สะใภ้บรรณาการ (Chanbaek) -END-

ตอนที่ 34 : 32 - ฟ้าหลังฝน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 25,203
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 871 ครั้ง
    8 ก.พ. 60


-32-

ฟ้าหลังฝน



 

 

 



นานมาแล้ว กับเรื่องราวการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ของโชซอน...มันนาน...และไม่มีอะไรที่น่าจดจำ วันนั้นมีแต่ความเศร้าโศกเสียใจ วันนั้นราชสำนักต้องเสียไพล่พลไปไม่น้อย ที่มากกว่านั้น...คือคืนวันเดียวกันทุกคนต้องสูญเสียพระสนมซองฯแห่งตำหนักฤดูร้อนไปอย่างไม่มีวันหวนคืน

 



ความตายไม่ได้น่ากลัว เท่าความรู้สึกฝังใจที่ยังคงอยู่ในใจใครบางคนให้เหมือนกับตายทั้งเป็น

 



เพราะพระสนมซองเป็นสตรีเพียบพร้อม ทั้งหน้าตาความสามารถ และคุณงามความดีนางล้วนมีเหนือสตรีใด ในอดีตจึงเป็นที่โปรดปรานของฝ่าบาทจนเกือบได้เป็นสตรีคู่บัลลังก์ เป็นที่อิจฉาในหมู่พระสนมด้วยกัน ทั้งยังถูกพระมเหสีเขม่นอยู่บ่อยครั้งตามนิสัยของสตรีที่ครองพระสวามีองค์เดียวกัน

 




กระทั่งคืนนั้น...คืนที่พระมเหสีเสด็จมาที่ตำหนักฤดูร้อนเพื่อเป็นตัวแทนฝ่าบาท แจ้งกำหนดการจัดงานฉลองวันคล้ายวันประสูติขององค์ชายสาม ได้เกิดเหตุเพลิงไหม้อย่างไม่คาดฝัน มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่หนีรอดออกมาได้ ซึ่งองค์ชายสามและพระมเหสีคือหนึ่งในนั้น เป็นผู้ที่พระสนมซองทรงสละชีวิตเพื่อช่วยให้รอด ก่อนที่ตัวเองจะถูกไฟคลอกไปพร้อมกับทหารและนางกำนัลอีกหลายคน

 



เสียงร่ำไห้แทบขาดใจของผู้เป็นโอรสวัยสิบกว่าขวบดังไม่ต่างจากเสียงกรีดร้องทุรนทุรายของผู้ที่ติดค้างอยู่ด้านใน นับจากวันนั้นตำหนักฤดูร้อนได้กลายเป็นสถานที่ต้องห้าม องค์ชายสามถูกย้ายไปอยู่ตำหนักบูรพารวมกับองค์รัชทายาท ราชโองการห้ามให้ผู้ใดเอ่ยถึงเหตุการณ์อันน่าสลดใจครั้งนั้นมีอิทธิพลมาจนถึงทุกวันนี้ องค์ชายสามกลายเป็นเด็กที่เศร้าซึมไปกว่าหลายปี ก่อนจะกลับมาใช้ชีวิตอย่างปกติดีเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา

  



แต่ฝ่าบาทและคนใกล้ชิดต่างรู้ดีว่าเรื่องคืนนั้นได้สร้างรอยแผลเป็นในใจให้กับองค์ชายสามไปแล้ว ทั้งที่แสนชาญฉลาดกลับแกล้งทำตัวไม่เอาไหน ทำตัวขวางโลกเอาแต่สร้างเรื่องก่อกวนใครต่อใคร...ทั้งนี้ก็เพื่อหวังให้ตัวเองถูกปลดจากพันธนาการ

 


ถูกปลดออกจากตำแหน่งองค์ชาย ถูกปลดปล่อยจากสถานที่ที่มีแต่ความทรงจำ อยากไปให้พ้นจากที่ตรงนี้ แต่จะมีบิดาสักกี่คนที่จะยอมปล่อยลูกของตนไปไกลหูไกลตา กลับยิ่งต้องหาใครสักคนมายึดเหนี่ยวจิตใจ...

 


ลูกสามในความคิดของคนเป็นพระบิดาไม่ได้แย่อย่างที่พยายามแสดงออก เลือดเสียสละเพื่อแผ่นดินของบุพการียังไหลเวียนอยู่ในกาย ทำเพื่อส่วนรวมมาไม่น้อยทว่าไม่ยอมบอกใคร ตำหนักฤดูร้อนที่ถูกทำนุบำรุงสร้างขึ้นใหม่ก็เป็นฝ่ายทูลขอเอง เหมือนกับว่าทั้งรักที่จะอยู่..และต้องการที่จะจากเพื่อหนีความทรงจำอันโหดร้าย

 



นานมากแล้วกับความสับสนในใจ นานมากแล้วที่ต้องคอยสร้างกำแพงหนามาปกป้องสภาพจิตใจอันบอบช้ำ มันนาน...จนไม่คิดว่าจะมีเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นในชีวิตตัวเองซ้ำเป็นครั้งที่สอง

 



โชคดีที่สวรรค์ไม่กลั่นแกล้งพรากเอาชีวิตคนที่เขารักไปอีกครั้ง โชคดีที่เขาและคนรักยังมีโอกาสได้อยู่ด้วยกัน...ช่างโชคดี...โชคดีเหลือเกิน...

 





 

“ท่านว่าปาฏิหาริย์มีอยู่จริงไหม”

 


“หากการที่ท่านยังอยู่ตรงนี้เรียกว่าปาฏิหาริย์ ก็คงมีจริง”


 

“ในสาส์น...เสด็จแม่บอกว่าพระองค์ไม่รู้สึกตัวแล้ว...จะมีปาฏิหาริย์เกิดขึ้นไหม มันจะเกิดขึ้นกับเราไหม?

 


“...”

 


“ทั้งที่พระอาการหนักถึงเพียงนี้เหตุใดจึงเพิ่งแจ้งข่าว เหตุใดจึงเพิ่งบอกกัน หรือว่าทุกคนลืมข้า---”

 


“เพราะทุกคนห่วงความรู้สึกท่าน”


 

“แล้วข้าไม่ห่วงหรือ? เหล่าท่านพี่จะเป็นอย่างไร เสด็จแม่จะเป็นอย่างไร ก่อนหน้านี้เสด็จพ่อต้องทรมานแค่ไหน...ข้า...ข้าเองก็ห่วงเหมือนกัน” องค์ชายสามใช้นิ้วโป้งช่วยปาดน้ำใสออกจากปรางนวลให้อย่างอ่อนโยน

 


หลังจากฝ่าบาทให้หมอหลวงเข้ามาตรวจร่างกายและถวายการรักษา สองสามีภรรยาก็ได้แต่นอนมองหน้ากันเงียบๆ บาดแผลเล็กๆน้อยๆภายนอกไม่ได้น่าเป็นกังวลเท่ากับสภาพจิตใจภายใน องค์ชายสามเพิ่งมารู้ไม่นานนี้ว่าที่พระชายาตนหนีรอดออกมาได้ก็เพราะอี้ชิงช่วยเหลือไว้ และสาเหตุที่ทำให้เกิดเพลิงไหม้ก็เป็นเพราะใจความในสาส์นที่ได้รับจากทหารแผ่นดินเปี้ยน


 


ป๋ายเซียนเล่าได้ไม่สมบูรณ์นัก ติดๆขัดๆไปด้วยเสียงสะอื้นแต่เขาก็พอจะประติดประต่อเรื่องได้

 



“ราษฎรจะเสียขวัญกำลังใจแค่ไหนหากรู้ว่าฝ่าบาทกำลังจะสิ้น”


 

“เราห้ามมันไม่ได้หรอกป๋ายเซียน” อุ้งหัตถ์อุ่นวางลงบนขมับน้อยเบาๆ ลูบผ้าปิดแผลนั้นอย่างทะนุถนอม สายตายังคงคอยมองพระพักตร์อ่อนเยาว์ที่มีแต่คราบน้ำตา “ตอนที่ข้าเสียนางไป มันก็ยากที่จะปล่อยวางเหมือนกัน”


 

“ฮึก...”


