สะใภ้บรรณาการ (Chanbaek) -END-

ตอนที่ 22 : 21 - เสน่หา

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 21,113
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 618 ครั้ง
    22 ม.ค. 60



-21-

เสน่หา

 

 








 

          องครักษ์หนุ่มในชุดขุนนางสีอ่อนเดินปิดปากหาวไปตามทางซึ่งมุ่งสู่พระตำหนักฤดูร้อน...ตลอดระยะทางมีทหารยามชั้นผู้น้อยที่ยืนประจำจุดต่างๆคอยค้อมหัวทำเคารพเขา คบไฟยังคงทำหน้าที่ขับแสงสว่างดังเดิมเพราะกว่าฟ้าวันใหม่จะให้แสงแรกก็คงอีกเป็นชั่วยาม

 


            เมื่อวานจงอินกลับไปค้างคืนที่บ้าน แต่นั่นไม่ใช่สาเหตุหลักที่ทำให้เขาต้องรีบกลับเข้าวังหลวงตั้งแต่เช้ามืด หากแต่เพราะในวันนี้เขาต้องติดตามองค์ชายสามไปเมืองท่าด้วย ไม่ว่าเมื่อคืนจะออกไปทำสิ่งใดมาเขาถึงต้องกลับเข้ามาอย่างผู้ที่รู้หน้าที่

 


            อากาศเย็นและสายลมเอื่อยๆที่โชยผ่านผิวสีแทนทำเอาองครักษ์หนุ่มตาปรือปรอย ต้องสะบัดศีรษะขับไล่ความง่วงไม่รู้ตั้งกี่หน ก่อนจะสว่างเต็มตาตอนที่เดินชนใครสักคนเข้า

 



ตึ่ก!

 



แรงปะทะระหว่างกันเป็นผลให้ผู้ที่มีรูปร่างตกเป็นรองกว่า ซ้ำยังอุ้มเอากระบุงใบโตไว้ในอ้อมแขน โดยที่ด้านหลังก็มีสะพายไว้อีกใบแสนทุลักทุเล ท่าทางราวกับจะล้มหงายหลังทำให้จงอินยื่นมือออกไปคว้าแขนของบุรุษร่างน้อยผู้นั้นเอาไว้ตามสัญชาตญาณ 

 


            “เจ้าเป็นอะไรไหม”

 


            และช่างมีน้ำใจเสียเหลือเกินในสายตาของผู้ได้รับความช่วยเหลือ

 


            “ไม่ไม่เป็นอันใดขอรับ”

 


            “แน่นะ” จงอินถือวิสาสะยึดกระบุงของอีกฝ่ายมาช่วยถือไว้ มองบัณฑิตคนเก่งของราชสำนักที่ไม่ได้พบหน้ากันนานเพื่อความแน่ใจ

 


“ขอรับ ข้าไม่ได้เจ็บตรงไหน”

 


“เห็นทำหน้านิ่วคิ้วขมวด แต่ไม่เป็นอันใดก็ดีแล้ว” พูดเสียงติดตลก หารู้ไม่ว่ารอยยิ้มของตนและความบังเอิญในครั้งนี้กำลังทำให้หัวใจอันบริสุทธิ์ดวงหนึ่งต้องทำงานอย่างหนักคยองซูหลุบตามองพื้นอย่างขลาดๆ อยากทวงของของตัวเองที่อีกฝ่ายยึดไปคืนมาแต่ก็ไม่กล้าพอ

 


ช่างบังเอิญเหลือเกินที่ได้พบกันการได้เจอกันซึ่งๆวกักกกกกกสฟวสสวฟฟสกเหน้า ย่อมดีกว่ามองสร้อยข้อมือเชือกถักไปวันๆ..เช่นเดียวกับการได้มองใกล้ๆ อย่างไรมันก็ดีกว่าแอบมองเพียงไกลๆ..อาจแย่ตรงที่เขินอายเกินกว่าจะสู้สายตาได้นานๆเท่านั้นเอง…  

 


“จะเอาไปไหนล่ะ” องครักษ์หนุ่มก้มลงมองของที่อยู่ในกระบุงพบว่ามันเต็มไปด้วยสมุนไพร “ห้องยาของหมอหลวงหรือว่าตำหนักทิศใต้? ข้ายังพอมีเวลาจะได้ช่วยเดินไปส่ง”

 


“ไม่ต้องหรอกขอรับ!

 


“ทำเสียงดังไปได้ เดี๋ยวคนเค้าก็ตื่นเพราะเสียงของเจ้ากันหมดหรอก”

 


“ขะ..ขออภัยขอรับ แต่ท่านไม่ต้องลำบากช่วยข้าหรอก ข้าถือไปเองได้” คยองซูยื่นมือออกไป หวังจะดึงกระบุงมาถือไว้อย่างเดิมทว่าคนตรงหน้ากลับเบี่ยงตัวหลบเลยทำได้เพียงกะพริบตามองปริบๆ

 


“อีกเดี๋ยวข้าต้องรีบไปแล้วเจ้าบอกมาดีกว่าว่าจะเอาไปไหน”

 


“ข้าว่าข้าแบกไปเองน่าจะ---

 


โป๊ก!

 


“อ๊ะ! เจ็บขอรับ”    

 


“โทษฐานที่ทำข้าเสียเวลา”

 


“ก็เพราะกลัวว่าท่านจะลำบากและเสียเวลาข้าถึงไม่อยากรบกวน”

 


“อยากโดนอีกหรือ” คยองซูทำไหล่ตก รู้สึกเกรงใจจริงๆหากแต่ก็ต้องยอมรับว่ารู้สึกดีที่อีกฝ่ายดีกับตนถึงเพียงนี้

 


“ก็ได้ขอรับ”

 


เพราะดีแบบนี้อย่างไร

 


“ข้าจะไปพระตำหนักทิศใต้”

 


เพราะรอยยิ้มสวยยังคงทำให้หลงเสน่ห์ได้ซ้ำๆคยองซูถึงได้ประหม่าอย่างนี้หลบสายตา แต่ก็หาโอกาสลอบมองอยู่เสมอทำเหมือนไม่สน ทั้งที่เฝ้ามองและคอยสังเกตแทบทุกครั้งที่อีกฝ่ายขยับตัว...

