สะใภ้บรรณาการ (Chanbaek) -END-

ตอนที่ 26 : 24 - ชายสอง (100%)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 18,200
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 612 ครั้ง
    28 พ.ย. 59



-24-

ชายสอง



 

 

 




         

          เช้าวันรุ่งขึ้นองค์ชายสามและพระชายาถูกปล่อยตัวออกจากคุกใต้ดินด้วยความช่วยเหลือจากองค์ชายห้าและพระสนมสาม..ชเวซูพิน

 


 

            สองแม่ลูกจากพระตำหนักทิศใต้เสด็จยังพระตำหนักพยองอันแต่เช้าตรู่เพื่อเจรจาช่วยเหลือคู่สามีภรรยาจอมรั้น...กว่าพระสนมสี่จะยอมรับฟังและใคร่ครวญความผิดดูใหม่อีกคราก็เล่นเอาเกือบหมดกำลังใจ ทั้งเหล่าองครักษ์ตำหนักฤดูร้อนต่างคอยลุ้นอยู่ด้านนอกกันจนตัวโก่ง หวังให้พระสนมสี่ยอมฟังความโดยง่ายเพื่อไม่ให้เรื่องราวบานปลายยิ่งไปกว่าเดิม

 


            เพราะหากเหตุการณ์ยังไม่ดีขึ้น จางอี้ชิงคงเป็นคนแรกที่กล้าเสี่ยงคอขาด นำเรื่องเข้ากราบทูลแด่ฝ่าบาทโชซอนเพื่อทวงความยุติธรรมให้กับองค์ชายตน...ขนมนั่นมาจากองค์ชายสอง ให้ตายอย่างไรองค์ชายป๋ายเซียนก็ไม่มีวันมีเจตนาร้ายต่อองค์หญิงโฮยอน มันต้องมีอะไรผิดพลาด เพราะมั่นใจเช่นนั้นอี้ชิงถึงร้อนใจวิ่งเต้นขอความช่วยเหลือจากทุกคนจนแทบไม่ได้หลับไม่ได้นอน

 


            โชคดีที่สวรรค์ยังพอมีเมตตา ทำให้พระสนมสี่ยอมพระทัยอ่อน ไว้หน้าพระสนมชเวซูพินที่อุตส่าห์เสด็จมาเจรจาด้วยองค์เอง อีกนัยหนึ่งด้วยหวั่นเกรงถึงบารมีของพระพันปีและพระมเหสี ไหนจะองค์รัชทายาทซึ่งโปรดปรานองค์ชายสามอย่างกับอะไร หากเรื่องราวใหญ่โตจนถึงคราวเข้าหูบุคคลเหล่านี้ล่ะก็...ไม่แคล้วยืดเยื้อไม่จบสิ้น

 


เพียงอยากเอาเรื่ององค์ชายต่างเมืองผู้นั้นให้สาสมกับความผิด หาได้คิดให้ตัวเองต้องยุ่งยากวุ่นวายไปด้วย หนำซ้ำองค์ชายสามยังมาทำเจ้าเล่ห์ วัดใจกันโดยนำตัวเองเข้าแลก...เพราะเห็นแก่ที่ช่วยดูแลโฮยอนมาแต่ครั้นยังแบเบาะหรอก...เพราะเห็นแก่คุณงามความดีที่พอมีต่อกันในอดีตถึงจำใจยอม...แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าต่อไปทั้งคู่จะสามารถเข้ามาเหยียบตำหนักพยองอันได้อย่างเดิมอีก

 



คำสั่งห้ามให้องค์ชายสามทั้งพระชายาเข้าใกล้ตำหนักพยองอันถูกป่าวแจ้งพร้อมคำอนุญาตให้ปลดปล่อยตัว

 

 

 





 

 

เวลาย่ำบ่ายพระตำหนักฤดูร้อนแสนเงียบเชียบ...นับจากผู้เป็นเจ้าของทั้งสองพระองค์เสด็จกลับเข้าตำหนักที่ประทับแทบไม่มีข้าหลวงคนใดกล้าส่งเสียงดังรบกวน ด้วยรู้กันดีว่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นหนนี้นั้นร้ายแรง ยิ่งทั้งสองพระองค์เสด็จกลับมาในสภาพเงียบผิดปกติ สีพระพักตร์ต่างไปจากเดิมซ้ำยังไม่ยอมพูดจากัน...รัศมีแห่งความอึดอัดปกคลุมพระตำหนักเช่นนี้จะมีสักกี่คนที่กล้าเสี่ยงตายเข้าไปใกล้

 



“ดื่มชาร้อนหน่อยสิพ่ะย่ะค่ะ พระวรกายจะได้อบอุ่น” หนึ่งในนั้นเห็นทีจะมีจางอี้ชิง..องครักษ์ผู้ภักดีต่อองค์ชายเปี้ยนตลอดกาล

 


“...”

 


“สักนิดก็ยังดี ตั้งแต่เมื่อวานก็ยังไม่มีอะไรตกถึงท้องเลยไม่ใช่หรือ หากประชวรขึ้นมา---”

 


“เขาไปแล้วหรือ” สุรเสียงแผ่วเบาราวใกล้หมดแรงขององค์ชายป๋ายเซียนทำเอาคนฟังแทบหมดแรงตาม สีพระพักตร์หมองซีดนับตั้งแต่ออกจากห้องขังบ้าๆนั่นมาจนถึงบัดเดี๋ยวนี้มองทีไรใจแทบสลาย...

 


กลับมาถึงพระตำหนักได้แทนที่จะบรรทมเอาแรงสักตื่นหรือไม่ก็เสวยอะไรบ้าง นี่กลับสวนทางกันแทบทุกอย่าง นอกจากสรงน้ำผลัดเปลี่ยนฉลองพระองค์ใหม่แล้วองค์ชายป๋ายเซียนก็ดื้อไม่ยอมฟังคำห่วงใยจากอี้ชิงอีกเลย เอาแต่นั่งกอดเข่าอยู่บนฟูกนอนเงียบๆเสมือนคิดสิ่งใดอยู่ตลอดเวลา กระทั่งเมื่อครู่ที่ทรงถามออกมาก็กลายเป็นเรื่องขององค์ชายสามที่ได้หายไปจากห้องบรรทม

 


“เขาไปแล้วหรืออี้ชิง”

 


“องค์ชายสามน่าจะประทับอยู่ที่ศาลาริมสระบัวพ่ะย่ะค่ะ คงอยู่กับพวกวิหค ไม่ได้เสด็จไปไหนไกลหรอก” พระพักตร์อ่อนเยาว์แต่หมองเศร้าพยักรับคำบอกเล่าของอี้ชิงเบาๆ หันกลับไปนั่งเกยคางไว้บนเข่าทั้งคู่อย่างเดิม สายพระเนตรแสนเหม่อลอยจ้องแต่เพียงปลายเท้าของตนเอง

 


“อย่าถอนหายใจบ่อยเช่นนั้นสิพ่ะย่ะค่ะ หากเหนื่อยก็นอนพักเถิด”

 


“ข้าไม่น่าหาเรื่องใส่ตัวเองเลยว่าไหม”

 


“ข้าเชื่อว่าทุกอย่างที่พระองค์ทรงทำลงไปมันจะต้องมีเหตุผล”

 


“แต่หากข้าเลือกที่จะไม่รับขนมนั่นมาเสียแต่แรกคงไม่มีเรื่องเช่นนี้เกิดขึ้น เพราะข้าเขาถึงต้องพลอยเดือดร้อนไปด้วย ข้าทำให้เขาโกรธ...”

