สะใภ้บรรณาการ (Chanbaek) -END-

ตอนที่ 29 : 27 - คิดถึง…

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 24,721
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 802 ครั้ง
    29 ธ.ค. 59

  
-27-

    คิดถึง






 

 

 

หนึ่งสัปดาห์ต่อมา

 

 



ทุกสรรพสิ่งยังคงดำเนินหมุนเวียนตามวัฏจักร...ต้องเข้านอนเมื่อถึงเวลา ต้องตื่นขึ้นมาเผชิญวันใหม่ ต้องกินเพื่อมีชีวิตอยู่ต่อไป และยังต้องหายใจแม้ว่ากับบางคนมันจะยากขึ้นมากก็ตาม...

 

 



“เอาแต่โหมงานหนัก ป่วยขึ้นมาจะหาว่าข้าไม่เตือน”

 


สุรเสียงขององค์รัชทายาทเรียกพระพักตร์ดั่งหยกงามขององค์ชายสามให้เงยขึ้นมอง สองพี่น้องสบตากันครู่เดียว เมื่อองค์รัชทายาทเดินเอาแผนที่สีน้ำตาลเก่าๆในพระหัตถ์ไปเก็บไว้ใต้หีบซึ่งอยู่ชิดมุมห้องทรงงาน องค์ชายสามก็นั่งก้มหน้าก้มตาตรวจกองเอกสารราชการตรงหน้าต่อ ไม่ได้ส่งเสียงเย้าเล่นอย่างเช่นทุกที องค์รัชทายาทที่ถูกน้องชายแบ่งงานไปทำกว่าครึ่งได้เพียงแต่ยืนกอดอกมองคนดื้ออย่างหนักพระทัย

 


“หากพระมเหสีเข้ามาเห็นสภาพเจ้าในตอนนี้มีหวังได้เป็นกังวล” หน้าตาที่เคยเกลี้ยงเกลาขึ้นไรหนวดจนดูผิดหูผิดตาไป เอาการเอางานผิดวิสัย ไม่ตามไปกวนใจใครเป็นเช่นนี้เพราะเหตุอันใดคนครึ่งค่อนราชสำนักต่างรู้กันดี

 



แต่ก็อดเป็นกังวลด้วยไม่ได้จริงๆ

 



“พักเสียบ้างเถิด ทำงานหามรุ่งหามค่ำจนซูบผอมลงไปเช่นนี้เดี๋ยวคนเค้าจะคิดว่าข้าใช้งานเจ้าหนักยิ่งกว่าพวกทหารหรอก” เสียงหัวเราะตอบสนองในลำคอเบาๆนับว่าเป็นเรื่องราวดีๆในรอบสัปดาห์

 


หลายวันที่ผ่านมาองค์ชายสามผู้เคยสดใสเฉกเช่นดวงตะวันกลายเป็นจันทราในคืนเดือนมืด เคร่งขรึมอึมครึมจนผู้ใดก็มิอาจจับต้อง เสียงกระเซ้าเย้าเล่นหายไปจนน่าใจหาย วันๆขลุกอยู่แต่กับกองงานราวกับว่ามันจะช่วยให้เลิกฟุ้งซ่านและไม่ต้องคิดถึงใครบางคนได้

 


 

ทั้งที่สุดท้ายก็ไปอยู่เฝ้าตำหนักเล็กทุกราตรี

 

 


“ทำอะไรจงทำแต่พอดี อย่าให้มันเกินตัวจนกลายเป็นทำร้ายตัวเอง”

 


“เผื่อฝ่าบาทจะเห็นใจข้า ยอมถอนรับสั่งปล่อยตัวป๋ายเซียนออกมา”

 


“เจ้าก็รู้ว่าการที่องค์ชายเปี้ยนไปอยู่ที่นั่นได้หาใช่เพราะพระประสงค์ของฝ่าบาทเพียงฝ่ายเดียว”

 


“เพราะแบบนั้นข้าถึงมีความคิดอยากเผาตำหนักเล็กทิ้งเสียให้รู้แล้วรู้รอด จะได้ไม่ต้องมีผู้ใดอยู่อาศัย” องค์รัชทายาทหัวเราะให้กับคำพูดทีเล่นทีจริงของน้องชาย “กรรมคงกำลังตามสนองข้าอยู่สินะ”

 


“คิดเสียว่ามันคือบทเรียน ต่อไปเจ้าจะได้รู้จักรักษาสิ่งที่มีอยู่ให้มากกว่านี้”

 


ใครๆล้วนแต่ปลอบประโลมด้วยน้ำคำที่ว่า ดีเท่าไหร่แล้วที่อีกฝ่ายยังอยู่ไม่ได้หนีไปไหนไกล แต่หลายครั้งชานยอลก็อดถามตัวเองไม่ได้ว่ามันดีจริงๆน่ะหรือ...

 


ใกล้แต่กลับไม่สามารถมองเห็น อยู่เพียงใกล้แต่กลับไม่รู้ว่าตอนนี้อีกฝ่ายเป็นอยู่อย่างไร...ยิ่งทรมานเมื่อในแต่ละวันต้องกลับไปเห็นภาพเดิมๆ ที่ที่เคยอยู่ร่วมกันทว่าเวลานี้กลับเหลือเพียงความว่างเปล่าไว้ให้ดูต่างหน้า กลิ่นหอมที่ยังคงติดตรึงครั้งหนึ่งมันเคยทำให้เป็นสุข...แต่มาวันนี้มันกลับทำให้ทุกข์ได้อย่างแสนสาหัส

 


เพราะมองไปทางไหนก็มีแต่ความคิดถึงเขาถึงอยู่ไม่ได้ ต้องออกมาทำงานหามรุ่งหามค่ำเพื่อให้ลืม แต่ย่ำเข้าสู่กลางคืนก็อดไปตำหนักนั้นไม่ได้อยู่ดี

 


ทหารเฝ้าหน้าประตูเห็นจนชินตา หากแต่พระชายากลับยังไม่ยอมออกมาแลเหลียว...ซึ่งวันสองวันมานี้เขาไม่ได้โผล่ไปให้ผู้ใดเห็นอีกแล้ว หาใช่ว่าถอดใจ แต่เพราะรู้ดีว่าต่อให้ยืนเฝ้าที่เดิมโดยไม่ไปไหนผลลัพธ์ที่ได้ก็คงจะเหมือนเดิม

 


