สะใภ้บรรณาการ (Chanbaek) -END-

ตอนที่ 27 : 25 - บทลงโทษ (100%)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 25,280
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 867 ครั้ง
    18 ก.ย. 63


-25-

บทลงโทษ



 

 




 

 

            ขันทีผู้ป่าวร้องถึงราชโองการของฝ่าบาทเสมือนระฆังช่วยหยุดเหตุการณ์ทะเลาะวิวาท เพียงเขาก้าวเข้ามาในเขตพระตำหนักฤดูร้อนพร้อมขุนนางชั้นสูงและกลุ่มทหารหลวงจำนวนหนึ่ง ทั้งหมดในที่นั้นต่างกลับคืนสู่ความสงบ...นั่งคุกเข่าลงกับพื้นเพื่อสวามิภักดิ์ต่อสารประกาศิตซึ่งกำลังจะถูกคลี่อ่านต่อจากนี้

 


 

            “สืบเนื่องจากราชโองการของฝ่าบาท

 

 


            องค์ชายสามจ้องรอยแผลบนหลังหมัดของตนที่วางอยู่บนหน้าขาด้วยสายพระเนตรเคร่งขรึม เหงื่อเม็ดใหญ่ไหลลู่ลงจากสองข้างขมับ อัตราการเต้นของหัวใจและลมหายใจหนักๆบอกให้รู้ว่าเขาต้องอดทนมากเพียงใดกับการที่ต้องระงับความคุกรุ่นไว้ภายในอก ไม่ให้มันปะทุออกระหว่างที่ทหารส่วนพระองค์ของฝ่าบาทกำลังยืนอ่านราชโองการอยู่ตรงหน้า

 


            “ด้วยทรงรู้ถึงเหตุการณ์ทะเลาะวิวาทในเขตพระราชฐานครั้งนี้...”

 


 

            องค์ชายสองกัดฟันแน่น ก้มพระพักตร์แลหางตามองน้องชายร่วมสายเลือดด้วยอารมณ์คุกรุ่นไม่แพ้กัน สองคิ้วเข้มกดเข้าหากันยิ่งกว่าเดิมเมื่อรับรู้ได้ว่าโลหิตตนกำลังไหลผ่านหางตา

 


 

            “จึงมีรับสั่งให้ท่านเสนาบดีฝ่ายซ้ายมาเป็นตัวแทนนำเสด็จองค์ชายทั้งสองพระองค์เข้าเฝ้า  นอกจากนั้นองค์ชายสองและองค์ชายสามโปรดส่งมอบป้ายหยกประจำตัวให้แก่ทางการ หากผู้ใดขัดขืน...ฝ่าบาทประทานอนุญาตให้ท่านเสนาบดีฝ่ายซ้ายคุมขังได้โดยไม่มีข้อยกเว้น

 

 


            ขันทีคนเก่าคนแก่เหลือบตามองสีพระพักตร์อันดุดันขององค์ชายสองและองค์ชายสามก่อนพับสารในมือ “จบราชโองการ ขอองค์ชายทั้งสองโปรดเชื่อฟัง”

 


 

            “ขอเสด็จพ่อทรงพระเจริญ!~ / ขอเสด็จพ่อทรงพระเจริญ!~” ต่อให้หมางใจกันเพียงใดการถวายความเคารพแด่พระราชบิดายังคงฝังตรึงอยู่ในสายเลือดเสมอ...ทันทีที่สุรเสียงขององค์ชายทั้งสองพระองค์เงียบลง ทุกสิ่งก็เงียบตามถนัดตา

 

 


            ป้ายหยกประจำตัวเปรียบดั่งเครื่องยืนยันฐานันดรศักดิ์ที่เชื้อพระวงศ์ทุกพระองค์ต่างมีไว้ครอบครอง ตราบที่ยังมีอาจไม่เห็นถึงคุณค่าเท่าวันที่ต้องเสียมันไป...องค์ชายที่ไร้เครื่องราชอิสริยยศคงไม่ต่างอันใดจากพญาวิหคที่ไร้ปีก จะออกโบยบินอย่างอิสระหรือใช้อำนาจสั่งการใครได้อย่างเดิมก็คงยากแล้ว

 



 

            บทลงโทษแรกของฝ่าบาทกำลังเริ่มต้นขึ้น

 


 

 

            “เชิญองค์ชายทั้งสองเสด็จตามกระหม่อมทางนี้พะย่ะค่ะ” เสนาบดีฝ่ายซ้ายกล่าวพลางผายมือนำเสด็จให้กับบุรุษเลือดร้อนทั้งสองหลังจากได้รับป้ายหยก...

 

 

 



           


  

 

 

            ‘องค์ชายสององค์ชายสามเสด็จ~’

 



 

 

                เหล่าขุนนางซึ่งกำลังประชุมงานกับฝ่าบาท ณ ท้องพระโรงต่างค้อมหัวถวายความเคารพแด่องค์ชายผู้เสด็จมาทั้งสองพระองค์โดยพร้อมเพรียง ทันทีที่เงยหน้า..ทุกคนถึงกับอยู่ในอารามตกใจกับสภาพซึ่งเคยดูดี ทว่าบัดนี้กลับเต็มไปด้วยรอยแผลฟกช้ำอย่างไม่น่าดู ไม่ว่าจะองค์ชายผู้สง่างามอย่างองค์ชายสอง หรือองค์ชายผู้สดใสเฉกเช่นแสงสุริยันในวันฟ้าเปิดอย่างองค์ชายสามต่างสะบักสะบอมเป็นที่สะดุดตาพอๆกัน

 


 

            “พวกเจ้าออกไปกันให้หมด

 

 


สุรเสียงขององค์ราชันที่ประทับอยู่บนบัลลังก์มังกรตรัสเพียงหนเดียวทุกคนต่างก็เข้าใจ รีบค้อมตัวทยอยเดินกันออกไปเหลือไว้แต่คนสนิทเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่ยังอยู่รอรับใช้ใต้ฝ่าพระบาท

 

 


“ถวายบังคมเสด็จพ่อ” ร่างสง่าขององค์ชายสองนั่งคุกเข่าลงไปเป็นคนแรก บรรยากาศแสนกดดันช่วยคลายความหน้ามืดตามัวก่อนหน้าได้ทันตาเห็น ความสุขุมเยือกเย็นเริ่มกลับคืนเมื่ออยู่ต่อเบื้องพระพักตร์

 


“จะไม่นั่งลงหรือชายสาม” ตรัสถามพระราชโอรสองค์กลางเสียงห้วน องค์ชายสามค้อมศีรษะขอประทานอภัยก่อนขยับเข้าไปนั่งคุกเข่าลงข้างๆองค์ชายสอง...ต่างคนต่างไม่ชายตามองกันแม้แต่เพียงเสี้ยว เพราะเพียงเสียงลมหายใจที่ได้ยินก็น่าอึดอัดเกินพอ

 


“มีใครพอจะเล่าให้ข้าฟังได้บ้างว่ามันเกิดเรื่องอะไรขึ้น!

 


“...”

 


“ผิดใจกันเพียงใดถึงต้องต่อยตีกันเองในบ้านของตัวเอง!

 


“...”

 


“ข้าถามก็ให้ตอบ!!!!

 

 

ตึ่ก!!!

