สะใภ้บรรณาการ (Chanbaek) -END-

ตอนที่ 28 : 26 - คืนรัก

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 27,171
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 725 ครั้ง
    13 ธ.ค. 59

 

-26-

คืนรัก

 



 

 





          แสงแดดอ่อนๆและไอเย็นด้านนอกซึมลอดเข้ามากระทบผิวกายของผู้ที่นอนอยู่แจ้งให้รู้ว่าเช้าวันใหม่ได้มาถึงแล้ว...

 

 


            น่าแปลกที่ทุกอย่างในวันนี้ดูเงียบเชียบ แม้แต่วิหคที่เคยส่งเสียงปลุกเรียกองค์ชายเจ้าของก็ยังหายไป

 

 


พระวรกายสูงใหญ่ค่อยๆขยับพลิกตัวอย่างช้าๆ เปิดเปลือกตาขึ้นมาพร้อมกับอาการปวดหัวเข้าเล่นงาน กลิ่นเหล้าจางๆลอยปะทะไอควันในปากขึ้นสู่จมูก ไม่ถามผู้ใดก็ย่อมรู้...ว่าราตรีที่ผ่านมาตนได้ตะบี้ตะบันกรอกน้ำเมาลงคอไปเพียงใด

 


 

            “

 


 

            หนึ่งเดียวที่ยังนึกถึงทั้งยามหลับและตื่นนอนคือองค์ชายป๋ายเซียน พระพักตร์ดุจหยกงามที่ฟกช้ำยิ่งกว่าเมื่อวานรีบหันไปมองข้างๆ เคยได้ยินแต่ความว่างเปล่านำมาซึ่งความน่าใจหาย...มาวันนี้องค์ชายหนุ่มได้เรียนรู้แล้วว่า

 

 

 


            การยังคงอยู่ของบางสิ่งนั้นน่าใจหายไม่ต่างกัน

 

 


 

“....”

 

 


บางทีอาจจะน่าเจ็บปวดยิ่งกว่าไม่เหลืออะไรไว้ให้ดูต่างหน้าด้วยซ้ำ...รอยรักซึ่งสลักอยู่ทั่วผิวพรรณผุดผ่องของผู้ที่นอนหันหลังให้กับเขาเสมือนตราบาป เป็นหลักฐานมัดตัวที่มีไว้ตราหน้าบุรุษชั่วช้าที่ย่ำยีได้แม้กระทั่งคนที่ตนเองรัก

 

 


            “สาแก่ใจหรือยัง”

 

 


            “...” คำถามเพียงไม่กี่คำสามารถหยุดทุกการกระทำขององค์ชายสามได้ในวันนี้...หัตถ์ใหญ่ที่หมายจะสัมผัสท่อนแขนเล็กของชายาชะงักค้างกลางอากาศ ค่อยๆกำหมัดแน่นด้วยฤทัยที่ยากเกินอธิบาย

 


น้ำเสียงห้วนๆไร้ซึ่งเยื่อใยขององค์ชายป๋ายเซียนและหยดน้ำตาที่ร่วงเผาะลงมาจากดวงเนตรรีเล็กตอกย้ำทุกความรู้สึกแย่ๆ...องค์ชายสามหยัดกายขึ้นกึ่งนอนกึ่งนั่ง ชะโงกพระพักตร์มองสีหน้าคนรักอย่างรู้สึกผิด

 


            “หากวันนั้นข้ายอมองค์ชายชิม...”

 


            “...”

 


            “ยอมเสียตั้งแต่แรก...แผ่นดินเปี้ยนก็คงไม่ต้องติดหนี้บุญคุณแผ่นดินใด โดยเฉพาะโชซอน...”

 


            “

 


            “ข้าและท่านก็จะได้ไม่ต้องมาพบเจอกัน”

 


 


            “ข้ามันโง่เอง” หัวไหล่มนสะบัดหัตถ์ใหญ่ที่เพิ่งวางลงมาออกอย่างไร้เยื่อใย ไม่แม้แต่จะชายตามอง ทั้งยังโกยเอาผ้านวมสีขาวที่ใช้ห่มร่วมกันขึ้นมาห่อกาย กัดฟันอดกลั้นทุกความเจ็บปวด..ลุกออกไปจากฟูกนอน

 


            ไม่ปล่อยให้คนรักได้เดินหนีกันไกล องค์ชายสามรีบลุกตามออกไป รวบกายน้อยเข้ามาสู่อ้อมแขนจากด้านหลัง ยิ่งใกล้กันยิ่งรู้สึกว่าห่างไกล...ไม่ว่าอ้อมกอดตนจะอบอุ่นเพียงใดเวลานี้คงไม่มีความหมายอีกต่อไปแล้ว...

 


            “ออกไป..อย่ามาแตะต้องตัวข้า” องค์ชายป๋ายเซียนสั่งเสียงรอดไรฟัน ไม่ดีดดิ้นให้ใครมาทึกทักว่าเขามีท่าทีให้ หรือดูถูกว่ากำลังเล่นตัว...ไม่เผยความบอบช้ำอ่อนแอแม้ว่าทุกอย่างมันจะชัดเจนแจ่มแจ้งและองค์ชายสามเองก็เห็นมันแล้วทั้งหมด

 


            “ข้าบอกให้ออกไปอย่างไรเล่า ออกไปให้พ้น!

 


องค์ชายสามรัดตัวองค์ชายป๋ายเซียนแน่นขึ้นยิ่งกว่าเดิม ซุกพระพักตร์ลงบนลาดไหล่เล็ก เจ็บจนไม่อาจพูดออกไป ละอายใจเกินกว่าจะกล่าวคำว่าขอโทษ...เมื่อคืนเขาดื่มหนักอย่างที่ไม่เกิดขึ้นมานาน ความรู้สึกมากมายและเรื่องราวต่างๆประเดประดังเข้ามาทำให้เขาหยุดตัวเองไม่ได้...ความรู้จักยับยั้งชั่งใจขาดสะบั้นเพียงเพราะแค่กลัว

 


 

เขากลัวชายาจะปันรักไปให้ผู้ที่คู่ควรกว่า

 

 


หาใช่ว่าไม่เชื่อใจ...แต่เพราะไม่เชื่อมั่นในตัวเองเท่านั้นว่าจะดีพอให้องค์ชายป๋ายเซียนเลือกหรือไม่...รู้ว่ามันคือการดูถูกน้ำใจกัน แต่จะทำอย่างไรได้เมื่อความรักคือสิ่งเดียวที่องค์ชายสามไม่เคยรู้จัก

 


 

เกือบทั้งชีวิตไม่เคยมอบรักให้ผู้ใด รู้เพียงวิธีได้มันมา หากแต่วิธีรักษากลับยากเหนือประมาณ

 

 

 

“ปล่อยสิ ปล่อยข้าได้แล้ว”

 


“...”

 


“หากไม่รัก...ก็ได้โปรดปล่อยข้าไป...”

 


“ไม่ให้ไป”

 


“ฮึก...”