พอคิดเช่นนั้นวันสองวันมานี้เขาจึงเปลี่ยนบรรยากาศ..ปีนขึ้นไปบนหลังคาแทนที่จะไปยืนขาแข็งเฝ้าหน้าประตูให้พวกทหารพากันอึดอัดอย่างที่แล้วมา ไม่มีใครรู้แต่เชื่อว่าจันทราและดาวบนฟากฟ้าจะช่วยเป็นพยานให้...ว่านานเพียงใดชานยอลยังคงรอวันที่ป๋ายเซียนใจอ่อน

 

 


“พี่ใหญ่ ข้ารบกวนอะไรท่านสักอย่างสิ”

 

 




 



 

บรรยากาศภายในพระตำหนักตะวันตกได้เปลี่ยนไปจากเดิมจากที่เคยเงียบเชียบและเข้มงวดเรื่องกฎระเบียบอยู่แล้วมันยิ่งเพิ่มพูนขึ้น การกระทำอันขาดความยับยั้งชั่งใจขององค์ชายสองในวันนั้นส่งผลมาจนถึงวันนี้ พระสนมยุนที่เคยเอาอกเอาใจโอรสองค์โตเพื่อหวังจะให้เป็นตัวแทนแห่งอำนาจนั้นไม่มีอีกแล้ว

 


มีก็แต่มารดาที่คอยมึนตึงใส่ลูก ค่อนแขวะให้ได้เสียทุกคำที่พบหน้ากันเพราะนับจากวันที่เกิดเรื่องไม่ว่าขุนนางหรือใครหน้าไหนในวังหลวงก็ดูเหมือนจะผิดหวังในตัวองค์ชายสองด้วยกันทั้งสิ้น ได้ยินแต่ถ้อยคำซุบซิบนินทาถึงพฤติกรรมอันไม่เหมาะสม ในขณะที่องค์ชายสามถูกพูดถึงในแง่ดีมากขึ้น

 


ได้ยินทีไรเป็นอันต้องแสลงหู จะเชิดชูโอรสผู้เพียบพร้อมมาขัดแข้งขาอย่างเดิมก็ไม่ได้อีกแล้ว เวลานี้จะทำสิ่งใดก็ยาก จะเข้าทางองค์ชายสี่..ผลักดันให้ตบแต่งกับบุตรสาวเสนาบดีฝ่ายขวาเพื่อเสริมอำนาจก็ดูจะไม่สำเร็จ เพราะนอกจากโอรสองค์เล็กจะหัวแข็งอย่างกับอะไรแล้ว ฝ่าบาทยังออกปากเองว่ายังไม่ประสงค์จะให้มีงานมงคลเกิดขึ้นภายในปีนี้ เนื่องจากเพิ่งพ้นงานขององค์ชายสามและสะใภ้หลวงคนใหม่ไปได้ไม่นาน

 


คิดแล้วก็เจ็บใจ...ไม่ว่าสิ่งใดฝ่าบาทก็เอาแต่คิดถึงโอรสองค์นั้นก่อนใครเสมอ โอรสของตนก็ดันไม่รักดี คอยดูแลเลี้ยงดูอย่างดีแต่กลับคิดถึงแต่อะไรตื้นๆ ทำตัวเองให้มัวหมอง แล้วผลสุดท้ายผลกระทบมันสะท้อนสู่ใครหากไม่ใช่คนเป็นแม่

 


เพราะเป็นเช่นนี้พระสนมยุนถึงได้นึกโกรธเคืองในตัวองค์ชายของตนหนักหนา ทั้งต่อว่าทั้งซ้ำเติม ยิ่งองค์ชายสองเอาแต่นิ่งและรับคำตำหนิโดยไม่คิดแก้ตัวยิ่งไม่อยากจะให้อภัย

 


ต่อไปจะเป็นตายร้ายดีอย่างไรก็จะไม่สน นอกเสียจากว่าจะคิดกลับตัวกลับใจใหม่ ทำให้ชายาในนามมีหลานให้ฝ่าบาทได้ชื่นพระทัยตามคำสั่ง...แต่หากจะยังทำตัวไม่รักดี คอยแต่คิดอาลัยอาวรณ์องค์ชายผู้นั้นให้เห็นอยู่เช่นทุกวันก็อย่าหวังเลยว่าจะได้ออกไปไหนง่ายๆ!

 


 

ดื้อด้านดีนักก็จงอยู่แต่ในตำหนักไปเถอะ

 


 

“องค์ชายสองไม่ยอมเสวยอะไรอีกแล้วเพคะ” นางกำนัลผู้นำพานเครื่องเสวยเข้าไปถวายองค์ชายสองหยุดรายงานความเคลื่อนไหวให้กับพระสนมยุนที่ประทับรออยู่หน้าประตูห้องได้ทรงทราบ

 


“ทำอย่างไรกันดีเพคะ” ดวงเนตรเฉียบคมหลุบลงมองอาหารที่ยังไม่พร่องลงเลยแม้แต่น้อย ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมารับสั่งต่อนางกำนัลเสียงนิ่ง

 


“ไม่กินก็ไม่ต้องกิน พวกเจ้าจะเอาไปเททิ้งที่ไหนก็ไป” บอกอย่างตัดเยื่อใยแล้วเดินจากไปจากหน้าห้องบรรทมของโอรสองค์โตทันที

 

 



 


 

องค์ชายป๋ายเซียนนั่งทำความสะอาดขลุ่ยผิวที่ไม่ได้ใช้การนานจนกล่องแทบจับฝุ่น ตามจริงไม่มีกระจิตกระใจจะทำสิ่งใด แต่พออยู่เฉยแล้วสมองพลันมีแต่เรื่องฟุ้งซ่านจึงหาอะไรทำเรื่อยเปื่อย

 


นิ้วเรียวที่ว่างเปล่าเห็นทีไรอดใจหายไม่ได้ทุกที พยายามจะไม่สนใจ ไม่ให้สายตาคอยมองแต่แล้วมันก็เหลือบดูแต่ตรงที่เก่าซ้ำๆคล้ายกับว่ามีอะไรบางอย่างขาดหายไป...

