สะใภ้บรรณาการ (Chanbaek) -END-

ตอนที่ 33 : 31 - วันประสูติ (100%)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 23,685
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 596 ครั้ง
    2 ก.พ. 60


-31-

วันประสูติ



 

 

 




ป๋ายเซียนกำลังเครียด หงุดหงิดกับตัวเองที่ทำอะไรแล้วไม่ได้ดั่งใจ ไม่ว่าจะใส่ความตั้งใจลงไปเท่าไหร่ก็ดูเหมือนว่ารูปร่างหน้าตาขนมของตัวเองจะยังคงออกมาพิลึกพิลั่นอยู่เหมือนเดิม


 

ก้อนแป้งที่ฮันซังกุงปั้นให้ดูเป็นตัวอย่างมองเหมือนจะง่าย แต่พอลงมือทำตามจริงๆกลับไม่เป็นอย่างที่คิด จากที่ตั้งใจจะทำเล็กๆก็กลายเป็นใหญ่เบ้อเริ่มอย่างกับลูกหมั่นโถว นำไปนึ่งในหม้อก็ไหลหนืดติดกันจนเละไปหมด ถั่วที่นำไปเคี่ยวรวมกับน้ำตาลก็หวานเกินไป ซ้ำยังมีกลิ่นไหม้จากก้นหม้อติดมาด้วยอีกต่างหาก

 

 


ไม่เป็นไรนะเพคะ เริ่มดีขึ้นแล้ว ลองใหม่อีกสักหนก็น่าจะใช้ได้

 


 

ไม่เคยรู้สึกอดสูเท่านี้มาก่อน เขาได้ยินคำปลอบของฮันซังกุงบ่อยจนเริ่มหมดศรัทธาในตัวเอง ทั้งที่มันไม่ได้ดูยากเย็น นางในทำออกมาได้ประณีตน่าทาน อี้ชิงที่เป็นทหารลองมาปั้นก็ยังออกมาดูดี แต่ของป๋ายเซียนเองนี่สิ...เมื่อไหร่มันจะดูเป็นขนม!

 

 


จากที่ตั้งใจว่าจะทำหลายๆอย่างก็ลดหลั่นลงมาเหลือแค่ไม่มาก วัตถุดิบต่างๆถูกผลาญเอามาใช้ สภาพห้องเครื่องเละเทะ อุปกรณ์วางมั่วกันไปหมดตั้งแต่เขาเริ่มหยิบจับ แล้วยังต้องมาอึดอัดกับสายตาคอยลุ้นของเหล่านางในและองครักษ์ที่ยืนส่งกำลังใจให้ห่างๆอีก

 


 

ไม่รู้ควรเรียกว่ากำลังใจหรือสักขีพยานแห่งความอับอายดี  

 


 

สีพระพักตร์กระตือรือร้นตอนแรกเริ่มอิดโรย เหนื่อยกับการนวดแป้ง ดูแลหม้อเคี่ยว และอีกหลายสิ่งที่ต้องทำควบคู่กันไปแต่ก็ไม่ยอมหยุดพัก หมดเวลาทั้งวันไปกับการทำขนมที่ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะสำเร็จ...ทั้งวันจริงๆกับการขลุกอยู่แต่ในห้องเครื่อง จนตะวันใกล้ตกดินเขาถึงจะได้ขนมหวานที่คิดว่าทำได้ดีที่สุดมาอย่างละไม่กี่ชิ้น แต่นั่นก็ทำเอายิ้มออกมาได้ในรอบวันเลยทีเดียว

 


ฟ้าเริ่มมืดแล้วข้าจะนำกลับไปทำต่อที่ตำหนักก็แล้วกัน พวกเจ้าจะได้ไม่ลำบาก

 


“เพคะ? เอ่อ..ไม่พักสักหน่อยหรือ นี่ก็ดี---”

 


“ข้าอยากทำให้มันดีกว่านี้” ดีขึ้น แต่ยังไม่ดีพอ...หลังจากบอกไปอย่างนั้นทุกคนก็แทบจะมองหน้ากันในทันที นับถือความดื้อรั้นและความพยายามของพระชายาตัวน้อยสุดใจ กี่ครั้งแล้วที่เริ่มใหม่ กี่ครั้งแล้วที่ต้องเทขนมที่ตัวเองเพียรทำกับมือทิ้งลงถังขยะไป ต้องรักและใส่ใจแค่ไหนถึงจะทุ่มเทในสิ่งที่ตัวเองไม่ถนัดได้ขนาดนี้

 


 

“อี้ชิง เข้ามาช่วยข้ายกที”

 





 




ร่างสูงสง่าขององค์ชายสามยืนกอดอกหันหลังอยู่หน้าตำหนักเล็ก รอพบองค์ชายป๋ายเซียนที่ไม่รู้กำลังทำอะไรอยู่ สั่งทหารเข้าไปตามนานสองนานถึงยังไม่พากันออกมาเสียที

 


วันนี้เขาเสร็จงานค่ำ บวกกับมีเรื่องของลู่หานมาให้คิดจึงมาหาป๋ายเซียนช้ากว่าทุกวัน และเพราะตกลงกันไว้ว่าจะพบกันเพียงเวลาก่อนค่ำ เริ่มดึกเช่นนี้จึงได้แค่ยืนคอยอยู่ด้านนอก ไม่มีสิทธิ์รุกล้ำเข้าไปเหมือนอย่างตอนกลางวัน 


 

พระจันทร์คืนนี้ดูสวย...พระพักตร์งามเงยขึ้นชมเชยแล้วได้แต่ตั้งคำถามกับตัวเองว่าไยจึงเป็นเช่นนี้อยู่เรื่อยไป...วันเกิดเวียนใกล้เข้ามาบรรจบทีไรจันทร์ต้องเหมือนคืนนั้น สวยเด่นเต็มดวงอยู่กลางนภา ทว่าให้ความรู้สึกอ้างว้างเพราะไม่มีแม้แต่ดาวสักดวงมาปรากฏเคียงใกล้

 


เหมือนคืนนั้นไม่มีผิด...เหมือนฟ้ากลั่นแกล้ง ตามมาคอยย้ำเตือนว่าจันทร์ดวงนี้คือดวงเดียวกับคืนที่เขาต้องเสียพระมารดาไป ถึงไม่เคยรู้สึกดีใจเมื่อวันเกิดตัวเองใกล้เข้ามา มันทำให้รู้ว่านานเท่าไหร่แล้วที่ตนต้องเสียนางไปอย่างไม่มีวันได้กลับคืน

 

 

ทำไมวันนี้มาค่ำนักล่ะ

 


น้ำเสียงคุ้นหูที่ดังขึ้นข้างหลังช่วยเปลี่ยนสีพระพักตร์เรียบนิ่งให้คลายลง เหลือเพียงแต่บุรุษหนุ่มที่มีความสุขยามเมื่อพบคนรัก

 


“นั่นสิ...” เขาค่อยๆขยับเท้าเข้าไปหาองค์ชายน้อยที่กำลังเดินมาหาเขาไม่ต่างกัน พลันคว้าข้อแขนเล็กแล้วรั้งเข้ามารวบกอดหลวมๆทันทีเมื่อมีโอกาส ขณะที่ผู้ถูกฉกฉวยโอกาสทำได้แต่ทุบอกแกร่งด้วยกำปั้นเล็กๆไปที แต่นั่นหาได้ทำให้เขาสะทกสะท้านไม่

