สะใภ้บรรณาการ (Chanbaek) -END-

ตอนที่ 37 : 34 - แผ่นดินเปี้ยน (100%)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 19,414
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 513 ครั้ง
    13 มี.ค. 60



-34-

แผ่นดินเปี้ยน



 





 

 

หลังจากนั้นสองวันขบวนเสด็จขององค์ชายสามและพระชายาก็เดินทางถึงแผ่นดินเปี้ยน...



 

ทหารเฝ้าป้อมปราการรีบตีกลองป่าวร้องทันทีที่เห็นธงสัญลักษณ์ของกษัตริย์ต่างเมืองโบกปลิวมาแต่ไกล เป็นเหตุให้ทหารลาดตระเวนกำแพงเมืองชั้นนอกและชั้นในต่างรีบมารวมตัวกันหน้าประตูวังเพื่อถวายความเคารพ  

 


ต่างปิติยินดีและเศร้าสลดใจในเวลาเดียวกันเมื่อเห็นว่าด้านในเกี้ยวของเชื้อพระวงศ์มีองค์ชายของพวกเขาประทับอยู่ องค์ชายป๋ายเซียนแหวกม่านออกมาทอดพระเนตรตลอดทาง ดวงเนตรรีเล็กดูสั่นสะท้านกับการเปลี่ยนแปลงของบ้านเมืองตน

 


จากหน้าหนาวผันแปรสู่ฤดูอบอุ่น แทนที่ท้องฟ้าจะสดใส พรรณไม้น้อยใหญ่ควรจะผลิดอกออกผลงดงานเฉกเช่นเคยทว่ามันกลับหม่นหมองยิ่งนัก บรรยากาศเงียบสงัดราวกับร้างผู้คนทั้งที่ยังอยู่พร้อมหน้ากันดี



 

เสมือนเป็นลาง...


 

 

แจ้งว่าเรื่องไม่ดีกำลังจะเกิดขึ้น



 

 

“หยุด...” ขบวนม้าหยุดลงหน้าลานกว้าง ทหารม้านำขบวนเสด็จหนนี้เป็นทหารจากแผ่นดินเปี้ยนที่ตามไปรับใช้องค์ชายป๋ายเซียน ณ อาณาจักรโชซอน ขณะที่จางอี้ชิงยังคงต้องพักรักษาตัว จึงต้องอาศัยอยู่ในเกี้ยวหลังที่สองร่วมกับนางกำนัล ส่วนองค์ชายสามและพระชายานั้นประทับอยู่ด้วยกันในเกี้ยวหลังแรก รั้งท้ายด้วยทหารม้ารักษาพระองค์อย่างจงอินและแทมินที่เพิ่งมีโอกาสได้ตามเสด็จมาแผ่นดินเปี้ยนเป็นครั้งแรก


 

ร่างสูงโปร่งขององค์ชายสามแห่งโชซอนเสด็จลงจากเกี้ยวหลังใหญ่ด้วยท่วงท่าสง่างาม บารมีศักดิ์และความน่าเกรงขามเผื่อแผ่ไปถึงเหล่าบริวารให้ต้องรีบคุกเข่านั่งก้มหัวลงทันทีที่เขาหยัดยืนเต็มความสูง


 

แต่เขายังคงเป็นเขา เป็นองค์ชายที่ไม่ได้สนอำนาจตำแหน่งใดมากไปกว่าตนเองและคนที่ตนรัก หลังลงจากเกี้ยวเขารีบหันไปจับหัตถ์เล็ก ก่อนจะช่วยประคองพระชายาให้เสด็จตามลงมาด้วยความนุ่มนวล ซ้ำยังมอบรอยยิ้มดั่งแสงตะวันสู่คนรอบข้างให้ได้อุ่นใจ


 


เป็นรอยยิ้มที่เหล่าผู้คนในแผ่นดินเปี้ยนไม่ได้สัมผัสมาระยะหนึ่งแล้ว...

 

 


“เป็นอย่างไรกันบ้าง?


 

ป๋ายเซียน


 

ยังไม่ทันได้ความจากทหารที่ทรงเอ่ยปากทักทาย เสียงร้องเรียกชื่อแสนคุ้นหูก็ดังมาให้ได้ยินแต่ไกล พอหันมองไปก็พบว่าเป็นพี่สาวพระองค์เล็กของตนเอง


 

“ท่านพี่”


 

ร่างระหงนั้นกึ่งเดินกึ่งวิ่งเข้ามาโดยไม่พูดจา มุ่งเข้ามาสวมกอดน้องรักด้วยความคะนึงหาสุดหัวใจ “เจ้า...เป็นเจ้าจริงๆ พวกเราคิดถึงเจ้าเหลือเกินน้องรัก”


 

“ข้าก็คิดถึงท่านพี่” ลมอ่อนๆโชยมาพัดเอาผมยาวสลวยเลยบั้นเอวขององค์หญิงให้ปลิวน้อยๆ กลิ่นหอมลอยฟุ้ง มันเป็นกลิ่นเดียวกับดอกไม้ที่ป๋ายเซียนชอบแต่ก็ไม่มีกระจิตกระใจจะเอ่ยชมอย่างทุกทีเพราะหัวใจมีแต่ความกระวนกระวาย


 

“เจ้าได้อ่านสาสน์ของเสด็จแม่แล้วใช่หรือไม่” องค์หญิงคนงามผละจากน้องชายแล้วเอ่ยถาม พระพักตร์งามเป็นอันดับต้นๆของแผ่นดินแสดงถึงความทุกข์ และเมื่อป๋ายเซียนพยักหน้ารับ แทบไม่ต้องร่ำไรนางรีบดึงน้องชายเข้ามากอดอีกครั้งโดยทันที



 

ดั่งความเงียบคือเสียงปลอบ



 

ดั่งอ้อมกอดแทนคำว่าไม่เป็นไร


 


ภาพสองพี่น้องที่ยืนกอดกันเหมือนคอยเป็นที่พึ่งให้แก่กัน รวมถึงเหล่าทหารนางกำนัลที่อยู่ด้วยกันตรงนั้นต่างพากันก้มหน้าหดหู่ใจอยู่ในสายพระเนตรขององค์ชายสามทั้งหมด


 

ยังจำครั้งแรกที่ได้มาเยือนแผ่นดินนี้ได้ดี เพราะรับสั่งของพระบิดาถึงจำต้องตามเสด็จมาช่วยเจรจาให้แผ่นดินเปี้ยนพ้นจากการทำศึกสงคราม ช่วยให้เหล่าพระราชโอรสและพระราชธิดาพ้นจากการเป็นสนมเอกของแผ่นดินอื่น มาช่วยด้วยคำสั่ง...หากแต่ก็หาได้หวังสิ่งใดตอบแทนไม่ หลายวันที่ต้องอยู่เจรจา หลายวันที่ได้คลุกคลีอยู่กับฝ่าบาทเปี้ยนเขาได้เรียนรู้มุมมองของกษัตริย์ที่ดีเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งพระองค์  

 


ทรงเป็นคนดี ทุ่มเท และเสียสละ ปกครองแผ่นดินเล็กให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน มั่งคั่งไปด้วยความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ทรัพยากรล้ำค่ามีมากมายแต่ก็ยังรู้จักใช้และรักษาถึงยังคงอุดมสมบูรณ์ พืชพรรณใดที่เติบใหญ่ในแผ่นดินนี้ล้วนแล้วแต่ให้ผลดีและงดงามดั่งเมืองบุปผา มวลประชามีจิตใจโอบอ้อมอารีเหมือนผู้ปกครอง ผู้คนต่างเมืองหลายคนก็พอจะเคยได้ยินชื่อเสียงในเรื่องนี้ดี ที่สำคัญ...ทรงเลี้ยงดูลูกได้ดีเหลือเกิน


 

หากว่าภายภาคหน้าจะต้องเหลือเพียงแต่พระนามให้ผู้คนได้จดจำจริงๆก็คงเป็นอะไรที่น่าเสียดายและเสียใจยิ่งนัก...