 


“อยู่กับข้า...อย่าคิดจะไปจากข้า”

 


“คนเห็นแก่ตัว ท่านย่ำยีข้าแล้วยังจะกล้าพูดเช่นนี้---”

 


“หรือไม่ก็ฆ่าข้าทิ้งเสีย”

 


“หากมันสามารถเรียกความรู้สึกข้ากลับคืนมาได้ข้าก็จะทำ ตรงกันข้าม...หากมันไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้นมา ข้ายังต้องตื่นขึ้นมาพบว่าครั้งหนึ่งตัวเองเคยถูกย่ำยี ยังต้องคอยจดจำการกระทำแย่ๆของท่าน ถึงฆ่าให้ตายก็มีแต่จะเสียดายมือ!

 


“ป๋ายเซียน”

 


“อย่ามาเรียกชื่อข้า”

 


“...”

 


ท่านมันน่ารังเกียจ

 


ทิ้งถ้อยคำให้เสียดแทงใจกันแล้วขืนกายออกจากอ้อมกอดของพระสวามีทันที น่าแปลกดีที่องค์ชายสามยอมปล่อยเขาไปโดยง่ายดาย และก็น่าสมเพชทั้งที่มันเป็นไปตามความต้องการของตนแล้วแท้ๆ...กลับยังรู้สึกน้อยใจให้ตัวเองเจ็บซ้ำๆเหมือนพวกไม่รู้จักจำ

 


 

พรึ่ด!~

 

 


“อ๊ะ..!

 

 


ผ้านวมสีขาวที่พันห่อกายน้อยหลุดติดไปกับหัตถ์ใหญ่ องค์ชายสามปล่อยองค์ชายป๋ายเซียนตายใจ แต่หาใช่ว่าจะยอมให้ไปจนสุดทาง...เขาจงใจรั้งผ้าผืนนี้เอาไว้ เมื่อหลุดพ้นออกจากการพันผูกเรือนร่างขาวนวล ผ้านวมผืนใหญ่ก็ถูกโยนออกไปให้พ้นทาง

 

 


แทนที่ด้วยร่างเปล่าเปลือยขององค์ชายสาม

 

 


เพียงไม่กี่ก้าวก็เข้าถึงร่างเล็ก วงแขนใหญ่ตวัดอุ้มองค์ชายป๋ายเซียนที่ยังคงยืนตะลึงงันกับความเจ้าเล่ห์ที่เข้ามาโดยไม่ให้ทันได้ตั้งตัว


 

 

เพี๊ยะ!!!

 


 

“ปล่อยข้านะ! จะรังแกอะไรข้าอีก!

 


 

ความอับอายเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ต่างฝ่ายต่างเห็นทุกสิ่งของกันและกันจนไม่เหลือพื้นที่ตารางใดไว้ให้จินตนาการ ร่างเล็กขององค์ชายป๋ายเซียนถูกวางลงบนฟูกนอนอย่างเดิม พยายามจะกลิ้งตัวหลบทว่าพระวรกายสูงกลับตามเข้ามาคร่อมทับ...จองจำด้วยร่างกำยำที่ป๋ายเซียนไม่ได้พึงปรารถนา

 


“จะทำให้ข้าเกลียดไปถึงไหน”

 


“คำก็เกลียด สองคำก็เกลียด”

 


“เพราะท่านมันน่ารังเกียจ ควรค่าแก่การถูกเกลียดชัง ข้าถึง---อือ!~”  ริมฝีปากเล็กถูกครอบครองด้วยรสจูบอันแสนดูดดื่ม

 


“อืมม..” องค์ชายสามละเมียดละไมชิมกลีบปากน้อยอย่างค่อยเป็นค่อยไป...กวาดต้อนน้ำใสในโพรงปากอุ่นของคนใต้ร่างด้วยปลายลิ้นเนิ่นนาน ให้ทั้งความรักและความชังนั้นเข้ามากัดกิน...เพราะรู้อยู่แก่ใจว่าไม่มีสิทธิ์ใดๆที่จะมาเรียกร้องทั้งสิ้น

 


 

ต่อให้องค์ชายป๋ายเซียนไล่ให้ไปตาย สิ่งที่พึงทำได้คือการอดทน

 


 

“อึก...”

 


“อืม...”

 


ปลายจมูกคมค่อยๆเกลี่ยพระพักตร์อ่อนเยาว์อย่างอ้อยอิ่ง ผละริมฝีปากออกมาลากลิ้นโลมเลียลำคอระหงซึ่งยังคงรอยรักที่ตนเป็นผู้สร้าง...ประทับจูบแผ่วเบาลงไปด้วยความอ่อนโยนราวกับต้องการปลอบประโลมคนรักด้วยสัมผัสใหม่ซึ่งต้องการแก้ตัว

 


“ท่าน...อ๊ะ!

 


องค์ชายป๋ายเซียนกัดฟันแน่น แอ่นอกขึ้นสูงจนแผ่นหลังแทบไม่ติดฟูกเมื่อยอดสีกลีบบัวถูกริมฝีปากร้อนครอบครองและดูดเล่นราวผีเสื้อตัวโตที่กำลังหลงใหลรสเกสร

 


“จ..เจ็บ...”

 


“อืม...” องค์ชายสามในตอนนี้ผิดจากองค์ชายสามคนเมื่อคืนนัก พอเสียงใสเอ่ยออกมาว่าเจ็บ ก็ไม่ดึงดันที่จะรังแก...ขยับริมฝีปากลงไปกดจูบเบาๆบนหน้าท้องเนียน ละเลงลิ้นกับช่องสะดือน้อยทำเอาองค์ชายป๋ายเซียนนอนสั่นสะท้าน...บิดพระวรกายไปมาด้วยความอึดอัด ทรมานกับอารมณ์กำหนัดที่ถูกคนใจร้ายปลุกปั่นขึ้นมาอีกครา

 


“อย่าสัมผัสมัน...”

 


“แต่ท่านต้องการ”

 


“ไม่..อึ.ก!...ปล่อยข้า”

 


“อย่าดื้อสิป๋ายเซียน”

 


“อย่าเอาร่างกายของท่านมายัดเยียดให้กับข้า อ๊ะ!...ข้ารังเกียจ” แม้ร่างกายจะไม่คิดต่อต้าน ทั้งยังปล่อยให้ความรู้สึกรับรู้ถึงความอ่อนโยนที่เปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือขององค์ชายสาม แต่ปากเล็กๆยังคงพูดปกป้องตัวเองอย่างไม่ยอมแพ้

 


ที่ร่างกายเขาทรยศ

 


ที่ต้องมารู้สึกต้องการการเติมเต็มก็เพราะความร้ายกาจของอีกฝ่ายทั้งนั้น...รู้ทั้งรู้ว่าตัวเองผิด แต่ยังใช้ความร้ายกาจเข้าหลอกล่อ  เห็นแก่ตัว...บดเบียดร่างไร้อาภรณ์เข้ามาซ้ำๆ ทั้งยังเอาแต่เคล้นคลึงร่างกายกันจนขนอ่อนลุกชันทั่วสรรค์พางกาย

 



“พอแล้ว อือ...คนเห็นแก่ตัว”

 


 


CUT

(Bio twitter)

 

 

 