 


“คิดว่ามาค่ำแล้วเจ้าของตำหนักจะไม่ยอมออกมาต้อนรับแล้วเสียอีก” กลับกลั้วหัวเราะอย่างสำราญใจยามที่ได้ก้มลงมองพระพักตร์อ่อนเยาว์ใกล้ๆ

 


“ขำอะไรนัก”

 


“ไยวันนี้จึงดูมอมแมมนักล่ะ” ถามพลางใช้หลังหัตถ์ปัดปรางใสเบาๆ ปกติป๋ายเซียนสะอาดสะอ้าน เรียบร้อยตั้งแต่หัวจรดเท้า แต่วันนี้กลับปล่อยให้มีอะไรมาเปรอะผิวใสๆ ไม่รู้ว่าไปทำสิ่งใดก่อนจะออกมาพบกัน

 


“แป้งหรือ?” องค์ชายหนุ่มเลิกคิ้วมองผงขาวที่ติดอยู่ปลายนิ้วมือของตัวเอง “ไปเอาแป้งที่ไหนมาเล่น”

 


“ข้าไม่ใช่เด็กนะ” องค์ชายป๋ายเซียนจิ๊ปากให้ ปัดหัตถ์ใหญ่ออกทว่ามันก็ยังเด้งกลับมายุ่มย่ามบริเวณหน้าเขาอีกเหมือนเดิม

 

  

“แล้วผงอะไรติดตัวเยอะแยะ” ไม่ใช่แค่ปรางนวล แต่ชุดคลุมสีชมพูสดที่สวมใส่อยู่นั่นก็เลอะผงขาวเหมือนกัน ทั้งยังมีเหงื่อซึมอยู่เหนือหน้าผากมนทั้งที่อากาศไม่ได้จัดว่าร้อนอะไรเลย

 


“ไปทำอะไรมาฮึ? เอาเข้าจริงไม่ว่าจะเลอะเทอะมอมแมมอย่างไรมันก็ไม่ได้ลดทอนความน่ารักของพระชายาตนลงหรอก ที่ถามก็เพราะสงสัย อยากถามไถ่สารทุกข์สุขดิบในตอนที่ไม่ได้อยู่ด้วยกันเท่านั้นเอง

 


“ยุ่งน่า”

 


“พูดกับข้าดีๆหน่อยสิ”

 


“ก็ไม่ได้ทำอะไร”  องค์ชายสามหัวเราะ จ้องริมฝีปากเล็กเป็นกระจับที่ขยับตอบแล้วนึกอยากรังแก แพขนตาบางๆขยับขึ้นลงถี่ เจ้าของมันคงไม่รู้ว่านั่นคือการแสดงพิรุธออกมา  

 


“งั้นหรือ” เพราะปากแข็งแต่มักหลุดแสดงท่าทีให้รู้ทันแบบนี้ไง เขาถึงอยากแกล้งอยู่บ่อยๆ “ไม่ก็ไม่” แต่เพราะรู้สถานะของตัวเองตอนนี้ดีจึงไม่คิดทำให้เรื่องมันยากขึ้น ป๋ายเซียนบอกอะไรก็ต้องเชื่อฟัง ตราบใดที่ยังอยากให้อีกฝ่ายกลับมาก็ต้องยอมตามใจ



“ว่าแต่เสวยอะไรแล้วหรือยัง”

 


“อืม ท่านล่ะ”

 


“อืม กินแล้วเหมือนกัน”

 


“...”

 


“วันนี้ข้าจะได้นอนฟังเสียงขลุ่ยของท่านหรือเปล่า”

 


“ดึกแล้ว..”

 


“ดึกแล้วก็ไม่ได้หรอ”

 


“...”

 


“เสียงขลุ่ยก็ไม่ได้ฟัง ตักก็ไม่ได้หนุน” พระพักตร์งามก้มลงไปใกล้จนสัมผัสได้ถึงลมหายใจของกันและกัน  “แล้วจะหลับลงไหม”

 


ช่างเป็นสถานการณ์ที่ยากลำบากในความรู้สึกของป๋ายเซียน พยายามไม่มองสบตาแต่ใบหน้าก็ใกล้กันจนยากจะหลีกหนี องค์ชายสามไม่เคยปรานี...สร้างแต่ความรู้สึกปั่นป่วนให้กันอยู่ร่ำไป

 


“คราวหลังก็มาให้เร็วกว่านี้สิ มาค่ำมืดแบบนี้---”

 


“คนเป็นผัวเมียกันจะเจอกันตอนไหนก็ได้ไม่ใช่หรือ”

 


“...”

 


“ข้ารอนานแล้วนะป๋ายเซียน เมื่อไหร่จะกลับไปอยู่ด้วยกันซักที” ว่าเสียงอ่อน ซ้ำยังซบหน้าลงบนไหล่เล็กของพระชายาอย่างออดอ้อน “ไม่อยากนอนคนเดียวแล้ว...”

 


 

ให้ตาย...

 

 


ป๋ายเซียนรู้สึกเกลียดสถานการณ์แบบนี้จริงๆ ไม่ใช่ครั้งแรกที่องค์ชายสามพยายามอ้อนขอความเห็นใจ มันก็เป็นเสียแบบนี้ทุกครั้งแต่ก็ไม่เคยชินสักที กลับยิ่งเขินยิ่งใจสั่น อยากจะบอกเหมือนกันว่ายอมแพ้แล้วแต่ก็ไม่รู้จะพูดอย่างไร

 


 

ก็มันอายนี่นา...

 


 

“ป๋าย---

 


“พรุ่งนี้”

 


“...”

 


ป๋ายเซียนเม้มปากด้วยความรู้สึกประหม่า “ข้าจะให้อี้ชิงนำคนมาย้ายของออกจากตำหนักนี้ไปที่ตำหนักฤดูร้อน”

 


องค์ชายสามผละตัวออกจากร่างเล็กแทบจะทันใด จ้องพระพักตร์อ่อนเยาว์ด้วยดวงเนตรที่ไหวระริกเหมือนไม่อยากจะเชื่อหูตัวเอง “ป๋ายเซียน ท่าน...” ดีใจจนพูดไม่ออกเป็นอย่างไรเพิ่งเข้าใจ ดวงฤทัยเต้นแรงคล้ายกับจะหลุดออก “ท่านยอมกลับไปอยู่กับข้าแล้วรึ? จริงๆรึป๋ายเซียน?!

 


“อืม...”

 


รอยยิ้มสว่างไสวขององค์ชายหนุ่มทำเอาคนเป็นชายาอดยิ้มตามไม่ได้ ร่างน้อยถูกดึงเข้าไปกอดแทบจมอก ทั้งที่ท่าทางของอีกฝ่ายมันดูตลกทว่าป๋ายเซียนกลับน้ำตาซึมขึ้นมา เหมือนกับว่าเรื่องราวต่างๆถูกวางลง ทั้งโล่งอกทั้งอุ่นใจ และไม่เคยมีครั้งไหนที่เขาจะเห็นองค์ชายสามดูมีความสุขเท่ากับครั้งนี้มาก่อน

 


“ขอบคุณ”

 


“อืม”

 


“ขอบคุณที่ให้โอกาสข้า”

 


“ทำตัวดีๆล่ะ แล้วก็...” วงแขนเล็กๆยกขึ้นกอดตอบร่างสูงของพระสวามี ซุกหน้าเข้าหาไออุ่นที่ไม่ว่าเมื่อไหร่ก็มีให้เขาเสมอ  “ขอบคุณที่ยังรอเหมือนกัน...”

