สะใภ้บรรณาการ (Chanbaek) -END-

ตอนที่ 31 : 29 - เคียงใจ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 23,877
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 630 ครั้ง
    10 ม.ค. 60


-29-

เคียงใจ


 

 

 





            สายลมยามรุ่งสางพัดมาเอื่อยๆ หอบกลิ่นไอดินและมวลอากาศชื้นมาปะทะผิวกายของผู้ที่อยู่นอกชายคาเรือนจนสั่นสะท้านไปทั้งร่าง เป็นเช้าที่ดูไม่สดใส หากแหงนมองขึ้นไปคงได้พบกลุ่มเมฆหมอกอึมครึมซึ่งแจ้งถึงเค้าลางว่าฝนอาจจะตกในไม่ช้านี้ และนั่นคงไม่ดีต่อผู้ที่รอคอยแสงตะวันเพื่อตากใบยาอย่างคยองซูแน่ บัณฑิตตัวเล็กเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าแล้วได้แต่เฝ้าภาวนาให้วันนี้ตัวเองโชคดี

 


            “อย่าตกเชียวนะ”

 


            ยังไม่อยากให้ใบยาและไม้สมุนไพรที่อุตส่าห์ดั้นด้นไปเก็บมาจากท้ายเขาเมื่อวานนี้ต้องเสียไปโดยเปล่าประโยชน์ ถึงจะผึ่งลมไปแล้วหนนึง แต่อย่างไรเขาก็ต้องการไอแดดที่แท้จริงมาช่วยให้งานศึกษาของตัวเองผ่านลุล่วงไปด้วยดีอยู่ดี...ต้องกลั่นยาสกัดสูตรของอาจารย์ให้สำเร็จก่อนจะถึงวันครบกำหนดส่งการบ้าน ซึ่งก็จวนเจียนเข้ามาเต็มที เพราะงั้นวันนี้ฝนไม่ควรที่จะตกลงมาเป็นอย่างยิ่ง

 

 

            “อรุณสวัสดิ์บัณฑิตคยองซู”

 

 

            พวกขันทีที่คุ้นหน้ากันดีส่งเสียงทักมาเมื่อเห็นบัณฑิตคนเก่งหอบกระบุงสมุนไพรมุ่งหน้าไปทางพระตำหนักทิศใต้แต่เช้าตรู่ เป็นภาพที่เห็นกันจนชินตา คยองซูมักมาพร้อมหน้าที่ที่องค์ชายห้าและพระอาจารย์มอบหมายให้เสมอ นั่นคือการเก็บใบยาอาบหยดน้ำค้างไปสกัดต่อ แต่ก็ไม่ใช่ทุกวัน อาทิตย์ละครั้งสองครั้งแล้วแต่จะได้รับมอบหมาย

 


            “อ๊ะ...” คยองซูชะงักฝีเท้า ก้มลงมองคราบเลือดบนพื้นที่หยดยาวเป็นทางด้วยความรู้สึกตกใจ “อะไรน่ะ…?!” สายตาค่อยๆไล่ตามไป จนสุดที่หมายถึงได้รู้ว่าผู้ใดคือเจ้าของ

 


            “ทะ ท่าน...” ลองเสี่ยงส่งเสียงเรียกอย่างไม่ไว้วางใจ คนปกติดีที่ไหนเค้าเลือดตกยางออกแล้วมานั่งคุดคู้ ก้มหน้าก้มตากอดเข่าอยู่หน้าตำหนักผู้อื่นเช่นนี้กัน แต่งกายก็ดูดี ท่าทางจะเป็นพวกขุนนางแต่ไฉนเรียกแล้วไม่ยอมเงยหน้าขึ้นมาหา

 



หรือว่าจะสิ้นสติไปแล้ว?!

 



“ท่าน...” คยองซูลองเรียกอีกครั้ง แต่กลับยังได้รับปฏิกิริยาเดิมกลับมา เขามองซ้ายมองขวา จะเรียกหาทหารก็กลัวอีกฝ่ายจะตื่นตูมหนีเตลิดออกไป จะเข้าไปใกล้ก็กลัวตัวเองจะเป็นอันตรายอีก

 


เจ้าไปยืนทำลับๆล่อๆอะไรตรงนั้นคยองซู

 


แต่จู่ๆสวรรค์ก็มาโปรด

 


ส่งองค์ชายห้าผู้เป็นเจ้าของตำหนักลงมาช่วยเหลือ

 


มาถึงแล้วทำไมไม่เข้าไป หอบกระบุงใบใหญ่ไว้ไม่หนักหรือ

 


องค์ชายห้าพอเรียกองค์ชายผู้สูงศักดิ์ บุรุษผู้ลึกลับที่กำลังซุกตัวอยู่ในซอกหลืบมีอาการกระตุกคล้ายกับสะดุ้ง คยองซูมองด้วยความหวั่นใจระคนเวทนา ไม่รู้ว่าคนๆนี้ไปทำอะไรมาถึงได้มีอาการตัวสั่นงันงกเช่นนี้  

 


“มีคนได้รับบาดเจ็บมาแอบอยู่ตรงนี้พ่ะย่ะค่ะ” ถ้าไม่เฉลียวใจกับคราบเลือดก็คงผ่านไปโดยไม่ทันเห็น ก็เล่นพรางตัวอยู่หลังเงาพุ่มไม้เช่นนี้ใครเค้าจะรู้กัน

 


“ใคร?” ร่างสูงโปร่งก้าวเข้าไปหาบัณฑิตคนสนิท อาจจะยังรุ่งสางแต่ฟ้าไม่ถึงกับมืดมิดเขาจึงพอมองเห็นบุคคลที่คยองซูชี้ให้ดู

 


“ไม่รู้เหมือนกันว่าเป็นผู้ใด ข้ากำลังจะเข้าไปในตำหนักแต่ผ่านมาเห็นพอดี ท่าทางอาการจะไม่ดีนะพ่ะย่ะค่ะ เรียกเท่าไหร่ก็เอาแต่นิ่ง” องค์ชายห้าก้มลงมองคราบเลือดที่หยดตามพื้น พินิจคำบอกเล่าของคยองซูก่อนจะหยุดสายพระเนตรลงที่บุรุษร่างบางผู้ลึกลับ...

 


“ระวังนะพ่ะย่ะค่ะ”

 


สร้อยข้อมือที่โผล่พ้นแขนเสื้อคลุมของบุรุษนิรนามแสนสะดุดตาองค์ชายห้า สร้อยเส้นนี้เขาจำได้ว่าเคยเห็นมันจากใครคนหนึ่งมาก่อน คนๆนั้นหวงแหนมันยิ่งกว่าอะไรเพราะว่าคนให้คือชานยอล

 


ร่างโปร่งค่อยๆย่อตัวลงตรงหน้าอีกฝ่าย ปล่อยความเงียบให้ดำเนินต่อไปพร้อมกับใจที่กำลังกลัว...

 


“เจ้าใช่ไหม...”

 


“...”

 


“เป็นเจ้าใช่ไหม”

 


“...”

 


“ลู่หาน”

 


สิ้นเสียง...ใบหน้าที่เคยซุกอยู่แต่เข่าของตนค่อยๆเงยขึ้นมา คราบน้ำตาบนแก้มและเลือดที่แห้งติดบนมุมปากสวยทำเอาคนมองพูดไม่ออก รู้สึกจุกขึ้นมาถึงคอ ดวงตาสวยที่เคยแข็งกร้าวไม่เคยกลัวเกรงผู้ใด บัดนี้บวมช้ำเสมือนผ่านการร้องไห้มาอย่างหนักนั้นทำเซฮุนจุกจนพูดไม่ออกจริงๆ

 


“ทำไมเป็นแบบนี้”

 


คราบเลือดแห้งกรังพวกนี้มันคืออะไร ปล่อยบาดแผลเอาไว้นานแค่ไหนเลือดถึงได้แห้งติดเสื้อผ้าหรือแม้แต่พื้นของเขาเช่นนี้

 


“ฮึก...”

