สะใภ้บรรณาการ (Chanbaek) -END-

ตอนที่ 21 : 20 - นี่แหละหนอ…รัก

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 22,792
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 612 ครั้ง
    22 ม.ค. 60

 


-20-

นี่แหละหนอรัก



 



 

 

 

            องค์ชายป๋ายเซียนทอดพระเนตรลูกศิษย์ตัวน้อยที่กำลังฝึกเขียนตัวหนังสือจากปลายพู่กันลงบนกระดาษยาวเกือบสองเมตรแม้มีพระชนมายุเพียงเจ็ดพรรษาแต่พัฒนาการขององค์หญิงโฮยอนนั้นถือว่าดีทีเดียว ทรงพระปรีชาสามารถ เรียนรู้ในด้านต่างๆได้ค่อนข้างไว ฝีพระหัตถ์การคัดลายมือเป็นระเบียบเรียบร้อย พี่เลี้ยงชั่วคราวอย่างองค์ชายป๋ายเซียนจึงไม่เสียแรงเปล่าที่คอยตั้งพระทัยสอนอย่างเต็มกำลังความสามารถ

 

 

            กว่าหลายวันแล้วที่องค์ชายป๋ายเซียนมาอยู่เป็นพี่เลี้ยงให้กับองค์หญิงน้อยที่พระตำหนักพยองอัน ไม่ได้ทรงงานเหมือนอย่างองค์ชายสามพระสวามีก็รู้สึกเหนื่อยได้ เพราะองค์หญิงน้อยโฮยอนดื้อเงียบอย่าบอกใคร

 

 

            ต่อหน้าพระมารดาและพระญาติองค์หญิงมักว่านอนสอนง่าย กิริยามารยาทเรียบร้อย เป็นเด็กดี ทว่าลับหลังกลับไม่ใช่เลย เมื่ออยู่กันตามลำพังองค์หญิงโฮยอนจะแผลงฤทธิ์ทันที เอาแต่พระทัย เสียนิสัยตั้งแต่อายุยังเท่านี้องค์ชายป๋ายเซียนล่ะนึกหวั่นพระทัยให้กับภายภาคหน้าจริงๆ

 

           

แต่จะกล่าวโทษเพียงเด็กคงไม่ได้พระสนมสี่เป็นผู้มีนิสัยดุ น้ำเสียงไม่เป็นมิตรเอาเสียเลย อีกทั้งชอบใช้อำนาจสั่งการเหล่าข้าหลวงรับใช้ต่อหน้าลูก เด็กวัยกำลังโตที่ไม่เคยได้ออกไปเล่นเหมือนเด็กคนอื่นๆเลยไม่เคยเผชิญโลกกว้างถึงได้เลียนแบบและซึมซับพฤติกรรมพระมารดามาเช่นนี้

 

 

            องค์ชายป๋ายเซียนทำได้ดีที่สุดแค่ค่อยๆช่วยบอกช่วยเตือนเท่าที่ตัวเองพอทำได้ สอนวิชาศิลปะดนตรีเพื่อหวังขัดเกลาให้องค์หญิงน้อยมีจิตใจอ่อนโยนและไม่เติบโตไปเป็นสตรีที่แข็งกระด้าง ซึ่งก็ไม่รู้ว่าซึมซับไปมากน้อยเพียงใด เพราะตนและองค์หญิงก็เพิ่งมารู้จักกันได้ไม่นาน จะให้เด็กเชื่อฟังคงต้องอาศัยเวลาสักระยะ

 

 


            แป๊ก

 


 

            พู่กันในพระหัตถ์เล็กกระจิดริดกลิ้งตกลงพื้นเพราะผู้เป็นเจ้าของวางทิ้งๆขว้างๆหลังจากตวัดอักษรตัวสุดท้ายเสร็จสิ้น องค์หญิงโฮยอนเอนหลังพิงตู้ไม้สีน้ำตาลเข้มด้านหลังด้วยสภาพหมดแรง ยกพระหัตถ์ทั้งสองข้างขึ้นมาดูพลางเบะปากเล็กๆออก สองขาเหยียดคนละทิศละทางจนกระโปรงฟูฟ่องสีชมพูเลิกขึ้นมาเหนือข้อเท้า พระเกศาที่เหล่านางกำนัลพี่เลี้ยงอุตส่าห์รวบให้ดิบดียุ่งเหยิงองค์ชายป๋ายเซียนทอดพระเนตรแล้วได้แต่ส่ายศีรษะตาม

 

 

            “เขียนได้ไม่กี่ตัวก็หมดแรงเสียแล้ว”


 

            “ตัวละเป็นร้อยๆคำ! มือของข้าชาไปหมดแล้ว”


 

            “ก็เสร็จแล้วนี่” องค์หญิงโฮยอนทำคอพับคออ่อน ปล่อยให้พระชายาของพระเชษฐาตรวจดูความเรียบร้อยบนกระดาษเขียนได้ตามพระทัย “ตัวนี้เจ้ายังเขียนไม่ถูกนะ มันต้อง---


 

            “ไม่เอาแล้วนะ ข้าไม่อยากคัดใหม่แล้ว ฮื่ออ”


 

            “อยากถูกพี่รองของเจ้าดุก็ตามใจ”


 

“งื้อ!


 

พอได้ยินพระนามของบุคคลที่สามองค์หญิงโฮยอนยิ่งเบะปากงอแง องค์ชายป๋ายเซียนก้มพระพักตร์ขำน้อยๆ การบ้านที่ทั้งเคี่ยวทั้งโหดต่อเด็กเช่นนี้แน่นอนว่าไม่ใช่ของเขาเอง เพราะถ้าเป็นของเขารับรองเลยว่าองค์หญิงคงไม่บรรจงเขียนอย่างตั้งพระทัยเช่นนี้แน่

 

 

ป๋ายเซียนแค่รับคำไหว้วานจากอาจารย์ผู้สอนมาอีกที มีหน้าที่ควบคุม ดูแล ตรวจตราก่อนการบ้านจะส่งถึงพระหัตถ์ของผู้สั่งเท่านั้น

 

 

            “พระชายาช่วยเจรจากับพี่รองให้ข้าสิ ท่านนั่งดูข้าอยู่ตลอดต้องรู้ว่าข้าตั้งใจทำมากแค่ไหน อย่าให้ข้าต้องคัดใหม่อีกเลยนะเพคะ..

 


            “พี่รองของเจ้าคงจะฟังคนนอกอย่างข้าหรอก”


 

            “พี่รองชอบพระชายาจะตายไป”


 

            “หืม..

 


            “ข้าดูออก” องค์หญิงน้อยดึงกระดาษออกจากพระหัตถ์ขององค์ชายป๋ายเซียนแล้วลุกขึ้นจากเบาะรองพื้น นำมันไปแผ่จนสุดความยาวเพื่อตากหมึกให้แห้ง ก่อนจะกลับมานั่งลงที่เดิม สบสายพระเนตรของพระชายาซึ่งนั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม มีเพียงโต๊ะไม้เล็กๆคั่นอยู่ตรงกลาง


 

            “พี่รองคุยไม่เก่ง แต่พออยู่กับพระองค์กลับพูดคล่องปรื๋อเลย อารมณ์ก็ดี๊ดี”


 

            “อยู่กับเจ้ามากกว่ากระมัง” องค์หญิงโฮยอนส่ายศีรษะแทบจะทันที


 

            “กับข้าหรือกับใครพี่รองก็หน้านิ่ง ไม่เหมือนพี่สามใจดีที่สุดในโลกเลย”


 

            “ฮ่ะๆ”


 

            “ท่านหน้าแดงจริงๆด้วย”


 

            “


 

            “พี่สามบอกว่าพระชายาชอบหน้าแดง”


 

            “บอกเจ้าตอนไหนฮึ”


 

            “อยากรู้ต้องช่วยพูดกับพี่รองให้ข้านะ ข้าไม่อยากคัดลายมือแล้ว” องค์ชายป๋ายเซียนแอบชะงัก องค์หญิงโฮยอนตัวแค่นี้แต่กลับรู้จักต่อรอง ซ้ำยังเป็นเรื่องที่ทำให้ป๋ายเซียนอยากรู้เสียด้วย “ท่านจะช่วยข้าใช่ไหมพระชายา ข้ารู้ความลับตั้งหลายเรื่องนะ เรามาแลกกันนะ นะๆๆ”

 

 

นิสัยเจ้าเล่ห์เช่นนี้ซึมซับมาจากผู้ใดกัน พระสนมสี่หรือพี่สามของนาง

 

 

