สะใภ้บรรณาการ (Chanbaek) -END-

ตอนที่ 30 : 28 - ด้วยชีวิต

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 26,045
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 854 ครั้ง
    2 เม.ย. 60

 

-28-

ด้วยชีวิต









จับให้แน่นๆสิ



“...”



ดึงมันลงมาหน่อย



“...”



ท่านจับสูงเช่นนี้ต่อให้ไฟจุดติด ลมก็คงจะพัดให้ดับอีกอยู่ดี



“...”



ป๋ายเซียน ท่านจับแบบนี้ข้าจะจุดไฟได้อย่างไร



จิ๊! มากความดีนักมาถือเองเลยสิพระหัตถ์ใหญ่รีบคว้าหัตถ์เล็กไว้ด้วยความไว ดันโคมลอยใบใหญ่ให้อยู่เหนือศีรษะ ก่อนจะช้อนตามององค์ชายน้อยที่กำลังทำสีหน้าบูดบึ้งเหมือนโดนบังคับให้มาด้วยกัน



 

ซึ่งก็คงจะจริงอยู่...


 


ข้าไม่ได้ตำหนิท่าน เพียงแค่บอกให้จับให้แน่นกว่านี้เท่านั้น เพราะหากไฟจุดติดเมื่อไหร่ท่านจะร้อนมือเอาได้ถ้ายังจับเช่นนี้สุรเสียงนุ่มนวลที่ใช้บอก แววตาแสนจริงใจที่ส่งมาทำองค์ชายน้อยต้องเบือนพระพักตร์หนี ขมุบขมิบปากบ่นพึมพำหากสุดท้ายก็ยังหลุบตาลงมองอีกคนจนได้

 


ต่ำพอหรือยัง” 



 ซ้ำยังทำตามคำแนะนำของคนที่ตัวเองเมินหนักหนาอีกต่างหาก



แบบนี้แหละ ถือไว้ล่ะข้าจะจุดไฟแล้ว



ไม่รู้อะไรดลจิตดลใจให้ตัวเองใจอ่อน ยอมมาปล่อยโคมลอยเป็นคู่อีกฝ่าย...อาจจะเพราะความตื๊อไม่เลิกที่ดูน่ารำคาญ หรือความน่าสงสารที่ไม่อยากยอมรับแต่ก็รู้สึกไปแล้วจริงๆ สายพระเนตรที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความสำนึกผิด กับการกระทำคำพูดที่ดูอ่อนโยนลงมันยากที่จะเพิกเฉย



อีกทั้งป๋ายเซียนไม่อาจต้านทานความคิดถึงของตัวเองไหว...พยายามปิดใจแต่เพียงแค่เห็นหน้าและสบสายตาทุกอย่างก็พังทลาย...



อ๊ะ…”



ร้อนหรือ?!



เชื้อเพลิงกำลังติดไฟ..โคมกระดาษสีขาวบางๆใบใหญ่เริ่มพองลมขึ้นเรื่อยๆ สองหัตถ์น้อยที่คอยจับขอบด้านล่างเริ่มสู้ความร้อนไม่ไหว เป็นเหตุให้องค์ชายหนุ่มผู้รับหน้าที่จุดไฟ ลงไปนั่งยองๆก้มๆเงยๆอยู่นานสองนานต้องลุกขึ้นยืนและช่วยองค์ชายป๋ายเซียนถือโคมไว้อีกแรง



ทนอีกนิด เดี๋ยวก็---



จะลอยแล้ว!น้ำเสียงร่าเริงและรอยยิ้มกว้างคล้ายเด็กน้อยขององค์ชายป๋ายเซียนหยุดทุกอย่างขององค์ชายสาม...ไม่ว่าจะสายตา คำพูด หรือแม้แต่หัวใจของเขามันเป็นขององค์ชายป๋ายเซียนผู้เดียว



ปล่อยเลยไหม?! มันจะลอยแล้ว เราปล่อยตอนนี้เลยได้ไหมท่านพี่



“...”



“...”



คำพูดที่หลุดปากออกไปทำเอาชะงักไปทั้งสอง องค์ชายป๋ายเซียนกลอกเนตรไปมา รีบดึงโคมกระดาษมาคั่นไว้ตรงกลางให้มันบดบังตัวเองจากเจ้าของดวงเนตรคม

 


อธิษฐานก่อนสิ



เสียงทุ้มดังอยู่ตรงหน้า แต่มิอาจมองเห็นเพราะโคมสีส้มเพลิงคั่นอยู่ตรงกลาง...แต่หัตถ์ใหญ่ที่วางซ้อนทับอยู่บนหลังมือของเขาทั้งสองข้างก็มากพอที่จะทำให้ใจดวงน้อยสั่นสะท้านอีกครั้ง



ก่อนจะปล่อยให้มันลอยขึ้นไปต้องอธิษฐานก่อน



“...”



ได้ยินเสียงข้าไหมป๋ายเซียน



เจ้าของชื่อเม้มปากแน่น ยากที่จะอธิบายความรู้สึกมากมายในตอนนี้ หันมองไปรอบๆพบชาวบ้านอีกหลายชีวิตมาร่วมกันปล่อยโคม..บ้างก็กำลังหลับตาอธิษฐานดังเช่นที่องค์ชายสามเอื้อนบอก



อืม ได้ยิน



บริเวณลานกว้างไม่ได้มีเพียงพวกเขา ทว่าความรู้สึกราวกับมีเพียงแค่สองเรา..ใต้หมู่ดาวและแสงจันทราป๋ายเซียนมองเห็นเพียงเงาร่างของคนตรงหน้าผู้เดียว...



องค์ชายสามเองก็เช่นกัน ได้แต่จินตนาการถึงผู้ที่อยู่หลังโคมพลางหลับตาลงช้าๆ จากนั้นไม่นานโคมลอยใบใหญ่ก็ค่อยๆถูกปล่อยให้ลอยขึ้นไปตามทางของมัน...



 

พร้อมกับคำอธิษฐานขององค์ชายทั้งสองพระองค์



 


ปุ้ง! ปุ้ง! ปุ้ง!~


 


ดอกไม้ไฟที่ยิงขึ้นท้องฟ้าส่งเสียงก้องกังวานดังตูมตามอย่างต่อเนื่อง ท้องฟ้ายามค่ำคืนสว่างไสวด้วยแสงหลากสีที่กระจายตัวอย่างเจิดจ้า งดงามดุจสรวงสวรรค์ โคมลอยนับร้อยพันช่วยแต่งแต้มราตรีนี้ให้สมบูรณ์แบบและพร่างพราวยิ่งกว่าราตรีไหนๆ



พระพักตร์นวลแหงนมองความงามนั้นอย่างเพลิดเพลินใจ แก้วตาใสต้องสะท้อนแสงหลากสี...กว่านาทีที่เรียวปากเล็กกระจิดเผยยิ้มจางๆอย่างน่ามอง



ไม่รู้สึกตัวว่าตนกำลังถูกจ้อง...ไม่รู้เลยว่าองค์ชายสามคอยแต่เฝ้ามอง...มองดวงหน้าหวานของเขาด้วยความเศร้าหมองหากแต่ก็เจือไปด้วยความสุขใจ



สบายดีใช่ไหม



เสี้ยววินาทีของคำถาม...ลมหายใจขององค์ชายป๋ายเซียนหยุดชะงัก ค่อยๆละสายตาออกจากดอกไม้ไฟแล้วหันกลับมาเงยหน้าขึ้นสบตากับเจ้าของคำถาม...ประโยคแสนธรรมดาที่ผู้ใดก็เอ่ยออกมาได้ทำให้ดวงหฤทัยทั้งสองเต้นช้าลงอย่างน่าประหลาด...เสมือนกลายเป็นคนแปลกหน้า…ทั้งคำถามที่ไม่ล่วงรู้คำตอบมาก่อน ไม่น่าเชื่อว่าจะได้ยินมันจากองค์ชายสาม



ที่ผ่านมาแสนรอบรู้ไปหมดทุกสิ่ง แต่มาวันนี้มันกลับไม่เหมือนเดิม...สายพระเนตรคมมีแต่ความว่างเปล่า หลายวันที่พ้นผ่านไปเขาไม่อาจรู้ถึงความเป็นไปขององค์ชายป๋ายเซียนได้เลยจริงๆ



ไม่ได้เจ็บไข้---



ได้ชีวิตกลับมาเป็นของตัวเองไยจะไม่ดี



“...”