 


“คนเป็นสามีภรรยากันโกรธเดี๋ยวเดียวก็หาย”

 


แล้วเดี๋ยวเดียวที่ว่านั่นมันคือเมื่อไหร่กัน...จากเมื่อวานมาจนวันนี้ป๋ายเซียนยังไม่เห็นวี่แววเลยว่าองค์ชายสามจะทำเย็นชาใส่กันน้อยลง ทั้งที่อยู่ด้วยกันในนั้นทั้งคืนกลับไม่ยอมเอื้อนเอ่ยคำใดให้ชื่นใจ ไม่มีคำปลอบประโลม ไม่มีแม้แต่คำถามที่ว่าเขาตกใจหรือไม่หรือกำลังรู้สึกเช่นไร...หากนี่คือวิธีการลงโทษกันอีกฝ่ายคงทำมันสำเร็จแล้ว

 


 

การถูกองค์ชายสามทำหมางเมินใส่มันแย่ยิ่งกว่าถูกตามรังควานเหมือนเมื่อครั้นแรกเจอเสียอีก...

 


 

“องค์ชาย...ก.กันแสงหรือพ่ะย่ะค่ะ?!

 


“เปล่า” ตอบทั้งที่ยกหลังหัตถ์ขึ้นมาปาดน้ำใสๆออกจากปรางนวล จางอี้ชิงเห็นแล้วได้แต่นั่งทุกข์ใจ อยู่รับใช้กันมาตั้งแต่ยังเยาว์วัยแต่น้อยครั้งที่จะได้เห็นองค์ชายมีน้ำตา ยิ่งน่าแค้นใจกว่าเมื่อรู้ว่าตัวเองได้รับความไว้วางใจจากราชวงศ์เปี้ยน แต่หลายครั้งกลับดูแลองค์ชายได้ไม่ดีพอ

 


“ข้าแค่กำลังคิดเล่นๆว่าหากองค์ชายสามโกรธชังข้าไปอีกคนแผ่นดินนี้ยังจะมีผู้ใดต้อนรับข้าอยู่อีกไหม...ฝ่าบาทที่เคยเมตตาข้าหากรู้ว่าข้าเกือบทำให้พระราชธิดาของพระองค์เป็นอันตรายจะคิดเช่นไร”

 


“กลับบ้านเมืองเราดีไหมพ่ะย่ะค่ะ”

 


“...”

 


“หากอยู่แล้วไร้ความสุขขอเพียงรับสั่งข้าจะพาองค์ชายกลับแผ่นดินเปี้ยนเอง” ถึงจะรู้ดีแก่ใจว่าที่องค์ชายตนเงียบไปเพราะอะไรแต่อี้ชิงก็อดเป็นอารมณ์กับเรื่องที่เกิดขึ้นไม่ได้จริงๆ “พระสนมสี่ไม่ใช่ฝ่าบาทไม่มีสิทธิ์สั่งขังองค์ชายโดยพลการด้วยซ้ำ ทั้งยังกล่าวหากันโดยไม่ไต่สวนให้ดี หากเรื่องนี้รู้ถึงฝ่าบาทเปี้ยนข้าเชื่อว่ามันจะไม่จบลงง่ายๆแน่”

 


“เพราะข้าอยากให้เรื่องมันยุติโดยเร็วถึงยอมให้เป็นเช่นนี้ ฉะนั้นไม่ว่าเสด็จพ่อหรือว่าใครเจ้าก็ห้ามเล่าทั้งนั้น”

 


“องค์ชาย แต่เรื่องนี้เราไม่ผิดไม่ใช่หรื---”

 


“ถือว่าข้าขอก็แล้วกัน”

 


“...” อี้ชิงก้มหน้ามองมือบนหน้าขาของตัวเอง องค์ชายป๋ายเซียนยังคงเป็นองค์ชายป๋ายเซียนวันยังค่ำ ชอบเสียสละตัวเองเพื่อให้ปัญหามันจบเช่นนี้อยู่เรื่อย ในฐานะองครักษ์แน่นอนว่าอี้ชิงแสนให้ความเคารพ มิเช่นนั้นคงไม่นั่งก้มหัวคุกเข่าให้เช่นนี้หรอก...แต่ในฐานะพี่ชายแล้วหากทำได้อี้ชิงคงขอตีองค์ชายป๋ายเซียนสักที...ก็ช่างดื้อรั้นเสียนี่กระไร

 


“ข้ารู้ว่าเจ้าเป็นห่วง เอาเป็นว่าต่อไปข้าจะระวังตัวให้มากกว่านี้แต่เรื่องนี้ให้มันจบลงเท่านี้เถอะนะ”

 


“พ่ะย่ะค่ะ” คนเป็นองครักษ์ก็ทำได้เท่านี้

 


 

ครืดด...

 


เสียงเลื่อนเปิดประตูเข้ามาทำเอาผู้ที่อยู่ในห้องหันไปมอง ความหวังในทีแรกมลายหายสิ้นเมื่อผู้ที่เดินเข้ามาเป็นแทมิน ไม่ใช่องค์ชายสามอย่างที่ดวงฤทัยน้อยคาดหวังไว้

 



ทูลองค์ชาย พระชายาขององค์ชายสองเสด็จมาขอเข้าเฝ้าพ่ะย่ะค่ะ

 










  

องค์ชายป๋ายเซียนเสด็จออกมาพบพระชายาขององค์ชายสองในเวลาต่อมา ก่อนหน้านี้เขาได้สั่งให้องครักษ์ทูลเชิญเสด็จสตรีสูงเกียรติเข้าประทับยังด้านในตำหนักทว่าอีกฝ่ายกลับยืนกรานที่จะรออยู่ด้านนอก แม้ข้องพระทัยในการกระทำแต่กระนั้นองค์ชายป๋ายเซียนก็ยอมเสด็จออกมาพบแต่โดยดี

 


ร่างเพรียวระหงในชุดสตรีสูงศักดิ์กำลังยืนหันหลังรออยู่ตรงหน้า ลมเอื่อยๆพัดมาทำเอากระโปรงสีม่วงเหมือนดอกไม้พลิ้วตาม...เพียงองค์ชายป๋ายเซียนเดินเข้าใกล้ได้ระยะหนึ่ง หนึ่งในนางกำนัลผู้ติดตามก็รีบกระซิบบอกพระชายาคนงาม และนั่นนับเป็นครั้งแรกที่พระชายาทั้งสองพระองค์ได้เผชิญหน้ากัน...