 


“มาเริ่มต้นกันใหม่นะป๋ายเซียน”

 

 


 

“อื้ม”

 

 



 



 

องค์ชายสามเสด็จกลับไปแล้ว แต่กว่าจะแยกจากกันได้ป๋ายเซียนโดนกอดแทบไม่ได้ขยับไปไหน ก็รู้ว่าดีใจ แต่ที่ยืนกันตรงนั้นใช่ว่าจะมีกันแค่เพียงสองคน ยังมีทหารเฝ้าหน้าประตูตำหนักยืนร่วมเป็นสักขีพยานรัก เมื่อใดที่ป๋ายเซียนถลึงตามองกลับทั้งหมดจะรีบแสร้งทำหูดับตาบอดทันที คนเป็นพระสวามีหรือก็หาได้สนใจ นี่ถ้ายอมใจอ่อนอีกสักหน่อยคืนนี้ก็คงจะได้อยู่นอนด้วยกันแล้ว

 


แต่ใครจะไปทำเช่นนั้น ป๋ายเซียนยังมีขนมให้ต้องทำ อีกอย่างก็อยากจะมีเวลาเตรียมใจก่อนที่จะกลับไปอยู่ในที่ที่เคยทิ้งมา แน่นอนว่ามันรู้สึกตื่นเต้น รู้สึกเหมือนอย่างวันแรกที่ได้ก้าวเข้าไป ซึ่งก็ได้แต่หวังว่าการยอมเสี่ยงครั้งใหม่จะนำพาตัวเองไปพบแต่สิ่งดีๆ

 


“อี้ชิง” ป๋ายเซียนมองหาสมุนไพรแปลงสีขนม พยายามรื้อค้นในกล่องเก็บและภาชนะต่างๆแล้วแต่ก็ยังไม่พบ คิดว่าตอนย้ายของจากห้องเครื่องมาที่ครัวตำหนักเล็กคงลืมหยิบติดมือมาด้วย ซึ่งคงดูไม่สวยหากว่าขนมจะเต็มไปด้วยสีขาวโพลนเหมือนกันทั้งหมด

 


“พ่ะย่ะค่ะ?”    

 


“เหมือนว่าข้าจะลืมหยิบสมุนไพรผสมสีขนมมาด้วย” ร่างเล็กบอกโดยไม่หันไปมองอี้ชิงที่ยืนคอยคำสั่งอยู่ด้านหลัง กำลังง่วนอยู่กับเตาฟืนที่ใช้ตั้งหม้อ “ช่วยไปดูที่ห้องเครื่องให้ทีสิ”

 


“จะทำคืนนี้จริงหรือพ่ะย่ะค่ะ?


 

“อืม”


 

“ที่ทำเสร็จไว้ก็ดีอยู่แล้วไม่ใช่หรือ ดึกแล้วข้าว่าองค์ชายน่าจะพัก---”


 

“ได้ทำแล้วก็ทำให้มันดี ข้าจะทำเผื่อพวกเจ้าด้วย”


 

“อ่อ...” อี้ชิงยิ้มรับแห่ะๆ ถ้าไม่กลัวจะถูกบั่นคอคงแย้งไปแล้วว่าตนไม่ได้สันทัดเรื่องขนมหวาน อีกนัยหนึ่งคือยังไม่วางใจเรื่องความปลอดภัย องค์ชายน้อยใส่อะไรลงไปในขนมบ้างก็เห็นๆกันอยู่ตลอด อีกอย่างก็อยากจะให้พักมากกว่ามาทนทำสิ่งที่ควรเป็นหน้าที่ของเหล่าข้ารับใช้แบบนี้ด้วย


 

“พ่ะย่ะค่ะ”


 

แต่ก็นั่นแหละ...ใครจะไปกล้าขัด  


 

“เช่นนั้นข้าจะรีบไปรีบกลับ”

 


“อืม ข้าจะเคี่ยวถั่วรอ อ๋า! ต้องตีแป้งเพิ่มด้วยสินะ ใกล้หมดแล้ว...” เสียงบ่นดังพึมพำซึ่งขณะนั้นจางอี้ชิงได้ออกไปแล้ว


 

เพราะตำหนักเล็กมีเพียงครัวโล่งๆและเล็กสมชื่อตำหนัก จึงไม่ได้มีอะไรมากนัก อีกทั้งป๋ายเซียนไม่ได้มีฝีมือและองค์ความรู้มากพอจะประยุกต์สิ่งที่มีแทนสิ่งที่ขาดได้ จึงจำเป็นต้องให้องครักษ์ออกไปเอาแม้ว่ามันจะเข้าดึกแล้วก็ตาม


 

กำลังอารมณ์ดีและร้อนวิชาจนไม่อยากขาดตอน อยากทำขนมที่เหล่านางในช่วยสอนให้เสร็จทันก่อนที่จะถึงพรุ่งนี้

 

 

 

            “องค์ชายพ่ะย่ะค่ะ...ผ่านไปสักพักทหารที่พระบิดาประทานให้มาดูแลอารักขาเข้ามาพบเขา ย่อตัวลงนั่งคุกเข่าตรงหน้าก่อนจะยื่นสาส์นฉบับหนึ่งมาให้

 


            “จากผู้ใดกัน” ถามพลางหยิบม้วนสาส์นขึ้นมา ลักษณะของผ้าที่ห่อหุ้มภายนอกมีดิ้นทองปักรวดลายหงส์สวยงาม ทำให้รู้ได้ว่ามันไม่น่าจะมาจากบุคคลธรรมดาแน่ๆ

 


            “พระราชสาส์นจากแผ่นดินเปี้ยนพ่ะย่ะค่ะ”

 


            “แผ่นดินเปี้ยน?!

 


            “พ่ะย่ะค่ะ”


 

            “เจ้าไปเอามาจากไหน? ใครให้มารึ?” องค์ชายน้อยรีบวางมือจากทุกสิ่ง ถอดผ้ากันเปื้อนทิ้งก่อนจะหันมาสนใจสิ่งที่เพิ่งได้รับอย่างจริงจัง

 


            “พระมเหสีส่งม้าเร็วมาพ่ะย่ะค่ะ ทหารเพิ่งเดินทางมาถึงวังหลวงเมื่อครู่นี้ ข้าจึงรีบนำมันเข้ามาถวาย”

 


            “นอกจากสาส์นแล้วทหารผู้นั้นบอกอะไรอีกไหม?


 

“ไม่ได้บอกอะไรพ่ะย่ะค่ะ...”