ข้ามีความสุขดี ดียิ่งกว่าตอนมีพันธะติดตัวเสียอีก” บอกราวกับไม่รู้สึกรู้สาใดๆ คอยสังเกตสีหน้าของคนใจร้ายและก็เป็นตัวเองที่ต้องมารู้สึกผิดเสียเองเมื่อเห็นว่าองค์ชายสามทรงมีปฏิกิริยาเช่นไร



อย่างนั้นหรือ…



ดวงเนตรคมหม่นแสงลงทั้งยังหลบตากันอย่างที่ไม่เคยทำมาก่อน  แสร้งฝืนยิ้มติดตลกพลางใช้หลังหัตถ์ปาดเหงื่อบนหน้าผากตนเองออกลวกๆ คราบควันสีดำเปรอะพระพักตร์งามแสนน่าขันทว่าองค์ชายป๋ายเซียนกลับขำไม่ลง...รีบเบือนพระพักตร์หนีดวงเนตรสีรัตติกาลที่กำลังแดงก่ำ



ฝันร้ายในคืนนั้นทำให้บอบช้ำจนไม่กล้านำตัวเองกลับไปเสี่ยงกับความไม่แน่นอนได้อีก องค์ชายสามเป็นพวกได้อะไรมาโดยง่าย บางทีอาจจะแค่อยากเอาชนะถึงได้มาคอยตามกัน...องค์ชายป๋ายเซียนพยายามกล่อมตัวเองแม้ว่าจะไขว้เขวให้กับความน่าสงสารของอีกฝ่ายไปมากแล้วก็ตาม



ป่านนี้อี้ชิงกับแทมินคงหาข้ากันให้วุ่น ขอตัวก่อนก็แล้วกั---” หัตถ์ใหญ่ที่รีบสอดเข้ามาประสานมือกันทั้งยังกระชับแน่นทำองค์ชายป๋ายเซียนหยุดชะงัก มันเย็นเฉียบและสั่นพร่าจนไม่กล้าสลัดทิ้ง ไม่กล้าแม้กระทั่งเงยหน้าขึ้นมองผู้เป็นเจ้าของ เพราะแค่ได้ยินสุรเสียงที่ดังอยู่เหนือศีรษะก็ยากเกินพอที่จะกลั้นน้ำตา



ไม่มีโอกาสสำหรับข้าอีกแล้วหรือ



“...”



หากว่าข้าขอโทษ ท่านจะอภัยให้ไหม



“...”



อภัยไหมป๋ายเซียน



แล้วคิดว่าการกระทำที่ผ่านมาของท่านสมควรได้รับการให้อภัยหรือยัง



ไม่รู้



รู้ทุกเรื่องยกเว้นความผิดตัวเอง---



ข้าไม่รู้จริงๆ



“...”



ไม่รู้จะควบคุมตัวเองอย่างไรไม่ให้รู้สึก ไม่ได้ตั้งใจจะดูหมิ่น ไม่ได้อยากทำให้บอบช้ำแต่ข้าควบคุมตัวเองไม่ได้...



แล้วอย่างไรข้าต้องรู้สึกเห็นใจคำพูดสละสลวยที่ใครก็กลั่นออกมาได้ของท่านแล้วลืมเรื่องคืนนั้นไปเช่นนั้นน่ะหรือ ท่านเห็นข้าเป็นอะไร ที่รองรับอารมณ์ที่ไม่มีหัวจิตหัวใจ จะย่ำยีอย่างไร----” นิ้วโป้งหนาทาบลงบนกลีบปากบาง ไม่ต้องการจะรับฟังถ้อยคำตัดพ้อเพราะเท่านี้มันก็มากพอให้จดจำการกระทำของตัวเองไปจนวันตาย



จะลงโทษข้าอย่างไรก็ได้...จะยอมรับโดยไม่มีข้อแม้ ไม่ย้อนกลับไปรื้อฟื้นว่าผู้ใดกันแน่ที่เป็นฝ่ายผิด



จะรังเกียจรังงอนโกรธแค้นข้าอย่างไรก็แล้วแต่ใจท่าน แต่โปรดจงรู้เอาไว้อย่างว่าข้าเองก็เจ็บปวดสบตาพลางเอื้อนบอกอย่างหนักแน่นจริงจัง ข้าจะอยู่รับผิดชอบการกระทำของตัวเองไม่ไปไหน ท่านเองก็อย่าไปไหนเหมือนกัน



ยังกล้า---



จะชดใช้ให้ทั้งชีวิต



“…”



อยากได้สิ่งใดขอเพียงบอก ข้ายินดีทำให้ทั้งนั้นแค่อย่าผลักไสกันก็พอ

 






 




องค์ชายทั้งสองพระองค์พากันเดินออกจากจุดปล่อยโคมลอยกันมาได้สักพัก...ผู้คนบริเวณนั้นค่อนข้างบางตาลง บรรยากาศเงียบสงบไม่พลุกพล่าน แสนเหมาะต่อการคิดฟุ้งซ่านโดยบุคคลต้นเรื่องต่างก็เดินเคียงข้างมาด้วยกัน

 



ที่สำคัญจับจูงมือราวกับว่ารักกันดี



 

งานโคมที่นี่จัดยิ่งใหญ่ทุกปี ข้าเคยมีโอกาสได้มาเดินเล่นบ้าง แต่ก็ไม่นานนักองค์ชายป๋ายเซียนก้มลงมองมือข้างที่ถูกกุมเงียบๆ เริ่มสับสนในตัวเอง...



ทั้งๆที่โกรธแต่กลับใจง่ายยอมให้อีกฝ่ายจูงมือพามาด้วยกัน คำขอก่อนหน้านั้นเขาไม่ได้ตอบรับ แต่การไม่ปฏิเสธใดๆก็เหมือนกับการรับไว้พิจารณา เพราะแบบนั้นองค์ชายสามถึงได้พระทัยชื้น สีพระพักตร์สดชื่นขึ้นต่างจากเขาที่เอาแต่ขมวดคิ้วยุ่งตลอดเวลา หัวใจและสมองกำลังตบตีกันอยู่ว่าสมควรแล้วหรือ...ที่เอาตัวเองมาอยู่ตรงนี้



ความจริงก็ไม่เคยได้สนใจดูให้ละเอียด เพิ่งรู้เอาคืนนี้เหมือนกันว่ามีร้านค้าใหม่ๆเข้ามาเพิ่มกว่าแต่ก่อน ดูอย่างร้านขายผ้าทอมือเมื่อครู่สิ...ข้าคิดว่าพ่อค้าน่าจะมาจากต่างเมือง



น่าตลกสิ้นดี กับผู้ที่เคยตกเป็นของกันและกันไม่รู้ตั้งกี่ครั้ง แต่กลับยังต้องมารู้สึกเก้ๆกังๆเข้าหน้ากันไม่ติด เหมือนเพิ่งเคยทำความรู้จักกัน..เหมือนกลับไปเริ่มต้นที่ศูนย์อีกครั้ง...องค์ชายสามต้องใช้ความพยายามอย่างหนักเพื่อทำให้คนรักกลับมาไว้เนื้อเชื่อใจ    



หากถูกใจท่านสักผืน ข้าคงซื้อไปให้ห้องเย็บปักตัดชุดใหม่ให้ท่านลองใช้สักชุด



“…”



สีหวานเหมือนขนม คงเข้ากันดีเหมือนชุดที่ท่านกำลังสวมอยู่ตอนนี้...องค์ชายสามหันไปก้มลงมองเจ้าของชุดสีชมพูอ่อน วันนี้พระชายาของเขาอยู่ในชุดคลุมแสนธรรมดา แต่ผิวพรรณและดวงหน้าที่อ่อนเยาว์อยู่เสมอทำให้องค์ชายน้อยดูโดดเด่นไม่เหมือนใคร สว่างไสวยิ่งกว่าดาวบนท้องฟ้า และเชื่อเถิดว่าไม่มีบุรุษใดสามารถสวมใส่ชุดสีหวานปานขนมได้น่ามองเท่าคนตรงหน้านี้อีกแล้ว



เหมยฮวาน้อย



“...”



มีใครเคยบอกไหมว่าท่านเหมือนดอกเหมย



อีกไม่นานก็จะพ้นหน้าหนาว ดอกเหมยฮวาก็จะหมดความสำคัญ



เมื่อพ้นฤดูหนาว ฤดูใบไม้ผลิจะเข้ามาเยือน เช่นนั้นต่อไปก็เป็นหน้าที่ของแสงตะวันอย่างข้า...เหมยฮวาอย่างท่านน่ะ ผลิบานให้ข้าเห็นทุกฤดูก็พอแล้ว ไม่ต้องงดงามหรือสำคัญเพื่อใครที่ไหนหรอกองค์ชายป๋ายเซียนเบือนพระพักตร์หนี เบ้ปากให้กับวาจาของผู้มากวาทศิลป์ ไม่ว่าจะที่ไหน เมื่อไหร่ สถานการณ์ใด เขายังคงตกเป็นรองให้กับคนร้ายกาจอยู่ดี



อย่าทำหน้าบึ้งเช่นนั้นสิ



ข้าจะทำหน้าแบบไหนมันก็---”  แสนอยากตอกกลับแต่ควานหาลิ้นตัวเองไม่เจอเอาเสียดื้อๆ ทั้งยังพ่ายแพ้ให้กับสายพระเนตรคมที่มองมาอย่างมีความหมายทุกครั้ง รอยยิ้มที่พยายามคิดว่าน่าหมั่นไส้นั้นแท้จริงแล้วน่าสงสารอย่าบอกใคร...เห็นแล้วว่าให้ไม่ลง



ทำไมต้องมาทำหน้าเหงาหงอยเวลาที่ป๋ายเซียนจะง้างปากว่าให้ทุกทีด้วยนะ ให้ตายสิ...