 


คำว่าองค์ชายสามหรืออะไรก็ตามอันเกี่ยวข้องกันกลายเป็นสิ่งต้องห้ามของคนตำหนักเล็ก ไม่มีข้าหลวงคนใดกล้าเอ่ยถึงให้ได้ยินเพราะไม่ต้องการให้พระพักตร์อ่อนเยาว์ขององค์ชายป๋ายเซียนต้องเศร้าหมองลงไปมากกว่านี้

 


ทุกอย่างดำเนินไปให้เหมือนว่าปกติ ทั้งที่แท้จริงมันไม่มีอะไรคงเดิม องค์ชายป๋ายเซียนไม่สดใส แต่ละวันผ่านไปช่างยาวนานเพราะเอาแต่นั่งเหม่อลอยขลุกอยู่แต่ในห้องบรรทมไม่ยอมออกไปไหน ยิ่งรู้ว่าองค์ชายสามมาที่ตำหนักทุกวัน เสมอต้นเสมอปลาย ยืนรอท่ามกลางอากาศหนาวข้างนอกทุกคืนองค์ชายผู้อาศัยตำหนักเล็กยิ่งไม่คิดขยับตัว

 


คล้ายกับใจแข็ง แต่ใครจะรู้ว่าเขาเพียงไม่อยากออกไปพบเจอเพราะกลัวตัวเองจะใจอ่อน ยอมกลับไปให้คนใจร้ายข่มเหงรังแกซ้ำๆจึงเลือกทรมานตัวเองให้อยู่แต่ในนี้เสียยังจะดีกว่าออกไปเห็นกันให้ลำบากใจ

 


 

ถามสิ

 


เจ้านั่นแหละถาม

 


เจ้านั่นแหละ

 


อาการขยุกขยิกขององครักษ์คนสนิทและแทมินที่ถูกอนุญาตให้เข้ามาในตำหนักเล็กได้เมื่อไม่กี่วันที่แล้วทำองค์ชายป๋ายเซียนเริ่มรำคาญ ไม่รู้ว่ามีเรื่องอะไรกันถึงเอาแต่สะกิดกันไปมา เหมือนตกลงกันไม่ได้ว่าใครจะเป็นผู้พูด ซึ่งมันก็นานพอทนจนองค์ชายป๋ายเซียนต้องเงยหน้าขึ้นมาถามเพื่อตัดความรำคาญเสียเอง

 


“มีเรื่องอะไรจะพูดก็พูด จะเกี่ยงกันทำไม”

 


“เอ่อ...” องครักษ์ทั้งสองดีดตัวขึ้นนั่งหลังตรงแทบจะทันที ส่งยิ้มแห้งๆให้องค์ชายป๋ายเซียนด้วยความลำบากใจ นั่งห่างกันตั้งไกลไม่นึกว่าองค์ชายน้อยจะสังเกตเห็น

 


“คือว่าเรา...” จางอี้ชิงและแทมินค่อยๆคลานเข่าเข้าไปนั่งหน้าโต๊ะเล็กตั้งพื้นที่มีองค์ชายป๋ายเซียนประทับอยู่อีกฝั่ง “คือเรารู้มาว่าคืนพรุ่งนี้นอกวังหลวงจะมีเทศกาลลอยโคมน่ะพ่ะย่ะค่ะ ก็เลย...”

 


“อยากขออนุญาตข้าออกไป”

 


“พ่ะย่ะค่ะ! / พ่ะย่ะค่ะ!

 


“อยากไปกันขนาดนั้นเชียว” ถึงกับพยักหน้ารับคำกันอย่างพร้อมเพรียง กระตือรือร้นจนดูแปลกประหลาด ทว่าองค์ชายน้อยก็ไม่มีอารมณ์จะมาคิดอะไรซับซ้อนในตอนที่ตัวเองมีเรื่องให้คิดมากพออยู่แล้ว “ที่จริงผู้ที่พวกเจ้าควรเอ่ยขอควรเป็นฝ่าบาทเสียมากกว่า แต่หากจะถามข้าข้าก็คงไม่ขัดอะไร อยากจะไปก็ไป”

 


“เรื่องที่จะออกไปข้างนอกไม่เป็นปัญหาพ่ะย่ะค่ะ ข้าได้ขอท่านพ่อไว้แล้ว”

 


“อ้อ...เช่นนั้นก็ไปสิ”

 


“องค์ชายไปด้วยกันสิพ่ะย่ะค่ะ” แทมินเอ่ยปากชวนด้วยท่าทางตื่นเต้น อี้ชิงเองก็พยักพเยิดเห็นดีเห็นงามด้วย ทว่า...

 


“พวกเจ้าไปกันเถิด ข้าไม่อยากออกไปไหน”

 


“ออกไปเปิดหูเปิดตาหน่อยสิพ่ะย่ะค่ะ องค์ชายอุดอู้อยู่แต่ในนี้ร่วมสัปดาห์แล้ว หากไม่ออกไปสูดอากาศข้างนอกเลยเกรงจะกลับไปประชวรอีกได้นะพ่ะย่ะค่ะ”

 


“ข้าไม่เป็นอะไรหรอก” ที่เคยป่วยและระบมไปทั้งตัวก็เพราะถูกรังแกหาใช่ว่าบอบบางจนจับไข้ได้ง่ายๆ “ตั้งแต่มาอยู่โชซอนเจ้าก็ยังไม่เคยได้ออกไหนเลยนี่อี้ชิง ไปเถิด...จะกลับเข้ามาเมื่อไหร่ก็ได้ข้าอนุญาต”

 


“หากองค์ชายไม่ไปข้าจะออกไปได้อย่างไร”

 


“ข้าอยู่ได้ ข้าหลวงก็อยู่กันทั้งตำหนักเจ้าไม่ต้องห่วงไป”

 


“ไปด้วยกันเถอะพ่ะย่ะค่ะองค์ชาย เทศกาลโคมของโชซอนนั้นยิ่งใหญ่ นานทีมีหน เชื้อพระวงศ์หลายพระองค์ยังไม่มีโอกาสได้ไปแต่สำหรับองค์ชายข้าฝากท่านพ่อทูลขออนุญาตฝ่าบาทให้แล้ว”

 


“ไปด้วยกันนะพ่ะย่ะค่ะ”

 


“ดูพวกเจ้าอยากให้ข้าไปด้วยเหลือเกินนะ”

 


“ก ก็...องค์ชายอยู่ไหนข้าก็อยากอยู่ด้วย หากองค์ชายไม่ไปต่อให้ข้าอยากไปแค่ไหนก็คงต้องตัดใจ”

 


“ตัดใจไม่ได้นะอี้ชิง! เจ้าอยากไปมากไม่ใช่หรือ?!

 


“ทำยังไงได้ล่ะ...” องค์ชายป๋ายเซียนขมวดคิ้วมองจางอี้ชิงที่ตีหน้าเศร้าคอตก สลับกับแทมินที่นั่งลูบหลังปลอบใจสหายด้วยอาการหน้าเศร้าไม่ต่างกัน

 


“พวกเจ้านี่ยังไงกันนะ ข้าไม่อยากออกไปก็ยังจะให้ไป”

 


“...”

