สะใภ้บรรณาการ (Chanbaek) -END-

ตอนที่ 25 : 23 - เดือดร้อน (100%)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 20,100
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 599 ครั้ง
    24 พ.ย. 59



-23-

เดือดร้อน

 


 

 

 

 

               





            ร่างสูงนอนตะแคงกายเข้าหาผู้ซึ่งกำลังอยู่ในห้วงนิทรา แขนยาวข้างหนึ่งกลายเป็นหมอนหนุนชั้นดีให้กับผู้ร่วมเรียงเคียงหมอน ส่วนอีกข้างพาดอยู่บนเอวคอด เมื่อใดที่ผ้านวมร่นลงมาเผยให้เห็นผิวเนียนน่าสัมผัสเขาจะคอยกระชับห่มผ้าผืนนั้นไว้ให้...ป๋ายเซียนมักนอนดิ้น ยิ่งเพิ่งผ่านบทรักอันร้อนเร่ากันมาได้ไม่นานพระวรกายน้อยยิ่งขยับไปมา ไม่บอกก็รู้ว่าคงไม่ได้สบายตัวสักเท่าไหร่

 


            “อือ..”

 


ริมฝีปากหยักจรดลงกลางหน้าผากมนแผ่วเบา กระชับเอาร่างน้อยเข้ามาอยู่ในอ้อมอกแล้วลูบศีรษะกลมให้เจ้าของได้นอนหลับสบาย

 


เสียงฝีเท้าและเสียงคุยของทหารด้านนอกที่กำลังผลัดเวรลอดเข้ามาถึงในห้องบรรทม รู้สึกเห็นใจพระชายาที่ต้องทนรำคาญเสียงเหล่านั้น หากแต่ก็เข้าใจการทำงานและหน้าที่ของคนด้านนอกเหมือนกัน เพลานี้รุ่งสางแล้ว..ผู้คนเริ่มพลุกพล่านเห็นจะเป็นเรื่องปกติ

 


องค์ชายสามเองเพิ่งได้พักไปไม่กี่ชั่วยาม แทนที่จะบรรทมต่อทว่าเขากลับเลือกที่จะนอนจ้องพระพักตร์อ่อนเยาว์ท่ามกลางแสงสลัวแทน...

 



“อือ...เช้าแล้วหรือ...”

 


องค์ชายสามอมยิ้มน้อยๆ สายพระเนตรจ้องแต่เพียงพระพักตร์แสนงัวเงียแต่ดูแล้วช่างน่าชังของชายารัก...ไม่ได้ตอบคำถามโดยทันที รอจนกระทั่งร่างเล็กขยับกายในอ้อมแขนจนพอใจแล้วจึงจะยอมเปิดปากพูด

 


“อืม เช้าแล้ว” ตอบเสียงทุ้มพลางมอบจุมพิตรับรุ่งอรุณไว้ที่ริมฝีปากน้อย องค์ชายป๋ายเซียนรีบซุกพระพักตร์เข้าหาอกแกร่งคล้ายเด็กเล็กที่ชอบงอแง ทว่าองค์ชายสามเดาเอาเองว่าทำไปเพราะเขินเหมือนอย่างเคยเสียมากกว่า

 

 


ก็ใบหูนั่นแดงเรื่อน้อยกว่าก้อนแก้มนิ่มเสียที่ไหน

 


 

“อยู่ใกล้กันเพียงนี้แล้วไม่คิดจะเงยหน้าขึ้นมองสามีท่านเลยหรือ” ปลายนิ้วใหญ่เชยคางเรียวให้เงยพระพักตร์ขึ้นมามองตากัน จ้องเข้าไปในดวงเนตรแสนใสแจ๋วที่กำลังมองตอบอย่างขลาดเขินโดยไม่พูดอันใดต่อ

 


“จะจ้องข้าให้พรุนเลยไหม”

 


“...”

 


“แกล้งข้าอีกแล้วนะ”

 


“...”

 


“องค์ชายสาม”

 


หลายวันที่ พี่ห่าง แสนอาลัย หฤทัย คอยแต่ พร่ำเพรียกหา...

 


“...”

 


ห่วงแต่เจ้า เฝ้าคิดถึง..แก้วตา รอเวลา ที่สองเรา ได้มาเจอ” องค์ชายป๋ายเซียนหลุดขำเบาๆให้กับคนเจ้าบทเจ้ากลอน สบสายพระเนตรคมที่เอาแต่จ้องมาอย่างไม่ยอมละจาก ทั้งยังตวัดแขนรัดเอวบางให้แนบแน่นขึ้นจนสองกายเปล่าใต้ผ้านวมผืนเดียวกันเนื้อแนบสนิท

 


แต่ไฉน ใจคล้าย กับว่าทุกข์ ไม่เป็นสุข เพราะหวง ผู้ใดหนอ

 


ชายารัก คงไม่รู้ แสนอยากพ้อ อยากเอ่ยขอ ให้อยู่ ไกลจากกัน

 


แม้นใจกว้าง แต่รัก มิอาจแบ่ง ใครคิดแย่ง พี่คง ไม่ปล่อยไว้

 


ป๋ายเซียนน้อย น่าเสน่หา แล้วอย่างไร ทั้งกายใจ เป็นของข้า ได้คนเดียว” องค์ชายป๋ายเซียนบีบปลายคางสากที่เริ่มขึ้นตอหนวดหยาบๆอย่างนึกหมั่นไส้ ทั้งที่ปากว่าตัดพ้อด้วยสีพระพักตร์จริงจัง แต่ในประโยคนั้นกลับฟังดูกวนประสาทและช่างเอาแต่ใจสมเป็นองค์ชายสามจริงๆ

 


“ข้าบอกว่าไม่มีอะไรก็คือไม่มีอะไร จบเรื่องได้แล้ว” เมื่อคืนก็ลงโทษกันไปตั้งมากยังไม่วายตื่นมาเอ่ยถึงอีก ป๋ายเซียนทั้งช้ำทั้งระบมและอับอายจนไม่มีที่ยืน...หากจะยัดโทษให้กันอีกมันไม่ไร้ความยุติธรรมไปหน่อยเหรอ

 



ใครหวงใครมากกว่ากันแน่นะ

 

 


“กับหญิงอื่นท่านยังยอมไม่ได้ นี่กับคนในครอบครัวเดียวกันคิดว่าข้าจะยอมได้หรือ”

 


“ท่านกับข้าเปรียบกันได้เสียที่ไหน ข้าไม่เคยมีใคร แต่ท่านมีหญิงสาวเป็นร้อยเป็นพันเข้ามาในชีวิต”

 


“แต่นั่นมันก่อนที่เราจะรักกัน”

 


“ข้ากับองค์ชายสองเองก็เป็นเพียงพี่น้องกัน อย่าคิดไปไกลได้ไหม” องค์ชายสามได้แต่นึกทอดถอนหายใจ ป๋ายเซียนคงไม่รู้ว่าเมื่อวานเขาต้องยืนสงบจิตใจท่ามกลางอากาศหนาวข้างนอกนั่นนานเท่าไหร่

 


ทั้งที่อยากโถมตัวเข้ากอดให้สมใจอยาก หากแต่ก็ทำไม่ได้เพราะยังตะขิดตะขวงใจกับสายตาของพี่ชายที่มีต่อชายาตน ยิ่งแทมินโผล่ออกมาให้ซักถามมันยิ่งชัดเจน ต่อให้องครักษ์พยายามเล่าอ้อมๆแต่เพียงสังเกตท่าทีเขาก็รู้แล้วว่ามันคงมีอะไรไม่มากก็น้อย

 


อี้ฟานไม่ใช่ผู้ที่ชอบเข้าหาใคร ติดจะชอบวางตัวแต่กลับมีท่าทีเป็นกันเองต่อป๋ายเซียนในระยะเวลาอันสั้น ทั้งยังเทียวไปมาหาสู่ ตามมารับมาส่งกันถึงตำหนักลับหลังเขาแบบนี้จะไม่ให้คิดได้อย่างไร

 


“ฟังนะป๋ายเซียน” องค์ชายสามจับหัวไหล่เปลือยเปล่าขององค์ชายป๋ายเซียนอย่างเบามือ “สิ่งหนึ่งที่ท่านควรรู้เอาไว้คือพระสนมยุนไม่ชอบให้อี้ฟานหรือจื่อเทามาคลุกคลีกับข้าและเซฮุน โดยเฉพาะข้า”

 


“ทำไมล่ะ”

 


“ไม่มีพ่อแม่คนไหนอยากให้ลูกลงมาคลุกคลีกับคนเกเรหรอก”

 


“...”