 

เขาเองก็มิอาจฝืนความเป็นความตายได้ ที่ทำได้ในตอนนี้คือการคอยอยู่เคียงข้างไม่ทิ้งคนรักไปไหน คอยเป็นกำลังใจให้ป๋ายเซียนผ่านพ้นเรื่องนี้ไป...รู้ว่ามันเป็นช่วงเวลาที่โหดร้าย การนับถอยหลังรอเวลาสูญเสียกับการเสียผู้ที่รักไปอย่างกะทันหันมันคงโหดร้ายพอๆกัน เขารู้...รู้ซึ้งในรสชาติของมันดียิ่งกว่าใคร



 

ถึงไม่คิดปล่อยมือป๋ายเซียนไปแม้แต่เพียงเสี้ยวนาทีเดียว


 

 

“เรายังพอมีหวังอยู่หรือไม่ เสด็จพ่อ...ดีขึ้นบ้างไหม”


  

“พี่ว่าเจ้าไปดูเองเถิด”


 

“...”


 

“เชิญเสด็จองค์ชายสามด้วยเพคะ”  องค์ชายสามพยักหน้ารับคำก่อนจะหันไปมองป๋ายเซียนที่ยืนก้มหน้าอยู่ เขาสอดนิ้วเข้าไปกุมหัตถ์น้อยพลางกระชับให้แน่นแล้วโน้มตัวลงไปกระซิบบอกข้างๆหูว่า...

 

 

“เราจะผ่านมันไปด้วยกัน ไม่ต้องกลัว”

 

 




 

 


 

เหมือนสิ่งที่องค์ชายสามเคยปลอบประโลมก่อนหน้าไม่อาจซึมเข้าไปถึงจิตใจคนฟัง ตลอดทางซึ่งทอดยาวสู่ห้องบรรทมของฝ่าบาทเปี้ยนนั้นป๋ายเซียนตัวเย็นเฉียบ ยิ่งใกล้ถึงจุดหมายมากเพียงใดหัตถ์เรียวยิ่งบีบหัตถ์ใหญ่แน่นขึ้นเท่านั้น เขาบีบมือพระสวามีโดยที่ไม่รู้ตัว ราวกับได้ถ่ายทอดทุกความกลัวผ่านมือทั้งสองที่กุมกันอยู่ คนอายุมากกว่าที่ดูรู้ทั้งรู้สึกเอ็นดูและสงสารคนรักจับใจ

 


 

แอ๊ด...

 


 

ไม่มีแม้แต่การป่าวร้องถึงการเสด็จมาถึงของเหล่าองค์ชาย ขันทีเฝ้าหน้าห้องเพียงช่วยเปิดประตูให้ผู้มาเยือนเงียบๆ นางกำนัลที่นั่งอยู่ตรงนั้นก็เพียงแค่ค้อมตัวถวายพระเกียรติ ทุกอย่างเป็นไปด้วยความเงียบเชียบเหมือนไร้สิ่งมีชีวิต มีเพียงแต่เสียงบทสวดฯของเหล่านักบวชที่นั่งทำพิธีอยู่ด้านในดังลอดออกมา...

 


“เข้ามาสิป๋ายเซียน”


 

องค์หญิงพระองค์เล็กเอ่ยเรียก ผู้เป็นน้องได้เพียงแต่เงยหน้าขึ้นสบตาด้วยความกังวล หากแต่สองเท้าก็จำต้องก้าวตามเข้าไปด้านในด้วยหัวใจที่สั่นสะท้าน กลัวแต่ยังโชคดีที่ได้หัตถ์อุ่นๆของคนด้านหลังเป็นที่ยึดเหนี่ยวอยู่บ้าง


 

“ป๋ายเซียน!


 

เพียงแรกเห็น ผู้ที่ประทับอยู่ภายในห้องถึงกับตกพระทัยเมื่อเห็นว่าใครกันที่เข้ามา  พระมเหสีและองค์หญิงพระองค์ที่เหลือต่างพากันลุกออกจากพระแท่นที่นั่งเพื่อเข้ามาโอบกอดผู้เป็นดั่งแก้วตาดวงใจ และตอนนั้นคงเป็นครั้งแรกที่หัตถ์ของสองสามีภรรยาหลุดออกจากกัน


 

“เจ้ามาถึงตั้งแต่เมื่อใด?! ไยไม่ส่งคนมาบอกแม่” องค์ชายสามค่อยๆถอยหลังออกมา เขาไม่ได้อยู่ไกลมาก หากแต่ก็เว้นระยะห่างให้คนในครอบครัวได้คุยกันเป็นส่วนตัว


 

ดวงเนตรคมกลอกมองไปรอบๆห้องบรรทม ทุกอย่างถูกจัดวางให้โล่งเพื่อที่อากาศจะได้ถ่ายเทได้สะดวก แต่กลิ่นยาก็อบอวลชัดเหลือเกิน


 

มีพระแท่นบรรทมสี่เสาสลักลวดลายมังกรตั้งอยู่กลางห้อง เขาไม่สามารถมองเห็นพระพักตร์ของผู้ที่นอนอยู่ตรงนั้นได้เนื่องจากมีม่านสีขาวบางๆบดบังอยู่ แต่ก็พอเดารู้ว่าเป็นผู้ใด


 

เสียงสวดภาวนาของนักบวชนับสิบที่นั่งล้อมครึ่งห้องฟังแล้วน่าหดหู่ แต่อีกนัยหนึ่งก็เป็นความหวังสุดท้ายที่จะช่วยปัดเป่าเคราะห์ร้ายให้กับผู้ปกครองแผ่นดิน สภาพของหมอหลวงหลายคนที่เฝ้าถวายการรักษาอย่างใกล้ชิด เหล่าขันที ข้าหลวงรับใช้ตลอดจนถึงเหล่าองค์หญิงและสตรีคู่บัลลังก์ บัดนี้ดูเหนื่อยล้าและซูบโทรมลงจากครั้งล่าสุดที่เคยพบกันจนเกือบจำไม่ได้


 


ยิ่งสะเทือนใจเมื่อหนึ่งในขันทีลุกขึ้นเปิดม่านพระแท่นบรรทมตามรับสั่งของพระมเหสีเพื่อให้ป๋ายเซียนได้ดู



 

“...!

 


ร่างเล็กถึงกับเข่าอ่อน เซถอยหลังให้กับสภาพของผู้เป็นพระราชบิดา เหมือนทำนบน้ำตากำลังจะพังลงในไม่ช้าพร้อมกับหัวใจที่จวนเจียนจะแตกสลาย


 

“อึก...” แต่ใจยังสู้ กลืนก้อนสะอื้นลงคอพร้อมกับก้าวเข้าไปหาพระบิดาใกล้ๆ พยายามใช้สติบอกตัวเองว่าห้ามร้อง อย่าพาให้ผู้อื่นต้องหมดกำลังใจแต่น้ำตาเจ้ากรรมก็ยังซึมออกมาอยู่ดี

 


“เสด็จพ่อ...” เขาเรียก แต่ไม่อาจรู้ได้ว่าผู้ที่นอนหลับตาอยู่จะทรงได้ยินเสียงของลูกรักอย่างเขาอยู่ไหม ร่างน้อยค่อยๆหย่อนกายนั่งลงบนพระแท่นบรรทม ข้างๆพระวรกายที่เคยแข็งแรงดีและคอยปกป้องป๋ายเซียนมาตั้งแต่จำความได้ ทว่าบัดนี้ผ่ายผอมเหลือเกิน พระพักตร์ซีดเซียวจนไร้สีเลือดฝาด ลมหายใจแผ่วเบาเสียจนคนมองปวดหนึบไปหมดทั้งใจ

 


“ลูกกลับมาหาแล้ว ได้ยินไหม..ได้ยินเสียงลูกคนนี้ไหมพ่ะย่ะค่ะ....”


