษที่อยู่ด้วยกันก็เพิ่งเคยมาเยือนครั้งแรก หนำซ้ำยังมีช่วงขาที่สั้นกว่ามาก จะตามไม่ทันก็ไม่แปลกใจเลยสักนิด

 

 แต่เมื่อกี้ก็เดินเพลินจริงๆ

 

            คงเป็นความเคยชินด้วยเพราะปกติมักจะเดินตัวคนเดียวหรือไม่ก็มีผู้ติดตามเป็นทหารแข็งแรงมากกว่านางในสนองพระโอษฐ์เช่นสตรีที่เป็นเชื้อพระวงศ์ จึงลืมเรื่องการกะน้ำหนักเท้าไปเสียสนิท

 

            “จะเดินกันต่อหรือยัง หรือยังอยากหยุดพักกินลมชมวิวเช่นนี้ต่อ”

 

            “ข้ามิได้สั่งให้หยุดเสียหน่อย ท่านหยุดของท่านเอง”

 

            “ดูเอาเถิดฮันซังกุง ว่าที่พระชายาของข้าเป็นคนเช่นนี้” ป๋ายเซียนเลิกลั่กหันไปมองซังกุงวัยกลางคนที่ยืนก้มหน้าอมยิ้มขำอยู่ด้านหลัง มองไปที่จางอี้ชิงและนางกำนัลคนอื่นๆต่างก็กลั้นยิ้มไม่ต่างกัน “ผู้ใหญ่คุยด้วยดีๆแต่กลับตอบเสียงห้วน การกระทำช่างไม่น่ารักขัดกับใบหน้าเสียเหลือเกิน”

 

“กำลังกล่าวถึงตัวเองอยู่หรืออย่างไร” ป๋ายเซียนค้อนให้ด้วยสายตา “การปฏิบัติตัวไม่น่ารักต่อผู้อื่นนั้นแย่ แต่ข้าก็ไม่คิดว่ามันจะแย่มากเท่าไหร่ถ้าผู้อื่นที่ว่านั้นเป็นคนที่มักสร้างเรื่องปวดหัวให้กับบิดาตนเองทุกวัน อีกทั้งยังกวนประสาทคนเค้าไปทั่ว”

 

คิกๆ

 

เสียงหัวเราะของเหล่านางกำนัลและฮันซังกุงทำเอาองค์ชายสามเดาะลิ้น โบกพัดแรงขึ้นก่อนจะหุบฉับแล้วยื่นหน้าเข้าไปใกล้ๆองค์ชายตัวน้อยแสนปากเก่ง “ท่านนี่ไม่เบาเลยจริงๆ” กระตุกยิ้มพลางกระซิบบอกเสียงพร่าชิดใบหูให้ได้ยินกันแค่สองคน “แบบนี้แหละที่น่าสนใจ..”  

 

“ข้ามิใช่สตรีนางไหนของท่าน...” ยิ้มตอบอย่างอ่อนโยน “อย่ามาทำเจ้าชู้ใส่ ข้าไม่ชอบ!”  ออกแรงบิดสีข้างร่างสูงอย่างไม่คิดจะออมแรง ทำเอาองค์ชายสามรีบผละตัวหนีด้วยอาการเจ็บจี๊ด แต่ก็ไม่ได้หลุดร้องโอดโอยออกไป กลับยืนหัวเราะใส่อย่างชอบใจให้ป๋ายเซียนหงุดหงิดเพิ่มยิ่งกว่าเดิม

 

“เอ่อ..ขอประทานอภัยองค์ชายทั้งสอง”

 

ซังกุงสูงสุดส่งเสียงแทรกเด็กหนุ่มทั้งสองเพราะเล็งเห็นว่าหากปล่อยให้แกล้งกันแบบนี้ต่อไปคงไม่มีใครได้ไปไหนแน่ “อีกเดี๋ยวก็จะถึงตำหนักเล็กแล้ว หม่อมฉันว่าเราเดินกันต่อให้ถึงตำหนักที่ประทับเลยดีหรือไม่เพคะ ตรงนี้ค่อนข้างหนาว หากยืนนานๆเกรงว่าองค์ชายจะประชวรกันขึ้นมา”

 

องค์ชายสามไหวไหล่ให้ฮันซังกุงแล้วหมุนตัวก้าวต่อ คอยหันกลับไปมององค์ชายตัวน้อยเป็นระยะซึ่งครั้งนี้เขาไม่ได้เดินทิ้งห่างเช่นคราแรกแล้ว ค่อยๆเดินได้อีกไม่นานหลังคาตำหนักเล็กที่ไม่ได้ถูกใช้งานมาเป็นเวลานานก็ปรากฏต่อสายพระเนตร ตามด้วยทหารยามชุดแดงที่โค้งคำนับให้ทันทีที่เสด็จมาถึง

 



“นี่เป็นตำหนักเล็กที่พระองค์ต้องประทับ”

 

ป๋ายเซียนพยักหน้ารับฟังแล้วก้าวเข้าไปด้านใน กวาดสายตาสำรวจรอบๆด้วยความรู้สึกแปลกๆเพราะยังไม่คุ้นชิน


 “ที่นี่ไม่มีแท่นบรรทมให้อย่างราชวังเปี้ยน มีเพียงฟูกนอนเท่านั้นที่ใช้กัน ลำบากไปไหมหากท่านต้องนอนเช่นนี้”