 

“อย่างนั้นหรือดวงเนตรรีเล็กมองสิ่งที่อยู่ในมืออย่างสุขล้น แม้เสด็จแม่จะไม่ได้ฝากถ้อยคำใดๆมาแต่เขาก็เชื่อว่าในสาส์นจะต้องเขียนบอกอะไรไว้เป็นแน่ คงจะมีเรื่องเล่าสนุกๆที่มากกว่าคำว่าคิดถึง บางทีอาจทำให้ซึ้งจนป๋ายเซียนนึกอยากกลับบ้านเมืองวันนี้พรุ่งนี้เลยก็ได้

 


“ขอบใจ จะไปทำอะไรก็ไปเถิด อย่าลืมหาห้องหับให้ทหารผู้นั้นด้วยล่ะ แล้ววันพรุ่งพามาพบข้าด้วย”

 


“พ่ะย่ะค่ะองค์ชาย” ทหารนายนั้นค่อยๆลุกเดินออกไป ปล่อยให้องค์ชายน้อยได้มีเวลาชื่นชมสาส์นของพระมารดาตามลำพัง

 

 

 

“ตื่นเต้นจัง..” นานมากแล้วที่ตนและครอบครัวไม่ได้ติดต่อกัน พอได้รับสาส์นสำคัญมันก็เลยอดตื่นเต้นไม่ได้ เขายิ้มอย่างมีความสุข มือคอยลูบม้วนสาส์นอย่างทะนุถนอมพร้อมกับมองหามุมสว่างเพื่อที่จะนำมันไปเปิดอ่านชัดๆ

 


“ตรงนี้ก็แล้วกัน” พอได้ที่แล้วก็เริ่มแกะปมเชือกและคลี่สาส์นออก ไม่รู้ว่าเสด็จแม่เขียนอะไรไว้ข้างใน ในใจเดาเล่นไปต่างๆนาๆ อาศัยว่ามีแสงไฟจากเทียนไขเล่มใหญ่จึงใช้มันช่วยส่องสะท้อนตัวอักษร หัวใจเต้นแรงตั้งแต่เริ่มอ่านคำแรกซึ่งจำได้แม่นว่าเป็นลายพระหัตถ์ของพระมารดาตน    

 


แต่ใครจะคิดว่าสวรรค์จะเล่นตลก พรากเอารอยยิ้มสดใสขององค์ชายตัวเล็กๆคนหนึ่งไปอย่างไร้ซึ่งความเมตตา ราวกับว่าความสุขก่อนหน้านี้ไม่เคยมีอยู่จริงนับตั้งแต่เขาได้ไล่สายตาอ่านเนื้อความในสาส์นไปมากกว่าครึ่งทาง


 

“ไม่จริง

 



ตุ่บ!

 



สองขาพยุงร่างตัวเองต่อไปไม่ไหว ร่างน้อยทรุดลงไปนั่งกับพื้นด้วยสภาพหมดแรง สายตาจ้องมองเพียงแต่สาส์นที่เพิ่งปล่อยมันหลุดมือไป...น้ำตาเริ่มรินไหล...ยิ่งกว่าคำว่าเสียใจกับข่าวร้ายที่พระมารดาทรงบอกแจ้งผ่านลายมือ


 

“เสด็จพ่อ...ฮึก

 



ครืด...

 



คนที่กำลังอยู่ในห้วงความเสียใจไม่รู้เลยว่าตัวเองได้เผลอกระแทกหลังเข้ากับตู้ แรงจนตะเกียงที่วางอยู่บนนั้นล้มลงมานอนกลิ้ง น้ำมันค่อยๆหยดลงบนเนื้อไม้พร้อมกับเปลวไฟที่เริ่มเผามันอย่างช้าๆ...เพราะมัวแต่มีน้ำตาจึงไม่ทันรู้ถึงภัยที่กำลังจะมาเยือน...

 

 



 


 

 

กริ๊ก!~

 

 


สร้อยสีเงินหลุดออกจากคอขององค์ชายสามพร้อมกับแหวนหยก ผู้เป็นเจ้าของขมวดคิ้วก้มลงมองตามอย่างนึกแปลกใจ ทั้งที่ก่อนหน้านี้เขาทำอะไรมาตั้งมากมาย ตอนอาบน้ำแต่งตัวก็ยังอยู่ดี แต่พอจะเข้านอนสร้อยกลับหลุดออกง่ายดายราวกับลางบอกเหตุร้าย

 


กายสูงโน้มตัวลงไปเก็บของของตัวเองขึ้นมา สังเกตตะขอสร้อยพบว่ามันอ้าออกจากกันจึงหมดข้อสงสัย กำลังจะเก็บของชำรุดไว้บนหลังตู้พลันสายตาก็สบเข้ากับรูปของแม่ที่ตนเป็นคนวาดพอดี ที่จริงก็เหมือนเดิมทุกวันแต่ทำไมจู่ๆวันนี้มองแล้วรู้สึกใจหาย ซ้ำยังเผลอคิดถึงคำทำนายของหญิงแก่คนนั้นขึ้นมา

 


“ถึงวันเกิดแล้วหรอ...” พึมพำกับตัวเองขณะมองรูปแม่ พยายามไม่คิดมากเพราะที่ผ่านมามันไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้นอีกทั้งนั้น ความทรงจำอันแสนโหดร้ายมีเพียงครั้งเดียวก็เกินพอ

 


เขาถอนหายใจพลางวางสร้อยเงินไว้หน้ารูปวาด หยิบมาเพียงแหวนหยกแล้วสวมมันลงบนนิ้วก้อยซ้าย พยายามทำใจให้สบาย กำลังจะกลับไปยังฟูกนอนทว่าเสียงฝีเท้าตึงตังที่ใกล้เข้ามาทางนี้ทำเอาต้องหยุด

 


“องค์ชาย! องค์ชายพ่ะย่ะค่ะ!!

 



ครืดดด

 


องค์ชายเจ้าของห้องเปิดประตูออกไปพบ ยังไม่ทันได้เอ่ยถามใดๆจงอินรีบแจ้งเรื่องสำคัญด้วยใบหน้าร้อนรนอย่างไม่รอช้า

 


ไฟไหม้พ่ะย่ะค่ะ! บอกเสียงเครียด เหงื่อผลุดทั่วหน้าสายตาไม่มีแววล้อเล่นแต่อย่างใด ไม่มีใครคิดจะล้อเล่นกับเรื่องที่ฝังใจองค์ชายตำหนักฤดูร้อน

 


“ไหม้ที่ไหน!

 


“ตำหนักเล็ก”

 


“เจ้าว่าอะไรนะ?!

 


“ไฟไหม้ตำหนักเล็ก ตอนนี้ทุกคนกำลังเร่งไปรวมตัวกันทางนั้นเพื่อดับไฟ”

 


“ป๋ายเซียน... แล้วป๋ายเซียนล่ะ?!

 


“ข้าไม่รุ---” องค์ชายสามหุนหันวิ่งออกไปก่อนที่จงอินจะทันได้พูดจบเสียอีก สีพระพักตร์ตกพระทัยระคนว้าวุ่นเมื่อครู่องครักษ์อย่างเขาเห็นแล้วอธิบายไม่ถูก รู้สึกสะเทือนใจ ได้แต่ภาวนาขอให้ไม่มีใครเป็นอะไรก่อนจะวิ่งตามหลังองค์ชายตนไปอีกคน

 

 



 

70%






 

“เร่งมือหน่อย!!

 

 


พื้นที่บริเวณตำหนักเล็กเต็มไปด้วยความโกลาหล เสียงตะโกนออกคำสั่งของขุนนางชั้นสูงดังปะปนกับเสียงโหวกเหวกโวยวายของเหล่าทหารที่กำลังเร่งหาน้ำมาดับไฟ

 

 


“เร็วเข้า! เร่งมือกว่านี้!!