 


“...”

 


“ข้าไม่ได้ตั้งใจ”

 


“...”

 


“ข้าไม่ได้ตั้งใจจริงๆ ฮึก...”

 


“เจ้า---”

 


“เชื่อข้าไหมว่าข้าไม่ได้ตั้งใจ ข้าไม่ได้อยากทำให้เขาบาดเจ็บ ข้าไม่คิดว่าเขาจะเจ็บ ข้า---” องค์ชายห้าดึงลู่หานเข้ามากอด ปลอบด้วยอ้อมแขนที่ยังคงอบอุ่นและมีแต่ความหวังดีให้เสมอ “ข้าผิดไปแล้ว ฮืออ...”

 


ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายไปทำอะไรมา ไม่รู้ว่าไปพบเจอกับเรื่องราวร้ายๆหรือเหตุการณ์เสียขวัญอะไรเข้าถึงได้เอาแต่ร้องไห้ตัวโยนพูดจาไม่รู้เรื่องเช่นนี้ ตลอดเวลาที่รู้จักกันลู่หานเป็นคนเข้มแข็ง ไม่เคยตกอยู่ในสภาพอ่อนแอเช่นนี้มาก่อนมันจึงยากที่จะรับมือยิ่งกว่าครั้งไหนๆ มันทรมานใจพอๆกับการได้ยินว่าอีกฝ่ายรักชานยอลมากมายเพียงใด

 


 

ทรมาน...จริงๆ

 


 

“ทำอย่างไรดี ฮึก..ข้าควรทำอย่างไรดี ข้า---”

 


“ลู่หาน”

 


“ข้าสมควรตาย...”

 


“ชู่วว์...” เป็นอีกครั้งที่เซฮุนปวดใจ ทำอะไรไม่ได้นอกจากกระชับกอดให้แน่นขึ้น ความอบอุ่นอาจจะแผ่ไปไม่ถึงใจที่มีแต่ใครคนอื่นแต่เซฮุนก็เชื่อว่าตัวเองทำดีที่สุดแล้ว ดีเท่าที่คนๆนึงจะสามารถรักใครได้แล้ว...

 


“ไม่ว่าจะทำผิดอะไรไว้จงไปชดใช้ให้กับเขา โทษหนักหนาเพียงใดจงทนเอา เพราะข้าจะไม่ปล่อยให้เจ้าต้องตายไปง่ายๆเด็ดขาด”

 


“ฮึก...”

 


“ห้ามตาย..ผิดแค่ไหนก็ห้ามตายเข้าใจไหม”

 

 


 



 

 

ลู่หานถูกพามารักษาบาดแผลในห้องบรรทมขององค์ชายห้าหลังจากนั้น...ราวกับร่างไร้วิญญาณที่ผู้ใดแตะเนื้อต้องตัวก็ไม่ท้วงติง เอาแต่นั่งนิ่งมองเหม่อไม่รู้สึกปวดแสบปวดร้อนต่อบาดแผลภายนอกเท่ากับความรู้สึกภายใน

 


แผลจากการถูกกิ่งไม้แทงเข้าที่หน้าขาไม่ลึกเท่าไหร่แต่ก็อักเสบเอาเรื่อง เป็นผลมาจากการปล่อยทิ้งไว้นานโดยไม่ได้รับการรักษา ปากมีสภาพบวมช้ำซึ่งทั้งหมดทั้งมวลองค์ชายห้าดูแลจัดการให้เป็นอย่างดี ส่วนหน้าที่เช็ดเนื้อตัวและหาเสื้อผ้าชุดใหม่มาให้ผลัดเปลี่ยนเป็นของคยองซู

 


“คยองซู” เจ้าของชื่อหยุดยืนหน้าประตูห้อง ยื่นกะละมังออกไปรับผ้าชุบน้ำอีกผืนมาจากพระหัตถ์ขององค์ชายห้า “เรื่องลู่หาน...อย่าเอาไปเล่าที่ไหน”

 


สิ่งใดที่ตนรู้เห็นในวันนี้บัณฑิตผู้ช่วยก็ได้ทราบเหมือนกัน อาจจะไม่ใช่ทั้งหมดเพราะบางช่วงบางตอนที่ลู่หานสารภาพผิดให้เขาฟังคยองซูไม่ได้อยู่ด้วย แต่คิดว่าเด็กฉลาดคนนี้คงประติดประต่อเรื่องได้ไม่ยาก ซึ่งก็น่าเป็นห่วงถ้าหากว่ามันจะต้องถูกแพร่งพรายออกไป

 


อย่างไรเขาก็ยังอยากประนีประนอมไว้ และเชื่อว่าชานยอลก็คงจะคิดไม่ต่างกัน ไม่เช่นนั้นคงไม่ปล่อยลู่หานออกมาทั้งที่เรื่องมันร้ายแรง

 


“พ่ะย่ะค่ะ ข้ารับปากว่าจะไม่เอาไปพูดต่อที่ไหน”


 

“อืม ขอบใจนะ เจ้าไปทำงานเถอะ”


 

“หากพระสนมถาม จะให้ข้า---”


 

“ไม่ต้องบอกอะไรทั้งนั้นไว้ข้าจะเล่าให้นางฟังเอง ไปเถอะ”


 

“พ่ะย่ะค่ะ...” อยู่กันมานานก็พอดูรู้ว่าองค์ชายห้ามีใครอยู่ในพระทัย แต่คิดไม่ถึงว่าใครคนนั้นจะเป็นท่านลู่หาน ไม่ต้องเอ่ยปากถาม มองด้วยตาเปล่าก็รู้แล้วว่าทรงห่วงใยลูกขุนนางใหญ่คนนี้เพียงใด...เพราะคอยสังเกตอยู่ตลอด อีกทั้งไม่ใช่ธุระกงการอะไรของตนที่ต้องรู้เรื่องเจ้านายคยองซูจึงเลือกที่จะเดินออกไปเงียบๆ


 

ครืด...


 

องค์ชายห้าหมุนพระวรกายกลับไปหาผู้ที่นั่งเหม่อลอยอยู่กลางห้องหลังจากคยองซูออกไปแล้ว ความเงียบไม่ได้ทำให้อึดอัด ทว่ามันน่าเป็นกังวลเสียมากกว่า ความผิดครั้งนี้มันร้ายแรงเกินจะแสดงความเห็นใดๆออกไป ลู่หานจะเป็นอย่างไรต่อไปเขาไม่มีสิทธิ์ตัดสิน  ทุกอย่างมันคงต้องขึ้นอยู่กับดุลพินิจของชานยอล

 


“ยาเย็นชืดหมดแล้ว” องค์ชายห้าขยับกายเข้าไปนั่งยองๆลงตรงหน้าลู่หาน หยิบเอาชามกระเบื้องที่มียาต้มอยู่ข้างในยื่นให้ ทว่าอีกฝ่ายกลับทำเพียงมองมันเงียบๆเท่านั้น


 

“ให้กิน ไม่ได้ให้มอง”


 

“องค์ชายสามคงจะเกลียดข้ามาก” องค์ชายห้าถอนหายใจเบาๆ วางยาถ้วยเก่าลงบนโต๊ะเล็กใกล้ๆเหมือนเริ่มทนกันไม่ไหว แต่จะให้ทำอย่างไร..ในเมื่อลู่หานหาหนทางไปไม่เจอแล้วจริงๆ


 

เหตุการณ์เมื่อคืนมันยิ่งกว่าโลกทั้งใบพังทลายลง ไม่ได้เจตนาจะทำให้องค์ชายผู้นั้นต้องถึงตาย แต่ความโมโหร้ายเพราะทนเห็นคนทั้งสองรักกันดีไม่ไหว..เพราะเห็นองค์ชายสามคอยตามเอาอกเอาใจ สายพระเนตรคมไม่ยอมละออกไปทางไหนใจของลู่หานมันถึงเดือดขึ้นมา


 

ก็แค่จะขู่...