 

“หากทุกคนนอนกันได้ ข้าก็ต้องนอนได้สิ” ตอบคำถามองค์ชายสามโดยไม่หันไปมองพระพักตร์สักนิด เอาแต่ไล่สายตาดูลวดลายวิจิตร ไม่ว่าจะเพดาน โต๊ะ บานประตูหน้าต่าง ตู้ แจกันและสิ่งประดับตกแต่งต่างๆ อาจไม่ได้กว้างขวางและถูกพระทัยเท่าที่เคยอยู่ แต่ไม่ได้เลวร้ายถึงกับอยู่ไม่ได้

 

ที่นี่งดงามคนละแบบกับพระราชวังของราชวงศ์เปี้ยน สถาปัตยกรรมและการแต่งกายของผู้คนไม่ได้จัดว่าคล้ายคลึงกันเสียทีเดียว หลายๆอย่างแปลกใหม่ไปหมดจนทำให้ป๋ายเซียนอดคิดถึงวังตัวเองไม่ได้ยังไงบ้านก็คือบ้าน ต่อให้สถานที่อื่นจะงดงามยิ่งใหญ่กว่าเพียงใดก็ไม่อาจแทนที่กันได้

 

“ตำหนักนี้อาจจะคับแคบกว่าตำหนักอื่นไปสักหน่อย แต่ท่านคงได้ประทับอยู่ที่นี่เพียงไม่นานหรอก” องค์ชายน้อยหันไปมองพระพักตร์หล่อเหลาของผู้พูด “หากเราอภิเษกสมรสกันเมื่อไหร่ท่านต้องย้ายไปอยู่ตำหนักเดียวกับข้า”

 

 

“ถึงไม่ปรารถนาก็ทำใจไว้ตั้งแต่นี้เถิด เพราะข้าเชื่อว่าคงอีกไม่นาน” องค์ชายสามขยับกายเข้ามาหา ยืนอยู่ตรงหน้าด้วยความสูงที่ป๋ายเซียนต้องเงยหน้าขึ้นมองถึงจะได้สบตา “ข้าพักอยู่ที่ตำหนักฤดูร้อน เพียงเดินเลียบไปตามสระบัวหลังตำหนักนี้เรื่อยๆก็จะพบ”

 

“ขอบพระทัยที่ทรงบอก แต่ข้าคงไม่มีธุระจำเป็นอะไรต้องไปที่นั่นหรอก”

 

“ข้าเพียงบอกไปตามหน้าที่ ส่วนท่านจะไปหรือไม่นั้นก็แล้วแต่จะเห็นสมควรเถิด” ใช้พัดเคาะฝ่ามือตัวเองเบาๆก่อนตรัสต่อด้วยสุรเสียงนุ่มทุ้ม “คงรบกวนเวลาท่านเพียงเท่านี้ พักผ่อนได้ตามสบาย หากประสงค์สิ่งใดก็เอ่ยบอกทหารหรือนางกำนัลได้เลย รวมถึงฮันซังกุงผู้นั้นด้วย” ชานยอลใช้พัดชี้ไปทางสตรีชุดฮันบกสีเขียว บนศีรษะนางมีผมปลอมขนาดใหญ่สวมประดับอยู่ สวยงามและแปลกตาสำหรับป๋ายเซียนดี

 

“นางเป็นผู้ดูแลงานของนางรับใช้ในวังหลวงทุกอย่าง ดูแลความเป็นอยู่ของเชื้อพระวงศ์ทุกพระองค์ เคยเป็นคนสนิทของพระมารดาข้า ไม่ใช่แม่ก็เหมือนแม่ และตอนนี้ยังเป็นคนสนิทของพระมเหสีด้วย ต้องการสิ่งใดเพิ่มก็บอกนาง ข้าขอทูลลา...” ทั้งคู่ต่างค้อมหัวให้กันก่อนที่องค์ชายสามจะเสด็จออกไป ปล่อยป๋ายเซียนไว้กับซังกุงเพียงลำพัง

 


ร่างเล็กรู้สึกประหม่านิดหน่อย แม้ว่าตรงหน้าจะเป็นซังกุงวัยกลางคนที่หน้าตาจัดว่าสะสวยทีเดียว ดูใจดีแต่ถึงกระนั้นก็อดทำตัวไม่ถูกไม่ได้อยู่ดี องค์ชายน้อยย่อตัวลงนั่งบนเบาะรอง กลอกตามองตามหลังของสตรีชุดฮันบกสีเขียวที่ขยับเท้าไปทางตู้ไม้สีน้ำตาลเข้มจนเกือบดำ

 

“ตู้ใบนี้ไว้ใช้สำหรับเก็บของใช้ส่วนพระองค์นะเพคะ หม่อมฉันจะให้เด็กเข้ามาช่วยจัดของใช้ที่องค์ชายทรงนำติดตัวมาด้วย”

 

“อ่อ..