 


“รบกวนท่านจงอินด้วยนะขอรับ”

 


คยองซูเลือกที่จะเดินตามหลังมากกว่าที่จะเดินเคียงข้างองครักษ์หนุ่ม ไม่ได้กลัวความไม่เหมาะสม เพียงแต่เขาอยากมองแผ่นหลังแสนดูดีนี้ไปเรื่อยๆต่างหาก

 

 



 


 

 

            ห้องหอภายในพระตำหนักฤดูร้อนอบอวลไปด้วยกลิ่นเทียนหอมที่พระชายาป๋ายเซียนเคยตรัสว่าโปรด แต่องค์ชายสามกลับคิดว่ามันออกจะฉุนเกินไปหน่อย พอบอกให้อีกฝ่ายเลิกจุดมันในตอนที่ตนอยู่ร่วมห้องด้วยองค์ชายน้อยกลับตั้งท่าจะงอนใส่กัน เพราะแบบนั้นจึงปล่อยให้เลยตามเลย พระชายาอยากทำอันใดหรือโปรดสิ่งไหนเป็นพิเศษองค์ชายสามจำต้องเห็นชอบด้วย

 


            ไม่ใช่ผู้ที่ยึดติดกับฐานันดรศักดิ์ เป็นบุรุษเชื้อสายกษัตริย์ที่โปรดปรานการใช้ชีวิตเรียบง่ายแสนธรรมดา ไม่สันทัดเรื่องจุกจิกละเอียดอ่อนอย่างใครเขา รู้วิธีเอาใจสตรี แต่ก็ไม่เคยเข้าใจวิถีของพวกนางได้อย่างถ่องแท้เพราะมองว่ามันอ่อนไหวเกินไป

 


            การได้บุรุษเพศมาร่วมเรียงเคียงหมอนกันมันถึงได้ง่ายที่จะเข้าใจมากกว่า แม้พระชายาจะมีมุมที่คล้ายพวกสตรีบ้าง อย่างเช่นความอ่อนโยน อารมณ์อ่อนไหว หรือการใส่ใจเรื่องเล็กๆน้อยๆอย่างการนำเทียนหอมมาจุดเพื่อให้ร่างกายผ่อนคลาย เชื่อเรื่องที่องค์ชายสามไม่ค่อยเชื่อ แต่ก็ไม่ทำลายศรัทธากัน กลับให้เกียรติและเข้าใจว่าการอบรมเลี้ยงดูที่ต่างกันย่อมให้ผลแตกต่างกัน

 


            ป๋ายเซียนโตมากับเหล่าองค์หญิงผู้เป็นพี่สาว เหล่าพระญาติคอยประคบประหงมเอาใจ ขณะที่เขาไม่ใช่แต่ก็ต้องยอมรับว่าความกล้าหาญและความเข้มแข็งขององค์ชายป๋ายเซียนมีได้สมกับที่เป็นบุรุษเชื้อสายกษัตริย์ที่ดี และอาจจะดียิ่งกว่าเขาด้วยซ้ำไป

 


ในคราที่จะต้องห่างไกลกันเพราะภาระงานองค์ชายสามจึงไม่เป็นกังวลเท่าใดนัก เพราะเชื่อว่าองค์ชายป๋ายเซียนจะสามารถดูแลตัวเองได้

 

 


            “หากข้าผูกแบบนี้ท่านจะอึดอัดเกินไปไหม”

 


            “ไม่หรอก”

 


            “แน่นะ”

 


“อืม ผูกเถิด”

 


“อย่ามาบ่นทีหลังเหมือนคราวก่อนก็แล้วกันว่าข้าผูกให้แน่นเกินไป” พระชายาอมยิ้มน้อยๆ สอดสองแขนเข้าใต้เอวสอบเพื่อดึงผ้าคาดเอวสีแดงเลือดนกของพระสวามี...วันนี้เขาตื่นตั้งแต่ฟ้ามืด แม้จะไวไม่เท่าองค์ชายสามหากแต่ก็ทันลุกขึ้นมาช่วยแต่งองค์ให้ก่อนอีกฝ่ายจะออกไปทรงงาน

 


หลายสัปดาห์แล้วที่ใช้ชีวิตร่วมกันฉันสามีภรรยา จากที่เคยขัดเขิน หรือปัจจุบันอาจยังคงเป็นอยู่แต่พระชายาป๋ายเซียนก็ไม่เคยทำหน้าที่บกพร่อง ช่วยในสิ่งที่ตนพอจะช่วยได้ อย่างเรื่องแต่งองค์ทรงเครื่อง..ก็หลายวันทีเดียวที่เขาเข้ามามีบทบาทแทนเหล่านางกำนัลเพราะรับสั่งของอีกฝ่าย ซึ่งตนก็ปฏิบัติหน้าที่ด้วยพระทัยยินดี ช่วยเหลือพระสวามีอย่างไม่คิดอิดออด

 


“ข้าเพิ่งรู้ว่าการผูกมัดกับใครสักคนมันดีกว่าที่คิด”

 


“จันทราในราตรีแรกย่อมได้รับเสียงชื่นชม แต่เมื่อเวลาผ่านไป..เห็นมันจนชินตาความรู้สึกเหล่านั้นอาจเปลี่ยนไปก็เป็นได้”

 


“กลัวข้าเบื่อหรือ”

 