 

 

“อย่าให้ข้าต้องหมดความอดทนจนต้องลุกออกไปหาพวกเจ้านะอี้ฟาน ชานยอล!!” เสียงตวาดดังก้องไปทั้งท้องพระโรง ทุกคนที่ยังอยู่ในที่นั้นต่างก้มหน้าหลบสายพระเนตรเกรี้ยวกราดของฝ่าบาทกันจนคางแทบชิดอก คงมีเพียงองค์ชายสามที่ยังคงนั่งคอตรง สายพระเนตรคมจ้องแต่พื้นพรมสีแดงตรงหน้าด้วยท่าทางวางเฉย

 

 


ซึ่งมันยิ่งสร้างความไม่พอพระทัยต่อผู้ที่นั่งอยู่บนแท่นบัลลังก์

              

             

 

“จะท้าทายข้าหรือชายสาม”

 



“มิบังอาจ ความผิดที่ข้าไม่ได้ก่อย่อมไม่มีสิ่งใดให้ต้องหวั่นเกรง”

 



“อวดดี ถ้าเจ้ามั่นใจว่าตัวเองไม่ได้ผิดเช่นนั้นก็เล่ามาว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้นถึงต้องใช้กำลังกันจนไม่เหลือสภาพเช่นนี้!

 



“เรื่องน่าละอายเล่าไปก็เสียปาก ให้องค์ชายสองผู้น่าเลื่อมใสของใครๆเล่าเองคงดีกว่า เพราะนอกจากจะรู้อยู่แก่ใจดีที่สุดแล้ว...คงเป็นคนเดียวที่เอ่ยถึงมันได้โดยที่ไม่กระดากอาย” องค์ชายสองหันขวับ การเหน็บแนมทุกถ้อยคำขององค์ชายสามนั้นน่าเจ็บใจยิ่งกว่าแผลบนใบหน้าหลายเท่านัก หากแต่ก็ทำอะไรมากไม่ได้เมื่อผู้เป็นพระราชบิดานั่งจ้องอยู่ตรงหน้าเช่นนี้

 



“อย่ามาเล่นลิ้นมากวาทศิลป์ต่อหน้าข้า มีสิ่งใดก็เล่ามาตรงๆ”

 


“...”

 


“ชานยอล”

 


“ที่เอาแต่เค้นถามข้าอยู่ฝ่ายเดียวฝ่าบาทคิดว่าข้าเป็นคนก่อเรื่องเช่นนั้นสิ?

 


“แล้วมันใช่หรือไม่ เรื่องมันเกิดขึ้นในตำหนักของเจ้า---”

 


“แทนที่จะคิดว่าเรื่องมันเกิดขึ้นในตำหนักของข้า เหตุใดฝ่าบาทไม่คิดบ้างว่าองค์ชายสองผู้นี้มีกิจจำเป็นอันใดถึงต้องไปตำหนักฤดูร้อน หากพระทัยมุ่งคิดว่ามันคือความผิดของข้าแล้ว เช่นนั้นก็เรียกข้ามารับโทษเพียงฝ่ายเดียวเสียแต่แรกไม่ดีกว่าหรือ? จะเรียกมาไต่ถามทั้งคู่ให้เสียเวลาไปทำไม”

 


“บังอาจ! เจ้ากำลังกล่าวหาว่าข้าเป็นพ่อที่ลำเอียงอยู่อย่างนั้นรึ?!

 


“เช่นนั้นก็ให้ความยุติธรรมกับข้าสิ” พระพักตร์ซึ่งเกรี้ยวกราดอยู่แล้วยิ่งเกรี้ยวกราดหนักกว่าเก่าเมื่อโอรสองค์กลางแสดงท่าทีอวดดี ไม่ว่าจะเป็นเรื่องใดองค์ชายพระองค์นี้ก็ไม่เคยยอมความ เป็นคนเดียวที่กล้าโต้ตอบจนคอเป็นเอ็นกับกษัตริย์ที่ใครๆต่างก็ยำเกรงอย่างไม่มีสะทกสะท้าน

 



แต่ครานี้องค์ชายสามดูจริงจังยิ่งกว่าคราไหนๆ ที่ผ่านมาสร้างเรื่องวุ่นวายให้ปวดหัวตามตั้งเท่าไหร่แต่ไม่เคยเลยที่องค์ชายจากตำหนักฤดูร้อนจะก่อเรื่องถึงขั้นทำร้ายร่างกายใครให้เลือดตกยางออกในวังหลวง

 



“ว่าอย่างไรอี้ฟาน” ความไม่ชอบมาพากลทำให้ฝ่าบาทเบนเป้าหมาย จ้องโอรสองค์รองเพื่อซักถามข้อเท็จจริงแทน “หวังว่าเจ้าจะเล่าเรื่องทั้งหมดให้ข้าฟังได้โดยไม่ต้องโยกโย้”

 


“...”

 


ฝ่าบาทรอฟังอย่างพระทัยเย็น พยายามอย่างที่สุดที่จะไม่บันดาลโทสะก่อนจะทราบความ ร้อยวันพันปีองค์ชายสองไม่เคยก่อปัญหา เป็นอาจารย์ที่ดีของเหล่าบัณฑิต เป็นโอรสที่รู้บทบาทหน้าที่ดียิ่งกว่าใคร แต่มาวันนี้กลับสร้างเรื่องเหมือนเด็กๆ ทั้งยังมีเรื่องเล่าลือประหลาดๆมาให้ได้ยินในพักหลัง...ด้วยเป็นฝ่าบาทผู้มีความยุติธรรมถึงยังไม่เรียกกันมาถามเอาความจนกระทั่งวันนี้

 


“อี้ฟาน” คนถูกเรียกซ้ำสองก้มพระพักตร์เลียริมฝีปากแห้งผากของตนเองอย่างกระอักกระอ่วนใจ “เจ้าไปทำการอันใดที่ตำหนักฤดูร้อน”

 


“ข้า...”

 


“...”

 


“ข้าแวะไปเยี่ยมองค์ชายเปี้ยน...”

 


“เยี่ยมองค์ชายเปี้ยน?

 


“ไม่ทูลเสด็จพ่อไปเล่าว่าเจ้าคิดถึงเมียของข้าจนทนไม่ไหวถึงต้องถ่อมาหาถึงตำหนัก ถือวิสาสะกอดอย่างไม่รู้จักผิดชอบชั่วดี”

 


“อะไรนะ!

 


“...”

 


“เจ้าทำเรื่องผิดศีลธรรมเช่นนั้นตามที่ชานยอลว่ามาจริงหรือไม่อี้ฟาน?!” องค์ชายสองนั่งกำหมัดแน่น สีพระพักตร์กลืนไม่เข้าคายไม่ออก ทั้งสายพระเนตรของพระราชบิดา ราชเลขาหลวง เหล่านางกำนัลและขันทีคนสนิทต่างมองมาที่เขาอย่างตกตะลึง ถึงจะเห็นเพียงปราดเดียวก็รับรู้ได้ถึงความผิดหวัง น้องชายร่วมสายเลือดที่เพิ่งมีเรื่องกันแม้จะไม่ชอบใจ แต่อย่างไรลึกๆแล้วก็ยังรู้สึกผิด

 


 

แต่เรื่องความรู้สึกมันยากจะหักห้ามไม่ใช่หรือ

 

 

 

“พะย่ะค่ะ ข้ากอดองค์ชายเปี้ยน”

 


“เหตุใดเจ้าถึง---

 


“ห้ามทิศทางลมไม่ได้ฉันใดใจคนย่อมเป็นฉันนั้นไม่ใช่หรือ”

 


“เจ้ากำลังจะบอกข้าว่ามีใจต่อเมียของน้องเจ้าอย่างนั้นรึ?!