แยกกันตรงนี้เถอะ



เดี๋ยวสิพระหัตถ์ใหญ่รีบกระชับหัตถ์เล็กไว้ให้มั่น



ข้าจะกลับไปหาอี้ชิงกับแทมิน



ไม่ต้องห่วงสองคนนั้นไปหรอก



สองคนนั้นสิจะห่วงข้า อยู่ๆก็หายไปโดยไม่บอกกล่าว



ป่านนี้คงกลับไปนอนฝันหวานเป็นตื่นแล้วสิไม่ว่า...



หมายความว่าอย่างไร?



เปล่า



แต่ข้าได้ยิน



ได้ยินว่าอะไร”  หากตอบว่าได้ยินแต่ฟังไม่ชัดคงดูตลกเกินไป..องค์ชายน้อยทำหน้าตูมอย่างรู้สึกขัดใจ จะว่าไปมาคิดๆดูแล้วการที่ได้เจอองค์ชายสามในคืนนี้มันบังเอิญเกินไปไหม  หายไปนานอย่างนี้แทมินกับอี้ชิงไม่คิดจะตามหาตัวเขาเลยหรืออย่างไร แล้วทำไมป๋ายเซียนถึงมีเวลามากมายมาเดินทอดน่องกับองค์ชายผู้นี้ทั้งที่ไม่สมควรแบบนี้ด้วย



นี่คงไม่ใช่แผนของท่านหรอกนะ



แผนแผนอะไรรึ” องค์ชายสามตีเนียน แสร้งอมยิ้มเป็นปกติดีแม้ว่าจะถูกจ้องจับผิด  อย่าคิดมากไปเลย ออกมาทั้งทีเที่ยวให้สนุกไม่ดีกว่าหรือ ได้ยินเสียงกลองนั่นไหม ข้าคิดว่าขบวนแห่ของชาวบ้านกำลังจะเริ่มแล้วล่ะรีบพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส อาศัยช่วงเวลาที่พระเจ้าเป็นใจ ดลบันดาลเสียงดนตรีอึกทึกมาให้เบนความสงสัยขององค์ชายป๋ายเซียน



ไปกันเถอะ



เดี๋ยว---



ข้าจะพาท่านไปชมความงามของโชซอน” ไม่เปิดโอกาสให้อีกฝ่ายได้ทันทักท้วง องค์ชายสามรีบมัดมือชก ดึงหัตถ์น้อยให้กึ่งเดินกึ่งวิ่งไปด้วยกันทันที รอยยิ้มที่หลุดออกมามันสว่างเจิดจ้าจนองค์ชายป๋ายเซียนต้องลอบมองดู



เร็วเข้า



เมื่อใกล้ถึงที่หมายทั่วทุกทิศก็เริ่มกลับมาสว่างไสวเต็มไปด้วยผู้คนอีกครั้ง แสงไฟเทียนในโคมประดับวางตามจุดต่างๆ งดงามและมากเกินจะนับหมด ชาวบ้านที่แห่กันมามุงดูขบวนการแสดงก็เหมือนกัน เยอะเสียจนเบียดตัวแทรกเข้าไปได้ยากลำบาก



มองเห็นไหม



องค์ชายป๋ายเซียนเพิ่งมานึกอิจฉาในรูปร่างของอีกฝ่ายก็วันนี้ ตัวเองต้องเขย่งแทบตายเพื่อให้ได้มองเห็น ขณะที่องค์ชายสามไม่ต้องพยายามใดๆก็สูงเด่นยิ่งกว่าใคร ที่น่าเจ็บใจก็คือป๋ายเซียนถูกยิ้มขำให้ด้วยน่ะสิ



ช่วยอุ้มไหม



ไม่ต้อง ข้าเห็นแต่แทนที่จะโกรธเขากลับรู้สึกเขินอายสายพระเนตรคมที่ทอดมองมาอย่างนึกเอ็นดูนั้นเสียมากกว่า



มานี่มา...องค์ชายสามดึงข้อศอกเล็กเข้ามาหาตัว บังคับให้องค์ชายน้อยเหยียบเท้าทั้งสองข้างของตนเพื่อต่อความสูง และเป็นโชคดีที่ความเบียดเสียดจากผู้คนรอบข้างช่วยให้เขาสามารถโอบกอดร่างน้อยได้โดยไม่ถูกว่าใดๆ



ฟู่ววว์!



ซ้ำยังได้การแสดงพ่นไฟของชาวบ้านมาช่วยเบนความสนใจอีกต่างหาก



ฟู่วว์!~



เก่งจังองค์ชายป๋ายเซียนชมการแสดงอย่างตื่นตาตื่นใจ ฝักใฝ่อยู่แต่กับความแปลกใหม่ตรงหน้าจนไม่ได้สนใจดูเลยว่าผู้ที่โอบกอดตนอยู่ข้างหลังกำลังใช้สายพระเนตรแบบไหนจ้องลงมา ปลายจมูกโด่งฉวยโอกาสหอมเบาๆที่ข้างขมับน้อยหลายครั้งหลายคราก็ยังไม่รู้สึกตัว



ฮ่ะๆกลับหัวเราะคิกคักให้กับการแสดงอื่นๆต่อ ไม่ว่าจะเล่นกลลวง ขบวนแห่โคม ระบำพัดหรือการแสดงไหนๆองค์ชายป๋ายเซียนก็มีปฏิกิริยาร่วมเหมือนเด็กเล็กที่เพิ่งเคยพบเคยเจอ



อ๊ะ!”



กระทั่งขบวนกลองขบวนใหม่ผลัดเข้ามา เป็นขบวนที่ยาวที่สุดซึ่งมาพร้อมเสียงจุดประทัดและความวุ่นวาย องค์ชายป๋ายเซียนถูกเบียดจนพลัดหลงกับองค์ชายสาม



ก่อนจะถูกใครสักคนเข้ามาฉกชิงช่วงเวลาโอกาส ฉุดกระชากและลากเอาตัวเขาออกไปจากพื้นที่บริเวณนั้นด้วยความรุนแรง 



อื้อ!!



ทั้งปากถูกตะครุบปิดไว้ไม่ให้ร้องตะโกนขอความช่วยเหลือจากใคร พยายามสะบัดตัวต่อต้านแต่แรงจากแขนที่รัดอยู่บริเวณลำคอทำเอาจุกจนแทบขาดใจ อยากรู้ว่าเป็นผู้ใดแต่เขาไม่สามารถหันหลังกลับไปหาคำตอบได้จริงๆ



อึ่ก!



.

.



ป๋ายเซียน!!!” องค์ชายสามเบิกเนตรพลางร้องตะโกนเรียกพระชายาด้วยอารามตกใจ สองขาแทบยืนไม่ไหวเมื่อเห็นชายชุดดำลากตัวคนรักออกไปต่อหน้าต่อตา...แต่กลับช่วยไว้ไม่ได้เพราะขบวนแห่ของชาวบ้านตัดแบ่งระยะทางให้อยู่กันคนละฝั่ง



ป๋ายเซียน!!!!!





 

 



 

พลั่ก!


 

โอ้ย! / โอ้ย!



ทั้งองค์ชายป๋ายเซียนและบุรุษนิรนามต่างร้องอุทานขึ้นด้วยความเจ็บ รอยเขี้ยวที่ฝังอยู่บนท่อนแขนทำให้ชายชุดดำรีบเหวี่ยงองค์ชายป๋ายเซียนทิ้ง แม้ขนาดตัวจะไม่ต่างกันมากนักแต่พละกำลังซึ่งมาพร้อมแรงโมโหก็มากพอที่จะทำให้องค์ชายน้อยถลาลงไปนอนกับพื้น



ชิ้ง!



ปลายดาบสีเงินเงาวับจ่อชิดลำคอระหงทันทีที่องค์ชายป๋ายเซียนคิดขยับตัวหนี “ฤทธิ์เยอะนักนะ!” น้ำเสียงเย็นยะเยือกเปล่งออกมาขู่ แววตาดุร้ายจ้องมาราวกับว่าองค์ชายป๋ายเซียนเคยไปทำสิ่งใดให้ใครเคืองขุ่นไว้



ต..ต้องการอะไร?!” ถามด้วยอาการสั่นกลัว ไม่เข้าใจอะไรทั้งนั้น ทั้งที่ไม่เคยทำร้ายใครแต่เหตุใดคนชั่วตรงหน้าจึงต้องมาปองร้ายหมายชีวิตกันเช่นนี้



ชีวิตกระมัง



ข้าไปทำอะไรให้เจ้า?!