 


“หากนางรู้ว่าองค์ชายสองมาที่ตำหนักฤดูร้อนบ่อยๆไม่พ้นจะเป็นปัญหา อีกอย่างอี้ฟานมีพระชายาแล้ว...” เสมือนทุกอย่างกำลังหยุดนิ่ง สองสายพระเนตรประสานมองกันและกัน “ท่านเป็นคนรักศักดิ์ศรี หากไม่อยากได้ยินคำครหาใดก็จงตรึกตรองให้ดีว่าอย่างไหนคือการวางตัวที่เหมาะสม”

 


น่าขันที่คนอย่างชานยอลเป็นกังวลกับเรื่องที่ยังไม่เกิดขึ้น มันตอกย้ำให้ทุกอย่างยิ่งชัดเจนว่าป๋ายเซียนมีอิทธิพลต่อชีวิตเขา...ป๋ายเซียนกลายมาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตเขาแล้วจริงๆ

 


“ข้าไม่ได้จะตำหนิท่านหรอกนะ แค่อยากบอกให้รู้เท่านั้นว่าทุกอย่างที่เกี่ยวกับท่านมันมีผลต่อใจข้า”

 

 



 




 

 

“ข้าวาดสวยหรือยังเพคะ?!

 


เสียงเจื้อยแจ้วขององค์หญิงน้อยวัยเจ็ดขวบถามพระชายาป๋ายเซียนอย่างกระตือรือร้น พระพักตร์เยาว์วัยคาดหวังต่อคำตอบที่จะได้รับเป็นอย่างยิ่ง ทว่าผู้ถูกถามกลับปรายสายพระเนตรมองแล้วพยักศีรษะรับแต่เพียงส่งๆคล้ายกับภาพวาดของโฮยอนไม่น่าสนใจอย่างไรอย่างนั้น

 


“วันนี้ข้าตั้งใจวาดนะ สนพระทัยหน่อยสิเพคะ”

 


“เจ้าก็วาดให้เสร็จก่อนสิ ไม่ใช่ร่างเส้นไม่ทันไรก็ถามเสียแล้วว่าสวยไหม”

 


“ก็ข้าไม่มั่นใจนี่นา ทุกทีพี่สามต้องจับมือข้าแล้วช่วยลากเส้นให้ข้าระบายสีตลอดเลย” องค์ชายป๋ายเซียนแย้มยิ้มให้เด็กน้อยจางๆ ทอดพระเนตรภาพร่างดินสอบนโต๊ะเล็กที่คั่นตรงกลางระหว่างตนและองค์หญิงอีกครั้ง

 


 “เจ้าวาดองค์ชายสามหรือ”

 


“ดูออกด้วยหรือเพคะ?!” องค์หญิงน้อยทำเนตรโตพร้อมเผยยิ้มกว้าง พยักศีรษะเล็กๆรับคำพระชายาอย่างดีใจ

 


“ก็เห็นวาดคนถือพัด...” รูปวาดของเด็กๆที่แทบดูไม่ออกว่าเป็นตัวอะไร ทั้งหงิกงอและเลอะเทอะ แต่ป๋ายเซียนซึ่งเคยเป็นเด็กมาก่อนพอจะเดาได้ องค์หญิงโฮยอนหายใจเข้าออกเป็นองค์ชายสาม จะยากตรงไหนหากต้องให้ทาย

 


“ใช่ๆ! ข้าวาดพี่สามแหละ หากตอนเย็นพี่สามมารับพระชายาข้าจะมอบภาพวาดนี้ให้กับพระองค์”

 


“พระเชษฐาพระองค์อื่นคงน้อยใจเจ้าแย่”

 


“ไม่หรอก ข้าจะไม่บอกให้ผู้ใดรู้จะได้ไม่มีผู้ใดน้อยพระทัย คิกๆ

 


นี่แหละหนาที่ว่าเด็ก ก่อนหน้านี้ยังซักถามองค์ชายป๋ายเซียนฉอดๆว่าคอเป็นรอยแดงได้อย่างไร ถามวนซ้ำจนนางกำนัลพี่เลี้ยงหันมาสังเกตตาม สร้างความอับอายต่อกันจนป๋ายเซียนต้องรีบหากิจกรรมอย่างอื่นมาช่วยเบนความสนใจ

 


เพลานี้จะลุกไปไหนก็ลำบาก นั่งนานก็ระบม ขยับตัวแต่ละทีหน้าตาแสนไม่น่าดู...รอยรักของพระสวามีที่สลักทั่วเนื้อตัวและอาการระบมจากเมื่อคืนส่งผลระยะยาวมาจนถึงบ่ายของวันนี้ เดิมทีอยากนอนเก็บแรงอยู่ที่ห้องบรรทมให้พ้นวัน ทว่าป๋ายเซียนสู้สายตาของเหล่านางกำนัลและคนสนิทที่ตำหนักฤดูร้อนไม่ไหว

 


ทั้งมีพิรุธ พากันก้มหน้าเอียงอาย บ้างก็หัวเราะกันคิกคักเหมือนชอบใจอะไรสักอย่าง...ไม่เอ่ยถามป๋ายเซียนก็รู้สึกได้ว่าคงไม่พ้นเรื่องน่าอายเมื่อคืน...นางกำนัลเฝ้ากันอยู่หน้าห้องเต็มไปหมด ถึงจะมีประตูอยู่หลายชั้นแต่เสียงที่ร่วมกันสร้างไว้ทั้งคืนคงดังไม่ใช่น้อย

 


เพราะรู้ตัวถึงเลือกออกจากตำหนักมาพร้อมองค์ชายสามเสียเลย แยกกันระหว่างทาง ให้พระสวามีไปเข้าเฝ้าองค์รัชทายาท ส่วนตนมาอยู่เป็นเพื่อนเล่นกับองค์หญิงโฮยอนเพราะไม่คิดจะเฝ้าตำหนักให้ขายหน้าเพียงฝ่ายเดียว แต่จนแล้วจนรอดยังต้องมาถูกเด็กดื้อจับสังเกตเข้าให้อีก

 

 


“องค์ชายพ่ะย่ะค่ะ” จางอี้ชิงคลานเข่าเข้ามาพร้อมห่อผ้าบรรจุกล่องอาหาร

 


“ของใครรึ?

 


“ขององค์ชายพ่ะย่ะค่ะ นางกำนัลจากตำหนักตะวันตกนำมาให้ กล่าวว่าองค์ชายสองฝากนำมาถวาย” ทั้งคู่สบตากันอย่างหนักใจ...อี้ชิงรู้สึกกระอักกระอ่วนใจที่ต้องนำมันมาถวายให้กับองค์ชายตนเพราะกลัวจะนำปัญหามาสู่คู่สามีภรรยา ขณะที่องค์ชายป๋ายเซียนซึ่งรู้ตัวเองดีว่าองค์ชายสามไม่อยากให้ข้องเกี่ยวกับองค์ชายสองสักเท่าไหร่ยิ่งรู้สึกลำบากใจกว่า

 


วันนี้องค์ชายสองไม่มีตารางสอนองค์หญิงโฮยอนเขาถึงมาที่นี่ได้ แต่ตัวไม่มายังมิวายให้คนนำของมาถวายอย่างพระทัยดีป๋ายเซียนล่ะวางตัวไม่ถูก...ควรซึ้งในน้ำพระทัยแล้วรับมันไว้ หรือควรให้อี้ชิงนำกลับไปคืนพร้อมคำขอบคุณถึงจะเรียกว่าดีนะ