 

 

“รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่องค์ชายเปี้ยนยอมสละเวลาออกมาพบข้า...” พระชายาขององค์ชายสองค้อมศีรษะทักทายเล็กน้อย ใบหน้างดงามเงยขึ้นมาสบตากันแล้วฝืนยิ้มให้ คล้ายกับจะเป็นมิตรแต่หากมองลงไปให้ลึกคงได้เห็นถึงความขื่นขม

 


“หวังว่าคงยังพอจำกันได้”

 


“แม้ไม่เคยพบกันเป็นการส่วนตัวมาก่อนแต่ใช่ว่าข้าจะไม่เคยเห็นพระชายาขององค์ชายสอง” คำพูดขององค์ชายป๋ายเซียนทำพระชายาคนงามแสยะยิ้มอย่างอดไม่ได้ สายตาไม่ยินดียินร้ายกวาดมองพระพักตร์แสนใสซื่อด้วยจิตใจเป็นปรปักษ์ ยิ่งเห็นว่าองค์ชายจากต่างเมืองยังคงยิ้มได้มือเรียวที่ซุกอยู่ใต้เสื้อคลุมยิ่งบีบเข้าหากันจนแน่น

 


“มีธุระอันใดกับข้างั้นหรือ”

 


ยิ่งเห็นหน้าคำพูดสารภาพความในใจของพระสวามีที่ตนแอบฟังเมื่อวานยิ่งก้องอยู่ในหัว ตอกย้ำให้ใจต้องเจ็บ และสร้างความเกลียดชังต่อองค์ชายตรงหน้าได้มากเหลือเกิน

 


“เหตุใดเจ้าจึงเอาแต่จ้องหน้าข้า”

 


ใบหน้าของผู้ที่สามีตัวเองมีใจให้จะมีชายาสักกี่คนที่ไม่อยากเห็น

 


“หมายความว่าอย่างไร? องค์ชายป๋ายเซียนขมวดคิ้วถามกลับ

 


“ยังต้องให้ข้าแปลความหมายอยู่อีกหรือ” แค่นหัวเราะใส่ก่อนมององค์ชายป๋ายเซียนตาขวาง นัยน์ตาของพระชายาคนงามแข็งกร้าวหากแต่ก็สั่นสะท้านเหมือนใจที่ต้องบอบช้ำซ้ำๆ “บอกข้าทีสิ...ว่าทำอย่างไรเขาถึงหลงรักท่านหัวปักหัวปำได้มากขนาดนี้”

 


“พูดอะไรของเจ้า?!” องค์ชายป๋ายเซียนขึ้นเสียง มองดวงตาแดงก่ำที่ใกล้มีน้ำตาคู่นั้นอย่างไม่เข้าพระทัย ที่ผ่านมายังไม่พออีกหรือ เหตุใดเบื้องบนยังกลั่นแกล้งให้ใครต่อใครคอยแต่จะยัดเยียดสิ่งที่ป๋ายเซียนไม่ได้ก่อเช่นนี้อยู่เรื่อย

 


 “ที่ข้ามาที่นี่ก็เพราะมีเรื่องอยากจะขอร้อง...” น้ำเสียงของหญิงงามสั่นเครือ พยายามกลืนก้อนสะอื้นลงคอเพื่อให้ได้พูดในสิ่งที่ตนปรารถนาให้จบ “ออกไปจากชีวิตเขาซะ หยุดยุ่งกับสามีของข้า ที่ผ่านมาองค์ชายสองก็แทบไม่มีข้าอยู่ในสายตาอยู่แล้วหากมีสำนึกได้โปรดเห็นใจกันบ้างเถิด”

 



ตุ่บ!

 



พระชายาจองอีเพคะ!’

 


…!

 


“เราต่างอยู่ในสถานะเดียวกัน หากองค์ชายสามมีผู้ใดเข้ามาพัวพันบ้างท่านก็คงจะรู้ว่ามันเจ็บปวดเพียงใด”

 


“ลุกขึ้น อย่าทำเช่นนี้”

 


“รับปากข้าสิ” พระชายาคนงามไม่ยอมฟัง กลับนั่งคุกเข่าก้มหัวให้กับองค์ชายป๋ายเซียน ไม่สนแม้กระทั่งศักดิ์ศรี ทนอายสายตาของเหล่าข้าหลวงเพื่อให้ได้ในสิ่งที่ตนต้องการ “รับปากว่าท่านจะไปให้พ้นจากชีวิตของสามีข้า ไม่มาข้องเกี่ยวกันไม่ว่าต่อหน้าหรือลับหลัง”

 


“ข้ากับองค์ชายสองเป็นเพียงเพื่อนที่ดีต่อกันเท่านั้น หาได้คิดไปอื่นไกลไม่”

 


“หยุดเสแสร้งได้แล้ว!!” ตวาดเสียงดังเมื่อความอดทนขาดสะบั้น ทำนบน้ำตาทะลักอาบสองข้างแก้มพลางเงยหน้าขึ้นยิ้มเหยียดให้องค์ชายป๋ายเซียนที่ก้มลงมองอย่างตกพระทัย “ข้าไม่เชื่อหรอกว่าท่านจะไม่รู้ว่าองค์ชายสองทรงคิดเช่นไร ขนาดพวกขันทียังพูดกัน...เลิกแสร้งไร้เดียงสาเสียเถอะ อย่าให้ข้าต้องนึกเกลียดชังไปมากกว่านี้เลย”

 


“...” องค์ชายป๋ายเซียนยืนฟังด้วยความรู้สึกที่แย่ไม่ต่างกัน จะมีใครบ้างที่รู้สึกดีเมื่อถูกยัดเยียดความผิดให้..ใครบ้างที่จะไม่รู้สึกรู้สาใดๆเมื่อถูกมองทิ่มแทงด้วยสายตาครหา

 


เขาถอนสายตาออกจากใบหน้างาม ผินมองไปอีกทางเพื่อหวังตั้งสติทว่าองค์ชายสามที่ยืนมองอยู่ตรงนั้นทำให้ใจดวงน้อยวูบลงไป ไม่อาจรู้ว่าอีกฝ่ายมาอยู่ตรงนั้นตั้งแต่เมื่อไหร่ ห่างไกลจนเกินจะเอื้อมคว้า...สายพระเนตรที่เคยขี้เล่นและมีความรักให้กันเวลานี้ไม่มีอีกแล้ว ป๋ายเซียนมองเห็นแต่ความว่างเปล่า...ซึ่งนั่นยังไม่เจ็บเท่าการที่อีกฝ่ายหันหลังให้แล้วเดินจากไป

 

 


องค์ชายสามเหมือนมือที่ผลักป๋ายเซียนลงสู่ก้นเหวลึก ส่วนสายตาและคำครหาของบุคคลอื่นเสมือนดินที่ฝังกลบป๋ายเซียนซ้ำอีกที....หรือที่นี่จะไม่ใช่ที่ของเขาจริงๆ

 



“ไม่ว่าใครจะคิดเช่นไร ข้ายังคงยืนยันคำเดิมว่าสำหรับองค์ชายสองแล้วข้าไม่เคยคิดเกินเลย...และเพื่อให้เจ้าได้สบายใจข้ารับปากว่าต่อแต่นี้ไปจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับเขาอีก ลุกขึ้นเถิด...”