 

แค่ป้องกันตัว...


 

ไม่ได้อยากกลายเป็นคนชั่วในสายตาของคนที่ตนรักสักนิด...ตอนนั้นหมดแรงจนสองขาหยัดยืนไม่ไหว ความเสียใจพัดเอาเขามาที่ตำหนักนี้ได้อย่างไรยังไม่รู้เลย...สมองเขาไม่รับรู้อะไรอีกเลยนับจากได้ยินถ้อยคำประกาศิตนั้น

 


“เจ้าทำตัวเอง” ลู่หานก้มหน้าหลบสายพระเนตรขององค์ชายห้า น้ำตารื้นขึ้นมาอีกคราเมื่อคิดถึงสิ่งที่ตัวเองทำลงไป “ความรักของเจ้าเป็นแบบไหนกัน ต้องได้มาครอบครองเท่านั้นหรือถึงจะเรียกว่ารักที่แท้จริง”

 


“...”

 


“ความรักไม่ใช่การเห็นคนที่ตัวเองรักมีความสุขหรอกหรือ”

 


“...”

 


“หากเจ้ายอมรับความจริงสักนิด มองโลกแห่งความจริงเจ้าคงจะเห็นแล้วว่าชานยอลมีใจต่อองค์ชายเปี้ยนเพียงใด...อย่าทำเหมือนไม่รู้สิว่าที่ผ่านมาชานยอลไม่เคยเป็นเช่นนี้”

 


“...”

 


“อย่าหลอกตัวเอง เจ้าควรจะยินดีกับสิ่งที่ชานยอลเลือก เลือกจากหัวใจไม่ใช่เพราะผู้ใดบังคับ”

 


“ฮึก...”

 


“ไม่ใช่เพราะว่ามีใครเข้ามา แต่ไม่รักก็คือไม่รัก...เหมือนอย่างที่เจ้าไม่เคยรักข้า”

 


“ข้าขอโทษ...”

 


องค์ชายห้าส่ายศีรษะ

 


“ข้าน่ะชินแล้ว เก็บเอาคำขอโทษของเจ้าไปบอกองค์ชายเปี้ยนและชานยอลเถิด” คำพูดขององค์ชายห้าทำเอาน้ำตาของลู่หานทะลักออกมายิ่งกว่าเก่า นิ้วยาวที่ค่อยๆบรรจงเกลี่ยน้ำตาออกให้อย่างแผ่วเบาทำเขาปล่อยโฮร้องไห้ออกมาอย่างไม่อาย

 



แววตาผิดหวังขององค์ชายสามเมื่อคืน



 

แววตาอันน่าสงสารขององค์ชายห้าในตอนนี้



 

มันเกินจะรับไหว


 


ให้ตายเสียยังจะดีกว่ามีชีวิตอยู่ด้วยความรู้สึกละอายใจ มองไปทางไหนก็ไม่มีที่ยืนสำหรับตัวเอง แม้แต่เคียงข้างคนที่ดีอย่างองค์ชายห้า...เขาก็ไม่คู่ควร

 

 




 

 


 

ด้านเรือนหลังเล็กท้ายเขาของหมอเทวดา องค์ชายสามจับไข้หนาวสั่นมาตั้งแต่เมื่อคืน  ร้อนถึงองค์ชายป๋ายเซียนต้องช่วยดูแลอย่างใกล้ชิด หลับๆตื่นๆคอยเช็ดเนื้อเช็ดตัวให้องค์พระสวามีจนแทบไม่ได้นอน  

 


รุ่งเช้าสองตายายเข้ามาดูอาการถึงกับร้องอุทานเบาๆ ทั้งที่เคยกำชับองค์ชายน้อยแล้วว่าหากมีสิ่งใดให้เรียกหาโดยไม่ต้องเกรงใจ แต่กลับกลายเป็นว่ามีคนหนุ่มดื้อรั้นเข้ามาให้พวกเขาได้รู้จักเพิ่มขึ้นอีกคน องค์ชายป๋ายเซียนนั่งเฝ้าไข้ไม่ห่างและหลับไปทั้งอย่างนั้น พอปลุกเรียกก็สะดุ้ง สีพระพักตร์อิดโรยมองก็รู้แล้วว่าคงไม่ได้พักทั้งคืน

 


จะกล่าวว่าน่าตีคงดูอาจเอื้อมเกินไป สองตายายทำได้แค่เข้ามาช่วยดูแลคอยหาหยูกยามาถวายด้วยความเป็นห่วงระคนเอ็นดูองค์ชายทั้งสองเท่านั้น

 


อะแค่กๆ!

 


แต่พระอาการที่ยังไม่ทุเลาลงเท่าไหร่ ซ้ำยังสำลักเอายาหม้อออกมาจนหมดสิ้นทำคนเฝ้าดูแลแทบหมดกำลังใจ ไม่รู้จะทำอย่างไรให้องค์ชายสามยอมกลืนยา

 


“ไม่กินยาเช่นนี้จะหายไข้ได้อย่างไร” ตอนตื่นว่าดื้อรั้นแล้ว ตอนจับไข้ยิ่งดื้อกว่า...องค์ชายป๋ายเซียนเป็นกังวลจนเก็บสีพระพักตร์ไว้ไม่มิด ขมุบขมิบปากบ่นพึมพำให้กับผู้ที่นอนกึ่งหลับกึ่งตื่น ปรือตามองมาอย่างอ่อนล้า

 


“ไม่ชอบก็ทนกลืนมันหน่อยไม่ได้หรือไง แบบนี้เมื่อไหร่ท่านจะหาย”  ริมฝีปากหมองคล้ำพยายามฝืนยิ้มเหนื่อยๆให้ป๋ายเซียนได้สบายใจ แต่หารู้ไม่ว่านั่นยิ่งทำให้คนมองต้องนึกเป็นห่วง

 


“ยาหม้อนี้เขาต้องดื่มให้หมดใช่ไหม”

 


“หากจะให้อาการทุเลาลงไวๆก็คงต้องเป็นเช่นนั้น” องค์ชายป๋ายเซียนหลุบตาลงมองหม้อดินเล็กๆที่วางอยู่ใกล้ๆ

 


“เช่นนั้นรบกวนพวกท่านออกไปก่อนได้ไหม”


 

“...”

 


“ที่เหลือข้าจะจัดการเอง”


 

สองตายายที่นั่งอยู่ฝั่งตรงกันข้ามมองหน้ากันก่อนจะค่อยๆลุกออกไปตามคำขอขององค์ชายป๋ายเซียน สามีภรรยาจะอยู่ดูแลกันไม่มีใครคิดขัดขวาง อีกทั้งผ่านน้ำร้อนมาก่อนไยจะไม่รู้ว่าพระชายาจะทำสิ่งใดต่อไปหลังจากที่พวกเขาออกไปแล้ว


 

องค์ชายป๋ายเซียนเขยิบตัวเข้าไปใกล้คนป่วยอีก รินยาหม้อใส่ลงในชามกระเบื้องใบเล็กก่อนจะประคองแก้มทั้งสองขององค์ชายสามไว้ด้วยหัตถ์น้อยเพียงข้างเดียว


 

“ตอบแทนที่ท่านช่วยชีวิตข้าไว้...”