 

เสียงบทสวดเบาลงเรื่อยๆราวกับกลัวว่าฝ่าบาทจะไม่ได้ยินเสียงของพระราชโอรส หลายคนกำลังมีน้ำตาตามแต่ก็ปล่อยให้มันเกิดขึ้นเงียบๆเท่านั้น ไม่ใช่ว่ากลัวจะปลุกผู้ป่วยให้ตื่น แต่เพราะร้องกันมามากแล้วมากกว่า

 


“อีกไม่นานเราต้องปล่อยเสด็จพ่อไปแล้วนะป๋ายเซียน”


 

“...!”  ป๋ายเซียนหันขวับ มองพระมารดาและพี่สาวเหมือนอยากจะปล่อยโฮร้องไห้ สิ่งที่พระมเหสีบอกเขาไม่ต่างอะไรจากการเอามีดคมมากรีดลงกลางใจ


 

“แม่รู้ว่ามันยากจะทำใจ แต่เสด็จพ่อก็ทรมานมานานแล้วเหลือเกิน”


 

“ไม่มีวิธีรักษาแล้วหรือ เราประกาศหาตัวหมอเทวดา---”


 

“หมอเทวดาที่ว่านั่นก็คือเจ้าอย่างไร”


 

“...”


 

“ที่เสด็จพ่อยังมีลมหายใจจนถึงทุกวันนี้ก็เพราะรอเจ้ารู้ไหม”


 

“ฮึก...แล้วเหตุใดไม่ส่งคนไปแจ้งข่าวข้าให้เร็วกว่านี้ ทำไม..ทำไมพ่ะย่ะค่ะ...”


 

“ทรงกลัวว่าเจ้าจะเป็นกังวล กลัวว่าราษฎรจะเสียขวัญกำลังใจจึงรับสั่งไม่ให้บอกใคร” พระมเหสีค่อยๆเดินเข้าไปกอดปลอบพระราชโอรส พระหัตถ์ช่วยเช็ดน้ำตาออกจากปรางใสให้อย่างทะนุถนอม “คนล้มป่วยก็หวังว่าตนจะหาย แต่ช่างโชคร้ายที่หลายโรคของเสด็จพ่อเจ้ามิอาจรักษาได้ แม่ถึงได้ขัดรับสั่ง ส่งม้าเร็วไปแจ้งข่าวเจ้าก่อนที่จะไม่มีโอกาส” ป๋ายเซียนหันไปเจอเข็มจำนวนมากที่วางอยู่ในพานตรงหน้าหมอหลวงแล้วยิ่งเจ็บปวด ได้แต่ส่งเสียงถามเบาๆว่า เสด็จพ่อเจ็บมากใช่ไหม ทรงเจ็บมากใช่หรือไม่หากสามารถช่วยบรรเทาความเจ็บนั้นมาไว้ที่ตนได้บ้างก็คงดี


 

“องค์ชายสามเข้ามาหาแม่สิ” พระเหสีรับสั่งโดยที่ไม่ได้หันไปมองหน้าองค์ชายสามสักนิด องค์ชายหนุ่มก้าวเข้าไปหานางโดยไม่มีอิดออด ก่อนจะเอื้อมบีบไหล่คนรักเบาๆเพื่อให้กำลังใจเมื่อมาถึง “ข้าดีใจที่วันนี้เจ้ามาพร้อมป๋ายเซียน”


 

“พ่ะย่ะค่ะ”


 

“หากสิ้นกษัตริย์องค์เก่าแล้ว เจ้ารู้ใช่ไหมว่าต้องสถาปนากษัตริย์องค์ใหม่ทันที”


 

“พ่ะย่ะค่ะ...”


 

“ป๋ายเซียนต้องขึ้นเป็นกษัตริย์”


 

“...”


 

“นั่นคือสิ่งที่พวกเราทุกคนรู้ และฝ่าบาทก็ตั้งพระทัยไว้นานแล้ว”


 

“เสด็จแม่พ่ะย่ะค่ะ เรื่องนี้ข้า---”


 

“กระทั่งวันที่เจ้าเลือกป๋ายเซียนไปเป็นชายา” พระมเหสีหันมาสบตากับองค์ชายสาม ทุกสรรพสิ่งในห้องเงียบลงทันตา แม้แต่เสียงสวดภาวนาก็เบาลงจนแทบไม่ได้ยิน “ฝ่าบาทจึงได้พิจารณาจะให้เจ้าขึ้นครองราชย์แทน

 


“...อ...อะไรนะพ่ะย่ะค่ะ?!


 

“เจ้าจะสนองพระประสงค์สุดท้ายของฝ่าบาทข้าได้หรือไม่” ไม่มีแม้แต่ท่าทีลังเลหรือล้อเล่น สตรีคู่บังลังก์เพียงหนึ่งเดียวของฝ่าบาทเปี้ยนจับจ้องพระพักตร์เกลี้ยงเกลาไร้จุดตำหนิขององค์ชายสามอย่างเฝ้ารอคำตอบ

 



คำตอบที่ตนและฝ่าบาทปรารถนาที่จะได้ยิน



 

“องค์ชายสาม...”


 

“ข้าคงสนองรับไว้ไม่ได้”


 

“เจ้าทำได้”


 

“ภาระยิ่งใหญ่ถึงเพียงนี้ข้ามิอาจอาจเอื้อมจริงๆ ขอพระมเหสีทรงใคร่ครวญดูใหม่อีกครา” องค์ชายสามส่ายพระพักตร์ ไม่คาดคิดมาก่อนว่าฝ่าบาทและพระมเหสีเปี้ยนจะไว้วางใจตนจนถึงกับยอมยกบังลังก์ให้ดูแล ไม่ว่าจะด้วยเพราะโปรดปรานหรืออะไรก็ช่าง ภาระหน้าที่ยิ่งใหญ่เช่นนี้เขาไม่สามารถสนองรับไว้ได้ อย่างไรก็ปล่อยให้มันเกิดขึ้นไม่ได้...เขาไม่อยากนำโซ่ตรวนมาล่ามตัวเองไว้เพียงเพราะต้องรักษาน้ำพระทัย ครั้งนี้มันเกินตัวยิ่งกว่าการรับเอาป๋ายเซียนมาเป็นชายาหลายเท่านัก


 

“แล้วภาระยิ่งใหญ่ที่ว่านี้เจ้าจะปล่อยให้ชายาของเจ้ารับไว้เองผู้เดียวเช่นนั้นหรือ”


 

“อย่างไรป๋ายเซียนก็เป็นสายเลือด”


 

“ข้ารู้ว่าเจ้าลำบากใจ”


 

“หรือหากป๋ายเซียนยังไม่พร้อม ก็ให้เป็นพระมเหสีหรือองค์หญิงพระองค์ใดพระองค์หนึ่งขึ้นครองฯแทนยังจะดีเสียกว่าให้ข้าที่เป็นคนนอก”


 

“เจ้าหาใช่คนนอกสำหรับเรา การที่เจ้าช่วยเหลือบ้านเมืองเราไว้ก็ไม่ต่างอันใดจากได้แผ่นดินเปี้ยนไปครองแล้ว องค์ชายสาม...เวลานี้แผ่นดินเปี้ยนกำลังอ่อนแอ หากไม่มีผู้นำที่แข็งแกร่งและมากความสามารถพอไม่ช้าหรือเร็วก็คงจบสิ้น”

 



 

“คิดเสียว่าขึ้นครองราชย์เพียงชั่วคราวเท่านั้น เมื่อใดที่ข้าหรือน้องคนไหนมีพระโอรสเรายินดีจะทำตามที่พระองค์ต้องการ แต่ตอนนี้...แค่ตอนนี้เท่านั้น...ช่วยพวกเราอีกสักครั้งเถิด” องค์หญิงองค์โตช่วยเกลี้ยกล่อมอีกแรง ทำให้ชานยอลรู้ว่าทุกคนในที่แห่งนี้ต่างทราบเรื่องและคงจะตระเตรียมกันไว้อย่างดี เพราะไม่มีผู้ใดมีท่าทีตกใจแม้แต่เหล่าข้าหลวงชั้นน้อย


 

ป๋ายเซียนก็เหมือนกับเขาที่อยู่ในอารามตกใจ แต่นัยน์ตาใสคู่นั้นดูเหมือนจะคิดตรงกันกับคนอื่นๆเพียงแต่ไม่พูดเท่านั้น ทุกคนล้วนมองมาที่เขาด้วยสีหน้าคาดหวังและวิงวอนจนรู้สึกกดดันตาม พยายามคิดหาทางออกด้วยความหนักใจ ไม่รู้ว่าควรทำอย่างไรกับสถานการณ์ที่มีชะตาบ้านเมืองและชีวิตผู้คนมากมายเป็นเดิมพัน

 


เสด็จพ่อ!’