 

 

40%







            ร่างสูงขององค์ชายสามเดินหลบมุมออกมาหาที่เงียบสงบอยู่ตามลำพัง ลมหายใจหนักๆบ่งบอกถึงอารมณ์คุกรุ่นที่พยายามสกัดกลั้นเอาไว้...คิ้วเข้มขมวดเข้าใกล้กันแสนเคร่งขรึม ดวงเนตรสีรัตติกาลจับจ้องพื้นดินแต่ไฉนมันกลับกลายเป็นภาพของพระชายาตน

 

 

            “ทั้งที่ข้าเต็มใจให้ผูกมัด...” เต็มใจที่จะอยู่ในที่ที่เคยคิดจะปลดตัวเองสู่อิสระ กลับมารับผิดชอบงานราชการเพียงเพื่อให้พระชายาผู้สูงศักดิ์ได้ภาคภูมิใจว่ามีองค์ชายเช่นเขาเป็นพระสวามี

 


“ทั้งที่ข้าพยายามเปลี่ยนตัวเองและแสดงออกมากมายถึงเพียงนี้...แต่มันกลับไม่มีความหมายต่อท่านเลยหรือป๋ายเซียน...” นิ้วหนากดแหวนหยกบนนิ้วนางข้างซ้ายของตนเองราวกับว่ามันจะช่วยบรรเทาความรู้สึกมากมายได้

 


            ไม่ใช่ไม่รู้ว่าอยู่ห่างบ้านห่างเมืองอีกฝ่ายรู้สึกเช่นไร ไม่ได้นึกโทษว่าเป็นความผิดของคนรักไปเสียทุกอย่าง...ก็เพราะรู้และอยากให้เกียรติถึงเคารพความคิด ให้อิสระในการกระทำจึงไม่อยากเอ่ยซ้ำให้น่ารำคาญ ป๋ายเซียนเป็นคนเก่ง...แสนเข้มแข็งและมีความคิดที่น่านับถือ

 

 

แต่ก็น่าเสียดาย...

 

 

ที่หลายครั้งอีกฝ่ายไม่รู้ถึงขีดจำกัดของตัวเอง...หากยอมรับว่าไม่ไหว ต่อให้ทำผิดร้ายแรงอย่างไรเขาก็พร้อมที่จะช่วย...เพียงหันมามองกัน...เพียงเอ่ยมาเท่านั้นเขาไม่มีวันที่จะนิ่งดูดายปล่อยให้คนที่ตัวเองรักต้องเผชิญปัญหาอยู่ฝ่ายเดียว

 


แต่ป๋ายเซียนก็เลือกที่จะผลักไสกัน เสียสละตัวเองแล้วแบกรับทุกอย่างไว้เพียงลำพังทั้งยังดื้อรั้นไม่ยอมรับความหวังดีจากเขา หากกล่าวได้เพียงหนึ่งประโยคชานยอลจะไม่บอกเล่าว่าตัวเองกำลังรู้สึกอย่างไร แต่เขาจะถาม...อยากถามองค์ชายป๋ายเซียนเพียงคำถามเดียวเท่านั้น

 

 



ว่าหากไม่คิดที่จะพึ่งพากัน แล้วจะมีเขาไว้เพื่ออะไร...

 


 

 

ประทับอยู่ตรงนี้เอง” น้ำเสียงคุ้นหูดังขึ้นข้างหลังทว่าองค์ชายสามไม่ได้ใส่พระทัย พระวรกายสูงใหญ่หันหลังพิงผนังไม้ของห้องเก็บอุปกรณ์ในโรงม้าด้วยท่าทางเงียบขรึม สายพระเนตรจ้องแต่เพียงแหวนหยกเกลี้ยงบนนิ้วมือไม่สนสิ่งอื่นใด

 


“ข้าเดินตามหาเสียทั่วสุดท้ายก็ทายถูก พระองค์ประทับอยู่ที่โรงม้าจริงๆ” องครักษ์หน้าหวานยิ้มอย่างภูมิใจที่ไม่ว่าเมื่อไหร่ตนก็รู้ใจองค์ชายสามดีเสมอ

 


“มีอะไรกับข้าหรือ”

 


“หาไม่” ลู่หานเงยหน้าขึ้นมององค์ชายตัวสูง แสร้งแสดงสีหน้าวิตกกังวลทั้งที่ก่อนหน้านี้ยังมีความสุขดี “เพียงนึกเป็นห่วงพระองค์ก็เท่านั้น ได้ยินพวกทหารคุยกันว่าเกิดเรื่องขึ้น ไม่นึกเลยจริงๆว่ามันจะใหญ่โตถึงขั้นถูกสั่งขัง” วังหลวงมีเรื่องอันใดเกิดขึ้นบ้างลู่หานรู้ทุกอย่าง อยู่ที่ว่าจะสนใจหรือไม่ก็เท่านั้น แน่นอนว่าเรื่องขององค์ชายสามเขาไม่เคยละเลย

 


“ไม่เป็นอะไรนะพ่ะย่ะค่ะ?

 


“เห็นข้าแล้วเจ้าคิดว่าอย่างไรล่ะ”

 


“พระชายาตัวเองก่อเรื่อง ผู้ที่รักอิสระไม่ชอบความวุ่นวายอย่างพระองค์คงลำบากพระทัย”

 


“หึ...”

 


“ได้พักบ้างหรือยัง สีพระพักตร์ของพระองค์ดูเหนื่อยเหลือเกินรู้ตัวไหม...” ลู่หานขยับเข้าใกล้องค์ชายสามพลางถือวิสาสะเอื้อมมือแตะปรางสากแผ่วเบา แม้นบรรดาศักดิ์มิอาจทัดเทียมแต่หัวใจที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความรักและภักดีไม่อาจมองข้าม องค์ชายหนุ่มไม่ถือสาการกระทำของสหาย ยืนสบตาลู่หานด้วยความนิ่งเฉยแม้ว่าใบหน้าหวานกำลังเลื่อนเข้ามาใกล้

 


“ลู่หานคนนี้เป็นห่วงจับใจรู้ใช่ไหม...” เผยทุกความรู้สึกผ่านสายตา เชื่อว่าผู้มีสติปัญญาตรงหน้ารับรู้มันโดยตลอดหากแต่ยังวางเฉยแม้กระทั่งในตอนนี้...นัยน์ตาของลู่หานไหวระริก ใจกำลังเจ็บแต่ยังไม่สิ้นความพยายาม “องค์ชาย..ข้า---”

 


 

ชานยอล

 


 

เสียงเรียกชื่อจากบุรุษที่สามทำเอาใบหน้าของคนสองคนที่ใกล้จะสัมผัสกันผละออกโดยทันที

 


“มาหลบอยู่ที่นี่เองหรือ” ลู่หานก้มหน้าหลบสายตาผู้มาใหม่ ขณะที่องค์ชายสามสามารถหันไปมองได้อย่างเป็นปกติ สีพระพักตร์ไม่ได้ยินดียินร้ายต่อใครทั้งสิ้นเพราะในฤทัยมีอยู่เพียงเรื่องเดียวเท่านั้น

 


“เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าข้าอยู่ที่นี่เซฮุน”

 


“ถามเอาจากพวกทหาร” องค์ชายห้าโป้ปดคำโต คงไม่ใช่เรื่องที่ต้องพูดความจริงว่าตนมาที่นี่ได้ก็เพราะแอบเดินตามองครักษ์ของพี่ชาย “โฮยอนตื่นขึ้นมาทานอะไรได้แล้วนะ”  

 


“อย่างนั้นรึ”

 


“ถามหาเจ้าแทบทุกคำ”