 

“ยิ่งกว่าโลกทั้งใบพังลง”


 

“ทำอย่างไรดี ฮึก...ข้าควรทำอย่างไร”


 

“เข้มแข็งไว้ อยากร้องก็ร้องเสียตั้งแต่ตอนนี้ให้พอ แล้วต่อไปจงอย่าร้องอีก เพราะคนที่เฝ้ามองดูท่านอยู่ก็ปวดใจไม่แพ้กัน” เป็นอีกครั้งที่ร่างน้อยโผเข้าหาอ้อมกอดของพระสวามี เขาโหยหาที่พึ่ง สะอึกสะอื้นด้วยความเสียใจ ความรู้สึกมากมายกำลังประเดประดังเข้ามาจนตั้งรับไว้ไม่ทัน  


 

ทั้งตกใจกับเหตุการณ์ไม่คาดฝัน เสียใจกับข่าวร้ายที่เพิ่งรับรู้ผ่านสาส์นฉบับนั้น และตื้นตันในความรักความห่วงใยที่องค์ชายสามมีให้

 


“ขอโทษที่ทำให้เป็นห่วง”


 

ภาพขององค์ชายสามที่นั่งคุกเข่าร่ำไห้อย่างเจ็บปวดต่อหน้าทุกคนยังคงติดตา หากรู้ว่าจะทำให้อีกฝ่ายต้องตกใจถึงเพียงนี้เขาคงมาให้เร็วกว่านี้  


 

แต่เพราะยังมีอี้ชิงให้ต้องคอยห่วง เพราะความสะเพร่าของตัวเองแท้ๆคนอื่นถึงพลอยเดือดร้อนไปด้วย องครักษ์ผู้ภักดีต้องถูกไฟลวกที่แขนซ้ายก็เพราะเสี่ยงอันตรายเข้าไปช่วยชีวิตเขา ก็เพราะเอาแต่พะวงอยู่กับขลุ่ยผิวที่พระบิดาประทานให้ ไหนจะขนมที่อุตส่าห์ทำไว้ ทั้งที่รู้ว่ามันอยู่ไกลกันแต่ก็ยังจะโลภห่วงอะไรไม่เข้าท่าอี้ชิงถึงต้องมาเจ็บตัวแทน

 


เสียเวลาอยู่ในนั้นจนเกือบเอาชีวิตกันไม่รอด แต่ก็หนีออกมาได้อย่างหวุดหวิด หน้าต่างไม้ที่พากันกระโจนออกมาไฟลุกท่วมไล่หลังอย่างน่าใจหาย และกว่าจะหาคนมาช่วยอี้ชิงได้ก็นานพอที่จะไม่รู้ว่าใครบ้างกำลังตามหา

 


ตอนทราบเรื่องจากขันทีว่าองค์ชายสามเข้าไปตามหาตนในกองเพลิงใจหล่นวูบราวกับจะไม่ได้พบกันอีก รีบฝากฝังอี้ชิงไว้กับพวกทหารก่อนจะวิ่งมายังหน้าตำหนักเล็ก และแทบขาดใจตอนที่เห็นว่าอีกฝ่ายกำลังร่ำไห้จะเป็นจะตายเพราะหากันไม่เจอ

 



“ขอโทษจริงๆ”


 

องค์ชายสามส่ายศีรษะ


 

“แค่ปลอดภัยก็ดีแล้ว”


 

“แต่ข้าทำให้ทุกคนต้องวุ่นวาย ข้าทำลายตำหนักเล็ก”


 

“จะทำลายอีกกี่ตำหนักก็ช่าง แค่ยังปลอดภัยกลับมาหาข้าก็พอ” ถ้อยคำห่วงใยระคนเอาแต่ใจนั้นทำคนฟังอยากยิ้มทั้งน้ำตา ผละใบหน้าออกมาจากอกอุ่นก่อนจะเงยขึ้นมองสบตากับดวงเนตรคมใต้แสงสลัวในห้องนอนห้องเดิม...ที่ไม่ได้มากล้ำกรายเป็นเวลานาน


 

“ข้าไม่ควรให้เรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นในวันเกิดของท่าน...”


 

“รู้วันเกิดข้าด้วยหรือ?


 

“อืม”


 

“งั้นเหรอ”


 

“...”


 

“ช่างเถอะ ไม่สำคัญหรอก ก็แค่วัน---”


 

“สำคัญสิ”


 

“...”


 

“ไม่ว่าอดีตท่านจะเคยฝังใจกับเรื่องอะไร แต่ในวันนี้ข้าไม่อยากให้ท่านจดจำแต่สิ่งไม่ดีเลยจริงๆ” เสียงของเขาเบาลงเมื่อปลายจมูกโด่งโน้มลงมาแตะที่ระหว่างคิ้ว..มอบจุมพิตลงบนเปลือกตา..ไล่ลงมาถึงปลายจมูกเล็ก การกระทำอันแสนอ่อนโยนและอ้อมแขนแข็งแรงที่ยังคงโอบกอดกันไว้ทำให้ป๋ายเซียนรู้สึกอุ่นใจ

 


เหมือนกับว่าไม่ว่าจะเจอกับเรื่องร้ายอะไรเขาจะยังคงปลอดภัยและผ่านมันไปได้พร้อมกับอีกฝ่าย

 


“อืม ข้าจะพยายามไม่คิดถึงมัน และจดจำแต่เรื่องดีๆอย่างเช่นการมีท่านอยู่ด้วยกันตรงนี้...”

 


“ท่านเองก็อย่าเพิ่งคิดอะไร ทำใจให้สบายแล้วนอนพักเถิด”

 

 





 



 

 

 

วันต่อมา ภายในราชสำนักยังคงวุ่นวายกับการจัดการซากความเสียหายของพระตำหนักเล็ก ฝ่าบาทมีราชโองการให้ขุนนางหลายฝ่ายลงไปช่วยดูแลความเรียบร้อย ขณะที่ฝั่งตำหนักฤดูร้อนมีเชื้อพระวงศ์เสด็จลงมาเยี่ยมองค์ชายสามและพระชายากันถึงหลายพระองค์ ทรงแสดงความห่วงใยและให้หมอหลวงมาถวายการรักษา ตรวจตราให้แน่ชัดกันอีกคราว่านอกจากบาดแผลเล็กๆน้อยๆภายนอกแล้วทั้งคู่ยังบาดเจ็บตรงไหนอีกหรือเปล่า

 