บ่ายคล้อยจงอินเป็นตัวแทนองค์ชายสามมาเชิญเสด็จองค์ชายห้าไปยังพระตำหนักฤดูร้อน ไม่รู้ว่ามีอะไรกันนักหนาถึงขยันหาเรื่องมาผิดใจกัน...สามวันดี อีกสี่วันไข้ และวันนี้พระชายาก็จับไข้เอาจริงๆ ร้อนถึงข้าหลวงรับใช้ทั้งตำหนัก ต้องหาคนมาถวายการรักษาซึ่งก็ไม่พ้นเขาที่ต้องออกมาตาม

 


คราแรกจงอินยังนึกสงสัยว่าเหตุใดจู่ๆพระชายาถึงประชวรขึ้นมาได้ อาจเป็นเพราะอากาศหนาว แต่พอได้ฟังเรื่องราวจากเหล่านางกำนัลที่เฝ้าถวายการรับใช้หน้าห้องบรรทมก็รู้ทันทีว่าไม่ใช่...เหล่าสาวงามต่างเล่าเป็นเสียงเดียวกันว่าได้ยินองค์ชายทั้งสองมีปากเสียงกัน หลังจากนั้นก็เป็นเสียงอย่างว่าตลอดทั้งคืน


 

พอรุ่งสางก็ยังไม่ยอมพากันออกมา นางวังคนใดจะเปิดประตูเข้าไปถวายการรับใช้ก็ไม่กล้า...ว่ากันว่าเสียงร่วมรักนั้นดังกระทั่งกลางวัน

 

 

ได้ยลโฉมองค์ชายสามอีกทีก็เล่นเอาบ่ายคล้อย ตอนที่ทรงเสด็จออกมาเรียกหาองครักษ์ให้ไปตามเสด็จองค์ชายห้านั้นแล

 

 

“ช่างเป็นคู่ที่เหมาะสม อารมณ์ขึ้นๆลงๆหาได้เอาแน่เอานอนด้วยได้ทั้งคู่”


 

“...”


 

“วันก่อนรักกันปานจะกลืนกิน มาวันนี้ทำเหมือนจบสิ้นแล้วความรัก”


 

“...”

 


“ข้าล่ะปวดหัว...เสนอความเห็นใดไปองค์ชายก็หาได้รับฟังไม่ ขนาดแทมินยังถูกไล่ตะเพิด หากสักเดี๋ยวองค์ชายเสด็จไปดูพระอาการพระชายาก็ช่วยกล่อมสหายรักให้ค่อยๆพูดค่อยๆจากันหน่อยเถิด เผื่อจะรับฟังมากกว่าพวกข้า”


 

 


จงอินขมวดคิ้วเอียงคอมององค์ชายห้าอย่างสงสัย อุตส่าห์พูดด้วยตั้งยืดยาวแต่ดูเหมือนว่าอีกฝ่ายจะไม่ได้รับฟัง ยืนคนไม้พายเพื่อเคี่ยวยาในหม้อต้ม...ทว่าพระทัยลอยไปถึงไหนต่อไหน ดวงเนตรรูปเส้นตรงไม่มองตำราที่กางอยู่บนโต๊ะ แม้แต่หม้อต้มที่ควรใส่พระทัยเช่นทุกที มาบัดนี้กลับถูกลืมเลือนไม่ต่างกัน

 


“เอาเข้าไป ให้มันได้แบบนี้กันทุกคนสิน่า เฮ้อ...” องค์ชายเมืองนี้เป็นอะไรกันไปหมด จากที่เคยดีๆตอนนี้กลับเปลี่ยนไปจนตามพระทัยแทบไม่ทัน   

 


“องค์ชายห้า”

 


“ฮึ? เจ้าว่าอะไรนะ” องครักษ์ผิวเข้มยืนพรูลมหายใจอย่างนึกปลง ส่ายหัวให้กับองค์ชายห้าที่เพิ่งหลุดออกจากโลกส่วนตัว “อ่อ..ข้าต้องรีบไปที่ตำหนักฤดูร้อนสินะ”

 


“ถูกพิษรักเล่นงานอีกคนหรืออย่างไร”

 


“อย่างข้าถูกเล่นงานเสียจนชิน เจ้าไม่ต้องห่วงไปหรอก” กล่าวอย่างติดตลกแล้วทรงเรียกหาบัณฑิตคนสนิทให้เข้ามารับช่วงดูแลหม้อยาต่อ “เดี๋ยวข้าจะไปตำหนักฤดูร้อน เจ้าช่วยจัดการยาหม้อนี้ต่อด้วยแล้วกันคยองซู”

 


“พะย่ะค่ะ” คยองซูค้อมศีรษะรับคำองค์ชายห้า มองตามแผ่นหลังกว้างที่เสด็จออกไปจากห้องปรุงยาโดยไม่เอ่ยชวนท่านองครักษ์จงอิน เท่ากับว่าตอนนี้เหลือเพียงเขาและชายหนุ่มที่เขาเฝ้ามองอยู่ด้วยกันตามลำพัง

 


“องค์ชายของเจ้าเป็นอะไรไป ใจลอยอย่างกับพวกคนอกหัก” คยองซูเงยหน้ามองคนตัวสูงกว่า เผลออมยิ้มนิดๆให้กับสีหน้ายุ่งๆของท่านองครักษ์..สายตามีแต่ความชื่นชม

 


“ท่าทางจะเป็นกันเอามาก” วันเวลาที่ผ่านไปอาจไม่ได้พบเห็นกันตรงๆแต่เขาก็ติดตามความเป็นไปของคนๆนี้โดยตลอด ฟังเสียงเล่าลือทั้งด้านดีและแย่จากผู้อื่นมามาก...คงจะดีไม่น้อยถ้าหากว่าสักวันตนจะได้รู้จักตัวตนจริงๆของบุรุษผู้นี้ด้วยตัวเอง

 

 

บัณฑิตตัวเล็กลูบสร้อยข้อมือที่อยู่ใต้ชายเสื้อเบาๆ 

 

 

“เจ้าก็พลอยเป็นไปกับเขาอีกคนแล้วรึ?

 


“อ..อะไรหรือขอรับ?!

 


“ก็ถามแล้วไม่ตอบ ใจลอยตามองค์ชายเจ้าไปถึงไหนล่ะ” ชายหนุ่มส่ายหน้าขำ “เอาเถอะ ข้าไม่รบกวนเจ้าล่ะ ขอตัวก่อนก็แล้วกัน”

 


“เดี๋ยวขอรับ!

 


เสียงร้องเรียกทำเอาองครักษ์ผิวเข้มตกอกตกใจ หันหลังกลับมามองบัณฑิตตัวเล็กอย่างงุนงง

 


“เอ่อ...”

 


“...”

 


“ท่านต้องรีบไปถวายการดูแลองค์ชายสามหรือไม่ขอรับ”

 


“มีอะไรจะให้ข้าช่วยหรืออย่างไร”

 


“เอ่อะ..ขอรับ” คยองซูรีบพยักหน้า พยายามนึกหาอะไรมาให้ท่านองครักษ์ตำหนักฤดูร้อนช่วยเหลือ “พอดีข้ามีใบยาในกระบุงที่ต้องนำออกไปล้าง เออ..ไม่สิ ข้ามีฟืนที่ต้องนำไปผ่า”

 


“ตกลงจะให้ข้าช่วยผ่าฟืนหรือล้างใบยากันแน่?