 


“ความจริงที่น่าละอาย...หากเสด็จพ่อจะลงโทษข้าก็ยินดี”

 


“อี้ฟาน เจ้า..!!” ฝ่าบาทถึงกับตรัสไม่ออกเมื่อโอรสองค์รองผู้ไม่เคยสร้างเรื่องผิดหวังกำลังก้มหน้ายอมรับผิดโดยไม่ตอบโต้ มองไปที่โอรสองค์กลางยิ่งน่าหวั่นใจ องค์ชายชานยอลยังคงนั่งนิ่งถือหมัดแน่น ดวงเนตรมีแต่ความโกรธกรุ่นแต่ต้องทนเก็บมันเอาไว้


 

“เป็นถึงองค์ชายแต่กลับกระทำเรื่องผิดศีลธรรมเยี่ยงนี้น่าอับอายยิ่งนัก!

 


“...”

 


“ข้าผิดหวังในตัวเจ้าจริงๆอี้ฟาน”

 


“...”

 


“ดี ในเมื่อสารภาพผิดเช่นนี้แล้ว---”

 


 

ใครผิด!!

 

 

 

จู่ๆบุคคลนอกก็โพล่งเสียงขึ้นมาขัด ฝ่าบาทและผู้อยู่ในท้องพระโรงพากันมองไปยังประตูทางเข้า พบร่างสะโอดสะองของพระสนมยุนกำลังย่างสามขุมเข้ามาโดยมีทหารยามด้านนอกและนางกำนัลรับใช้พยายามรั้งไว้หากแต่นางไม่ยอมรับฟัง กลับย่ำเท้าเข้ามายืนเบื้องพระพักตร์อย่างคนที่ไม่ยอม ยังไม่ทันได้กล่าวอะไรต่อพระมเหสีก็เสด็จตามเข้ามาพร้อมเหล่าบริวารอีกกลุ่มหนึ่ง

 


ประทับกันละฝั่ง...

 


พระนางไหนอยู่ฝั่งใดไม่ต้องเอ่ยก็รู้กันทั้งราชสำนัก

 

 


“ใครอนุญาตให้พวกเจ้าเข้ามา!

 


“ทูลฝ่าบาท มีเรื่องอันใดข้าเห็นควรให้ค่อยๆพูดค่อยๆจา ไต่สวนกันให้ดีมิใช่---”

 


“เจ้าจะร้อนตัวไปทำไมสนมยุน รู้รึว่าผู้ใดผิด?!

 


“พวกขุนนางเล่ามาว่าพระองค์มีรับสั่งให้ยึดป้ายหยก ข้าว่ามันออกจะเกินไป ป้ายหยกประจำตัวเป็นสิ่งสำคัญ หากไม่มีมันแล้วเป็นไปได้ว่าลูกของเราอาจจะเป็นภัยเมื่อใดก็ได้”

 


“ของนอกกาย หากไม่ออกนอกกำแพงวังมีหรือใครจะกล้าทำอันใด!

 


“แต่ถึงอย่างไร---”

 


“เจ้ารู้แล้วใช่หรือไม่ว่าโอรสของเจ้าคิดเรื่องผิดศีลธรรม! มีใจต่อองค์ชายเปี้ยนอย่างที่ไม่สมควรจะเกิดขึ้น!!

 


“ฝ่าบาท” พระสนมยุนเบิกเนตรด้วยความตกพระทัย หันมองโอรสตนที่เอาแต่นั่งก้มหน้าไม่สู้สายตาผู้ใดยิ่งนึกมีน้ำโห พระมเหสีและองค์ชายสามที่เอาแต่มองมานิ่งๆเสมือนตัวเพิ่มแรงกดดัน บรรยากาศเป็นที่น่าอึดอัดแต่นางยังสู้สุดใจ

 


“ข้าว่าพระองค์ฟังความมาผิดแล้วกระมัง” เชิดคอเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ริมฝีปากสีแดงฉานแสยะยิ้มคล้ายไม่หวั่นเกรงอำนาจ ทว่าในอกสั่นกลัวอยู่ไม่น้อย “อี้ฟานจะกระทำเรื่องน่าละอายเช่นนั้นได้เยี่ยงไร”

 


“ลูกของเจ้ายอมรับเอง”

 


“หึ..ของอย่างนี้มันตบมือข้างเดียวดังด้วยหรือ? อี้ฟานเป็นสุภาพบุรุษ จะออกรับแทนใครย่อมเป็นไปได้ทั้งนั้น”

 


“เจ้าหมายความว่าเยี่ยงไร?!

 


“อี้ฟานนิสัยเป็นอย่างไรพระองค์ก็รู้ดี ประพฤติตัวอยู่ในความชอบธรรมมาโดยตลอด หากจะคิดเรื่องผิดศีลธรรมจริงอย่างที่ว่ามาก็คงไม่ได้ทำอยู่ฝ่ายเดียว หากอีกฝ่ายไม่ให้ท่ามีหรืออี้ฟานจะออกนอกลู่นอกทาง”

 


“สนมยุนเจ้าจะกล่าวหา---”

 


“อย่าเข้าข้างแต่โอรสกษัตริย์อื่นสิเพคะ เห็นหน้าใสซื่อเช่นนั้นข้าเห็นเดินตามอี้ฟานมาที่ตำหนักอยู่บ่อยครั้ง สามีก็แทนที่จะเฝ้ากันให้ดี แต่นี่อะไร? ปล่อยมาให้ท่าผู้ที่เค้ามีเมียอยู่แล้ว หากใคร่ครวญให้ดีคงได้รู้ว่าใครกันแน่ที่ผิด”

 


“ชานยอล!” พระมเหสีรีบปรามองค์ชายสามที่ตั้งท่าจะลุกขึ้นมาเอาเรื่องพระสนมยุนด้วยสีหน้าเกรี้ยวกราด ดวงเนตรคมจ้องใบหน้าสวยแต่ร้ายกาจของพระสนมยุนอย่างเจ็บแค้น หากไม่มีฝ่าบาทและพระมเหสีอยู่ตรงนี้ไม่แน่ว่าเขาอาจจะได้ทำเรื่องน่าละอาย อย่างเช่นการทำร้ายสตรีเป็นครั้งแรกในชีวิตแล้วก็เป็นได้

 


“นั่งลงเดี๋ยวนี้”

 


พระสนมยุนหันมาเหยียดยิ้มให้องค์ชายสามอย่างผู้ที่ครองไพ่เหนือกว่า...ถึงจะเก่ง แต่เด็กปากยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมอย่างไรเสียก็ไม่มีวันทำอะไรเขาได้

 


“นั่งลงสิชานยอล!

 


“ข้าถึงไม่แปลกใจว่าเหตุใดลูกของท่านจึงคล้ายพวกเก็บกด”

 


“เจ้า!

 


“ชานยอล”

 


“เลี้ยงลูกเยี่ยงสัตว์เลี้ยง ตีกรอบให้อยู่ใต้อำนาจ...เพราะมีแม่เช่นนี้ลูกถึงไม่รู้จักหักห้ามใจ พอใคร่ก็มายุ่งกับเมียผู้อื่น เมียตนไม่ยอมสนใจ”

 


“แล้วเจ้าล่ะดีกว่าลูกของข้าตรงไหนกัน?! คอยสร้างแต่ปัญหาหากข้าเป็นสนมซองก็คงชิงตายไปก่อนที่เจ้าจะโตเช่นกัน”

 


“เจ้าพูดเกินไปแล้วนะสนมยุน!

 


“อย่าให้ท้ายกันนักเลยเพคะพระมเหสี เพราะมีแต่คนตามใจไม่เคยเด็ดขาดเด็กคนนี้ถึงได้ปากดีไม่ยอมฟังใครแบบนี้อย่างไร เป็นลูกข้าหน่อยไม่ได้ ข้าจะ---”

 


“ข้าไม่เกิดมาเป็นลูกของท่านให้เสียดายชาติเกิดหรอก หุบปากก่อนที่ข้าจะทนไม่ไหวเสียดีกว่า”

 


“เจ้า!