 


“ขอบใจเจ้ามากอี้ชิง” องค์ชายป๋ายเซียนเลือกที่จะรับมันมาจากองครักษ์คนสนิทแล้วแกะปมผ้าออก เปิดดูสิ่งที่อยู่ข้างในพบว่ามันคือขนมซึ่งทำมาจากแป้งนิ่มปั้นเป็นก้อนเล็กๆประดับด้วยงาหน้าตาน่ารับประทาน

 


“รับไว้จะไม่เป็นไรหรือพ่ะย่ะค่ะ”

 


“เจ้าก็คงคิดเหมือนกับข้าถึงได้เลือกรับมันมา” อี้ชิงยิ้มแห้งๆ ที่รับมาก็เพราะความใจดีและไม่กล้าตัดสินใจเอาเองถึงนำมันเข้ามาถวาย หากองค์ชายป๋ายเซียนพระทัยแข็งและเป็นผู้หยิ่งยโสสักหน่อยเขายินดีจะนำมันกลับไปคืนให้กับคนของตำหนักตะวันตก แต่ในเมื่อผลมันออกมาแบบนี้แล้วก็นะ

 


“หมดธุระของข้าแล้วเช่นนั้นขอตัวก่อนนะพ่ะย่ะค่ะ ประสงค์สิ่งใดเรียกหาได้ทุกเมื่อ ข้าจะอยู่รอถวายการรับใช้แถวๆนี้ไม่ไปไหน”

 


“อยากไปไหนก็ไปเถิด ข้าคงไม่มีอะไรเร่งด่วนจะใช้เจ้า”

 


“พ่ะย่ะค่ะ” องครักษ์ผู้สุภาพลุกขึ้นยืนแล้วถอยหลังจากออกไป หันกลับมาอีกทีกล่องขนมขององค์ชายสองย้ายไปอยู่ในอ้อมแขนเล็กๆขององค์หญิงโฮยอนเสียแล้ว

 


“พี่รองต้องชอบพระชายาแน่ๆ”

 


“พูดอะไรน่ะ” ขมวดคิ้วยุ่งพลางจ้ององค์หญิงน้อยด้วยสายพระเนตรดุๆ “หากใครมาได้ยินจะคิดเยี่ยงไร ระวังคำพูดเจ้าหน่อย”

 


“ข้าเองก็อยากได้ขนมบ้างเหมือนกันนี่นา”

 


“เป็นเด็กเป็นเล็กพูดจาแก่แดดนักเชียว แล้วนั่น...”

 


งั่ม!~

 


“องค์หญิง!

 


แจ่บๆ~

 


“กินได้ยังไงน่ะ”

 


“ชิมนิดเดียวอย่าหวงไปหน่อยเลย งื้อขนมของพี่รองอร่อยจัง” ว่าแล้วยัดขนมอีกก้อนเข้าปาก เคี้ยวตุ้ยๆอย่างเอร็ดอร่อย สองปรางน้อยดันตัวขึ้นไปจนดวงเนตรกลายเป็นขีดเล็กๆ

 


องค์ชายป๋ายเซียนนั่งมองด้วยความหนักพระทัย นับวันองค์หญิงจะยิ่งดื้อให้เห็นมากขึ้นเรื่อยๆ ที่โปรดปรานองค์ชายสามคงเพราะนิสัยเหมือนกันอย่างนี้ล่ะสิ ใบหน้าคล้ายตุ๊กตาที่เด็กผู้หญิงชอบเล่นกันนั้นหาได้ช่วยอะไร...องค์หญิงโฮยอนนั้นซนจริงๆ

 


“ให้อีกชิ้นเดียวนะ” นิ้วเรียวชี้ใบหน้าเล็กสลับกับกล่องขนมบนตักขององค์หญิง บอกให้รู้ว่าหลังจากนี้จะต้องคืนมันให้กับเขา ไม่ได้ทวงเพราะหวงของ หากเป็นบุคคลอื่นป๋ายเซียนยินดีจะยกให้ทั้งกล่องแต่องค์หญิงโฮยอนไม่เหมือนผู้ใด เด็กคนนี้ภูมิคุ้มกันบกพร่องยังไงเขายังจำคำขององค์ชายสามได้ไม่รู้ลืม เกิดเป็นอะไรขึ้นมาล่ะก็..

 

 

อะแค่ก!’

 


“เป็นอะไรน่ะ”

 


อะแค่กๆ!!’

 


“องค์หญิง!” องค์ชายป๋ายเซียนเบิกเนตรอย่างตกพระทัย ทำอะไรไม่ถูกเมื่อจู่ๆองค์หญิงโฮยอนทำท่าหายใจไม่ออก จับคอตัวเองไว้ทั้งสองมือทั้งยังไออย่างหนักจนผิวคอแดงเถือก

 


“ขนมติดคอหรือ?! หรือว่าเจ้าเป็นอะไรอย่าล้อข้าเล่นเชียวนะ!

 


 โครมมมม

 


กล่องขนมร่วงลงพื้นกระจัดกระจายพร้อมกับร่างเล็กๆขององค์หญิงโฮยอนที่ลงไปนอนชัก

 


“องค์หญิง!” องค์ชายป๋ายเซียนพรวดพราดลุกขึ้นยืน รีบร้อนเข้าไปดูอาการขององค์หญิงน้อยด้วยเนื้อตัวที่สั่นพร่า “อ..องค์หญิง! เจ้าได้ยินข้าหรือไม่ องค์หญิง!

 


อะแค่กๆ!!!’

 


“มีใครอยู่ข้างนอกบ้าง!! เข้ามาช่วยข้าที!! อี้ชิง!!

 


องค์ชายป๋ายเซียนตะโกนสุดเสียง ก้มลงมองพระวรกายน้อยในอ้อมแขนที่บัดนี้เต็มไปด้วยเม็ดผื่น ผิวขาวราวหิมะกลายเป็นแดงเสียจนน่ากลัว แม้แต่พระพักตร์เยาว์วัยก็ไม่ว่างเว้น อวัยวะแทบทุกส่วนแข็งเกร็งตามแรงชักกระตุก องค์ชายป๋ายเซียนทั้งกลัวทั้งสงสาร...น้ำตาร่วงเผาะไม่รู้จะช่วยอย่างไร

 


“ฮึก..อย่าเป็นอะไรนะองค์หญิง”

 


แฮ่.ก…อึก!’

 


“อี้ชิง!! ใครที่อยู่ข้างนอกเข้ามาช่วยข้าที!! เข้ามาเร็วๆเข้า!!!!

 


 

ครืดดดด!

 



โครมมมม!

 



ประตูไม้ถูกเลื่อนเปิดอย่างแรงพร้อมกับนางกำนัลจำนวนมากที่รีบกรูกันเข้ามาดูด้วยความตกใจ เสียงตะโกนเรียกหาหมอหลวงและเสียงฝีเท้าวิ่งวุ่นทั่วพระตำหนักพยองอัน หน้าซีดเผือดและโกลาหลกันยิ่งกว่าเก่าเมื่อพระสนมสี่ปรากฏตัว

 


 

“โฮยอนลูก! กรี๊ดดดดดดดด!!!!!







50%








 

ตุ่บ!