 


“อ่า..แห่ะๆ ของพวกนั้นเอาไว้ให้พวกทหารทำก็ได้ขอรับ ท่านไปช่วยข้าย้ายลังหนังสือแทนได้ไหม ข้าว่าจะเอาไปเก็บให้เป็นที่พอดีแต่ยังหาคนช่วยไม่ได้”

 


เรื่องนั้นพวกทหารก็ทำได้ไม่ใช่หรืออย่างไร จงอินได้แต่ครุ่นคิดในใจ ความเป็นจริงทำได้แค่พยักหน้ารับคำขอจากบัณฑิตคยองซูเท่านั้น

 


“ขอบคุณนะขอรับ!” คยองซูยิ้มกว้าง “ขอเวลาให้ข้าจัดการยาขององค์ชายห้าสักเดี๋ยว ท่านไปนั่งคอยตรงนั้นก่อนก็ได้ ขอเวลาเพียงครู่เดียวเท่านั้น” เท่าที่รู้มาท่านจงอินเป็นผู้มีน้ำใจ ใครขอให้ช่วยอะไรก็ขันอาสาช่วยทั้งหมด และวันนี้เขาก็ได้รู้ว่ามันใช่จริงๆ

 


ไม่เสียแรงที่ลงทุนหาเรื่องมาโป้ปด...รู้สึกผิดและอายตัวเองอยู่เหมือนกัน แต่พอสำนึกได้ว่าโอกาสดีๆเช่นนี้ไม่ได้ผ่านเข้ามาบ่อยๆก็ได้แต่ปลอบใจตัวเองว่าทำถูกต้องแล้ว

 


“เจ้าจะทำอะไรก็ทำเถิด ข้าจะยืนรออยู่ตรงนี้ไม่เป็นไร”

 


“ขอรับ”

 


ไม่ได้ฝันไกลถึงขั้นให้ตัวเองลงเอยกับเขา แค่คิดว่าอย่างน้อยๆได้มีช่วงเวลาที่อยู่ด้วยกัน ได้ทำความสนิทสนมกันไว้ก็ดีมากแล้ว

 

 




 

 

 

(ตำหนักฤดูร้อน)

 

 



 

“ไม่ยอมเสวยอะไรเช่นนี้จะหายไข้ได้อย่างไร”

 


“...”

 


องค์ชายสามวางช้อนลงในชามซุปอย่างจนปัญญา ทอดพระเนตรพระชายาที่เอาแต่นอนคลุมโปง ไม่ยอมโผล่ออกมาให้เจอ ไม่ยอมกินอะไร เช็ดตัวให้ก็ต่อต้านท่าเดียว

 


“ป๋ายเซียน”

 


“ออกมาก่อนเถอะพะย่ะค่ะ” จางอี้ชิงที่นั่งมองดูอยู่ไกลๆโพล่งเสียงขัดอย่างอดไม่ได้ สีหน้าบอกบุญไม่รับ หากสูงศักดิ์กว่านี้ก็คงจะกล้าเข้าไปกระชากพระสวามีขององค์ชายตนออกมาอยู่หรอก

 


“ให้ข้าและนางกำนัลถวายการดูแลต่อ ส่วนพระองค์เสด็จไปพักเถิด” คำพูดคล้ายว่าเป็นห่วง แต่สีหน้ากลับเฉยชาสิ้นดี

 


องค์ชายสามหันไปมององครักษ์คนสนิทของพระชายาแล้วได้แต่วางเฉย จางอี้ชิงที่เคยนอบน้อมสะบัดหน้าหนีเขาอย่างปั้นปึ่ง นางกำนัลจำนวนไม่น้อยก็พอกัน ส่วนแทมินนั้นเหมือนไม่พอใจ..แต่ยังคงพยักหน้าให้เขาด้วยความหวังดี

 


“เดี๋ยวองค์ชายห้าจะเข้ามาดูท่าน” ทอดพระเนตรก้อนผ้าห่มด้วยความเป็นห่วง อีกฝ่ายยังคงไร้ปฏิกิริยาตอบรับ...องค์ชายหนุ่มลูบหน้าลูบตาตนก่อนจะยอมลุกออกไปในที่สุด

 


 ครืด...

  


พ้นหลัง ประตูไม้กรุด้วยกระดาษก็เลื่อนปิดแทบจะทันทีราวกับว่ารอเวลานี้มานาน น่าขันที่เป็นถึงเจ้าของตำหนักแต่กลับมีสิทธิ์แค่นี้...ได้แค่มองบานประตู ไม่สามารถรับรู้ความเป็นไปของผู้ที่อยู่ด้านในได้

 


“หนนี้ทำเกินไปหน่อยนะพะยะค่ะ” แทมินพูดด้วยสีหน้าจริงจัง องค์ชายสามเองก็ไม่ได้อยู่ในสภาพอารมณ์ที่สามารถเย้าใครเล่นได้ เพียงรับฟังพลางพยักหน้ารับรู้เท่านั้น...ทำเอาแทมินแอบรู้สึกผิด

 

 


.

.


 

องค์ชายหนุ่มปลีกวิเวกออกมายืนสูดอากาศหน้าตำหนักตามลำพัง คิดทบทวนเรื่องราวแล้วพระพักตร์คมยิ่งนิ่งลงไปจากเดิม ก้มลงมองแหวนหยกบนนิ้วความรู้สึกผิดยิ่งกัดกินภายใน...ต้องทำอย่างไรต่อไปองค์ชายสามผู้ชาญฉลาดยังหาหนทางไม่พบเลย

 

 

“ไง...ก่อเรื่องไว้อีกแล้วหรือ”

 

 

คำทักทายดังมาพร้อมการปรากฏกายขององค์ชายห้า..องค์ชายสามเหลือบตามองสหายเพียงแวบเดียว ขยับวรกายหันหลังพิงเสาสีแดงของตำหนักอย่างหมดอาลัยตายอยาก สีพระพักตร์คล้ายคนแบกโลกไว้ทั้งใบทำเอาองค์ชายผู้มาใหม่ต้องขำให้เบาๆ

 


“ข้าอยากให้เจ้าเห็นสภาพตัวเองตอนนี้เสียจริง” สารรูปดูไม่จืด สะบักสะบอมอย่างกับอะไร

 


“ตอนที่เจ้าทำผิดต่อใครสักคนเจ้าทำอย่างไร”

 


“อดทน”

 


“วิธีที่ดีกว่านั้นล่ะ”

 


“ข้าไม่คิดว่าตัวเองจะมีสิทธิ์เลือก ทุกอย่างมันขึ้นอยู่กับผู้ที่เราทำผิดด้วย”

 


 


“อารมณ์ชั่ววูบหรือ”

 


“อืม”

 


“ดื่มเยอะด้วยสิท่า กลิ่นเหล้าหึ่งเชียว”

 


“พูดไปก็เท่านั้น ดูบิดเบือนความผิดตัวเองเสียเปล่าๆ”

 