 


พอ!!!

 


“แต่---”

 


“หากเจ้ายังพล่ามไม่หยุดเจ้าจะเป็นอีกคนที่ข้าจะไม่ละเว้น!” สิ้นคำประกาศิตพระสนมยุนฮีพินยืนกัดฟันกรอดอย่างเจ็บใจ มือที่อยู่ใต้เสื้อคลุมบีบเข้าหากันจนแน่น เคียดแค้นแต่ทำอะไรมากไปกว่านี้ไม่ได้

 


“อี้ฟาน ชานยอล”

 


“พะย่ะค่ะ / พะย่ะค่ะ”

 


“คงรู้ถึงความผิดในครั้งนี้ของพวกเจ้าดี”

 


“...”

 


“ก่อเรื่องให้ขายหน้าไปทั้งราชสำนัก คนหนึ่งเป็นถึงอาจารย์ของบัณฑิต คนหนึ่งมากไปด้วยพรสวรรค์ เป็นพี่น้องกันแต่กลับไม่รักกัน..ประพฤติตัวเยี่ยงอันธพาลช่างน่าผิดหวัง”

 


“...”

 


“พ่ออย่างข้าคงเลี้ยงดูพวกเจ้าไม่ดีเอง”

 


“หาไม่เสด็จพ่อทำหน้าที่ได้ดีแล้ว ลูกเองที่ไม่รักดี ทำเรื่องน่าละอายได้อย่างไม่น่าให้อภัย”

 


อี้ฟาน!’

 


“ทำผิดและรู้ตัว หวังว่าต่อไปเจ้าจะสำนึกได้อี้ฟาน”

 


“พะย่ะค่ะ...”

 


“เอาล่ะ ผิดก็คือผิด หากข้าเพิกเฉยต่อความผิดในครั้งนี้ต่อไปคงไม่มีผู้ใดศรัทธา” ฝ่าบาททอดพระเนตรโอรสทั้งสองด้วยความหนักพระทัย ถึงดุอย่างไรการทำร้ายเลือดเนื้อในอกตัวเองย่อมน่าหนักใจเสมอ “นับแต่นี้ไปข้าจะยึดป้ายหยกของพวกเจ้าตราบจนกว่าจะประพฤติตัวให้ดีขึ้น”

 


“ฝ่าบาท!

 


“สนมยุน เจ้าจงคุมอี้ฟานให้อยู่แต่ภายในตำหนักห้ามให้ออกไปไหนจนกว่าข้าจะอนุญาต ระหว่างนี้ข้าของดเว้นการทำหน้าที่อาจารย์ของเจ้า” องค์ชายสองเงยพระพักตร์ขึ้นมองฝ่าบาทด้วยความวิงวอน ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาการเป็นอาจารย์ผู้ถ่ายทอดความรู้คือสิ่งที่เขารักที่สุด การลงโทษด้วยวิธีนี้จึงไม่ต่างอันใดจากการตัดแขนขาของเขาออกไป

 


“ถึงเจ้ากลับไปสอนในตอนนี้ก็คงไม่มีผู้ใดให้ความนับถือ ไม่แคล้วจะถูกประณามด้วยสายตากลับมา นี่คือผลจากการกระทำของเจ้าเองอี้ฟาน ผู้ใดหาได้กลั่นแกล้งเจ้าไม่” องค์ชายสองก้มศีรษะน้อมรับคำพระราชบิดา ขอบตาร้อนผะผ่าวแสนเจ็บปวด

 


“จงอยู่ทบทวนความผิดของตัวเองแต่ในตำหนัก ทำได้เมื่อใดข้าจะลดหย่อนโทษให้ตามสมควร”

 


“อี้ฟานน้อมรับพระบัญชาเสด็จพ่อ...”

 


“หึ! หวังว่าพระองค์จะให้ความยุติธรรม ลงโทษองค์ชายสามเช่นเดียวกัน!” พระสนมยุนกล่าวเสียงรอดไรฟันด้วยอย่างไม่พอใจก่อนจะสะบัดหน้าเดินออกไปจากท้องพระโรง ตามด้วยองค์ชายสอง...

 


ตอนนี้จึงมีเพียงพระมเหสี เหล่าข้ารับใช้ที่ยังอยู่ และองค์ชายสามที่เงยพระพักตร์ขึ้นสบสายพระเนตรของพระราชบิดาอย่างไม่ไหวหวั่น ทว่านัยน์ตาคู่นั้นกลับแดงจนฝ่าบาทที่จ้องมองอยู่รู้สึกทำตัวไม่ถูก

 



โอรสองค์นี้ดื้อรั้นอย่าบอกใคร ก่อเรื่องไว้ตั้งมากมายแต่แปลกดีที่รักจนบางครั้งก็รู้สึกว่าลำเอียงอย่างที่พระสนมยุนว่าเอาไว้จริงๆ

 


 

“ข้าไม่เคยเด็ดขาดกับเจ้าสักทีชานยอล”

 


“...”

 


“แต่ครั้งนี้ข้าจะทำ”

 


“แต่ฝ่าบาทเพคะ”

 


“พระมเหสี เจ้าอยากให้ข้าถูกครหารึว่ารักลูกไม่เท่ากัน” แม้มันจะเป็นความจริง แม้สบสายพระเนตรก็รู้แล้วว่าไม่อยากทำหากแต่สุดท้ายก็จำต้องทำ “เจ้าจะปฏิเสธไหมว่าการใช้กำลังหนนี้เจ้าไม่ได้เป็นคนเริ่ม”

 


“ไม่ว่าผู้ใดจะเป็นฝ่ายเริ่มคงมีค่าเท่ากัน” การก่อความไม่สงบบนผืนแผ่นดินไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ย่อมนำมาซึ่งสงครามได้ทั้งนั้น เขาท่องจำมันได้ตั้งแต่ยังเด็ก...บัดนี้โตจนมีหน้าที่ให้รับผิดชอบแต่กลับกระทำมัน ทั้งยังก่อเรื่องในเขตวังหลวงไม่ว่าอย่างไรก็มีความผิด

 


“กับเจ้า ถึงยึดป้ายหยกไปก็คงไร้ความหมาย สั่งกักบริเวณไปก็คงจะเท่านั้น”

 


“...”

 


“ปลดออกจากตำแหน่งองค์ชายสามดังเช่นที่เจ้าเคยปรารถนาเป็นอย่างไร”

 


“ฝ่าบาท!