 

 

            ตำราเล่มสีน้ำตาลอิฐร่วงลงมาจากชั้นวางโดยไม่มีปี่มีขลุ่ย เจ้าของหอตำราตำหนักตะวันตกละความสนใจออกจากกองงานตรงหน้า เหลียวมองบานหน้าต่างปรากฏว่าทางลมกลับเงียบสนิท

 


            “หล่นลงมาได้อย่างไร...”  ริมฝีปากหยักขยับบ่นพึมพำแล้วลุกออกจากพระเก้าอี้ที่นั่ง ตามไปเก็บตำราเล่มที่นอนแอ้งแม้งบนพื้นขึ้นมา

 


เพียงแรกเห็นพระพักตร์ซึ่งเคยจริงจังก็แปรผันสู่ความผ่อนคลายทันที ตำราเล่มนี้องค์ชายเปี้ยนเคยยืมไปอ่านเล่น ทั้งยังบอกอีกว่าโปรดบทกลอนในเนื้อหาถึงหลายบท

 


“กลัวข้าจะลืมหรือถึงได้บันดาลสิ่งอื่นมาให้คิดถึงแทน...” องค์ชายสองแย้มยิ้มอย่างอารมณ์ดีพลางสอดตำรากลับเข้าชั้นวางตำแหน่งเดิม

 


องค์ชายน้อยจากแผ่นดินเปี้ยนแสนมีฤทธิ์เดช หน้าตาน่ารักน่าชังแล้วยังทำให้ใจของใครต่อใครต้องปั่นป่วนตาม อุตส่าห์สงบจิตใจไม่ให้ฟุ้งซ่าน มุ่งมั่นนั่งทำงานด้วยสมาธิดีอยู่แล้วแท้ๆแต่ยังมิวายมีบางสิ่งมาทำให้ใจเพ้อถึงอีกจนได้...ไม่ว่าจะเป็นตัวจริงหรือสิ่งที่หัตถ์งามเคยจับต้องก็ทำให้เขาคิดถึงได้ทั้งนั้น...อยากสะสางงานให้จบสิ้นโดยพลัน จะได้มีเวลาปลีกตัวไปหามากกว่าฝากนางกำนัลให้นำขนมไปถวายแทนคำว่าคิดถึง

 

 

            ผลัวะ!

 

 

            “องค์ชายเพคะ!

 


“เจ้ากล้าดีอย่างไรถึงได้ทะเล่อทะล่าเข้ามาก่อนได้รับอนุญาต” นางกำนัลชุดสีเขียวอ่อนเดินลากชายกระโปรงเข้ามาหาองค์ชายสองด้วยสีหน้าเจื่อนๆ สำนึกรู้บอกว่าเป็นการไร้มารยาทที่เปิดประตูพรวดพราดเข้ามาในสถานที่ต้องห้าม รู้ว่าอาจถึงคราวคอขาด..แต่หากไม่เอาความมาแจ้งให้องค์ชายตนทรงทราบก็คงจะได้คอขาดไม่ต่างกัน

 


“เกิดเรื่องใหญ่แล้วเพคะ”

 


“เรื่องอะไร ค่อยๆพูดอย่ามาทำให้ข้าตกอกตกใจตามเจ้าไปอีกคน” องค์ชายสองมองนางกำนัลรับใช้ด้วยสายพระเนตรดุๆ หมายจะประทับลงบนเก้าอี้อย่างเดิมทว่าเรื่องที่นางกำนัลได้ทูลเล่ากลับทำเอานั่งไม่ลง

 


“องค์หญิงโฮยอนล้มชักเพราะเสวยขนมขององค์ชายเปี้ยนเพคะ”

 


“อะไรนะ!

 


“ได้ยินว่าพระอาการหนักถึงขั้นสิ้นสติ หมอหลวงและองค์ชายห้ากำลังวุ่นถวายการรักษา โรงยาเองก็วุ่นวายเพราะต้องเตรียมพระโอสถ”

 


“โฮยอนกินขนมขององค์ชายเปี้ยนเข้าไปอย่างนั้นรึ?!” ทั้งนายบ่าวสบตากันด้วยอาการหน้าซีดเผือด นางกำนัลคนแจ้งเรื่องมือไม้อ่อนไปด้วยความวิตกกังวล

 


“ต้องเป็นขนมที่องค์ชายให้หม่อมฉันนำไปถวายแน่เลยเพคะ”

 


“แล้วเจ้าไม่ได้บอกองค์ชายหรือไรเล่าว่าในขนมนั่นมีถั่ว ไม่ได้ทูลบอกหรือว่าองค์หญิงกินมันไม่ได้!

 


“ม..หม่อมฉัน...หม่อมฉันเพียงฝากท่านองครักษ์ขององค์ชายเปี้ยนนำไปถวายอีกทีเพคะ มิได้---”

 

 

ผลัวะ!!

 

 

“สะเพร่า!

 

 

นางกำนัลคนเดิมสะดุ้งโหยง ปากคอสั่นเมื่อองค์ชายสองตวาดว่าเสียงดังลั่นทั้งยังบันดาลโทสะ ทุบกำปั้นลงกับโต๊ะทรงงานแรงจนเชิงเทียนบนโต๊ะล้มคว่ำ

 


“ขะ..ขอประทานอภัยเพคะ! หม่อมฉันผิดไปแล้ว” เสียงของนางกำนัลไม่ถูกรับฟัง องค์ชายสองทิ้งงานทุกอย่างไว้ข้างหลังแล้วหุนหันเสด็จออกจากห้องตำราอย่างร้อนพระทัยทันที

 


ห่วงทั้งพระกนิษฐา

 


ห่วงทั้งพระชายาป๋ายเซียน

 


พระพักตร์สมบูรณ์แบบแสดงความกังวลชัดเจนโดยไม่คิดจะปิดบังผู้ใด

 

 

นั่นเจ้ากำลังจะไปไหน

 


ทว่าหนทางยังมีขวากหนาม สุรเสียงเรียบๆแต่กลับทรงพลังของผู้เป็นมารดาดังขึ้นเบื้องหลัง สะกดรั้งขายาวให้หยุดก้าวเดิน

 


“สะสางงานเสร็จหมดแล้วรึ?” องค์ชายสองหลับตาลงพลางถอนหายใจช้าๆ หมุนพระวรกายกลับไปหามารดาพบว่านอกจากนางแล้วยังมีสตรีงามที่ขึ้นชื่อว่าเป็นชายาตนอยู่ด้วยอีกคน จองอีกำลังจะไปเก็บดอกไม้ในสวน หากเจ้าไม่มีกิจอันใดก็ไปเป็นคู่นาง---”

 


“ข้าคงไม่มีเวลาว่างขนาดนั้น” องค์ชายสองสวนกลับทันใด สายพระเนตรเย็นชาไร้ซึ่งความใยดีต่อความรู้สึกของสตรีอีกนางหนึ่ง

 


“หม่อมฉันขอตัวก่อนนะเพคะ...” พระชายาคนงามค้อมศีรษะให้พระสนมยุนและองค์ชายสอง ก้มหน้าก้มตารีบเดินผ่านร่างสูงสมบูรณ์แบบของพระสวามีไปพร้อมกับตะกร้าหวายสำหรับใส่ดอกไม้ในมือ...และหยดน้ำตาที่ไหลรินเป็นครั้งที่เท่าไหร่ก็มิอาจทราบ

 


“ทำตัวเช่นนี้อีกแล้วนะชายสอง”

 


“ท่านอยากยัดเยียดนางให้ข้าเอง” องค์ชายสองหมางเมินคำตำหนิที่ดังออกมาจากริมฝีปากสีแดงกุหลาบของมารดา อยากเดินหนีทว่านางรู้เท่าทัน รีบขยับพระวรกายตามมาขวางทาง

 


“ต้องเป็นองค์ชายเปี้ยนผู้นั้นก่อนหรือเจ้าถึงจะยินดี”

 


“...”

 


“อย่าคิดว่าข้าไม่รู้ไม่เห็นนะว่าเจ้ากำลังทำสิ่งใดอยู่”

 


“...”

 


“คิดจะทอดสะพานรัก นำตัวเองไปเป็นราคีเพราะความหลงชั่วครั้งชั่วคราวเจ้าบ้าไปแล้วหรือ”

 


“ข้าไม่ได้ทำไปเพราะความหลง”

 


“เฮอะ ไม่ได้หลง แล้ว---”

 


“ข้าทำเพราะรัก

 


“อี้ฟาน!

 


“ข้ารักองค์ชายเปี้ยน

 


เพี๊ยะ!!!!!

 


“เหลวไหล!” องค์ชายสองหน้าหันไปตามแรงตบของพระสนมยุน “คิดจะสมสู่ใครหัดใช้สมองใคร่ครวญสักนิด! องค์ชายผู้นั้นเป็นชายาของชายสาม ส่วนเจ้ามีเมียอยู่แล้วทั้งคนคิดบ้างหรือไม่ว่าฝ่าบาททราบเข้าจะเป็นเยี่ยงไร!!