“สี่เท้ายังรู้พลาด นักปราชญ์ยังรู้พลั้ง อารมณ์ชั่ววูบและน้ำเมายามเมื่อเรามีพิษรักอยู่ในใจ รสชาติเป็นอย่างไรข้ารู้ดี” เพราะครั้งหนึ่งตนก็เคยเมามายจนขาดสติ ใช้อารมณ์ชั่ววูบขืนใจคนที่ตัวเองรักอย่างไม่น่าให้อภัยเหมือนกัน

 


ตอนนั้นอีกฝ่ายแทบไม่ผิดอะไร แค่เผยความรู้สึกตรงๆว่าไม่อาจมีใจให้และรักเพียงองค์ชายสามผู้เดียว...แต่จะกล่าวอ้างความเสียใจและสุราจะมีสักกี่คนที่เชื่อ โดยเฉพาะผู้ที่ถูกย่ำยี

 


เพราะเคยผ่านมันมาแล้วจึงไม่อยากเห็นสหายต้องมาตกอยู่ในสภาพเดียวกัน ได้รับแต่ความเกลียดชังและเหมือนมีตราบาปติดตัวทุกครั้งที่ได้พบหน้านั้นไม่ใช่เรื่องดี

 


“หากรู้สึกผิดต่อเขาก็จงทำดีกับเขา ต่อให้ได้รับความเกลียดชังกลับมาเจ้าก็ต้องทนเอา” องค์ชายห้าบีบไหล่องค์ชายสามเพื่อให้กำลังใจ “ความรู้สึกเจ้าน่ะ...”

 


“...”

 


“ข้าเข้าใจ”

 





 


 

 

เมื่อตะวันลับลา จันทราก็เข้ามาเยือน...  

 

 


อาการไข้ขององค์ชายป๋ายเซียนเริ่มทุเลาลง เป็นผลจากการรักษาขององค์ชายห้าและการถวายพระโอสถและเครื่องเสวยที่มีไว้บำรุงพระวรกายของเชื้อพระวงศ์โดยเฉพาะ

 


ตลอดจนการเฝ้าดูแลเช็ดเนื้อตัวขององค์ชายสาม องค์ชายหนุ่มแทบไม่ทิ้งห่างจากพระชายา รอยฟกช้ำบนใบหน้าตัวเองไม่ยอมรักษา เอาแต่ดึงดันที่จะอยู่เฝ้าไข้ ต่อให้ไม่ได้รับการเหลียวแลทั้งยังมีแต่ท่าทีต่อต้าน ทว่าความดื้อด้านของเขาก็เป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้พระอาการขององค์ชายน้อยดีขึ้น

 


“คืนนี้ข้าจะไปนอนตรงโน้นท่านจะได้ไม่อึดอัด”

 


“...”

 


“หากไม่สบายตัวหรืออยากได้สิ่งใดก็เรียก”

 


“...”

 


องค์ชายสามยิ้มเศร้าๆให้กับตัวเองเมื่อองค์ชายน้อยขยับตัวคล้ายกับรำคาญเสียงของเขา อีกฝ่ายยังเอาแต่นอนหันหลังให้ ไม่ยอมคุย ไม่ยอมมองหน้า

 


“ข้าจะดับไฟแล้ว พักเยอะๆล่ะ” ถือวิสาสะลูบศีรษะกลมอย่างเบามือ อังหน้าผากมนเพื่อวัดไข้อีกครา พบว่าเนื้อตัวยังรุมๆแต่เชื่อว่าอีกไม่นานอีกฝ่ายคงหายดี

 


องค์ชายสามกระชับผ้าห่มขึ้นคลุมร่างน้อย...ทอดพระเนตรเสี้ยวพระพักตร์อ่อนเยาว์ที่ปิดเปลือกตาหนีเขาอยู่อีกพักใหญ่ๆ ก่อนจะลุกออกไปดับไฟเทียน เหลือไว้เพียงตะเกียงน้ำมันใกล้ประตูห้องให้พอมองเห็นทางเดิน

 


ร่างสูงสอดกายลงนอนใต้ผ้านวมของอีกฟูกหนึ่ง ตะแคงพระพักตร์มองด้านหลังขององค์ชายป๋ายเซียนที่หายใจสม่ำเสมอท่ามกลางความมืด...อยากจับต้อง อยากเข้าไปตระกองกอดแต่คงไม่ง่ายอีกแล้ว

 


“ราตรีสวัสดิ์”

 

 

 


 

 

เปลือกตาสีอ่อนค่อยๆแง้มขึ้นเมื่อเสียงทุ้มนั้นเงียบลง...นอนฟังเสียงลมหายใจสม่ำเสมอที่ดังอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลด้วยความรู้สึกว่างเปล่า

 


ครุ่นสงสัยว่าอย่างไหนกันแน่คือตัวตนที่แท้จริงขององค์ชายสาม...บุรุษผู้หลงระเริงกับสตรีมากหน้าหลายตา บุรุษหยาบช้าที่ย่ำยีกันอย่างไม่น่าให้อภัย หรือบุรุษที่มีความจริงใจ ไม่ว่าจะด่าทอผลักไสอย่างไรก็ยังอดทนดูแลกัน

 


รู้สึกเหนื่อยที่ต้องมาทนรองรับทุกๆอารมณ์ของใครต่อใคร ป๋ายเซียนก็คน..มีหัวจิตหัวใจ มีครอบครัวที่ยิ่งใหญ่ไฉนถึงต้องมาทนอยู่ในที่ที่มีแต่คนใจร้ายเช่นนี้ด้วย...เกียรติและศักดิ์ศรีพึงมีไว้รักษา หาใช่ให้ใครมาเหยียบย่ำทำลายเล่นดั่งเช่นเศษดิน

 

 


ที่นี่คงไม่เหมาะกับเขาจริงๆ

 

 


 

องค์ชายป๋ายเซียนนอนรอเวลา...นานจนกระทั่งได้ยินนกกาส่งเสียงก่อนใกล้รุ่งสางถึงค่อยๆลุกออกมาจากฟูกนอนให้เงียบเชียบที่สุด

 

 

คว้าตะเกียงน้ำมันติดมือพลางเลื่อนประตูออกไป พยายามย่ำฝีเท้าผ่านเหล่านางกำนัลให้เบาเท่าที่จะทำได้ แม้จะมั่นใจในระดับหนึ่งว่าพวกนางจะไม่ตื่นขึ้นมา เพราะเชื่อมั่นว่าผงยานอนหลับของจางอี้ชิงจะให้ผลดี

 

 

“ทางนี้พะย่ะค่ะองค์ชาย”

 

 

อี้ชิงยืนกวักมือเรียกอยู่หลังประตูทางออกตำหนัก องค์ชายป๋ายเซียนพยักหน้าให้ก่อนจะเดินเข้าไปหา ส่งตะเกียงน้ำมันให้องครักษ์ช่วยถือไว้ ส่วนตัวเองกระชับผ้าคลุมไหล่ห่มกายให้พ้นจากไอหนาว

 


“ข้าเป่ายานอนหลับไปได้สักพัก คงอีกเป็นชั่วยามกว่าพวกนั้นจะรู้สึกตัว”

 


“ขอบใจเจ้ามาก”

 