 


“หากเสด็จพ่อเห็นชอบเช่นนั้น ข้า---”

 


“ข้าจะให้เจ้าออกไปแต่ตัว ทรัพย์สมบัติแม้แต่ชิ้นเดียวก็ห้ามเจ้าเอาไปด้วย”

 


“ข้าไม่เคยปรารถนาสิ่งเหล่านั้น”

 


“ป๋ายเซียนก็เช่นกัน”

 


 


“เจ้าจงไปแต่ตัว ส่วนองค์ชายเปี้ยนข้าคงไม่สามารถให้เจ้าพาไปลำบากด้วยได้ ใครเคยมาอย่างไรก็ให้กลับไปอย่างนั้น...ข้าจะส่งลูกเค้ากลับบ้านเมืองให้พ่อแม่ได้ดูแลต่อจากสามีที่ไม่เอาไหนเช่นเจ้า”

 


“เสด็จพ่อ...” กะพริบตาเพียงหนเดียวน้ำตาของลูกกษัตริย์ซึ่งเคยแห้งเหือดไปนานนับสิบปีก็ตกลงมา แม้มีเพียงหยดเดียวผู้เป็นบิดาและพระมเหสีซึ่งทอดพระเนตรอยู่ก็รับรู้ถึงทุกความรู้สึกดี ร่างสูงใหญ่แสนน่าเกรงขามภายใต้ฉลองพระองค์สีแดงลวดลายมังกรเสด็จลงมาหาโอรสอย่างช้าๆ

 


“องค์ชายสาม...” เอื้อมหัตถ์แตะรอยช้ำบนพระพักตร์ยังหนุ่มนั้นอย่างแผ่วเบา “อย่าให้พ่อต้องใจร้ายกับเจ้า” ไม่กี่ครั้งที่ได้สบตากันอย่างแท้จริง องค์ชายสามมองพระพักตร์ของพระราชบิดาอย่างตั้งใจฟัง

 


“เมื่อก่อนเจ้าอาจตัวคนเดียว แต่ตอนนี้ไม่ใช่ อิสระที่มาพร้อมความลำบากไม่มีพ่อแม่คนไหนอยากให้ลูกเผชิญ หรือต่อให้ได้...ลูกกษัตริย์อื่นข้าคงทำไม่ลงอยู่ดี”

 


“...”

 


“ถ้าไม่อยากให้ข้าทำเช่นนั้นก็หยุดก่อเรื่องได้แล้ว”

 


“หมายความว่าท่านจะไม่...”

 


“นี่จะเป็นครั้งสุดท้ายที่ข้าจะยกโทษให้เจ้า หากมีอีกเพียงครั้งเดียว...เจ้าจะไม่ได้เห็นป๋ายเซียนอีก”

 

 

 


60% 








ราวกับฉายภาพซ้ำซ้อนที่องค์ชายจากแผ่นดินเปี้ยนต้องมาเดินวนไปมาอยู่หน้าพระตำหนักฤดูร้อน พระพักตร์อ่อนเยาว์เต็มไปด้วยความว้าวุ่น หัวคิ้วสีจางขมวดยุ่งแทบจรดกันอยู่รอมร่อ คอยชะเง้อหา..แต่ผ่านไปหลายเพลาต้นทางที่พระสวามีเดินหายไปยังคงไร้วี่แววว่าจะกลับมา

 

 

พยายามสั่งสมองให้คิดในแง่ดี ทว่าความว่างเปล่าตรงหน้ามองดูแล้วช่างน่าใจหาย...แต่ละวันมีเรื่องราวมากมายเกิดขึ้นในชีวิตของป๋ายเซียน ทั้งที่พยายามทำทุกอย่างให้ดีที่สุด สละได้แม้กระทั่งความสุขส่วนตัวเพียงเพื่อให้คนที่ตนรักได้สบายใจแต่ผลลัพธ์ที่ได้มันกลับสวนทาง

 

 

คล้ายกับว่าตัวเองคือตัวปัญหา นำพาความวุ่นวายมาสู่ผู้อื่นโดยเฉพาะองค์ชายสาม...อีกฝ่ายต้องมาหมางใจกับคนในครอบครัวก็เพราะเขา ป้ายหยกสำคัญต้องถูกยึดไป อีกทั้งตอนนี้จะถูกโทษทัณฑ์บนจากฝ่าบาทอย่างไรก็ไม่อาจรู้...

           

 

 

ป๋ายเซียนรู้สึกมืดแปดด้านจริงๆ

 

 

 

“แทมินกับจงอินกลับมาแล้วพะย่ะค่ะ!” 

 

 

ดวงเนตรรีเล็กละออกจากแหวนหยกบนนิ้วมือแทบจะทันที ทอดพระเนตรไปยังเบื้องหน้าเห็นองครักษ์คู่แฝดเดินหน้าเครียดกลับเข้ามาแล้วพลอยนึกใจเสียหนักกว่าเดิม

 


“มากันแล้วหรือ” พระวรกายเล็กขยับเดินเข้าไปหาองครักษ์อย่างไม่รอช้า

 


“เป็นอย่างไร องค์ชายต้องโทษอะไรหรือไม่” อี้ชิงที่ยืนอยู่ไม่ห่างช่วยถามเอาความจากสหายอีกแรง นับจากเกิดเรื่องขึ้นไม่มีข้าหลวงคนใดสามารถนิ่งเฉยได้ ทุกคนล้วนเป็นห่วงองค์ชายสาม ออกมายืนคอยเป็นเพื่อนพระชายาแม้ว่าอากาศยามค่ำคืนจะเย็นลงเรื่อยๆก็ตาม

 


“พวกข้าก็ยังไม่ทราบความมาก”

 


“ตามไปถึงนั่นพวกเจ้าก็ยังไม่รู้อีกรึ?

 


“ตามไป แต่ใช่ว่าเข้าไปได้” คำตอบขององครักษ์คู่แฝดทำเอาใครหลายคนต้องผิดหวัง จางอี้ชิงหันไปมองพระพักตร์ขององค์ชายตนด้วยความรู้สึกสงสารจับใจ ไม่รู้จะใช้วิธีใดมาช่วยปลอบประโลมหรือปัดเป่าความเศร้าหมองออกจากโลกซึ่งเคยสดใสนี้ได้เลย

 


“แต่พระชายาไม่ต้องเป็นกังวลไปพะย่ะค่ะ”

 


“องค์ชายสามเสด็จกลับมาพร้อมกับเราด้วย” สิ้นเสียงแทมิน พระวรกายสูงสง่าขององค์ชายสามก็ปรากฏให้เห็น...พระพักตร์อ่อนเยาว์แปรผันจากความกังวลสู่ความโล่งอกอย่างชัดเจน ค่อยๆระบายรอยยิ้มให้พระสวามีพร้อมกับร่างกายที่ขยับเข้าไปหาโดยธรรมชาติ

 

 

“เป็นอย่างไรบะ---

 

 

ทว่าองค์ชายสามกลับทำเมินและเดินหนีเขาไปต่อหน้าต่อตา กระทำเย็นชาราวกับว่าป๋ายเซียนคนนี้ไม่มีความหมายอีกต่อไป...

 

 

“เอ่อ องค์ชายสามคงจะ---”

 


“ตามไปดูองค์ชายของพวกเจ้าเถอะ”

 


“องค์ชายคงจะถูกฝ่าบาทกริ้วมาไม่น้อย หวังว่าพระชายาจะไม่คิดถือสา” จงอินรีบแก้ต่างให้องค์ชายของตน แต่ดูเหมือนจะไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้นมา

 


“ดึกเข้ามาแล้วข้าขอตัวไปพักก่อน พวกเจ้าจะไปทำอะไรกันก็ไป”

 






 

 

แทมินและจงอินเดินฝ่าลมหนาวเข้าไปหาองค์ชายสามที่ประทับอยู่ในศาลาริมสระบัว มองเสี้ยวพระพักตร์คมที่มีแต่รอยฟกช้ำด้วยความรู้สึกหนักใจ อยากตำหนิ...แต่สีพระพักตร์ที่ไม่ได้ดีไปกว่าพระชายาทำเอาทั้งคู่ต้องเปลี่ยนความคิดกันอีกหน

 


ทั้งนิ่งทั้งเงียบ เอาแต่ยืนกอดอกให้สระบัวสีดำทมิฬเป็นจุดพักสายตา เสียงนกป่าที่อยู่ในกรงแขวนประดับศาลายังไม่ช่วยอะไร..ทั้งที่ทุกทีต้องหยอกล้อด้วยสีพระพักตร์แช่มชื่นแล้ว

 