 

แม้เมื่อคืนจะถูกเอารัดเอาเปรียบไปมากแล้วแต่ความจริงที่ว่าอีกฝ่ายต้องล้มป่วยเพราะตนก็เมินไม่ลงอยู่ดี  ไม่มีเหตุผลที่ป๋ายเซียนจะต้องเมินเพราะใจมันชัดเจนอยู่แล้วว่าห่วงใยแค่ไหน ไม่มีประโยชน์อะไรให้ต้องวิ่งหนีขณะที่คนรักกำลังนอนซมจะเป็นจะตาย



 

และนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่องค์ชายสามได้ช่วยชีวิตเขาไว้ 



 

องค์ชายป๋ายเซียนกระดกถ้วยยาขมแล้วอมมันไว้ในปาก...ป้อนด้วยปากสู่ปากอย่างค่อยเป็นค่อยไป รอจนกระทั่งอีกฝ่ายยอมกลืนมันลงคอพระพักตร์นวลถึงจะยอมผละออกมาทำอย่างเดิมซ้ำอีกครั้ง


 

“ทำขนาดนี้แล้วต้องหายนะได้ยินไหม” ยาหม้อพร่องลงไปจนใกล้หมด ความทุ่มเทขององค์ชายป๋ายเซียนส่งผลให้ผู้ที่เกลียดยาขมยิ่งกว่าสิ่งใด ใกล้จะหมดสติเต็มทีฝืนปรือตาขึ้นมามองคนรักอีกครั้ง หัตถ์ใหญ่สั่นเทิ้มเพราะพิษไข้ยกขึ้นมาลูบปรางใสเบาๆ ริมฝีปากน้อยยังคงประกบปากเขา ป้อนเอาน้ำขมเข้ามาให้ไม่รู้เป็นหนที่เท่าไหร่

 


“อย่าร้องสิ...”


 

อึ่ก...”


 

“ข้าไม่ตายง่ายๆหรอก...” ยาขมไหลลงทางมุมปากทั้งสองคู่พร้อมกับคราบน้ำตาที่เปรอะติดใบหน้าคมคายเพราะเด็กขี้แย องค์ชายป๋ายเซียนผละออกมามององค์ชายสามตาแป๋ว ไม่รู้เลยว่าน้ำตามันไหลลงมาได้อย่างไร รู้แค่กลัวเหลือเกินว่าอีกฝ่ายจะเป็นอะไรไปทั้งที่ใครต่อใครบอกเสมอว่าอีกฝ่ายนั้นแข็งแรง

 


ไม่อยากให้เจ็บ


 

ไม่อยากให้เป็นเช่นนี้


 

อยากให้ตื่นขึ้นมาทำตัวน่ารำคาญดังเช่นทุกที


 

ป๋ายเซียนอยากให้อีกฝ่ายหายเร็วๆ


 

“ไหนว่าแข็งแรง ถูกคมดาบแค่นี้ไยจึงหมดสภาพ” องค์ชายน้อยค่อยๆโน้มตัวลงไปอิงแอบปรางนิ่มไว้กับแผงอกแกร่ง ช้อนตามองใต้คางสากที่ขึ้นตอหนวดหยาบๆพลางเอื้อมมือสัมผัสมันเล่นเบาๆ ไม่ห่วงแล้วศักดิ์ศรี...มีแต่ความจริงทั้งหมดใจที่เผยออกไปอย่างเป็นธรรมชาติ “ช่วยหายเร็วๆได้ไหม...”


 

เสียงหัวเราะเบาๆเหมือนใกล้จะหมดแรงดังขึ้นให้ได้ยิน เส้นผมนุ่มคลอเคลียลำคอสมชายชาตรีจนนึกอยากจับพระชายามากอดรัดให้สาแก่ใจ ทว่าความเป็นจริงทำได้แค่เพียงลูบศีรษะกลมอย่างทะนุถนอม ลมหายใจร้อนๆเป่ารดหน้าผากมนในจังหวะสม่ำเสมอ...บอกให้รู้ว่าผู้เป็นเจ้าของได้ผล็อยหลับลงไปแล้ว...


 

องค์ชายน้อยที่เงียบไปแล้วก็เช่นกัน


 

เขาผล็อยหลับคาอกพระสวามีไปด้วยความอ่อนเพลีย


 

 






 

ตอนสาย ภายในครัวของบ้านสองตายายหมอเทวดาคลุ้งไปด้วยกลิ่นยาสมุนไพรและอาหาร แม้นจะเป็นครัวขนาดเล็กแต่ก็ไม่ได้ดูคับแคบเกินกว่าจะเดินเหิน เพราะจัดสัดส่วนเป็นระเบียบเรียบร้อย แยกชัดเจนว่าฝั่งไหนมีไว้ปรุงยา และฝั่งไหนมีไว้สำหรับทำอาหารมันจึงสะดวกต่อการหยิบจับ อีกทั้งคนอาศัยก็คลุกคลีกับมันมานาน เป็นแค่ระดับรากหญ้าชนชั้นสามัญธรรมดา คับที่เพียงเท่านี้จึงไม่ได้มีผลใดๆ


 

“หากปรุงเสร็จแล้วเจ้ายกใส่พานได้เลยนะเมียงโฮล สักพักจะได้นำไปถวาย”


 

“ค่ะ”

 


แคร่ไม้กลางครัวมีอาหารและเครื่องเคียงหลายอย่างวางรวมกันอยู่บนพานไม้ซึ่งมีไว้ถวายองค์ชายทั้งสองพระองค์  เมียงโฮลจัดแจงทุกอย่างจนเรียบร้อยดีแล้วจึงลุกออกไปนำห่อใบชาและกาต้มน้ำมาชงให้กับท่านตาท่านยายผู้ให้ที่พักอาศัยต่อ


 

“พอจะวางมือจากหม้อยาได้เมื่อใดท่านทั้งสองมาหยุดพักสักหน่อยนะเจ้าคะ ข้าชงชาไว้ให้ตรงนี้”

 


ทำงานหนักนางไม่เคยเหน็ดเหนื่อย อยู่บริการรับใช้ผู้อื่นจนเป็นความเคยชิน กลิ่นชาที่นางชงหอมกรุ่นไม่ว่ากี่คนๆก็ต้องเอ่ยปากชมว่านางช่างเป็นหญิงงามที่ชงชาเก่งกว่าใครๆ ไม่ว่าจะเป็นชาจากเมืองไหนแผ่นดินใดเมียงโฮลล้วนมีฝีมือ


 

อดีตก็เคยเป็นที่โปรดปรานขององค์ชายสามเพราะฝีมือด้านนี้ กี่ราตรีเมื่อพบกันนอกจากศิลปะร่ายรำและการต่อเพลงพิณ ใต้เท้าหนุ่มโปรดปรานในตัวหญิงวัยเจริญพันธุ์อย่างนางก็เห็นทีจะเป็นเสน่ห์ในเรื่องชงชา


 

แต่อย่างว่า...อดีตก็คืออดีต คงเป็นได้แค่ความทรงจำที่ดีในช่วงชีวิตหนึ่งของหญิงผู้ต่ำต้อยเท่านั้น ตอนนี้อีกฝ่ายมีเจ้าของที่คู่ควรเหมาะสมมาอยู่เคียงข้างแล้ว อยากถวายการรับใช้เพียงใดคงเป็นได้แค่ฝันลมๆแล้งๆ  