 

ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าฝ่าบาทเปี้ยนทรงลืมตาขึ้นได้ตั้งแต่เมื่อไหร่ จนกระทั่งป๋ายเซียนร้องขึ้นมาด้วยความตกใจระคนดีใจนั่นแหละเขาถึงได้รู้ว่าดวงเนตรของผู้เป็นกษัตริย์มุ่งมายังตนแต่เพียงผู้เดียว

 



ดวงเนตรคู่นั้นไม่แม้แต่จะกะพริบหรือไหวติง เหมือนกำลังรอฟังในสิ่งที่เขาไม่อาจพูดออกไปแล้วจึงจะยอมปล่อยวาง....


 


“องค์ชายสาม ถือว่าเป็นคำขอสุดท้ายจากเรา ให้ฝ่าบาทได้หมดห่วงเถิด...”


 

“แม้แต่แผ่นดินตน...ข้ายังไม่มีวาสนาพอจะได้ปกครอง กับแผ่นดินอื่นข้ายิ่งไม่บังอาจจริงๆ”


 

พระหัตถ์...พระหัตถ์ของเสด็จพ่อแข็งทื่อไปหมดแล้ว...!’


 

“องค์ชายสาม” ทั้งที่ป๋ายเซียนร้องบอกเช่นนั้น ทว่าสายพระเนตรอ่อนแรงคู่นั้นยังคงทอดมองมาที่เขาอย่างไม่ยอมสิ้นความพยายาม เขาไม่เคยรู้สึกหนักใจให้กับอะไรเท่านี้มาก่อน ทั้งพระอาการที่ดูจะทรุดลงกว่าเดิมและเสียงขอร้องจากพระมเหสีและองค์หญิงก็กดดันจนเขานึกลำบากใจที่จะสบตา แม้แต่ป๋ายเซียนที่กระวนกระวายเหมือนหัวใจจะขาดรอนๆเขาก็ยังไม่อาจมองได้ด้วยกลัวว่าตัวเองจะใจอ่อน


 

“ช่วยพวกเราอีกสักครั้งเถิด...”


 

เสด็จพ่อ..ยะ อย่าเป็นอะไรนะพ่ะย่ะค่ะ!’


 

“รับปากเราสิองค์ชาย ต่อเบื้องพระพักตร์ให้ได้หมดห่วงเป็นครั้งสุดท้าย”

 


“...”


 

ฮึก..เสด็จพ่อ...


 

“องค์ชายสาม”


 

“ที่จริงเรื่องใหญ่ขนาดนี้ข้าไม่ควรตัดสินใจเองด้วยซ้ำ”


 

“...”


 

“แต่ก็เอาเถิด...” เพียงสุรเสียงทุ้มที่เอื้อนเอ่ยขึ้นมาเป็นผลให้พระอาการเกร็งจนแข็งทื่อไปทั้งพระวรกายของฝ่าบาทเปี้ยนทุเลาลง พระมเหสีและเหล่าองค์หญิงต่างทอดถอนหายใจด้วยความโล่งอกระคนซาบซึ้งใจ


 

ข้าจะสนองรับพระประสงค์สุดท้ายของฝ่าบาท ดูแลแผ่นดินเปี้ยนและป๋ายเซียนยิ่งชีวิต


 

ได้ยินเพียงเท่านั้นดวงเนตรที่เคยเฝ้าคอยคำตอบของฝ่าบาทเปี้ยนก็ค่อยๆปิดลง ลมหายใจแผ่วลงเรื่อยๆทั้งที่พระหัตถ์ยังกุมหัตถ์น้อยของพระราชโอรสเพียงองค์เดียวของตนไว้ไม่ปล่อย


 

“อย่าทิ้งข้าไป...” ป๋ายเซียนก้มศีรษะลงแล้วจับพระหัตถ์ข้างนั้นให้ขึ้นมาลูบศีรษะของตน ก่อนผู้เป็นพระบิดาจะรับสั่งออกมาด้วยคำขอสุดท้ายที่ทำเอาเขาน้ำตาไหลพรากอย่างสุดจะกลั้น



 

“ช่วย...”



 

“ฮึก...”

 



“เ..ป่า...ขลุ่ย...เพลงแรกที่พ่อสอนเจ้า....เป่าให้พ่อ...ป๋า.ย..เซียน....”



 

“ฮึกๆ พ่ะย่ะค่ะ...”



 

“พ่อ...”


 


“ฮือ...”



 

“อยากฟังเสียงขลุ่ยของเจ้า...” องค์ชายน้อยฟังแล้วได้แต่สะอึกสะอื้น พยายามไม่ส่งเสียงดังปล่อยโฮแล้วแต่ก็ยากจริงๆกับสิ่งที่กำลังเผชิญอยู่ เขาล้วงเอาขลุ่ยผิวที่พระราชบิดาเคยประทานให้และได้พกติดตัวตลอดเวลาที่เดินทางมาที่นี่ออกมาจากเสื้อคลุม ไม่ยอมละสายตาออกจากพระพักตร์ซีดเซียวที่ยังคงมีลมหายใจ

 



“ข้าจะเป่าถวายให้เพราะที่สุดเท่าที่ชั่วชีวิตนี้จะทำให้ใครได้”



 

เสด็จพ่อรับสั่งถึงราวกับหยั่งรู้ว่าตนนำมันติดตัวมาด้วย แต่ไม่ว่าจะอะไรก็ตามเขายินดีทำตามพระประสงค์ทุกอย่าง...หัตถ์น้อยรีบปาดน้ำตาก่อนจะเริ่มบรรเลงเพลงขลุ่ยที่ผู้เป็นพระบิดาปรารถนาที่จะฟังตั้งใจเป่ามันให้เพราะที่สุดเท่าที่จะทำได้

 



“อึก...”



 

แต่เพียงครึ่งเพลงพระวรกายซึ่งเคยมีลมหายใจก็เริ่มแน่นิ่งไป...ไม่ขยับไหวจนผู้บรรเลงเพลงขลุ่ยเป่ามันทั้งน้ำตา สะอึกสะอื้นตัวโยนเหมือนจะสิ้นใจตามแต่ยังคงพยายามเป่ามันจนจบเพลงไปพร้อมๆกับหัวใจที่ได้แตกสลาย...

 


 

“ฮึก!...เสด็จพ่อออออ”



 

ฝ่าบาท



 

เสียงร่ำไห้แทบขาดใจในวันนี้คงดังพอที่เบื้องบนจะได้ยิน ว่าทุกคนนั้นเสียใจแค่ไหนกับการถูกพรากเอาดวงตะวันที่เคยส่องแสงเพื่อผู้คนทั้งแผ่นดินไปอย่างไม่มีวันหวนคืน...