หึ



ร่างเล็กถอยหลังกรูดเมื่อเห็นว่าบุรุษชุดดำเดินเข้ามาใกล้  พยายามเหลียวมองรอบกายเพื่อหาอะไรบางอย่างมาใช้เป็นอาวุธ ทว่าไขว่คว้าได้เพียงเศษดินและกิ่งไม้แห้งตามพื้นเท่านั้น



คิดจะลอบกัดข้าอย่างนั้นหรือ...



โอ้ย!”  รองเท้าหนังเหยียบลงบนหลังหัตถ์น้อย ไม่ถึงกับบดขยี้แต่ก็ทำให้องค์ชายป๋ายเซียนรู้สึกเจ็บเพราะในอุ้งมือของเขามีหินก้อนหนึ่งอยู่



คนอ่อนแอก็คือคนอ่อนแออยู่วันยังค่ำ



น้ำตาเริ่มซึมออกทางหางตาตกๆขององค์ชายน้อยผู้น่าสงสาร ทั้งเจ็บทั้งกลัว มองไปทางไหนก็พบเพียงแต่ความมืดและป่าทึบ พยายามตั้งสติคิดหาทางออกแต่ก็เหมือนจะไม่รอด..บุรุษชุดดำและปลายดาบคมคงไม่ปล่อยเขาไปง่ายๆแน่



ไม่คู่ควรเลยสักนิด



เจ้าพูดเรื่องอะไร



ทำเป็นใสซื่อไร้เดียงสา มารยายิ่งกว่าพวกสตรีถ้อยคำส่อเสียดแสนคุ้นหูหากแต่นึกไม่ออกว่าเคยได้ยินที่ไหน ดวงตาซึ่งโผล่พ้นจากผ้าสีดำที่ใช้อำพรางใบหน้านั้นก็คลับคล้ายคลับคลาว่าเคยพบมาก่อน



หึ..หากไม่มีเจ้าสักคนอะไรๆมันคงง่ายกว่านี้ แผ่นดินขะ---


 

ฉึก!!

 


โอ้ย!!!” องค์ชายป๋ายเซียนใช้มืออีกข้างคว้าเอากิ่งไม้ที่เพิ่งควานหาเจอแทงเข้าที่ขาของชายชุดดำจนอีกฝ่ายร้องลั่น อาศัยจังหวะนั้นรีบตะเกียกตะกายลุกหนี แต่ทันทีที่ออกตัววิ่งไหล่ของเขาก็ถูกกระชากกลับมาอย่างแรง

 


พลั่ก!



โอ้ย!



อยากให้ข้านำเลือดเจ้ามาล้างดาบมากสินะ!” คมดาบถูกง้างขึ้นหมายจะสั่งสอนให้หลาบจำ แต่แรงกระแทกจากฝ่ามือด้านหลังที่ไม่รู้มาจากไหนทำให้ชายชุดดำเซถลาไปข้างหน้า เจ็บเหมือนจะกระอักเลือด แต่ยังไม่เท่าการหันกลับมาพบว่าเป็นฝีมือของผู้ใด


 

องค์ชายสาม


 

เพราะองค์ชายป๋ายเซียนโผตัวเข้ากอดบุรุษผู้มาใหม่ ดวงตาที่โผล่พ้นผ้าคลุมสีดำจึงวาวโรจน์ขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ชักดาบขึ้นมาอีกครั้ง หวังจะไปให้สุดปลายทางแต่แล้วผู้ที่ถูกเรียกว่าองค์ชายสามก็เอาตัวเข้ามาขวางและรับคมดาบนั้นไว้แทน



ฉัวะ!



อ๊ะ...



องค์ชายสาม!!



คมดาบเฉือนเอาชุดคลุมช่วงเอวสอบขาดวิ่น แผลยาวเท่าหนึ่งนิ้วมือปรากฏให้เห็นพร้อมกับเลือดสีเดียวกับที่ติดอยู่บนคมดาบของชายชุดดำ



“...”



ดวงเนตรคมจ้องตากลับ มองหน้าบุคคลนิรนามด้วยความโกรธจัด สีพระพักตร์ดุดันไม่คิดจะใยดีบาดแผลของตัวเองแม้แต่น้อย กลับดันองค์ชายป๋ายเซียนให้ออกไปยืนห่างๆแล้วสืบเท้าเข้าไปหาชายชุดดำอย่างไม่หวั่นกลัว



เกร๊ง!!



ดาบขององค์ชายสามฟาดปะทะกับดาบของชายชุดดำจนเกิดเสียง ความโกรธทั้งหมดที่มีผลักดันออกมาเป็นแรงมหาศาล ฟันดาบลงไปไม่ยั้งโดยที่ชายชุดดำทำได้เพียงตั้งรับและถอยหลังจนแทบสุดทางไป



ฉัวะ!



แกร๊ง!!



แกร๊ง! / แกร๊ง!!!!



แผลที่โดนกิ่งไม้เสียบทำให้ขาข้างหนึ่งของชายชุดดำเริ่มจะหมดกำลัง แขนก็แทบจะต้านทานแรงขององค์ชายสามไม่ไหว แต่ก็ยังสู้สุดใจเมื่อองค์ชายผู้มาใหม่มีท่าทีจะปลดผ้าปิดหน้าของเขาออก



พลั่ก!



อั่ก!



ขณะที่ตั้งรับชายชุดดำคงไม่รู้ตัวว่ากำลังถูกองค์ชายสามลอบทดสอบ กระบวนท่าการต่อสู้ทุกกระบวนล้วนถูกประเมินจนแน่ใจ ความรู้สึกคุ้นเคยตั้งแต่แรกเห็นและทักษะทุกอย่างมันชัดเจนว่าเป็นผู้ใด



เกร๊ง!



ตวัดคมดาบปะทะอีกเพียงหนเดียวอาวุธของชายชุดดำก็กระเด็นหลุดออกจากมือไป...ทุกอย่างหยุดเคลื่อนไหว ปลายดาบขององค์ชายสามชี้หน้าโจรชุดดำพร้อมกับความรู้สึกผิดหวังที่ฉายชัดอยู่เต็มดวงเนตรคมกริบ



เพียะ!!!



 ฝ่ามือหนักๆตวัดลงบนใบหน้าที่อยู่ภายใต้ผ้าโพกสีดำสนิท ขยับตัวเข้าไปประชิดแล้วเอ่ยเสียงลอดไรฟันโดยไม่คิดจะมองหน้า



ข้าจะไม่ให้อภัยผู้ที่คิดพรากหัวใจของข้าไปเด็ดขาด...





ไปซะ





แล้วอย่ากลับมาให้ข้าเห็นหน้าอีก...ลู่หาน

 










 

ย่ะ!!’


 

ฮี่!~



หยุด...ม้าสีขาวตัวสูงสง่าค่อยๆผ่อนฝีเท้าหยุดลงที่หน้าบ้านหลังเล็กท้ายเขาตามคำสั่งของผู้เป็นนาย องค์ชายผู้ได้รับบาดเจ็บหมุนตัวลงมาจากหลังของมันได้อย่างคล่องแคล่วแม้ว่าร่างกายในตอนนี้จะไม่เอื้ออำนวยเลยก็ตาม



ไม่ต้อง...ทั้งที่ได้รับบาดเจ็บแต่ยังไม่วายส่งสองแขนออกไปหมายจะอุ้มพระชายาตัวน้อยให้ลงมาด้วยกัน ข้าลงเองได้องค์ชายป๋ายเซียนบอกปัดก่อนจะค่อยๆก้าวตามลงมาอย่างทุลักทุเล ปัดเนื้อปัดตัวพลางกวาดตามองไปรอบๆพบว่าทุกอย่างในที่นี้ยังคงคล้ายเดิม บ้านหลังเล็กที่ผนังสร้างมาจากไม้และดินโคลนอัดแน่น หลังคาทำด้วยฟาง ห้อมล้อมไปด้วยธรรมชาติและขุนเขา ฟืนกองใหญ่ยังคงวางซ้อนกันเหมือนลูกภูเขาสูงอยู่ตรงข้างบ้าน ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปจากตอนที่ป๋ายเซียนเคยมาเยือนครั้งแรกนัก



เข้าไปอยู่ข้างในก่อน จะได้ไม่หนาว



แล้วท่านล่ะ



ผูกม้าเสร็จแล้วข้าจะตามเข้าไป



จะผูกนานแค่ไหนเชียวข้าถึงรอไม่ได้องค์ชายป๋ายเซียนขมวดคิ้วสวนกลับ คอยมององค์ชายสามที่กำลังยืนผูกเชือกม้าไว้กับใต้ต้นไม้ใหญ่ด้วยท่าทางอ้อยอิ่งเหมือนใกล้จะหมดแรง สีพระพักตร์และริมฝีปากอิ่มซีดเซียวจนน่าเป็นกังวล เหงื่อที่ซึมบนหน้าผากได้รูปทั้งที่อากาศหนาวเหน็บนั้นไม่รู้ว่าเจ้าตัวจะประคองร่างไปได้นานสักเท่าไร