            “เกียจคร้านตั้งแต่อายุยังเท่านี้ ต่อไปเจ้าจะเติบโตไปเป็นผู้ใหญ่เช่นไร”


 

            “แค่หนนี้หนเดียวเอง ดูมือของข้าสิ ข้าคัดเป็นร้อยๆตัวแล้ว ผิดเพียงไม่กี่ตัวมองข้ามๆไปก็ได้นี่นา


 

            “


 

            “น๊าพี่สามเคยบอกว่าหากฝืนทำในสิ่งที่ไม่อยากทำผลลัพธ์ของมันไม่มีวันออกมาถูกใจ ข้าไม่อยากคัดแล้ว ฝืนไปมันต้องไม่สวยกว่าเดิมแน่ๆ เห็นด้วยกับข้าใช่ไหม ใช่ไหมๆๆ”


 

            “


 

            “ข้ารู้ความลับของพี่สามจริงๆนะ” องค์หญิงน้อยยื่นพระพักตร์เข้าไปหาพระชายาป๋ายเซียน พยายามเกลี้ยกล่อมทุกวิถีทางเพื่อให้ผู้มีอายุมากกว่ายอมพระทัยอ่อน “พี่สามบอกว่าท่านชอบคราง


 

            “ทะลึ่ง!” องค์หญิงน้อยสะดุ้ง จ้องสีพระพักตร์แดงเรื่อแกมดุของพระชายาอย่างงุนงง “เอาเรื่องเช่นนี้มาเล่าให้เด็กฟังได้เยี่ยงไร


 

            “ครางละเมอเหมือนหมาน้อยมันทะลึ่งด้วยหรือเพคะ”


 

            “

 


            “พี่สามบอกว่าพระองค์ชอบครางละเมอเหมือนหมาน้อยเลย ไม่เชื่อก็ให้ชวนหลับตอนตอนกลางวัน เสียงงุ้งงิ้งน่าแกล้ง” องค์ชายป๋ายเซียนกระแอมไอด้วยความรู้สึกเสียหน้านิดๆ เผลอคิดลึกกับเรื่องน่าอาย แต่เขาจะไม่โทษตัวเองหรอก ที่หมกมุ่นกับเรื่องพรรค์นี้ก็เพราะเจ้าของตำหนักฤดูร้อนนั่นแหละ


 

“แล้วพี่สามของเจ้าเล่าอะไรอีก”

 


“ต้องรับปากว่าจะช่วยข้าก่อนนะ แล้วข้าจะเล่าทุกอย่างเลย”


 

“เอ๊ะ” คนถูกเด็กต่อรองจิ๊ปาก “ก็ได้” แต่ความอยากรู้ก็เอาชนะทุกสิ่ง องค์ชายป๋ายเซียนพยักพเยิดให้องค์หญิงโฮยอนเล่าต่อ ริมฝีปากบางเฉียบแย้มพระสรวลกว้าง ดีดตัวนั่งหลังตรงอย่างกระตือรือร้น


 

“พี่สามบอกว่าพระชายาดุมาก”


 

“มันน่าไหมล่ะ”


 

“ขี้งอน”


 

“พี่สามของเจ้าต่างหากที่แสนงอน”


 

“ดื้อด้วย ชอบเถียงเหมือนเด็กๆเลย”


 

“นั่นไม่ใช่การกล่าวถึงตัวเองหรอกหรื---


 

“แต่ก็ชอบ”

 



 

“ข้าไม่ค่อยเข้าใจหรอก แต่พี่สามดูจะชอบท่านมากจริงๆนะ ชอบแอบมองท่านตอนที่ท่านเผลอตลอดเลย พี่รองก็เหมือนกัน”


 

“พี่รอง?


 

“อื้อ..ข้าเห็นพี่รองแอบมองท่านบ่อยๆ”


 

“เจ้าคิดไปเองมากกว่ากระมัง”


 

“ข้าเห็นจริงๆนะ!” องค์ชายป๋ายเซียนได้แต่หัวเราะเบาๆพลางส่ายพระพักตร์  ไม่ได้คิดว่าเด็กโป้ปด แต่คิดว่าคงตีความผิดไปเสียมากกว่า องค์ชายสองเป็นพี่ชายขององค์ชายสาม เช่นนั้นก็ไม่ต่างอันใดจากเป็นพี่ของตนด้วย ครั้นจะให้คิดไปอื่นไกลคงเป็นไปไม่ได้

 

 

 

องค์ชายสองเสด็จ~

 

 

 

“อ๊ะ...พี่รองมาแล้ว” องค์หญิงโฮยอนรีบนั่งในท่าทางสำรวม องค์ชายป๋ายเซียนเห็นภาพที่เปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือนี้จนชิน หากแต่ก็อดส่ายพระพักตร์ให้เสียมิได้



 

เสียงเลื่อนเปิดประตูห้องบรรทมดังขึ้นต่อจากนั้น ผู้ที่อยู่ในห้องทุกคนต่างลุกขึ้นถวายความเคารพแด่องค์ชายผู้มาเยือน พระพักตร์สมบูรณ์แบบยังคงเรียบเฉย สายพระเนตรเยือกเย็นทอดมายังผู้มีอายุน้อยกว่าทั้งสองแล้วก้าวเข้ามาหาใกล้ๆ



 

“ถวายบังคมเพคะ..พี่รอง”

 


“นั่งลงเถิด” องค์ชายอี้ฟานผายพระหัตถ์ให้ทั้งคู่ ก่อนจะพาตัวเองประทับลงบนเบาะรองพื้นข้างๆพระชายาป๋ายเซียนซึ่งเป็นตำแหน่งประจำ


 

“เป็นอย่างไร การบ้านที่พี่สั่งไว้เมื่อสัปดาห์ที่แล้วเจ้าทำเสร็จหรือยัง” เอ่ยถามพลางวางตำราหลายเล่มลงบนโต๊ะของพระกนิษฐา นอกจากวิชาภูมิศาสตร์แล้วในวันนี้เขายังนำตำราเล่มอื่นติดพระหัตถ์มาด้วยเนื่องจากเคยได้ให้สัญญากับองค์ชายป๋ายเซียนเอาไว้


 

“ส..เสร็จแล้วเพคะ”

 


“เรียบร้อยดีไหม”


 

“เรียบร้อยดีเพคะ” ผู้ที่เป็นทั้งพระเชษฐาและอาจารย์เลิกคิ้วขึ้นเพื่อเป็นการถามย้ำ สีพระพักตร์กระตือรือร้นพร้อมการฉีกยิ้มแฉ่งของพระกนิษฐาทำเอามุมปากได้รูปกดยิ้มเบาๆหันไปมองพยานสำคัญเพื่อความแน่ใจ  

 


“องค์หญิงตั้งใจคัดทีเดียว แต่พระองค์จะตรวจดูอีกหนก็แล้วแต่เห็นสมควรพะยะค่ะ”


 

“ไม่เป็นไร ข้าเชื่อเจ้า” บอกเสียงนุ่มน่าฟัง องค์หญิงโฮยอนได้แต่นั่งกะพริบตาปริบๆ ไม่อยากจะเชื่อว่าพี่รองผู้แสนละเอียดและเข้มงวดต่องานทุกชิ้นจะว่าง่ายได้ถึงเพียงนี้ เพราะโดยปกติเสด็จมาถึงก็ต้องตรวจทานการบ้านที่สั่งไว้ตั้งหลายหนกว่าจะเข้าสู่บทเรียน ทว่าครานี้กลับผิดไปจากเดิมนัก

 


“ข้าหยิบตำราที่รับปากเจ้าเอาไว้เมื่อสัปดาห์ก่อนมาให้ด้วย มีคำสอนของขงจื้อและกฎหมายของโชซอนที่เจ้ากล่าวว่าอยากอ่าน ถ้าจบแล้วหรืออยากได้ตำราประเภทไหนเพิ่มอีกบอกข้าได้”


 

“เป็นพระมหากรุณาธิคุณยิ่งพะยะค่ะ” องค์ชายป๋ายเซียนแย้มยิ้มดีใจ รับตำรามาเปิดดูคร่าวๆราวกับเด็กน้อยที่เพิ่งได้ของเล่นชิ้นใหม่

 


นับจากได้มีโอกาสพูดคุยกันเมื่อคราวก่อน ดูเหมือนว่าความสัมพันธ์ของทั้งสองจะพัฒนาไปด้วยดีต่างได้แลกเปลี่ยนเรื่องที่ตนชอบให้แก่กัน และเป็นเรื่องน่ายินดีที่ต่างฝ่ายต่างโปรดปรานการศึกษาตำราด้วยกันทั้งคู่จึงสามารถคุยกันได้อย่างถูกคอ


 