“ฝ่าบาทไม่ได้รับสั่งลงโทษจริงๆใช่ไหมพะย่ะค่ะ”

 


“อืม”

 


"เช่นนั้นก็ควรจะบอกพระชายาให้ได้สบายพระทัยสักหน่อยไม่ใช่หรือ”

 


“บอกอะไร? เรื่องขององค์ชายสองน่ะหรือ”

 


“องค์ชาย...” แทมินหันไปมองหน้าคู่แฝดของตนเพื่อขอความช่วยเหลือ ลององค์ชายได้พูดจาประชดประชันเช่นนี้ไม่ถามก็รู้ว่ากำลังอยู่ในอารมณ์ไหน “ขุ่นข้องหมองใจเหตุใดไม่คุยกันดีๆ องค์ชายป๋ายเซียนเป็นห่วงพระองค์ ให้ข้ากับจงอินตามออกไปพอกลับเข้ามาก็ยังยืนคอยอยู่ที่เดิมทั้งที่อากาศหนาวไปถึงขั้วกระดูกเช่นนี้”

 


“ไม่รักยังพอว่า แต่นี่ทั้งรักทั้งหวงแหนกลับหักหาญน้ำใจกันได้ลงคอ ต้องพระทัยแข็งขนาดไหนถึงจะทำอย่างพระองค์ได้ จงอินเสริม รู้ว่าสถานการณ์ตอนนี้มันยากที่จะตัดสินว่าผู้ใดกันแน่ที่เป็นต้นเหตุของปัญหา อีกทั้งตนเป็นเพียงคนนอกจะออกความเห็นมากนักก็ดูไม่สมควร ในทางกลับกันจะละเลยก็ไม่สบายใจ...อาศัยว่าสนิทสนมถึงกล้าเข้ามาคุยกับองค์ชายตนอย่างสหายที่คบหากันมานาน 

 


“พระชายาน่าสงสารนะพะย่ะค่ะ สีพระพักตร์ตอนนั้น---”

 


“ไปหาเหล้ามาให้ข้า”

 


“องค์ชาย”

 


“ไปสิ”

 


“แต่นี่มันดึกแล้วนะพะย่ะค่ะ

 


“แทมิน” เสี้ยวพระพักตร์คมหันกลับมาหาองครักษ์คู่พระทัยพร้อมสุรเสียงเหน็ดเหนื่อย “หากอยู่ตามใจข้าไม่ได้เจ้าก็กลับไปพักซะ”

 


“...”

 


“ส่วนเจ้า..จงอิน” เป็นอีกครั้งที่แทมินและจงอินต้องมองหน้ากัน หนักใจและจนปัญญากับความดื้อรั้นขององค์ชายสามเหลือเกิน “ไปเอาเหล้ามาให้ข้า”

 



“พะย่ะค่ะ”

 

 




 


 

ร่างเล็กนอนหนุนแขนตะแคงกายอยู่บนฟูกด้วยอาการนอนไม่หลับ จ้องแสงไฟซึ่งอยู่ไกลจากสายตาตั้งแต่เทียนไขเล่มใหญ่นั้นยังสูงเท่าช่วงแขน จวบจนถูกความร้อนหลอมละลายจนแทบหมดเล่ม...เขายังคงมองมันอย่างไร้จุดหมาย...มองด้วยฤทัยแสนเหม่อลอย...ราวกับว่ามันคือเครื่องเวลาที่บอกให้รู้ว่านานเท่าไหร่แล้วที่องค์ชายเจ้าของตำหนักทรงหายไป...

 

 

“ท่านพ่อท่านแม่ท่านพี่ข้าคิดถึงพวกท่านเหลือเกิน...”

 


แว่วเสียงพึมพำ น้ำใสในดวงเนตรเจ้ากรรมพลันซึมออกมาองค์ชายป๋ายเซียนคิดถึงบ้านเมือง คะนึงหาบิดามารดาและเหล่าองค์หญิงพี่สาว  หากเป็นไปได้อยากให้ทุกคนมาคอยอยู่เป็นกำลังใจใกล้ๆในยามที่ตนกำลังอ่อนแอ

 

 


ครืด...

 


 

เสียงเลื่อนเปิดปิดประตูทำใจดวงน้อยเต้นระส่ำ รู้สึกกลัวการเผชิญหน้าเพราะยังไม่ทันได้ตั้งตัวผู้ที่ตนรอคอยตลอดทั้งคืนก็กลับเข้ามา

 

 

เสียงฝีเท้าเนิบนาบชัดขึ้นเรื่อยๆเช่นเดียวกับกลิ่นเหม็นฉุนที่เขาแสนเกลียด...ทั้งที่หวั่นในอก กลัวเกรงว่าจะถูกหมางเมินอย่างที่แล้วมาทว่าองค์ชายน้อยกลับลุกขึ้นนั่งคล้ายกับว่าร่างกายดำเนินไปเอง 

 

 

ความรู้สึกก็เช่นเดียวกัน

 

 

 “กลับมาแล้วหรือ” ถึงนึกน้อยใจอย่างไร หากสุดท้ายก็ต้องเป็นตัวเองที่เริ่มทักอีกฝ่ายก่อนอยู่ดี...ซึ่งไม่เพียงองค์ชายป๋ายเซียนเท่านั้นที่เคยตกพระทัย องค์ชายสามเองก็ไม่คิดว่าดึกจนล่วงเข้าสู่วันใหม่เช่นนี้แล้วพระชายาของตนจะยังคงอยู่ ไม่ได้เข้านอนอย่างที่คาดเอาไว้...

 

 

 

และหวังจะให้มันเป็นเช่นนั้น

 

 

 

“ท่านดื่มเหล้ามา”

 


“นอนต่อเถิด” องค์ชายสามหยุดยืนหน้าฉากกั้นไม้ที่จะนำไปสู่ห้องสรงน้ำ ยอมคุยทว่าไม่ยอมหันไปสบตาพระชายาที่เงยหน้าขึ้นมามองอย่างน่าสงสาร “ข้าคงอยู่รบกวนไม่นาน อาบน้ำเสร็จเมื่อใดจะรีบออกไปทันที”

 


 สิ้นความอดทน องค์ชายน้อยรีบลุกออกจากที่นอนตามเข้าไปโถมกายกอดเอวสอบของพระสวามีไม่ให้หนีไปไหน

 

 

ฟรึ่บ!~

 


“บ้านของเราอยู่ที่นี่แล้วท่านจะทิ้งข้าไปไหนอีก...”

 


“...”

 


“ใจร้ายเหลือเกิน...” ใช้แผ่นหลังกว้างเป็นที่ซบอิง ศักดิ์ศรีบ้าบออะไรเขาไม่นึกสนแล้วทั้งนั้น “ไม่ว่าจะเมื่อก่อนหรือตอนนี้ท่านก็ยังเอาแต่ทำให้ข้าสับสน ทั้งที่บอกจะไม่ทิ้งกัน...สุดท้ายก็เป็นท่านเองที่พยายามหนีข้าซ้ำๆไม่ต้องการกันอีกแล้วรึ..”

 


แรงรัดและการกระทำที่ไม่เคยคาดคิดว่าจะได้รับมาก่อนส่งผลให้องค์ชายหนุ่มชะงักไปชั่วขณะ ก้มลงมองพระหัตถ์เรียวที่ยังคงสวมแหวนแทนใจไว้ข้างเดียวกับตน...รับฟังน้ำเสียงสั่นเครือของคนรักด้วยความรู้สึกปวดแปลบ

 


“แน่ใจหรือว่าเป็นข้าที่ใจร้าย” 

 


“...”