 


“อืม ข้าจะแวะไปดูสักหน่อย”

 


“ตอนนี้พระสนมสี่ไม่อยู่ตำหนัก เจ้ารีบไปเถอะ” ทั้งคู่พยักหน้าให้กัน ไม่ได้สนใจลู่หานที่เงยหน้าขึ้นมาเหมือนอยากรั้งองค์ชายสามไว้แม้แต่น้อย

 


“เช่นนั้นข้าไปก่อนล่ะ” ดวงเนตรคมกวาดมองใบหน้าสหายทั้งสองเป็นการบอกลา กำลังจะก้าวออกมาทว่าองค์ชายห้ารั้งแขนเขาไว้ก่อน

 


“โฮยอนสารภาพกับข้าว่าทานขนมนั่นเอง องค์ชายป๋ายเซียนไม่เกี่ยว” พระพักตร์ดุจหยกสลักนิ่งฟังเสียงกระซิบหูขององค์ชายห้า ไม่ได้ตื่นเต้นตกใจไปกับเรื่องราวที่ได้ยินสักเท่าใดเพราะคิดอยู่แล้วว่ามันคงเป็นเช่นนี้

 


“อืม ขอบใจที่บอก” พระกนิษฐาเป็นเด็กอย่างไรไยเขาจะไม่รู้...องค์ชายสามตบไหล่ของสหายแทนคำขอบคุณ เดินจากไปเหลือไว้แต่องค์ชายห้าและองครักษ์หน้าหวาน

 


 

“อ๊ะ!” ลู่หานร้องตกใจเมื่อกำลังจะเดินออกไปบ้าง ทว่าแขนกลับถูกกระชากกลับมาอย่างแรง

 


“หน้าไม่อาย”

 


“ข้าทำอะไร?!

 


“เจ้าใสซื่อถึงกับไม่รู้เลยรึว่าการกระทำของตัวเองมันเรียกว่าอะไร” องค์ชายห้ากระชากแขนลู่หานจนอีกฝ่ายถลาเข้ามาปะทะหน้าอก สีพระพักตร์ดุร้ายดั่งปีศาจ ไม่ใช่เทวดาผู้มีเมตตาอย่างที่ใครต่อใครเคยได้เห็น “ชานยอลแต่งงานมีเมียแล้วสำนึกรู้เจ้าที่อยู่ไหน?!

 


“แล้วมันเกี่ยวอะไรกับพระองค์! นี่มันเรื่องของข้า ข้าจะทอดกายถวายใจให้ผู้ที่มีเมียแล้วหรือไม่มันก็เรื่องของข้า! อย่ามายุ่---”

 


แต่เจ้าเป็นเมียข้าแล้ว!

 


“...”

 


“จะทำอะไรหัดไว้หน้าข้าบ้าง อย่าทำตัวโสมม ข้าไม่อยากใช้ของร่วมกับใคร”

 

 

เพี๊ยะ!!!!

  


“ผู้ที่โสมมยัดเยียดเรื่องบัดสีเช่นนั้นมาให้ข้าไม่ใช่พระองค์หรอกหรือ!

 


“แน่ใจหรือว่าข้ายัดเยียด คืนนั้นเจ้าเองก็ร้องระงมมีความสุขดีไม่ใช่หรือไง” องค์ชายห้าแสยะยิ้มให้กับความเจ็บและกลิ่นคาวเลือดในโพรงปาก “หรือต้องให้ข้าทบทวนความจำ”

 


“อื้อ!

 


ปากสีซีดบดจูบลงมาโดยที่ลู่หานยังไม่ทันตั้งตัว ความป่าเถื่อนรุนแรงถาโถมเข้ามาหาจนต้องก้าวถอยหนี แต่แล้วก็ติดทางตัน...แผ่นหลังบางแนบสนิทไปกับผนังไม้ ไม่อาจหาทางหนีรอด ทำได้เพียงขยุ้มฉลองพระองค์ของอีกฝ่ายจนยับยู่

 


“อึก..ฮึก

 


ก้อนสะอื้นตีขึ้นมาจนบ่อน้ำตาพังทลาย ทันทีที่องค์ชายห้าเริ่มได้สติ ค่อยๆผละออกร่างบางก็ทรุดฮวบลงนั่งกับพื้นอย่างหมดเรี่ยวแรง

 


“ใครกันที่บอกจะไม่ทำเช่นนี้อีก ใครกันที่บอกข้าว่าคืนนั้นไม่ได้ตั้งใจ...” ปล่อยน้ำตาให้ไหลลงมาเป็นสาย มือกำหมัดแน่นเจ็บไปหมดทั้งใจ “ที่เคยเอ่ยวาจาไว้มีสิ่งใดบ้างที่ข้ายังเชื่อได้”

 


“หากคนที่ร่วมเตียงกับเจ้าในคืนนั้นเป็นชานยอลเจ้าก็คงไม่นึกโกรธเกลียดเช่นนี้” แสนรู้สึกผิดที่เผลอทำร้ายคนที่ตนรัก แต่ก็ไม่สามารถยับยั้งความรู้สึกน้อยใจของตัวเองได้เช่นกัน

 


“ข้าเคยรู้สึกผิดที่ล่วงเกินเจ้าเพราะความขาดสติ ทำลายมิตรภาพดีๆที่เคยมีต่อกัน” องค์ชายห้ายิ้มเยาะเมื่อนึกถึงคืนเฉลิมฉลองวัยเบญจเพสที่มีสุราเลิศรสเป็นตัวแปรสำคัญ

 


คืนนั้นไม่มีผู้ใดที่ไม่เมามาย แต่เขาก็ไม่เคยนึกโทษใคร...ที่เผลอข่มเหงคนที่ตัวเองมีใจให้คงเพราะความรู้สึกส่วนลึก จะถูกลิดรอนความสัมพันธ์ก็สมแล้ว แต่ที่ทนไม่ได้คือการที่ลู่หานเอาแต่โทษว่าที่ชานยอลไม่มีใจให้เป็นเพราะว่าเขา...เพราะองค์ชายห้าผู้โง่เขลาคนนี้คนเดียวที่ดันไปหลงรักทั้งที่อีกฝ่ายไม่เคยต้องการ

 


“เคยนึกเสียดาย..แต่มาวันนี้คงไม่จำเป็น ให้เรื่องระหว่างเราเป็นแบบนี้ก็ดี ต่างคนต่างอยู่ไม่ต้องมาบรรจบกัน”

 


“ฮึก...”  

 


“กับชานยอลเองเป็นไปได้เพียงใดเจ้าก็น่าจะรู้ดีที่สุด หากคิดว่าการหลอกตัวเองไปวันๆแล้วมีความสุขก็ทำต่อไป” องค์ชายห้าก้าวถอยหลังออกไปช้าๆ สายพระเนตรยังคงมองปลายจมูกรั้นด้วยความหวังดี ซึ่งต่อไปคงไม่มีโอกาสได้ทำมันอีกแล้ว

 


“นานมากแล้วนะลู่หานที่ชานยอลไม่ได้มีความสุขจริงๆอย่างนี้  ถ้ามันคือรักแท้...เจ้าต้องรู้ว่าตัวเองควรทำเยี่ยงไร”  

 







 

 

 

“เจ้าเข้าไปสิ”

 


“เหตุใดต้องเป็นข้า เจ้านั่นแหละที่เข้าไป”

 


“อย่าโยนสิวะ”

 


“ถ้าข้าโดนไล่ตะเพิดออกมาใครจะรับผิดชอบ?!