 


“เอาเถอะ”

 


“หมายความว่าองค์ชาย...”

 


“ไปก็ไป”

 


“เย่!!!” องค์ชายป๋ายเซียนส่ายหัวให้กับแทมินและอี้ชิงที่แสดงความดีใจจนออกนอกหน้า แววตาเป็นประกายต่างจากที่นั่งคอตกกันเมื่อครู่ราวฟ้ากับเหว

 

 



 


 

 

“ป๋ายเซียนตกลงแล้วจริงๆรึ?!

 


“พ่ะย่ะค่ะ กว่าจะยอมตกลงได้ก็ใช่เล่นเหมือนกัน” องค์ชายสามยิ้มให้องครักษ์คนสนิทเห็นเป็นครั้งแรกในรอบสัปดาห์ ปรางสากขึ้นรอยบุ๋มอย่างปิดไม่มิดเพราะความดีใจ พลอยให้องครักษ์คู่แฝดใจชื้นไปด้วย

 



อย่างไรเสีย...รอยยิ้มขององค์ชายสามก็ควรค่าไว้ประดับโชซอนที่สุดแล้ว

 



“เจ้าทำดีมากแทมิน”

 


“พ่ะย่ะค่ะ”

 


“ไม่เสียแรงที่ข้าไว้ใจ ไม่เสียแรงที่หลายวันมานี้ข้าทุ่มเททำงาน...” เพื่อที่ฝ่าบาทจะได้เห็นว่าเขายอมประพฤติตัวดี...ประทานอนุญาตให้ออกไปนอกวังหลวงได้โดยถูกต้อง

 


 

ป๋ายเซียนจะได้เดินเที่ยวโดยที่ไม่ต้องคอยหลบๆซ่อนๆอย่างเช่นที่แล้วมา

 

 


“ง้อพระชายาให้สำเร็จนะพ่ะย่ะค่ะ”

 


“หวังว่าจะเป็นเช่นนั้น”

 


“ข้าเชื่อว่าพระชายาจะเห็นถึงความจริงใจและความพยายามของพระองค์” ที่ผ่านมาไม่เคยยอมประพฤติตัวดีเพื่อใครแม้กระทั่งฝ่าบาท แต่พอเป็นองค์ชายเปี้ยนองค์ชายสามกลับทำได้ทุกอย่าง

 


ยอมอยู่ในกรอบ ทุ่มเททำงาน ไม่เอาแต่ล่องลอยไปวันๆ และหลายอย่างที่เปลี่ยนแปลงไปผู้ใดก็สัมผัสได้ ขนาดอี้ชิงที่โกรธจนเกือบพาลไม่ยอมคุยกับแทมินยังใจอ่อน เห็นถึงความเสมอต้นเสมอปลายจนสุดท้ายก็ยอมโป้ปดองค์ชายตน ช่วยให้แผนขั้นแรกขององค์ชายสามสำเร็จมาแล้ว มีหรือคนรักกันอย่างพระชายาจะพระทัยแข็งได้นาน

 


“ฝ่าบาทประทานอนุญาตให้ออกไปแล้วใช่ไหม”

 


“อืม องค์รัชทายาทจัดการให้แล้ว”

 


“เช่นนั้นที่เหลือพระองค์ก็แค่พยายามให้เต็มที่ โอกาสมีไม่มาก พวกข้าจะคอยฟังข่าวดีนะพะย่ะค่ะ” องค์ชายสามทาบพระหัตถ์ลงบนหน้าอกของตนเอง...ใต้เสื้อคลุมมีแหวนหยกวงเล็กที่นำมาห้อยคอติดตัวไว้ ให้เป็นเครื่องเตือนใจว่าไม่ว่าอย่างไรก็ต้องนำมันกลับไปคืนผู้เป็นเจ้าของให้จนได้...

 


 

หากว่ามันยังไม่สายเกินไป

 

 


.

.

 

 


ลู่หานค่อยๆหลบมุมเมื่อญาติผู้น้องและองค์ชายที่ตนรักพากันเดินผ่านไป สองมือเย็นเฉียบกำหมัดแน่นด้วยความรู้สึกไม่พอใจ มองไล่หลังคนทั้งสองโดยไม่ยอมขยับเขยื้อนไปทางไหนทั้งที่ตั้งใจมาหาองค์ชายสาม

 


บทสนทนาของทั้งคู่เขาได้ฟังมันครบ ตลอดหลายวันที่ผ่านมาที่อุตส่าห์เฝ้าเป็นห่วง เป็นกังวลว่าอีกฝ่ายจะทรงงานหนักเกินไปนั้นไร้ค่าไร้ความหมายอีกแล้วสินะ ทั้งๆที่ถูกคืนแหวน ตัดรอนความสัมพันธ์ถึงเพียงนั้นแล้วก็ยังไม่ยอมสิ้นความพยายาม องค์ชายผู้นั้นมีดีอย่างไรองค์ชายสามถึงได้หลงนัก

 


“ทำไมไม่เป็นข้า...”

 


เป็นเขาไม่ได้หรือ...เขาที่ให้ได้แม้กระทั่งชีวิต...ชีวิตที่เป็นขององค์ชายสามเพียงผู้เดียว

 


“ข้ารักพระองค์...รักมาโดยตลอด...” รักตั้งแต่ลืมตาขึ้นมาเห็นว่าเป็นผู้ใดกันที่ช่วยชีวิตของลู่หานเมื่อครั้นเกือบจมหายลงไปในก้นแม่น้ำลึก องค์ชายสามทรงช่วยชีวิตลู่หานไว้ ได้มอบโลกใบใหม่และทรงเมตตากันมาเสมอ...เกือบยี่สิบปีที่ลู่หานเฝ้าถวายหัวใจและจิตวิญญาณให้นั้นองค์ชายสามจะรับมันไว้บ้างไม่ได้เลยหรืออย่างไร

 


องค์ชายผู้แสนจืดชืดบอบบางผู้นั้นน่ะหรือที่ถูกเลือก

 


ก็เป็นแค่เครื่องบรรณาการที่ถูกยัดเยียดให้เท่านั้นไม่เห็นถึงความเหมาะสมตรงไหน  ดีแต่ทำตัวเรียกร้องความสนใจไปวันๆ ที่องค์ชายสามทำเหมือนพึงพระทัยคงเพราะต้องรับไมตรีของแผ่นดินอื่นไว้ เพราะฝ่าบาท เพราะใครต่อใครยัดเยียดให้หาใช่มาจากความรู้สึกที่แท้จริง

 


“ข้าต่างหาก...คนที่พร้อมจะยืนเคียงบ่าเคียงไหล่ไปกับพระองค์คือข้า ไม่ใช่ใครทั้งนั้น!