องค์ชายสองเสด็จมาสอนหนังสือองค์หญิงโฮยอนแค่สองวันต่อสัปดาห์ นอกนั้นจะเป็นหน้าที่ของเหล่าอาจารย์ท่านอื่น ซึ่งจากวันนั้นมาจนถึงวันนี้ก็ผ่านมาหลายวันทีเดียวที่ไม่ได้พบหน้ากัน องค์ชายป๋ายเซียนไม่นึกว่าคำพูดที่เคยคุยเล่นกันไม่กี่ประโยคในครานั้นองค์ชายสองจะยังจำได้ใส่พระทัยแม้แต่เรื่องเล็กๆน้อยๆ สมแล้วที่เป็นอาจารย์ของเหล่าบัณฑิต


 

“มีโอกาสเมื่อใดข้าคงได้พาเจ้าไปชมห้องตำราของข้าที่ตำหนัก”


 

“จริงหรือพะยะค่ะ?!” องค์ชายสามเคยเล่าให้ฟังว่าองค์ชายสองมีห้องตำราขนาดใหญ่เป็นขององค์เอง ตำราหายากล้วนแล้วแต่มีสะสมไว้ พอได้ยินผู้เป็นเจ้าของออกปากเองเช่นนี้ องค์ชายป๋ายเซียนจึงออกอาการดีใจอย่างไม่ปิดบัง


 

“ข้าจะโป้ปดเจ้าไปทำไม” รอยยิ้มสดใสจนดวงเนตรกลายเป็นรูปพระจันทร์เสี้ยวไม่ว่ามองกี่คราก็รู้สึกประทับใจ

 


“เคยได้ยินมาว่าพระองค์ไม่อนุญาตให้ผู้ใดเข้าไปง่ายๆ ไม่นึกว่าข้าจะได้รับเกียรตินั้น”


 

“นั่นสินะ

 


“คงจะเป็นห้องตำราที่ใหญ่มากใช่หรือไม่ เสด็จพ่อของข้าก็โปรดปรานการอ่านหนังสือเป็นที่สุด ที่พระราชวังจึงมีห้องตำราส่วนพระองค์ที่ใหญ่ทีเดียว ข้าเองก็มีโอกาสได้เข้าไปใช้งานอยู่บ่อยๆ”


 

“มาอยู่ต่างบ้านต่างเมือง คงคิดถึงครอบครัวไม่น้อยเลยล่ะสิ”


 

“พะยะค่ะ”


 

“หากข้าเป็นชานยอล คงอดพาเจ้ากลับไปเยี่ยมบ้านบ้างมิได้”


 

“องค์ชายสามมิสามารถเข้าออกวังหลวงได้สะดวก อีกทั้งช่วงนี้ยังต้องช่วยงานองค์รัชทายาท ข้าไม่กล้าเอ่ยปากรบกวนหรอก”


 

“หากประพฤติตัวดีๆเสียตั้งแต่ทีแรกคงไม่ถูกบังคับหรือกักบริเวณ...” องค์ชายสองเปิดตำราหน้าที่จะสอนองค์หญิงโฮยอนในวันนี้ ริมฝีปากยังคงขยับคุยกับองค์ชายป๋ายเซียนซึ่งนั่งอยู่ข้างกัน “...ว่ายากสอนยาก ดื้อด้านจนเกินจะกล่าวเตือน เจ้าคงปวดหัวด้วยน่าดู”


 

“จะว่าอย่างนั้นก็ไม่ผิดนัก”

 


“ข้าเข้าใจความรู้สึกเจ้า” องค์ชายสองหันไปมองพระพักตร์อ่อนเยาว์ ทอดพระเนตรรอยยิ้มหวานด้วยสีพระพักตร์จริงจังจนผู้เป็นเจ้าของค่อยๆคลายยิ้มลง “ความรู้สึกที่ถูกยัดเยียดใครสักคนให้ทั้งที่เราไม่พึงปรารถนา แต่จำต้องรับเอาไว้ด้วยเหตุจำเป็นนั้นมันแย่สุดๆเจ้าคิดเหมือนข้าไหม”

 


“อ่า

 


ก็จริงป๋ายเซียนเคยคิดเช่นนั้นเหมือนกัน กระทั่งวันที่เผลอหลงรักคนผู้นั้นอย่างสุดหัวใจถึงได้รู้ว่าฟ้ายังมีเมตตาที่ไม่ทำให้ตนทุกข์ไปตลอด แต่จะให้โอ้อวดถึงความสุขของตัวเองให้ผู้อื่นฟังก็เห็นทีจะไม่ใช่นิสัย อีกอย่างสีพระพักตร์อมทุกข์ขององค์ชายสองทำให้องค์ชายป๋ายเซียนไม่กล้าแสดงความเห็นใด ทำได้เพียงเป็นผู้ฟังที่ดี ไม่ขัดบทสนทนาให้มันล่มลงกลางคัน

 


“ข้าถามตัวเองอยู่บ่อยครั้งว่าเหตุใดจึงต้องเป็นตัวเอง”

 


“เป็นเรื่องปกติพะยะค่ะ ข้าเองก็เคย แต่ท้ายที่สุดสิ่งใดที่ทำให้บุพการีสบายพระทัยได้ก็เห็นเป็นการสมควรสำหรับข้า เพื่อครอบครัวและบ้านเมืองแล้วไม่ว่าชีวิตหรือสิ่งใดข้าก็มอบให้ได้ทั้งนั้น”

 


“ข้าไม่เคยนึกอิจฉาชานยอลเลยจนกระทั่งวันนี้”

 


“มีสิ่งใดให้ต้องอิจฉาหรือ ในเมื่อข้าเป็นบุรุษ” องค์ชายป๋ายเซียนกล่าวเสียงกลั้วหัวเราะ “พระชายาของพระองค์มองไกลๆยังรู้ได้ว่ามีพระสิริโฉมงดงาม แบบนี้สิที่น่าอิจฉากว่า”

 


“ภายนอกจะประทินโฉมให้สะดุดตาอย่างไรก็ย่อมได้ แต่ภายในที่จะตรึงใจเราไว้มิรู้ลืมนี่สิมันยากที่จะสร้างขึ้นมิใช่หรือ”

 


 


“สวรรค์ช่างไร้ความยุติธรรม ทรมานผู้ที่เสียสละเพื่อส่วนรวม แต่กับผู้ที่ไม่เอาไหนกลับประทานแต่สิ่งดีๆให้”

 



 

“ข้าคงเพ้อเจ้อมากไปแล้วล่ะ เจ้าคงจะเบื่อ” องค์ชายป๋ายเซียนส่งยิ้มจางๆให้ เลือกที่จะไม่ต่อความเพราะไม่อยากกินเวลาสอนหนังสือขององค์หญิงโฮยอนกับเรื่องสัพเพเหระไปมากกว่านี้ ปล่อยให้องค์ชายสองได้ทำหน้าที่อาจารย์ผู้สอน ส่วนตนก็ถือโอกาสนั่งเรียนไปด้วยน่าจะดีกว่ามัวคุยกันแต่เรื่องที่เด็กหรือแม้แต่ตัวเองก็ไม่อาจเข้าใจ

 

 


           



 


            “เรือของชาวตะวันตกล่องมาทางเมืองท่าของเราเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ”


 

            “หลายวันก่อนสายรายงานมาว่าเรือเกิดอับปางลงในน่านน้ำเราอีกแล้ว”


 

            “สั่งจำคุกพวกกะลาสีเรือไปไม่รู้ตั้งเท่าไหร่ดูเหมือนจะใช้ไม่ได้ผลพะยะค่ะ” เสียงคุยงานกันอย่างเคร่งเครียดของพวกขุนนางและองค์รัชทายาทดังทั่วห้องทรงงานทางด้านปีกซ้ายของพระตำหนักบูรพา


 

            โต๊ะกว้างที่ด้านบนทำเป็นผังเมืองโชซอนกินเนื้อที่ส่วนกลางของห้องสี่เหลี่ยมไปมาก รอบๆเต็มไปด้วยตู้ หีบบรรจุเครื่องมือเครื่องใช้และบรรดาตำราต่างๆ ไร้สิ่งตกแต่งอากาศเย็นกลายเป็นอบอ้าวเพราะจำนวนคนในห้อง

 

 

“ทำอย่างไรกันดีพะยะค่ะ”

 

 

            “เจ้ามีความเห็นอย่างไรชานยอล” องค์รัชทายาทหันไปถามความเห็นน้องชายที่ระเห็จตัวออกไปอยู่นอกวง นั่งไขว่ห้างอยู่บนโต๊ะทรงงานด้านหลังพวกขุนนาง พระหัตถ์คอยโบกพัดช้าๆอย่างสบายอารมณ์ ไม่ได้ยินดียินร้ายต่อเรื่องงานแต่อย่างใด