ซึ่งองค์ชายสามก็เพิ่งแสดงอาการว่าเจ็บไหล่ด้านขวาเอาวันนี้ บริเวณที่ถูกคานไม้พังลงมาทับเมื่อคืนบวมขึ้นอย่างเห็นได้ชัด และดูเหมือนว่าเจ้าตัวจะขยับแขนข้างนั้นได้ยากลำบากจนถูกสั่งห้ามให้ใช้แรงไปอีกหลายวัน ส่วนพระชายาตัวน้อยนั้นไม่ได้เป็นอะไรมาก มีเพียงแผลแตกบริเวณเหนือหน้าผากที่ไม่ได้ใหญ่อะไร นอกนั้นก็เป็นรอยขีดข่วนประปราย ซึ่งก็คงจะหายในเร็วๆวัน

 

 

 

“ไหวไหมขอรับท่านจงอิน”


 

ด้านองครักษ์ที่เพิ่งผ่านความเป็นความตายมาเหมือนกันเมื่อคืนก็มีสภาพไม่สู้ดีเท่าไหร่ ใช่ว่ามีบาดแผลหรือช้ำในตรงไหน หากแต่เพราะต้องวิ่งวุ่นทั้งคืนจนไม่ได้หลับไม่ได้นอน เช้ามายังต้องอยู่ถวายการรับใช้ต่อ จะผลัดเปลี่ยนเวรกับแทมินก็ไม่ได้เนื่องจากแฝดน้องต้องอยู่ดูแลอี้ชิงที่นอนกระสับกระส่ายไข้ขึ้นตามรับสั่ง

 


เพราะเหตุนั้นเขาจึงมีสภาพอิดโรยอย่างคนอดนอนให้พวกทหารคนสนิทนึกเป็นห่วงกัน หรือไม่ก็ถามไถ่ตามหน้าที่ไปอย่างนั้น เพราะขณะที่กำลังฟุบหน้านั่งหลับ..หันหลังให้กับโลกตอนกลางวันหูของเขาก็ยังดีพอที่จะได้ยินเสียงหัวเราะน่ารำคาญพวกนั้นอยู่ดี

 


“รับชาร้อนๆสักหน่อยไหมขอรับ?” การนอนไม่พอเป็นอะไรที่น่าหงุดหงิด แต่ที่น่าหงุดหงิดยิ่งกว่าคือการถูกรบกวนเวลานอน  “หรือจะเป็นผ้าเย็น พวกข้าจะได้ให้นางกำนัลไปเตรียมมาให้”

 


“ไม่เอา”

 


“จะได้สดชื่นไงขอรับ”


 

“ไปให้พ้น”


 

“แต่ท่านแทมินสั่งไว้ว่าให้พวกข้าดู---”


 

หนึ่ง


 

เสียงนับเลขดังขู่พวกทหารทั้งที่ยังฟุบหน้าอยู่กับโต๊ะหินอ่อน


 

ขี้เซาแบบนี้น่าเป็นห่วงแทนคนที่จะมาเป็นเมียจริงๆ...เสียงกระซิบกระซาบที่ดังอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลองครักษ์ผิวแทนได้ยินชัดเต็มสองหู มือกร้านจับด้ามดาบที่วางอยู่ข้างลำตัว พยายามอย่างยิ่งที่จะไม่ชักมันออกจากฝักแล้วบั่นคอเจ้าพวกเหิมเกริมเสียตั้งแต่ตอนนี้


 

นี่ถ้าท่านแทมินไม่สั่งนะ...อย่าหวัง


 

เออ กับลูกน้องล่ะดุอย่างกับเสือ กับสตรีงามล่ะอบอุ่นยิ่งกว่าแสงตะวัน


 

ฮ่ะๆ อย่าเสียงดังไป หูยิ่งดีๆอยู่


 

สอง


 

ชะอุ่ย...


 

ได้ยินหรือเปล่าวะ


 

น่าจะรู้กันดีว่ากว่าเขาจะปลีกวิเวกออกมาหามุมสงบฟุบหลับเอาแรงได้ไม่ใช่ง่ายๆ และเขาเกลียดการถูกรบกวนเวลานอนยิ่งกว่าอะไร ทว่าพวกมันก็ยังกล้าแหกทุกเงื่อนไขอย่างไม่กลัวชีวิตตัวเองจะหาไม่...จงอินคิดว่าที่ผ่านมาตัวเองคงใจดีเกินไป


 

เอาไงดี ไปหรืออยู่ อยู่หรือปะ---

 


 

ชิ๊ง!!~

 

 

 

“เฮ้ย!


 

ทหารปากกล้าสองนายผงะถอยหลังแทบจะทันใด จ้องปลายดาบสีเงินของท่านองครักษ์ที่อยู่ดีๆก็ลุกพรวดขึ้นมาพร้อมกับอาวุธในมือ หน้าตาบอกบุญไม่รับ ติดจะหนักไปทางเอาจริงถึงได้ย่างสามขุมเข้ามาหา คมดาบที่ถูกง้างขึ้นมาช่างน่ากลัว สองทหารจึงได้ยืมตัวผู้เข้ามาใหม่ไว้เป็นที่กำบัง!

 

 


“อย่า!!!

 


 

“อ...!

 


 

ขวั่บ!~

 

 


จงอินรีบตวัดคมดาบไปอีกทาง ถลึงตาผ่านไหล่แคบให้กับทหารตัวโตสองนายที่กล้าเอาตัวชายร่างเล็กมาบังไว้ข้างหน้า พอชี้นิ้วคาดโทษก็พากันวิ่งเผ่นออกไป ทิ้งผู้ที่เกือบโดนลูกหลงไว้กับเขาเพียงลำพัง

 



เป๊าะ…

 

 


“อ๊ะ...”

 


“ลืมตาได้แล้ว” จงอินส่ายหน้าพลางยิ้มขำให้กับชายตัวเล็ก ท่าทางกลัวมากถึงได้เอาแต่ยืนหลับตาปี๋ กระทั่งเขาแกล้งดีดหน้าผากเรียกสตินั่นแหละอีกฝ่ายจึงจะยอมลืมตาขึ้นมา

 


“ตกใจหมดเลยขอรับ”

 


“ข้ากำลังจะสั่งสอนพวกทหาร เจ้าทะเล่อทะล่าเข้ามาเอง” ดวงตาโตๆจ้องมองแผ่นหลังแสนดูดีของท่านองครักษ์ตำหนักฤดูร้อนตาปริบๆ บ่นพึมพำอย่างงุนงงว่าเป็นความผิดตัวเองหรอกหรือที่เข้ามาผิดจังหวะ กระนั้นสองเท้าก็เดินตามหลังองครักษ์หนุ่มไปในศาลาริมสระบัวต้อยๆ ก่อนจะนั่งลงฝั่งตรงกันข้าม มีโต๊ะกลมหินอ่อนคั่นตรงกลางไม่ให้ทั้งสองใกล้กันเกินไป

 


“เจ้ามาทำอะไร ไม่ต้องอยู่ถวายการรับใช้องค์ชายห้ากับท่านหมอหลวงรึ”

 


“องค์ชายห้ากำลังคุยกับองค์ชายสามน่ะขอรับข้าจึงไม่อยากอยู่กวน ส่วนพระอาจารย์กำลังตรวจไข้ให้ท่านอี้ชิง"



"อ่อ"



"ได้ยินจากท่านแทมินว่าท่านเหมือนจะป่วย ข้าเลย เอ่อ..แวะมาดู”

 


