สะใภ้บรรณาการ (Chanbaek) -END-

ตอนที่ 20 : 19 - ห้วงรัก

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 26,238
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 614 ครั้ง
    24 พ.ย. 59


-19-

ห้วงรัก


 

 

 




 

 

            3 วันต่อมา

 

 



          พระตำหนักทิศใต้

 

  




           

            “สรุปเรื่องที่ลือกันมาเป็นจริงรึ”

 

            “พ่ะย่ะค่ะ”

 

            “ไม่อยากจะเชื่อ องค์ชายของเจ้าน่ะหรือจะกลับมาช่วยงานทางการ”

 

            “ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ สถานการณ์ตอนนั้นนึกแล้วยังทำข้าขนลุกไม่หาย นี่ถ้าองค์ชายสามไม่ตรัสออกไปเช่นนั้นเรื่องคงไม่จบง่ายๆแน่ ดีไม่ดีจะถูกโบยกันทั้งตำหนัก”

 

            “ก็สมควรอยู่...” องค์ชายห้าวางตำราในพระหัตถ์ลงบนโต๊ะเตี้ยตั้งพื้นตรงหน้า ก่อนจะหันไปหยิบตำราเล่มอื่นๆขึ้นมาเปิดดูต่อ “อยากขยันสร้างปัญหาเอง”

 

จากหนึ่ง..กลายเป็นสอง จากสองก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆจนตำราที่ซ้อนกันอยู่บนโต๊ะสูงท่วมศีรษะเจ้าของห้องบรรทมไป ดีที่ยังทรงเว้นช่องว่างตรงกลางไว้ให้ มิเช่นนั้นเขาคงได้นั่งคุยกับองครักษ์ของสหายโดยไม่ได้เห็นหน้า

 

“เฮ้อ...ชีวิตของข้านี่มันแขวนอยู่บนเส้นด้ายจริงๆ”

 

“ทำเวรทำกรรมร่วมกันมาก็ช่วยกันชดใช้ไป เจ้ายังไม่ชินอีกหรือ” องค์ชายหมอแค่นเสียงหัวเราะขำเบาๆ จากที่เอาแต่เคร่งเครียดมาหลายวันเพราะเรื่องบางเรื่องในพระทัยก็กลายเป็นผ่อนคลายได้เพราะเรื่องของสหายนี่แหละ

 

ก่อนหน้านี้สักชั่วยามเขาออกไปยืมตำราแพทย์ที่พระอาจารย์เพื่อนำกลับมาศึกษาต่อที่ตำหนัก ระหว่างทางเดินกลับเจอจงอินเข้าพอดี องครักษ์ของสหายจึงขันอาสาช่วยยกลังตำรามาให้ถึงตำหนักอย่างมีน้ำใจ ต่อจากนั้นก็อยู่คุยกันเพลิน ติดลมยาวกับสารพัดเรื่องที่นำมาเล่าจนถึงเพลานี้ซึ่งส่วนใหญ่ไม่พ้นประเด็นที่ฝ่าบาทจับพวกคนเถลไถลได้คาหนังคาเขาเมื่อหลายวันก่อน

 

เลื่องลือหนาหูกันไปทั้งราชสำนัก ไม่ใช่เรื่องที่องค์ชายสามกับพระชายาทรงแอบออกไปนอกวัง ไม่ใช่เรื่องที่ฝ่าบาทกริ้วจนหน้าซีดกันทั้งตำหนัก เพราะนั่นยังธรรมดาเกินไปสำหรับวีรกรรมที่ทุกคนล้วนรับรู้กันจนชาชิน  

 


 เรื่องที่องค์ชายสามจะกลับไปรับงานราชการอีกครั้งต่างหาก ที่กำลังเป็นที่กล่าวถึงอยู่ในขณะนี้

 