“ส่วนยานอนหลับที่ใส่ลงในชาร้อนขององค์ชายสามคงอยู่ได้ไม่นานนัก เพราะเห็นจิบไปเพียงนิดเดียว”

 


“ช่างเถิด อย่างไรก็คงทัน” จากตำหนักฤดูร้อนสู่ตำหนักใหญ่ของฝ่าบาทไม่ได้ไกลจนถึงกับต้องใช้เวลาเป็นชั่วยาม

 


“เช่นนั้นก็ไปกันเถอะพะย่ะค่ะ”

 


“อืม”

 


จางอี้ชิงและองค์ชายป๋ายเซียนพากันเดินลัดเลาะไปทางตำหนักใหญ่ ก่อนหน้านี้พวกเขาได้นัดหมายกันเอาไว้ว่าจะหลบคนของตำหนักฤดูร้อนออกมาในช่วงเวลาเช้ามืด เพราะมั่นใจว่าหากเป็นช่วงเวลาอื่นคงไม่มีทางที่จะหลบองค์ชายสามพ้น

 


แม้ใจจะอยากหนีไปโดยไม่บอกใคร แต่ตรึกตรองดูให้ดีพบว่าตัวเองไม่สมควรทำอะไรเช่นเด็กๆ...ป๋ายเซียนไม่อยากให้มีปัญหาตามมา อีกทั้งรู้นิสัยขององค์ชายสามดี หากหนีไปเองไม่แน่ว่าจะถูกตามกลับมาในเร็ววัน จึงได้แต่หวังว่าฝ่าบาทโชซอนจะมีเมตตา...ช่วยปลดปล่อยเขาจากพันธนาการขององค์ชายใจร้ายได้โดยแท้จริง

 

 




 

 

 

เพราะฟ้ายังคงมืด องค์ชายป๋ายเซียนและจางอี้ชิงจึงต้องอยู่รอจนกว่าตำหนักใหญ่จะเปิด อาศัยต้นไม้ใหญ่นั่งพักพิงกระทั่งผล็อยหลับกันไป เมื่อแดดร้อนวันใหม่สาดเข้ามา พวกเขาก็ไม่รอช้ารีบไปขอเข้าเฝ้าฝ่าบาทโชซอนทันที

 

 

“องค์ชายป๋ายเซียนมาแล้วพะย่ะค่ะ”

 

 

ท่านราชเลขาหลวง บิดาขององครักษ์ตำหนักฤดูร้อนทูลให้ฝ่าบาททรงทราบถึงการมาถึงขององค์ชายป๋ายเซียน พอหมดเรื่องก็ค่อยๆถอยหลังกลับออกไป ให้ในห้องมีเพียงผู้อยู่เหนือแผ่นดินและลูกสะใภ้...

 

 

“ว่าอย่างไรองค์ชายป๋ายเซียน”

 


“ข้ามีเรื่องสำคัญจะมาทูลขอฝ่าบาทพะย่ะค่ะ”

 


“ขาดเหลือสิ่งใดไยไม่สั่งข้าหลวง ไม่เห็นต้องลำบาก---”

 


ข้ามาขอประทานอนุญาตกลับแผ่นดินเปี้ยน” น้ำเสียงแน่วแน่ทำฝ่าบาทชะงักพระหัตถ์จากการตวัดพู่กันเขียนตำรา พระพักตร์น่าเกรงขามเงยขึ้นทอดพระเนตรลูกสะใภ้นิ่งๆ สังเกตใบหน้าอ่อนเยาว์ที่ในวันนี้ดูเศร้าหมอง ไม่สดใสดังเช่นทุกที

 


“ได้โปรดประทานอนุญาตให้กับข้า”

 


“เจ้าจะกลับไปนานเท่าไหร่”

 


“...”

 


“ชานยอลรู้เรื่องนี้แล้วหรือยัง”

 


“...”

 


“ทั้งไม่รู้ว่าจะกลับไปนานเท่าไหร่ ทั้งไม่ได้บอกสามี ป๋ายเซียน...เจ้า---”


 

“ให้ข้าไปจากที่นี่เถอะพะย่ะค่ะ!”


 

“...”


 

“ให้ข้าไป...ข้าไม่อยากอยู่อีกแล้ว” น้ำตาซึ่งร่วงเผาะลงมาตรงเบื้องพระพักตร์ทำฝ่าบาทโชซอนตกพระทัย วางพู่กันลงก่อนจะลุกออกจากเบาะรอง...อ้อมโต๊ะทรงงานเล็กๆเพื่อเข้าไปโอบปลอบลูกสะใภ้ผู้น่าสงสาร

 


“บอกข้ามาว่าชายสามทำอะไรเจ้า”

 


องค์ชายป๋ายเซียนเอาแต่ส่ายหน้า

 


“ข้าจะปล่อยให้เจ้ากลับไปทั้งที่ไม่รู้อะไรเช่นนี้ได้อย่างไร”

 


“ได้โปรดให้ข้าและเขาเป็นอิสระจากกัน...”


 

“การจะให้แยกจากกันนั้นไม่ใช่เรื่องยาก แต่ถามหน่อยเถิดว่าใจเจ้าจะเป็นสุขได้จริงหรือหากว่าทำเช่นนี้”

 


“ฮึก

 


“เจ้าก็เหมือนลูกข้า พ่อเจ้าก็ต้องรู้สึกเช่นเดียวกับข้า หากกลับไปแล้วยังคงทุกข์สู้อยู่ที่นี่ปรับความเข้าใจกันไม่ดีกว่าหรือ”

 


“คงไม่มีอะไรให้ต้องเข้าใจกันอีกแล้ว”

 


“ผัวเมียกันหากไม่ทะเลาะกันจะเข้าใจกันได้อย่างไร” องค์ชายป๋ายเซียนเงยหน้าขึ้นมองฝ่าบาทคล้ายกับจะเถียง “ข้าไม่อนุญาต”


 

“ฝ่าบาท---”


 

“เอาไว้พวกเจ้าหมดรักกันเมื่อใดค่อยกลับมาว่ากันอีกที..ครั้งนี้ข้าไม่อนุญาต” พระพักตร์น่าเกรงขามก้มลงทอดพระเนตรองค์ชายป๋ายเซียนอย่างนึกเอ็นดู ถึงไม่ได้จับตามองอยู่ทุกเวลาก็ดูรู้...ว่าลูกทั้งสองมีใจต่อกันเพียงใด


 

“แต่เห็นแก่ที่เจ้ากล้ามาเอ่ยปากขอ ข้าอนุญาตให้เจ้าย้ายกลับไปอยู่ตำหนักเล็กได้ หากว่าต้องการ”

 

 




 


 

 

“เจอมั้ย?!


 

“ยังพะย่ะค่ะ”

 


“คนๆเดียวเหตุใดยังหากันไม่เจอ!


 

พระองค์ก็หาไม่เจอเหมือนกันไม่ใช่หรือไง…’ ทหารในตำหนักก้มหน้าบ่นงึมงำ ถูกเรียกใช้กันจนวุ่นไปทั้งตำหนักเพราะพระชายาและท่านองครักษ์อี้ชิงพากันหายไป


 

“ไม่เจอก็ไปหาให้เจอ! ไม่อย่างนั้นไม่ต้องมาให้ข้าเห็นหน้า!