 


“...”

 


“หยุดความคิดโง่ๆซะ ก่อนที่พวกบัณฑิตและขุนนางจะหมดความศรัทธาในตัวเจ้า”

 


“ที่แท้ท่านก็ห่วงแต่เรื่องนี้”

 


“จะเรื่องอะไรก็ช่าง ถ้ายังเห็นว่าข้าเป็นแม่ก็จงฟังคำของข้าหยุดเอาตัวเข้าไปเกลือกกลั้วกับคนพวกนั้น ถ้าเจ้าไม่ยอมฟังอย่าหาว่าข้าเป็นแม่ที่ใจร้ายก็แล้วกันอี้ฟาน”

 

 




 


 

 

 

หลังจากเกิดเรื่องที่พระตำหนักพยองอันผู้คนในราชสำนักต่างนำไปตีแผ่กันปากต่อปาก...

 


 

ห้องบรรทมขององค์หญิงโฮยอนเงียบสนิทนับตั้งแต่หมอหลวงและองค์ชายห้ามาดูพระอาการ จากนั้นไม่นานองค์ชายสามก็เสด็จตามมาสมทบด้วยสีพระพักตร์ไม่สู้ดี และยังเป็นอีกคนที่หายเข้าไปในห้องบรรทม...เหลือไว้เพียงแต่องค์ชายป๋ายเซียนผู้ตกเป็นจำเลยสังคมและเหล่าข้าหลวงรับใช้เฝ้าหน้าประตู

 


ใจดวงน้อยปวดหนึบราวกับมีมือที่มองไม่เห็นมาคอยบีบรัด สายตาหลายคู่มองทิ่มแทงเหมือนว่าเขาเป็นคนใจยักษ์ใจดำ คิดปลิดชีวิตแม้กระทั่งเด็กเจ็ดขวบที่ยังไม่ประสาดี มีก็แต่จางอี้ชิงที่คอยให้กำลังใจอยู่ไม่ห่าง เชื่อว่าองค์ชายป๋ายเซียนไม่ได้มีเจตนาร้ายต่อองค์หญิงโฮยอนแม้ว่ายังไม่เคยได้ถาม

 


ครืด...

 


“ออกมากันแล้วพ่ะย่ะค่ะ!” อี้ชิงร้องบอกอย่างตื่นเต้น องค์ชายสามเป็นคนแรกที่ดวงเนตรรีเล็กมองเห็น ทว่าผู้ที่ตามมาทีหลังแต่กลับพุ่งตัวออกมาก่อนกลับเป็นพระสนมสี่

 


“สารเลว!

 


“พระสนมสี่!” องค์ชายสามรีบตามมารั้งพระหัตถ์ของพระสนมสี่ที่ตั้งท่าจะประทุษร้ายองค์ชายป๋ายเซียน

 


“ชายสาม!” ร่างสวยระหงกระชากตัวออกด้วยความหัวเสีย พยายามจะเข้าไปตบหน้าขาวๆขององค์ชายจากแผ่นดินเปี้ยนให้ได้ หากแต่องค์ชายสามก็ยังจะตามเข้ามากันท่า เอาตัวเข้าไปยืนบังพระชายาให้พระสนมสี่ยิ่งกริ้วหนักกว่าเดิม “ถอยไปให้พ้น!!

 


“ค่อยๆพูดค่อยๆจากันด้วยเหตุผลไม่ดีกว่าหรือ”

 


“กับคนที่คิดจะฆ่าเด็กเจ็ดขวบอย่างเลือดเย็นยังมีอะไรให้ต้องพูดดีอีก!! หากเจ้าเห็นเมียสำคัญกว่าน้องก็ไม่ต้องมาพูด!

 


“สนมสี่ ท่านก็รู้ว่าข้าเองก็รักโฮยอนไม่น้อยไปกว่าใคร”

 


“เช่นนั้นก็อย่าคิดจะปกป้องคนผิด! ถอยออกมาแล้วให้ข้าเข้าไปสั่งสอนให้สมกับเรื่องเลวร้ายที่เมียเจ้าทำไว้ซะ!!

 


“...” ร่างสูงสง่ายังคงยืนอยู่ที่เดิมไม่ยอมขยับเขยื้อนไปไหน สบสายพระเนตรเกรี้ยวกราดของพระสนมสี่อย่างพระทัยเย็นทั้งที่ในอกร้อนดั่งเพลิงไม่ต่างกัน “เวลานี้ทุกคนต่างร้อนใจกันหมด ทุกคนห่วงโฮยอนไม่แพ้กัน สถานการณ์ที่แย่ยิ่งไม่ควรทำให้มันแย่ลงไปกว่าเดิมไม่ใช่หรือ”

 


อีกอย่าง...ไม่ว่าป๋ายเซียนจะผิดจริงหรือไม่เขาก็ไม่อยากให้พระสนมสี่ลงโทษอีกฝ่ายด้วยการใช้กำลัง

 


“องค์ชายสาม อย่าให้ข้าต้องพูดซ้ำมิเช่นนั้นทั้งเจ้าและเมียของเจ้าจะต้องเดือดร้อน---”

 


“โฮยอนฟื้นแล้ว!

 


เสียงขององค์ชายห้าเสมือนระฆังช่วยชีวิต พระสนมสี่รีบหมุนพระวรกายกลับเข้าไปในห้องอีกครั้ง องค์ชายสามและองค์ชายป๋ายเซียนเองก็ถือวิสาสะตามเข้าไปดูพระอาการขององค์หญิงโฮยอนด้วยเช่นกัน

 



 

 

“โฮยอน เจ้าได้ยินแม่ไหม...”

 


อะแค่กๆ!’

 


“โถ่..ลูกแม่...”

 


“อย่ากังวลพระทัยไปเลยพ่ะย่ะค่ะ ตอนนี้องค์หญิงทรงปลอดภัยดีแล้ว”

 


“แน่ใจหรือหมอหลวง ตรวจละเอียดดีแล้วใช่หรือไม่”

 


“พ่ะย่ะค่ะ ชีพจรเริ่มกลับมาเป็นปกติ แต่ช่วงนี้อาจมีไข้ร่วมด้วยให้นอนพักฟื้นสักสามสี่วันคงทุเลาลง ข้าจะจัดพระโอสถที่องค์หญิงต้องเสวยไว้ให้ และหลังจากนี้คงต้องระมัดระวังเรื่องเครื่องเสวยให้มากกว่าเดิม เพราะหากมีเหตุการณ์อย่างวันนี้เกิดขึ้นอีกข้าเองก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าเราจะยังโชคดีอีกไหม” หมอหลวงค้อมศีรษะให้จนหน้าผากแทบจรดพื้น ค่อยๆขยับออกไปจัดพระโอสถถวายอีกมุมหนึ่ง ใกล้ฟูกนอนของคนป่วยจึงมีเพียงเหล่าเชื้อพระวงศ์เท่านั้น

 


“ถึงโฮยอนจะอาการดีขึ้นแล้วข้าก็จะไม่ปล่อยเจ้าไปง่ายๆหรอกนะ!” พระสนมสี่ตวัดสายพระเนตรมององค์ชายป๋ายเซียนราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ น้ำเสียงดุดัน ปักใจจะเอาเรื่องให้ถึงที่สุด “เรื่องนี้ต้องถึงหูฝ่าบาท”

 


“อย่าให้ถึงขั้นนั้นเลยสนมสี่ ท่านก็รู้ว่าฝ่าบาทมีเรื่องให้เครียดมากพออยู่แล้ว”

 


“เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับเจ้าองค์ชายห้า! อย่าแกว่งเท้าหาเสี้ยน” 

 


“ข้าไม่อยากให้ฝ่าบาทต้องเครียดแล้วประชวรไปอีกคน”

 


“แล้วจะปล่อยให้เรื่องมันเงียบโดยที่คนผิดยังลอยนวลในแผ่นดินนี้ได้อีกงั้นรึ?!!” พระสนมสี่ตวาดเสียงดัง องค์หญิงน้อยที่นอนฟังอย่างหมดสภาพอยู่บนฟูกพาลตกพระทัยไปด้วย

 


“ไม่รู้หรือว่าโฮยอนแพ้ถั่ว...” พระสนมสี่ถามเสียงเย็น ลุกออกมาจากฟูกนอนของพระราชธิดาแล้วก้าวเข้าไปหาองค์ชายป๋ายเซียนที่ยืนก้มพระพักตร์อย่างรู้สึกแย่ “ไม่รู้หรือว่าขนมของเจ้าทำจากถั่วที่สามารถทำให้โฮยอนตายได้!