“มันไม่สนุกหรอกหากว่าสิ่งที่เราเคยได้รับมันจะต้องลดน้อยลงไปในสักวัน” องค์ชายป๋ายเซียนเงยพระพักตร์ขึ้นมองพระสวามีหลังจากช่วยผูกผ้าคาดเอวให้จนเรียบร้อยดีแล้ว “อยู่ไกลสายตา..อย่าได้เที่ยวเอาคำหวานไปแจกจ่ายให้ใครเชียว ชายาของท่านน่ะใจแคบเพียงใดคงรู้ใช่ไหม”

 


“ท่านกำลังทำให้ข้าไม่อยากออกไปไหนนะป๋ายเซียน” องค์ชายสามตะครุบนิ้วเรียวของพระชายาที่เอามาชี้หน้าขู่ไว้ไม่ได้หวั่นกลัวสักนิด กลับชื่นใจเสียด้วยซ้ำที่ได้ยินพระชายาพูดเช่นนั้น และหากมีเวลาเพิ่มอีกสักหน่อยเขาคงนอนกกกอดคนรักให้สายโด่ง คอยป้อนคำหวานไว้ข้างๆหูซ้ำๆแล้วพรมจูบเนื้อนวลให้เป็นรอยช้ำ ตอกย้ำให้คนทั้งโลกรู้ไว้ว่าป๋ายเซียนเป็นของชานยอลเพียงคนเดียว

 


“ระหว่างที่ข้าไม่อยู่ ท่านเองก็อย่าได้ทำตัวน่ารักให้ผู้ใดต้องหวั่นไหวด้วยเหมือนกัน แม้แต่เหล่าทหารของข้าก็อย่าคิดจะให้ท่าเชียว”

 


“พูดจาช่างน่าเกลียด ข้าเคยให้ท่าผู้ใดที่ไหนกัน”

 


“ข้าไม่ใช่คนใจแคบ แต่คิดว่าคงทนไม่ได้หากว่าชายาของข้าจะต้องตกไปเป็นอาหารสายตาของใคร”

 


“เช่นนั้นก็รีบทำงานให้เสร็จแล้วรีบกลับมาสิ” หัตถ์น้อยที่ว่างอีกข้างช่วยกระชับชุดคลุมสีพื้นให้กับองค์ชายพระสวามี ก้มพระพักตร์หลบสายพระเนตรคมสงวนท่าทีเล็กน้อย “อยากนอนกอดข้าก็ขอจงรีบกลับมา อย่าทิ้งกันให้คอยนาน” 

 


ความน่ารักและปรางใสสีแดงระเรื่อน่ารังแกเสียจนองค์ชายสามอดไม่ได้ที่จะกดปลายจมูกโด่งลงไปแรงๆหนึ่งที ไล่เรียวปากประกบริมฝีปากเล็กแล้วดูดมันเบาๆให้เกิดเสียงวาบหวิวสะท้านลงไปกลางใจปลายลิ้นกระหวัดพันกันจนน้ำใสๆซึมออก

 


อืม~

 


องค์ชายป๋ายเซียนตวัดวงแขนโอบรอบคอองค์ชายสามเมื่อรู้ว่าเริ่มอ่อนระทวยเกินกว่าจะพยุงร่างไว้ได้ด้วยสองขาของตนเอง ร่างกายทั้งสองเป็นไปโดยธรรมชาติ โถมเข้าหากันได้ราบรื่นกว่าคราแรกๆที่เพิ่งเคยลองสัมผัส

 


“รอหน่อยล่ะคนดี” ถอนริมฝีปากเอ่ยบอกเสียงพร่า นัยน์เนตรหวานล้ำแทบกลืนกินองค์ชายป๋ายเซียนเข้าไปทั้งตัว “แล้วพี่จะรีบกลับมาหาเจ้า”

 


“อื้ม” องค์ชายหนุ่มบดปลายจมูกเข้าหาอวัยวะเดียวกันของอีกฝ่าย องค์ชายป๋ายเซียนหัวเราะคิกคัก แกล้งจับใบหูร้อนของคนรักอย่างอารมณ์ดี เสียงทหารเรียกแว่วดังมาจากนอกประตูทว่าทั้งคู่กลับทำเมินราวกับไม่ได้ยิน...ต่างฝ่ายต่างอยากยื้อเวลาเพื่อให้ได้อยู่ด้วยกันไปนานๆ

 


“กลับมาข้าต้องได้รางวัล”

 


“ท่านไปทำงานให้ราชสำนัก หากจะเอารางวัลต้องเอ่ยขอจากองค์รัชทายาทหรือไม่ก็ฝ่าบาทไม่ใช่หรือ อย่าเจ้าเล่ห์สิ” องค์ชายป๋ายเซียนบีบจมูกพระสวามีอย่างหมั่นไส้

 


“ตั้งแต่คราวก่อน เราสองคนก็ไม่ได้มีอะไรกันอีกเลยไม่ใช่หรือ” คนถูกถามแสร้งเฉไฉเบือนพระพักตร์หนีพร้อมปรางใสสีเลือดฝาด ร้อนผะผ่าวไปกับคำพูดเถรตรงของพระสวามี “เจ้าจะไม่ใจดำต่อพี่ใช่ไหมป๋ายเซียน”

 



ทุกทีเลย

 



พอจะอ้อนเอาสิ่งใดต้องมาหยอดคำหวานและใช้สรรพนามชวนเขินหลอกล่อกันทุกที

 

 


“พูดให้พี่ได้ชื่นใจก่อนที่จะไม่ได้พบกันอีกหลายวันไม่ได้เชียวหรือ”

 


 

 คนเจ้าเล่ห์

 

 


“ป๋ายเซียน...