 

 



 

60%






 

 

พิธีถวายพระเพลิงของฝ่าบาทเปี้ยนถูกจัดขึ้นต่อจากนั้นไม่กี่วัน...หากเลือกได้คงไม่มีผู้ใดอยากปล่อยเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดินไป แม้แต่เพียงร่างซึ่งไร้วิญญาณล้วนแต่อยากรั้งไว้ให้นานเท่านาน แต่เพราะราชสำนักได้เห็นชอบตรงกัน อีกทั้งยังเป็นสิ่งที่ฝ่าบาทเคยรับสั่งไว้เมื่อนานมาแล้วว่าหากวันใดสิ้นตนไป จงเผาร่างทันใดเพื่อไม่ให้ราษฎรจมอยู่กับความทุกข์นาน   

 



สิ้นร่าง ให้เหลือเพียงพระนาม คุณงามความดีที่เพียรสร้างเพียรเสียสละมาชั่วชีวิตอย่าให้สูญสิ้นโดยไร้ค่า แผ่นดินที่สูญเสียผู้นำย่อมอ่อนแอ ความเศร้าโศกเสียใจของผู้คนสามารถเป็นเครื่องมือให้ผู้มิหวังดีเข้ามาช่วงชิงอำนาจและฉกฉวยโอกาสไปได้ง่าย ด้วยทรงมองอนาคตไว้ล่วงหน้าจึงรับสั่งไม่ให้มีการไว้ทุกข์...และสถาปนากษัตริย์องค์ใหม่ขึ้นทันทีเพื่อป้องกันไม่ให้ราชวงศ์ถูกสั่นคลอน

 



ไม่ว่าแผ่นดินจะมีกี่หยดน้ำตา เสียงร่ำไห้จะดังสักเพียงไหน จะเห็นชอบกับการยกบัลลังก์ให้แก่โอรสของกษัตริย์อื่นหรือไม่ก็จงทำใจยอมรับ...เพราะบัดนี้ไม่มีกษัตริย์เปี้ยนองค์เดิมอีกแล้ว มีเพียงแต่องค์ชายชานยอล...

 




กษัตริย์ผู้สืบราชสมบัติองค์ต่อไป




 

พระราชพิธีราชาภิเษกขององค์ชายสามจะถูกจัดขึ้นในอีกไม่กี่วันข้างหน้าเพื่อถวายพระเกียรติและรับรองฐานะการเป็นประมุขอย่างเป็นทางการ แต่กระนั้นก็ไม่ได้เป็นที่น่ายินดีต่อผู้ได้ครองตำแหน่งเพราะความจำเป็นสักเท่าไหร่

 



หากแต่จะพูดไปก็คงไม่ดี ในสถานการณ์ที่ผู้คนรอบข้างกำลังตกอยู่ในความเสียใจเช่นนี้สิ่งใดที่พึงทำได้ก็คงต้องทำไปก่อน

 



เสร็จสิ้นวันพิธีถวายพระเพลิง..ราชวงศ์เปี้ยนต้องวุ่นกับการเตรียมพิธีฉลองราชย์ของเขาต่อ เรื่องขนบธรรมเนียมของแผ่นดินอื่นนั้นยากที่จะจดจำ ก็ได้แต่ฟังและทำตามที่คนในราชวงศ์และเหล่าข้าหลวงคอยทูลบอก ส่วนเวลาที่เหลือยกให้เพียงแต่องค์ชายป๋ายเซียน ที่จนป่านนี้แล้วยังคงเก็บตัวเงียบอยู่แต่ในห้องบรรทมไม่ยอมออกไปไหน...

 



ความโศกเศร้ากำลังกัดกินหัวใจ มิอาจทำใจยอมรับให้ได้เท่าใครๆเพราะสั้นเหลือเกินกับเวลาที่ตนได้มีโอกาสใช้กับพระบิดาก่อนที่พระองค์จะสิ้น

 



 

“พวกเจ้าออกไปกันก่อน” องค์ชายสามเข้ามาปรากฏตัวในห้องบรรทมขององค์ชายป๋ายเซียนพร้อมกับรับสั่งให้นางกำนัลที่นั่งเฝ้ากันอยู่ในนั้นให้ออกไปทันที

 


“เพคะ...” เหล่าสาวงามรีบพากันลุกออกไปโดยไม่มีอิดออด  องค์ชายสามมองตามจนร่างบางเหล่านั้นลับตาไปจึงจะขยับเท้าเข้าไปใกล้ๆพระแท่นบรรทมซึ่งมีใครบางคนนั่งกอดเข่าอยู่บนนั้น

 


องค์ชายป๋ายเซียนหันมามองเขาเงียบๆ ได้ยินและรับรู้ตั้งแต่คนรักเสด็จเข้ามาแต่ก็ไม่กระตือรือร้นที่จะลุกขึ้นต้อนรับ พระพักตร์หมดจดยังคงหวานจับใจแต่ก็หม่นหมองลงไปมาก ไม่เจริญอาหารจนร่างกายเริ่มผ่ายผอม แก้มตอบจนคนมองรู้สึกเป็นห่วง

 


“ดึกแล้ว...เหตุใดยังไม่เข้าที่บรรทม...”


 

“แล้วเจ้าล่ะ ดึกแล้วเหตุใดยังนั่งอยู่แบบนี้”


 

“...”


 

“กินอะไรแล้วหรือยัง”


 

“อืม”


 

“หากเรียกนางกำนัลเข้ามาถามแล้วไม่ได้คำตอบเช่นเจ้า จะให้พี่ลงโทษคนโป้ปดอย่างไรดีฮึ?” ดวงเนตรกลมโตจับจ้องพระพักตร์นวลจนคนถูกต้อนต้องหันหนี หลุบเนตรเล็กๆลงมองปลายเท้าของตนเองไม่พูดจา เพียงเท่านั้นองค์ชายหนุ่มผู้เฉลียวฉลาดก็รู้แล้วว่าสิ่งที่คนรักตอบก่อนหน้าไม่ใช่ความจริง เป็นเพียงสิ่งที่อยากให้เขาสบายใจเท่านั้น

 


“หากยังไม่ง่วง ออกไปเดินเล่นกันหน่อยไหม”


 

“ข้าไม่อยากออกไปไหน”


 

“สัปดาห์นึงเข้ามาแล้วที่เจ้าเอาแต่อุดอู้อยู่แบบนี้”


 

“ข้าไม่อยากออกไปไหนจริงๆ”


 

“เจ้ากำลังทำให้ทุกคนเป็นห่วงนะป๋ายเซียน” องค์ชายสามว่าด้วยน้ำเสียงดุๆ น้อยครั้งที่เขาจะเอ่ยปากดุใครโดยเฉพาะองค์ชายป๋ายเซียน แต่เพราะเป็นห่วงทั้งนั้น...รู้ว่าคนรักเสียใจ เข้าใจความรู้สึกนี้ดีแต่จะปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไปคงไม่ดีแน่


 

ป๋ายเซียนไม่ยอมออกไปไหนเพราะไม่อยากให้ใครเห็นสภาพเศร้าหมอง ไม่อยากให้ทุกคนรู้ว่าตนกำลังอ่อนแอ หารู้ไม่ว่าการเก็บตัวเช่นนี้มันไม่ได้ต่างกันเลย


 

“การเก็บตัวไม่ออกไปสุงสิงใครพี่ไม่คิดว่ามันจะดีกว่าการออกไปเผชิญความจริงหรอกนะ” ครั้งหนึ่งตนก็เคยเป็นเช่นนี้ถึงได้รู้ว่ามันไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้น มีแต่จะทำให้คนรอบข้างต้องเป็นห่วง “อ่อนแอบ้างก็ได้ ไม่มีใครว่าอันใดเจ้าหรอก” มีแต่จะช่วยปลอบโยนให้ทั้งนั้น


 

ป๋ายเซียนเป็นคนเข้มแข็ง ตัวเล็กเพียงแค่นี้แต่ต้องแบกรับความรู้สึกไว้มากมาย อดทนอดกลั้น เสียสละความสุขส่วนตัวได้เพื่อส่วนรวม มีจิตใจอ่อนโยนและรักบ้านเมืองยิ่งกว่าสิ่งใด หลายครั้งทำปากแข็งแต่จริงๆแล้วภายในแสนเปราะบางไม่ต่างจากผู้ที่กำลังหัดโต แต่ความคิดความอ่านก็ยิ่งใหญ่น่านับถือ นั่นคือสิ่งที่เขาได้สัมผัสมาตลอดระยะเวลาที่ใช้ชีวิตร่วมกัน


 

เพราะเป็นเช่นนั้นถึงมักเก็บความทุกข์ไว้กับตัวเองอยู่เรื่อย ไม่ยอมแบ่งให้ใครแม้กระทั่งสามีอย่างเขา ซึ่งถ้าเป็นเมื่อก่อนตนก็คงจะนึกน้อยใจ แต่เพราะตอนนี้เข้าใจ มันถึงไม่ใช่เรื่องที่ควรจะนำมาเป็นปัญหา กลับต้องช่วยกันก้าวข้ามไปให้ได้มากกว่า


 

“ก็จริงที่ว่าคนนอกมิอาจมองเห็นเมื่อเจ้าอยู่ในนี้ แต่เจ้าไม่คิดหรือว่าบางทีผู้ที่บนสวรรค์อาจจะกำลังเฝ้ามองดูเจ้าอยู่ก็เป็นได้”

 


“...”