แน่ใจหรือว่าจะไม่กลับเข้าวังไปให้หมอหลวงดูอาการ



แผลแค่นี้ให้ท่านตาท่านยายรักษาก็หาย



เช่นนั้นก็เข้าไปหาท่านตาท่านยายของท่านแล้วทิ้งม้าไว้ตรงนี้ ข้าจะทำต่อเองพอองค์ชายป๋ายเซียนขยับตัวเข้าไปหาองค์ชายสามก็รีบผูกเชือกม้าให้เสร็จโดยเร็ว กัดฟันหันมาฝืนยิ้มจางๆให้เหมือนว่าเป็นปกติดี ทั้งที่ปวดแผลจนสองขาแทบพยุงร่างต่อไปไม่ไหว



เข้าไปข้างในกันเถอะ



 

ดื้อ




องค์ชายป๋ายเซียนนึกอยากตำหนิด้วยคำๆนี้แทบขาดใจหากสุดท้ายก็ทำได้แค่เดินตามหลังอีกฝ่ายไปเงียบๆเท่านั้น



อยากเข้าไปช่วยพยุงแต่เหมือนมีเส้นบางๆคั่นกลางอยู่...ป๋ายเซียนไม่กล้า ทั้งยังตกใจกับเหตุการณ์เสี่ยงอันตรายก่อนหน้านี้ไม่หาย มื้อไม้สั่นมาตลอดทางที่องค์ชายสามควบม้าพามาด้วยกัน



อย่าว่าแต่ปลอบผู้อื่น ป๋ายเซียนไม่รู้ด้วยซ้ำว่ากว่าตัวเองจะกลับมาหายใจได้อย่างปกตินั้นต้องใช้เวลาเท่าไหร่หูอื้อ ตาพร่า สมองทำงานช้าไปหมด

 


ท่านตาท่านยาย” องค์ชายสามส่งเสียงเรียกเจ้าของบ้านอยู่หน้าประตูไม้ผุๆ รอบกายเงียบสงัด ลมหนาวยามค่ำคืนพัดมาแรงจนได้ยินเสียงกิ่งไม้ไหว..สะท้านไปถึงผู้ที่ยืนตัวสั่นอยู่ด้านนอกทั้งสองคน



ผู้ใดกันรึ มาเคาะเรียกเอาดึกดื่นป่านนี้เสียงบ่นดังแว่วมา ก่อนหญิงชราจะเปิดประตูออกมาพบแขกผู้ไม่รู้จักเวล่ำเวลา..กล้ามารบกวนผู้อื่นในยามวิกาล



ข้าเองท่านยาย---



ตุ่บ!




องค์ชายสาม! / องค์ชายสาม!” ร่างใหญ่ที่ทรุดเข่าลงไปกับพื้นต่อหน้าต่อตาทำเอาองค์ชายป๋ายเซียนและหญิงชราเบิกตาโตตกใจ รีบถลาเข้าไปช่วยพยุงแขนองค์ชายหนุ่มกันคนละข้าง เลือดสีแดงฉานไหลพรั่งพรูออกมาเปรอะชุดคลุม เปื้อนติดไปถึงชุดของผู้ที่เข้ามาช่วยพยุงจนดูน่ากลัว



ตาหมอเมียงโฮลเข้ามาช่วยข้าที!

 




 




เจ็บมั้ยเจ้าคะ?



เจ็บเสียบ้างจะได้เข็ด เจ้าเอายาที่ท่านตาโขลกโปะลงไปที่แผลเยอะๆสิเมียงโฮล ใส่แค่นั้นจะหายหรือ



ก็ข้ากลัวองค์ชายจะแสบนี่เจ้าคะ แผลเพิ่งเย็บเสร็จใหม่ๆเกรงว่า---



แสบเสียตอนนี้จะได้หายในเร็ววัน ดีกว่าปล่อยให้อักเสบเรื้อรังแล้วทีนั้นจะใช้ยาตัวใดรักษาก็ยากแล้ว



เจ้าทำตามที่ท่านยายบอกเถิดเมียงโฮล ข้าไม่เจ็บหรอก



จริงๆนะเจ้าคะ



อืม



เช่นนั้นข้าจะพยายามเบามือก็แล้วกัน



องค์ชายป๋ายเซียนชะเง้อคอดูการรักษาของหมอเทวดาและนางโลมคนงามผู้ช่วย ตั้งแต่พยุงร่างคนเจ็บให้เข้ามานอนในห้องก็เป็นชั่วยามได้แล้วที่ทุกคนต่างช่วยกันปฐมพยาบาลรักษา



ยาต้มมาแล้ว



ดื่มยาหน่อยนะองค์ชายต่างวุ่นวายมีหน้าที่กันหมด ท่านยายลงมือเย็บแผลและช่วยเช็ดเนื้อเช็ดตัวให้ ท่านตาคอยตระเตรียมยาต้มและยกเข้ามาให้ดื่มครั้งแล้วครั้งเล่า รวมถึงโขลกสมุนไพรสมานแผลที่นางโลมคนงามกำลังช่วยโปะบนเอวสอบนั้นให้อย่างตั้งอกตั้งใจ



คงมีก็แต่ป๋ายเซียนที่ได้แต่ยืนกอดอกมองดูอยู่ห่างๆ สนิทกับผนังห้องเสียยิ่งกว่าใครคนไหนในที่นี้  ไม่กล้าเข้าไปทำตัววุ่นวายเพราะอยากให้อีกฝ่ายหายเร็วๆ ภาพที่ร่างสูงทรุดลงไปเมื่อครู่ยังคงติดตา ต่อให้รู้สึกอิจฉานางโลมคนเดิมที่ได้ถวายการดูแลอย่างใกล้ชิดสักเท่าไรก็ไม่กล้าปริปากหรือแสดงท่าทีออกไปให้รู้...อย่างไรเสีย สภาพอาการขององค์ชายสามต้องมาก่อน จะให้อารมณ์ส่วนตัวมาอยู่เหนือความถูกต้องคงไม่เหมาะสม



ขอแค่กลับมาฟื้นตัวได้ในเร็ววัน ไม่ว่าจะมาจากการเฝ้าดูแลของผู้ใดป๋ายเซียนก็พร้อมจะยินดี อีกอย่างตอนนี้ตนไม่มีสิทธิ์ในตัวอีกฝ่ายอย่างเดิมแล้ว ใครจะรักจะชอบก็ไม่เกี่ยวกัน... ทั้งที่บอกตัวเองเช่นนั้นทว่าในอกเขากลับรู้สึกกรุ่นๆอย่างบอกไม่ถูก



อะแค่กๆ



ยาร้อน ค่อยๆจิบ



ข้าคงมารบกวนเวลานอนของพวกท่านสินะ



อย่าไปพูดถึงมันเลย แค่ไม่เป็นไรก็ดีแล้ว



จริงๆถ้าข้าตายไปสักคนทุกคนคงไม่ต้องลำบาก



องค์ชาย



หากข้าได้ไปอยู่อีกโลก ท่านแม่จะได้ไม่เหงาเพราะมีข้าตามไปป่วน



พูดอะไรเป็นลางเช่นนั้น ดูสิ..องค์ชายป๋ายเซียนพระทัยเสียแย่แล้วคนถูกพาดพิงสบตากับคนเจ็บที่นอนตะแคงพระพักตร์มาทางนี้ ดวงเนตรสีรัตติกาลสงบนิ่ง เหมือนมีเรื่องให้คิดอยู่ในใจตลอดเวลา ตั้งแต่ถูกถวายการรักษาก็แทบไม่พูดอะไร พอใครถามถึงโจรชุดดำตัวต้นเรื่องก็เอาแต่เก็บเงียบไม่ยอมเอ่ยถึง



คิดๆแล้วก็น่าแปลกใจไม่น้อยที่องค์ชายสามยอมปล่อยตัวคนร้ายไปโดยง่าย ไม่เค้นเอาความหรือเปิดเผยใบหน้าอย่างที่ควรจะทำ


 

เมื่อไหร่ที่ข้าตายองค์ชายป๋ายเซียนจะได้เป็นอิสระ



“...”