“ก็แค่นอนไม่พอไม่ได้จะป่วย” ไม่น่าเชื่อว่าแค่รอยยิ้มเหนื่อยๆของจงอินก็ยังสามารถทำให้ใจคยองซูเต้นแรงได้ “แต่ถ้าอยากแน่ใจจะตรวจดูหน่อยก็แล้วแต่ แทมินคงส่งเจ้ามาอีกคนสินะ...” แต่ให้ตายสิ การไถลตัวบนโต๊ะพร้อมกับยื่นหน้าช้อนตามาทางนี้ อีกฝ่ายจะรู้บ้างไหมว่าได้ทำให้ลมหายใจผู้อื่นสะดุด

 


“เอาสิ อยากตรวจตรงไหนก็ตรวจ”

 


คยองซูมองใบหน้าแสนดูดีแล้วได้แต่คิดว่าอีกฝ่ายคงจะเป็นที่นิยมในหมู่สตรีมากแน่ๆ อาจไม่ได้สมบูรณ์แบบราวกับรูปปั้นเหมือนเหล่าองค์ชาย แต่เสน่ห์แปลกๆนั่นมันก็ยากที่จะละสายตา

 


โชคดีที่ไม่ว่าตัวเองจะเขินแค่ไหนใบหน้านิ่งก็จะช่วยปิดซ่อนไว้ ไม่เช่นนั้นอีกฝ่ายคงได้รู้ความในใจ...ว่ามีใครคนหนึ่งกำลังแอบหลงรักอยู่

 


“ขออนุญาตนะขอรับ”

 


แต่ถึงจะเป็นแค่การแอบรัก แต่การได้มีโอกาสสัมผัสใบหน้าผู้ที่ตัวเองชอบมันก็ไม่ได้มีกันง่ายๆไม่ใช่หรอ? คยองซูใช้หลังมืออังแก้มอุ่นๆของจงอิน...

 


“มือเจ้าเย็นชะมัด”  ริมฝีปากรูปหัวใจเม้มเข้าหากันแน่นด้วยความประหม่า ใจเต้นแรงแทบจะหลุดออกมา ที่จริงแค่ตั้งใจแวะมาหา อยากคุยอยากเห็นหน้า คุยกันธรรมดาอย่างคนที่รู้จักกันทั่วๆไปไม่ได้หวังอะไรเช่นนี้เลย

 


“แต่แก้มท่านอุ่นมากเลยขอรับ...”

 


คนฟังเลิกคิ้วมองคนตัวเล็กที่ดูเหมือนจะหลุดปากพูดออกมาโดยไม่รู้ตัว อมยิ้มให้อย่างนึกเอ็นดู คยองซูช่างเป็นเด็กที่ตลกจริงๆ เจอกันกี่ครั้งก็แสดงท่าทางตื่นกลัวต่อกันเสมอ แต่นั่นก็น่ารักทีเดียว...

 


“เจ้าโตเป็นหนุ่มแล้ว ถามอะไรหน่อยสิ”

 


“ขอรับ?

 


“มีคนรักหรือยัง”

 


“...!

 


“ฮ่ะๆ ทำหน้าตกใจเช่นนี้แสดงว่ามีแล้วสินะ”

 


“ไม่..มะ ไม่มีหรอกขอรับ”

 


“ไม่มีเลยหรือ?

 


“อืม”

 


“แล้วคนที่ชอบล่ะ?” ดูเหมือนว่าเรื่องของบัณฑิตตัวเล็กจะน่าสนใจ องครักษ์คนขี้เซาคนก่อนถึงได้หายไป เหลือไว้แต่ท่านจงอินที่แสนใจดี ชายหนุ่มดีดตัวขึ้นมานั่งเท้าคางจ้องหน้าคยองซู ไม่ได้รู้เลยว่าการกระทำของตัวเองกำลังทำให้อีกคนหายใจลำบากแค่ไหน

 


“ก็...ขอรับ”

 


“ใครรึ? ข้ารู้จักไหม” ตามจริงเขาไม่ได้ช่างสอดรู้เรื่องใคร แต่เพราะเห็นว่าอีกฝ่ายเพิ่งโตเป็นหนุ่ม อีกทั้งคุ้นเคยกันดีจึงถามเล่นสนุกๆเผื่อจะมีคำแนะนำดีๆให้อย่างคนที่ผ่านน้ำร้อนมาก่อน

 


ไม่นึกว่าจะทำให้อีกคนต้องเงียบไป ทั้งสายตาที่ใช้มองกันอยู่ดีๆก็กลายเป็นมีความหมายขึ้นมา เหมือนกับว่ามันกำลังสื่อความนัย...รอยยิ้มใจดีของจงอินค่อยๆจางลง

 


ขณะเดียวกันคยองซูได้ผินหน้าหนีไปอีกทาง ทั้งที่ยังไม่ทันได้เอ่ยคำใดบรรยากาศกลับกลายเป็นว่าไม่เหมือนเดิม “ข้า..ขอตัวกลับไปหาองค์ชายห้าก่อนนะขอรับ”

 


“เดี๋ยว”

 


“...”

 


“เจ้าคงไม่ได้คิดอะไรอย่างที่ข้าเป็นกังวลหรอกใช่ไหม?

 


คยองซูยิ้มเศร้าให้กับตัวเอง โชคดีที่ยืนหันหลังให้กับผู้ถาม เพราะถ้าหากเผชิญหน้ากันเขาไม่รู้จริงๆว่าตัวเองจะสามารถเก็บสีหน้าไว้ได้ดีแค่ไหน...ดูๆไปก็เหมือนจะไม่สมหวังในรักตั้งแต่ยังไม่ทันได้เริ่มเลยสินะ

 


“แล้วถ้าข้าคิดล่ะขอรับ”

 


ถ้าจะไม่สมหวัง ก็ขอให้กระจ่างในเหตุผล จะได้ไม่ต้องมีคำถามใดติดค้างในใจ เสียใจก็จะได้ปลอบตัวเองถูก ไม่ต้องคิดเองเออเอง

 

 


“ก็อยากจะให้ตัดใจ”

 


 


ใจร้าย...

 


 


“หรือไม่ ถ้าคิดว่าตัวเองไม่กลัวจะต้องเสียใจเพราะคนเจ้าชู้...”

 

 


 

“ก็ลองมาเรียนรู้กันดู” 

 

 

 



 

 

 


“ตอนหัวค่ำข้าจะเข้ามาดูไหล่เจ้าอีกรอบ ระหว่างนี้ก็อย่าขยับให้มากนักล่ะ”


 

“อืม” คำขอบคุณมาซึ่งรูปแบบปัดมือไล่ องค์ชายห้าเห็นแล้วช่างซึ้งใจเหลือเกิน เขาส่ายหน้าปลงให้กับพี่น้องร่วมสายเลือดก่อนจะเก็บอุปกรณ์ของตัวเองให้เรียบร้อย ลุกออกจากห้องบรรทมไปโดยได้พระชายาขององค์ชายตัวดีตามมาส่งถึงหน้าประตู

 


ไม่รู้ว่าบัณฑิตคนสนิทหายตัวไปไหน บางทีอาจจะอยู่กับหมอหลวงก็เป็นได้ถึงมองหาเท่าไหร่ก็ไม่พบ ร่างโปร่งขององค์ชายห้าก้าวออกจากพระตำหนักฤดูร้อนไปโดยไม่คิดรอใคร

 


เพราะเขาไม่โปรดการมีทหารหรือนางกำนัลจำนวนมากมาเดินติดตาม อีกอย่างเขาใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับห้องปรุงยาไม่ได้ออกไปไหน ดังนั้นเมื่อเสด็จออกจากตำหนักทีไร หากไม่ใช่คยองซูหรือคนที่ถูกเรียกใช้งานจริงๆก็จะเห็นว่าเขามักเดินคนเดียว

 


ระหว่างทางซึ่งออกมาไกลจากตำหนักฤดูร้อนไม่มาก พลันสายตาประสานเข้ากับใครบางคนที่กำลังจะเดินสวนมาพอดี บุรุษร่างบางผิวขาวซีดในชุดขุนนางสีครีมตัดแดงเลือดนกชะลอฝีเท้า ทั้งที่เมื่อก่อนคงจะเดินผ่านกันไปเหมือนคนไม่เคยรู้จัก ทว่าวันนี้อีกฝ่ายกลับหยุดค้อมตัวถวายความเคารพเขา

 


"..."