 


 

ทุกอย่างเกิดขึ้นไวพอๆกับเปลวเพลิงที่กำลังลุกลาม เผาทำลายตำหนักเล็กให้มอดไหม้ โครงสร้างหลายจุดเริ่มพังลงมา นางกำนัลหลายคนที่ติดค้างอยู่ด้านในถูกช่วยเหลือออกมาด้วยสภาพสะบักสะบอม ความสวยของพวกนางถูกลบเลือนด้วยคราบควันดำ ใบหน้าเต็มไปด้วยคราบน้ำตาและอารามตกใจ แสนสะเทือนใจเมื่อซากความเสียหายถล่มลงมาทับทหารผู้เสียสละอีกส่วนหนึ่งจนสิ้นใจทันที

 


 

พี่ใหญ่

 


ร่างสูงขององค์ชายสามปรากฏตัวต่อจากนั้น เขารีบตามเข้าไปสมทบองค์รัชทายาทที่กำลังยืนควบคุมสถานการณ์ร่วมกับเหล่าขุนนางอย่างเคร่งเครียด

 


“เกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้นได้อย่างไร?!” มองความโกลาหลก่อนจะกวาดสายตาหาผู้ที่ตนเป็นห่วงมากที่สุดด้วยความรู้สึกหนักอึ้ง แทบล้มทั้งยืนกับภาพความเสียหายและผู้ได้รับบาดเจ็บตรงหน้า

 


“นางกำนัลเล่าว่าชายาของเจ้าทำขนม ไม่รู้ว่าพลั้งเผลอหรืออย่างไรไฟถึงไหม้เช่นนี้”

 


“แล้วตอนนี้เขาอยู่ไหน?

 


องค์รัชทายาทส่ายศีรษะ

 


“ไม่ได้ติดอยู่ในนั้นใช่หรือไม่?!

 


“ทหารที่ช่วยอพยพคนออกจากตำหนักยืนยันว่าไม่พบองค์ชายเปี้ยนติดอยู่ในนั้น แต่อยู่ไหนไม่มีใครรู้เหมือนกัน ชายสี่กำลังเร่งติดตามอยู่”

 


“คนทั้งคนจะไม่พบได้อย่างไร หากไม่อยู่แถวนี้ก็ต้องอยู่ข้างใน”

 


“ไม่มีใครอยู่ในนั้นแล้ว---ชานยอล! ไวเท่าความคิด องค์ชายสามบุ่มบ่ามฝ่าไพร่พลเข้าไปทางกองเพลิงโดยไม่ห่วงชีวิต ได้ยินเสียงองค์รัชทายาทตะโกนเรียกไล่หลังหลายครั้งหลายคราทว่าไม่สนใจ   

 


“จงอิน แทมิน จับตัวองค์ชายพวกเจ้าไว้!


 

สิ้นคำสั่งองครักษ์คู่แฝดรีบพุ่งเข้าไปขวางทางองค์ชายตนทันที แต่ดูเหมือนจะเอาไม่อยู่ จึงจำต้องให้องครักษ์คู่ใจเข้าไปช่วยอีกแรง “ลู่หานเข้าไปจับชายสามไว้!


 

“ถอยไปให้หมด”


 

“องค์ชะ---”


 

“อยากเห็นข้าขาดใจตายตรงนี้ใช่มั้ย?


 

“...”

 


เอ่ยเพียงเบาๆทว่ากลับดังลึกเข้าไปถึงใจคนฟัง  สามสหายมองพระพักตร์แสนเจ็บปวดนั้นอย่างพูดไม่ออก ไม่กล้าเข้าไปแตะเนื้อต้องตัวหรือลั่นวาจาเพื่อฉุดรั้งไว้ทั้งที่เป็นห่วงจับใจ องค์ชายตนเคยผ่านความเศร้าโศกเสียใจมาแค่ไหนต่างรู้กันดี สีพระพักตร์ในตอนนี้แสดงความรู้สึกอย่างตรงไปตรงมา มองแล้วรับรู้ถึงความรักความเป็นห่วงที่มีต่อพระชายาว่ามันมากมายจริงๆ

 


“ไฟกำลังลุกลาม เจ้าเข้าไปก็มีแต่จะเอาชีวิตตัวเองไปเสี่ยง รอองค์ชายสี่---”

 


“ข้าจะไม่รอใครทั้งนั้น” ดวงเนตรสีรัตติกาลหลุบลงมองต่ำ น้ำเสียงราบเรียบทว่าหนักแน่นยากที่ใครจะเข้าไปเปลี่ยนความคิดได้ “ข้าจะไม่ให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย จะไม่ยืนอยู่เฉยแล้วปล่อยให้คนที่ข้ารักต้องจากไปอย่างทรมานเป็นครั้งที่สองอีกเด็ดขาด”

 


“ชานยอล”

 


“อย่างน้อยๆก็ให้ข้าเข้าไปดูให้แน่ใจด้วยตาตัวเองว่าเขาไม่ได้อยู่ในนั้นจริงๆ


 

“ข้าเข้าใจความรู้สึกเจ้า แต่ฝ่าบาทกำลังจะเสด็จมาที่นี่ หากเจ้าเป็นอะไรขึ้นมาเสด็จพ่อไม่ต้องยืนมองลูกตัวเองตายอยู่ในนั้นเหมือนอย่างคนรักเมื่อสิบกว่าปีที่แล้วเหมือนกันหรือ?


 

“ข้าไม่เคยขออะไรท่าน แต่ครั้งนี้ได้โปรด...ให้ข้าได้ทำในสิ่งที่สิบกว่าปีที่แล้วไม่มีโอกาสได้ทำ” สิบกว่าปีที่แล้วที่ได้แต่ยืนร้องไห้โยเยแทบขาดใจ มองพระมารดาจากไปในกองเพลิงที่เผาตำหนักฤดูร้อนโดยที่ไม่สามารถช่วยอะไรได้


 

ตอนนั้นใครๆต่างก็ห้ามเพราะเขายังเด็ก แต่ตอนนี้เขาโตพอที่จะรับผิดชอบชีวิตใครสักคนได้แล้ว ไม่อยากตายทั้งเป็นอีกแล้ว...ไม่อยากกลับไปรับรู้ความรู้สึกนั้นอีกแล้ว...

 


“ให้ข้าเข้าไปเถอะ”

 


“ช้าก่อน!” เสียงของลู่หานช่วยรั้งฝีเท้าขององค์ชายสามไว้อีกครั้ง “ให้ข้าเข้าไปด้วย” องค์ชายสามหันมาหาก่อนจะส่ายหน้าไม่เห็นด้วย กระนั้นลู่หานก็ดื้อพอจะหาเหตุผลดีๆสักข้อมาให้เขารับฟังเหมือนกัน “มากกว่าตายอยู่ในนั้นด้วยกัน พระองค์ย่อมอยากออกมาใช้ชีวิตรักที่มีความสุข เช่นนั้นก็ขอให้ข้าได้เข้าไปช่วยอีกแรง จะเจอหรือไม่ข้ายินดีจะช่วยให้ถึงที่สุด”

 


“ข้าด้วย! / ข้าด้วย!