 


 

มีอะไรให้ข้าช่วยไหม

 

 

“อุ๊ย! องค์ชายเปี้ยน...” หญิงสูงวัยร้องอุทานอย่างตกใจเมื่อนั่งคุยกันอยู่ดีๆก็มีผู้มีบุญบารมีเดินเข้ามาในที่ที่ไม่ควร “อย่าเข้ามาเพคะ กลิ่นเหม็นจะติดเสื้อผ้าเอา”

 


“ข้าคิดว่าท่านตาจะบอกท่านแล้วเสียอีกว่าให้ปฏิบัติต่อข้าเหมือนที่ทำต่อองค์ชายสาม” องค์ชายน้อยไม่ได้ใส่ใจกับสีหน้ากระอักกระอ่วนใจของบุคคลทั้งสาม ดวงเนตรรีเล็กเหลือบมาทางเมียงโฮลแวบหนึ่ง ก่อนจะกลอกมองไปทางอื่นอย่างสนอกสนใจพร้อมกับก้าวเข้ามาด้านในด้วยท่าทางสบายๆ

 


เพราะความน่ารักเป็นธรรมชาติทั้งยังไม่ถือตัวอย่างนี้สินะใต้เท้าถึงได้หลงรัก ขนาดตนที่ไม่เคยคลุกคลี เห็นเพียงเท่านี้ยังรู้สึกได้ว่าอีกฝ่ายต้องเป็นองค์ชายที่น่ารักทั้งพระพักตร์และนิสัยใจคอเป็นแน่

 


“ทำอาหารกันอยู่เหรอ มีอะไรให้ข้าช่วยไหม”


 

“ใกล้เสร็จแล้วเพคะ องค์ชายออกไปรอที่ห้องเถิด”


 

“ถ้าอย่างนั้นข้าจะอยู่รอและช่วยพวกท่านยกออกไป”


 

“ไปอยู่ดูแลองค์ชายสามไม่ดีกว่าหรือ ป่านนี้คงตื่นแล้ว เดี๋ยวจะคิดว่าพระองค์หายไปไหน”


 

“ข้าบอกเขาแล้วว่าจะมาที่นี่”


 

“อ่า...”


 

“ยังเหลือข้าวต้มที่ยังทำไม่เสร็จเพคะ หากองค์ชายอยากช่วยมาลองปรุงดีไหม” เมียงโฮลแทรกบอกด้วยรอยยิ้มอ่อนหวาน เข้าใจว่าคนเป็นชายาคงอยากทำเรื่องเล็กๆน้อยๆให้กับพระสวามีแต่คงไม่กล้าบอกออกมาตรงๆ

 


“อืม” พระวรกายเล็กขยับเดินเข้ามาทางที่นางโลมคนงามยืนรอ ด้านหลังของนางมีเตาข้าวต้มที่กำลังเริ่มเดือด


 

“หม่อมฉันเพิ่งใส่ข้าวและธัญพืชลงไป ยังไม่ได้ปรุงใดๆองค์ชายลองดูนะเพคะ” ไม้พายสำหรับคนถูกส่งให้องค์ชายน้อย ป๋ายเซียนรับมันมาก่อนชะโงกหน้าลงมองหม้อดิน ทั้งชีวิตไม่เคยหยิบจับอะไรเช่นนี้มาก่อน ถึงจะเคยช่วยเหล่าองค์หญิงเรื่องงานสตรีมาบ้าง แต่เรื่องทำอาหารป๋ายเซียนทำเป็นอยู่แค่จัดตกแต่งเล่นๆเท่านั้น เรื่องปรุงอะไรนี่เคยทำที่ไหนกัน ไม่รู้วิญญาณแม่บ้านเข้าสิงหรืออย่างไรถึงครึ้มอกครึ้มใจเข้ามาขันอาสาช่วยโดยไม่ดูความเป็นไปได้

 


“ได้มั้ยเพคะ” องค์ชายป๋ายเซียนมองเครื่องปรุงด้วยความชั่งใจ “ซุปกระดูกทำให้รสชาติดีประมาณนึงแล้ว หากกลัวจะทำเสีย ใส่แค่เกลือเพียงหยิบมือเดียวก็---”

 


พรวด!

 

 

“เฮ้ย! / ตายแล้ว!


 

เกลือในกระปุกที่ตกลงใส่หม้อข้าวต้มทำเอาเมียงโฮลตาลีตาเหลือก รีบกุลีกุจอเข้าไปดูพร้อมกับบอกให้องค์ชายน้อยรีบตักเกลือพูนๆนั่นออกก่อนที่น้ำและข้าวจะดูดกลืนความเค็มเข้าไปจนหมดเสียก่อน

 


“ทำยังไงล่ะทีนี้”


 

ฮ่ะๆๆ

 


เสียงหัวเราะของคนทั้งสามดังขึ้นด้วยความเอ็นดู ท่าทางเก้ๆกังๆเหลอหลาให้กับความผิดพลาดของตัวเองนั้นน่ารักน่าชังอย่าบอกใคร 

 


“ไม่เป็นไรนะเพคะ เติมน้ำลงไปน่าจะพอช่วยได้ เอาใหม่นะ”

 

 




 

 

องค์ชายป๋ายเซียนกลับเข้ามาในห้องพักอีกครั้ง ด้านหลังของเขามีท่านยายและเมียงโฮลคอยถือพานเครื่องเสวยและยาหม้อตามเข้ามาด้วย แต่ทั้งหมดต้องมาหยุดชะงักเมื่อพบผู้ที่ควรจะนอนรักษาพระวรกายอยู่บนฟูก กำลังยืนแต่งกายด้วยอาภรณ์ชุดเดิมกับเมื่อวาน

 


“ทำอะไรของท่าน?!


 

เสียงขององค์ชายป๋ายเซียนช่วยเรียกพระพักตร์งามให้หันหลังกลับมามอง แต่ก็เพียงครู่เดียวเท่านั้น องค์ชายสามหันกลับไปผูกผ้าคาดเอวต่อจนเสร็จ สวมหมวกโปร่งสีดำลงบนศีรษะ พลันขยับปากตอบคำถามพระชายาอย่างใจเย็น

 


“เตรียมตัวกลับวังหลวง ท่านเองก็ควรจะเตรียมตัวเหมือนกัน”


 

“หายดีแล้วหรอจึงได้รีบร้อน”

 


“เพียงเห็นว่าล่วงบ่ายเข้าไปมากแล้ว หากกลับเข้าวังหลวงค่ำมืดฝ่าบาทจะคิดเอาว่าออกมาเถลไถลเพราะหายกันไปตั้งแต่เมื่อคืน” คนฟังขมวดคิ้ว มองแผ่นหลังกว้างอย่างไม่เข้าใจ ทั้งๆที่อาการยังไม่ดีขึ้นเท่าไหร่แต่ก็ยังฝืนดื้อดึงที่จะกลับอย่างนั้นหรอ


 

“ทุกทีก็ไม่เคยสนว่าใครจะคิดอย่างไรอยู่แล้วไม่ใช่หรือไง ไยวันนี้จึง---”


 

“หากไม่รักษาคำพูด ต่อไปฝ่าบาทก็คงไม่ไว้ใจยอมปล่อยให้ข้าพาท่านไปไหนมาไหนได้โดยอิสระอีก” คำอธิบายอย่างจริงจังเปลี่ยนไปจากองค์ชายสามคนเมื่อก่อนนั้นทำเอาป๋ายเซียนเถียงไม่ออก ไม่คิดว่าคนที่เอาแต่สนุกและใช้ชีวิตไปวันๆจะมาจริงจังให้กับอะไรเล็กๆน้อยๆเช่นนี้ได้  ยังได้ยินเสียงทุ้มว่ามาแว่วๆอีกว่า โอกาสของข้าไม่ได้มีมากอีกแล้ว ป๋ายเซียนก็พอจะเข้าใจ


 

จะบอกว่าปลื้มใจที่เห็นอีกฝ่ายเปลี่ยนตัวเองได้ก็ใช่ แต่ลึกๆก็อดเป็นกังวลกับสภาพอาการที่เพิ่งดีขึ้นไม่ทันไรไม่ได้ ไหนจะอาหารที่อุตส่าห์ตั้งใจทำครั้งแรกที่จะต้องกลายเป็นหมันต่อจากนี้อีกล่ะ มันก็น่าเสียดายไม่น้อยไม่ใช่หรอ...