 องค์ชายห้าหลุบเนตรลงมอง จ้องใบหน้าหวานที่กำลังยิ้มให้อย่างเจียมเนื้อเจียมตัว ไม่ได้ทำเชิดใส่หรือวางท่าทางอวดดีอย่างที่เคยทำอีกแล้ว

 


“จะไปหาชานยอลหรือ?

 


ถามทั้งที่รู้คำตอบดีแก่ใจ เดินมาทางนี้จะไปไหนได้หากไม่ใช่ตำหนักฤดูร้อน เขาไม่ได้รู้สึกเจ็บปวดอะไร กำลังข้องใจกับมือข้างที่มีผ้าพันแผลพันเอาไว้ลวกๆนั่นมากกว่า


 

“พ่ะย่ะค่ะ แต่ไม่รู้ว่าจะได้รับอนุญาตหรือเปล่า”

 


“หากองค์ชายเปี้ยนอนุญาตเจ้าก็คงได้เข้าไป” ลู่หานยิ้มรับ รู้ว่าองค์ชายห้าไม่ได้พูดประชดประชัน แต่มันเป็นเรื่องที่รู้กันดีอยู่แล้ว และเขาเองก็เริ่มไม่รู้สึกอะไร...เหตุการณ์เมื่อคืนทำให้เขาบอกตัวเองว่าจะตัดใจ ยอมพ่ายแพ้ให้กับความรักที่ทั้งสองพระองค์มีให้กัน

 

 


ลู่หานยอมแล้ว

 


 

“มือเจ้า”

 


“อ่อ...” ลู่หานยกมือข้างที่องค์ชายห้ากำลังจับจ้องขึ้นมา “ถูกไฟลวกนิดหน่อย แต่ไม่เป็นไรหรอก อึดอย่างข้าแผลแค่นี้ทำอะไรไม่ได้อยู่แล้ว”

 


“เจ้าห่วงชานยอลมากจริงๆ”

 


“องค์ชายเคยช่วยชีวิตข้าไว้ ชีวิตแลกด้วยชีวิต...อีกอย่างข้าทำผิดเอาไว้มาก ต่อให้ต้องบุกน้ำลุยไฟข้าก็จะไป” ลู่หานมองมือตัวเอง ก่อนจะรู้สึกได้ว่าบรรยากาศรอบข้างมันเงียบลง พอเงยหน้าขึ้นก็พบว่าองค์ชายห้ากำลังจ้องตนอยู่ ดวงเนตรรีเรียวมองเขาราวกับเด็กที่เพิ่งได้ยินพ่อแม่พูดว่ารักพี่ชายคนโตมากกว่า 

 


และนั่นทำให้เขายิ้มออกมาเบาๆ

 


“อย่าทรงคิดว่าข้ารักหรือห่วงแต่องค์ชายสามผู้เดียวเลย เพราะกับเชื้อพระวงศ์พระองค์อื่น หรือแม้แต่พระองค์เองข้าก็คงจะทำเช่นเดียวกัน” ไม่ได้บอกเพื่อให้ความหวัง ไม่ได้แสร้งพูดเพื่อให้ตัวเองดูดี แต่เขารู้สึกอย่างนั้นจริงๆ กับผู้ที่ห่วงใยกันมาตลอดไยเขาจะไม่รักไม่ห่วง ถึงจะเคยเดินผิดทางแต่ความจงรักภักดีต่อเชื้อพระวงศ์และบ้านเมืองยังคงมีเปี่ยมล้น

 


“ข้ากำลังตัดใจ”


 

“ข้าก็เช่นกัน”

 


ฟังแล้วแอบรู้สึกใจหาย แต่ไม่ว่าจะอย่างไรลู่หานคิดว่านี่คือคำที่น่ายินดีที่สุดแล้ว เขายืนส่งยิ้มจางๆให้ ขณะที่องค์ชายห้ากำลังง่วนอยู่กับการหาอะไรบางอย่างในกระเป๋ายาซึ่งสะพายไว้ข้างลำตัว

 


“อะ...”


 

ลู่หานก้มลงมองห่อกระดาษขนาดเท่าอุ้งมือที่องค์ชายห้าได้ประทานให้ เขารับมันไว้ก่อนจะค้อมศีรษะขอบคุณ

 


“เอาไปต้มดื่มให้หมดห่อ แล้วเอาใบยาที่เหลือนั้นไปประคบแผลต่ออย่าได้ทิ้ง ที่สำคัญจงดื่มน้ำสะอาดให้มากๆ และจะให้ดีเจ้าควรไปให้หมอตรวจดูเพื่อความแน่ใจ” ลู่หานพยักหน้ารับ ซึ้งในน้ำพระทัยที่ไม่ว่าเมื่อไหร่องค์ชายห้าก็มีให้เขาเสมอ

 


“เก่งแค่ไหนก็ต้องรู้จักห่วงตัวเอง”

 


“อืม”

 


“รักษาตัวด้วย ข้าขอตัวก่อน...”

 

 


รักษาตัวเช่นกันองค์ชาย...

 





 


 

 

ภายในห้องบรรทมตำหนักฤดูร้อน องค์ชายสามกำลังนั่งอ่านตำราบนโต๊ะเล็กกลางห้อง ส่วนองค์ชายป๋ายเซียนนั่งทำความสะอาดขลุ่ยอยู่กับนางกำนัลอีกมุมหนึ่ง...สายพระเนตรคอยเหลือบจ้อง ลุ้นว่าเมื่อไหร่พระสวามีจะหยิบขนมในจานขึ้นมาทานเสียที

 


ขนมที่เขาเพียรทำเองกับมือ หวงแหนยิ่งกว่าอะไรเพราะตั้งใจทำให้จนเกือบเอาชีวิตไปทิ้ง และเป็นขนมเพียงกล่องเดียวที่ไขว่คว้ามาได้ ซึ่งก็หวังเหลือเกินว่ามันจะถูกโอษฐ์เจ้าของวันคล้ายวันประสูติ แต่อีกฝ่ายก็ไม่ยอมแตะต้องมันเสียที อุตส่าห์ให้นางกำนัลนำใส่จานยกมาถวายให้ดิบดีกลับเลือกคว้าแต่จอกชาร้อน

 


ไม่รู้ว่าหน้าตามันไม่ดึงดูดเลยหรืออย่างไร จะบังคับให้เสวยก็คงไม่ใช่เรื่อง จะบอกว่าตัวเองเป็นคนทำให้ก็ไม่กล้า ป๋ายเซียนไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไร อีกทั้งอยากให้อีกฝ่ายได้ลองชิมและแสดงความเห็นอย่างตรงไปตรงมา ไม่ใช่เพราะว่าเกรงใจตนเหมือนพวกนางกำนัลที่ถามกี่ครั้งกี่คราก็บอกว่าดี   

 

 


ครืด...