 

 

 แค่มองภาพบุรุษตัวใหญ่นับสิบช่วยกันมุงผังเมืองและถกเถียงปัญหากันไม่เลิกองค์ชายสามก็รู้สึกอึดอัดแบบที่ไม่ต้องเข้าไปร่วมเบียดด้วยแล้ว

 


“ได้ยินที่ข้าถามไหม"

 


            “ข้าแสดงความเห็นได้แล้วรึ?” แสร้งตีสีพระพักตร์ตื่นเต้นติดกวนประสาท สุรเสียงระรื่นแกมประชดประชันอยู่ในที หลายวันที่มาช่วยงานแทบไม่มีผู้ใดรับฟังเสียงของเขา ไม่ว่าจะให้ความเห็นใดๆไปก็ถูกปรักปรำว่าเอาแต่เล่นซึ่งก็ทั้งจริงและไม่จริง

 


ช่วยไม่ได้พวกขุนนางแก่วิชาอยากโอ้อวดความรู้เอง ทั้งยังว่าเขาเพ้อเจ้อพูดในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ ไม่สมเหตุสมผลบ้างล่ะ อ่านสถานการณ์น้อยไปเพราะอ่อนประสบการณ์บ้างล่ะฟังแล้วได้แต่คันไม้คันมือ อยากถอนหงอกสั่งสอนให้เลิกปากดีสักที ติดว่ายังเกรงพระทัยองค์รัชทายาทถึงต้องย้ายตัวเองออกมาอยู่ห่างๆ นั่งแกะเล็บแคะหูไปเรื่อยเปื่อย ว่างเสียยิ่งกว่าว่าง  

 


“ข้าถามดีๆเจ้าก็ตอบดีๆ อย่ากวนโทสะในตอนที่ข้ากำลังจริงจัง”

 


“มิบังอาจๆ ความเห็นที่เป็นดั่งลมพัดผ่านพูดไปก็เท่านั้น พวกขุนนางของพี่ใหญ่มากความสามารถกันถึงเพียงนี้ มองปราดเดียวก็น่าจะรู้วิธีแก้สถานการณ์ เหตุใดจึงอยากรู้ความเห็นของผู้อ่อนประสบการณ์อย่างข้าอีก”

 


“เจ้ากำลังทำให้ข้าปวดหัวเพิ่ม”

 


“ข้าแค่กล่าวตามความจริงเท่านั้นเอง” ผู้ฟังได้แต่พรูลมหายใจ เหนื่อยกับงานแล้วยังต้องมาเหนื่อยกับคนอีก

 


“ข้ารู้ว่าเจ้าเคยลงไปที่เมืองท่าหลายครั้งแล้ว คลุกคลีกับชาวบ้านมาก็มาก เส้นทางก็ชำนาญดี คงมีความเห็นให้เราได้ใช้ประโยชน์บ้าง”

 


“ฟังระรื่นหูไม่น้อย แต่ก่อนอื่นรับสั่งให้พวกขุนนางของท่านขอโทษข้าก่อนดีไหมนะ” องค์ชายสามหุบพัด ใช้มันเคาะปลายนิ้วตัวเองพลางกระตุกยิ้มยียวนให้พวกขุนนางที่ยืนอ้าปากค้าง กลืนน้ำลายลงคอแทบไม่กล้าสบสายพระเนตร “ข้าไม่ใช่พวกยึดติดฐานันดรศักดิ์ แต่พวกที่ชอบอวดโอ้สรรพคุณตัวเองว่ารู้มากจนไม่รับฟังผู้อื่นก็ช่างน่ารำคาญยิ่งกว่าแมลงจริงๆ”

 


“เอาล่ะๆ ข้าไม่อยากจะต่อปากต่อคำกับเจ้าให้เสียเวลา” องค์รัชทายาทหันไปพยักพเยิดให้เหล่าขุนนาง แม้จะฝืนใจสักหน่อย แต่หากเป็นรับสั่งของผู้อยู่เหนือหัวแล้วไม่ว่าอย่างไรก็ต้องปฏิบัติตาม

 


“ขอประทานอภัยองค์ชายสาม” ทั้งหมดค้อมศีรษะกันอย่างจำยอม ก่อนจะสะดุ้งเมื่อองค์ชายผู้น่าปวดหัวด้วยขยับพระวรกายเข้ามาหา ใช้สันพัดตบลงบนท้ายทอยเรียงคนด้วยน้ำหนักที่ไม่เบาเลยสักนิด สีพระพักตร์สุดแช่มชื่น สายพระเนตรอ่านยากอย่างเคย ไม่ว่าเวลาจะพ้นผ่านไปเท่าใดองค์ชายผู้นี้ยังคงเป็นบุคคลที่ไม่ควรจะมีปัญหาด้วยจริงๆ

 


“อย่าหาว่าข้าสอนหัวหงอกหัวดำอย่างพวกเจ้าเลยนะ แต่ผู้ที่รู้แต่เรื่องในตำราโดยไม่ยอมลงไปสัมผัสความเป็นจริงเลยจะไม่มีวันเข้าใจ ผู้ที่ไม่ยอมเปิดใจให้กับสิ่งใหม่ๆก็ไม่มีวันที่จะปรับตัวทัน”

 


 


“จะมาปวดหัวกับเรื่องชาวตะวันตกไปไย อยากจะเข้ามาก็ปล่อยให้เข้ามา ตั้งรับและเตรียมตัวเจรจาเพื่อหาประโยชน์ต่อกันไม่ดีกว่าหรือ บางทีเราอาจจะได้พันธมิตรเพิ่มก็เป็นได้”

 


“อาณาจักรของเราไม่คิดผูกสัมพันธ์กับชาติตะวันตกเจ้าก็รู้”

 


“ใช่พะยะค่ะ ข้าเห็นมีแต่แผ่นดินชิมที่หวังจะทำการค้ากับคนพวกนี้”

 


“ก็เพราะเป็นคนหัวสมัยใหม่อย่างไร ถึงจะเป็นแผ่นดินที่เพิ่งเติบโตได้ไม่นาน ผู้ปกครองเมืองเห็นแก่ได้ไปหน่อยแต่ก็ต้องยอมรับว่าด้านการค้านั้นฉลาดนัก”

 


“ถึงจะอย่างนั้นก็เถอะ”

 


“อย่ากลัวสิ่งที่ยังไม่เคยลองสิพะยะค่ะ สิ่งใดที่ยากจะเลี่ยงเราควรเรียนรู้ที่จะปรับตัวเข้ากับมัน เดินหน้าเข้าหาไม่ใช่คิดแต่จะตั้งรับไปเรื่อยๆอย่างที่ไม่รู้ว่าจะเป็นผลสำเร็จหรือไม่”

 


 


“หากเราจะเริ่มคบค้ากับคนกลุ่มนี้ไว้บ้างก็ไม่มีสิ่งใดน่าเสียหาย ผลผลิตของเราอุดมสมบูรณ์ดี คนของเราก็แข็งแกร่งไม่น้อยหน้าแผ่นดินใด แค่รู้จักใช้สิ่งที่มีอยู่ให้เป็นประโยชน์ ลดอุดมการณ์เก่าๆลงบ้าง ยอมเสี่ยงดูหน่อย อะไรๆอาจจะง่ายขึ้นก็เป็นได้”

 


“เจ้าคิดเช่นนั้นรึ”

 


“สิ่งที่เราควรเป็นกังวลมันไม่ควรเป็นเรื่องนี้ เหล่าขุนนางที่ดูแลเรื่องเก็บภาษีต่างหากที่เราควรจริงจังได้แล้ว ชาวบ้านจ่ายค่าที่ทำกินเกินจริงแทบไม่ต่างจากถูกโจรสลัดปล้นมาหลายปี หากเรียกมาไต่สวน เปิดสมุดบัญชีเก่าๆดูให้ดีก็คงได้รู้ว่าคนของทางการโกงกินเงินแผ่นดินไปตั้งเท่าไหร่เรื่องนี้พะยะค่ะ เรื่องในบ้านเมืองของเราที่เราควรจัดการให้ดีก่อนไม่ใช่เรื่องอื่น”

 


“เรื่องนั้นเจ้าไม่ต้องห่วงไป พวกข้าได้หารือกันไว้แล้ว กำลังรวบรวมหลักฐานอีกไม่กี่วันคงได้เรียกกันมาไต่สวนแน่” องค์รัชทายาทบอกเสียงเรียบแล้วใช้ไม้ยาวกว่าหนึ่งช่วงแขนชี้ผังเมืองตรงพิกัดของเมืองท่า “เจ้ามาช่วยข้าเรื่องนี้จะดีกว่า”