 สองปีเต็มกับการช่วยเหลืองานฝ่าบาทและราชสำนักอย่างเลื่อนลอย..ไร้ตำแหน่ง ไร้สังกัด..อยากมาก็มา อยากไปก็ไป แล้วแต่ฝ่าบาทจะบัญชาการให้พระราชโอรสลำดับที่สาม ซึ่งงานล่าสุดที่จับก็เห็นจะเป็นด้านการฑูต เจรจาช่วยเหลือแผ่นดินเปี้ยนจนได้พระชายากลับมาเป็นตัวเป็นตน ซึ่งก็สองสามเดือนได้แล้วกระมัง 

 

 

“แล้วอย่างไร ลั่นวาจาออกไปเช่นนั้นองค์ชายของเจ้าจะทำได้จริงหรือ”

 

 

ขยาดการทำงานประจำยิ่งกว่าอะไรหากแต่ก็ต้องเอาเงื่อนไขนี้เข้าแลกเพื่อให้พ้นโทษกันทั้งตำหนัก จะว่าน่าขันก็น่าขัน จะว่านึกทึ่งก็ย่อมได้...ชานยอลเจ้าเล่ห์ ทำความผิดเอาไว้แต่รู้ว่าใช้วิธีนี้แล้วฝ่าบาทจะยอมลงให้ก็เอามาเป็นข้อแลกเปลี่ยน

 

เอาตัวรอดเก่งอย่างหาตัวจับได้ยาก ถึงจะเป็นการขว้างงูไม่พ้นคอ ต้องกลับมาช่วยงานราชการที่ตนไม่ชอบแต่องค์ชายเซฮุนก็ยังนับถือความร้ายกาจของสหายอยู่ดีเพราะหากเป็นตน ถูกฝ่าบาทจับได้เช่นนั้นคงก้มหน้ารับผิดสถานเดียว คิดต่อรองเอาตัวรอดด้วยวิธีอื่นคงไม่ทัน

 

 

“ไม่ได้ก็ต้องได้แล้วล่ะพ่ะย่ะค่ะ”

 

“อ้อนั่นสินะ”

 

หากไม่ทำ..ฝ่าบาทจะจับสองสามีภรรยาแยกกันอยู่โทษฐานที่พากันออกไปเหลวไหล ซึ่งเซฮุนคิดว่าตอนลั่นวาจาเสด็จพ่อของเขาคงว่าไปอย่างนั้น ไม่ได้คิดจะให้โอรสกับสะใภ้หลวงที่พระองค์เอ็นดูนักหนาแยกกันอยู่จริงๆหรอก ชานยอลคงเผลอแสดงท่าทีเยอะเองมากกว่าฟังเรื่องเล่าความหวานจากจงอินเขาเองยังนึกอยากอาเจียน ฝ่าบาทที่ผ่านน้ำร้อนมาก่อนหรือจะดูไม่ออก

 

“คนกำลังเห่อเมีย เจ้าก็ทนดูเอาหน่อยก็แล้วกันจงอิน”

 

“ข้าคิดไม่ถึงเลยจริงๆว่าองค์ชายจะอาการหนักได้ถึงเพียงนี้”

 

“ชานยอลเคยมีใจให้ผู้ใดที่ไหนเจ้าก็รู้ รักแรกในวัยหนุ่มตอนปลาย” องค์ชายห้าก้มพระพักตร์ขำทั้งที่ดวงเนตรยังคงมองเพียงตัวหนังสือในตำรา “ก็แบบนี้กระมัง ฮ่ะๆ”

 

“แล้วรักแรกตอนยังเด็กอย่างองค์ชายล่ะ เป็นอย่างไรบ้าง”

 

” เสียงหัวเราะเงียบลงทันตาเห็น องค์ชายห้าปรายสายพระเนตรมองผู้ตั้งคำถามแวบหนึ่งก่อนจะแสร้งจดจ่อกับตำรายาอย่างเดิม

 