เจ้าของนามช้อนเนตรมองคนรักอย่างขลาดเขิน ได้เพียงแต่พร่ำบ่นในใจให้กับความเจ้าเล่ห์ที่ผู้ใดก็มิอาจเทียบได้นี้ ทว่าปากก็ไม่รักดี ยอมลั่นวาจาแสนน่าอายออกไปอย่างขัดพระทัยไม่ได้จนได้

 


“หากว่าทำงานสำเร็จ ปรารถนาสิ่งใดเสด็จกลับมาแล้วข้าจะมอบให้”  เรียวปากอิ่มแนบจุมพิตติดตรึงไว้ที่หน้าผากมนของพระชายาด้วยความรักความเอ็นดู

 


“เจ้าพูดแล้วนะ”

 


” องค์ชายสามอมยิ้มอย่างเป็นสุข จ้องปลายจมูกของพระชายาที่เอาแต่ก้มพระพักตร์หลบสายตา เสียงเรียกซ้ำสองจากทหารด้านนอกเตือนให้รู้ว่าเขาเหลือเวลาอ้อยอิ่งไม่มากแล้ว..ฝ่าพระหัตถ์ใหญ่ลูบปรางใสแต่เพียงเบาๆก่อนจากกัน

 


“ข้าคงต้องไปแล้ว จงรักษาตัวให้ดี อย่าให้ได้เจ็บไข้เข้าใจไหม”

 


“อืม..ข้าจะรักษาตัวให้ดี และรอท่านพี่กลับมาทุกคืนวัน”

 

 



 

 

  

 

บ้านซึ่งไร้เจ้าของอาศัยอยู่มันดูเงียบเหงาเช่นนี้เอง


 

 

สามวันย่างเข้ามาที่องค์ชายสามเสด็จออกไปเจรจางานที่เมืองท่า ทุกชีวิตภายในกำแพงวังหลวงยังคงดำเนินไปอย่างปกติ คงมีก็แต่องค์ชายป๋ายเซียนที่ห่อเหี่ยว นั่งๆนอนๆอยู่แต่ในตำหนักฤดูร้อนด้วยความรู้สึกแสนเบื่อหน่าย

 


พออีกฝ่ายไม่อยู่มันคล้ายกับขาดหลักยึดและที่พึ่ง แม้ผู้คนในแผ่นดินนี้โดยส่วนใหญ่จะเป็นมิตรที่ดีต่อเขาหากแต่ก็ไม่มีผู้ใดที่อยู่ด้วยแล้วทำให้รู้สึกอุ่นใจได้เท่ากับองค์ชายสามอีกแล้ว..พออีกฝ่ายไม่อยู่องค์ชายป๋ายเซียนก็ไม่กล้าไปรบกวนองค์หญิงน้อยและคนตำหนักพยองอัน ไม่กล้าออกไปเดินเหินราวกับที่นี่เป็นดั่งบ้านของตนทั้งที่ไม่มีผู้ใดสั่งห้าม

 

มันเหมือนกับว่าเกรงใจจึงไม่อยากออกไปรบกวนใครที่ไหน ได้แต่ขลุกตัวอยู่ภายในตำหนัก เดินชมสวนสวย ให้อาหารนกน้อยในกรงที่พระสวามีเลี้ยงไว้ ตลอดจนแอบตั้งชื่อให้จนครบทุกตัวอย่างถือวิสาสะด้วยความว่าง

 


มันก็พอแก้เหงาได้บ้าง แต่คงดีไม่น้อยหากว่าอีกฝ่ายจะรีบกลับมาเร็วๆ หรือไม่ก็ให้เขาได้กลับไปเยี่ยมแผ่นดินเปี้ยน ซึ่งอย่างหลังคงเป็นไปได้ยาก แม้ว่ามันจะเป็นสิ่งที่เขาปรารถนาที่สุดก็ตาม

 

 


ครืด

 


ประตูห้องบรรทมถูกเปิดเข้ามาโดยแทมิน องครักษ์คู่แฝดที่องค์ชายสามทรงประทานไว้ให้ดูแลเขา อีกฝ่ายยืนค้อมศีรษะอยู่ที่หน้าประตูโดยไม่ได้ขยับเข้ามาใกล้ไปมากกว่านั้น พระชายาตัวน้อยที่นั่งอยู่หลังโต๊ะเตี้ยปิดตำราตรงหน้าก่อนเงยพระพักตร์ขึ้นถาม

 


“มีอะไรหรือ”

 


“องค์ชายสองเสด็จมาเข้าเฝ้าพ่ะย่ะค่ะ” ผู้รับสารขมวดคิ้วเล็กน้อย ไม่ทิ้งความสงสัยไว้นาน พระวรกายเล็กลุกขึ้นจากเบาะที่นั่งแล้วย่างกายออกจากห้องบรรทมเพื่อต้อนรับเสด็จองค์ชายผู้มาเยือน

 


 


 

 

“เสด็จมาหาข้าหรือ”

 


องค์ชายป๋ายเซียนตรัสถามเมื่อเสด็จมาถึงสวนหลังตำหนัก องค์ชายสองหันกลับมาหา..ทันทีที่พระพักตร์อ่อนเยาว์ขององค์ชายป๋ายเซียนประจักษ์แก่สายพระเนตร รอยยิ้มที่น้อยคนจะมีโอกาสเห็นก็ปรากฏขึ้น แทมินที่หลบมุม แอบมองอยู่ไกลๆได้แต่ขมวดคิ้วสงสัย แปลกใจตั้งแต่องค์ชายสองเสด็จมาแล้ว

 


ร้อยวันพันปีเคยมาที่ไหนกัน พระสนมยุนห้ามให้พระราชโอรสมาสุงสิงกับองค์ชายสามและองค์ห้าจะตายไปใครบ้างจะไม่รู้ อีกอย่างองค์ชายสองไม่ได้สนิทกับองค์ชายของตน เป็นพี่น้องร่วมสายเลือดที่น้อยครั้งมากจะเห็นว่าคุยกัน ที่น่างุนงงยิ่งกว่าคือแทมินไม่รู้มาก่อนเลยว่าพระชายาสนิทสนมกับองค์ชายสองจนถึงขั้นที่อีกฝ่ายเสด็จมาหาถึงพระตำหนักเห็นทีจะต้องไปถามเอาความจากอี้ชิงให้รู้เรื่องแล้วกระมัง