 

“ส่วนหีบเสื้อผ้าที่ทรงนำมาด้วยหม่อมฉันคิดว่าอาจต้องนำไปเก็บไว้ก่อน เพราะฝ่าบาททรงสั่งตัดเย็บฉลองพระองค์ใหม่สำหรับองค์ชายไว้แล้ว หากสวมไม่พอดีหม่อมฉันจะรีบให้คนจากห้องเย็บปักมาแก้ไขให้ นับจากนี้องค์ชายจะมีนางกำนัลของที่นี่มาถวายการรับใช้ให้ทุกอย่างนะเพคะ อย่าได้ทรงเป็นกังวลกับบางอย่างที่ยังไม่คุ้นชิน”

 

ป๋ายเซียนค้อมหัวขอบคุณ

 

“ทรงหิวหรือยังเพคะ หม่อมฉันจะได้ให้คนนำเครื่องเสวยเข้ามาถวาย”

 

“ข้าอยากอาบน้ำมากกว่า”

 

“เพคะ”

 

“อ่า..จริงสิ ข้ามีองครักษ์ ทหารแล้วก็นางกำนัลติดตามมาด้วย ขอรบกวนฮันซังกุงช่วยจัดการเรื่องอาหารการกินให้พวกเขาทีได้ไหม”

 

“เป็นหน้าที่ของหม่อมฉันอยู่แล้วเพคะ เรื่องเสื้อผ้าอาภรณ์หรือที่อยู่ของพวกเค้าหม่อมฉันจะจัดการให้เอง องค์ชายไม่ต้องเป็นห่วง”

 

“ขอบใจท่านมาก”

 

“เพคะ ยังประสงค์สิ่งใดอีกหรือไม่เพคะ หากไม่มีแล้วหม่อมฉันจะออกไปเรียกนางกำนัลให้เข้ามารับช่วงถวายการรับใช้องค์ชายต่อ”

 

“ไม่มีแล้ว เอ่อะ..เดี๋ยว” ฮันซังกุงยืนระบายรอยยิ้มบางๆให้องค์ชายน้อยด้วยสีหน้ารอฟังต่อ “ข้าขอถามอะไรได้หรือไม่”

 

“เพคะ” ป๋ายเซียนแลบลิ้นเลียริมฝีปากของตัวเองช้าๆ “เมื่อครู่องค์ชายสามตรัสว่าท่านเคยเป็นคนสนิทของพระมารดาพระองค์ ส่วนตอนนี้ท่านเป็นคนสนิทของพระมเหสี องค์ชายสามมิได้เป็นโอรสของพระมเหสีกับฝ่าบาทหรอกหรอ”

 

“องค์ชายสามเป็นพระราชโอรสของฝ่าบาทและพระสนมสอง ซองควีพินเพคะ ไม่ใช่พระมเหสี”

 

“อย่างนั้นหรือ เห็นฝ่าบาททรงเข้มงวดด้วยข้าเลยเข้าใจว่าเป็นพระราชโอรสในฝ่าบาทและพระมเหสีเสียอีก”

 

“พออยู่ไปสักพักองค์ชายก็จะรู้เองว่าเหตุใดฝ่าบาทและพระมเหสีถึงทรงเคี่ยวเข็ญองค์ชายสามนัก” ฮันซังกุงยิ้มบอกองค์ชายน้อยอย่างอ่อนโยน “แต่ถึงไม่ใช่พระราชโอรสในพระองค์เอง องค์ชายสามก็เป็นองค์ชายที่พระมเหสีและพระอัยยิกาโปรดปรานมากนะเพคะ องค์ชายรัชทายาทก็โปรดพระองค์เหมือนกัน”

 

“กวนประสาทอย่างนั้นน่ะนะ..

 

“เพคะ?

 

“เปล่า ไม่มีอะไร ถ้าเช่นนั้นตำหนักฤดูร้อนก็เป็นตำหนักที่ประทับของพระสนมซองด้วยสินะ แบบนี้ข้าก็ต้องไปที่นั่นน่ะสิ...” ถึงไม่ชอบโอรส แต่อย่างไรก็คงต้องไปถวายความเคารพต่อพระมารดาของว่าที่พระสวามีไม่วันใดก็วันนึงอยู่ดี...ป๋ายเซียนบ่นอุบอิบแต่ฮันซังกุงก็ยังหูดีได้ยินเข้า

 

“พระสนมซองไม่ได้ประทับอยู่ที่นั่นแล้วล่ะเพคะ”

 

“อ้าว..ทำไมล่ะ”

 

“พระองค์สิ้นพระชนม์แล้วเพคะ”

 

 



 

 

 

ชายรูปร่างผอมบาง ผิวขาวซีด แต่งกายด้วยชุดฮันบกขุนนางชั้นสูงกำลังวิ่งมุ่งหน้าไปทางทิศตำหนักฤดูร้อนด้วยใบหน้าแสนดีใจ ทหารยศน้อยกว่าคนไหนร้องทักก็ไม่คิดจะหยุดเสวนาด้วยเพราะในอกหวังเพียงแต่จะไปถึงที่หมายให้เร็วที่สุด สร้อยลูกปัดเส้นยาวที่ร้อยติดกับหมวกสีดำโปร่งปีกกว้างทรงสูงบนศีรษะแกว่งไปมาเป็นว่าเล่น เพราะเจ้าของมันเอาแต่ตั้งหน้าตั้งตาวิ่งไม่ยอมหยุด ซ้ำยังเร่งฝีเท้าให้ไวขึ้นเมื่อรู้ว่าเหลือระยะทางไม่กี่สิบเมตรแล้วที่ตนจะบรรลุเป้าหมาย