 


“เออน่า!” หลังจากเกี่ยงกันอยู่นานสองนาน ทหารประจำตำหนักสองนายซึ่งเป็นหน่วยสวามิภักดิ์ขององค์ชายเปี้ยนก็ได้ตัวแทนออกไปรับหน้า เรียบๆเคียงๆถามพระชายาป๋ายเซียนที่เอาแต่เดินไปเดินมาอยู่หน้าพระตำหนัก

 


“พระชายาพ่ะย่ะค่ะ...” หากเป็นเมื่อก่อน ตอนที่สถานการณ์ในตำหนักฤดูร้อนยังคงเป็นปกติดีคงไม่มีใครนึกกลัว แต่ตอนนี้นอกจากบรรยากาศจะคุกรุ่นแล้วสีพระพักตร์ขององค์ชายแต่ละพระองค์ก็ไม่เหมาะต่อการเฉียดใกล้เอาเสียเลย องค์ชายป๋ายเซียนที่เหล่าทหารมักเพ้อฝันกับสีพระพักตร์เคร่งเครียดไม่ว่ามองอย่างไรก็ดูไม่เข้ากัน

 


“เริ่มค่ำแล้วเสด็จเข้าตำหนักดีไหมพ่ะย่ะค่ะ อากาศเย็นลง กระหม่อมเกรงว่าจะประชวรเอาได้”

 


“หากข้าอยากเข้าข้าจะเข้าเอง เจ้ามีหน้าที่อะไรก็ไปทำ”

 


นั่นปะไร! ทหารใจกล้าเหล่ตามองทหารคู่หูด้วยอาการหน้าสลด ไม่รู้ว่าเหล่าท่านองครักษ์พากันหายไปไหนหมด ปล่อยทหารยศน้อยรับมือกับอารมณ์แปรปรวนของพระชายาโดยลำพังอย่างนี้ได้ยังไง...

 

 


แย่จริงๆ!

 



 

“ไปสิ”

 


“แต่ว่า...กว่าองค์ชายสามจะเสด็จกลับก็ไม่รู้เมื่อไหร่ กระหม่อมว่าอย่ารอ---”

 


“ข้าบอกให้ไปก็ไป”

 


“โธ่...กระหม่อมเป็นห่วงนะพ่ะย่ะค่ะ” องค์ชายป๋ายเซียนถอนหายใจ ไม่ได้เกิดจากความรำคาญเพียงอย่างเดียว แต่เพราะเหนื่อยใจที่ตัวเองเป็นกังวลกับเรื่องส่วนตัวมากไปจนเผลอพาลใส่ผู้อื่นด้วยต่างหาก..ไม่ชอบที่ตัวเองเป็นเช่นนี้แต่มันช่วยไม่ได้จริงๆ เขาออกมายืนคอยองค์ชายสามตั้งนานแล้วแต่อีกฝ่ายไม่ยอมกลับมาสักที

 



 

ป๋ายเซียน

 

 


เจ้าของชื่อรีบหมุนตัวกลับหลังหันไปทางต้นเสียงพร้อมรอยยิ้มดีใจ ทว่าใบหน้าของผู้ที่หวังจะพบกลับไม่ใช่คนเดียวกับผู้ที่กำลังยืนอยู่ตรงหน้า องค์ชายสองทำให้องค์ชายป๋ายเซียนต้องรีบเดินหนี

 

 


“เดี๋ยวก่อน ข้ามาพบเจ้านะป๋ายเซีย---”

 


“เข้าไม่ได้นะพ่ะย่ะค่ะ!

 


ถอยไป”  สุรเสียงห้วนๆและรัศมีดุดันช่วยเปิดทางทหารหน้าประตูได้อย่างง่ายดาย ไม่มีผู้ใดกล้าขวางทางองค์ชายสอง องค์ชายป๋ายเซียนจึงรีบเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้น หวังใจจะเข้าไปหลบด้านในตำหนักแต่ช่วงขาที่ต่างกันทำให้องค์ชายสองเข้ามาประชิดตัวเขาได้ไวกว่าที่คิด

 

 


หมั่บ!

 


 

“เจ้าเดินหนีข้า?

 


“ปล่อยก่อนเถิด” ดวงเนตรรีเล็กปรายมองหัตถ์ใหญ่ที่กอบกุมข้อมือของเขาไว้มั่น ลำบากใจที่ต้องทำเช่นนี้ อีกฝ่ายไม่ได้ทำผิดอะไรแต่เพื่อให้สบายใจกันทุกฝ่ายเขาจำเป็นต้องทำ

 


“ปล่อย”

 


“ป๋ายเซียน”

 


“อย่าเรียกราวกับว่าเราสนิทกันขนาดนั้นเลย ข้าว่ามันดูไม่เหมาะ”

 


“เพราะขนมของข้าใช่ไหม เพราะข้าทำให้เจ้าเดือดร้อนเจ้าถึงโกรธ---”

 


“เพราะข้าไม่อยากให้ผู้ใดมาเข้าใจผิด เราต่างมีครอบครัวแล้ว คงไม่ดีนักหากทำตัวสนิทสนมกันจนทำให้ใครต่อใครต้องคิดกันไปไกล”

 


“ข้าไม่เข้าใจ ใครมาพูดอันใดกับเจ้ารึ?

 


“ไม่มีหรอก แต่จากนี้ไปข้าขอได้ไหม..อย่ามาพบข้าอีก” องค์ชายป๋ายเซียนตัดรอนองค์ชายสอง ดึงหัตถ์ใหญ่ออกจากกายตนหากแต่อีกฝ่ายกลับทำในสิ่งที่เขาคาดไม่ถึง

 



ฟรึ่บ!~

 



“อ๊ะ!” พระวรกายเล็กถูกสวมกอดจากด้านหลัง สร้างความตกใจให้แก่กันเป็นอย่างยิ่ง “ทำอะไรของท่านน่ะ?! ปล่อยข้าเดี๋ยวนี้นะ”

 


“เหตุใดจึงเอาแต่พูดจาใจร้ายต่อกัน รู้บ้างไหมว่าข้านอนไม่หลับทั้งคืนเพราะเป็นห่วงเจ้า”

 


“องค์ชายสอง”

 


“หากวันนี้ไม่ได้มาเห็นหน้าเจ้าด้วยตาตัวเอง ใจของข้าคง---”

 

 



ลักกินขโมยกินของของผู้อื่นรสชาติคงดีนัก!

 



 

!!!” องค์ชายสองปล่อยองค์ชายป๋ายเซียนออกจากอ้อมกอดแทบจะทันที หันหลังกลับไปเจอเจ้าของตำหนักตัวจริงกำลังย่างสามขุมเข้ามาใกล้ด้วยสีหน้าเคร่งขรึม คล้ายว่าไม่สะทกสะท้านแต่นัยน์ตาคู่นั้นกำลังเดือด...ริมฝีปากหยักเหยียดยิ้มเย็นชาได้อย่างน่าหวั่นเกรง

 


“ชานยอล..”