 

“จะไปเลยหรือ”


 

“อืม”


 

“ไม่อยู่ทานข้าวทานยาก่อนหรือองค์ชาย”


 

“ค่อยกลับไปจัดการทีเดียวที่วังหลวง ไม่ต้องห่วงไป ข้าดีขึ้นมากแล้ว” องค์ชายสามบอกทั้งที่ยังยืนหันหลังให้ทุกคน กำลังง่วนอยู่กับการแต่งตัวจนไม่ได้สนใจผู้ใด


 

องค์ชายป๋ายเซียนถอนหายใจเบาๆ หันไปพยักพระพักตร์ให้สตรีทั้งสองยกยาและอาหารกลับออกไปตามพระประสงค์ ความเสียดายฉายชัดในดวงเนตรรีเล็ก ไม่ต่างจากท่านยายและเมียงโฮลที่เฝ้ามองความตั้งใจของเขาอยู่ตลอด ทั้งที่ตั้งใจลงมือทำแต่กลับไม่มีโอกาสได้ถวายช่างน่าเสียดายเหลือเกิน...


 

 

 

 

 

องค์ชายสามเสด็จออกจากห้องพร้อมองค์ชายป๋ายเซียน พากันเดินไปทางหลังเรือนเพื่อบอกลาเจ้าของบ้านก่อนที่จะกลับกันไป แต่ดูเหมือนว่าสองตายายกำลังมีคนไข้มาให้รักษา ทั้งคู่จึงตัดสินใจเอ่ยลาผู้อาวุโสแต่เพียงสั้นๆ

 


 

ทว่า...

 

 



ดวงกษัตริย์

 

 


จู่ๆหญิงแก่ที่นั่งอยู่บนเตียงไม้สำหรับรักษาคนไข้ก็พูดขึ้นมาโดยไม่มีปี่มีขลุ่ย นัยย์ตาของนางจับจ้องแค่เพียงองค์ชายสาม มองอย่างนั้นไม่วางตา มองเสียอย่างกับว่าสามารถล่วงรู้ถึงอะไรบางอย่าง

 

 

บางอย่างที่หลายคนมักเรียกว่า...อนาคต

 

 

“ดวงของท่านมันดวงกษัตริย์” นางย้ำอีกครั้ง เรียวปากแห้งผากสีคล้ำเช่นเดียวกับชุดคลุมที่สวมใส่ขับให้นางดูลึกลับน่ากลัว สร้อยหินนำโชคและเครื่องรางประดับตัวทำให้ผู้พบเห็นเดาได้ว่าอีกฝ่ายน่าจะทำอาชีพช่างทำนายดวงชะตาหรืออะไรเทือกนั้น

 

 

“เมื่ออาทิตย์ดวงเก่าลับลาโดยไม่มีวันหวนกลับ วิหคผู้รักอิสระจะได้ครองแผ่นดิน”

 

 

“...”

 

 

“พูดอะไรของเจ้า มาๆ หันมาให้ข้าดูแผลดีๆ” ท่านยายช่วยเบือนความสนใจพลางเหลือบมองพระพักตร์งามของผู้ที่ตนรักดั่งลูกหลานในสกุลแท้ๆ “นางเป็นหมอดูที่อาศัยอยู่อีกเมือง อย่าสนใจเลย จะกลับก็กลับกันเถิด”

 


องค์ชายสามพยักศีรษะรับพลางกระตุกยิ้มขำ ไม่ได้สนใจกับคำทำนายนั้น...ตนเป็นลูกกษัตริย์ แปลกตรงไหนถ้าหากดวงชะตาจะเหมือนกษัตริย์อย่างที่น้ำเสียงแหบพร่านั้นว่ามา เขาไม่ใส่ใจ คว้าหัตถ์องค์ชายป๋ายเซียนไว้เพื่อที่จะพาออกไปแต่เท้าต้องหยุดชะงักอีกครั้งเพราะหญิงแก่คนเดิม

 


“พ้นวันเกิดของท่านไปหรือยัง”


 

“...”


 

“วันเกิดของท่านไม่ใช่วันดี มันคือวันแห่งการสูญเสีย”


 

“...”


 

“ระวังไว้ เคราะห์ใหญ่ไม่เคยส่งสัญญาณเตือน”

 



 


 

 

“ไหวมั้ย?


 

“อืม”


 

“แต่หน้าท่านซีด”


 

“แค่รู้ว่ามีคนเป็นห่วง ข้าก็มีแรงทำอะไรต่อมิอะไรขึ้นมาแล้วล่ะ” คำพูดสองแง่สองง่ามกับสีหน้าซีดๆนั่นคิดว่ามันเข้ากันหรือไง องค์ชายป๋ายเซียนส่ายหัวก่อนจะเบี่ยงตัวหลบเมื่ออีกคนทำท่าจะอุ้มเขาให้ขึ้นไปนั่งบนหลังม้าตัวโต

 


“ข้าไม่ได้เป็นอะไรขึ้นเองได้ ท่านเอาตัวเองให้รอดก่อนเถิด” ว่าแกมบ่นก่อนจะสอดเท้าเข้าเหยียบโกลน ดันตัวเองให้ขึ้นไปนั่งอยู่บนหลังของสัตว์สง่า สภาพทุลักทุเลทำให้องค์ชายสามอดดันสะโพกกลมๆนั่นเพื่อช่วยอีกแรงไม่ได้

 


องค์ชายหนุ่มจูงม้าออกมาจากใต้ร่มไม้ใหญ่ ตามขึ้นไปควบซ้อนท้ายองค์ชายป๋ายเซียนด้วยท่วงท่าสง่างามแม้ว่าบาดแผลที่เอวจะยังทำให้รู้สึกปวดหน่วงๆ


 

ช้าก่อนเพคะ!