 

 

องค์ชายสามเสด็จกลับมาแล้ว

 

 

เพราะคำพูดเพียงประโยคเดียวของทหารที่กำลังคุยกันอย่างออกรสแท้ๆ ลู่หาน ถึงทิ้งภาระงานทุกอย่างแล้วรีบวิ่งตรงมาทางนี้โดยไม่มีลังเลทันที ส่วนงานที่ทำค้างไว้เขาโยนให้กับทหารชั้นผู้น้อยรับช่วงไปทำต่อเรียบร้อยแล้ว ไม่ลืมฝากทูลลางานครึ่งวันต่อองค์ชายรัชทายาทผู้เป็นเจ้านายไว้กับทหารก๊กเดิม เพื่อที่ว่าตัวเองจะต้องไม่มาห่วงหน้าพะวงหลังใดๆ เวลาว่างทั้งหมดนี้จะได้ยกให้กับผู้ที่ตนเฝ้ารอจะพบหน้ามาตลอดหลายวันแต่เพียงผู้เดียว

 

ลู่หานเดินตัวปลิวผ่านทหารยามประจำตำหนักฤดูร้อนไปแบบไม่ขออนุญาต ถึงไม่ได้มีหน้าที่ถวายการรับใช้ที่นี่ แต่เขาก็มาบ่อยเกินกว่าจะต้องเกรงใจผู้ใด แม้แต่เจ้าของพระตำหนักเองลู่หานก็สนิทด้วยจนหยอกเย้าเล่นกันได้ไม่ต่างจากสหายระดับเดียวกัน

 

ยิ่งกับ สองแฝด องครักษ์คู่กายขององค์ชายสามที่กำลังนอนเกลือกกลิ้งอ่านหนังสืออยู่พื้นห้องบรรทมนี้ลู่หานยิ่งรู้จักดี เพราะนอกจากจะเป็นลูกพี่ลูกน้องกันแล้วพวกเขายังเป็นเพื่อนซี้ที่ไปไหนไปกันมาตั้งแต่จำความได้ด้วย

 

 

“อ้าว ลู่หาน” บุรุษเจ้าของรอยยิ้มสวยหันมาทักเขาอย่างประหลาดใจ “เจ้ามาได้ยังไง ไม่ต้องช่วยงานองค์รัชทายาทหรือ”

 

“องค์ชายสามล่ะ” ลู่หานเลือกที่จะตอบคำถามของสหายด้วยคำถามของตัวเอง ทำเอาผู้ถูกถามเกาหัวแกร่กๆ ขณะที่บุรุษผิวแทนหน้าตาละม้ายคล้ายคลึงกันอีกคนกำลังหยัดกายขึ้นมานั่งขัดสมาธิจ้องมาทางนี้ สีหน้างัวเงียและดูง่วงตลอดเวลานั้นลู่หานเห็นจนชินตา

 

“ไงจงอิน องค์ชายของเจ้าอยู่ไหน”

 

“สรงน้ำ ถามหาอยู่ได้ไม่มีการมีงานให้ต้องไปทำรึ”

 

“มี แต่ทำหมดแล้ว”

 

“โยนให้พวกทหารทำอีกทีสิไม่ว่า..

 

“นั่นมันนิสัยเจ้าไม่ใช่รึไง” ถึงจะถูกรู้ทันแต่ลู่หานก็ไม่ยอมรับสารภาพง่ายๆหรอก อีกอย่างจงอินก็เป็นจำพวกปากหาเรื่องไปอย่างนั้น มีสองนิสัยในร่างเดียว ชอบค่อนแขวะทั้งที่ในใจไม่ได้คิดอะไร หรือหากจะคิดขึ้นมาลู่หานก็ไม่ใส่ใจ เขามาที่นี่เพื่อพบหน้าองค์ชายสาม ไม่ใช่ญาติผู้น้องที่เจอกันบ่อยเสียจนน่าขยาดเสียหน่อย

 

“องค์ชายไปนานแล้วหรือยัง ใกล้จะกลับออกมาแล้วใช่ไหม”

 

“เจ้านี่เป็นเอามากนะ” จงอินแขวะอีกครั้ง ส่ายหัวเอือมระอาใส่แล้วล้มตัวลงนอนเอกเขนกอ่านตำราในมือต่อ ลู่หานเลยเปลี่ยนเป้าหมายไปคุยกับ แทมิน แฝดผู้น้องของจงอินแทน

 

“ข้าได้ยินมาว่าเสด็จกลับมาพร้อมว่าที่พระชายาจริงๆ เจ้าได้เห็นหน้าองค์ชายผู้นั้นแล้วหรือไม่แทมิน”

 

“ข้ากับจงอินเพิ่งกลับจากงานประชุมของท่านพ่อ มิทันได้พบพระพักตร์องค์ชายผู้นั้นหรอก มาถึงก็มุ่งมาทางนี้เลย ไม่ได้แวะตำหนักเล็ก” แทมินค่อยๆพูดให้ฟังอย่างใจเย็น นิสัยต่างจากฝาแฝดอีกคนราวฟ้ากับเหว ลู่หานถึงได้ชอบเสวนาด้วยมากกว่า