 


 

 

“เห็นว่าวันนี้เจ้าไม่ไปเล่นกับโฮยอนที่ตำหนักพยองอันข้าจึงแวะมาดู คิดว่าป่วยเสียอีก”

 


“อ่า..เปล่าหรอก ข้ามิได้เป็นอันใด”

 


“แล้วเหตุใดไม่ไปเล่นกับองค์หญิงดังเช่นวันก่อนๆ”

 


“ข้าเพียงเกรงใจ ไปรบกวนคนตำหนักพยองอันทุกวันเกรงว่าสนมสี่จะไม่พอพระทัย ช่วงนี้องค์ชายสามมิได้อยู่ตำหนักด้วย จึงคิดว่าควรอยู่กับที่บ้างคงจะดี”

 


“เช่นนั้นหรือ” องค์ชายสองยังคงระบายรอยยิ้ม กวาดเนตรสำรวจพระพักตร์น่ารักอย่างเอ็นดู รู้มาเหมือนกันว่าชานยอลไม่อยู่ อันที่จริงตั้งใจจะแวะมาหาองค์ชายเปี้ยนตั้งหลายหน แต่ก็กลัวจะถูกมองไม่ดีจึงรอวันที่มีสอนองค์หญิงโฮยอนแล้วพบกันที่ตำหนักพยองอันอย่างเคยคงดีกว่า ปรากฏว่าวันนี้องค์ชายเปี้ยนกลับไม่ได้เสด็จไปอย่างที่คาดไว้ สอนหนังสือเสร็จถึงได้รีบเสด็จมาที่ตำหนักฤดูร้อนอย่างไม่มีลังเล

 

 


จะบอกว่ามาด้วยความคิดถึงก็คงได้

 


 

“จะเสด็จเข้าไปประทับด้านในก่อนไหม”

 


“ไม่เป็นไร” องค์ชายสองมองไปรอบๆพระตำหนักฤดูร้อนแค่เพียงผ่านๆ ไม่ได้มานานจนเกือบไม่เหลือความทรงจำเกี่ยวกับที่นี่ แต่นั่นไม่ได้น่าสนใจไปกว่าพระพักตร์ขององค์ชายป๋ายเซียนที่เขาเอาแต่นับวันเพื่อรอพบกัน

 


“ทำอันใดอยู่หรือ ข้ามารบกวนหรือไม่”

 


“ข้ากำลังอ่านตำราที่ท่านให้มาเมื่อคราวก่อน เกือบจะจบแล้วล่ะพ่ะย่ะค่ะ”

 


“เช่นนั้นหยิบเอาไปอ่านต่อที่หอตำราข้าดีหรือไม่” องค์ชายป๋ายเซียนเลิกคิ้ว “อยากเห็นไม่ใช่หรือ ตอนนี้ข้าสะดวกจะพาไปจะไปด้วยกันไหมล่ะ”

 


“พ่ะย่ะค่ะ!” ตอบแทบไม่คิด องค์ชายป๋ายเซียนยิ้มกว้างรับคำชวนขององค์ชายเจ้าของพระพักตร์สมบูรณ์แบบอย่างดีใจ หลังจากทนเบื่ออยู่ในตำหนักมานานในที่สุดก็มีเรื่องสนุกมาให้ทำสักที  

 


“เช่นนั้นรอข้าตรงนี้สักเดี๋ยว ข้าจะเข้าไปเอาตำราเล่มเก่าออกมา อย่าเพิ่งเปลี่ยนพระทัยนะพ่ะย่ะค่ะ”

 


 


 


 

 

“ตำราในตู้นี้ท่านเขียนเองทั้งหมดเลยหรือ?


 

“อืม”


 

“เก่งจริงๆเลย” องค์ชายป๋ายเซียนไล่ปลายนิ้วไปตามสันตำราในตู้ที่เล็กที่สุดในบรรดาตู้ตำราอื่นๆที่สูงจรดฝ้าเพดานด้านบน แม้มันจะไม่ใหญ่แต่ตำราเล่มเล็กเหล่านี้ก็ช่วยยืนยันความสามารถของผู้เป็นเจ้าของได้เป็นอย่างดีว่าทรงพระปรีชาสามารถแค่ไหน


 

เขาสอดตำราขององค์ชายสองเก็บเข้าที่เดิม ก่อนจะเดินดูตำราในชั้นวางหมวดอื่นๆต่อด้วยความสนใจ หอตำราขององค์ชายสองทำให้เขานึกถึงบ้าน คิดถึงความทรงจำในวันวาน คิดถึงวันที่แอบหนีเหล่าองค์หญิงมาซ่อนตัวอยู่ในห้องตำราของเสด็จพ่อ เขาเป็นหนอนหนังสือ โปรดปรานการอ่านเป็นที่สุด เป็นองค์ชายที่ไม่ได้มีโอกาสออกไปเผชิญโลกกว้างมากนัก แต่โลกทัศน์ก็ไม่เคยแคบเพราะคอยศึกษาตำราอยู่เสมอ


 

“ข้าสามารถเปิดดูได้ทุกเล่มเลยใช่หรือไม่”

 


“หากว่าพอใจ จะหยิบเล่มไหนมาอ่านก็เชิญเลย” องค์ชายสองยืนกอดอกพิงชั้นวางหนังสือ สายพระเนตรมององค์ชายน้อยที่กำลังหยิบจับตำราอย่างเพลิดเพลิน ไม่ว่าอีกฝ่ายจะขยับตัวหรือพูดสิ่งใดออกมาก็ดูน่าสนใจไปเสียหมดเขาไม่สามารถละสายตาออกจากสิ่งงดงามตรงหน้านี้ได้เลยจริงๆ


 