 

“เจ้าคงไม่อยากให้ผู้ที่ไปสบายแล้วต้องนึกเป็นห่วงเจ้าใช่ไหม?” องค์ชายน้อยหันมามองหน้า...เงียบไปนานราวกับกำลังชั่งใจคิดก่อนจะเบะปากเล็กๆออกเหมือนจะร้องไห้อีกรอบ ท่าทางเด็กๆนั้นทำเอาองค์ชายสามยิ้มออกมา ไม่รู้ว่าระหว่างขำกับเอ็นดูตนรู้สึกอย่างไหนมากกว่ากัน สำคัญคือองค์ชายน้อยไม่ถามคำตอบคำ ไร้ชีวิตชีวาอย่างเดิมก็น่าพึงพอใจแล้ว


 

“ลุกขึ้นเถิด ราตรีนี้พระจันทร์สวยนัก พี่อยากชื่นชมความงามของพระราชวังเจ้า...พระมเหสี”

 


“พระมเหสีอะไรกัน” หันมาทำตาโตใส่ก่อนจะยอมลุกออกมาจากพระแท่นบรรทมแต่โดยดี ริมฝีปากเล็กเป็นกระจับบ่นกระปอดกระแปดเหมือนไม่ชอบใจในสรรพนามใหม่ “พระมเหสีมีไว้ใช้กับสตรี ส่วนข้า---”


 

“เป็นบุรุษ เจ้าพูดเช่นนี้มาตั้งแต่ถูกเรียกว่าพระชายาแล้ว”


 

“ก็---”


 

“จะเป็นชายหรือหญิง ตราบใดที่เจ้ายังเป็นชายาของพี่สรรพนามที่ใช้ย่อมขึ้นอยู่กับพี่” นิ้วหนาเชยคางเรียวขึ้นช้าๆเพื่อให้สบตากัน “ในเมื่อพี่เลี่ยงมันไม่ได้ เจ้าเองก็คงจะเลี่ยงมันไม่ได้เหมือนกัน...อย่าเอาเปรียบกันสิ”

 

 





 

 


 

องค์ชายสามและพระชายาพากันออกมาเดินเล่นทั้งที่ตอนนี้ดึกพอสมควรแล้ว แสงไฟจากตะเกียงน้ำมันของเหล่านางกำนัลและขันทีร่วมสิบกว่าคนที่ตามเสด็จอยู่ข้างหลังนั้นมากพอจะทำให้ตลอดทางเดินของทั้งสองพระองค์นั้นสว่างไสว

 


พระราชวังแผ่นดินเปี้ยนเล็กกว่าโชซอนอยู่มาก สถาปัตยกรรมเรียกได้ว่าต่างกันแต่กระนั้นก็งดงามไปอีกแบบ บรรยากาศก็แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ทำให้คิดไปถึงความรู้สึกของป๋ายเซียนในตอนนั้นตอนที่ต้องย้ายเข้าไปใช้ชีวิตอยู่ในโชซอนโดยที่ไม่คุ้นเคยกับผู้ใด

 


แม้กระทั่งว่าที่พระสวามีก็ยังดูแลได้ไม่ดีพอ หรือจะเรียกว่าละเลยก็คงไม่ผิดนัก พอนึกย้อนไปถึงอดีตองค์ชายหนุ่มก็ได้แต่แค่นยิ้มฝืดๆให้กับตัวเอง..เหลียวมองคนรักที่เดินอยู่เคียงข้างแล้วได้แต่รู้สึกผิด...

 


“ท่านมองข้าบ่อยเหมือนอะไรรู้มั้ย” คำถามขององค์ชายป๋ายเซียนทำคนฟังเลิกคิ้วตอบ ริมฝีปากอิ่มผลุดยิ้มขำคอยฟัง รอยยิ้มของเขานั้นงดงามและทำให้บรรยากาศสดชื่นขึ้นยิ่งกว่าอากาศดีๆในคืนนี้เสียอีก

 

 

อากาศปลอดโปร่งไร้เมฆครึ้มมาบดบังดั่งเช่นคืนก่อนๆ ไหนจะการที่องค์ชายป๋ายเซียนยอมเสด็จออกมาสูดอากาศบริสุทธิ์ข้างนอกให้เหล่าข้ารับใช้ได้ใจชื้น นับว่าคืนนี้เป็นวันฟ้าเปิดจริงๆ...ผู้ใดได้รู้ได้เห็นต่างก็รู้สึกยินดี...

 



“ท่านมองเหมือนคนมีความผิดที่กำลังจะสารภาพผิด”


 

“เช่นนั้นรึ?


 

“มีสิ่งใดที่ยังไม่ได้บอกข้างั้นหรือ”


 

“มีกระมัง” องค์ชายหนุ่มตอบตามน้ำพลางกลั้วหัวเราะเบาๆ ล้วงเอาพัดคู่ใจออกมาจากเสื้อคลุมก่อนจะกางมันออก “คิดว่ามี...” เหลือบมองกลุ่มผู้ติดตามด้านหลังก่อนจะโน้มหน้าลงไปกระซิบข้างๆหูพระชายา ใช้พัดกระดาษบังรูปปากไม่ให้คนเหล่านั้นอ่านมันออกเมื่อเขาขยับพูด



 

คนพวกนั้นน่ารำคาญเป็นบ้า ทำอย่างไรดีเราถึงจะได้เดินด้วยกันแค่สองคน



 

ประโยคขี้เล่นของพระสวามีทำให้องค์ชายน้อยหลุดขำออกมาอย่างช่วยไม่ได้ มองไปที่กลุ่มผู้ติดตามด้านหลังแล้วยิ่งนึกขำ แต่ก็ยังน้อยกว่าสีพระพักตร์ยุ่งเหยิงทีเล่นทีจริงของพระสวามี ไม่รู้ว่าเพียงทำให้ตนอารมณ์ดีขึ้นเท่านั้นหรือกลั่นมันออกมาจากความรู้สึกจริงๆกันแน่


 

แต่ไม่ว่าจะเพราะอะไร...


 

องค์ชายสามได้ทำให้เขายิ้มได้จริงๆ

 


 

“ไล่ไปให้พ้นดีไหม”

 


“พูดเป็นเล่นไป พวกเขาเพียงทำตามหน้าที่ ท่านเป็นฝ่าบาทจะมีผู้ติดตามมากมายนั้นก็ถูกต้องแล้ว”

 


“แต่ข้ารำคาญ” องค์ชายสามถอนหายใจพลางโบกพัดแรงขึ้น “ข้าไม่ชอบให้ใครมาเดินตามเหมือนกลัวว่าข้าจะหายไปไหน” ต่อให้คนเหล่านั้นจะอยู่ห่างออกไปหลายเมตรก็ยังไม่ชอบใจอยู่ดี หลายวันมานี้เขาต้องทนไปไหนมาไหนโดยมีผู้ติดตามเป็นสิบๆเช่นนี้ตลอดจนจงอินและแทมินแทบไม่ต้องทำหน้าที่ มิหนำซ้ำยังได้อยู่แยกตำหนักกับป๋ายเซียนเช่นเดียวกับฝ่าบาทพระองค์อื่นที่ต้องมีตำหนักเป็นของตัวเอง

 


 

แต่ก็คิดไว้แล้วว่าหากป๋ายเซียนทำใจเรื่องพระบิดาได้เมื่อไหร่คงจะสั่งให้ย้ายเข้าไปอยู่ด้วยกัน

 


 

“อย่าบ่นนักเลย อยากให้ข้าพาไปเดินชมสวนบุปผาไม่ใช่หรือ” ระบายรอยยิ้มอ่อนหวานให้ก่อนจะจูงมือองค์ชายหนุ่มให้เดินเข้าไปในสวนบุปผาด้วยกัน