 

“แล้วองค์ชายสามทรงมีปฏิกิริยาเช่นไร”

 

“แช่มชื่นเบิกบานดีเสียยิ่งกว่าตอนไปน่ะสิ”

 

“เจ้าอย่ามาใส่สีตีไข่พูดจาเลอะเทอะไปหน่อยเลยจงอิน ข้ามิเชื่อหรอกว่าองค์ชายจะแช่มชื่นทั้งที่ตัวเองกำลังถูกยัดเยียดพระชายาให้”

 

“ข้าไม่เห็นว่าพระองค์จะเป็นอย่างที่เจ้าพูดตรงไหน หากไม่เชื่อก็ลองถามแทมินดูว่าสิ่งที่ข้าบอกนั้นใส่สีตีไข่เองหรือไม่” ลู่หานเคี้ยวฟันอย่างหงุดหงิด จงอินพูดจาไม่เคยเข้าหูเลยจริงๆ แต่ที่ทำให้หงุดหงิดยิ่งกว่าและยอมรับไม่ได้คือแทมินผู้สงบเสงี่ยมกำลังพยักหน้ายืนยันในสิ่งที่แฝดผู้พี่เพิ่งพูดออกมา  

 

 

ไม่จริง เป็นไปไม่ได้ องค์ชายสามหวงแหนชีวิตอิสระแค่ไหนลู่หานรู้ดีที่สุด ไม่มีทางที่จะพอพระทัยกับการอภิเษกสมรสครั้งนี้แน่ ยังไงก็ไม่มีทาง

 

 

พวกเจ้ามาเอะอะอะไรกันในห้องของข้า

 


สุรเสียงทุ้มกังวานดังมาจากหลังฉากกั้นที่ทำด้วยไม้ไผ่เนื้อดี ตามมาด้วยพระวรกายสูงสง่าและกลิ่นหอมอ่อนๆ พระพักตร์งดงามที่ลู่หานเฝ้าคะนึงหาอย่างสุดหัวใจแต่งแต้มไปด้วยรอยยิ้มขี้เล่น น่ามองเสียจนก้อนเนื้อในอกซ้ายของเขานั้นเต้นตึกตักไม่เป็นจังหวะ กลับมามีชีวิตชีวาได้อีกครั้งหลังจากห่อเหี่ยวจนไม่อยากเคลื่อนกายทำสิ่งใดมาหลายวัน

 

“อาบน้ำแล้วค่อยสบายตัวขึ้นมาหน่อย ว่าแต่ไม่ได้พบหน้ากันหลายวันเจ้าดูซูบผอมลงไปนะลู่หาน”

 

“องค์ชายก็เหมือนกัน” ลู่หานรีบคลานเข่าเข้าไปนั่งหน้าโต๊ะที่องค์ชายสามเพิ่งประทับลงอีกฝั่ง ใช้เท้าเขี่ยจงอินให้ขยับออกไปซึ่งอีกฝ่ายก็ยอมทำตาม ลุกขึ้นมานั่งดีๆแล้วคลานเข้ามาสมทบพร้อมแทมิน

 

“จะรับเครื่องเสวยเลยไหมพะยะค่ะ ข้าจะได้ออกไปบอกนางกำนัล” แทมิน

 

“เอาไว้ก่อน” ปัดมือปฏิเสธแล้วรินชาใส่จอกให้ตัวเอง “ข้าไม่อยู่หลายวันมีเรื่องน่าตื่นเต้นอะไรเกิดขึ้นในวังหลวงบ้างมั้ย”

 

“นอกจากองค์ชายแล้วไม่มีใครคิดจะทำเรื่องพิเรนทร์อีกแล้วล่ะพะยะค่ะ”

 

“ข้าจะถือว่านั่นเป็นคำชมของเจ้านะแทมิน”

 

“มันไม่ใช่คำชมองค์ชายน่าจะรู้”

 

“ฮ่ะๆ เจ้านี่นะ”

 

“ข้าว่าที่แทมินพูดก็ถูกแล้ว”

 

“เดี๋ยวนี้เจ้าแปรพรรคอยู่คนละฝั่งกับข้าไปอีกคนแล้วรึลู่หาน” ถามอย่างไม่จริงจังนัก ทั้งยังปล่อยเสียงหัวเราะแสนอารมณ์ดีให้ลู่หานขมวดคิ้วจ้องพระพักตร์อีก

 

“ข้าน้อยมิบังอาจหรอก แค่ทูลไปตามความจริงเท่านั้นเพราะเห็นว่าแม้พระองค์จะไม่ได้ประทับอยู่ในวังหลวงแต่ก็มีเรื่องมาให้โจษจัน”

 

“ขนาดนั้นเชียว” จิบชาลงคอนิดๆ ไม่ได้กระหายเพียงแต่อยากลิ้มรสชาจีนชั้นดีที่กษัตริย์เปี้ยนประทานให้พร้อมกับโสมบำรุงร่างกาย เยอะเสียจนแน่นเกี้ยวรถม้าทั้งคัน และส่วนหนึ่งชานยอลให้ทหารนำมาเก็บไว้ที่ตำหนักเพื่อชงดื่ม “คราวนี้ข้ามีประเด็นอะไรให้ถูกกล่าวขานอีกล่ะ”