 


“ไม่ใช่ท่านหรอกหรือที่ไม่ต้องการข้าแล้ว”

 


“ท่านไม่เข้าใจข้า”

 


“แล้วท่านล่ะ เข้าใจข้าบ้างไหม? คิดถึงใจข้าบ้างไหมให้ชายาผู้อื่นมาคุกเข่าอ้อนวอนเพื่อให้เลิกยุ่งกับสามีนางถึงตำหนัก ให้แม่เค้าได้หยามหน้าว่าไม่ดูแลท่านให้ดี ถามจริงๆเถอะ...”

 

 

เคยสมสู่กันมาเท่าไหร่แล้วองค์ชายสองถึงได้ติดใจท่านถึงเพียงนี้

 

 

..!” ราวกับถูกกรีดกลางใจเมื่อคำถามหยาบโลนที่ได้ยินดังออกมาจากปากของคนที่ตนรัก องค์ชายป๋ายเซียนค่อยๆคลายวงแขนออกจากร่างสูง ทอดมององค์ชายสามที่หันกลับมาเผชิญหน้ากันด้วยความรู้สึกผิดหวังและเจ็บปวด

 

 


นี่หรือ...คนที่ตนรัก

 


 

นี่น่ะหรือ...คือสิ่งที่อีกฝ่ายคิดมาโดยตลอด

 

 

 

“ข้าไม่คิดเลยว่าท่านจะมีความคิดเช่นนี้”

 


“หึ..แล้วจะให้คิดอย่างไรในเมื่อคนที่เคยอยู่ในทำนองคลองธรรมอย่างอี้ฟานหลงท่านหัวปักหัวปำ หากไม่ติดใจในรสรักจะมีสิ่งใด---”

 

 

เพี๊ยะ!!!!

 

 

พระพักตร์งามดุจหยกสลักสะบัดไปตามแรงตบขององค์ชายป๋ายเซียน ซีกแก้มที่ยังคงรอยช้ำแดงขึ้นยิ่งกว่าเก่าแต่ไม่ได้ทำให้เขารู้สึกเจ็บไปมากกว่าที่เป็นอยู่

 

 

“หากข้ารู้ว่าท่านมีความคิดที่สกปรกถึงเพียงนี้คงไม่---”

 

 

พลั่ก!

 

 

“โอ๊ย!” แขนเล็กถูกกระชากเข้าหาพระวรกายสูงอย่างรุนแรง “ข้าเจ็บนะ!” ไม่มีอีกแล้วองค์ชายสามที่เคยทะนุถนอมกัน ไม่มีแววตาขี้เล่นช่างหยอกเย้าเพื่อให้ป๋ายเซียนได้มีความสุข...ตอนนี้มีเพียงองค์ชายสามในคราบปีศาจ ดวงเนตรสีรัตติกาลดุดัน ทั้งยังคุกคามป๋ายเซียนยิ่งกว่าเสือร้ายที่ไม่พอใจศัตรู

 


“หากรู้ว่าข้ามีความคิดที่สกปรกคงไม่อะไรรึ?” แค่นเสียงถามอย่างเย้ยหยัน น้ำเมาในกระแสเลือดผลักดันให้เขากล้าพ่นวาจาร้ายกาจออกมาโดยไม่คำนึงถึงจิตใจคนฟัง “คงไม่ยอมตกเป็นของข้า แต่จะไปนอนอ้าขาให้คนที่มีเมียแล้วอย่างพี่ชายข้าแทนเช่นนั้นสิ?

 


“องค์ชายสาม!

 


“แท้จริงแล้วท่านเป็นคนอย่างไรกันแน่ ต่อหน้าข้าทำใสซื่อบริสุทธิ์ แต่ลับหลังทำอะไรได้มากกว่าที่ข้ารู้งั้นหรือ”

 


“หากจะดูถูกกันด้วยความคิดที่น่ารังเกียจเราคงไม่มีอะไรต้องพูดกันอีก”

 


“หึ” หัวเราะเสียงขึ้นจมูกอย่างนึกฉุนก่อนจะดึงข้อแขนเล็กกลับเข้ามาหาตนอย่างเดิม ไม่ยอมปล่อยองค์ชายป๋ายเซียนให้เป็นอิสระง่ายๆ กลับขยับพระพักตร์เข้าไปใกล้ทั้งยังใช้ความได้เปรียบทางรูปร่างดันร่างน้อยจนชิดผนัง...

  


“อย่ามาแตะต้องตัวข้า...” บอกเสียงรอดไรฟันเมื่อพระพักตร์คมใกล้เข้ามาจนสัมผัสได้ถึงกลิ่นเหล้าที่น่าสะอิดสะเอียน

 


“ข้าบอกว่ายะ..อ๊ะ!” ทั้งที่ปากให้ร้ายกันต่างๆนาๆแต่ปลายจมูกโด่งกลับดอมดมกายหอมอย่างหิวกระหาย ขบเม้มผิวเนียนละเอียดอย่างจาบจ้วง พยายามปลดปมเชือกชุดคลุมนอนโดยที่องค์ชายป๋ายเซียนปกป้องตัวเองได้เพียงดีดดิ้นอย่างสุดกำลัง

 


“จะเล่นตัวไปไย ทำเหมือนไม่เคยไปได้”

 


“ข้ามันพวกสมสู่ไม่ใช่หรือ จะมาแตะต้องให้มัวหมองไปด้วยทำไม!

 


“หึ...ข้ามันไม่มีอะไรจะเสียอยู่แล้ว หากต่อไปจะต้องใช้เมียร่วมกับใคร รอยของข้าจะได้ช่วยย้ำเตือนให้คนผู้นั้นและท่านสำนึกเอาไว้ว่าเคยผ่านผู้ใดมาก่อน

 


“ท่านนี่มัน---อ๊ะ!!”  แรงดูดที่กายยังไม่เจ็บเท่าวาจาร้ายกาจที่สาดเข้ามาฆ่ากันทั้งเป็น ชุดคลุมนอนผ้าฝ้ายสีขาวบนกายน้อยถูกกระชากออกอย่างไร้ความปรานี ผวาเกาะไหล่กว้างทันทีเมื่อสะโพกกลมกลึงถูกพระสวามีคลึงเคล้นโดยไม่ออมแรง




          “ในเมื่อท่านไม่ถนอมตัวเอง ข้าก็คงไม่จำเป็นต้องถนอมท่านอีกต่อไป...” ลำคอระหงจรดลงสู่แผ่นหลังเนียนถูกซุกไซ้เม้มดูดไปทั่วจนขึ้นรอยช้ำ เสียงหอบแสลงหูประสานรวมกับเสียงลมหายใจหนักๆขององค์ชายสามไม่ได้ช่วยปลุกปั่นอารมณ์อย่างว่าขององค์ชายป๋ายเซียนเลยแม้แต่น้อย





ได้ยินเสียงปลดเครื่องประดับและอาภรณ์ของคนใจร้ายยิ่งหวาดกลัว เงาของสองร่างที่ทาบประกบกันต้องแสงสลัว สะท้อนสู่ผนังเป็นรูปร่างชัดขึ้นมาราวส่องกระจกจนคนมองนึกกระดากอาย...แต่ทำอะไรไปมากกว่าอดทนไม่ได้ เพราะนอกจากจะเป็นรองเรื่องร่างกายและพละกำลังแล้ว ตอนนี้เขาไม่มีแม้แต่แรงใจจะไปต่อกรใครเขาได้ ถ้อยคำเสียดแทงใจยังดังก้องอยู่ในสมอง ฝังลึกลงในใจว่าใครกันที่ดูถูกเขาได้ถึงเพียงนี้





ไม่รักไม่ว่า...ไยจึงต้องมาดูแคลนกันถึงเพียงนี้




“ฮ่ะข..ข้าเจ็บ ฮึก องค์ชายสาม..." 