 

เสียงตะโกนเรียกของหญิงงามดังพอที่จะหยุดฝีเท้าเนิบนาบของม้าให้อยู่กับที่ ทั้งองค์ชายสามและองค์ชายป๋ายเซียนหันหน้ากลับไปมองหลัง เห็นเมียงโฮลวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาหาพร้อมห่อผ้า


 

“อย่าเพิ่งไปเพคะ” นางรีบยื่นห่อผ้าที่ด้านในบรรจุกล่องข้าวอย่างดีให้กับองค์ชายหนุ่ม แม้ไม่เข้าใจแต่ชานยอลก็มีน้ำใจรับไว้


 

“เจ้าเอาอะไรมาให้ข้ารึ เมียงโฮล” นางโลมคนงามเงยหน้ามองเขาด้วยสายตาห่วงหาอาทร แต่ก็ไม่ได้เศร้าหมองเกินที่จะจากกันนัก  เหมือนว่านางพยายามจดจำทุกรายละเอียดบนเครื่องหน้าหล่อเหลา มองราวกับจะไม่มีโอกาสได้พบกันอีก

 

“คงน่าเสียดายถ้าหากว่าองค์ชายจะไม่มีโอกาสได้ชิมมันทั้งที่พระชายาอุตส่าห์ตั้งใจทำ” องค์ชายสามมองเมียงโฮล ก่อนจะค่อยๆเลื่อนสายพระเนตรไปที่องค์ชายป๋ายเซียน “พระชายาตั้งใจทำให้องค์ชายมากเลยเพคะ”

 



 

“จ เจ้ายังไม่นำมันไปเททิ้งอีกหรอ” เมียงโฮลส่ายหน้าปฏิเสธ องค์ชายน้อยที่นั่งอยู่ในอ้อมแขนขององค์ชายสามจึงทำได้เพียงหลบสายพระเนตรคมที่เอาแต่จดจ้องมองกันเงียบๆ


 

“ขอบใจ หากเจ้าไม่วิ่งเอามาให้ข้าก็คงไม่รู้ว่ามีคนตั้งใจทำให้ขนาดนี้” หญิงงามระบายรอยยิ้มเลือนราง คุกเข่าลงกับพื้นพลางคำนับองค์ชายทั้งสองพระองค์เพื่อถวายความภักดี


 

“อีกไม่กี่วันข้างหน้าข้าจะต้องไปจากที่นี่แล้ว”


 

“...”


 

“ตัดสินใจจะไปเรียนตัดเย็บที่อีกเมือง หากโชคดีคงได้เปิดร้านเป็นของตัวเองและตั้งต้นชีวิตใหม่ที่นั่น น่าตื้นตันเหลือเกินที่องค์ชายทั้งสองเสด็จมาที่นี่ให้ได้บอกลากันก่อน”


 

“เมียงโฮล”


 

“ขอบคุณสำหรับความเมตตานะเจ้าคะใต้เท้า ชั่วชีวิตนี้ข้าจะไม่มีวันลืม” หญิงงามน้ำตาซึมเมื่อหัตถ์ใหญ่เอื้อมลงมาลูบศีรษะตนเบาๆ


 

“ขอให้เจ้าจงโชคดี มีชีวิตใหม่แบบที่ต้องการ”


 

“ขอให้พวกท่านครองรักกันยืนยาว ไม่มีสิ่งใดมาพรากจากกันไปได้”


 

ต่างฝ่ายต่างสบตากัน...ก่อนม้าตัวโตจะค่อยๆขยับห่างออกไป หญิงสาวทอดมองแผ่นหลังกว้างสะท้อนแสงแดดจางๆด้วยความใจหาย ก้มลงมองถุงเงินในมือจำนวนไม่น้อยที่องค์ชายป๋ายเซียนประทานให้เมื่อครู่อย่างซึ้งใจ...โชคดีขนาดไหนแล้วที่ผู้มีบุญบารมีทั้งสองทรงเมตตา

 

 

 

 



 

 

“ทำไมเงียบนักล่ะ”


 

หากไม่มีเสียงกรอบแกรบจากฝีเท้าของม้าตัวโตที่ควบกันอยู่ก็คงกล่าวได้ว่าเงียบสนิท ธรรมชาติรอบทิศไม่ได้น่าดึงดูดตราบเท่าที่ตรงหน้าเขามีองค์ชายป๋ายเซียน

 

 

“โกรธที่ข้าแตะต้องนางหรือ”


 

“หากคิดว่าข้าจะโกรธแล้วทำทำไม”


 

“...”


 

“แสดงว่าความรู้สึกของข้าไม่มีความหมาย” องค์ชายน้อยหันเสี้ยวพระพักตร์มองกลับหลัง องค์ชายสามที่เงียบงันไปเพราะคำพูดของเขาทำเด็กช่างเอาคืนอมยิ้มขำน้อยๆ


 

“ชอบเห็นข้าใจเสียหรือ” องค์ชายหนุ่มตวัดแขนข้างหนึ่งโอบเอวน้อย ห่อกล่องข้าววางพาดบนอานม้าตรงหน้าของพระชายาพอดิบพอดี ผู้เป็นคนลงมือทำสิ่งที่อยู่ด้านในเห็นแล้วถึงกับแก้มร้อน ยิ่งร้อนมากขึ้นเมื่อไหล่ถูกจับจองโดยคางแข็งๆของคนด้านหลัง


 

“ใครอนุญาต”


 

“แลกกับที่ท่านซบอกข้าจนผล็อยหลับไปด้วยกันเมื่อเช้าจะเป็นไรไป” ปลายจมูกโด่งเฉียดมุมปากเล็กไปเพียงนิด หากองค์ชายป๋ายเซียนไหวตัวช้ากว่านี้อีกสักหน่อยก็คงดี “ขอบใจนะ...”


 

“เรื่องอะไร”


 

“ทุกเรื่อง โดยเฉพาะการให้โอกาสคนไม่เอาไหนอย่างข้าได้แก้ตัว” ลมหายใจอุ่นๆเป่ารดลงมาบนใบหูซ้ำๆจนแก้มน้อยร้อนขึ้นมา ขยับตัวช้าๆเพราะซอกคอกำลังถูกรุกล้ำ องค์ชายสามพรมจูบความผุดผ่องนั้นอย่างแสนอ่อนโยน


 

“อยากให้กลับมาอยู่ด้วยกัน”


 

ส่งเสียงดังอู้อี้อยู่ตรงนั้นไม่ยอมละจาก แสนเอาแต่พระทัย นิสัยก็เหมือนกับเด็ก...เด็กตัวโตนิสัยเกเรที่กำลังสำนึกผิดนั้นยากจะรับมือจริงๆ


 

กลับมาเถอะนะ... 


 

องค์ชายป๋ายเซียนแอบเหลียวพระพักตร์กลับไปมอง...หอมเสี้ยวแก้มอุ่นขององค์พระสวามีเบาๆ ซึ่งก็น่าเสียดายที่แรงสะเทือนจากการเคลื่อนไหวของม้าทำให้องค์ชายหนุ่มไม่อาจรู้ตัว


 

“แล้วข้าจะรัก และซื่อสัตย์ต่อท่านเพียงคนเดียว”





 

 

#สะใภ้บรรณาการ


 

 




เหลืออีกประมาณ 5 ตอนจะถึงบทสรุปของเรื่องแล้วนะคะ

ใครอยากครอบครองรูปเล่มเตรียมตัวไว้เลย (สองเล่มจบกำเงินให้แน่น)

ราวๆ กุมภาพันธ์ เจอกันค่า

/ขอบคุณที่ติดตามกันมาอย่างยาวนาน 

ขอบคุณทุกความเห็น เราได้อ่านมันหมดน๊า <3

 

 





         CR.SQW
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 630 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

10,413 ความคิดเห็น

  1. #10354 EATWELL (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 13 กรกฎาคม 2563 / 12:55

    แงงงงงงงงงง

    #10,354
    0
  2. #10317 Mr-mztxx (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 19 มิถุนายน 2563 / 02:37
    รู้สึกถึงลางไม่ดีเลยเจ้าค่ะ
    #10,317
    0
  3. #10241 Rain (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 20 เมษายน 2563 / 16:10