น่าเสียดายที่ข้าดวงแข็งไปหน่อย



ไข้คงเริ่มขึ้นแล้วกระมังพูดจาไม่น่าฟังเยี่ยงนี้ เอาล่ะ...พักเสียจะดีกว่า เมียงโฮลเดี๋ยวเจ้าไปหาเสื้อคลุมกับผ้าห่มมาให้องค์ชายทั้งสองด้วย



เจ้าค่ะท่านยาย



ส่วนท่านตา พันแผลเสร็จแล้วตามพวกข้าออกมาก็แล้วกัน องค์ชายทั้งสองจะได้พักผ่อน นี่ก็ดึกมากแล้วหญิงชราและนางโลมคนงามช่วยกันเก็บอุปกรณ์ทำแผล ส่วนหนึ่งในนั้นมีผ้าและสำลีเปื้อนเลือดกองอยู่จำนวนมาก กะละมังสีเงินใบใหญ่มีน้ำผสมเลือดขององค์ชายหนุ่มถูกยกผ่านหน้าป๋ายเซียนไป เห็นแล้วก็อดใจหายไม่ได้ ไหนจะถ้อยคำเป็นลางไม่ดีนั่นอีก จะว่าประชดก็ไม่ใช่  ตัดพ้อก็ไม่เชิง ไม่รู้ว่าองค์ชายสามกำลังคิดสิ่งใดอยู่...



พันแผลเรียบร้อยแล้ว เชิญองค์ชายประทับได้ตามสบาย ขาดเหลือสิ่งใดเรียกหาได้เลยพ่ะย่ะค่ะ



พูดกับข้าเหมือนที่พูดกับเขาเถิดชายชราพยักหน้ารับคำองค์ชายป๋ายเซียนอย่างนอบน้อม หนวดเคลาสีขาวรกรุงรังไม่ได้กลบเกลื่อนสีหน้าใจดีแม้แต่อย่างใด ป๋ายเซียนเห็นแล้วก็เข้าใจทันทีเลยว่าเพราะเหตุใดองค์ชายสามถึงได้โปรดที่จะมาที่นี่นัก



คืนนี้องค์ชายสามน่าจะมีไข้อ่อนๆ ยังไงแล้วฝากองค์ชายดูด้วยก็แล้วกัน หากไม่ไหวอย่างไรให้บอกพวกเราองค์ชายป๋ายเซียนค้อมศีรษะรับคำผู้อาวุโสเล็กน้อย ยืนคอยจนกระทั่งเมียงโฮลกลับเข้ามาพร้อมผ้านวมและเสื้อคลุมผืนใหม่จึงค่อยขยับเท้าเข้าไปหาผู้ที่นอนซมอยู่บนฟูกกลางห้อง



ข้าจัดการเอง เจ้าไปพักเถิด” 



เมื่อเห็นว่านางโลมคนงามยืนลังเลอย่างไม่รู้จะทำอย่างไรก็เอ่ยปากเสียเอง เมียงโฮลส่งสิ่งที่หอบอยู่ในอ้อมแขนให้องค์ชายป๋ายเซียนรับช่วงต่อ ใจอยากจะดูแล แต่เห็นสายพระเนตรขององค์ชายสามที่เฝ้ามองแต่พระชายาป๋ายเซียนเพียงผู้เดียวก็เข้าใจจุดยืนของตัวเองทันที  



เช่นนั้นข้าขอตัวก่อนนะเพคะ



นางถอยหลังจากออกไปเงียบๆ เสียงประตูที่ปิดลงเบาๆบอกให้คนในห้องรู้ว่าตอนนี้มีเพียงพวกเขาแค่สองคน องค์ชายป๋ายเซียนค่อยๆนั่งลงข้างฟูกนอนขององค์ชายสาม วางผ้าห่มลงข้างๆเหลือไว้เพียงแต่เสื้อคลุมที่ยังคงอยู่ในพระหัตถ์น้อย


 

ลุกขึ้นนั่งได้ไหม



“...”



องค์ชายสามเลือกที่จะปิดเปลือกตาแทนการตอบคำถาม ไม่แน่ใจว่าอีกฝ่ายเป็นอะไร อาจจะเหนื่อยหรือปวดแผลจนสิ้นฤทธิ์ พระพักตร์ซีดเซียวไร้สีเลือดฝาดทำให้องค์ชายป๋ายเซียนเข้าใจไปอย่างนั้น



แผ่นอกเปลือยเปล่ายกขึ้นลงตามจังหวะการหายใจ สร้อยสีเงินบนลำคอสมชายชาตรีจะไม่ดึงดูดป๋ายเซียนเลยถ้าหากจี้ของมันจะไม่ใช่แหวนหยกที่เคยประดับอยู่บนนิ้วของตัวเองมาก่อน



 !!!



เพียงจับมันขึ้นมาดู ผู้ที่นอนหลับตาอยู่จู่ๆก็ลุกพรวดขึ้นมานั่งด้วยท่าทางตื่นตระหนก องค์ชายป๋ายเซียนเลยพลอยตกอกตกใจตามไปด้วยอีกคน



โอ้ย...



สีพระพักตร์เหยเกบ่งบอกถึงความเจ็บแสนน่าเป็นห่วง แต่ไอ้อาการตระหนกตกใจราวกับใครจะมาพรากเอาของสำคัญไปเมื่อครู่นั้นหักลบกันแล้วป๋ายเซียนก็เลือกขำให้มากกว่าอยู่ดี...เพิ่งรู้ว่าหวงแหวนมากขนาดนี้ แม้แต่ป๋ายเซียนก็จับไม่ได้หรือ ฮ่ะๆ



ขำเพราะเห็นข้าเจ็บหรือ



เพราะท่านทำตัวเหมือนเด็กต่างหาก



ข้าทำอะไร?



หวงของไม่เข้าท่าองค์ชายสามก้มลงมองแหวนหยกซึ่งห้อยอยู่กับสร้อยคอ กุมมันไว้อยู่อย่างนั้นเงียบๆโดยไม่โต้ตอบใดๆ จากที่รู้สึกขำกลับกลายเป็นว่าองค์ชายป๋ายเซียนต้องมารู้สึกผิดเอาเสียดื้อๆ



เอ่อ..เมียงโฮลกับท่านยายของท่านอุตส่าห์หาเสื้อคลุมตัวใหม่มาให้ผลัดเปลี่ยน สวมมันเสียหน่อยสิ



“...”



สวมแล้วจะได้นอนพัก



“...”



องค์ชายป๋ายเซียนถอนหายใจเบาๆ ลุกขึ้นนั่งคุกเข่าพลางกางเสื้อคลุมในมือออกก่อนจะช่วยสวมใส่มันลงบนร่างกายแกร่ง นึกใจเสียอยู่หน่อยๆที่ยอมถึงขนาดนี้แล้วทว่าอีกฝ่ายกลับยังทำเงียบไม่พูดไม่จา ไม่รู้ว่ากำลังคิดอะไร...เป็นอีกครั้งแล้วที่ป๋ายเซียนเข้าไม่ถึงก้นบึ้งของหัวใจองค์ชายผู้นี้



ยังอยากกลับแผ่นดินเปี้ยนอยู่ไหม



“...”



ใจหายวาบกับคำถามที่ได้ยิน มันยิ่งกว่าตอนที่ตัวเองเข้าไปทูลขอฝ่าบาทโชซอนว่าอยากกลับไปเสียอีก



ตั้งแต่ท่านมาอยู่ที่โชซอนกี่ครั้งแล้วนะที่ต้องเป็นอันตราย



จะให้ข้ากลับบ้านหรือ



ข้าดูแลท่านไม่ดี...



แล้วที่บาดเจ็บอยู่ตอนนี้ไม่ใช่เพราะปกป้องเขาหรอกหรือ ที่ผ่านมาทุกครั้งที่ป๋ายเซียนเกือบได้รับอันตรายแต่ก็พ้นมาได้นั้นไม่ใช่เพราะตัวเองหรืออย่างไรหากไม่นับพฤติกรรมที่ทำลงไปเอง คงเรียกได้ว่าองค์ชายสามช่วยชีวิตป๋ายเซียนมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน



หากคิดเช่นนั้นก็ให้ข้ากลับไปอยู่ในที่ของข้า จะได้ไม่ต้องมาพบเจอกัน--



 

แหมะ



 

หัตถ์น้อยซึ่งกำลังผูกเชือกคาดเอวให้องค์ชายหนุ่มชะงักกึก มองน้ำใสที่หยดลงมาบนหลังมือของตนด้วยความรู้สึกมากมาย เงยหน้าขึ้นมองที่มาของมันแล้วยิ่งใจหาย ชาไปทั้งกายกับปลายจมูกโด่งสีแดงก่ำขององค์ชายสาม

 



ร..ร้องไห้อย่างนั้นหรือ…?!



 

ตอนที่ท่านถูกลากออกไปข้าก็คิดขึ้นมาได้ว่าไม่น่าพาท่านมาที่นี่ บางทีอาจจะดีกว่าถ้าชีวิตของท่านไม่ต้องมาพบเจอคนอย่างข้าตั้งแต่แรก...



“...”



หากวันนี้ท่านเป็นอะไรขึ้นมาข้าคงไม่มีวันให้อภัยตัวเองป๋ายเซียน



ผู้ที่ไม่สมควรได้รับการให้อภัยคือคนร้ายพวกนั้นไม่ใช่หรือ



“...”