 

 



 


 

 

คืนวันเทศกาลโคม...เมืองโชซอนคึกคักยิ่งกว่าวันไหนๆ ชาวบ้านลูกเล็กเด็กแดงต่างจับจูงกันมาร่วมงานเทศกาลกันอย่างเนืองแน่น เสียงกลองดนตรีแข่งกันบรรเลงเล่น เช่นเดียวกันกับเสียงพูดคุยทักทายของคนรู้จัก ตลอดจนพ่อค้าแม่ขายที่ได้รับกำไรเป็นกอบเป็นกำต่างตะโกนแข่งกันเรียกลูกค้ากันอย่างไม่มีน้อยหน้า

 


ร้านอาหาร โรงน้ำชา ร้านจิปาถะ ไม่ว่าจะมองไปทางไหนล้วนเต็มไปด้วยผู้คน ยิ่งบริเวณใดมีโคมลอยจำหน่ายยิ่งได้รับความนิยมชมชอบ มองผิวเผินไม่ต่างอะไรจากทางการกำลังแจกจ่ายของมีค่า เพราะผู้ควรล้วนแต่มุงเลือกหาจนแทบไม่มีอากาศให้หายใจ

 


“คนเยอะชะมัด”

 


“ธรรมดา เทศกาลโคมมีเพียงปีละหนคนจะเยอะก็ไม่แปลก”

 


“ไม่ได้ออกมาเห็นอะไรเช่นนี้เสียนาน จะว่าไปก็ตื่นเต้นไม่เบา” จางอี้ชิงชะเง้อคอมองทางโน้นทีทางนี้ที..ทำทีว่าตื่นตาตื่นใจ ข้างๆเขามีสหายเจ้าถิ่นคอยช่วยนำทาง และองค์ชายป๋ายเซียนที่เพียงเดินกอดอกมาด้วยกันเงียบๆ ไม่สดใสร่าเริงอย่างที่ควรจะเป็น

 


“ไม่สนุกหรือพ่ะย่ะ---” สายพระเนตรเชิงห้ามปรามช่วยหยุดคำพูดแสนทางการของจางอี้ชิงที่กำลังจะลั่นออกมาได้ทันตาเห็น

 


“ระวังหน่อย”

 


“ขออภัยขอรับ พอดีข้าชินปาก...” องครักษ์แผ่นดินเปี้ยนรีบผงกศีรษะขอประทานอภัย หันไปมองรอบกายเห็นผู้คนเดินผ่านไปมาเป็นปกติดี ไม่ได้มีผู้ใดหยุดสนใจบทสนทนาของพวกเขาจึงพลอยโล่งใจ

 


“ดึกๆคนจะยิ่งเยอะ ข้าว่าเราไปปล่อยโคมกันก่อนแล้วค่อยกลับมาเดินเล่นดีไหม”

 


“แล้วแต่พวกเจ้า”

 


“เช่นนั้นพวกข้าจะไปหาซื้อโคม ส่วนคุณชายยืนรออยู่ตรงนี้”

 


“ไม่เป็นไร ให้ข้าไปด้วย”

 


“อย่าดีกว่าขอรับ คนเยอะหากถูกเบียดจะเจ็บตัวเอา” แทมินแนะนำด้วยรอยยิ้มสุภาพ ตั้งแต่พากันออกมาจากวังหลวงจนถึงตรงนี้เขายังไม่หลุดแสดงท่าทีมีพิรุธเลยแม้แต่น้อย ทำทุกอย่างได้อย่างเป็นธรรมชาติผิดกับอี้ชิงที่เผลอลุกลี้ลุกลนไปหลายครั้ง..หาใช่เพราะตื่นเต้นกับงานเทศกาลอย่างเช่นปากว่า แต่เพราะลุ้นกับผลลัพธ์ที่จะออกมาว่าเป็นหัวหรือก้อยต่างหาก

 


หากองค์ชายสามง้อสำเร็จก็ดีไป ใจของใครหลายคนคงได้เป็นสุข แต่ถ้าหากไม่สำเร็จนี่สิ...จางอี้ชิงมีหวังได้ถูกเนรเทศอีกคน ก็ช่างกล้าสมรู้ร่วมคิด ทรยศกันด้วยหน้าซื่อๆ...ทั้งนี้ทั้งนั้นก็เพราะอยากเห็นองค์ชายตนกลับมามีความสุขหรอก ไม่ใช่เพราะเหตุผลอื่นใด

 


“รออยู่ตรงนี้นะขอรับ”

 


“อืม รีบไปรีบกลับมาก็แล้วกัน” องค์ชายป๋ายเซียนมองตามหลังสององครักษ์จนลับตา ก่อนจะมองหามุมสงบให้กับตัวเองระหว่างยืนคอย

 


แต่ไม่ว่าจะหาเท่าไหร่ก็ดูเหมือนว่าทุกพื้นที่จะถูกจับจองไปจนหมด จะออกไปไกลกว่านี้ก็เกรงว่าองครักษ์กลับมาแล้วจะหากันไม่พบ จึงได้แต่พาตัวเองไปยืนเบียดบริเวณใต้ต้นไม้ไม่ใกล้ไม่ไกลจากตรงที่เก่า ซึ่งผู้คนก็ยังพลุกพล่าน..ละลานตาให้น่าเวียนหัวอยู่ดี

 


สองแขนเล็กๆคอยกอดตัวเองบรรเทาความหนาว เงยหน้าขึ้นมองบนท้องฟ้าพบโคมลอยนับร้อยพัน...มันสวยและโดดเด่นราวกับฝูงหิ่งห้อยในคืนมืดมิด ระยิบระยับเหมือนดวงดาวที่ตัวเองชอบมอง ทว่าในดวงเนตรรีเล็กกลับยังคงเศร้าหมอง ไม่ว่าจะอยู่ที่แห่งไหนองค์ชายป๋ายเซียนก็ไม่รู้สึกเบิกบาน

 


รีบเดินสิเจ้าคะ ข้าตื่นเต้นอยากปล่อยโคมลอยจะแย่แล้ว

 

ค่อยๆเดินเดี๋ยวได้หกล้มหรอก

 

มีท่านพี่จูงมือข้าไว้ทั้งคนข้าไม่กลัวหรอก

 

นั่นสินะ...ฟ๊อด~

 

อื้อ..ทำอะไรเช่นนี้เจ้าคะ! ประเจิดประเจ้อจริงๆเลย...