 


“เตรียมตัวให้พร้อม อีกสามวันข้างหน้าข้าจะให้เจ้าลงไปเจรจากับพวกชาวตะวันตกที่เมืองท่า มุนบัน ล่าม และนักกฎหมายน่าจะจำเป็นสำหรับงานนี้ ไว้ข้าจะจัดการให้”

 


“ข้าไปกับคนของข้าได้”

 


“ไม่ได้ ข้ารู้ว่าเจ้าเก่ง แต่ทำการใหญ่ต้องรัดกุม ข้าจะส่งคนที่ข้าคิดว่าเป็นประโยชน์ต่อเจ้าให้ไปกับเจ้าด้วย จะได้รีบไปรีบกลับ ไม่ต้องเถลไถลที่ไหนให้ฝ่าบาทกริ้วอีก”

 


“วกกลับเข้าเรื่องนี้จนได้”

 


“อย่าคิดจะต่อรอง หมดหน้าที่ของเจ้าแล้วกลับไปนั่งที่ได้แล้วไป ข้าจะคุยงานอื่นต่อ” องค์ชายสามยกพระหัตถ์ขึ้นยอมแพ้ พาตัวเองกลับไปอยู่ที่เดิมตามรับสั่ง

 


เมื่อครั้งที่พระตำหนักฤดูร้อนถูกไฟไหม้และกลายเป็นเขตพระราชฐานหวงห้ามอยู่หลายปี องค์ชายสามต้องย้ายมาประทับที่ตำหนักบูรพาแห่งนี้จนเกิดความสนิทสนมกับองค์รัชทายาทให้ความเคารพนับถือ รู้จักยำเกรงในตัวพี่ชาย เวลาทรงงานเช่นนี้ถึงไม่กล้าเล่นมากเพราะรู้ถึงนิสัยใจคอกันดี

 




องค์ชายสามนั่งฟังโครงการสร้างเขื่อนกักน้ำขององค์รัชทายาทต่ออยู่เกือบชั่วยาม ก่อนจะถูกปล่อยตัวออกมาเขาออกมาสูดอากาศบริเวณสวนหลังตำหนัก พอได้อยู่เงียบๆคนเดียวแล้วพลันคิดถึงพระชายา กว่าจะได้กลับไปเจอกันอีกคราก็ค่ำมืดทุกวัน

 


ป๋ายเซียนคือเหตุผลหนึ่งที่ทำให้เขากลับมาช่วยงานราชการอีกครั้ง จากที่เคยทำตัวไม่เอาไหนก็อยากทำให้พระชายารู้สึกว่าพึ่งพาตนได้อยากให้รู้สึกมั่นคงไม่ต้องอายผู้ใดว่ามีเขาเป็นพระสวามี

 

 

จะว่าไปก็น่าขันอยู่ไม่น้อย ไม่รู้ว่าตนคิดถึงความรู้สึกผู้อื่นก่อนตัวเองได้ตั้งแต่เมื่อใดเหมือนกัน

 

 


อะแฮ่ม

 

 

            องค์ชายสามหมุนพระวรกายตามหาเสียงกระแอม บุรุษเจ้าของใบหน้าหวานในชุดขุนนางสีแดงเข้มกำลังเดินเข้ามาหาเขา ส่งยิ้มกว้างให้ แก้มขึ้นสีแดงนิดๆอาจเพราะอากาศหนาวบาดผิวขาวซีดนั้น หรืออาจจะเป็นเหตุผลอื่นที่เขาไม่อยากคิดเท่าใด..

 


            “องค์รัชทายาทยอมปล่อยตัวแล้วหรือพะยะค่ะ” ลู่หานถามพร้อมยิ้มล้อ รู้สึกยินดีกับบรรยากาศรอบตัวที่แสนเป็นใจ..ได้อยู่กันตามลำพังกับผู้ที่ตนรักสมดั่งใจหมายเสียที

 


            “เจ้าพูดเหมือนข้าเป็นนักโทษ”

 


            “ฮ่ะๆ ก็ต้องเข้าออกเป็นเวลา เสด็จไกลกว่าตำหนักบูรพาก่อนได้รับอนุญาตก็มิได้ เช่นนี้คงไม่ต่างกันเท่าใดไม่ใช่หรือ”

 


            “นั่นสินะ ชนชั้นขุนนางอย่างเจ้ายังหาอิสระได้มากกว่าเสียอีก”

 


            “ยังปรารถนาอิสระอยู่อีกหรือ” องค์ชายสามเลิกคิ้ว “ตั้งแต่อภิเษกสมรสไปก็ดูเหมือนว่าพระองค์จะโปรดการผูกมัด ไม่ได้ต้องการอิสระอย่างที่เคยเป็นอีกแล้ว”

 


            พระวรกายสง่าหันเข้าหาสวนดอกไม้อีกครั้ง สองพระหัตถ์ไขว้อยู่ด้านหลัง พระพักตร์ดุจหยกสลักยังคงประดับรอยยิ้มจางๆที่ไม่ว่ามองกี่ครั้งกี่คราลู่หานก็ยังคงตกหลุมรักซ้ำๆอย่างไม่รู้จักหลาบจำ

 


“วิหคย่อมรักอิสระมากกว่าชีวิตในกรงขัง แต่ที่ยังอยู่..อาจเพราะมีคนคอยป้อนอาหารที่ถูกใจให้จนไม่อยากบินออกไปไหน

 


            “ทรงเปลี่ยนไปมาก”

 


            “ข้าก็ยังเป็นข้าคนเดิม เจ้าน่ะคิดมากไปเอง”

 


            “ไม่จริง ข้าไม่ได้คิดมากไปเอง หลังจากที่องค์ชายผู้นั้นเข้ามาในชีวิตพระองค์ก็เปลี่ยนไป ทั้งที่เมื่อก่อนเราเคยไปไหนด้วยกันอยู่บ่อยครั้งทั้งที่เราเคยเป็นสหายกัน  แต่มาวันนี้---

 


            “เคยที่ไหนกัน ตอนนี้ก็ยังคงเป็นอยู่ไม่ใช่หรือ” องค์ชายสามหันกลับไปหาลู่หาน หมายจะเคาะหัวสหายผู้เอาแต่น้อยใจสักที ทว่าอีกฝ่ายโผเข้ามาสวมกอดตนเสียก่อน

 


            “ข้ายังเป็นสหายของพระองค์อยู่ใช่ไหม ข้ายังเล่นกับพระองค์ได้เหมือนตอนที่เราเป็นเด็กๆใช่หรือไม่..ข้ายังสามารถสนิทสนมกับองค์ชายได้เหมือนกับตอนที่องค์ชายยังไม่มีผู้ใด

 


            “เจ้านี่ช่างขี้น้อยใจเสียจริง แล้วอย่าคิดจะมีน้ำตาเชียว มิเช่นนั้นเจ้าจะโดนไม่ใช่น้อย” ลู่หานหลุดขำต่อคำดุทีเล่นทีจริง แรงกอดตอบทำเอาหัวใจที่เคยแห้งเหี่ยวกลับมาชุ่มฉ่ำอีกครั้ง พยายามซุกใบหน้าหวานของตนเข้าหาอกแกร่ง สูดกลิ่นพระวรกายหนุ่มที่ชอบ วงแขนคอยกระชับกอดเอวสอบแนบแน่นเพราะกลัวว่ามันจะหายไปเร็ว

 


            “ให้ข้ากอดแบบนี้สักพักได้หรือไม่”

 


            “ได้คืบจะเอาศอกหรือ”

 


            “พระทัยดีกับข้าอีกสักคนไม่ได้หรืออย่างไร หรือว่าอ้อมกอดของพระองค์มีให้พระชายาเพียงผู้เดียว”

 


            “เอาเถิด อยากจะกอดเท่าไหร่ก็กอด สำหรับสหายผู้ภักดีอย่างเจ้าข้ายินดี”

 



            แค่สหายเองหรือ…’

 


            ลู่หานพึมพำเสียงเบา แนบหน้าลงบนหน้าอกขององค์ชายสาม ปล่อยให้น้ำตามันซึมออกมา ไม่รู้ว่าเกิดจากความสุขหรือความทุกข์กันแน่

 

 

           




            องค์ชายเซฮุนค่อยๆขยับพระวรกายออกมาจากบริเวณสวนดอกไม้ด้านหลังตำหนักขององค์รัชทายาทรอยยิ้มที่เคยปรากฏอยู่บนพระพักตร์จางหาย พระหัตถ์ผ่ายผอมขยุ้มอกซ้ายของตัวเองราวกับว่ามันจะช่วยบรรเทาความเจ็บปวดข้างในได้

 


ตั้งใจมาทักทายสหายตนแท้ๆตั้งใจมามองหน้าองครักษ์ของเจ้าของตำหนักนี้พอกันไม่นึกเลยว่าจะได้มาเห็นภาพที่ไม่อยากจะเห็นเข้า

 

 


“หึ” แค่นหัวเราะใส่ตัวเองอย่างนึกสมเพช สองขาพยุงร่างไว้แทบไม่ไหวจนต้องหยุดพัก..พิงแผ่นหลังกว้างไว้กับผนังตำหนักบูรพา

 


มันไม่ได้เจ็บปวดเจียนตาย แค่รู้สึกเหนื่อย..เหนื่อยจนไม่รู้ว่าต่อไปจะสามารถดันทุรังต่อความรู้สึกตัวเองได้อีกหรือไม่..สรรพางค์กายและหัวใจในยามนี้อ่อนล้าเหลือเกิน...