 


น่าแปลกที่มีไม้ใหญ่เพียงไม่กี่ต้นทว่ากลับมีฝูงหิ่งห้อยบินอยู่เต็มไปหมด มันกะพริบแสงเล็กๆที่รวมกันแล้วสว่างไม่น้อยไปกว่าแสงจันทร์ซึ่งกำลังสาดส่องลงมาจากบนนภาสีดำขลับ แหวกทางให้ผู้เสด็จมาเยือนเสมือนต้อนรับ...กลิ่นหอมของไม้ดอกลอยตลบอบอวลทั่วพื้นที่ อากาศคืนนี้ไม่ได้จัดว่าหนาวจนเกินไปหากแต่กำลังสบายเลยทีเดียว

 


“หิ่งห้อยพวกนี้มาจากไหนนะ ข้าไม่เคยเห็นมันเยอะเท่านี้มาก่อนเลย...” ภาพที่องค์ชายป๋ายเซียนเอื้อมมือหาฝูงหิ่งห้อยนั้นงดงามยิ่งกว่าภาพวาดชิ้นไหน สวนบุปผากลายเป็นดั่งแดนสวรรค์เมื่อมีสิ่งงดงามรวมอยู่ด้วยกัน แม้แต่เสียงลมและกิ่งไม้ไหวก็ยังเป็นใจ...หวีดหวิวแข่งเสียงจิ้งหรีดเรไรราวกับท่วงทำนองเพลงที่แสนไพเราะ องค์ชายสามทอดพระเนตรแล้วได้แต่คิดในใจว่าหากตนพกกระดาษวาดเขียนและสีน้ำติดมาด้วยก็คงจะดีไม่น้อย...

 

 


พระชายาของเขาคงได้เป็นแบบวาดที่งามที่สุด

 


 

“สวยจัง...”


 

“อืม สวย...”


 

“ท่านว่ามันมาได้อย่างไร”


 

“คงออกมาต้อนรับการกลับมาขององค์ชายป๋ายเซียนกระมัง”


 

“ข้าอยู่ที่นี่มาตั้งแต่เด็กจนโตไม่เคยเห็นเยอะเช่นนี้ หากพวกมันจะออกมาต้อนรับใคร คนผู้นั้นก็คงจะเป็นท่านมากกว่า...” องค์ชายน้อยหมุนร่างกลับมาหาโดยไม่รู้ว่าองค์ชายสามนั้นอยู่ใกล้เพียงใด ทำให้ร่างซึ่งต่างขนาดกันปะทะกันเล็กน้อย


 

“อ...วงแขนแกร่งตวัดโอบเอวบางเข้ามาแนบกาย กวาดเนตรมองพระพักตร์งามไม่วางตา ไม่เคยรู้สึกเบื่อที่จะต้องอยู่ด้วยกันเลยสักครั้ง...ไม่เคยเลย...


 

“เลิกเศร้าได้แล้วนะ...” หัตถ์อุ่นค่อยๆเกลี่ยปรางใสอย่างทะนุถนอม องค์ชายป๋ายเซียนได้แต่ยืนนิ่ง เหลือบมองเหล่าผู้ติดตามดีที่ว่าทั้งหมดต่างพากันก้มหน้ามองลงพื้น รออยู่นอกสวนบุปผาไม่ได้ตามเข้ามาแต่อย่างใด “ความทุกข์ไม่เหมาะกับเจ้าหรอก”


 

“ข้าพยายามอยู่”


 

“เช่นนั้นข้าจะพยายามไปพร้อมกับเจ้า” ป๋ายเซียนเงยหน้าขึ้นมองสบตากับองค์ชายสามด้วยความซาบซึ้งใจ ไม่มีอะไรจะพูดได้แค่เพียงตวัดวงแขนขึ้นโอบรอบคอองค์ชายหนุ่มเพื่อกอดตอบ แก้มน้อยแนบลงบนอกอุ่นเสมือนมันคือที่พึ่ง...


 

หลายวันที่ผ่านมาเขารู้ว่าอีกฝ่ายพยายามเหมือนกัน พยายามเข้ามาคุยเล่น ชวนออกไปสูดอากาศภายนอก สรรหาเรื่องมาเบือนความสนใจเพื่อให้ตนลืมความทุกข์ แต่หลายครั้งที่ป๋ายเซียนจมอยู่กับตัวเองจนเพิกเฉยความหวังดีเหล่านั้นไป แต่อีกฝ่ายยังคงไม่ไปไหน กลับคอยให้กำลังใจอยู่ข้างๆเสมอ

 


 

เช่นนี้แล้วหมดทั้งใจป๋ายเซียนจะมอบให้ผู้ใดได้อีก


 

 

“ข้ารู้ว่าท่านไม่ได้อยากขึ้นครองราชย์ แต่เพราะข้าไร้ความสามารถ...”


 

“เพราะเจ้าที่ไหนกัน เพราะข้าเลือกเจ้ามาต่างหาก”


 

“ต่อให้วันนั้นท่านเลือกเหล่าท่านพี่ ข้าเองก็คงไม่อาจทำหน้าที่แทนเสด็จพ่อได้หรอก...ข้าไม่ได้แข็งแกร่งมากพอจะดูแลแผ่นดินได้”

 


“เช่นนั้นก็ดูแลผู้ครองแผ่นดินแทน ข้าน่ะ...ต้องการคนดูแลมากกว่าแผ่นดินเจ้าเสียอีก”


 

“เวลาเช่นนี้ยังจะมาทำพูดเล่นอีก”


 

“ฮ่ะๆ”


 

“...”


 

“ป๋ายเซียน”


 

“ฮึ..”


 

“หากหลุดพ้นจากภาระหน้าที่ยิ่งใหญ่เหล่านี้แล้ว เจ้าอยากจะออกไปใช้ชีวิตกับข้าที่อื่นไหม”

 


“ที่ไหนหรือ?

 


“ที่ไหนก็ได้ที่มีแค่เรา” ไม่รู้ว่าวันนั้นจะมาถึงหรือเปล่า การครองราชย์แค่เพียงชั่วคราวก็เหมือนคำปลอบประโลม กว่าเหล่าองค์หญิงจะมีคู่ครอง กว่าจะมีพระราชโอรส และกว่าองค์ชายเหล่านั้นจะเติบโตพอที่จะเรียนรู้การเมืองการปกครองได้คงใช้เวลาไม่ใช่น้อย...แม้จะรู้อยู่แก่ใจ แต่อย่างไรก็ยังหวังความสุขในบั้นปลายชีวิตว่าจะออกไปโบยบินอย่างอิสระได้จริงๆสักที


 

“เจ้ายินดีจะไปด้วยกันหรือเปล่า”


 

แต่ถึงไม่อาจเอื้อมฝันนั้นมาไว้ที่ตัวได้ อย่างน้อยๆการมีคนรักอย่างป๋ายเซียนอยู่เคียงข้างกายก็นับว่าโชคดีแล้ว


 

“อืม ข้ายินดีจะไปกับท่านทุกที่...”

 


“แม้ว่าจะเป็นที่ที่ลำบากน่ะหรือ”


 

“อืม”


 

“แม้ว่าที่นั่นจะไม่สวยงาม ไม่มีผู้ใดมาคอยติดตามรับใช้ ไม่มีองค์ชาย มีแค่ชานยอลป๋ายเซียน...”


 

“อืม ข้าจะไป”


 

“บ้านหลังเล็ก ห้องนอนเล็กๆ อาหารแสนจืดชืดธรรมดา---”


 

“ต่อให้ต้องเร่ร่อนนอนในป่าหรือที่แห่งนั้นจะเป็นอย่างไรข้าก็จะไป”


 

“...”


 

“แค่มีท่าน...” องค์ชายป๋ายเซียนช้อนตามองพระพักตร์คมที่ก้มลงมองเขาอยู่ก่อนแล้ว “ข้าไม่กลัวอะไรทั้งนั้น” สารภาพเสียงหวานก่อนจะได้รับจุมพิตดูดดื่มมาเป็นสิ่งตอบแทน...