 

ความผิดของข้าหรือก็เปล่า ปัดโถ่…’ ทหารผู้เป็นที่รองรับอารมณ์ขมุบขมิบปากไล่หลังองค์ชายสาม

 

 



 

 

“องค์ชาย!” จงอินวิ่งเข้ามาหาองค์ชายสามด้วยอาการเหนื่อยหอบ ปักปลายฝักดาบลงกับพื้นเพื่อใช้ค้ำร่างตัวเอง “เจอแล้วพะย่ะค่ะ แฮ่ก...”

 


“เจ้าเจอป๋ายเซียนแล้วรึ?! อยู่ที่ไหน?!

 


“ตำหนักใหญ่”

 


“ตำหนักใหญ่?!

 


“ตอนนี้กำลังจะมุ่งหน้าไปทางตำหนักเล็ก”

 


“หมายความว่าเยี่ยงไร” ยังไม่ทันถามกันให้รู้ความ กลุ่มทหารส่วนพระองค์ของฝ่าบาทก็มุ่งหน้ามาทางนี้ ทั้งยังมีนางกำนัลจำนวนไม่น้อยเดินตามกันเข้ามาติดๆ หยุดค้อมศีรษะถวายความเคารพให้องค์ชายสามแล้วพากันบุกเข้าไปในตำหนักฤดูร้อนโดยไม่เอ่ยขออนุญาตหรือแจ้งให้เจ้าของตำหนักได้เข้าใจ


 

“นี่มันเรื่องอะไรกัน?! ใครให้พวกเจ้าเข้ามาในตำหนักของข้า!” ไม่มีผู้ใดสนใจองค์ชายสาม กลับก้มหน้าก้มตาเคลื่อนย้ายข้าวของบางส่วนออกจากตำหนักฤดูร้อน และองค์ชายหนุ่มสังเกตไม่ผิดแน่ว่าของทุกชิ้นล้วนเป็นขององค์ชายป๋ายเซียน

 


“จงอิน อธิบายมา” รับสั่งเสียงนิ่ง พระหัตถ์กำหมัดแน่นพลางจ้องคนของฝ่าบาทคนแล้วคนเล่าพากันยกข้าวของเดินเรียงตามกันออกไป


 

“มีรับสั่งจากฝ่าบาทให้พระชายาย้ายกลับไปอยู่ตำหนักเล็ก...” จงอินค่อยๆบอกพลางหยิบเอาป้ายไม้อันเป็นสัญลักษณ์ตัวแทนของฝ่าบาทขึ้นมาจากเสื้อคลุม ยืนยันว่าสิ่งที่พูดไม่ได้เป็นเพียงการกล่าวลอยๆ


 

“ห้ามองค์ชายขืนรับสั่ง ท่านพ่อบอกข้ามาแค่นี้”


 

 


“ตอนนี้ข้าให้แทมินล่วงหน้าไปรอที่ตำหนักเล็กแล้ว องค์ชายจะเสด็จ---” ไม่ต้องรอให้องครักษ์พูดจนจบประโยค องค์ชายสามก็หุนหันเสด็จไปยังพระตำหนักเล็กทันที

 

 

ไม่เอ่ยถามผู้ใดก็พอจะประติดประต่อได้ว่ามันเกิดเรื่องบ้าอะไรขึ้น ตนหลับเป็นตายจนฟ้าสว่าง หันไปมองกลับไม่พบพระชายา พอลองตามหาก็ยังไม่เจอ ไหนจะเหล่าทหารและนางกำนัลในตำหนักที่นอนกองกันจนสายโด่ ผิดปกติเพียงนี้จะเป็นอะไรไปได้ถ้าไม่ถูกลอบวางยา

 

 

ทั้งเจ็บใจทั้งโกรธ ยิ่งเห็นคนนอกเข้ามาเคลื่อนย้ายสิ่งของออกจากตำหนักโดยไม่เห็นหัว ไม่คิดหยิบยื่นคำตอบใดให้ใจกระจ่างก็ยิ่งโกรธแต่เหนือสิ่งอื่นใดคือความรู้สึกใจหาย

 

 


ป๋ายเซียนคงไม่รู้หรอกว่าใจมันปวดเพียงใดที่ตื่นขึ้นมาแล้วไม่พบเจอ

 

 

 



“เข้าไม่ได้พะย่ะค่ะ!

 


ทันทีที่มาถึงทหารของแผ่นดินเปี้ยนก็เข้ามากันท่า ขวางประตูทางเข้าตำหนักเล็ก


 

“เหตุใดจะเข้าไปไม่ได้” องค์ชายหนุ่มย้อนถามเสียงเย็น พระพักตร์ราวกับจะเอาเรื่องจนแทมินและจงอินต้องเข้ามารั้งตัวไว้

 


“องค์ชายเปี้ยนรับสั่งไว้ว่าห้ามให้องค์ชายสามเข้าไป”


 

“...”


 

“พวกกระหม่อมให้เข้าไปไม่ได้จริงๆพะย่ะค่ะ”


 

“หึ...คิดว่าขวางข้าได้ก็ลองดู” สิ้นเสียงองค์ชายหนุ่มทำท่าจะฝ่าด่านทหารรักษาประตูเข้าไปอย่างไม่กลัว ทหารคนอื่นๆที่อยู่ละแวกเดียวกันจึงเข้ามาสมทบ ช่วยกันกันองค์ชายสามให้พ้นออกจากตำหนักจนเกิดเสียงดังไปทั่วพื้นที่


 

“หากพระองค์ดื้อดึงถือว่าฝ่าฝืนรับสั่งของฝ่าบาทด้วย!


 

“ข้าจะเข้าไปพบป๋ายเซียน”


 

“กลับไปก่อนเถอะพะย่ะค่ะ!


 

“เช่นนั้นก็เรียกป๋ายเซียนออกมาพบข้า”


 

“องค์ชายสาม เห็นใจพวกกระหม่อมด้วยเถิดพะย่ะค่ะ!

 


“ป๋ายเซียน!!” เมื่อร่างกายฝ่าด่านเข้าไปไม่ได้  องค์ชายสามก็เริ่มส่งเสียงตะโกนเรียกอย่างไม่เกรงใจผู้ใด “ป๋ายเซียนออกมาพบข้า!!

 


“ท่านแทมินท่านจงอินช่วยพวกข้าหน่อยเถอะขอรับ! อย่าให้เป็นเรื่องเลย!

 


“องค์ชาย---”

 


“พวกเจ้าจะมาขวางข้าทำไม ปล่อย!

 


“เข้าไปก็ถูกพระชายาตะเพิดออกมาอยู่ดี หยุดดื้อสักทีเถอะพะย่ะค่ะ!!