    ข้ากลัวเหลือเกินเรื่องร้ายย

    #10,241
    0
  4. #10166 เหมี๊ยวกวิ้น🐧 (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2563 / 23:52
    น่ารัก อย่าเจอเรื่องร้ายๆอีกเลยนะ ;-;
    #10,166
    0
  5. #10070 PRAE.VV (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 20 ธันวาคม 2562 / 17:11
    ขอให้ทุกอย่างผ่านไปได้ด้วยดี~
    #10,070
    0
  6. #9942 pbcy (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 19 ตุลาคม 2562 / 23:54
    หมอดูทักแบบนี้ดิฉันใจไม่ค่อยดีเลยเจ้าค่ะ ฮือออออ แต่ชานป๋ายคืนดีกันแล้วก็สบายไต
    #9,942
    0
  7. #9905 IPINOCKIO (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 23 กันยายน 2562 / 12:43
    ฮือออออออออ ขอร้องไห้อีกก๊อกนึง สงสารเซฮุนนนนนนนน ที่จริงทั้งลู่หานกับเซฮุนเหมือนกันอยู่อย่างนึงคือดันไปรักคนที่เขาไม่รักตอบ แต่สิ่งที่ต่างคือเซฮุนรับความเป็นจริงและอยู่กับมันให้ได้ถึงจะเจ็บปวด ลู่หานรู้ว่าความจริงคืออะไรแต่รับไม่ได้เท่านั้น ร่างกายเจ็บหัวใจเจ็บก็พาร่างกายไปที่อยู่ขององค์ชายห้าโดยไม่รู้ องค์ชายห้าก็ปลอบก็สอนอย่างใจเย็น ใจหนู ฮึกกก ถ้าเค้าหันมารักกันมันก็จบเรื่อง เราสงสารไปหมดแล้วเนี่ย โอ้ยยยยย ปวดใจ
    ผู้หญิงที่อิฉันชอบที่สุดในเรื่องนี้คือเมียงโฮล นางเป็นคนสวยทั้งกายและใจ อยากให้นางได้เจอรักแท้อ่ะ เป็นกำลังใจให้นะในฐานะผู้หญิงด้วยกัน
    งื้ออออออ ป๋ายแอบหอมแก้มชานยอลด้วยอ่ะ น่าร๊ากกกกกกกกก แต่คำทำนายของแม่หมอนี่...... จะมีดราม่าก๊อกใหญ่อีกใช่ไหม ปวดหัวววว
    #9,905
    0
  8. #9869 heykiki (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 13 กันยายน 2562 / 20:36
    ที่ดีมากจริง ขนาดกลับมาอ่านอีกยังไม่เบื่อ ลุ้นเหลือเกิน เห้อ น่ารัก ๆๆ
    #9,869
    0
  9. #9765 0922089003 (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 27 มีนาคม 2562 / 17:15
    รู้สึกประทับใจในตัวละครเมียงโฮล กับฉากที่เมียงโฮลคุกเข่าพลางคำนับองค์ชายเพื่อถวายความภักดี
    **ถ้าเป็นภาพจิงๆ มันคงจะสวยน่าดู**
    #9,765
    0
  10. #9662 bemysunshine (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 11 พฤศจิกายน 2561 / 03:17
    เมียงโฮลทำดีมากจ้า คนงามใจงาม ส่วนยัยน้องมีแอบหอมแก้มตาพี่ด้วยนะ ใจอ่อนแล้วซี กลับไปอยู่ด้วยกันเถอะนะ /หลับหูหลับตาไม่สนใจไม่ลับลู้คำทำนายทายทักอะไรไม่จริงไม่ดราม่าสิ
    #9,662
    0
  11. #9560 lad1988da (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 29 สิงหาคม 2561 / 21:51

    คืนดีกันเร็วๆนะ องค์ชายห้าก็น่าสงสารลู่ก็น่าสงสารเพราะรักมากจึงทำพลาดไป

    ป้าหมอทักดูน่ากลัวจัง

    #9,560
    0
  12. #9536 chootikarn (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 15 สิงหาคม 2561 / 21:33
    ป้าหมอทักงี้ใจหายเลยยย
    #9,536
    0
  13. #9503 sunshinyi19 (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 10 สิงหาคม 2561 / 19:16
    ขอบคุณเมียงโฮลลลล เป็นคนดีมากจริงๆ
    #9,503
    0
  14. #9497 11507416p (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 10 สิงหาคม 2561 / 01:48
    หมอดูทักน่ากลัวจังเลย
    #9,497
    0
  15. #9442 Chi_Yeol (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 11 กรกฎาคม 2561 / 11:01

    จริงๆก็น่าเห็นใจลู่เหมือนกันนะ รักมากไปเลยหลงผิด

    รบกวนองค์ชายห้า มาดามใจด่วน *_*

    #9,442
    0
  16. #9436 EsHyun (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 2 กรกฎาคม 2561 / 00:46
    หมอดู น่ากลัวจัง
    #9,436
    0
  17. #9377 Niicee (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 26 พฤษภาคม 2561 / 20:54
    เมียงโฮลน่ารักมากๆเลยอะ ชอบนางจังเลย จะร้องไห้ตอนที่นางมาบอกลาไปเริ่มชีวิตใหม่อะฮือ
    #9,377
    0
  18. #9354 ppploycb (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 17 พฤษภาคม 2561 / 16:19
    เมียงโฮลขอให้เจอคนดีๆนะ
    #9,354
    0
  19. #9353 ppploycb (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 17 พฤษภาคม 2561 / 16:19
    เมียงโฮลขอให้เจอคนดีๆนะ
    #9,353
    0
  20. #9292 real__prw (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 25 เมษายน 2561 / 01:35
    เมียงโฮลเป็นเพียงนางโลมแต่นางช่างมีจิตใจสูงส่งมิเหมือนลู่หานมีศักดิ์เป็นถึงลูกเสนาบดีแต่กลับมิรู้จักควบคุมตัวเองปล่อยให้อารมณ์ชั่ววูบกระทำสิ่งต่ำช้าเลวรามมิสมกับศักดิ์ศรีเลยแม้แต่น้อย
    #9,292
    0
  21. #9272 IOOIOIIIIO (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 16 เมษายน 2561 / 10:57
    เป็นกษัติย์แผ่นดินเปี้ยน? ในเมื่อโชซอนยังมีรัชทายาทอยู่
    #9,272
    1
    • #9272-1 IOOIOIIIIO(จากตอนที่ 31)
      16 เมษายน 2561 / 11:10
      ชีวิตเมียงโฮลเป็นเรื่องอะไรที่น่าหดหู่ใจมากที่สุด เศร้ามาก! อินใจมากเว่อ
      #9272-1
  22. #9190 sehun-hunhan (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 8 เมษายน 2561 / 07:16
    คิดไว้แล้ว องค์ชายสามต้องครองราชย์ต่อจากพ่อแน่
    #9,190
    0
  23. #9074 HuangZiPrang (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 31 มีนาคม 2561 / 21:46
    สมน้ำหน้าลู่หานจัง สงสารไม่ลงเท่าไหร่ ความรักของเธอที่มีให้ชานยอลมันเห็นแก่ตัวเกินไป อีกฝ่ายรับไม่ได้ก็คือไม่ได้ ไม่ใช่จะไปยัดเยียดกัดกัดทุกทางให้เค้ามาสนใจตน นี่รักตัวเองมากกว่าความรู้สึกที่มีให้ขานยอลอีกรึกป่าว ใครจะมาแย่งไปไม่ได้เลยเชียวหรือ
    #9,074
    0
  24. #9048 areenachesani (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 30 มีนาคม 2561 / 18:23
    แงง ทำไมตอนนี้ซึ้งจังวะ น้ำตาซึมเลยย
    #9,048
    0
  25. #9036 Maylovechanbaek (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 30 มีนาคม 2561 / 11:09
    ใครจะสูญเสีย??
    #9,036
    0