 


 

นางกำนัลเปิดประตูห้องเข้ามา นางเดินแช่มช้าเข้าไปกระซิบกระซาบบอกอะไรกับองค์ชายสามสักอย่างก่อนที่จะกลับออกไป แทนที่ด้วยบุคคลใหม่ซึ่งป๋ายเซียนไม่ได้พบนาน

 


 

ลู่หาน...

 




 

“นั่งลงก่อนสิ”

 

 

ก่อนองค์ชายสามจะเอ่ยคำนี้เขาหันไปมองท่าทีของพระชายาด้วยความรู้สึกเกรงใจ เมื่อเห็นว่าป๋ายเซียนไม่ได้ว่าอะไรนอกจากมองเงียบๆ อีกทั้งตัวเองบริสุทธิ์ใจจึงได้ต้อนรับองครักษ์ของพี่ใหญ่เช่นเดียวกับหลายๆคน

 


“อาการเจ็บที่ไหล่ดีขึ้นหรือยังพ่ะย่ะค่ะ”

 


บทสนทนาทั่วๆไปดังเข้าหูป๋ายเซียนตลอด เขาทำเหมือนไม่สนใจทั้งที่หูคอยฟังเสียง ไม่ได้เกลียดชังลู่หานเข้าไส้เข้ากระดูกดำ แต่สิ่งที่องครักษ์ผู้จองหองเคยทำ การไม่เคารพให้เกียรติกันที่ผ่านมามันเลยทำให้เขาไม่ชอบใจสักเท่าไหร่

 


และไม่ใช่ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายมีใจให้ผู้ใด แต่จะกีดกันหรือขับไล่ให้ออกไปก็ดูจะไม่ใช่นิสัยของตน อย่างไรอีกฝ่ายก็เป็นถึงสหาย องค์ชายสามเองก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าใครสำคัญที่สุด เช่นนั้นแล้วอิสระเล็กๆน้อยๆเพียงแค่นี้ป๋ายเซียนให้ได้

 


อีกอย่าง ได้ยินมาว่าลูกเสนาบดีฝ่ายซ้ายผู้นี้ยอมเสี่ยงตายช่วยชีวิตองค์ชายสามไว้เมื่อคืน ก็ถือว่ามีคุณงามความดีให้ป๋ายเซียนพอมองข้ามเรื่องเก่าๆอยู่บ้าง  

 


“ป๋ายเซียน”

 


คนถูกเรียกหลุดออกจากโลกส่วนตัว มองไปที่พระสวามีก่อนจะรู้สึกงุนงงให้กับองครักษ์หน้าหวานที่ไม่รู้เข้ามานั่งคุกเข่าอยู่ตรงหน้าตนตั้งแต่เมื่อไหร่

 

 

ทั้งยังคำนับให้จนหน้าผากแนบพื้น

 

 

“เจ้าทำอะไร?

 


“ข้าจะกลับแล้วจึงมาทูลลาพ่ะย่ะค่ะ”  ทั้งน้ำเสียงที่ใช้คุยด้วยก็สุภาพผิดวิสัย สายตาทอดมองกันเหมือนรู้สึกผิดให้กับอะไร ป๋ายเซียนไม่อาจเข้าใจ..ได้แต่มองเจ้าของใบหน้าหวานค่อยๆลุกออกไปโดยที่ไม่อธิบายอะไรให้ฟังสักคำ

 


ส่วนองค์ชายสามนั้นก็เอาแต่อมยิ้ม ตบที่นั่งข้างๆเรียกให้เขาลุกไปหาโดยไม่ยอมบอกอะไรเช่นกัน

 

 


“สหายของท่านดูผิดหูผิดตาไปนะ ไปทำ---อ๊ะ! ร่างเล็กถูกรั้งให้นั่งลงบนตักแกร่ง “องค์ชาย” ไม่ได้ตกใจเพราะยิ่งกว่านี้อีกฝ่ายก็เคยทำมาแล้ว เพียงแต่อายสายตาของเหล่านางกำนัลที่ยังอยู่ด้วยกันในห้อง



“เราไม่ได้อยู่กันสองคน”


 

“นอกจากเราแล้วข้าก็ไม่เห็นว่าจะมีใคร” คำพูดนั้นทำให้ป๋ายเซียนหันกลับไปมองที่ที่ตัวเองเพิ่งลุกออกมา ปรากฏว่านางกำลังที่เคยนั่งอยู่ด้วยกันตรงนั้นได้หายไปกันหมดแล้ว


 

“ทีนี้ข้าจะทำอะไรก็ได้แล้วสินะ”

 


“ปวดไหล่จนขยับไม่ได้แล้วยังจะทำเป็นเล่นอีก”


 

ไวทั้งนาย ไวทั้งบ่าว


 

“เสียงขุ่นเช่นนี้คงไม่ได้เคืองที่ลู่หานมาหาข้าหรอกนะ”


 

“ข้าบอกท่านแบบนั้นหรือไง” องค์ชายน้อยขยับตัวให้นั่งบนตักแกร่งดีๆ แขนยาวข้างที่ไม่ได้เป็นอะไรก็ช่างรู้งาน กระชับเกี่ยวเอวกันไว้ทั้งยังวางมือลงบนสะโพกกลมแสดงความเป็นเจ้าข้าวเจ้าของ


 

“ก็เห็นว่าเอาแต่นั่งเงียบ”


 

“ก็ข้าไม่รู้จะพูดอะไร...” จะขัดบทสนทนาผู้อื่นหรือก็ดูเสียมารยาท องค์ชายป๋ายเซียนส่ายหน้าเป็นการยืนยันว่าไม่ได้ติดใจอะไรจริงๆ


 

พลันสายตาเหลือบไปเห็นจานขนมบนโต๊ะเล็กที่อยู่ใกล้แค่เอื้อม กำลังคิดอยู่ว่าจะให้อีกฝ่ายสนใจมันอย่างไรดี แต่ยังไม่ทันได้ทำอะไรคนมือเร็วก็ดันโต๊ะเตี้ยตัวนั้นออกไปให้พ้นทางเพียงเพราะคิดว่ามันเกะกะเสียก่อน


 

“อะไรรึ? ถามเพราะเห็นว่าคนบนตักทำท่าทางแปลกๆ หน้าตาหลากอารมณ์ สายตาอาลัยอาวรณ์อยู่กับจานขนมจนเขาต้องเหลียวมองตามอีกรอบ “จะกินหรือ?


 

“มัน...หน้าตาน่ากินออกนะ เหตุใดท่านจึงไม่หยิบมันมาชิมดูสักคำ”


 

“ขนมหน้าตาประหลาดนั่นน่ะหรือ


 

“...!


 

“ว่าจะถามนางกำนัลอยู่เหมือนกันว่านั่นโมจิหรืออะไร นอกจากไม่มีกลิ่นหอมแล้วยังมีกลิ่นไหม้ติดมาอีก ลูกก็ใหญ่ไม่เท่ากันเอาเข้ามาถวายได้อย่างไร”


  

“ของแบบนี้มันวัดกันที่หน้าตาหรือไง บางทีรสชาติมันอาจจะดี คนทำอาจจะตั้งใจทำถวายท่านก็ได้”


 

“หากตั้งใจมันควรออกมาดีกว่านี้สิ ถวายเชื้อพระวงศ์แท้ๆ”

 


“ทำถวายเชื้อพระวงศ์แล้วอย่างไร จะกินมันหน่อยไม่ได้เลยหรือ!


 

“...”