 

” เสียงตะคอกของแทมินดังพอที่จะเรียกสติคืนสู่องค์ชายหนุ่ม เขาหยุดนิ่ง...ในจังหวะเดียวกับที่ซังกุงปกครองสูงสุดเดินนวยนาดออกมาจากตำหนักเล็กพร้อมคณะนางกำนัลผู้ติดตาม

 

 


 

 

กล่องไม้สลักขนาดพอดีอุ้งมือถูกส่งให้กับองค์ชายสาม พระพักตร์ดุจหยกงามนิ่งสนิทไปเมื่อรับสิ่งสิ่งนั้นมาเปิดดู

 

 

“พระชายาฝากหม่อมฉันนำมาคืนให้กับองค์ชายเพคะ”

 

 

รู้สึกชาไปทั้งร่างกับแหวนหยกเพียงวงเดียวที่ถูกส่งคืน...แหวนที่เคยต่อต้านพระมเหสีว่าไม่ปรารถนา...แต่มาวันนี้มันกลับมีค่า สร้างหยดน้ำตาได้เพียงแค่ก้มลงมอง

 

 

ตุ่บ

 

 

“องค์ชาย...!

 

 

พระวรกายสง่าทรุดเข่าลงกับพื้นอย่างหมดเรี่ยวแรง กำแหวนในมือแน่น รู้สึกเคว้งคว้างราวกับไม่เหลือใคร...ทั้งที่มีผู้คนมากมายรายล้อมตน

 

 

 


#สะใภ้บรรณาการ


 






 

 

/สะใภ้บรรณาการเป็นฟิคดราม่า...

 





         CR.SQW
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 725 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

10,413 ความคิดเห็น

  1. #10403 llllovellll (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 22 ธันวาคม 2563 / 01:20
    รับกรรมไปจ้า ดีเท่าไหร่แล้วที่ฝ่าบาทไม่อนุญาตให้น้องกลับไปบ้านเมือง
    #10,403
    0
  2. #10351 EATWELL (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 13 กรกฎาคม 2563 / 12:11

    ฮื่อออสงสารองค์ชาย ปวดใจจจจจจ แต่นะรับกรรมไปก่อน

    #10,351
    0
  3. #10334 nnichamonn (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 8 กรกฎาคม 2563 / 20:16
    ทำน้องเองอ่า คลั่งรักแรงไปหน่อย555555555
    #10,334
    0
  4. #10314 Mr-mztxx (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 19 มิถุนายน 2563 / 01:25
    เนี้ย ก็ทำตัวเองอะ
    #10,314
    0
  5. #10264 Emihcy (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 28 เมษายน 2563 / 02:01
    ดิชั้นหน่วงไม่ไหวเเล้วววววววววฮืออออ
    #10,264
    0
  6. #10239 rain (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 20 เมษายน 2563 / 14:37

    ไม่ไหวว😭😭😭

    #10,239
    0
  7. #10218 MessyAyanaputra (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 12 เมษายน 2563 / 17:34
    น้ำตาไหลทุกตอน อะไรมันจะขนาดเน้ โอ๊ยยยยย
    #10,218
    0
  8. #10152 chutima_19 (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 24 มกราคม 2563 / 18:59
    สงสารง่ะ😭
    #10,152
    0
  9. #10143 เหมี๊ยวกวิ้น🐧 (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 12 มกราคม 2563 / 23:24
    องค์ชายสามคงต้องไเรับบทเรียน แง้ เอาใจช่วยๆๆๆ
    #10,143
    0
  10. #10067 PRAE.VV (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 20 ธันวาคม 2562 / 15:20
    นี่คือผลจากการกระทำขององค์ชายทั้งนั้น
    #10,067
    0
  11. #10021 KaRToon_HH (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 10 ธันวาคม 2562 / 08:39
    เห้อออปวดใจ
    #10,021
    0
  12. #9955 NayunT (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 11 พฤศจิกายน 2562 / 11:30
    สมควร!!!
    #9,955
    0
  13. #9902 IPINOCKIO (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 22 กันยายน 2562 / 20:39
    โอมายก็อดดดดดดดดดด ย้ายทีมแปป ตอนที่แล้วสงสารป๋ายเซียน ตอนนี้สงสารชานยอล คือ mood swing ยิ่งกว่าสองผัวเมียคู่นี้ก็ต้องตูนี่แหละ ยกเท้าก่ายหน้าผากวันละแปดรอบ จุก!!! หน่วง!!! เจ็บ!!! สงสารองค์ชายสามอีกแล้วอ่ะ ฮืออออออออออ
    #9,902
    0
  14. #9866 heykiki (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 13 กันยายน 2562 / 19:46
    โอโฮแพ้น้ำตาพระเอกทู้กที ฮือ แต่ไม่ให้อภัย พี่ใจร้ายกับน้องมากจริง ๆ
    #9,866
    0
  15. #9801 psirikwan43 (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 3 มิถุนายน 2562 / 04:12
    ถ้ายอมคุยกันดีๆตั้งแต่เเรกมันก็ไม่เป็นแบบนี้ สงสารพี่ชาน แต่มันก็คือผลจากสิ่งที่พี่ทำ😭😭
    #9,801
    0
  16. #9763 KcNDy (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 21 มีนาคม 2562 / 11:21
    😭😭😭😭😭😭
    #9,763
    0
  17. #9747 om_kanokrat (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 15 มีนาคม 2562 / 17:44
    ก็ทำกับเค้าไว้เยอะเเต่ก็สงสารอ่ะฮือออ
    #9,747
    0
  18. #9709 faaah92 (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 15 มกราคม 2562 / 16:30
    เจ็บปวดแทนพี่สามฮื่ออ สมน้ำหน้าอยู่หรอกแต่ก็สงสารโอ๊ยยยย
    #9,709
    0
  19. #9658 bemysunshine (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 11 พฤศจิกายน 2561 / 01:45
    โอ๊ยยยย เจ็บปวดใจเด้อ ท่านพี่ถึงกับทรุดตัวลงเลย แต่ขอบพระทัยฝ่าบาทที่ทรงเมตตาให้แยกกัรอยู่เพียงเท่านี้ไม่ให้น้องกลับบ้านไป เห้อ ความรักหนอ..
    #9,658
    0
  20. #9613 Park Nokia. (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 22 ตุลาคม 2561 / 01:15
    สงสารอ่ะฮืออ
    #9,613
    0
  21. #9591 kunikuni (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 8 ตุลาคม 2561 / 21:56
    อยากจะบอกว่าสมน้ำหน้า แต่ก็สงสาร แต่ก็สมน้ำหน้าจริงๆ
    #9,591
    0
  22. #9576 kiku_zz (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 18 กันยายน 2561 / 04:42
    ชายสามทำกับน้องแรงไปจริงๆ พูดแบบนั้นได้ไง
    #9,576
    0
  23. #9558 JJBH (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 29 สิงหาคม 2561 / 00:03
    เชื่อค่ะว่าเป็นฟิคดราม่าจริงๆ 😂
    #9,558
    0
  24. #9552 lad1988da (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 22 สิงหาคม 2561 / 15:00

    ดีเหมือนกันดัดนิสัยของคนในร้าย ให้ชายสามบ้าตายไปเลย

    แต่ขอแซวคยองหน่อยหนูจะมาเต๊าะผู้ชายแบบนี้ก็ได้หรอ5555

    #9,552
    0
  25. #9530 chootikarn (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 14 สิงหาคม 2561 / 20:22
    ฮือหน่วงงงง
    #9,530
    0