 

“ไม่รู้จริงๆหรือแกล้งถามให้เป็นพิธีไปอย่างนั้นเองล่ะพะยะค่ะ”

 

“ญาติของเจ้าแต่ละคนช่างประชดประชันข้าเก่งเหลือเกินจงอิน”

 

“แล้วไม่คิดจะทรงเล่าให้พวกเราฟังบ้างหรือ” จงอินถามเสียงนิ่งตามนิสัย ไม่บ่อยนักที่จะใคร่รู้เรื่องของเจ้านาย เพราะรู้ดีว่าคนอย่างองค์ชายสามใครก็ไม่สามารถบังคับฝืนพระทัยได้ หากพอพระทัยจะเล่าจะทรงเอ่ยปากเอง ส่วนเรื่องไหนที่ไม่ต้องการเอ่ยถึง ต่อให้เป็นเทวดาก็ไม่สามารถเค้นเอาความจากองค์ชายของเขาได้

 

 

แต่เรื่องที่กำลังถูกโจษจันอยู่ในขณะนี้น่าสนน้อยเสียที่ไหน

 

 

“ที่พวกเจ้าเอาเวลางานมาเฝ้าข้ากันหมดเป็นเพราะเรื่องนี้เลยสินะ”

 

“พวกข้าทำงานเสร็จกันหมดแล้วต่างหาก แต่ที่ตรัสมานั้นก็ไม่ผิดนัก พวกข้าอยากรู้กันจริงๆ” ทหารองครักษ์ทั้งสามนั่งหลังตรงอย่างเฝ้ารอ ใจจดใจจ่อให้องค์ชายผู้เป็นเจ้าของประเด็นรีบๆเล่ามาให้กระจ่าง ซึ่งคนที่เฉลียวฉลาดทันความคิดผู้อื่นดีอย่างองค์ชายสามแน่นอนว่าต้องรู้สถานการณ์ แต่ก็ไม่วายทำตัวอ้อยอิ่ง ชงชาร้อนให้ตัวเองจิบอย่างเชื่องช้า วางท่าแกล้งให้เหล่าสหายในคราบองครักษ์ใคร่รู้จนใจจะขาดเล่น

 

“องค์ชาย..

 

“ฮ่ะๆ พวกเจ้านี่น่าขันจริงๆ”

 

“เล่ามาเถอะ ก่อนที่พวกข้าจะขาดใจตายเพราะความอยากรู้ของตัวเอง”

 

“เจ้ากลายเป็นคนพูดเก่งตอนไม่เสพสุราได้แล้วรึจงอิน”

 

“อย่านอกประเด็นสิพะยะค่ะ”

 

“อยากรู้อะไรกันก็ถามมาสิ หากไม่ถามข้าก็ไม่มีอะไรจะเล่าให้ฟัง”

 

“องค์ชายจะอภิเษกสมรสจริงๆหรอ!” ลู่หานรีบโพล่งถามคนแรก แล้วก็ได้รับคำตอบเป็นการพยักหน้ารับจากองค์ชายทันที “ฝ่าบาททรงบังคับอีกแล้วใช่หรือไม่ องค์ชายไม่ได้เต็มใจ..  ข้าไม่เข้าใจเลยจริงๆ ทุกทีก็ทรงปัดปฏิเสธได้แต่ทำไมคราวนี้ถึงเป็นแบบนี้ไปได้” หัวใจที่เคยเต้นแรงเริ่มปวดหนึบราวกับมีใครมารัดแน่นจนหายใจยากลำบาก

 

“ช่างเถอะน่า ข้าเริ่มทำใจให้ชินกับมันแล้ว”

 

“มีเหตุอันใดที่ทรงปฏิเสธไม่ได้งั้นหรอ บอกข้าได้มั้ย”

 

“กษัตริย์เปี้ยนอยากตอบแทนน้ำใจที่ข้าช่วยเจรจาให้บ้านเมืองพ้นศึกสงคราม เลย..

 

“ยัดเยียดลูกให้แก่องค์ชาย”

 

“ไม่ถึงขนาดนั้นหรอก เจ้าก็พูดเกินไป ก็..คงอยากตอบแทนน้ำใจข้าจริงๆ”

 

“เช่นนั้นองค์ชายไม่ต้องมีพระชายาไปทั่วทั้งแผ่นดินเลยหรือ ที่ช่วยใครไว้เค้าก็ถวายพระราชธิดาพระราชโอรสให้เป็นเครื่องบรรณาการตอบแทนน้ำใจหมด ปฏิเสธก็ไม่ได้เพราะเป็นเชื้อพระวงศ์ผู้สูงศักดิ์ด้วยกัน”

 

“จบที่ป๋ายเซียนแล้วฝ่าบาทคงไม่มาก้าวก่ายชีวิตข้ามากอีกแล้ว ก็คุ้มดี เข้าพิธีอภิเษกสมรสให้สมพระทัยซะ จะได้เลิกจับจ้องเสียที”

 