ข้าไม่ได้โทษท่านสักคำไยจึงต้องโทษตัวเอง



องค์ชายสามค่อยๆเงยพระพักตร์ขึ้นมาสบตา สาบานได้ว่าป๋ายเซียนไม่เคยรู้สึกผิดกับอะไรเท่านี้มาก่อน...ดวงเนตรแดงก่ำเคลือบด้วยหยาดน้ำตาทำเอาใจดวงน้อยอ่อนยวบ สิ่งที่เคยยึดถือไว้ถูกโยนทิ้งไปแทบจะหมดสิ้นเพียงเห็นคนที่รักทุกข์ทรมานเพราะเป็นห่วงตน



นิ้วโป้งเรียวเอื้อมเข้าไปหาพระพักตร์ดั่งหยกงามช้าๆ ชั่งใจอยู่นานจนองค์ชายสามต้องกลั้นใจตาม...หัวใจที่เคยแข็งแกร่งหยุดนิ่ง ก่อนจะถูกละลายลงด้วยไออุ่นจากปลายนิ้วงามของพระชายาที่แตะลงบนหยดน้ำตาของเขาอย่างอ่อนโยน...



ขอโทษ



“...”



ขอโทษสำหรับทุกสิ่งทุกอย่างที่ข้าเคยทำไม่ดีพระพักตร์งามซบลงบนฝ่ามือน้อยพลางหลับตาซึมซับความอบอุ่นที่โหยหามาเนิ่นนาน ทุกนาทีที่ไหลผ่านมีคุณค่าเพียงใดเพิ่งเข้าใจในวันนี้...



อย่าเพิ่งหนีกันไปไหนเลยนะป๋ายเซียน...



เช่นนั้นก็ทำให้ข้าเห็นสิว่าท่านจริงจังกับข้าจริงๆ ไม่ใช่แค่วันนี้ แต่นับจากนี้ไปจนทุกวันทำได้หรือเปล่าองค์ชายสามพยักศีรษะรับ ไม่ว่าจะเป็นสิ่งใดเขายอมได้ทั้งนั้นแค่มีโอกาสให้กันได้พิสูจน์ตัวเองใหม่ก็พอ...



แล้วข้าจะคอยดู





 




ปุ่!

 


หมอนหนุนถูกวางลงบนพื้นข้างๆฟูกนอนขององค์ชายสาม ระยะห่างประมาณนึงที่เว้นว่างเอาไว้นั้นทำองค์ชายผู้ได้รับบาดเจ็บต้องผงกศีรษะขึ้นมามองผู้ร่วมห้องด้วยสีพระพักตร์ข้องใจ



เหตุใดจึงไปนอนตรงนั้น?” ทั้งยังตบฟูกนอนที่มีพื้นที่เหลืออยู่ไม่มากดังปุๆ มานอนด้วยกันตรงนี้สิแต่องค์ชายป๋ายเซียนหาได้สนใจไม่ เพียงแลหางตามองแวบเดียวแล้วจัดการถอดหมวกและเครื่องประดับต่างๆออกจากกายก่อนเข้านอน ทำเหมือนว่าอีกคนเป็นเพียงธาตุอากาศที่ไม่มีตัวตน



ไหนว่าให้โอกาสข้าแล้วไง



ให้โอกาส แต่หาใช่ว่าจะกลับไปทำอย่างที่ท่านเคยตัว



ป๋ายเซียน



นอนได้แล้ว



พื้นนั่นทั้งเย็นทั้งแข็ง ถ้ารังเกียจข้านักก็มานอนตรงนี้ เดี๋ยวข้าจะไปนอนตรงนั้นแทนโอ้ย!องค์ชายป๋ายเซียนส่ายพระพักตร์เบาๆให้กับความดื้อด้านขององค์ชายสาม



ถ้าไม่อยากให้ข้าต้องย้ายออกไปนอนข้างนอกก็นอนลงซะ



“...”



ยังอีกถลึงเนตรขู่กลายๆจนองค์ชายสามยอมล้มตัวลงนอนอย่างเดิม ไม่วายตะแคงพระพักตร์จ้องมององค์ชายป๋ายเซียนโดยไม่ละวาง มองเสียอย่างกับว่าป๋ายเซียนจะหนีหายไปไหนยังไงยังงั้น



เดี๋ยวท่านก็จะบ่นปวดหลังเหมือนคืนแรกที่เราร่วมหอกันอีก...เสียงทุ้มแว่วมา ฟังแล้วอดลอบอมยิ้มไม่ได้ แต่พอสายตาเหลือบไปปะทะกันเขาก็รีบตีหน้าขรึมทันที...ไม่อยากให้เหลิง ไม่อยากให้ได้ใจ คนแบบนี้ต้องดัดนิสัยเสียให้เข็ด



ข้าจะดับไฟ



ไม่ต้อง



อะไรอีกชักจะนิสัยเด็กกว่าองค์หญิงโฮยอนจอมแสบเข้าไปทุกที หน้าซีด ปากแห้งผากจนเป็นสีม่วงหมองหมดแล้วยังไม่รู้ตัวอีก



ไม่ต้องดับ ข้าอยากนอนมองหน้าท่านเช่นนี้ไปทั้งคืน



ไม่เคยเห็นหรือไง เลิกเพ้อเจ้อแล้วพักได้แล้ว



 องค์ชายป๋ายเซียนเอี้ยวตัวไปเป่าไฟเทียนให้ดับลงโดยไม่นึกเห็นใจใครทั้งสิ้น ขืนทำอย่างที่อีกฝ่ายว่าคงไม่ใช่แค่คนเจ็บที่จะไม่ได้นอน เขาเองก็คงข่มตานอนให้หลับไม่ลงเช่นกัน เพราะเท่านี้ก็ถูกจับจ้องจนไม่เป็นอันทำอะไรอยู่แล้ว ไม่ว่าจะขยับตัวก้าวย่างไปทางไหนดวงเนตรคมกริบมักมองตามอยู่เสมอ



ถึงจะผ่านอะไรกันมามากแต่ใช่ว่าต่อมความรู้สึกของป๋ายเซียนจะตายด้านไปแล้วเสียหน่อย...ถูกดวงเนตรสวยจับจ้องอย่างมีความหมาย มีหรือที่จะไม่เขิน



ป๋ายเซียน...



เสียงทุ้มยังคงเรียกหาแม้นในห้องนอนคับแคบจะมืดสนิทลงแล้วก็ตาม แสงจันทร์ที่สาดส่องเข้ามาทำให้พอมองเห็นเสี้ยวพระพักตร์น่ารักอยู่เลือนลางแต่ก็ไม่ชัดเจนอย่างที่ใจปรารถนา



ตอนที่ต้องนอนคนเดียวรู้สึกอย่างไร



“...”



คิดถึงข้าบ้างไหม



หน้าไม่อาย เป็นคนอย่างไรถึงชอบถามอะไรแบบนี้กับผู้อื่นอยู่เรื่อย...องค์ชายป๋ายเซียนขมุบขมิบปากบ่น ไม่ยอมตอบอะไรหากแต่นอนหนุนแขนตะแคงกายเข้าหา สายตาก็จ้องอีกฝ่ายในความมืดเหมือนกัน



ส่วนข้า...คิดถึงท่านทุกราตรี



“...”



ป๋ายเซียน



“...”



คืนนั้น...



“...”



สิ่งที่ข้าพูดและทำในคืนนั้น...ผิดไปแล้ว...



“...”



ป๋ายเซียน



“...”



คำอธิษฐานของข้าเป็นจริงด้วยล่ะรู้ไหม



“...”



ข้าขอให้ท่าน---



คำอธิษฐานใครเค้าบอกผู้อื่นกัน



แต่ข้าอยากให้ท่านได้ยิน





ข้าขอให้ท่านกลับ---



ร่างเล็กเขยิบตัวเข้าไปประชิดองค์ชายสามกะทันหัน หนุนศีรษะลงบนหมอนใบเดียวกันพลางทาบหัตถ์ปิดริมฝีปากอิ่มที่เอาแต่พูดพล่ามไม่ยอมหยุด



ไอร้อนจากกายแกร่งที่แผ่ออกมาทั้งทางกายและลมหายใจทำเอารู้สึกไม่ดี อยากจะตีให้ตายกับความดื้อด้าน แสนชาญฉลาดแต่กลับปล่อยให้ตัวเองไข้ขึ้นโดยไม่คิดจะหยุดพักมันน่าดุจริงๆ



กอดหน่อยได้ไหม...เสียงทุ้มดังอู้อี้อยู่กับฝ่ามือน้อย พอองค์ชายป๋ายเซียนไม่ขัดขืนวงแขนแข็งแรงก็ค่อยๆเลื่อนขึ้นมาพาดลงบนเอวคอด ย่ามใจกระชับกอดให้แน่นขึ้นอีกเมื่อรู้สึกว่ายังไม่มากพอ



พอใจแล้วทีนี้ก็หลับเสียที ไข้ขึ้นแล้วรู้ตัวหรือเปล่าว่าแล้วยังจ้องไม่เลิกอีก จะเอาอะไรอีกล่ะไม่ได้อยากจะตามใจสักนิด แค่อยากให้คนป่วยได้พักจริงๆ แต่แล้วก็มารู้ทีหลังว่าตัวเองได้พลั้งพลาดไป เปิดทางให้อีกฝ่ายเรียกร้องอย่างเอาแต่ใจจนไม่ทันคำนึงว่าตัวเองจะเสียเปรียบหรือไม่



อยากจูบ



“...”