“ตั้งแต่เข้ามาที่นี่ข้ายังไม่เห็นพระสนมยุน องค์ชายสี่ หรือแม้แต่พระชายาของท่านเลย ทรงหายไปไหนกันหมดหรือ” องค์ชายป๋ายเซียนขยับปากคุยกับองค์ชายสองทั้งที่ดวงเนตรสนใจมองแต่ตำรานับพันๆเล่มเท่านั้น ไม่รู้เลยว่าตนกำลังถูกจับจ้อง


 

“ไม่แปลกหรอกหากว่าเจ้าจะไม่พบใคร เพราะข้าตั้งใจให้ห้องห้องนี้ห่างไกลจากผู้คน..ห้องตำรา ห้องทำงาน หากพลุกพล่านและเต็มไปด้วยเสียงน่ารำคาญผู้ใช้งานจะมีสมาธิได้อย่างไรจริงไหม”

 


“อื้ม”


 

“ที่ตำหนักฤดูร้อนคงไม่มีสินะ”


 

“ดูเหมือนองค์ชายสามจะไม่โปรดการอ่านตำรา แต่ก็ฉลาดนัก ช่างจดจำและทรงพระปรีชาสามารถรอบด้าน ไม่รู้ว่าร่ำเรียนวิชาความรู้มาจากผู้ใด บางทีฟ้าอาจประทานพรสวรรค์นั้นให้ก็ได้กระมัง ฮ่ะๆ”

 


“เพิ่งรู้ว่าเจ้าชื่นชมชานยอลถึงเพียงนี้”


 

“อ่ะเช่นนั้นหรือ” พระพักตร์จิ้มลิ้มหันมององค์ชายสอง เขาไม่รู้ตัวว่าเผลอพูดสิ่งใดออกไปบ้าง แค่พูดไปตามที่รู้สึก ไม่นึกว่ามันจะดูเป็นคำชื่นชมในสายตาของบุคคลอื่น

 


“แล้วพระชายาของพระองค์ล่ะ ทราบมาว่าเก่งด้านอาหารมิใช่หรือ”

 


“ไม่รู้สิ ข้าไม่ค่อยรู้อะไรเกี่ยวกับนางนักหรอก”


 


 

“ไม่สนิทกัน” องค์ชายป๋ายเซียนได้เพียงแต่อมยิ้มจางๆ ไม่แสดงความเห็นใดเพราะกลัวจะเป็นการเสียมารยาท เลือกที่จะหันกลับไปสนใจตำราบนชั้นวางต่อ


 

“แล้วชานยอลกับเจ้าล่ะ”


 

“อ่อ..เรื่องของข้าหรือ”


 

“เคยมีความคิดที่จะแยกทางบ้างไหม” องค์ชายป๋ายเซียนชะงักไปกับคำถามแสนจู่โจม “ส่วนข้าคิดอยู่เสมอ แต่ก็ไม่กล้าขัดพระทัยท่านแม่สักที” องค์ชายสองขยับเข้าไปใกล้ๆองค์ชายป๋ายเซียน แตะหัตถ์เล็กที่ตั้งท่าจะปีนบันไดลิงขึ้นไปหยิบเอาตำราบนชั้นสูงให้ลงมาแล้วเอื้อมหยิบให้เอง


 

“บางทีโชคชะตาก็ชอบเล่นตลกกับความรู้สึกของผู้อื่น” องค์ชายป๋ายเซียนค้อมศีรษะขอบคุณองค์ชายสอง หยิบตำรามาทว่าอีกฝ่ายกลับไม่ยอมปล่อยทรงถือไว้แน่น สายพระเนตรมองกันจนองค์ชายป๋ายเซียนทำตัวไม่ถูก รู้สึกหายใจลำบาก ยิ่งอีกฝ่ายขยับเข้ามาใกล้ยิ่งรู้สึกอึดอัด


 

“ชานยอลก็ไม่ต่างจากเด็กที่ชอบคดโกงข้อสอบ นิสัยเจ้าเล่ห์ไร้ความซื่อตรงอย่างที่เชื้อสายกษัตริย์พึงมี ทำผิดไว้ตั้งเท่าไหร่หากแต่กี่ครั้งๆก็ยังได้รับสิ่งดีๆไปเสมอ”


 

“เหตุใดท่านจึงกล่าวเช่นนี้”


 

“ไม่พอใจที่ข้าดูเหมือนว่าให้สามีเจ้าหรือ”


 

 


“อย่าคิดว่าข้ากำลังตำหนิเลย ข้าเพียงพูดความจริงก็เท่านั้น ชานยอลไม่เคยใช้ความพยายาม นิสัยไม่เอาไหน นำพาแต่เรื่องเสื่อมเสียมาสู่ผู้อื่น สร้างแต่ปัญหา วันๆคิดอยู่ไม่กี่เรื่อง ไม่เที่ยวเล่นสนุกก็เริงร่าอยู่ในหอสตรีชั้นต่ำ”

 


“ท่านไม่ควรกล่าวเช่นนี้นะ”

 


“อาจฟังดูเป็นคำพูดที่รุนแรงแต่มันก็คือความจริ---

 


อย่าเอาสิ่งที่ท่านคิดแต่ไม่เคยพิสูจน์มาพิพากษาว่านั่นคือความจริง

 



 

“ถึงเขาจะเอาแต่เล่นและดูไม่เอาไหน ยากที่จะเข้าใจแต่มันก็ไม่ได้หมายความว่าเขาไม่เคยทำดี”


 


 

“อย่างน้อยๆเขาก็ไม่เคยดูถูกผู้อื่น”


 

“ข้า---


 

“วันนี้ท่านคงทำงานมาเหนื่อย อาจจะต้องการเวลาพักผ่อน ข้าว่าข้าขอตัวกลับก่อนดีกว่า”


 