“แต่องค์ชายเคยตรัสเอาไว้นี่ว่าจะอยู่ครองโสดไปตลอดชีวิต ไม่รับผู้ใดเข้ามาเป็นนางสนมหรือพระชายา!” ลู่หานเผลอทุบโต๊ะเพราะเก็บอารมณ์ไว้ไม่อยู่ องค์ชายสามไม่ได้ถือสาหรือตำหนิใดๆเพราะรู้ถึงนิสัยใจร้อนของสหายคนนี้ดีอยู่แล้ว คิดว่าอีกฝ่ายคงเป็นห่วงมาก จึงบันดาลโทสะออกมาอย่างเผลอลืม

 

“เย็นไว้..เรื่องมันเกิดขึ้นแล้วก็ปล่อยให้มันดำเนินไป ข้ามิเป็นอะไร”

 

“ไม่ทรงหวงแหนอิสระตนเองแล้วหรือ ไหนว่าไม่อยากผูกมัดใคร อยากเชยชมสตรีงามนางไหนก็ได้โดยไม่ให้ความผูกพัน”

 

“ข้าไม่คิดว่าป๋ายเซียนจะเป็นพระชายาที่สามารถตัดข้าออกจากชีวิตอิสระได้” ทั้งหลบเลี่ยงถอยหนี ทั้งไม่เคยสนใจใยดีกัน คนแบบนี้น่ะหรือจะมาเป็นตัวถ่วงในชีวิต นอกจากจะไม่มาตอแยกวนใจแล้วมีแต่จะผลักไสให้ออกห่าง ที่แกล้งเย้าแหย่เข้าหาทุกวันนี้ก็เป็นเขาฝ่ายเดียวทั้งนั้น ชานยอลถึงมีความสุขดีแม้ว่าจะถูกพันผูกด้วยคำว่าอภิเษกสมรสก็ตาม

 

 

ไม่ใช่ว่ามีใจให้

 

แต่เพราะรู้ว่าอิสระจะไม่มีวันถูกลิดรอนไปต่างหาก

 

 

“สบายใจเถิด ต่อให้เข้าหอลงโรงไปแล้วเชื่อเถอะว่าข้ายังสามารถออกไปเที่ยวสนุกกับพวกเจ้าได้เหมือนเดิม ยังไงเสีย..หอนางโลมก็ขาดเราไปไม่ได้ ใช่ไหมล่ะจงอิน” ชานยอลหัวเราะดังอยู่ในลำคอ เลี่ยงไม่สนใจสีหน้าแสนจริงจังของลู่หานเพราะคิดว่าอีกไม่นานอีกฝ่ายคงจะหายเอง อีกอย่างเรื่องของเขาไม่มีอะไรให้ต้องเป็นกังวลด้วยสักนิด อะไรมันจะเกิดมันก็ต้องเกิด ไม่มีใครสามารถยับยั้งมันได้ทุกเรื่อง สู้เอาเวลาที่คิดกังวลไปหาความสุขใส่ตัวไม่ดีกว่าเหรอ แบบนั้นน่าสนสำหรับคนอย่างองค์ชายสามมากกว่าตั้งเยอะ

 

“พวกเจ้าทำงานกันเสร็จหมดแล้วใช่ไหม”

 

“พะยะค่ะ”

 

“งั้นดี เอาเวลาที่เหลือมาให้ข้า” หยัดกายลุกขึ้นยืนเต็มความสูง บิดพระวรกายไล่ความเมื่อยขบไปมาพลางขยับปากบอกสหายรักทั้งสาม “ข้าอยากออกกำลัง ไปประดาบกัน”

 

“เพิ่งเสด็จกลับมาเหนื่อยๆไม่พักสักหน่อยหรือพะยะค่ะ”

 

“นี่ล่ะ คือการพักผ่อนของข้า”

 

“หากทรงปวดเมื่อยกล้ามเนื้อขึ้นมา..

 

“เจ้าเอาเวลาที่เป็นห่วงข้าไปกราบทูลเชิญองค์ชายเปี้ยนดีกว่านะแทมิน”

 

“พะยะค่ะ?

 

“ไปตำหนักเล็ก บอกองค์ชายว่าข้าให้มาทูลเชิญไปชมการปะดาบที่ลานประลอง ดื้อๆแบบนั้นน่าจะโปรดเรื่องการต่อสู้...” แทมินโค้งหัวรับคำสั่ง ก่อนออกไปแอบบ่นเบาๆโดยไม่คำนึงเลยว่าจะดังไปถึงหูองค์ชายของตนหรือไม่ ซึ่งได้ยินก็ไม่กลัว จะได้ทรงรู้ตัวไว้บ้างว่า

 

 

ตัวเองก็ดื้อไม่น้อยไปกว่าใครหรอกน่า..’

 


 



#สะใภ้บรรณาการ





 
         CR.SQW
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1.061K ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

10,413 ความคิดเห็น

  1. #10274 munkrishear (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 15 พฤษภาคม 2563 / 15:06
    น่ารักกก
    #10,274
    0
  2. #10223 Rain (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 19 เมษายน 2563 / 14:35