 

 

คืนเทศกาลมีแต่คนควงคู่กันมาให้เห็น หัวเราะคิกคักแสดงความรักผ่านหน้าป๋ายเซียนไปคู่แล้วคู่เล่าราวกับต้องการกลั่นแกล้งกัน...พยายามบังคับสายตาไม่ให้มอง หากแต่สมองก็ยังไม่ยอมฟัง...เห็นคู่อื่นแล้วหวนคิดถึงแต่เรื่องราวเก่าๆของตัวเองและเขาผู้นั้นซ้ำๆ เจ็บแล้วไม่รู้จักจำ...จะทรมานก็สมควรดี

 

 


อยากโง่คิดถึงเขาเอง

 

 

 

 

ปุ้ง! 

 

 


 

“อ๊ะ  เสียงพลุเฉลิมฉลองและเสียงจุดประทัดของเด็กๆทำองค์ชายน้อยตกพระทัย หันรีหันขวางอย่างคนละเมอเพื่อจะหาที่หลบ แต่ก็เป็นไปได้ยากเหลือเกินเพราะจำนวนผู้คน

 



ไหนจะกำแพงสูงใหญ่ที่ไม่รู้โผล่มาจากไหน

 



มันมีชีวิตและกลิ่นกายที่ป๋ายเซียนคุ้นเคย

 



ไม่ได้ตั้งใจเลยที่จะสัมผัส...แต่เพียงหมุนร่างกลับมากายต่างขนาดก็ปะทะกันเข้าอย่างจัง...ปลายจมูกรั้นฝังจมลงไปบนแผงอกแกร่ง กล้ามเนื้อแน่นของท่อนแขนแข็งแรงกระชับกอดเอวน้อยได้พอดิบพอดี...ลำคอสมชายชาตรีขยับเคลื่อนไหว เผลอกลืนน้ำลายในตอนที่ริมฝีปากตนจรดลงบนหน้าผากมนโดยไม่ได้ตั้งใจ

 


 

“...”

 


 

ราวกับโลกทั้งใบได้หยุดหมุนเมื่อสายพระเนตรทั้งสองคู่เชื่อมประสานมองกันและกัน..  ดวงหฤทัยต่างสะเทือนไหวหวั่น ทั้งเจ็บปวดและสุดแสนจะคิดถึงกัน...แต่ก็ยากเหลือเกินที่จะเอ่ยบอกไป

 

 


 


 

ด้านหนึ่งไม่อาจแน่ใจว่ามันคือเรื่องบังเอิญหรือความฝัน...กับอีกด้านที่รู้ดีแก่ใจว่ามันคือความจริงที่มาจากความตั้งใจของตนเอง...เป็นเขาเองที่ตั้งใจตามมาเจอพระชายาป๋ายเซียน

 

 


“ป๋ายเซียน ข้า---”

 

 

พลั่ก!

 

 

“เดี๋ยว! ป๋ายเซียน” องค์ชายสามถูกผลักออกก่อนจะรีบกลับมาตั้งหลักใหม่ ก้าวตามหลังพระชายาป๋ายเซียนไปโดยไม่คิดลังเล “ป๋ายเซียน”

 

 


หมั่บ!

 


 

พลั่ก!

 

 


คนหนึ่งพยายามจับ หากแต่อีกคนกลับพยายามปล่อย...ไม่ว่าองค์ชายสามจะไขว่คว้าพระหัตถ์เล็กไว้อย่างไรองค์ชายป๋ายเซียนก็ไม่ยอมให้ใกล้ รีบจ้ำเท้าเดินหนีราวกับผู้ที่ตามมาด้านหลังคือตัวน่ารังเกียจ

 


 

“อย่าหนีอีกเลย ใจพี่จะขาดแล้วรู้บ้างไหม...”

 


 

ทุกสารทิศสุดอึกทึกครึกโครม ทว่าเสียงเอื้อนเอ่ยไล่หลังซึ่งดังเพียงแผ่วเบาองค์ชายป๋ายเซียนกลับยังได้ยินเพราะใจมันไม่รักดี...ตั้งหน้าตั้งตาเดินหนีหากแต่หูกลับเลือกฟังเพียงสุรเสียงของเขา..คนที่ว่าใจร้ายหนักหนา...

 

 


ขอทางหน่อย!’

 

 

ชายแรงงานหลายคนขนกระสอบวัตถุดิบสวนทางมา แหวกฝูงชนที่กำลังเดินเบียดเสียดกันอยู่บนทางให้ตีวงออกกว้าง องค์ชายป๋ายเซียนซึ่งเดินนำไปก่อนจึงได้พลัดตาไป

 

 


“ป๋ายเซียน”

 

 


แต่ก็เป็นเวลาเพียงสั้นๆ ด้วยความสูงที่มีและสายพระเนตรคมดุจพญาวิหคทำให้องค์ชายหนุ่มสามารถมองหาร่างเล็กในชุดคลุมสีเดียวกับขนมหวานท่ามกลางผู้คนได้ไม่ยากเย็น เขารีบเดินตามไปให้ทัน...คว้าข้อแขนเล็กไว้อีกครั้งเมื่อสบโอกาส

 


“อย่ามาโดนตัวข้า”

 


หากจะทำเช่นนี้ฆ่าข้าเสียยังจะดีกว่า” องค์ชายหนุ่มรวบร่างเล็กไว้จากด้านหลัง กระชับกอดแน่นโดยไม่สนสายตาผู้คนที่เดินขวักไขว่ไปมา “แทบขาดใจ...แต่ละวันผ่านไปแสนทรมานเจ้ารู้ไหม”

 


“...”

 


“คิดถึง”

 


“...”