 


“พวกเจ้ามันดื้อ” องค์รัชทายาทว่าอย่างหัวเสีย ขณะที่องค์ชายสามมองหน้าองครักษ์ทั้งสามอย่างชั่งใจ ไม่อยากให้ใครต้องมาเสี่ยงด้วย แต่ก็คิดขึ้นได้ว่าตอนนี้ชีวิตขององค์ชายป๋ายเซียนสำคัญที่สุด

 


“เช่นนั้นก็อย่าได้เสียเวลา ตามข้ามาทางนี้!

 


“พ่ะย่ะค่ะ!!

 







 

 

“หากดูท่าไม่ดีให้รีบพากันออกไป อย่าได้ฝืนนี่คือคำสั่ง”

 



นั่นคือคำพูดสุดท้ายขององค์ชายสามก่อนทั้งสี่คนจะแยกจากกันโดยแบ่งออกเป็นสองกลุ่ม จงอินและแทมินไปทางปีกซ้ายซึ่งทอดยาวสู่ห้องบรรทม ขณะที่องค์ชายสามและลู่หานแยกไปทางปีกขวาของตำหนักที่จะนำไปสู่ครัวด้านหลัง

 

 


ครืนน!

 


 

“ระวัง!

 


 

ตุ่บ!

 

 


“อ๊ะ...” ร่างบางขององครักษ์หน้าหวานถูกกระชากให้พ้นจากซากเพดานที่พังลงมาได้อย่างหวุดหวิด

 


“ระวังหน่อย”  พวกเขาไม่สามารถขยับตัวได้อย่างสะดวกนัก ทุกฝีก้าวเต็มไปด้วยความอันตรายเพราะรอบกายมีแต่เปลวเพลิง “มาทางนี้”

 


อะแค่กๆ

 

 

วัตถุแทบทั้งหมดติดไฟ แม้ว่าจะราดน้ำลงบนตัวกันก่อนจะเข้ามาข้างในแล้วแต่ไอร้อนก็ยังบาดผิวพวกเขาอยู่ดี ควันโขมงบดบังทางเดินพอๆกับเปลวเพลิงร้อนๆที่ลุกโชนจนยากจะข้ามผ่านไป ทั้งแสบตาทั้งสำลักกลิ่นแต่ก็ยังพยายามฝ่าความอันตราย..พาตัวเองเข้าไปให้ลึกยิ่งกว่าเดิม

 

 

“องค์ชายระวัง!

 

 

โครมมม!

 

 

ตู้หลังใหญ่คว่ำลงมาพิงผนังขณะที่พวกเขากำลังจะเดินผ่าน กลายเป็นว่ามันกำลังปิดทาง แบ่งฝั่งระหว่างองค์ชายสามและลู่หานให้อยู่คนละฟากกัน

 


“บ้าเอ้ย!

 


“ข้าจะล่วงหน้าเข้าไปก่อน ส่วนเจ้ารออยู่ตรงนี้”

 


“ไม่ได้นะพ่ะย่ะค่ะ! จะเข้าไปคนเดียวได้อย่างไร”

 


“ยิ่งรอยิ่งเสียเวลา เจ้าช่วยจัดการทางนี้ให้เรียบร้อยก่อนที่ข้าจะกลับออกมาก็แล้วกัน”

 


“ไฟไหม้มาจากหลังครัวป่านนี้คงไม่มีอะไรเหลือแล้ว อย่า---องค์ชาย! องค์ชาย!

 


ร่างสูงไม่ฟังอะไรทั้งสิ้น พาตัวเองกระโดดข้ามสิ่งกีดขวางแล้วแทรกผ่านไฟร้อนไปจนลับสายตา ไม่ใช่ว่ามองข้ามความห่วงใยของใครๆ แต่เพราะเขาไม่มีเวลามากไปกว่านี้แล้ว ทุกวินาทีหมายถึงชีวิตของป๋ายเซียน อีกอย่างลู่หานอยู่ตรงนั้นน่าจะปลอดภัยกว่าตามมาด้วยกัน

 


เพราะหากจะต้องมีอันเป็นไปจริงๆอย่างน้อยๆเขาจะพาป๋ายเซียนมาส่งให้ถึงมือลู่หาน รู้ว่าเหล่าองครักษ์ไม่หวงชีวิตเช่นเดียวกับตน แต่หากจะให้เลือกใครสักคนที่ต้องจากไปก็ขอให้เป็นตัวเองแค่เพียงคนเดียวก็พอ

 

 

“ป๋ายเซียน!!

 

 

เขาตะโกนเรียกชื่อคนรักไปตามทางเรื่อยๆ ไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อยที่จะต้องตามหา ไม่เคยหวั่นกลัวต่ออุปสรรคอันน่ากลัวข้างหน้า สิ่งเดียวที่ปรารถนาคือให้คนรักยังคงปลอดภัย

 

 

“ได้ยินข้ามั้ยป๋ายเซียน! ท่านอยู่ในนี้หรือเปล่า!!

 

 

“ป๋ายเซียน..อะแค่ก! ข้าอยู่ตรงนี้! อากาศที่เหลือน้อยเต็มทีทำให้เขาเริ่มหายใจลำบาก รู้สึกเหมือนจะตาย น้ำตาไหลเป็นสายไม่รู้เพราะกลุ่มควันที่เข้าตาหรือว่าความกลัวลึกๆที่มี...กลัวคนรักจะเป็นอะไรไป กลัวจับใจว่าจะไม่ได้พบหน้ากันอีก

 

 

“ป๋าย---”

 

 


โครมมมม!!

 

 

 

“โอ้ย!

 

 


ตุ่บ!

 

 


คานไม้พังลงมาจากด้านบน กระแทกโดนไหล่ขวาของเขาจนเข่าทรุดลงไปกับพื้น ปวดเหมือนกระดูกร้าว ชาไปทั้งแขน ยิ่งหมดเรี่ยวแรงเมื่อเงยหน้าขึ้นแล้วพบว่าตรงหน้าคือครัวที่จะมาตามหาคนรัก...แต่ว่าเวลานี้มันได้ถูกไฟไหม้จนไม่สามารถเข้าไปได้แล้ว

 

 

“บอกข้าทีว่าท่านไม่ได้อยู่ในนั้น...”

 

 

แสงเปลวไฟสะท้อนนัยน์ตาอันน่าสงสาร ภาพของพระมารดาในคืนนั้นไหลย้อนกลับเข้ามาในความทรงจำ ซ้อนทับภาพใบหน้าองค์ชายป๋ายเซียนให้ยิ่งรู้สึกเจ็บปวด

 

  

“ท่านต้องไม่อยู่ในนั้น...” สองตายังคงจ้องมองห้องที่มีแต่ไฟลุกท่วม สองมือเท้าลงกับพื้น สมองหนักอึ้งไร้ซึ่งเรี่ยวแรงจะลุกขึ้นยืน...เป็นอีกหนึ่งคืนที่แสนยาวนานและโหดร้ายต่อองค์ชายสามแห่งโชซอน

 


“องค์ชาย!