 


“ข้า...”

 


“เจ้าไม่รู้อะไรเลยหรือ! ฮะ?! ข้าถามว่าเจ้าไม่รู้อะไรเลยหรืออย่างไรคนสารเลว!!!” ร่างขององค์ชายป๋ายเซียนสั่นคลอนเพราะแรงเขย่าที่ต้นแขน มันเจ็บ..แต่ไม่เท่าสายพระเนตรเกลียดชังที่พระสนมสาวมีให้

 


 

ตอนนี้คนทั้งโชซอนคงเกลียดป๋ายเซียนแล้ว

 

 


พลั่ก!!!

 

 

“สนมสี่!” องค์ชายสามและองค์ชายห้ารีบเข้าไปจับแขนทั้งสองข้างของพระสนมสี่เอาไว้ ไม่ให้ฟาดงวงฟาดงางใส่องค์ชายน้อยที่ยืนตัวสั่นงันงกหลังจากถูกผลักอย่างแรง

 


“บอกไปสิป๋ายเซียนว่าท่านไม่ได้ตั้งใจ”

 


“เงียบซะชายสาม!

 


“พูดสิป๋ายเซียน”

 


“...” องค์ชายป๋ายเซียนเหลือบสายพระเนตรมององค์หญิงโฮยอน..เด็กน้อยกำลังนอนหลั่งน้ำตาพลางส่ายศีรษะไปมาอย่างหวาดกลัวความผิด ดวงเนตรเล็กๆคู่นั้นกำลังวิงวอนต่อเขาบอกกับเขาว่าได้โปรดอย่าเล่าความจริง

 


“ถ้าไม่ใช่ฝีมือของเมียเจ้า น้องเจ้าก็คงจะกินมันเข้าไปเองสินะ!

 


“ไม่...ข้าเอง”

 


ถึงจะรู้สึกว่าไม่ยุติธรรม...แต่การพูดความจริงแล้วทำให้องค์หญิงต้องถูกพระมารดาดุให้เสียขวัญเพิ่มป๋ายเซียนก็ทำไม่ลง  อย่างไรเสีย...องค์หญิงก็ได้รับบทเรียนจากความดื้อรั้นของตัวเองจากเหตุการณ์ครั้งนี้แล้ว

 


“ขนมนั่นเป็นของข้า ทุกอย่างมันเกิดจากความสะเพร่าของข้าเอง”

 


“หึ...ทีนี้เจ้าคงได้ยินชัดแล้วนะชายสาม”

 


 


องค์ชายป๋ายเซียนเลือกที่จะเบือนพระพักตร์หนีสายพระเนตรมากด้วยคำถามขององค์ชายสาม ฝืนพระทัยพูดในสิ่งที่ไม่ได้ต้องการเพียงเพราะอยากให้ปัญหาทุกอย่างมันจบ “พระสนมสี่พอพระทัยที่จะลงโทษข้าด้วยวิธีไหนก็ตรัสมาเถิด ข้ายินดีจะรับ---”

 

 

เพี๊ยะ!!!!!

 

 

…!

 

 

“ฮึก..พี่สา.ม...”

 

 

องค์ชายป๋ายเซียนเงยพระพักตร์ขึ้นมองแผ่นหลังกว้างของผู้ที่เข้ามารับแรงตบแทนตน เกราะกำบังผู้มีชีวิตตรงหน้าทำให้เขาน้ำตาคลอ...

 

 

“ข้ารู้ว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ จะกล่าวว่าข้าเป็นผู้เห็นแก่ตัวก็ได้แต่ขอสนมสี่โปรดละเว้นสักเรื่อง...อย่าให้ถึงหูฝ่าบาท”

 


องค์ชายสามปกป้องเขาอีกแล้ว...มันยิ่งทำให้รู้สึกผิด ยิ่งอยากต่อว่าในความโง่เขลาของตัวเองและหากทำได้..ป๋ายเซียนอยากสะอื้นไห้ให้เหมือนกับองค์หญิงโฮยอนที่กำลังเป็นอยู่ตอนนี้เหลือเกิน

 


“เจ้ามันบ้าไปแล้วชายสาม หลงเมียจนไม่ลืมหูลืมตา”

 


“ข้าเป็นผู้นำพาองค์ชายเปี้ยนให้มาพบกับโฮยอน ก็ขอให้เป็นข้าเองได้ไหมที่ลงโทษเขา”

 


“ผัวเมียกันไม่แคล้วจะอยู่ข้างกัน ข้าไม่โง่หรอกนะ!

 


“ข้ามีความยุติธรรมพอ หากป๋ายเซียนผิดจริงข้าไม่ปล่อยไว้แน่”

 


“เช่นนั้นก็นำตัวไปขังคุกใต้ดินอย่างที่เจ้าชอบทำกับพวกทหารสิ!

 


“...

 


“เป็นที่ของพวกทำความผิดไม่ใช่รึ? หากเจ้ามีความยุติธรรมจริงก็จงปฏิบัติให้ทัดเทียมกับคนอื่น แล้วข้าจะยอมให้เรื่องมันเงียบโดยไม่ให้ฝ่าบาทรู้ก็ได้ แต่หากไม่...ก็จงไปเรียกร้องขอความเมตตาตรงหน้าฝ่าบาทซะ”

 


“สนมสี่”

 


“อย่าคิดจะต่อรองกับข้าชายสาม คำพูดแสนชาญฉลาดของเจ้ามันใช้กับข้าในยามนี้ไม่ได้ผล”

 


“เช่นนั้นข้าขอไปแทน---”

 


ไม่ต้อง” องค์ชายป๋ายเซียนแทรกขึ้นอย่างสุดจะทน แค่นี้ก็ซึ้งในน้ำพระทัยจะแย่แล้วหากต้องให้อีกฝ่ายมารับโทษแทนอีกเขาคงไม่มีหน้าไปเจอใครในแผ่นดินนี้...คงน่าละอายเกินไปที่ดีแต่ให้คนอื่นมาคอยปกป้องทั้งที่ตัวเองก็เกิดมาเป็นบุรุษเหมือนกัน

 


“คุกใต้ดินนั่นอยู่ที่ไหน โปรดชี้ทางให้กับข้าที”

 


“ป๋ายเซียน!

 


“หึ อย่าคิดว่าข้าไม่กล้า...ทหาร!! เข้ามานำตัวองค์ชายผู้นี้ออกไปขัง!!!

 

 

 

 

 

 

 

 

            เสียงฝีเท้าเนิบนาบเป็นสิ่งเดียวที่ยังคงดังอยู่ในความเงียบ บริเวณทางเดินแคบๆซึ่งทอดยาวสู่คุกมืดใต้ดินมีตะเกียงน้ำมันข้างผนังช่วยส่องแสงสว่างให้ผู้เข้ามาได้พอมองเห็นทางเดิน..ค้างคาวที่อาศัยตามซอกหลืบด้านบนส่งกลิ่นเหม็นน่าสะอิดสะเอียน..อยากไย่ใต้เพดานสูงบอกให้รู้ว่าสถานที่แห่งนี้ไม่ได้ถูกเปิดใช้งานบ่อยสักเท่าใด...

 

 

          จี๊ด!~

 

 

            “อ๊ะ!