 


“ศิษย์คงจักภูมิใจไม่น้อยหากรู้ว่านอกจากวิชาการแล้ว อาจารย์ยังเก่งเรื่องทำผิดศีลธรรม”

 


“...”

 


“เหล่านักปราชญ์และพระอาจารย์ที่สอนสั่งเจ้ามาก็คงจะเช่นกัน คงรู้สึกยินดีที่องค์ชายสองแสนซื่อตรง ไม่เคยนำความเฉลียวฉลาดมาคิดคดก่อกบฏต่อบ้านเมือง...” องค์ชายสามยื่นพระพักตร์เข้าไปใกล้ๆ กดเสียงต่ำจ้องตาองค์ชายสอง “แต่กับเมียของน้องกลับทำได้ทุกอย่าง หน้าเจ้าด้านขึ้นนะอี้ฟาน

 


“ชานยอล!

 


“อะไรกัน?” แค่นเสียงหัวเราะขึ้นจมูกราวกับกำลังคุยเรื่องตลกทั้งที่ในอกกำลังลุกเป็นไฟ สองหัตถ์ใหญ่กำหมัดแน่นพยายามควบคุมสติอย่างถึงที่สุด “พูดแค่นี้ระคายเจ้าด้วยหรือ ข้าคิดว่าภูมิต้านทานเจ้าสร้างมาดีแล้วเสียอีก..เห็นกอดเมียข้าในตำหนักของแม่ข้าได้อย่างไม่ละอาย”

 


“วิถีของลูกผู้ชาย มีสิ่งใดอัดอั้นก็พูดมาตรงๆไม่ต้องอ้อมค้อมลอบกัดให้เสียเวลา”

 


“เจ้าควรบอกตัวเองอี้ฟาน”

 


“ข้ารู้ในการกระทำของตัวเองเสมอ ไม่เจ้าเล่ห์เหลี่ยมจัดเหมือนพวกขาดการขัดเกลาหรอก”

 


“พวกที่ถูกขัดเกลามากไปหลายครั้งก็ไร้สามัญสำนึก มองความผิดตนเพียงเท่าฝุ่นผง แต่ของผู้อื่นกลับใหญ่โตเยี่ยงภูเขาสูง”

 


“ก็ยังดีกว่าผู้ที่ไม่เคยมองเห็นความผิดตัวเองเลย”

 


“พระสนมยุนสอนเจ้ามาเช่นนี้รึ?

 


“ชานยอล!!

 


“ต้องใช้คำว่าน่าสงสารหรืออะไรดีล่ะมันถึงจะคู่ควร สมเพชเป็นอย่างไร? เหมาะกับ---”

 


“เจ้า!” องค์ชายสองง้างหมัดขึ้นมาทว่าองค์ชายสามรู้เท่าทัน คว้าหมัดนั่นไว้พลางบีบมันให้อยู่ใต้เงื้อมมือจนเส้นเลือดปูดชัดไปทั้งแขน

 


“เสียแรงที่ข้าเคยนับถือ...” เอ่ยเสียงรอดไรฟันด้วยความเจ็บใจก่อนเส้นความอดทนสุดท้ายจะขาดผึงลง จากนี้เจ้ากับข้าขาดกัน!

 



 

พลั๊วะ!!!!

 



 

“องค์ชายสาม!” หมัดหนักๆซัดลงบนพระพักตร์สมบูรณ์แบบจนเลือดกบปาก พระชายาและเหล่าข้าหลวงในตำหนักต่างร้องขึ้นด้วยความตกใจกับเรื่องที่เกิด หมายจะเข้าช่วยเหลือทว่าองค์ชายสองเองก็ร้อนไม่ต่างกัน...สวนหมัดกลับคืนอย่างไม่มียอม

 


 

พลั๊วะ!!

 


 

“หยุด!

 


 

พลั่ก!!

 


 

พลั๊วะ!!!!

 


 

“พอได้แล้ว! องค์ชายสาม! องค์ชายสองหยุดเดี๋ยวนี้นะ! อี้ชิงจงอินแทมินเข้าไปห้ามเซ่!!

 


 

พลั่ก!!! / พลั่ก!!!!

 


 

“อั่ก! / อั่ก!

 


 

เสียงแลกหมัดดุเดือดขององค์ชายทั้งสองพระองค์และเสียงตะโกนห้ามดังลั่นออกไปนอกตำหนัก สร้างความแตกตื่นต่อผู้ที่เดินผ่านไปมาจนกลายเป็นเสียงเล่าลือปากต่อปาก...ลุกลามไวยิ่งกว่าไฟลามทุ่ง

 

 


“ข้าบอกให้หยุดอย่างไรเล่า!!

 



พลั่ก!

 


 

“องค์ชาย---”

 


 

พลั่ก!! / พลั๊วะ!!!

 


 

“โธ่เว้ย!

 


 

องค์ชายทั้งคู่ไม่สนสิ่งใดทั้งนั้น ไม่อายสายตาของไพร่บ่าว ไม่ฟังเสียงร้องห้ามขององค์ชายป๋ายเซียน เป้าหมายเดียวที่ฝักใฝ่ในตอนนี้คือการสั่งสอนอีกฝ่ายด้วยพละกำลังจนกว่าจะมีผู้ใดพ่ายแพ้ไป ซึ่งก็ดูเหมือนว่าองค์ชายสองจะตกเป็นรองกว่ามาก แต่ไม่ได้หมายถึงองค์ชายสามจะไม่เป็นอะไร...พระพักตร์ดุจหยกสลักบัดนี้มีสภาพสะบักสะบอมไม่ต่างกัน

 


 

พลั่ก!!

 

 


แต่ด้วยความโกรธทั้งหมดที่มีไม่อาจยับยั้งได้ ไม่ว่าต่อไปจะได้รับผลเช่นไรตามมาเขายินดีจะแลกขอเพียงได้ลงโทษคนหน้าไม่อายที่กล้าเข้ามาหยามกันถึงที่ก็พอ!

 

 


พลั๊วะ!!

 

 


 

องค์ชายสององค์ชายสามโปรดรับราชโองการจากฝ่าบาท!!!!~

 

 

 




 

#สะใภ้บรรณาการ









         CR.SQW
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 612 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

10,413 ความคิดเห็น

  1. #10411 dianeee (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2564 / 11:33
    ชายสองโถ่พ่อคนดี เหอะๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
    #10,411
    0
  2. #10349 EATWELL (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 13 กรกฎาคม 2563 / 11:38