 

องค์ชายสามถึงกับยิ้มเก้อเมื่อพระชายาตัวน้อยขึ้นเสียงใส่เหมือนไม่พอใจอะไรบางอย่าง เขาจ้องพระพักตร์อ่อนเยาว์ไม่วางตา ก่อนจะกลั้วหัวเราะเบาๆออกมาพลางลูบปรางใสให้พระทัยเย็นลง “ก็แค่ขนมท่านจะฉุนเฉียวแทนทำไมกัน ข้าว่าคนทำไม่ได้ว่าท่านเสียหน่อย”


 

หารู้ไม่ว่ายิ่งพูดยิ่งแย่ องค์ชายน้อยพระพักตร์บึ้งตึงหนักกว่าเดิม 


 

“หรือว่าเป็นขนมของท่าน?


 

“...”


 

“ของท่านจริงหรือป๋ายเซียน?” คนถูกซักไซ้เกิดอาการจนมุม พยายามจะลุกออกจากตักแกร่งเพื่อคว้าเอาจานขนมนั้นไปให้ไกลทว่าองค์ชายสามไวกว่า


 

อาศัยช่วงแขนยาวจับมันให้ห่างจากหัตถ์น้อยที่พยายามเข้ามายื้อแย้ง หลบกันเป็นพัลวัน มื้อไม้พันกันมั่วไปหมดเพียงเพราะขนมหวานเพียงจานเดียว


 

“ท่านทำให้ข้า?


 

“มะ---เหวอ~


 

 

ตุ่บ!

 


 

เพราะคิดแต่จะเอาขนมกลับคืนจึงลืมไปว่าอีกฝ่ายกำลังเจ็บไหล่อยู่ ร่างเล็กเผลอโถมน้ำหนักตัวเข้าหาจนองค์ชายหนุ่มเสียหลัก ล้มหงายหลังลงไปนอนแนบพื้นแต่ก็ถูกดึงให้ตามไปด้วยกัน ร่างเล็กคร่อมอยู่เหนือร่างใหญ่นั้น...ลำตัวประกบกันจนรู้สึกถึงอัตราการเต้นของหัวใจ

 


 

“...”

 


“ขนม---อ๊ะ...”

 


คนใต้ร่างไม่ยอมให้อะไรมาสำคัญกว่า ใช้แขนข้างเดียวที่ยังขยับได้ถนัดรัดเอวน้อยไว้แน่น ไม่ปล่อยให้อีกฝ่ายได้ขยับไปไกลกว่าร่างกายตน ทว่าอีกพระองค์ก็ยังเอาแต่ห่วงขนมไม่เลิกรา ยื่นมือออกไปหาจานแล้วจับมันวางดีๆไม่ยอมให้มีชิ้นไหนตกหล่น

 


“ขนมก็ยังสำคัญกว่าข้าหรอ”

 


คนถูกเย้าหันมาค้อนให้น้อยๆ อยากโกรธที่อีกฝ่ายมาว่าขนมของตนแต่เอาเข้าจริงๆก็ทำไม่ลง...แค่โดนดวงเนตรคู่นั้นจ้องแทบไม่กะพริบก็ร้อนผะผ่าวไปทั้งหน้า



แล้วจะเอาอะไรไปสู้เขา

 


“ขนมนั่น ท่านทำให้ข้าใช่ไหม

 


“...”

 


“จะไม่ตอบกันจริงๆหรือ?

 


“ขนมหน้าตาน่าเกลียด...พยายามเท่าไหร่มันก็ได้แค่นั้น”

 


“ทำให้ข้าจริงๆสินะ”

 


“...”

 


องค์ชายสามเก็บรอยยิ้มไว้ไม่อยู่ รู้สึกเอ็นดูพระชายาตัวน้อยที่เอาแต่ทำสีหน้าเป็นกังวล “ไยไม่บอกกันตรงๆ” นิ้วหนาคลึงริมฝีปากเล็กเล่นอย่างมันเขี้ยว “เป็นชายาข้าแล้วยังต้องอายอะไรอีก”

 


“หากบอกตรงๆก็คงไม่ได้รู้ว่าที่จริงแล้วท่านคิดยังไง”

 


“ท่านควรคิดว่าข้าจะรู้สึกดีใจแค่ไหน มากกว่าคิดว่าข้าจะต้องคิดยังไงนะ” คนฟังทำตาปริบๆ “เพราะอะไรที่มาจากท่าน ต่อให้หน้าตาประหลาดกว่านี้ข้าก็จะชอบมันอยู่ดี” ป๋ายเซียนเอากำปั้นทุบอกแกร่งเบาๆ ไม่รู้ว่าควรจะดีใจหรือเสียใจ เพราะในขณะที่อีกฝ่ายบอกว่าชอบก็ยังไม่วายย้ำเรื่องรูปร่างหน้าตาขนมที่เขาอุตส่าห์ทำ

 


“อยากชิม ป้อนหน่อย”

 


เสียงทุ้มดังขึ้น ในใจลึกๆแอบเคืองขุ่นหากแต่ก็ยอมเอื้อมคว้าเอาขนมแป้งนุ่มของตัวเองมาป้อนถึงปากอีกฝ่ายอย่างว่าง่าย

 


“ไม่อร่อยก็ต้องกลืนมันลงไป ห้ามคายออกมา” องค์ชายหนุ่มหัวเราะในลำคอก่อนจะอ้าปากรับขนม สีหน้าพะอืดพะอมตอนแรกทำเอาองค์ชายน้อยหน้าเสีย ก่อนจะยิ้มโล่งอกไปทีเมื่อพบว่าอีกฝ่ายเพียงแกล้งเล่นเท่านั้น

 



“อร่อย...”

 



เจ้าของเสียงทุ้มเคี้ยวอย่างช้าๆ...ความหนึบหนับทำให้สันกรามคมได้รูปขยับไปมา นัยน์ตาจ้องอยู่แต่พระพักตร์น่ารักของพระชายาเสียจนคนมองเริ่มรู้สึกไม่ปลอดภัย...

 

 

 

มันนานเกินไป 

 

 


จะหลบตาไปทางไหนก็ยากเพราะใบหน้าใกล้กัน ทั้งร่างกายยังมาประกบกันอยู่อย่างนี้อีก

 

 


“อ...”

 


 

คางเรียวถูกเชยขึ้นเพื่อให้คนด้านใต้เชยชมความงามได้ถนัดถี่ นิ้วหนาค่อยๆไล่ไปตามโครงหน้าเล็ก...หยุดลงบนสายรัดใต้คางแล้วกระตุกปมออกช้าๆ หมวกโปร่งสีดำถูกปลดลงมา...องค์ชายสามสัมผัสกลุ่มผมนุ่มซึ่งทำเป็นมวยขึ้นตรงกลางศีรษะอย่างนึกเอ็นดู

 

 


“...”

 



ความเงียบยังคงโรยตัวไปทั่วพื้นที่แต่ไม่ได้ทำให้คนสองคนอึดอัดเท่าไหร่ แต่เสียงลมหายใจที่ผ่อนหนักเบาเป็นห้วงๆของกันและกันก็พาเอาใจสั่นทั้งคู่ เหมือนกับว่าต่างคนต่างกลั้นหายใจ มองสบตาแต่ไม่ยอมพูดอะไรได้แต่ลองเชิงและปล่อยให้การกระทำของฝ่ายหนึ่งดำเนินต่อ

 


 

“อึก...”