    ชอบบบบ

    #10,223
    0
  3. #10198 Nam_127 (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 19 มีนาคม 2563 / 23:49
    น้องเคะแง้วๆ
    #10,198
    0
  4. #10156 Yanglob11 (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 27 มกราคม 2563 / 12:15
    ฮื้อออ ตะไมมันเขินๆอ่ะ
    #10,156
    0
  5. #10119 Bana_Vitta (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 11 มกราคม 2563 / 06:33
    อย่างแสบ555555
    #10,119
    0
  6. #10111 เหมี๊ยวกวิ้น🐧 (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 11 มกราคม 2563 / 01:22
    ป๋ายเซียนดื้อแต่น่ารักมากๆๆๆๆ ชอบมากเลย
    #10,111
    0
  7. #10044 PRAE.VV (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 19 ธันวาคม 2562 / 23:24
    ต่อไปคนที่ร้องหาอิสระอาจจะเปลี่ยนไป จับตัวเองใส่กรงที่เรียกว่าป๋ายเซียนแน่ ลงกลอนเองกับมืออีกต่างหาก55555
    #10,044
    0
  8. #9916 Panidy (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 7 ตุลาคม 2562 / 10:07
    อิสระหนึ่งอย่าง หอนางโลมสองอย่าง เดี๋ยวรู้เลยองค์ชายสาม~ อย่าให้เห็นว่าติดน้องเป็นตังเมนะเพคะ5555555
    #9,916
    0
  9. #9879 IPINOCKIO (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 14 กันยายน 2562 / 20:30
    เป็นการอ่านที่ใช้สมาธิมากๆ คำราชาศัพท์บวกกับตัวละครใหม่ๆโผล่มาเรื่อยๆ ตื่นเต้นดี แล้วก็นะมั่นใจซะเหลือเกินนะว่าจะไม่ตกหลุมรักป๋ายเซียน หวงอิสระ จะรอดูวันที่องค์ชายสามตกหลุมรักน้องป๋าย หึๆๆๆ
    #9,879
    0
  10. #9843 heykiki (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 8 กันยายน 2562 / 23:30
    เดี๋ยวจะคอยดูนะคนที่บอกว่าตัวเองจะเป็นอิสระ อย่าให้เห็นว่าไปตอแยน้อง
    #9,843
    0
  11. #9735 om_kanokrat (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 14 มีนาคม 2562 / 13:01
    จะคอยดูว่าจะเจ้าชู้ได้อีกนานเเค่ไหนชายสามม
    #9,735
    0
  12. #9725 Lee Liew Kim (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2562 / 11:33
    แหมมมม องค์ชายสาม จะคอยดู
    #9,725
    0
  13. #9634 bemysunshine (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 8 พฤศจิกายน 2561 / 14:58
    ชานยอลไม่รู้หรอว่าลู่หานแอบชอบตัวเองอ่ะ เอาไหนจะคิดออกไปเที่ยวเล่นอีก จะรอดูวันที่องค์ชายน้อยของเราจับพระองค์ให้อยู่มัดเลย!
    #9,634
    0
  14. #9454 lad1988da (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 2 สิงหาคม 2561 / 20:36

    องค์ชายหมอมารับลู่ไปเลยนะ

    #9,454
    0
  15. #9406 midora (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 11 มิถุนายน 2561 / 03:57
    อย่าแกล้งน้องน้าาา สู้เค้าองคชายน้อย
    #9,406
    0
  16. #9361 YJLn (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 23 พฤษภาคม 2561 / 20:32
    ลู่หานหนูต้องคู่กับองค์ชายหมอเท่านั้นลูกกกกกก
    #9,361
    0
  17. #9314 CBforever (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 2 พฤษภาคม 2561 / 13:43
    เอาลู่หานไปทิ้งค่ะ ชายสามจะแกล้งไรน้องไหมเนี่ย!!!
    #9,314
    0
  18. #9201 ppploycb (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 8 เมษายน 2561 / 21:29
    ทำไมองค์ชายสามไม่รู้ว่าลู่มีใจให้ องค์ชายหมอก็ดีนะ ไม่เอาอย่าไปยุ่งกับเขาลูก
    #9,201
    0
  19. #9156 sehun-hunhan (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 7 เมษายน 2561 / 13:51
    น้องงงง องค์ชายหมอไง โถ่ลูกก
    #9,156
    0
  20. #9139 WILA-k (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 6 เมษายน 2561 / 12:18
    ใจเย็นพ่อหนุ่มม องค์ชายหมอก็เหมาะกับพ่อหนุ่มเด้อ 555555555
    #9,139
    0
  21. #9080 Venus20 (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 31 มีนาคม 2561 / 23:37
    ลู่ลานชอบชานยอลสินะ แหมม คอยดูนะคะองค์ชายว่าอีกนานแค่ไหนที่อยากเป็นอิสระ
    #9,080
    0
  22. #8974 baekhyunhyun2544 (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 17 มีนาคม 2561 / 02:49
    ชอบองค์ชายหมอดีกว่านะคะลู่ห่านนน
    #8,974
    0
  23. #8946 Ace el2303 (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 12 มีนาคม 2561 / 12:49
    พี่ลู่รอองชายเซฮุนดีกว่าค่ะ^^
    #8,946
    0
  24. #8945 ชานมไข่มุก💦 (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 12 มีนาคม 2561 / 12:24
    กลับมาอ่านอีกรอบฮือออออ สนุกมากๆๆ
    #8,945
    0
  25. วันที่ 10 มีนาคม 2561 / 23:51
    ขนาดนี้แล้วลู่เอ้ยยย รอองค์ชายที่เป็นคุณหมอองค์นั้นน่ะค่ะ ._.
    #8,940
    0