 


ลู่หานเบิกตาโพลง วิ่งเข้ามาเห็นสภาพขององค์ชายสามแล้วถึงกับตกใจ ทั้งที่ถูกไฟล้อมรอบกายแต่อีกฝ่ายก็ยังเอาแต่นั่งอยู่ตรงนั้นไม่ยอมลุกหนี

 


เขารีบมองหาตัวช่วย แต่เพราะไม่พบอะไรเลยจึงได้สละชุดคลุมชั้นนอกของตัวเอง อาศัยความเปียกชุ่มของมันฟาดลงบนกองไฟเพื่อให้ดับก่อนจะข้ามเข้าไปพยุงร่างสูงให้ลุกขึ้นยืน

 

 


ทว่าองค์ชายสามกลับขืนกายไว้

 


 

“องค์ชาย! เราต้องรีบไปแล้วพ่ะย่ะค่ะ รีบออกไปกันก่อนจะติดอยู่ในนี้” ไฟมาไวกว่าที่คิด ไหนจะซากโครงสร้างตำหนักที่พังลงมาเรื่อยๆทำให้นึกกลัวว่ามันจะปิดทางขึ้นมาจริงๆ เพราะกว่าตนจะจัดการตู้ใบใหญ่เมื่อครู่ได้ก็เกือบจะไม่รอด หากยังดันทุรังอยู่ต่อเห็นทีจะมีแต่เอาชีวิตมาทิ้งซะเปล่าๆ  

 


“องค์ชาย”

 


“แล้วป๋ายเซียนล่ะ”

 


“เขาไม่อยู่ในนี้หรอก บางทีอาจจะรออยู่ข้างนอกแล้วก็ได้”

 


“...”

 


“อย่าเป็นอย่างนี้สิพ่ะย่ะค่ะ หากไม่รีบออกไปเราจะตายกันอยู่ในนี้” รู้ว่ารักและเป็นห่วง รู้ซึ้งและยอมรับแล้วว่าความรักที่มีให้องค์ชายผู้นั้นมันมากเพียงใด แต่จะปล่อยให้มาตายอยู่ในนี้เขาเองก็ทนดูไม่ได้เหมือนกัน

 


“ไปกันพ่ะย่ะค่ะ!”  ไม่สนแล้วว่าอีกฝ่ายจะเห็นด้วยหรือไม่ เขาใช้พละกำลังทั้งหมดที่มีฉุดกระชากหัตถ์ใหญ่ให้ไปด้วยกัน ช่วยระวังทางข้างหน้าจวบจนมองหลังให้กับองค์ชายหนุ่มอย่างเต็มกำลังความสามารถ มือคอยปัดสิ่งกีดขวางให้พ้นทางจนถูกไฟลวกแต่ก็ไม่ปริปากบ่นสักคำ กลับยังก้าวต่อไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคง..สมกับที่เป็นองครักษ์ฝีมือดี

 


 

องค์ชายสามออกมาแล้ว!

 


ทหารด้านนอกกู่ร้องขึ้นด้วยความดีใจ แต่มันกลับไม่ได้มีผลใดๆต่อองค์ชายหนุ่ม ร่างสูงไม่รู้สึกยินดียินร้าย กลับมุ่งหน้าเข้าไปหาจงอินและแทมินที่ยืนรอด้วยสภาพดูไม่จืดอยู่ก่อนแล้ว

 


“ป๋ายเซียนล่ะ?

 


และยิงคำถามที่ค้างคาใจทันที

 


“พวกเจ้าพบตัวป๋ายเซียนหรือเปล่า?!

 


“ไม่พบพ่ะย่ะค่ะ.... ไฟลุกลามเสียจนพวกข้าสองคน---”

 


“แล้วเจ้าล่ะ?! เห็นป๋ายเซียนไหม”

 


“เอ่อ กะ..กระหม่อมยังไม่เห็นเลยพ่ะย่ะค่ะองค์ชะ---”

 


“แล้วเจ้าล่ะเห็นหรือเปล่า?!

 


“ไม่---โอ้ย!” ราวกับคนสติหลุดที่เข้าไปกระชากตัวทหารผู้รับเคราะห์คนแล้วคนเล่าเพื่อถามคำถามเดิมซ้ำๆ สร้างความกลัวระคนตระหนกตกใจจนไม่มีผู้ใดกล้าเข้าใกล้

 


“มีใครเห็นป๋ายเซียนบ้าง?! มีใครเห็นเขาบ้าง?!

 


“ชานยอล”

 


“พี่ใหญ่ ชายสี่ตามหาเขาไม่ใช่หรือ พบหรือเปล่า? พบป๋ายเซียนหรือเปล่า?!

 


“ชานยอล”

 


“เขาไม่ได้อยู่ในนั้น บอกข้าสิ บอกข้าว่าเขา---”

 


มีสติหน่อยได้ไหม!!!

 


“...”

 


เสียงตวาดของพี่ชายช่วยเรียกสติ พระพักตร์งามนิ่งไปก่อนจะก้มลงมองพื้นดินพร้อมกับทิ้งเข่าลงไปช้าๆความวุ่นวายก่อนหน้าเงียบลงทันใด ต่างสะเทือนใจไปกับภาพที่ไม่ได้เห็นกันมานาน

 

 


ภาพของวิหคผู้ไม่เคยสนสิ่งใดกำลังมีน้ำตา

 


 

“ฮึก...”

 


 

เหมือนสิบกว่าปีที่แล้วไม่มีผิด เหมือนภาพนี้เคยเกิดขึ้นแล้ว ต่างกันเพียงองค์ชายสามในตอนนั้นตัวเล็กกว่านี้มาก ไหล่แคบในวันวานได้ขยายกว้างดูองอาจสมเป็นชายชาตรี...แต่ถึงกระนั้นวันนี้เขายังคงเป็นองค์ชายผู้น่าสงสาร พบพานแต่เหตุการณ์ร้ายๆอยู่ดี

 


 

“มีชีวิตอยู่เพื่อเกลียดชังข้าก็ได้ แต่อย่าเป็นอะไรไป...อย่าจากข้าไปเหมือนนางได้ไหม” ไหล่กว้างสั่นเทิ้มขึ้นเรื่อยๆ “ท่านอยู่ไหนกันแน่ป๋ายเซียน ตอนนี้ท่านอยู่ไหน...” ราวกับจะตายเสียให้ได้เพียงเพราะคิดไปว่าจะเป็นอย่างไรหากคนรักต้องจากไปเหมือนพระมารดาในอดีต

 

 

 


ข้าจะมีชีวิตอยู่ต่อไปอย่างไร

 

 

 

 

 

แกร่บ...

 

 


 

เสียงเหยียบกิ่งไม้แห้งของใครสักคนทำให้รอบกายยิ่งเงียบลง ปลายรองเท้าผ้าสีขาวซึ่งเลอะไปด้วยคราบดินและสีดำมอมแมมก้าวเข้ามาหยุดอยู่ตรงหน้า...ในระยะสายตาขององค์ชายหนุ่มที่ยังคงก้มลงมองแต่พื้นดิน

 

 


 

เหมือนโลกทั้งใบได้หยุดนิ่ง

 

 


 

เมื่อดวงเนตรคมสีแดงก่ำมองไล่ขึ้นไปตั้งแต่ปลายรองเท้าผ้า...ชายชุดคลุมสีชมพูดสด...จรดสู่ใบหน้าเล็กของใครคนนั้น....คนที่เขาปรารถนามากที่สุด

 

 


 

“ป๋ายเซียน...”