จูบได้ไหมป๋ายเซียน



“...”



คนถูกร้องขอกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก จากที่เคยเงยหน้าขึ้นสบตาก็เปลี่ยนมาจ้องปลายจมูกโด่งในความมืดแทน



จูบนะ...



หัตถ์น้อยค่อยๆถูกดึงออกจากริมฝีปากอิ่ม ปลายคางเรียวถูกเชยขึ้นมาสบตากันชัดๆอยู่ชั่วอึดใจ...ก่อนพระพักตร์งามจะเลื่อนเข้าไปประทับจูบแผ่วๆอยู่หลายครั้งเพื่อลองดูท่าที...เมื่อเห็นว่าเจ้าของไม่ว่าใดๆเรียวปากร้อนก็ทาบประกบต่อไปอย่างแนบแน่น


 

ลึกซึ้ง



และดูดดื่ม...



อืม~”  ปลายจมูกโด่งฝังจมลงไปในปรางใสอีกข้างขณะที่ริมฝีปากคอยทำหน้าที่กลืนกินกลีบปากบางอยู่ซ้ำๆ เรียวลิ้นรสชาติฝาดเฝื่อนคอยดูดซับ กวาดตวัดความหวานในโพรงปากขององค์ชายป๋ายเซียนยิ่งกว่าผู้หิวกระหาย


 

และรอคอยเวลานี้มาแสนนาน...

 

 





#สะใภ้บรรณาการ


 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

  



         CR.SQW
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 854 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

10,413 ความคิดเห็น

  1. #10404 llllovellll (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 22 ธันวาคม 2563 / 01:47
    พอน้องจะจากไปก็ร้องไห้อ้อนวอนเขาทุกที แต่ก็ไม่ค่อยจะรักษาถนอมน้ำใจน้องดีๆ สำนึกให้ได้จริงๆนะคะองค์ชาย ถ้าทำตัวแย่อีกแล้วน้องทิ้งจริงๆไม่มีใครเห็นใจแล้วนะ
    #10,404
    0
  2. #10353 EATWELL (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 13 กรกฎาคม 2563 / 12:44

    ฮือออองค์ชายเด็กน้อยมากน่ารักน้ำตาจะไหลแม่จ๋า

    #10,353
    0
  3. #10316 Mr-mztxx (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 19 มิถุนายน 2563 / 02:12
    อหหหหหหลู่หานคือกล้ามากนะ
    #10,316
    0
  4. #10291 munkrishear (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 16 พฤษภาคม 2563 / 02:32
    ดีกันแล้วสินะㅠㅠ
    ลู่หานก็คือไม่เหมากับใครทั้งนั้นในเรื้องเลย องค์ชายห้าก็ไม่คู่ควร!!! ทำร้ายน้องงง!!
    #10,291
    0
  5. #10266 Emihcy (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 28 เมษายน 2563 / 17:24
    ดีกันๆ รักกันๆ;;-;;;;
    #10,266
    0
  6. #10240 Rain (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 20 เมษายน 2563 / 15:46

    อมกๆฟๆๆ หยุดอ่านมิได้เลยจริงๆ

    #10,240
    0
  7. #10165 เหมี๊ยวกวิ้น🐧 (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2563 / 23:27
    แบบ ฮือออ คืนดีกันเถอะนะ ;-;
    #10,165
    0
  8. #10092 ออมม่า (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 23 ธันวาคม 2562 / 17:38

    ดีต่อใจค่ะ แม่

    #10,092
    0
  9. #10069 PRAE.VV (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 20 ธันวาคม 2562 / 16:26
    สงสารทั้งคู่เลยทีนี้ มีความสุขกันสักทีเถอะะะะะะ ส่วนลู่หานจะหลาบจำได้รึยัง?
    #10,069
    0
  10. #9982 ploysai33317 (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 22 พฤศจิกายน 2562 / 19:12
    ร้องไห้เกือบทุกตอน ดีกันสักทีนะ
    #9,982
    0
  11. #9956 NayunT (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 11 พฤศจิกายน 2562 / 13:45
    เอาจริงๆสะใจที่องค์ชายสามโดนเพราะมันสมคสรแล้ว แต่พอเขาร้องห่มร้องไห้เพราะรู้สึกผิด ฉันกลับร้องไห้ตามเฉยเลย ฮือออออ
    #9,956
    0
  12. #9941 pbcy (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 19 ตุลาคม 2562 / 23:26
    ดีกันซักทีนะคะ ฮืออออออออ คู่สามวันดีสี่วันไข้555555 ส่วนลู่หานนนไม่น่าทำแบบนั้นเลยนะ
    #9,941
    0
  13. #9904 IPINOCKIO (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 23 กันยายน 2562 / 12:08
    ฮือออออออ ร้องไห้ตามองค์ชายสาม แพ้น้ำตาชานยอลอ่ะ สงสารมากเลย กลัวเสียเค้าไป โทษตัวเองว่าดูแลเค้าไม่ดี จาร้องงงง ที่น้องรอดมาทุกครั้งก็เพราะองค์ชายสามนั่นแหละ สงสารด้วยเอ็นดูด้วย ง้อสุดใจอ่ะ ป๋ายใจอ่อนได้แล้ว ถ้าไม่สงสารชานยอลก็สงสารเราเถอะ เราอยากเห็นสองสามีภรรยาคู่นี้พลอดรักกันจะแย่ ฮือออออออ ทั้งอบอุ่นทั้งเขินฉากที่นอนกันในห้องแล้วขอน้องกอดน้องจูบ น้องก็ให้เพราะก็คิดถึงเหมือนกันนั่นแหละ ดูออกกกกกกก
    #9,904
    0
  14. #9868 heykiki (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 13 กันยายน 2562 / 20:24
    ร้องไห้ แพ้น้ำตาพระเอก ตอนนี้ชายสามเหมือนเด็ก ๆ เลย ออดอ้อนแล้วก็ช่างเศร้า กลัวป๋ายเซียนไม่รัก คือน้ารักมาก ๆ แง สงสารปนเอ็นดู น่ารักมาก แต่ลู่หานคือน่าผิดหวังว่ะ
    #9,868
    0
  15. #9764 KcNDy (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 21 มีนาคม 2562 / 13:06
    ลู่ทำเกินไปแล้วนะ
    #9,764
    0
  16. #9732 `EHH,,ออมไก่ (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 10 มีนาคม 2562 / 17:21
    ง้อเก่งที่หนึ่งงงงง
    #9,732
    0
  17. #9669 yodahtr_ (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 12 พฤศจิกายน 2561 / 18:04
    ลู่หานคือไปพักน่ะ
    #9,669
    0
  18. #9661 bemysunshine (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 11 พฤศจิกายน 2561 / 02:23
    ต้องเด็ดขาดกับลู่หานได้แล้ว มาทำขนาดนี้ให้อภัยไม่ได้
    #9,661
    0
  19. #9615 Park Nokia. (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 22 ตุลาคม 2561 / 03:13
    ลู่ ก็คือ...
    #9,615
    0
  20. #9570 sirinthipYY (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 3 กันยายน 2561 / 09:28
    ลู่หานอยากโดนดอกธนูเข้าแก้มอีกข้างสินะ!
    #9,570
    0
  21. #9555 lad1988da (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 28 สิงหาคม 2561 / 14:21

    อบอุ่นในใจจังคืนดีกันเร็วๆนะทั้งคู่ ส่วนลู่หานทำเกินไปแต่ก็ยังมีดีตรงที่ทำให้ป๋ายค่อยๆใจอ่อนเนาะ

    #9,555
    0
  22. #9502 sunshinyi19 (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 10 สิงหาคม 2561 / 18:59
    ฮรื่ออ อบอุ่นอ่าาา~ <3/// ลู่ใจย้ายย
    #9,502
    0
  23. #9496 11507416p (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 10 สิงหาคม 2561 / 01:28
    ลู่ควรอยู่คนเดียวววว
    #9,496
    0
  24. #9400 nam-tao-hu (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 10 มิถุนายน 2561 / 00:22
    ลู่หานไม่สมควรได้รับความรักจากใครทั้งนั้นอ่ะ แต่องค์ชายห้าควรเป็นของเราา อิ_อิ
    #9,400
    0
  25. #9326 CBforever (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 4 พฤษภาคม 2561 / 12:48
    คืนดีกันไวๆนะคะ
    #9,326
    0