 

อ้อมแขนของทั้งคู่แนบแน่นขึ้นโดยที่ไม่รู้ตัว ก็คงเหมือนกับความรู้สึกที่ค่อยๆก่อตัวขึ้นเรื่อยๆจนมันมากมายและไม่อาจย้อนกลับไปหาเหตุผลได้ว่าเหตุใดจึงเป็นคนผู้นี้

 


ผู้ที่ไม่เคยคิดจะตกหลุมรัก กลับขัดแย้งกันไม่ว่าจะทางทัศนคติหรืออุปนิสัยก็เข้ากันไม่ได้มาตั้งแต่แรกเจอ ถูกยัดเยียดให้กันโดยไม่ได้เต็มใจ ทว่าสุดท้ายโชคชะตาก็ยังนำพาพวกเขาให้ติดอยู่ในห้วงรักของกันและกัน อยู่เคียงบ่าเคียงไหล่ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น...


 


อีกกี่ชีวิตจะหมุนเวียนเปลี่ยนไปตามกาลเวลา



 

รักของพวกเขาจะไม่พรากจากกัน

 



เพราะรู้ว่าไม่มีสิ่งใดเป็นนิรันดร์...

 



ทุกลมหายใจถึงต้องรักษากันไว้ให้ดี

 





 

พี่รักเจ้านะ...ป๋ายเซียน





 

อืม ข้าก็รักท่าน...ท่านพี่ชานยอล

 

 





#สะใภ้บรรณาการ


 


 

 

 

เหลือบทส่งท้ายอีกตอนนึงน๊า...






ม่คิดว่าตัวเองจะแต่งพีเรียดได้ยาวและแต่งมันจนจบได้จริงๆ

เริ่มจากความชอบล้วนๆและถามตัวเองตลอดว่าจะรอดมั้ย? แต่สุดท้ายมันก็ไปของมันได้เรื่อยๆ 

รู้สึกติดใจไม่น้อยเลย ถ้ามีโอกาสอนาคตก็อาจจะได้กลับมาลองแต่งอีกเนาะ

ขอบคุณที่ติดตามและเป็นกำลังใจให้กัน 

ขอบคุณจากใจจริงๆค่ะ <3

 


ป.ล.องค์ชายสามเดี๋ยวก็แทนตัวเองว่าพี่ว่าข้านั้นเกิดจากความไม่เคยชิน เราเองก็ไม่ชินเลยใส่ปนๆกันไปให้เป็นธรรมชาติตามพระเอก 5






         CR.SQW
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 513 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

10,413 ความคิดเห็น

  1. #10368 belle1502 (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 20 กรกฎาคม 2563 / 12:10
    คือดีมากๆเลยค่ะ
    #10,368
    0
  2. #10359 EATWELL (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 13 กรกฎาคม 2563 / 14:08

    ร้องไห้จริงอันนี้คือจริงจ่ะแม่จ๋าฮือ

    #10,359
    0
  3. #10321 Pinkkaboo (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 19 มิถุนายน 2563 / 10:05
    เปียกปอนไปหมดT T
    #10,321
    0
  4. #10157 chutima_19 (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 27 มกราคม 2563 / 20:26
    ฮือ ดีมากเเม่เเต่งดีมากทำไมชั้นพึ่งมาเห็นนะ
    #10,157
    0
  5. #10075 PRAE.VV (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 21 ธันวาคม 2562 / 02:48
    สงสารน้อง สงสารทุกคนจริงๆ
    #10,075
    0
  6. #9945 pbcy (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 20 ตุลาคม 2562 / 10:27
    ฮือออออออออออออรักกันมากจริงๆจ่ะ แต่ฉากฝ่าบาทสิ้นคือน้ำตาไหลจริงๆค่ะ มันเศร้ามาก เราอินนน ;-;
    #9,945
    0
  7. #9911 IPINOCKIO (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 29 กันยายน 2562 / 20:33
    น้ำตาไหลเป็นบ้าเลยจ้าาา ฉากฝ่าบาทสิ้นนี่เศร้าจับใจ แต่ฉากที่ทำเราร้องไห้ดันเป็นฉากที่องค์ชายสามเอ่ยปากถามว่าถ้าวันนั้นมันมีอยู่จริงอยากออกไปอยู่ด้วยกันไหม แล้วป๋ายอยากไปทุกที่ที่มีชานยอลไม่ว่าจะลำบากแค่ไหน แค่นั้นแหละ ถ้ากรุงเทพน้ำท่วมก็ขอให้รู้ว่านั่นน้ำตาเรา ฮือออออออออออออออ มันซึ้งมาก
    #9,911
    0
  8. #9874 heykiki (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 14 กันยายน 2562 / 09:00
    น้ำตาไหลเป็นบ้า เศร้ามาก ไม่ชอบการสูญเสียเลย ดีใจที่น้องยังมีพี่อยู่ ๆ อย่าทิ้งกันไปไหนนะ
    #9,874
    0
  9. #9839 Littie Bird (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 2 กันยายน 2562 / 08:59
    ฮือตอนบอกให้เป่าขลุ่ยคือน้ำตาไหลในรถไฟฟ้าเลย
    #9,839
    0
  10. #9694 คุณยิปปี้ (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 28 ธันวาคม 2561 / 20:08
    ตื่นเต้นจัง ใกล้จะจบแล้ว >_<
    #9,694
    0
  11. #9667 bemysunshine (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 11 พฤศจิกายน 2561 / 12:15
    ดีใจจังเลยที่มาถึงจุดนี้ได้ รักกันไปนานๆน้า ดูแลกันและกันให้ดี
    #9,667
    0
  12. #9620 Park Nokia. (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 22 ตุลาคม 2561 / 17:13
    ตอนที่บอกว่าไม่ว่าจะไปอยู่ที่ไหน ลำบากแค่ไหนก็จะอยู่ด้วยกันคือ น้ำตาซึม
    #9,620
    0
  13. #9566 lad1988da (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 1 กันยายน 2561 / 12:01

    อบอุ่นใจจัง

    #9,566
    0
  14. #9517 byunbeeyeol (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 13 สิงหาคม 2561 / 11:50
    โอ้ยย น้ำตามา
    #9,517
    0
  15. #9509 sunshinyi19 (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 10 สิงหาคม 2561 / 23:54
    ฮืออ ร้องไห้ตามเลยตอนฝ่าบาทสิ้น มันเศร้ามันซึ้ง
    #9,509
    0
  16. #9424 mmmr2545 (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 20 มิถุนายน 2561 / 21:46
    น้ามตาไหลลลล.-.
    #9,424
    0
  17. #9330 CBforever (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 4 พฤษภาคม 2561 / 15:07
    ซึ้งมากๆ ㅠㅠㅠㅠㅍ
    #9,330
    0
  18. #9280 oppa57 (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 20 เมษายน 2561 / 16:31
    น้พตาไหลพรากเลยㅜㅜㅜㅜ
    #9,280
    0
  19. #9275 IOOIOIIIIO (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 16 เมษายน 2561 / 20:04
    นั่น! น้ำตาไหลเฉย
    #9,275
    0
  20. #9267 Kimki1999 (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 14 เมษายน 2561 / 14:29
    น้ำตาไหลเลย หน่วงมากตอนฝ่าบาทสิ้นพระชน
    #9,267
    0
  21. #9197 sehun-hunhan (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 8 เมษายน 2561 / 15:41
    ซึ้งมากก
    #9,197
    0
  22. #9122 therealcin (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 3 เมษายน 2561 / 19:27
    ฮือออออออ
    #9,122
    0
  23. #9101 _bebebeam_e (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 2 เมษายน 2561 / 01:30
    ซี้งอะะ ร้องไห้เลยฮือออ
    #9,101
    0
  24. #9041 Maylovechanbaek (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 30 มีนาคม 2561 / 11:49
    ซึ้งมากตอนนี้ ฮือ บีบหัวใจสุด
    #9,041
    0
  25. #8998 baekcy (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 25 มีนาคม 2561 / 01:29
    ร้องไห้ไม่หยุดเลยฮื่อออออ
    #8,998
    0