   



แทบไม่เชื่อสายตาตัวเองว่าตรงหน้าใช่คนที่ใจพร่ำหา กระทั่งหยาดน้ำตาของอีกฝ่ายหยดลงมาบนใบหน้า..ไหลรวมกับคราบน้ำตาของตนถึงได้รู้ว่ามันคือความจริง

 



“ฮึก..ฮือ...”

 


 

เหมือนความทุกข์ทั้งหมดทุกปลดทิ้งพร้อมกับร่างเล็กที่โถมกายลงมากอด “ท่านยังอยู่...” ไม่ว่าก่อนหน้านี้อีกฝ่ายจะหายไปอยู่ไหน ต้องเผชิญกับอะไรมาบ้างถึงได้มีรอยแผลเหนือหน้าผากมนเช่นนั้น สภาพมอมแมมไม่ต่างกัน แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็รู้สึกอยากขอบคุณสวรรค์ที่ยังเมตตาให้อีกฝ่ายยังมีลมหายใจ

 


 

“ท่านยังอยู่กับข้าจริงๆป๋ายเซียน”

 


 

“ฮือ...”

 

 





#สะใภ้บรรณาการ








เปิดพรีออเดอร์เล่มหนังสือช่วงปลายเดือนนี้นะคะ ใครอยากได้ของแถมพิเศษจากเราก็หยอดปุกไว้รอเลย <3



//ขอโทษที่นานๆอัพที คนเขียนงานราษฎร์งานหลวงค่อนข้างเยอะ กลางเดือนก็ยุ่งกับงานรับปริญญาด้วยเลยไม่มีเวลาเท่าไหร่ค่ะ ขอบคุณหลายๆคนที่ยังรอกันเสมอน๊า...ชายสามใกล้จบแล้วฝากเป็น กลจ.ด้วยจ้า 



(ดราม่าไม่มีแล้วน่ะ ไม่ต้องกลัวเรา คึคึ)


         CR.SQW
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 596 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

10,413 ความคิดเห็น

  1. #10405 llllovellll (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 22 ธันวาคม 2563 / 02:31
    แง้ โอ๋ๆทั้งคู่เรยฮื่อ
    #10,405
    0
  2. #10356 EATWELL (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 13 กรกฎาคม 2563 / 13:22

    ี้ร้องไห้แล้ววววว

    #10,356
    0
  3. #10318 Pinkkaboo (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 19 มิถุนายน 2563 / 08:43

    ทางนี้ก็น้ำตาไหลพรากเช่นกัน
    #10,318
    0
  4. #10268 Emihcy (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 1 พฤษภาคม 2563 / 15:22
    ใจหายใจคว่ำ อินมากกกกกก ฮือ เหมือนดูหนังจริงๆ
    #10,268
    0
  5. #10267 Emihcy (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 1 พฤษภาคม 2563 / 15:21
    เเงT-T
    #10,267
    0
  6. #10167 เหมี๊ยวกวิ้น🐧 (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2563 / 07:21
    ต้องผ่านเรื่องร้ายๆไปด้วยกีนนะ
    #10,167
    0
  7. #10072 PRAE.VV (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 20 ธันวาคม 2562 / 20:04
    สงสารองค์ชายสามจริงๆ มันหดหู่
    #10,072
    0
  8. #10005 PadDo (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 4 ธันวาคม 2562 / 16:59
    สงสารชายสาม;-;
    #10,005
    0
  9. #9943 pbcy (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 20 ตุลาคม 2562 / 09:12
    แงงงจุกในอกเลยทเข้าใจความรู้สึกชายสามมากๆ มันกลัวเหตุการณ์จะซ้ำร้อยอ่ะ แล้วตรงวันเกิดด้วย แสนเส้า
    #9,943
    0
  10. #9908 IPINOCKIO (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 29 กันยายน 2562 / 12:03
    อินมาก อินกว่านี้ไม่มีอีกแล้ว เหมือนดูหนังพีเรียดดีๆเรื่องนึงเลยอ่ะ ฉากไคลแมกซ์ของเรื่อง ประวัติศาสตร์เกือบซ้ำร้าย ไฟไหม้เหมือนเดิม ต่างแค่รอบนี้ชานยอลไม่ได้สูญเสียคนที่เป็นที่รักไป แต่ป๋ายเซียนเสียคนที่รัก ฮืออออออออออออ โล่งอกที่ทุกคนปลอดภัยแต่สงสารป๋ายอ่ะ จาร้องไห้
    #9,908
    0
  11. #9871 heykiki (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 13 กันยายน 2562 / 23:45
    เศร้ามาก แง
    #9,871
    0
  12. #9824 ' เอออต้าของพี่LOEY (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 10 กรกฎาคม 2562 / 01:08
    เศร้านะคะ แต่พอนึกถึงว่าเรื่องการเข้าครัวขององค์ชายเปี้ยนจะเป็นที่เล่าขานก็อดขำไม่ได้จริงๆๆ TT
    #9,824
    0
  13. #9710 faaah92 (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 15 มกราคม 2562 / 22:42
    ใจหายจริงๆค่าา ฮื่ออ
    #9,710
    0
  14. #9664 bemysunshine (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 11 พฤศจิกายน 2561 / 03:56
    ขวัญเอ๊ยขวัญมาน้าองค์ชาย
    #9,664
    0
  15. #9617 Park Nokia. (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 22 ตุลาคม 2561 / 03:42
    โอยตกใจหมดด
    #9,617
    0
  16. #9563 lad1988da (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 30 สิงหาคม 2561 / 20:39

    ลุ้นตามจนเหนื่อยใจหายใจคว่ำหมดเลย

    #9,563
    0
  17. #9504 sunshinyi19 (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 10 สิงหาคม 2561 / 19:49
    ฮืออ ลุ้นมาก เเละเห็นความรักความห่วงใยที่มีในทุกความสัมพันธ์เลยย;-;
    #9,504
    0
  18. #9499 11507416p (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 10 สิงหาคม 2561 / 02:21
    TT น้ำตาไหลเลน
    #9,499
    0
  19. #9394 amine mine (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 7 มิถุนายน 2561 / 09:42
    ร้องตามเลย ใจแทบขาดตามองค์ชายสาม
    #9,394
    0
  20. #9336 bambambambie (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 8 พฤษภาคม 2561 / 20:50
    เป็นฉากที่บีบใจมากๆ ฮือออ
    #9,336
    0
  21. #9327 CBforever (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 4 พฤษภาคม 2561 / 13:56
    ตกใจหมดเลยยย ร้องไห้แล้วว ㅠㅠㅠㅠㅠㅠㅠㅠㅠㅠㅠㅠㅠ
    #9,327
    0
  22. #9294 pcanthrskul (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 25 เมษายน 2561 / 14:17
    โห่ย ตกใจหมดด
    #9,294
    0
  23. #9193 sehun-hunhan (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 8 เมษายน 2561 / 10:03
    ใจหายใจคว่ำหมดลูกแม่
    #9,193
    0
  24. #9118 therealcin (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 3 เมษายน 2561 / 13:49
    ฮืออออน้องป๋ายยย
    #9,118
    0
  25. #9096 _bebebeam_e (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 2 เมษายน 2561 / 00:36
    ฮืออออ ดีใจมากๆๆๆรอดแล้ววว
    #9,096
    0