    อิชายสองคือไปขี้ิ

    #10,349
    0
  3. #10333 nnichamonn (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 8 กรกฎาคม 2563 / 19:40
    น้องกลับบ้านมั้ยคับ;______; สงสาร
    #10,333
    0
  4. #10312 Mr-mztxx (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 19 มิถุนายน 2563 / 00:42
    น้องกลับบ้านไหมลูก สงสารไม่ไหว
    #10,312
    0
  5. #10288 munkrishear (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 16 พฤษภาคม 2563 / 01:32
    โอ๊ยอิชายสอง
    #10,288
    0
  6. #10141 เหมี๊ยวกวิ้น🐧 (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 12 มกราคม 2563 / 22:26
    ยุ่งเหยิงไปหมดเเล้ว แง้ อยากกอดโอ๋น้องป๋ายเจอเริ่งรบกวนจิตใจไม่หยุดหย่อน
    #10,141
    0
  7. #10140 เหมี๊ยวกวิ้น🐧 (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 12 มกราคม 2563 / 22:25
    เจ้าเป็นเมียข้าเเล้ว !! ฉินจ๊ะ! โอ้มายกอดดด องค์ชายห้าของหนู มากอดโอ๋นะคะ ถึงองครักษ์ผู้นั้นไท่รัก หนูรักนะคะ อ้ากก แสก่ืกดรรอดสเาาอ
    #10,140
    0
  8. #10065 PRAE.VV (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 20 ธันวาคม 2562 / 14:45
    วุ่นวายไปหมดแล้วแมมมมม่!
    #10,065
    0
  9. #10019 KaRToon_HH (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 10 ธันวาคม 2562 / 07:50
    ยุ่งเหยิงไปหมด แอบโกรธเหมือนกันที่ป๋ายต้องโดนทุกอย่างล้วนเป็นเรื่องที่ตัวเองไม่ได้ก่อทั้งนั้น ไม่ยุติธรรมมากๆ แต่นิสัยป๋ายคือเข้าใจเลยไม่อยากให้ใครต้องเดือดร้อน
    #10,019
    0
  10. #9939 pbcy (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 19 ตุลาคม 2562 / 20:57
    เจ่บนมไปหมดดดดฮืออออออ ทำไมกันนะ ป๋ายเซียนน้องก็อยู่ของน้องดีๆ ทำไมคนอื่นต้องมาวุ่นวายด้วย
    #9,939
    0
  11. #9900 IPINOCKIO (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 22 กันยายน 2562 / 12:24
    หน่วง...... เจ็บจุกไปหม๊ดดดดดก นี่มันอะไรกันเนี่ยยยย แทบจะเท้าก่ายหน้าผากกับปัญหาผัวเมียคู่นี้ รักกันปานจะกลืนกิน ไยอุปสรรครักแท้ถึงเยอะขนาดเนนนนนนน้ ขอหน้าด้านยกความผิดทั้งหมดให้องค์ชายสองเลยนะ ว่าเป็นความผิดของอี้ฟานนั่นแหละ หนึ่งมีเมียอยู่แล้วถึงไม่รักก็ควรให้เกียรติกันบ้าง สองตกหลุมรักใครอ่ะมันเป็นเรื่องยากที่จะห้ามแต่ถ้ารู้ตัวว่าคนที่ตกหลุมรักเค้ามีสามีเป็นตัวเป็นตนก็ควรจะเลิกยุ่ง ไม่ใช่แส่ทำตัวไม่รู้ไม่ชี้ จ้องแต่จะเอาเมียเค้ามาเป็นเมียเรา ตูจะบ้าตายยยย
    ชานยอลยังปากร้ายเหมือนเดิมแต่ก็นั่นแหละ อ่านแล้วสะใจมาก ทีมชานยอลเว้ย ป๋ายเซียนจบจากเรื่องนี้หนูต้องไปทำบุญนะลูกกกก สงสารน้องเหมือนกัน
    #9,900
    0
  12. #9864 heykiki (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 13 กันยายน 2562 / 19:13
    ป๋ายเซียนน่าสงสารสุดเลยนะจริง ๆ น้องอยู่ของน้องดี ๆ อะ ละอี้ฟานโตขนาดนี้แล้วยังคิดไม่ได้อีก กอดเขาที่ตำหนักเขาเนี่ย เรื่องถาโถมมาก อยากให้น้องกลับบ้าน
    #9,864
    0
  13. #9826 Kalaaked_ (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 20 กรกฎาคม 2562 / 01:39
    ถ้าฉันเป็นน้องในหัวคงมีแต่คำว่าอีหวังวะ กูอีกแล้ว
    #9,826
    0
  14. #9800 psirikwan43 (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 3 มิถุนายน 2562 / 03:32
    คืออ้าคเรียลกับชายสอง จะแย่งเมียเขา ไปถึงที่ของเขา แล้วยังไม่รู้ตัวว่าผิดอีกหรือไงวะ โมโหๆๆๆๆๆ
    #9,800
    0
  15. #9778 thitiporn04 (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 22 เมษายน 2562 / 01:45
    คือสงสารน้องมากก ไม่ได้ทำอะไรสักอย่าง แต่มีแต่เรื่องเข้ามาไม่หยุด สุดท้ายใครโดน ก็น้องอีก อยากจะเข้าไปด่าแม่งทีละคน จิตสำนึกไม่มีกันบ้างหรอ หน้าไม่อายยังทำคนอื่นเดือดร้อนอีก
    #9,778
    0
  16. #9656 bemysunshine (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 11 พฤศจิกายน 2561 / 01:04
    เออ เข้ามาทำแบบนี้กับเมียเขาในบ้านเขาใครจะไปทนวะห๊ะ อย่าไปยอม ตัดเป็นตัดขาดเป็นขาดไปเลยเว้ยเห้ย นิสัยเสียมากเลย ก็รู้ว่าต่างคนต่างมีครอบครัวเรื่องแค่นี้ทำไมคิดไม่ได้ห๊ะ!
    #9,656
    0
  17. #9611 Park Nokia. (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 22 ตุลาคม 2561 / 01:06
    โอ้ย ชายสอง ถามจริ๊งง
    #9,611
    0
  18. #9589 kunikuni (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 8 ตุลาคม 2561 / 19:28
    เป็นตอนที่หงุดหงิดที่สุดตั้งแต่อ่านมา คือแบบ รำคาญบ้านอี้ฟานมาก ลู่หานก็อีก หงุดหงิดไปหมด
    #9,589
    0
  19. #9549 lad1988da (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 21 สิงหาคม 2561 / 21:32

    สวยน่ารักก็เป็นภัยเหมือนกันเนาะ ชายสองงานนี้ผิดเต็มประตู มายุ่งกับเมียคนอื่นได้ไง

    #9,549
    0
  20. #9493 11507416p (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 10 สิงหาคม 2561 / 00:14
    ต้นเหตุคือองค์ชายสองเลยอ่ะ ถึงจะรักยังไงก็ควรรู้สถานะตัวเอง
    #9,493
    0
  21. #9324 CBforever (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 4 พฤษภาคม 2561 / 10:46
    รำคาญอี้ฟานอ่ะ ไปๆซะที
    #9,324
    0
  22. #9254 ppploycb (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 10 เมษายน 2561 / 18:02
    เหมือนศึกแย่งชิงนาง ดุเดือดเว่ออออ สงสารป๋าย ใจเยงๆกันก่อน
    #9,254
    0
  23. #9194 ffangrr (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 8 เมษายน 2561 / 10:09
    ป๋ายเซียนสู้ๆ
    #9,194
    0
  24. #9182 sehun-hunhan (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 8 เมษายน 2561 / 01:02
    รำคาญโว้ยยยยยยยยย สงสารองค์ชายน้อย ทุกคนโยนความผิดให้น้องไปหมด
    #9,182
    0
  25. #9135 pparkminhoo (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 5 เมษายน 2561 / 21:38
    ชายสองควรหยุดได้แล้วอะ
    #9,135
    0