“องค์ชายเปี้ยน!” องค์ชายสองรีบก้าวยาวๆตามไปให้ทันร่างเล็กที่เดินห่างออกไป ดูเหมือนว่าตนจะเผลอสร้างความไม่พอใจให้กับองค์ชายน้อยเข้าเสียแล้ว


 

“ข้าขอโทษ ไม่นึกว่าจะทำให้เจ้าไม่พอใจ” องค์ชายสองรีบเดินเข้าไปขวางทางเดินองค์ชายป๋ายเซียน “เชื่อเถิดว่าข้าไม่เคยมีเรื่องกับชานยอล ที่พูดไปเพียงแค่---


 

“บอกตามตรงว่าข้าไม่สนิทใจที่จะคบหากับผู้ที่จิตใจมีแต่ความอคติ”


 

“ข้าไม่ได้มีอคติ แต่นิสัยของชานยอลนั้น” สายพระเนตรเรียบนิ่งขององค์ชายป๋ายเซียนทำเอาองค์ชายสองยกสองพระหัตถ์ขึ้นยอมแพ้ “เอาล่ะ พูดไปคงเหมือนการแก้ตัว เอาเป็นว่าข้าขอโทษที่พลั้งพูดในสิ่งที่ไม่ควร ต่อไปจะไม่กล่าวถึงชานยอลให้ท่านต้องไม่พอใจอีก”

 



 

“ข้ามีสหายเพียงไม่กี่คน ไม่อยากให้เรื่องแค่นี้ต้องมาทำลายมิตรภาพระหว่างเราและทำให้ข้าต้องเสียเจ้าไปทั้งที่เพิ่งได้รู้จักกันไม่นาน...พอจะให้อภัยกันได้หรือไม่”


 


 

อาการเงียบงันขององค์ชายน้อยทำองค์ชายสองใจเสีย ถอนหายใจให้กับสิ่งที่พลั้งพลาดไป ถึงจะชอบมากเพียงใดเขาก็ไม่สมควรออกตัวมากจนเกินพอดีอย่างเมื่อครู่เลยจริงๆ  


 

“ไม่เป็นไร ข้าเองก็คงประพฤติตัวไม่ดี---


 

“อนุญาตให้ข้าเข้ามาใช้ห้องตำราของท่านบ่อยๆได้ไหมล่ะ” พระพักตร์เรียบเฉยปรากฏรอยยิ้มแทบจะทันทีที่ได้ยินคำถาม แทบไม่ต้องครุ่นคิดองค์ชายแห่งตำหนักตะวันตกก็พยักพระพักตร์รับแต่โดยดี


 

“เช่นนั้นข้าจะไม่ถือสาเรื่องเมื่อครู่ก็ได้ แต่ได้โปรดอย่ากล่าวถึงเขาหรือว่าใครเช่นนั้นอีก เพราะข้าทนฟังไม่ได้จริงๆ”


 

“เข้าใจแล้ว...” ความบริสุทธิ์และความจิตใจดีขององค์ชายป๋ายเซียนยิ่งสร้างความประทับใจต่อองค์ชายสอง เขายิ้มจางๆพลางทอดมององค์ชายตัวเล็กด้วยความโล่งใจ “จะกลับเลยใช่ไหม”

 


“อืม”

 


“เช่นนั้นข้าขออนุญาตเดินไปส่ง”

 

 



 

.

.

 




 

ลู่หานค่อยๆโผล่ออกมาจากหลังต้นไม้เมื่อราชนิกุลทั้งสองพระองค์เสด็จผ่านไป รู้สึกประทับใจเหลือเกินที่ตัวเองบังเอิญผ่านมาเห็นอะไรดีๆเข้า ไม่รู้หรอกว่าความสัมพันธ์ของทั้งสองเป็นมาอย่างไร แต่การที่พระชายาของตำหนักฤดูร้อนออกมาจากตำหนักตะวันตกโดยมีองค์ชายสองเสด็จตามมาง้องอนราวกับคนรักกันนั้นช่างน่าคิดเสียนี่กระไร ไหนจะสายพระเนตรแสนเสน่หาขององค์ชายสองคู่นั้นอีก 




น่าติดตามจริงๆ

 


 

มุมปากสวยแสยะยิ้มร้าย เดินตัวปลิวกลับตำหนักบูรพาขององค์ชายตนอย่างอารมณ์ดี

 

 




#สะใภ้บรรณาการ


 

 

 










         CR.SQW
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 618 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

10,413 ความคิดเห็น

  1. #10309 Mr-mztxx (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 18 มิถุนายน 2563 / 23:42
    มองไปทางไหนก็เจอแต่เสี้ยนหนามจริงเชียว
    #10,309
    0
  2. #10286 munkrishear (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 16 พฤษภาคม 2563 / 01:00
    โอ้ยยยย ลู่หานนนน หยุดทำแบบนี้ตัดใจสักที
    #10,286
    0
  3. #10270 khaothommud24 (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 10 พฤษภาคม 2563 / 18:39
    เหม็นเขียวลู่หานเจ้าค่ะ
    #10,270
    0
  4. #10150 chutima_19 (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 24 มกราคม 2563 / 12:19
    หยุดเดี๋ยวลู่หาน
    #10,150
    0
  5. #10136 เหมี๊ยวกวิ้น🐧 (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 12 มกราคม 2563 / 15:20
    เย้ยยยย ลู่หานเห็น จะเอาไปใส่ความให้ป๋ายมั้ยนะ
    #10,136
    0
  6. #10088 ออมม่า (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 23 ธันวาคม 2562 / 12:50