 










 

 

 









         CR.SQW
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 867 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

10,413 ความคิดเห็น

  1. #10412 dianeee (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2564 / 11:53
    หงุดหงิดหัวใจไม่รู้จะบ่นกับใครได้ ถ้าบ่นแล้วเพื่อนถามว่าเป็นอะไรมาจะตอบว่สอินฟิคก็เขินอยู่กระไร55555555555555555555555
    #10,412
    0
  2. #10367 belle1502 (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 19 กรกฎาคม 2563 / 21:04
    ใจร้ายกันจัง
    #10,367
    0
  3. #10350 EATWELL (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 13 กรกฎาคม 2563 / 11:48

    ฮือออสงสารลูก

    #10,350
    0
  4. #10313 Mr-mztxx (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 19 มิถุนายน 2563 / 01:01
    ไม่ไหวแล้วนะ กลับบ้านเราเถอะลูก อย่าไปอยู่กับคนร้ายๆพวกนี้เลย!!
    #10,313
    0
  5. #10289 munkrishear (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 16 พฤษภาคม 2563 / 01:41
    ชานยอลฟังหน่อยได้มั้ย ใจร้ายเกินไปแล้วㅠㅠ
    #10,289
    0
  6. #10263 Emihcy (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 28 เมษายน 2563 / 01:32
    เห้อy-y ข้าก็เหนื่อยเเละเศร้าใจเหลือเกิน ไรท์คะ เขียนได้ถึงอารมณ์มาก เก่งมากเลยค่ะ หนูปวดใจมากเลยy-y
    #10,263
    0
  7. #10245 toeytoyly07 (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 23 เมษายน 2563 / 18:57
    ปวดใจมากแง
    #10,245
    0
  8. #10212 Xxx (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 1 เมษายน 2563 / 12:49

    เอาจริงๆนะป๋ายน่าจะเข้าใจเรื่องง่ายๆอย่างการวางตัว

    #10,212
    0
  9. #10163 POWEROFMONEY (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 31 มกราคม 2563 / 01:29
    สงสารป๋าย อยากจับชานยอลแนกกับป๋ายเลยใจร้ายกับน้องเกิรไปแล้ว
    #10,163
    0
  10. #10142 เหมี๊ยวกวิ้น🐧 (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 12 มกราคม 2563 / 22:58
    องค์ชายสามรุนแรงกับน้องจัง ฟังน้องสักนิดก็ยังดี ยังมาพูดจาหักหาญนำใจกันอีก ทำไมทำแบบนี้ๆๆๆ อยากจะตีเข้าให้ ทำร้ายน้องเหลือเกิน!!! ากยแสห่ดแาแรดกสดาพนดาด
    #10,142
    0
  11. #10090 ออมม่า (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 23 ธันวาคม 2562 / 15:19

    เป็นแบบนี้ แล้วต่อไปจะพูดดีกันยังงัย เสียใจ

    #10,090
    0
  12. #10066 PRAE.VV (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 20 ธันวาคม 2562 / 15:01
    ไม่มีจริงๆ ไม่มีแม้จุดตรงกลางแล้วเมื่อใดจะเข้าใจกันหากเป็นเช่นนี้?
    #10,066
    0
  13. #10020 KaRToon_HH (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 10 ธันวาคม 2562 / 08:11
    วุ่นวายไปกันหมดแล้วว
    #10,020
    0
  14. #9987 Timmmmmmmm (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 23 พฤศจิกายน 2562 / 20:30
    อย่าผิดใจกันเลย คนอ่านอย่างนุหน่วงหัวใจไปหมดแน้ว
    #9,987
    0
  15. #9954 NayunT (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 11 พฤศจิกายน 2562 / 11:00
    ไม่ฟังน้องเลย
    #9,954
    0
  16. #9940 pbcy (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 19 ตุลาคม 2562 / 22:06
    สงสารน้องงงงงง คุยกันดีๆไม่ได้หรอ รู้ว่าเสียใจกันทั้งคู่ ทำไมต้องว่าน้องแรงขนาดนั้น คนเป็นแม่อย่างเลาเจ่บนมไปหมดแล้วนะ ฮืออออ
    #9,940
    0
  17. #9901 IPINOCKIO (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 22 กันยายน 2562 / 20:14
    ว๊ากกกกกกกกกกกกกกกกก!!!!!!! นี่มันอะไรกันวะเนี่ยยยยย ป๋ายยย เราว่าป๋ายต้องไปทำบุญจริงๆแล้วแหละ บ้าบอมาก สงสารป๋ายเซียนที่สุดอ่ะ สามสี่ตอนมาแล้วที่เป็นห่วงองค์ชายสามตลอด รอเค้ากลับมา นอนก็นอนไม่หลับ แล้วดูสิ่งที่องค์ชายสามกระทำ วาจาดุร้าย กล่าวหาคนที่ตัวเองรักได้ยังไง ทำร้ายทั้งร่างกายและจิตใจของน้อง เราจะร้องไห้ ฮือออออออออออออออ
    #9,901
    0
  18. #9865 heykiki (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 13 กันยายน 2562 / 19:32
    เป็นบ้าปะชายสาม ทำไรไม่คิด พูดอะไรออกมา พูดดออกไปแล้วมแก้ไขไม่ได้แล้ว ทำไมทำร้ายจตใจน้องขนาดนี้ เจ็บแทนน้อง
    #9,865
    0
  19. #9827 Kalaaked_ (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 20 กรกฎาคม 2562 / 02:09
    ฉันร้องไห้อะฮือออออ
    #9,827
    0
  20. #9727 มัคคึซาราง (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2562 / 12:58
    ไรท์เก่งมากๆเลยค่ะ เราอ่านกี่ทีก็เข้าถึงอารมณ์ได้ตลอด
    #9,727
    0
  21. #9724 ชานมไข่มุก💦 (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2562 / 23:48
    ขะอ่านกี่รอบๆ ตอนนี้เป็นเป็นตอนที่เข้าถึงอานมณ์เราได้มาที่สุดว่าแต่ละคนรธ้สึกยังไง นับถือไรท์จริงๆ
    #9,724
    0
  22. #9657 bemysunshine (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 11 พฤศจิกายน 2561 / 01:26
    เอ้าาาา ไหงเป็นงี้ได้ล่ะเนี่ยองค์ชายสาม! ทำไมไม่พูดคุยกันดีดี สามวันดีสี่วันไข้จริงๆ มันวกกลับไปเหมือนตอนแรกเลย ที่ต่างคนต่างรักแต่กลับสาดวาจาใส่กันแบบนี้ อารมณ์ศักดิ์ศรีต่างๆนานา ทุกคนต้องปรับตัวเข้าหากันเด้อ ชีวิตคู่น่ะคุณณ
    #9,657
    0
  23. #9612 Park Nokia. (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 22 ตุลาคม 2561 / 01:09
    โอยตายๆๆ ไปกันใหญ่แล้วว
    #9,612
    0
  24. #9590 kunikuni (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 8 ตุลาคม 2561 / 21:10
    แงลูกแม่ กลับแผ่นดินเปี้ยนไป ทำไมท่านพี่คิดอะไรแบบนี้อะ โกรธอะ
    #9,590
    0
  25. #9557 JJBH (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 28 สิงหาคม 2561 / 23:11
    ฮือออสงสารน้องจริงจัง ทำร้ายจิตใจน้องสุดๆ โกรธๆๆๆ
    #9,557
    0