 


“คิดถึงเหลือเกิน” องค์ชายป๋ายเซียนกะพริบตาถี่ๆ พยายามเข้มแข็งทั้งที่ใจกำลังอ่อนยวบให้กับเสียงกระซิบสั่นเครือและพระพักตร์งามที่ซบลงมาบนลาดไหล่อย่างยอมจำนน...องค์ชายสามในยามนี้ไม่ต่างอะไรจากเด็กตัวเล็กๆที่ถูกทอดทิ้ง เสียศูนย์และทิ้งความเป็นตัวเองนับตั้งแต่วันที่ไม่มีองค์ชายป๋ายเซียน

 


“อยากให้เจ้ากลับมาอยู่เคียงข้างกัน”

 


องค์ชายป๋ายเซียนค่อยๆคลายวงแขนขององค์ชายสามออกจากกาย  แม้เรี่ยวแรงจะเทียบเท่ากันไม่ได้...ทว่าสุดท้ายเขาก็ได้หยัดยืนด้วยตัวเอง

 


ไม่ต้องให้ผู้ใดมาคอยตระกองกอด ไม่หลงเชื่อคารมชวนฝัน ประสบการณ์ทำให้เขาเรียนรู้ที่จะปกป้องตัวเอง ไม่ยอมตกหลุมพรางใครโดยง่ายต่อให้ผู้ที่ยืนทำหน้าเศร้าอยู่ตรงหน้าจะเป็นผู้ที่ตนรักจนหมดใจก็ตาม

 


“เรื่องระหว่างข้ากับท่านให้มันเป็นเพียงแค่ฝันร้ายเถอะ”

 


“จะเปลี่ยนความจริงให้เป็นความฝันได้อย่างไร”

 


“ในเมื่อร่วมทางกันไม่ได้ก็ไม่มีประโยชน์อะไรที่จะต้องทนฝืน”

 


“ข้าไม่เคยฝืน”

 


“แต่ข้าฝืน”

 


“...”

 


“ข้าทนท่านมามากพอแล้วองค์ชายสาม” เงยหน้าขึ้นสบตาก่อนจะตัดสินใจเดินออกมา แต่แล้วพระหัตถ์ซ้ายที่ว่างเปล่าก็ถูกรั้งไว้อีกครั้ง

 


“ต้องรอให้ตายจากกันก่อนไม่ใช่หรือ” องค์ชายสามไม่ยอมแพ้ “ความผิดที่ข้าได้ก่อไว้มันอาจยากเกินที่จะอภัย แต่ป๋ายเซียน---”

 


“หยุดพูดถึงมันเถอะข้าไม่อยากได้ยิน”

 


“แต่ข้าอยากให้เจ้าฟัง”

 


“ท่านเองยังไม่เคยฟังใคร เหตุใดจึงยังกล้าเรียกร้องให้ผู้อื่นมารับฟังตนอยู่อีก”

 


“ข้า...” คำพูดเสียดแทงใจดำทำเอาองค์ชายสามถึงกับจุกจนพูดไม่ออก “เอาล่ะ...ตอนนี้ไม่ว่าข้าจะพูดอย่างไรมันคงไม่น่าฟัง” รังแต่จะยิ่งเข้าตัว ดีไม่ดีจะกลายมาเป็นอารมณ์ให้ปวดหัว สิ่งใดที่วางลงได้ยอมให้ได้คงต้องทำ ไม่เช่นนั้นแผนที่จะทำให้พระชายาใจอ่อนคงไม่มีวันสำเร็จ

 


“อุตส่าห์ได้ออกมาเปิดหูเปิดตาก็เที่ยวให้มีความสุขดีไหม เรื่องอื่นใดเอาไว้ค่อยว่ากันอีกครา” บรรยากาศคืนนี้แสนชื่นมื่นเป็นใจ จะมาทำมึนตึงทะเลาะกันทั้งที่ผู้คนรอบกายกำลังเป็นสุขดีเช่นนี้ได้อย่างไรโอกาสใกล้ชิดมีอยู่แค่นี้เขาไม่ยอมให้มันกร่อยง่ายๆแน่

 


“ไปลอยโคมกับข้านะ”

 


“ชวนผิดคนแล้วกระมัง” องค์ชายป๋ายเซียนแค่นยิ้มเหมือนเพิ่งได้ยินเรื่องตลกร้าย “คนไม่ได้มาด้วยกันจะให้ทำเรื่องเช่นนั้นได้อย่างไร” ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายกำลังคาดหวังสิ่งใดอยู่ ถึงได้กล้าชวนทั้งที่น่าจะรู้ดีว่าอย่างไรป๋ายเซียนก็ปฏิเสธ

 


“ไยจะไม่ได้ ในเมื่อเราสองคนเป็นผัวเมียกัน”

 


“ใครเป็นเมียท่าน” องค์ชายสามเลิกคิ้วแทบจะทันทีที่ได้ยิน

 


“หากท่านเป็นหญิง จะมีกี่ท้องให้ลูกของข้าก็---เฮ้! ป๋ายเซียน” องค์ชายสามรีบวิ่งตามหลังองค์ชายน้อยที่สะบัดหน้าเดินปึงปังหนีไปอย่างไม่พอใจ

 


“ข้าไม่พูดแล้ว”


 

“...”

 


“อย่างอนไปเลยนะ ไม่ใช่ก็ไม่ใช่ ท่านหาใช่ได้เป็นเมียของข้าเสียหน่อย” อาการกลั้นยิ้มแกมสำนึกผิดขององค์ชายสามยังคงถูกเมิน องค์ชายป๋ายเซียนเอาแต่ทำนิ่งมองตรงไปข้างหน้า ก้าวหนีคนตอแยแต่ผู้คนที่เดินเบียดเสียดสวนกันมาก็ช่างเป็นอุปสรรคเหลือเกิน...ชนร่างเล็กของเขาให้ถอยหลังกลับไปสู่อ้อมอกคนตัวโตกว่าไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง


 

“ไปลอยโคมกันนะ”


 


 

“ไปด้วยกันนะป๋ายเซียน”


 


 

“ป๋ายเซียน”


 

“ท่านนี่น่ารำคาญเสียจริง! เลิกทำตัวเกะกะข้าสักทีได้ไหม”


 

“คนเยอะอย่างนี้จะให้ข้าไปเดินที่ไหนได้ล่ะ”


 

“จะที่ไหนก็เรื่องของท่าน อยู่ให้ห่างจากข้าเป็นพอ” ถึงจะพูดเช่นนั้น ทว่าการที่พลาดมาเดินอยู่ตรงกลางทางเดินที่เต็มไปด้วยชาวบ้านเช่นนี้ก็ยากที่จะอยู่ให้ห่างจากกันจริงๆ แผ่นหลังเขาแนบสนิทกับหน้าอกขององค์ชายสามราวกับคนกำลังโอบกันอยู่ จากหนาวก็กลายเป็นร้อน...ใจดวงน้อยเต้นไม่เป็นปกติอีกเลยนับตั้งแต่ได้พบกัน

 


“ไปลอยโคมกับข้านะป๋ายเซียน”


 