 

 



 




  

            พระชายาป๋ายเซียนเสด็จกลับพระตำหนักฤดูร้อนในเวลาย่ำค่ำ สองสามวันมานี้เขาไม่ได้รอกลับพร้อมองค์ชายสาม เพราะอีกฝ่ายทรงงานจนฟ้ามืดทุกวัน จะให้อยู่รบกวนคนตำหนักพยองอันนานถึงเพียงนั้นทุกวันๆก็น่าเกรงใจเกินไป อีกนัยหนึ่งด้วยเริ่มคุ้นเคยกับวังหลวงพอสมควร ตำหนักไหนตั้งอยู่ทิศใด ต้องไปทางไหนพอจำได้บ้างแล้วจึงตกลงกับองค์ชายสามว่าต่างคนต่างกลับเองน่าจะสะดวกกว่า

 

 

            มีเวลาส่วนตัวทำสิ่งที่อยากทำก่อนพระสวามีจะเสด็จกลับ อย่างในวันนี้ทรงขันอาสาช่วยเหล่านางกำนัลตระเตรียมเครื่องสรงน้ำให้กับองค์ชายสาม โรยกลีบดอกไม้สีขาวนวลลงในถังแช่อาบด้วยองค์เอง เลือกเทียนหอมกลิ่นใหม่ที่คิดว่าน่าจะช่วยให้พระสวามีผ่อนคลายจากความเหนื่อยล้าได้ ตลอดจนจัดเตรียมฉลองพระองค์สำหรับใส่นอนไว้ให้

 

 

            นางกำนัลต่างพากันยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ องค์ชายป๋ายเซียนรู้..ไม่ใช่ไม่รู้ว่าการกระทำของตนนั้นน่าเขินอายหากว่าผู้เป็นพระสวามีรู้เข้า เหตุนั้นจึงกำชับคนในตำหนักนักหนาว่าสิ่งใดที่ตนทำไว้อย่าให้องค์ชายเจ้าของตำหนักได้รู้เชียว

 

 

            เสร็จจากนั้นก็ออกมาจัดข้าวของเครื่องใช้ในห้องบรรทมให้เข้าที่เข้าทาง ทั้งที่ไม่ใช่หน้าที่ แต่องค์ชายป๋ายเซียนก็เลือกที่จะทำเพื่อฆ่าเวลาว่าง จะให้วาดรูปทรงศิลป์ใดก็เบื่อแล้วเพราะพักนี้ป้อนวิชาให้กับองค์หญิงโฮยอนแทบทุกวัน จะชวนอี้ชิงหรือทหารคนใดในตำหนักไปยิงธนูด้วยก็ดูจะไม่ใช่เวลา

 

 


 

            แต่จะว่าไปวันนี้เขามีตำราขององค์ชายสองมาอยู่เป็นเพื่อนตั้งหลายเล่มนี่นะ

 

 


           

            ตุ่บ

 

 

           

            “อ่า..ซุ่มซ่ามจนได้”

 

 

บ่นตัวเองพลางย่อพระวรกายลงไปเก็บกระดานภาพเขียนบนพื้นห้อง หมายจะจัดระเบียบของในตู้ไม้สีอิฐเงาวับนี่ให้ดีแท้ๆ กลับทำข้าวของด้านในร่วงหล่นออกมาเสียได้

 

 

            “หืม นี่มัน” พอพลิกกระดานที่คว่ำหน้าอยู่บนพื้นขึ้นมาสายพระเนตรก็สะดุดเข้ากับภาพวาดบนกระดาษสีขาวขุ่น กระดานภาพเขียนนี้ไม่ใช่ของเขา แต่ภาพวาดบนกระดาษตรงหน้ากลับเป็นลายเส้นของเขาเสียอย่างนั้น

 

 

            ป๋ายเซียนยังจำได้ไม่ลืมว่าภาพนี้ตนวาดแข่งกับองค์ชายสามเมื่อครั้นมือยังเจ็บ และก็พ่ายแพ้เพราะแทมินและอี้ชิงตัดสินให้ภาพวาดขององค์ชายสามชนะขาดลอย ทั้งแพ้ทั้งโดนยึดภาพไปโดยที่ไม่ได้ยินยอม จะว่าไปวันเวลาก็ผ่านไปเร็วเหมือนกัน...ความรู้สึกในตอนนั้นกับตอนนี้นั้นต่างกันลิบลับ โชคชะตาช่างเล่นตลก

 

 

            เสียงพลิกกระดาษดังขึ้นท่ามกลางความเงียบ องค์ชายป๋ายเซียนแค่ลองเปิดดูโดยไม่คิดอะไร เห็นเงาหมึกสีดำผ่านกระดาษภาพแผ่นแรกจึงอยากรู้..คาดไม่ถึงว่าภาพต่อไป และต่อๆไปที่ได้เห็นนั้นจะเป็นภาพวาดใบหน้าของตน

 

 

            เขาพลิกกระดาษไปเรื่อยๆด้วยความรู้สึกหลากหลาย มุมล่างของภาพทุกภาพล้วนถูกปลายพู่กันจรดคำว่า ชานยอล ภาพวาดเหล่านี้เป็นฝีพระหัตถ์ของผู้เป็นเจ้าของนามนี้ทั้งนั้นเลยอย่างนั้นหรือ

 

 


            “รื้อของของผู้อื่นก่อนได้รับอนุญาต

 

 


!!!

 

 


“ข้าควรลงโทษเช่นไรดี”

 

 

 

ตุ่บ!

 

 

กระดานภาพวาดหลุดลงจากพระหัตถ์น้อย เขารีบเก็บมันขึ้นมาก่อนจะทำเสียหายไปมากกว่านี้ รีบยัดมันเก็บเข้าที่เดิม ปิดประตูตู้สูงระดับเอวแล้วลุกขึ้นยืน หันพระวรกายกลับไปหาเจ้าของเสียงทุ้มที่ไม่รู้เข้ามาตั้งแต่เมื่อไหร่...อาการตื่นๆราวกับผู้กระทำความผิดนั้นทำเอาคนมองหลุดยิ้มขำ

 

 

“ท่านเข้ามาตั้งแต่เมื่อใด ข้าไม่เห็นได้ยินเสียงประตู


 

“ประตูตำหนักนี้คงลื่นกระมัง ไม่เกี่ยวกับที่ท่านมัวแต่สนใจของของข้าหรอก” องค์ชายป๋ายเซียนมองค้อน ทำงานมาเหนื่อยๆแล้วยังมีอารมณ์ขัน ช่างใช้ถ้อยคำมาเหน็บแนมและล้อเลียนกันให้เสียหน้าเสียจริง

 


“วาดรูปข้าไว้ทำไมตั้งมากมาย” คราแรกก็กะจะไม่พูดถึง แต่ไหนๆตนก็มีเรื่องให้ต้องอายอยู่แล้วไฉนจึงต้องทนอายอยู่ฝ่ายเดียว

 


“ข้าเพียงอยากลองพู่กัน” ทว่าคนเจ้าเล่ห์ย่อมเป็นคนเจ้าเล่ห์วันยังค่ำ...องค์ชายสามไม่ยอมติดกับดัก ทำเฉไฉพลางขยับเท้านำกระดาษแผนงานหลายม้วนที่หอบกลับมาด้วยไปวางไว้บนหลังตู้

 


“เช่นนั้นรึ”

 


“หากไม่เชื่อน้ำคำกันแล้วท่านคิดว่าข้าวาดเพราะเหตุอันใดล่ะ” หมุนวรกายเข้าหาพระชายา ระยะห่างเพียงน้อยนิดเกือบทำปลายจมูกเล็กชนแผงอกแกร่ง “หลงรักท่านตั้งแต่แรกเห็นอย่างนั้นหรือ”


 

“ข้าขอไม่ออกความเห็นก็แล้วกัน” องค์ชายป๋ายเซียนตั้งท่าจะเดินหนี หากทว่าองค์ชายสามใช้ท่อนแขนยาวของตนเกี่ยวลำคอระหงนั้นเข้ามาเสียก่อน...แผ่นหลังเล็กจึงแนบสนิทกับหน้าอกแกร่งโดยปริยาย


 

“เห็นแล้วรู้สึกอย่างไร”


 

“ก็...สวยดี”


 

“แค่นั้นเองหรือ”


 

“แล้วต้องแค่ไหนกัน ท่านเพียงลองพู่กันเองไม่ใช่หรือไง


 

“ข้าคงต้องยอมก่อนอีกตามเคยสินะ”


 

“...”