    มีตบนะ ลู่

    #10,088
    0
  7. #10062 PRAE.VV (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 20 ธันวาคม 2562 / 13:57
    ลู่หานเอย เพ้อฝันไม่เลิกจริงๆ
    #10,062
    0
  8. #10018 KaRToon_HH (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 8 ธันวาคม 2562 / 09:06
    ลู่หานขอร้องเถอะ
    #10,018
    0
  9. #9983 Timmmmmmmm (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 23 พฤศจิกายน 2562 / 09:57
    นุเริ่มได้กลิ่นมาม่าลอยมาแล้ว;_;
    #9,983
    0
  10. #9937 pbcy (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 19 ตุลาคม 2562 / 19:44
    อ่ะยัยลู่หาน เธอเป็นตัวร้ายอย่างสมบูรณ์แบบ ไปตามองค์ชายหมอก่อน
    #9,937
    0
  11. #9897 IPINOCKIO (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 18 กันยายน 2562 / 14:02
    น้องงงงงงงง น้องน่ารักมากกกก ฉากที่ช่วยแต่งตัวให้องค์ชายสามแล้วน้องบอกว่าอยากนอนกอดข้าก็ขอจงรีบกลับมา อย่าทิ้งกันให้คอยนานนี่แบบ งื้ออออออออออ ป๋ายเซียนนนนนนน หนูจะทำตัวน่ารักแบบนี้ไม่ได้นะลูกกก ไม่ใช่แค่ป๋ายพี่ชานก็เอากับเค้าด้วย มีจูบล่ำลาไปอี๊กกกกก เขินไม่ไหวแล้วจ้าาาา พี่ชานมีขอรางวัลแล้วมีหรือน้องป๋ายจะไม่ให้ อร๊ายยยยยยยยยยยยยย
    เอาแล่ววว ป๋าย หนูควรอยู่ให้ห่างจากองค์ชายสอง คืออี้ฟานในตอนนี้ดูไม่ร้ายเท่าชางมินแต่เอาจริงๆเราว่าร้ายลึกแน่นอน ชอบเมียคนอื่นไม่เท่าไร แต่มีหน้ามาพูดถึงสามีเค้าในทางที่ไม่ดีแถมยังยุงยงให้แยกทางอีก พอ!!! ลู่หานอีกคน เซฉุนอยู่ไหน เอาลู่กับอี้ไปเก็บซิ กลิ่นดราม่าลอยมาแต่ไกล โว๊ยยยยยยยย
    #9,897
    0
  12. #9861 heykiki (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 12 กันยายน 2562 / 21:48
    จะชิบหายเพราะลู่หานเนี่ยแหละ อะไรก็ไม่รู้ ยุ่งจังเล้ย ป๋ายเซียนน่ารักเกินก็เป็นภัย มีแต่คนมารุม สงสารน้องงงงงงง
    #9,861
    0
  13. #9812 mayyamcc (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 3 มิถุนายน 2562 / 15:07
    ลู่หาน เจ้าอีกแล้วนะ
    #9,812
    0
  14. #9799 psirikwan43 (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 3 มิถุนายน 2562 / 02:27
    องค์ชายสองกับลู่หานนี่ควรไปอยู่ด้วยกันอ่ะ เห้อออออ
    #9,799
    0
  15. #9776 thitiporn04 (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 22 เมษายน 2562 / 00:47
    คนจิตใจสกปรกก็คงคิดกันได้แค่นี้ล่ะมั้ง ดีแต่ให้ร้ายคนอื่น
    #9,776
    0
  16. #9760 KcNDy (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 21 มีนาคม 2562 / 03:15
    ไม่เอาน่า ...
    #9,760
    0
  17. #9708 faaah92 (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 14 มกราคม 2562 / 23:47
    เฮ้อ...........
    #9,708
    0
  18. #9653 bemysunshine (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 11 พฤศจิกายน 2561 / 00:05
    รำคาญพี่สองแล้วจะต้องมาเจอลู่หานอีก โอ๊ยยย จริงๆเลยเรื่องที่ทำให้ผัวเมียผิดใจทะเลาะกันน่ะ ยัยน้องอย่าโปรยเสน่ห์ให้มากสิพี่ชานยอลจะหึงเอาน้า
    #9,653
    0
  19. #9608 Park Nokia. (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 22 ตุลาคม 2561 / 00:46
    แลงมากกกอะไรเนี่ยย
    #9,608
    0
  20. #9580 tatatailtv2546 (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 1 ตุลาคม 2561 / 13:10
    รู้สึกไม่ชอบลู่เลยอะ
    #9,580
    0
  21. #9578 0461anti12 (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 22 กันยายน 2561 / 18:26
    องค์ชายสองงง น้อนมีผัว เอ้ย!!!สัมมีแย้วน้ะ อย่ามาทำแบบนี้//อิพี่ลู่ อยากโดนปล้ำมั้ยยย!!!? ไปหาองค์ชายห้อนู่นนนน
    #9,578
    1
    • #9578-1 0461anti12(จากตอนที่ 22)
      22 กันยายน 2561 / 18:27
      ห้า* มาแก้คำผิดเด้อ5555+
      #9578-1
  22. #9569 sirinthipYY (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 2 กันยายน 2561 / 22:11
    ลู่หานเจ้าอีกแล้วรึ!? เอาไปเก็บๆ
    #9,569
    0
  23. #9550 nt__pcy (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 22 สิงหาคม 2561 / 08:57
    อิพี่ลู่ 🙄 องค์ชายห้าเอาลู่หานไปเก็บทีเถิด
    #9,550
    0
  24. #9546 lad1988da (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 21 สิงหาคม 2561 / 08:10

    องค์ชายสองจะมาเต๊าะเมียคนอื่นแบบนี้ไม่ได้นะ ไปดูแลเมียตัวเองซิ

    ลู่หานก็จะร้ายไปถึงไหนเนี่ย เดี๋ยวให้ฮุนจับปล้ำเลยหนิ

    นี่ถ้าองค์ชายสามกลับมากลัวความดราม่าจัง

    #9,546
    0
  25. #9490 11507416p (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 9 สิงหาคม 2561 / 23:23
    พี่ลู่เค้าไม่รักก็หยุดเถอะนะ อะไรก็ตามที่พี่คิด ฮุนมาเก็บพี่เค้าที
    #9,490
    0