“หากท่านยังไม่หยุดพูด ข้าจะ---” เพียงเงยหน้าขึ้นมอง ปลายจมูกรั้นก็สัมผัสโดนปลายจมูกโด่งขององค์ชายสามเข้าอย่างจัง  เพราะอีกฝ่ายก้มลงมองอยู่ก่อนแล้ว...เพราะตัวเองไม่รู้จักระวัง ซ้ำยังมาติดแหงกอยู่ตรงกลางทางเดินทุกอย่างจึงยากไปหมด


 

 


“หากยอมไปด้วยกัน ข้าสัญญาว่าจะทำตัวดีๆ”


 


 

“เชื่อใจข้าอีกสักครั้ง”


 


 

“ได้โปรด”

 

 


 



#สะใภ้บรรณาการ











 
         CR.SQW
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 802 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

10,413 ความคิดเห็น

  1. #10352 EATWELL (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 13 กรกฎาคม 2563 / 12:27

    ฮื่ออออชายสามสู้ๆๆๆๆ

    #10,352
    0
  2. #10315 Mr-mztxx (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 19 มิถุนายน 2563 / 01:45
    ดีกันเถอะะะะมันหน่วงงงง
    #10,315
    0
  3. #10290 munkrishear (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 16 พฤษภาคม 2563 / 02:01
    แงงงงง
    #10,290
    0
  4. #10265 Emihcy (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 28 เมษายน 2563 / 02:24
    ให้โอกาสพี่เค้าอีกรอบนะป๋ายเซียน เเง้
    #10,265
    0
  5. #10153 เหมี๊ยวกวิ้น🐧 (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 24 มกราคม 2563 / 22:49
    น้องป๋าย ให้โอกาสพี่เขาสักครั้ง
    #10,153
    0
  6. #10091 ออมม่า (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 23 ธันวาคม 2562 / 16:59

    ใจอ่อนเถอะนะ ให้โอกาส องค์ชายสามหน่อย

    #10,091
    0
  7. #10068 PRAE.VV (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 20 ธันวาคม 2562 / 15:35
    ห้ามหยุดนะองค์ชายสามมมมมมม ท่านต้องไม่ย่อท้อถ้ายังอยากได้พระชายาไปเคียงข้างกาย ความผิดของท่านมันใหญ่แต่ก็ห้ามหยุดแม้องค์ชายน้อยจะไม่มีท่าทีให้อภัย
    #10,068
    0
  8. #9903 IPINOCKIO (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 22 กันยายน 2562 / 20:57
    วี๊ดดดดดดดดดดด ขอกรี๊ดในรอบสามวันเจ็ดวัน ดราม่ามาหลายตอนมากกกกกก ทั้งทะเลาะกัน ทั้งไม่เข้าใจกัน ต่างๆนาๆ จนตัวต้องแยกกันอยู่ แต่เรารู้หรอกว่าใจนั้นไม่เคยห่าง องค์ชายสามน่าร๊ากกกกกก พยายามง้อขอคืนดี สู้ๆนะชานยอล เราเป็นกำลังใจให้
    #9,903
    0
  9. #9867 heykiki (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 13 กันยายน 2562 / 19:57
    ง้อแบบไม่ท้อเลยนะ น่ารักมากเว่ยยยยย แงงงงงงงงงง
    #9,867
    0
  10. #9748 om_kanokrat (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 15 มีนาคม 2562 / 17:56
    สู้ๆเพคะองค์ชาย
    #9,748
    0
  11. #9731 `EHH,,ออมไก่ (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 10 มีนาคม 2562 / 16:52
    ง้อเก่งงงงง สู้ๆนาา
    #9,731
    0
  12. #9721 -FL- (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2562 / 21:06
    ง้อเก่งงง
    #9,721
    0
  13. #9692 คุณยิปปี้ (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 28 ธันวาคม 2561 / 11:46
    น่ารักที่สุดดดดดดดด
    #9,692
    0
  14. #9660 bemysunshine (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 11 พฤศจิกายน 2561 / 01:59
    นะน้องนะ ได้โปรดนะคนดี
    #9,660
    0
  15. #9614 Park Nokia. (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 22 ตุลาคม 2561 / 01:41
    คืนดีกันเถอะ555
    #9,614
    0
  16. #9553 lad1988da (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 23 สิงหาคม 2561 / 21:40

    ทำดีแล้วชายสามอยากได้เมียคืนมาก็ต้องง้อลูกเดียวเดี๋ยวก็ใจอ่อน อ้อนเยอะๆ สู้ๆนะองค์ชาย

    #9,553
    0
  17. #9435 EsHyun (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 1 กรกฎาคม 2561 / 23:36
    ง้อเยอะๆ ตื้อไปเรื่อยๆ
    #9,435
    0
  18. #9257 ppploycb (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 10 เมษายน 2561 / 21:40
    ง้อให้สำเร็จนะเพคคะองค์ชาย
    #9,257
    0
  19. #9185 sehun-hunhan (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 8 เมษายน 2561 / 02:13
    ง้อต่อไปเถอะเพคะ!! ตอนพูดก็ไม่คิด
    #9,185
    0
  20. #9094 _bebebeam_e (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 1 เมษายน 2561 / 23:33
    คืนดีไวๆ
    #9,094
    0
  21. #9045 areenachesani (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 30 มีนาคม 2561 / 16:34
    พลีสสส
    #9,045
    0
  22. #9032 Maylovechanbaek (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 30 มีนาคม 2561 / 01:35
    ดีกันไวๆนะชายสาม แล้วก็พี่ลู่อ่ะพอได้แล้ว
    #9,032
    0
  23. #9003 soorin (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 28 มีนาคม 2561 / 00:07
    อ่า จรืงๆถ้าเป็นป๋ายเซียนเราก็โกรธที่องค์ชายสามพูดทำร้ายจิตใจกันขนาดนั้นในวันนั้น ไม่น่าให้อภัยเลยด้วยซ้ำ พูดเกิดไปจริงๆ น่ารังเกียจ /อินเกินนนข้าขออภัยย
    #9,003
    0
  24. #8941 LuhanBen (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 11 มีนาคม 2561 / 10:17
    คนที่เรียกร้องความสนใจอยู่คือตัวแกเองป่าวลู่ ....
    #8,941
    0
  25. #8879 ❤ Little "B" ❤ (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 1 มีนาคม 2561 / 16:28
    ง้อต่อไปเพคะองค์ชายสาม ง้อให้สาสมกับวาจาร้ายกาจและการกระทำอันโหดร้ายที่ได้ทำลงไปต่อพระชายาของท่าน 
    #8,879
    0