 


            หนูสีดำตัวใหญ่วิ่งตัดหน้าผ่านไปทำเอาองค์ชายน้อยผู้ไม่เคยตกระกำลำบากถึงกับสะดุ้ง รีบยกเท้าหนีพลางปรายสายพระเนตรมองฟางกองใหญ่ที่หนูตัวเมื่อกี้เพิ่งผลุบหายเข้าไปอย่างหวาดหวั่น

 

 

            “เห็นแบบนี้แล้วจะเลิกอวดดีได้หรือยัง”

 

 

สุรเสียงทุ้มถามมา องค์ชายป๋ายเซียนกลืนน้ำลายลงคอแล้วเลือกที่จะผินพระพักตร์หนี ไม่ตอบกลับแต่ทำพระทัยกล้า...ขยับเท้าก้าวเดินต่อไปข้างหน้าตามหลังทหารของพระสนมสี่

 


 

            ดื้อด้าน...

 


 

            เกร๊ง~

 

 

            “ถึงแล้ว” ทหารหนึ่งในสองบอกเสียงห้วน ในมือถือโซ่คล้องกุญแจที่เพิ่งไขออกจากประตูห้องขัง “เชิญ”

 


องค์ชายป๋ายเซียนมองเข้าไปในห้องขังตรงหน้าด้วยความรู้สึกที่ยากจะอธิบาย ทุกอย่างทำขึ้นมาจากดินอัดและไม้ คล้ายจะถูกกัดกร่อนด้วยกาลเวลาเพราะเริ่มผุพังแต่สภาพยังดูแข็งแรงและสามารถใช้ขังใครได้อีกหลายคน 

 

 

            ซึ่งต่อจากนี้คงมีเพียงเขาคนเดียว

 

            

            ‘อย่าเข้าไปนะพ่ะย่ะค่ะองค์ชาย!’

 


 เสียงตะโกนขององครักษ์คนสนิทที่ดื้อรั้นตามมาดังโหวกเหวกอยู่ข้างหลัง องค์ชายป๋ายเซียนนึกขอบใจทหารคู่แฝดที่ช่วยรั้งอี้ชิงไว้ให้อยู่ห่างๆ ไม่เช่นนั้นความตั้งใจที่จะให้ปัญหาทุกอย่างมันจบของเขาคงถูกทำลาย

 


            “เข้าไปได้แล้ว”

 


องค์ชายสามตวัดเนตรมองกราดเดียวสองทหารปากกล้าถึงกับลั่นวาจาสามหาวต่อไปไม่ออก รีบก้มหน้าหลบสายพระเนตรแสนดุดันและทำตัวเป็นรูปปั้นที่ไร้ชีวิตทันที

 


            “ท่านกลับไปเถิด...” องค์ชายป๋ายเซียนบอกผู้ที่ตามมาส่งเสียงเบา เท้าค่อยๆก้าวเข้าไปในห้องขังทว่าแขนข้างหนึ่งถูกรั้งเอาไว้

 


“ตอนที่เราแยกจากกันท่านไม่มีอะไรติดมือไปเลยสักชิ้นไม่ใช่หรือ”

 


“...”

 


“แล้วจู่ๆขนมนั่นมาได้อย่างไร ท่านไปเอามันมาจากไหน” เพราะยืนหันหลังให้ป๋ายเซียนถึงทำได้เพียงจินตนาการสีพระพักตร์และสายพระเนตรคมคู่นั้นผ่านสุรเสียงสั่นเครือ...ไม่กล้าหันไปมองเพราะกลัวตัวเองจะกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่...ไม่กล้าหันไปมอง...เพราะรู้ว่าสายตาแสนอ่านง่ายของตัวเองจะต้องสารภาพความจริงให้กับทุกคำถามขององค์ชายชานยอลเป็นแน่

 


“ไม่มีใครทำอันใดข้าหรอก ข้าสะเพร่าเอง”

 


“ยอมรับโทษง่ายๆโดยไม่คิดปกป้องตัวเองหาใช่นิสัยของป๋ายเซียนคนที่ข้ารู้จัก”

 


“...”

 


“ไม่เป็นไร ข้าจะตามหาความจริงเอง”

 


“ไม่ต้อง!” องค์ชายป๋ายเซียนเป็นฝ่ายหันมาฉุดรั้งแขนของอีกคนไว้บ้าง จ้องดวงเนตรสีรัตติกาลด้วยความหนักพระทัย  

 


“องค์ชายสอง” หากแต่สุดท้ายก็ยอมเอ่ยความจริง “องค์ชายสองฝากนางกำนัลนำขนมมาให้ข้า แต่ไม่ใช่เพราะเขาหรอกนะ เป็นเพราะข้าเองที่ไม่ระวังองค์หญิงถึงได้---”

 


“องค์ชายสองอีกแล้วรึ?”

 


“องค์ชายเพียงมีน้ำพระทัยเท่านั้นมิได้เกี่ยวข้อง---

 


ป๋ายเซียน

 


 


“ทั้งที่ข้าพยายามปกป้องท่าน แต่ท่านกลับปกป้องคนอื่นต่อหน้าข้า”

 


“ข้ามิได้ปกป้อง แต่ข้าพูดความจริงองค์ชายสองไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้” อีกฝ่ายแค่มีน้ำพระทัยแบ่งปันขนมมาให้ ไม่แน่ว่าตอนนี้อาจยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามีเรื่องอันใดเกิดขึ้นบ้าง หากองค์ชายสามจะโกรธก็ให้มาลงที่เขาเถิด เพราะหนึ่งในความผิดของเขาคือการที่เขารับขนมนั่นมาเอง

 


“ข้าต้องทำอย่างไร ทนมองชายาตัวเองเข้าไปอยู่ในกรงขังโดยที่ช่วยอะไรไม่ได้อย่างนั้นใช่ไหม”

 


“ข้าอยู่ได้”

 


“แล้วข้าล่ะ?

 


“ท่านก็กลับไปใช้ชีวิตของท่านอย่างปกติ หากสวรรค์เมตตา พระสนมสี่ยอมพระทัยอ่อนข้าคงได้กลับออก—อ๊ะ! ทำอะไรของท่านน่ะ!!” องค์ชายป๋ายเซียนร้องขึ้นอย่างตกพระทัยเมื่อจู่ๆองค์ชายสามคว้าเอาเชือกเส้นใหญ่จากมือของทหารมาพันลงบนข้อมือของเขาและอีกฝ่ายให้ผูกติดไปด้วยกัน

 


“องค์ชายสามท่านบ้าไปแล้วหรือ!” องค์ชายป๋ายเซียนถูกลากเข้าห้องขังไปพร้อมกัน เชือกเส้นใหญ่ที่พันผูกข้อมือของพวกเขารัดแน่นจนทำให้รู้สึกเจ็บ

 


ครืด...

 


กริ๊ก!~


 

“องค์ชายสาม!” คนถูกร้องเรียกไม่ยอมรับฟัง ก้มตัวลงลากโซ่ตรวนที่อยู่บริเวณพื้นมาล่ามข้อเท้าของพวกเขาไว้คนข้าง สีพระพักตร์ดุดันและจริงจังอย่างที่ไม่เคยได้เห็น

 


ทรงทำอะไรพ่ะย่ะค่ะองค์ชาย?!’ ทหารด้านนอกร้องถามอย่างตกใจ

 


“ไปบอกพระสนมของพวกเจ้า” องค์ชายสามในยามนี้น่ากลัวกว่าครั้งไหนๆ สายพระเนตรดั่งเสือร้ายที่ยากจะคาดเดา...มีทั้งความเศร้าความผิดหวัง ตัดพ้อและโกรธกรุ่นทุกอย่างรวมอยู่ข้างในนั้น ที่สำคัญเวลานี้พระองค์ไม่ยอมก้มลงมองป๋ายเซียนที่ช้อนตามองเขาอยู่เลย

 


“บอกนางว่าข้าจะอยู่ที่นี่กับองค์ชายเปี้ยน”

 


องค์ชาย!’