 


“จงอินก็เคยถามคำถามนี้..ข้าเองก็ไม่รู้จะตอบเช่นไรเพราะข้าวาดโดยไม่มีเหตุผล รู้เพียงแต่ในหัวตอนนั้นมีแต่ภาพองค์ชายเปี้ยนจนต้องระบายมันออกมาผ่านปลายพู่กัน”

 


 


“ข้าไม่คิดว่ามันจะสวยกว่าต้นแบบหรอก”

 


องค์ชายป๋ายเซียนค่อยๆหมุนวรกายเข้าหาองค์ชายสาม เงยพระพักตร์ขึ้นสบสายพระเนตรวาบวับแล้วได้แต่กระตุกยิ้มหมั่นไส้ เอวบางถูกรวบเข้าสู่อ้อมแขนแข็งแรง…

 


“คำหวานของท่านก็เหมือนยาพิษ ข้าไม่หลงกลืนง่ายๆหรอกนะ”

 


“พระชายาขององค์ชายสามนี่อย่างไรกัน สามีทำงานมาเหนื่อยๆแทนที่จะปรนนิบัติเอาใจ กลับพูดบั่นทอนกันเสียได้”

 


“กับคนเจ้าเล่ห์เช่นท่านตามใจก็มีแต่จะเสียนิสัยยิ่งกว่าเดิม ข้าไม่---ฟ๊อด!~” เสียงขโมยหอมฟอดใหญ่ดังชัดเจนทำเอาองค์ชายป๋ายเซียนปรางแดงระเรื่อ พระพักตร์งามกลายเป็นเหมือนเด็กๆเอียงอายและแสนน่ารังแก

 


องค์ชายสามระบายรอยยิ้มจางๆให้พระชายา ต่างฝ่ายต่างมองตากัน..องค์ชายป๋ายเซียนจับปรางสากข้างหนึ่งแต่เพียงเบาๆ พระพักตร์เกลี้ยงเกลาเอียงซบอุ้งพระหัตถ์น้อยพลางหลับตาลงช้าๆ

 


“เหนื่อยหรือ”

 


“ไม่หรอก ข้าว่างงานจะตายไป” ตอบคำถามติดตลกทั้งที่ยังหลับตา องค์ชายป๋ายเซียนอมยิ้มมองพระสวามี ได้ยินแทมินและจงอินเหล่าให้ฟังบ่อยๆว่าองค์ชายสามยังคงเป็นองค์ชายสาม ทำทีเล่นทีจริงต่องานและช่างกวนประสาทไม่เปลี่ยนผัน แต่นั่นก็เพียงแค่ต่อหน้าเหล่าขุนนางเท่านั้น

 


 

ลับหลังทรงอยู่ช่วยงานองค์รัชทายาทจนค่ำมืดทุกวัน แทบไม่มีผู้ใดรู้

 

 


“ข้าเป็นชายาของท่านมิใช่หรือ สิ่งใดที่พอจะแบ่งเบาได้เหตุใดไม่บอกกันบ้างล่ะ” องค์ชายสามลืมตาขึ้นทอดเนตรพระชายา ป๋ายเซียนไม่อาจหยั่งรู้ความคิดผู้อื่นได้ แต่ก็พอดูออกว่าอีกฝ่ายกำลังเหนื่อย เห็นหอบงานกลับมาทุกวัน และแทบทุกคืนที่ตนเผลอหลับก่อนในขณะที่พระสวามีนั่งศึกษางานอยู่อีกมุมของห้อง มีเพียงแสงเทียนและความเงียบสงัดคอยอยู่เป็นเพื่อน

 


“ไม่โกรธใช่ไหม” องค์ชายป๋ายเซียนส่ายศีรษะแล้วยิ้มให้ องค์ชายสามยิ้มตอบอย่างเบาพระทัย 

 


“มานี่สิ” พระหัตถ์เล็กจูงพระหัตถ์ใหญ่ให้เดินไปด้วยกันที่ฟูกนอน ย่อตัวลงนั่งเหยียดขาทั้งสองข้างออกไปก่อนจะตบหน้าขาให้องค์ชายสามตามลงมานอนหนุน องค์ชายตัวโตยืนมองการกระทำนั้นอยู่สักพักกว่าจะยอมล้มตัวลงนอนหนุนขาเล็กๆ สายพระเนตรจับจ้องอยู่เพียงพระพักตร์น่ารักไม่ยอมละจาก

 


“ยามที่ข้างอแงหรือเหนื่อยๆเสด็จแม่และเหล่าท่านพี่มักให้ข้านอนหนุนตักเช่นนี้”

 


“แม่ของข้าก็เหมือนกัน”

 


“...”

 


“ข้าหนุนตักใครสักคนหนสุดท้ายคงเป็นตอนอายุสิบสาม...พอท่านแม่ไม่อยู่ ก็ไม่ได้ทำอะไรเช่นนี้อีกเลย” องค์ชายป๋ายเซียนมองรอยยิ้มของคนอาศัยตักแล้วได้แต่คิดว่าช่างเป็นรอยยิ้มที่หมองนัก ไม่สดใสเช่นทุกครั้ง

 


“ไม่สิ ฮันซังกุงก็เคยให้ข้านอนแบบนี้นี่นะ...”

 


“หรอ”

 


“อืม” องค์ชายป๋ายเซียนส่งยิ้มหวานให้ พยายามสดใสเพื่อให้อีกคนคลายความเศร้าหมอง ช่วยถอดหมวกออกจากศีรษะพระสวามี ไล่ปลายนิ้วบนซีกปรางสากได้เพียงคู่เดียวหัตถ์ข้างนั้นก็ถูกยึดไป...องค์ชายสามนอนเล่นแหวนหยกและกำไลหินบนข้อมือของเขาเหมือนเด็กๆ

 


“อีกสามวันข้าต้องไปทำงานที่เมืองท่า”

 


“ไปนานไหม”

 


“พี่ใหญ่ให้เวลาหนึ่งสัปดาห์ แต่เชื่อเถอะว่าข้าจะกลับมาภายในสามวัน” พระพักตร์หล่อเหลาแหงนมององค์ชายป๋ายเซียน “เผลอๆอาจจะเร็วกว่านั้นหากว่าทนความคิดถึงไม่ไหว”

 


“ก็ทำเป็นเล่นทุกที เช่นนั้นให้ข้าตามไปด้วยไหมล่ะ”

 

“ท่านช่วยสอนเพลงขลุ่ยหรือไม่ก็ทำให้โฮยอนวาดภาพสวยๆให้ข้าดูหลังจากกลับมาดีกว่า ข้าไปเดี๋ยวเดียวก็กลับแล้ว ไม่อาจหาญพาพระราชโอรสของกษัตริย์เปี้ยนไปลำบากด้วยหรอก”

 


“หึ..”

 


“ทนความคิดถึงหน่อยนะ”

 


“บอกตัวเองเถิด ในวังหลวงมีคนตั้งมาก ท่านไม่อยู่แค่คนเดียวข้าก็อยู่ได้ สบายหูด้วยซ้ำไป...”

 


“อย่าให้รู้ว่ากันแสงไล่หลังข้าก็แล้วกัน” นิ้วใหญ่หนีบจมูกเล็กๆขององค์ชายป๋ายเซียนอย่างมันเขี้ยว 



“อื้อ..เจ็บ”

 


“ฮ่ะๆ”

 


“ข้าบอกว่าเจ็บแล้วยังจะแกล้งอีก ท่านนี่มันจริงๆเลย"

 


“เปลี่ยนมาเรียกข้าว่าท่านพี่ดีไหม”

 


“...”