 

 


เสียงกลืนน้ำลายของผู้ที่อยู่ด้านบนดังชัดเมื่อถูกสัมผัสลำคอระหง องค์ชายสามไล่ปลายนิ้วไปตามผิวเนียนละเอียดของเขาอย่างค่อยเป็นค่อยไป ไม่ได้เร่งเร้า ไม่ได้บังคับ...ดวงเนตรดำขลับตรึงองค์ชายป๋ายเซียนให้หยุดอยู่นิ่งราวกับมีเวทมนต์  

 



พระหัตถ์ซุกซนค่อยๆแทรกผ่านเสื้อคลุมเข้าไปหยอกเย้าเนื้อนวล...เคล้นคลึงเนิบนาบให้องค์ชายป๋ายเซียนหลับตากัดปากอย่างทรมาน พยายามอย่างยิ่งที่จะไม่ส่งเสียงออกไปแต่องค์ชายสามก็ไม่เคยปรานี  เลือกทำลายความเงียบด้วยคำพูดที่ป๋ายเซียนฟังแล้วถึงกับร้อนไปทั้งร่าง

 



 

ไม่ได้มีอะไรกันนานแล้วนะ








CUT

(bio twitter)

 

 





























     CR.SQW
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 871 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

10,413 ความคิดเห็น

  1. #10357 EATWELL (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 13 กรกฎาคม 2563 / 13:38

    เจ้าน้องป๋ายเซียนขี้หวงแงงง

    #10,357
    0
  2. #10319 Pinkkaboo (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 19 มิถุนายน 2563 / 09:10
    น้องต้องเบาาาาาา
    #10,319
    0
  3. #10164 POWEROFMONEY (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 31 มกราคม 2563 / 10:54
    พี่ไหล่เจ็บอยู่ไงงง
    #10,164
    0
  4. #10093 ออมม่า (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 23 ธันวาคม 2562 / 20:24

    เขินวุ้ยยยยย

    #10,093
    0
  5. #10073 PRAE.VV (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 21 ธันวาคม 2562 / 02:09
    มันแบบโอ้โหหหหหหห เบาจ้าเบาาา
    #10,073
    0
  6. #9957 NayunT (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 11 พฤศจิกายน 2562 / 19:21
    สงสารองค์ชายหมอจัง แต่องค์ชายสามกับพระชายาก็ร้อนแรงกันจัง เหมือนเป็นไบโพล่าแล้วตอนนิ แงๆ
    #9,957
    0
  7. #9909 IPINOCKIO (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 29 กันยายน 2562 / 12:42
    ดูเหมือนเส้นด้ายของจงอินกำลังจะผูกกับคยองซูแต่เส้นด้ายของเซฮุนไม่เคยบรรจบกับลู่หานเลย เศร้านัก อยากเห็นองค์ชายห้ามีความสุขอ่ะ ชีวิตหมกอยู่แต่ในตำหนัก กลิ่นสมุนไพรกลิ่นยา ฮืออออออ มาคู่กับเรามา เราโอเคกับการมีแฟนเป็นหมอนะ เซฮุนเป็นหมอดูแลคนไข้ ส่วนเราจะดูแลหมออีกทีเอง อร๊ายยยยยย *เต๊าะเบอร์สิบจ้าาา*
    เกร้ดดดดกกกกกกกดดดกกดดกดด นี่มันฟ้าหลังฝนจริงๆ อย่าว่าแต่ชานยอล เราก็รอมานานแค่ไหนกว่าจะได้เห็นเค้าสองหนุงหนิงกันอีกครั้ง ฮือออออออออ จีบกันไปจีบกัน น่าร๊ากกกกกกกกกก คนพี่ไหล่เจ็บอยู่ก็ยังไม่เว้นแต่คนน้องสิแซ่บกว่า คุมเกมส์เลยน้าาาาาาาาา
    #9,909
    0
  8. #9872 heykiki (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 14 กันยายน 2562 / 00:11
    คือมันเป็นน่ารักโว้ยยยยยยยยย บ้าบอ
    #9,872
    0
  9. #9714 mmsays (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 31 มกราคม 2562 / 21:04
    ตลกคนพี่555555555555 ขนมประหลาด คำพูดคำจาหยอดคนน้องยังคงเหมือนเดิม55555555555
    #9,714
    0
  10. #9665 bemysunshine (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 11 พฤศจิกายน 2561 / 10:16
    เห็นลู่หานคิดได้ก็ดี ส่วนยัยที่เอาอกเอาใจตาพี่นั้นก็แซ่บนะจ๊ะ ยั่วๆบดๆดีจังเลยยย
    #9,665
    0
  11. #9618 Park Nokia. (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 22 ตุลาคม 2561 / 11:38
    เขินนน บ้าจริงงง
    #9,618
    0
  12. #9596 kunikuni (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 10 ตุลาคม 2561 / 22:14
    เขินจงอินมาก จะบ้าตาย
    #9,596
    0
  13. #9564 lad1988da (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 30 สิงหาคม 2561 / 21:25

    แขนเจ็บไม่เป็นอุปสรรคต่อการรังแกเมียเลยนะชายสาม

    ไคโด้นี่เอาจริงใช่ป่ะสู้ๆ

    ฮุนหานกลับมารักกันเถอะปวดใจแทนจัง




    #9,564
    0
  14. #9506 sunshinyi19 (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 10 สิงหาคม 2561 / 22:57
    จนถึงตอนนี้...องค์ชายสามก็ยังคงหยอดเหมือนเดิม55555
    #9,506
    0
  15. #9505 sunshinyi19 (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 10 สิงหาคม 2561 / 22:57
    คือบั่บบ เขินจงอินมากค่ะะะ อรั๊ยยย
    #9,505
    0
  16. #9328 CBforever (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 4 พฤษภาคม 2561 / 14:20
    อยากให้ฮุนฮาน ไคซู สมหวังจัง ฮือออออ
    #9,328
    0
  17. #9195 sehun-hunhan (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 8 เมษายน 2561 / 10:40
    ตอนนี้องครักษ์จงอินแย่งซีนสุด คนเจ้าชู้!!
    #9,195
    0
  18. #9098 _bebebeam_e (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 2 เมษายน 2561 / 00:54
    ชอบจงอินนนนน
    #9,098
    0
  19. #9097 _bebebeam_e (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 2 เมษายน 2561 / 00:54
    ชอบจงอินนนนน
    #9,097
    0
  20. #9079 HuangZiPrang (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 31 มีนาคม 2561 / 23:32
    ทรงเจ็บไหล่ ขยับแขนไม่ได้ไม่ใช่หรือเพค่ะองค์ชาย~~
    #9,079
    0
  21. #9078 HuangZiPrang (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 31 มีนาคม 2561 / 23:19
    แหม่ พ่อจงอิ๊นนนนน
    #9,078
    0
  22. #9054 areenachesani (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 30 มีนาคม 2561 / 22:28
    กระตุกยิ้มมุมปาก// ยักคิ้ว จึกๆ
    #9,054
    0
  23. #9039 Maylovechanbaek (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 30 มีนาคม 2561 / 11:32
    อมกกกก องค์ช๊ายยยยย
    #9,039
    0
  24. #8943 baekkiebaek (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 11 มีนาคม 2561 / 16:52
    ชอบคู่จงอินกะคยองอ่ะ ;^;
    #8,943
    1
  25. #8923 P-praery (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 9 มีนาคม 2561 / 19:22
    ไม่ได้มีอะไรนานแล้ว ประโยคเดียวเข้าจรัยยยย
    #8,923
    0