 


“ท่านทำแบบนี้ทำไม?!” เชือกที่ข้อมือถูกกระตุกทว่าองค์ชายสามไม่สนพระทัย ยืนคอตรงมองเพียงทหารนอกห้องขังไม่ยอมมองป๋ายเซียน...สุดแสนจะทำเย็นชา

 

 

“บอกด้วยว่าจะเมตตาพวกข้าหรือไม่ก็สุดแล้วแต่จะพิจารณา” ดวงเนตรดุดันปรายมองประตูไม้ของห้องขังเสมือนเป็นการบังคับสั่งให้ทหารของพระสนมสี่เข้ามาปิดมัน

 


“เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับท่าน ไม่ต้องมาทน---”

 


เลิกผลักไสข้าเสียที

 


“...”

 


“อย่าทำให้ข้าต้องรู้สึกเหมือนว่าท่านไม่ต้องการข้าอีกแล้ว เพราะเท่านี้มันก็มากพอให้ใจของข้าเจ็บปวด”

 


“...”

 


“ข้ายังมีความหมายต่อท่านอยู่ใช่ไหม”

 


“เหตุใดจึงถาม---”

 


“หากข้ายังมีความหมายแล้วไยท่านจึงไม่ฟังคำข้า! ไยจึงยังติดต่อกันทั้งที่ข้าเคยขอเช่นนี้เล่า!!

 

 




#สะใภ้บรรณาการ


 

 

 

 

 

 

 

ทั้งรัก ทั้งเจ็บ

ทั้งที่โกรธแต่ใจยังแสนห่วง

ความรักนี้หนอ ไยจึงชอบทรมานคน....

 





         CR.SQW
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 599 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

10,413 ความคิดเห็น

  1. #10402 llllovellll (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 22 ธันวาคม 2563 / 00:48
    องค์หญิงเห็นแก่ตัว เด็ก...
    #10,402
    0
  2. #10348 EATWELL (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 13 กรกฎาคม 2563 / 11:28

    แงงงงเศร้าาา แต่นุชอบบบบ

    #10,348
    0
  3. #10311 Mr-mztxx (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 19 มิถุนายน 2563 / 00:23

    เสี้ยนหนามมันตำใจเหลือเกิน
    #10,311
    0
  4. #10287 munkrishear (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 16 พฤษภาคม 2563 / 01:19
    โอ๊ยยยย ก็ไม่น่าไปรับมาอ่ะจริงๆ แต่ก็ไม่มีใครรู้ไงงงง
    #10,287
    0
  5. #10238 rain (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 20 เมษายน 2563 / 13:10

    ร้องไห้เลยแงงงง ฮรืออ

    #10,238
    0
  6. #10151 chutima_19 (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 24 มกราคม 2563 / 12:51
    หน่วงมากเเม่😭
    #10,151
    0
  7. #10139 เหมี๊ยวกวิ้น🐧 (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 12 มกราคม 2563 / 21:55
    องค์ชายสามฟังป๋ายก่อน น้องไม่ได้ตั้งใจ ฮืออ
    #10,139
    0
  8. #10089 ออมม่า (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 23 ธันวาคม 2562 / 14:26

    องค์ชายสาม ไม่ฟังกันเลยอะ

    #10,089
    0
  9. #10064 PRAE.VV (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 20 ธันวาคม 2562 / 14:32
    เฮ้อ เพราะความใจดีขององค์ชายป๋ายเซียนล้วนๆเลย
    #10,064
    0
  10. #9947 พะแนงไก่ไข่ดาว (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 31 ตุลาคม 2562 / 00:06
    กลับมาอ่านอีกรอบก็โกรธองค์ชายสอง และความดื้อขององค์หญิง แล้วก็น้อยใจป๋ายเซียน
    #9,947
    0
  11. #9899 IPINOCKIO (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 22 กันยายน 2562 / 12:00
    เจ้าบทเจ้ากลอนนนนน หวานปานน้ำผึ้งเดือนห้าเชียวองค์ชายสามมม ชอบฉากที่ชานกับป๋ายนอนคุยกันในห้องบรรทมอ่ะ ละมุนฟุ้งไปทั้งห้อง เขินนนนน
    ฮืออออออออออออ สงสารชานยอลลลล คือป๋ายก็ไม่ได้ตั้งใจจะเกิดเรื่องแบบนี้อ่ะ ถ้าป๋ายรู้แต่แรกก็คงไม่ทำอ่ะ แงงงง ใครจะทนได้ต้องมาเห็นคนรักถูกขังแถมปกป้องคนอื่นในขณะที่องค์ชายสามปกป้องพระชายาของตัวเอง ฮือออออออ จะร้องไห้แล้วววว ความรักหนอความรักก
    #9,899
    0
  12. #9863 heykiki (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 13 กันยายน 2562 / 18:55
    โถ่ ชายสามรักน้องมากจริง ๆ นะ ;—; หน่วง ๆ แต่มันก็น่ารัก ฮอือออออ ดี
    #9,863
    0
  13. #9813 mayyamcc (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 3 มิถุนายน 2562 / 15:49
    ฮืออออ เป็นตอนที่ดีมากๆ
    #9,813
    0
  14. #9762 KcNDy (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 21 มีนาคม 2562 / 03:54
    ภาษาดีมาก อ่านแล้วหน่วงไปหมดเลย แง
    #9,762
    0
  15. #9746 om_kanokrat (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 15 มีนาคม 2562 / 16:57
    หน่วงงเกินไปเเล้ววว
    #9,746
    0
  16. #9691 คุณยิปปี้ (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 28 ธันวาคม 2561 / 10:01
    แงเงงง เจ็บปวดเลยยย
    #9,691
    0
  17. #9655 bemysunshine (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 11 พฤศจิกายน 2561 / 00:46
    สนมสี่ดุน่ากลัวมาก ป๋ายเซียนก็ใจดีช่วยเหลือน้องไปอีก สงสารน้องมากเลย ชายสองต้องชี้แจงทุกคนนะ ไม่อยากให้เรื่องเป็นแบบนี้เลยจ้า เข้าใจผิดกันไปใหญ่แล้ว ชานยอลคุยกับน้องดีดีนะ
    #9,655
    0
  18. #9610 Park Nokia. (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 22 ตุลาคม 2561 / 01:01
    สนมสี่ก็เกินเบอร์อ่ะเอาจริง
    #9,610
    0
  19. #9588 kunikuni (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 8 ตุลาคม 2561 / 18:53
    ฮือ อึดอัดไปหมด
    #9,588
    0
  20. #9582 tatatailtv2546 (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 1 ตุลาคม 2561 / 13:55
    คือ... สนมสี่ ก็ควรใจเย็นกว่านี้นะ รับฟังป๋ายเซียนบ้าง เหตุการณ์จริงอาจจะไม่ได้เป็นเหมือนที่ท่านคิด ท่านไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ ก็ควรจะรับฟัง แล้วหาความจริง ก็รู้ละว่าลูกเกือบตายทั้งคน แต่ก็ควรใจเย็นแล้วมีสติมากกว่านี้ ส่วนองค์หญิงเราทำอะไรไปก็ควรยอมรับผิด ไม่ใช่ให้คนอื่นรับโทษแทน.... ถ้าเรามีน้องอย่างนี้จะตีให้หนักเลย ... สู้ๆค่ะ เป็นกำลังใจให้
    #9,582
    0
  21. #9556 JJBH (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 28 สิงหาคม 2561 / 22:32
    ตอนนี้คือเลือกด่าไม่ถูกเลยทีเดียว สงสารน้องสงสารชายสามด้วยย
    #9,556
    0
  22. #9548 lad1988da (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 21 สิงหาคม 2561 / 21:03

    อยากตบสนมสี่แล้วก็อยากตีองค์หญิงด้วย


    #9,548
    0
  23. #9544 CB-614 (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 19 สิงหาคม 2561 / 20:03
    เจ็บปวดแทนชานยอล
    #9,544
    0
  24. #9532 baekbjunhoe (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 14 สิงหาคม 2561 / 22:27
    เด็กเปรต
    #9,532
    0
  25. #9501 sunshinyi19 (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 10 สิงหาคม 2561 / 14:37
    สนมสี่ทำเกินไปอ่ะด
    #9,501
    0