"ท่านพี่ชานยอลกับป๋ายเซียน...ฟังดูดีไม่น้อย"




“ไม่เอาหรอก...”

 


“ทำไมล่ะ ท่านไม่ชอบหรือ”

 



 



“ไว้ข้าจะปรับปรุงตัวให้น่าเคารพมากกว่านี้ก็แล้วกัน เผื่อท่านจะพูดมันได้โดยไม่รู้สึกกระดากอาย”

 



“ไม่ใช่"



"..."



"ไม่ใช่อย่างนั้นนะ...” องค์ชายน้อยยู่ปาก เขย่าพระหัตถ์ใหญ่ที่กอบกุมพระหัตถ์ตนไว้ไม่ให้เข้าพระทัยผิด “ไม่เกี่ยวกับว่าน่าเคารพหรือไม่ ข้าเพียงไม่ชินก็เท่านั้น” เนตรใสแสนซื่อตรงมองพระสวามีเสมือนลูกหมาตัวจ้อยที่กำลังถูกเจ้านายทำงอนใส่

 


“แต่หากท่านอยากให้เรียก...ข้าจะลองพยายามดู ขอเวลาสักหน่อยก็แล้วกัน”  ริมฝีปากอิ่มจรดลงบนหลังพระหัตถ์น้อยเพื่อเป็นรางวัลตอบแทนให้กับเด็กดี อมยิ้มละมุน สายพระเนตรเต็มเปี่ยมไปด้วยความรู้สึกรัก…พระชายาป๋ายเซียนที่กำลังตกเป็นเป้านิ่งให้พระสวามีจ้องมองพยายามเก็บอาการเขินอาย แต่ปรางใสนุ่มนิ่มยิ่งกว่าก้อนโมจิกลับก่อกบฏ...ขึ้นริ้วสีแดงให้ประจักษ์แก่ดวงเนตรคู่คมแสนเจ้าเสน่ห์อีกจนได้....



 

 


 

#สะใภ้บรรณาการ


 

 

 





 

 

มาแว้ววววว

 

ไม่ได้หายไปไหนไกลหรือจะทิ้งเหล่าองค์ชายไว้นะเออ...

ช่วงนี้ยุ่งๆนิดหน่อยค่ะ ปั่นค้างไว้แต่ยังไม่เรียบร้อย ไม่ได้ทวนเราเลยไม่พร้อมลง อยากทำตามเจตนาเดิมของตัวเองคือลงให้ครบ 100% ในทุกๆตอน ต้องขออภัยทุกคนที่ทิ้งช่วงไว้นานด้วยนะคะ  ตอนนี้กว่าจะคลอดมาได้ลำบากยากเข็ญ โน๊ตบุ๊คเจ๊งแบบตายสนิทจนต้องมายื้มคอมพ่อแต่งต่อ T,.T //// ฝากติดตามต่อไปนะคะ ฟิคมี 30 ตอนโดยประมาณครับผม <3

 

 

 
         CR.SQW
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 612 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

10,413 ความคิดเห็น

  1. #10401 llllovellll (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 22 ธันวาคม 2563 / 00:20
    อยากกอดเซฮุน แง้
    #10,401
    0
  2. #10308 Mr-mztxx (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 18 มิถุนายน 2563 / 23:25
    มีความสุขไปนานๆนะเพคะ อย่าได้มีใครมาทำอะไรเลยTT
    #10,308
    0
  3. #10261 Emihcy (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 26 เมษายน 2563 / 16:57
    สงสารเซฮุนT-T
    #10,261
    0
  4. #10135 เหมี๊ยวกวิ้น🐧 (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 12 มกราคม 2563 / 11:53
    ค่อยๆอยู่ด้วยกันไปนะ อย่าผิดใจกันบ่อยนะ รักกันเยอะๆๆๆ
    #10,135
    0
  5. #10087 ออมม่า (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 23 ธันวาคม 2562 / 10:28

    มีแต่คำว่าน่ารัก ไม่อยากให้มีเรื่องงอนกันเลย

    #10,087
    0
  6. #10061 PRAE.VV (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 20 ธันวาคม 2562 / 13:19
    มีแววจะม่าไหมคะคุณนักเขียน หวั่นใจจริง
    #10,061
    0
  7. #9924 khun_Na (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 18 ตุลาคม 2562 / 10:28
    องค์ชาย2 องค์ชาย3จะแตกหักกันไหมน้อ ได้กลิ่นมาม่าลอยมา ชานยอลยิ่งจะไม่อยู่อีก
    #9,924
    0
  8. #9896 IPINOCKIO (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 17 กันยายน 2562 / 21:32
    น่ารัก น่ารัก น่ารัก น่ารัก น่ารักมีแต่คำว่าน่ารักเต็มไปหมดเลยยยย บรรยากาศในห้องนอนนี่มันฟุ้งเฟ้อ หวานละมุนบอกไม่ถูก เขินอ่ะ มีนอนตักแล้วก็คุยกันงุ้งงิ้งสองคน ความละมุนนี้ เขินนนนนนนนน
    #9,896
    0
  9. #9860 heykiki (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 12 กันยายน 2562 / 18:59
    ชายสามนี่จริง ๆ เลย คำพูดคำจาหามาให้น้องยอมได้ตลอด น่าร้ากว้อย
    #9,860
    0
  10. #9759 KcNDy (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 21 มีนาคม 2562 / 03:02
    น่ารักกันจริงๆเลย มีแต่คำว่าน่ารักไปหมดเลย
    #9,759
    0
  11. #9745 om_kanokrat (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 15 มีนาคม 2562 / 16:19
    จะละลายเเทนน้องงง
    #9,745
    0
  12. #9652 bemysunshine (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 10 พฤศจิกายน 2561 / 23:15
    ก็มีกังวลกับดราม่าในวังหลวงบ้าง แต่เหมือนจะเป็นดราม่าเพราะรักหลายเส้าแทน เห้อ ตาพี่ยัยน้องมีเวลาอยู่ด้วยกันบ้างง อบอุ่นดีไม่น้อย
    #9,652
    0
  13. #9607 Park Nokia. (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 22 ตุลาคม 2561 / 00:39
    น่ารักไม่ไหวแล้ววว
    #9,607
    0
  14. #9545 lad1988da (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 20 สิงหาคม 2561 / 22:22

    สงสารองค์ชายห้าอ่ะรักลู่ข้างเดียว

    องค์ชายสามนี่หยอดเมียอยู่เรื่อยเลยนะ


    #9,545
    0
  15. #9528 chootikarn (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 14 สิงหาคม 2561 / 19:12
    ลู่หานนะลู่หาน
    #9,528
    0
  16. #9488 sunshinyi19 (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 9 สิงหาคม 2561 / 18:25
    น่ารักกกก
    #9,488
    0
  17. #9485 11507416p (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 9 สิงหาคม 2561 / 00:05
    องค์ชายสองใจเย็นๆไว้ แงงงงอะไรที่ไม่ดีก็ละเว้นนะคะ
    #9,485
    0
  18. #9423 midora (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 15 มิถุนายน 2561 / 02:54
    ตอนหน้ามีม่ามั้ยอะ. ตอนนี้ข้าวใหม่ปลามันเว่อร
    #9,423
    0
  19. #9375 YJLn (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 25 พฤษภาคม 2561 / 11:26
    องค์ชายสองอันตรายจริงๆ
    #9,375
    0
  20. #9319 CBforever (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 3 พฤษภาคม 2561 / 21:12
    ข้าว่าจะต้องมีเรื่องเข้าใจผิดกันแน่นอน 555555555555+
    #9,319
    0
  21. #9291 pcanthrskul (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 24 เมษายน 2561 / 23:38
    ชายสองแอบเเซ่บเเน่เรยยยย
    #9,291
    0
  22. #9238 ppploycb (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 10 เมษายน 2561 / 01:36
    องค์สองที่แต่งงานเพราะแม่บังคับหรอ ต้องใช่แน่ๆ ดูไม่มีความสุขเลย
    #9,238
    0
  23. #9237 ppploycb (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 10 เมษายน 2561 / 01:36
    องค์สองที่แต่งงานเพราะแม่บังคับหรอ ต้องใช่แน่ๆ ดูไม่มีความสุขเลย
    #9,237
    0
  24. #9236 ppploycb (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 10 เมษายน 2561 / 01:36
    องค์สองที่แต่งงานเพราะแม่บังคับหรอ ต้องใช่แน่ๆ ดูไม่มีความสุขเลย
    #9,236
    0
  25. #9178 sehun-hunhan (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 7 เมษายน 2561 / 23:32
    องค์ชายสอง เป็นคนดีก็ดีอยู่แล้วนะ อย่าดีแตก
    #9,178
    0