“ข้าอยากให้ลู่หานตัดใจจากองค์ชายสามอย่างไร ข้าก็อยากให้พระองค์ทำอย่างนั้น” ไม่มีความอ้อมค้อมในนิสัยขององครักษ์ผู้ซื่อสัตย์อย่างจงอิน เขาเถรตรงและจริงจังเสมอเมื่ออยู่ในหน้าที่ ไม่ว่าจะเป็นหน้าที่ขององครักษ์ ข้าราชบริพาร หรือสหายที่เติบโตมาด้วยกัน

 

“รู้จักเหนื่อยกันบ้างเถิด”

  

ไม่พูดบ่อย หาใช่ว่าไม่คิดไม่สน หาใช่ว่าไม่เห็นเขารู้เขาเห็นแทบทุกเรื่องนั่นแหละ แค่ไม่อยากพูดสิ่งที่เคยพูดไปแล้วซ้ำๆก็เท่านั้น

 

 “ให้เวลาที่เหลือกับผู้อื่นบ้าง อย่าเอาแต่จมอยู่กับ---

 

“เจ้าคิดเหมือนข้าไหม”

 

 

“ถ้าไม่มีเรื่องคืนนั้นมันอาจจะดีกว่านี้ ญาติของเจ้าอาจจะมีใจต่อข้าบ้าง ไม่ใช่หน้าก็ไม่อยากจะมองเช่นนี้”

 

“รู้สึกแย่ก็ไม่ต้องตรัสถึงมันหรอก”

 

“หึ...” องค์ชายห้าแค่นหัวเราะอย่างฝืดๆให้กับตัวเอง “บางทีข้าก็นึกอิจฉาองค์ชายของเจ้า ไม่ว่าจะกระทำสิ่งใด ดีหรือแย่ก็มีแต่ผู้เข้าหา ผิดกับข้ามีแต่ความซ้ำซากจำเจจนไม่มีผู้ใดอยากเข้าใกล้”

 

“ผู้ใดที่ว่านั่นมันแค่ลู่หาน”

 

 

“ข้าไม่พูดหรอกนะว่าญาติของข้าไม่คู่ควรกับพระองค์” เพราะถ้าตัดนิสัยทะเยอทะยานเรื่องขององค์ชายสามออกไป ลู่หานแทบไม่มีที่ติ เอาแต่ใจ แต่ก็รักพวกพ้องและเสียสละเพื่อส่วนรวมได้มากมาย แข็งกระด้าง แต่ก็ทุ่มเทและจงรักภักดี โดยเฉพาะต่อเชื้อพระวงศ์...ลู่หานทั้งเชื่อฟังทั้งศรัทธา ครั้งหนึ่งองค์ชายห้าก็เคยได้รับความรู้สึกนั้น

 

“แต่ความเป็นไปได้มันก็น้อยเหลือเกิน”

 

“ข้ารู้”

 

“ไม่ใช่พระองค์ดีไม่พอ แค่ลู่หานรักองค์ชายสาม”

 

 

“อย่าดันทุรังกันนักเลย ชอบให้ตัวเองเจ็บกันหรือ”

 

“เมื่อเจ้ามีความรักเจ้าจะได้คำตอบเองจงอิน”

 

องครักษ์ผิวแทนได้แค่ทอดถอนหายใจ เห็นคนใกล้ตัวถูกพิษรักเล่นงานแบบนี้อย่างไรเขาถึงไม่อยากจะมี ขออยู่สบายๆเช่นนี้ไปเรื่อยๆ ไม่ต้องหาเหามาใส่หัวให้กับตัวเองน่ะดีที่สุด

 


 แต่ก็ไม่ขอออกตัวแรงมาก

  


กลัวผลสุดท้ายจะลงเอยดังเช่นองค์ชายสาม ที่ไม่ต้องการผูกมัดผู้ใดแต่กลับกลายเป็นว่าหลงเมียยิ่งกว่าใครไปเสียได้

 

 

“ข้ามาขลุกอยู่ที่นี่นานแล้วขอตัวกลับก่อนดีกว่า”

 

“อืม ไปเถอะเผื่อองค์ชายของเจ้าอยากจะเรียกใช้”

 

“เรียกหาแต่พระชายาสิไม่ว่า” ไม่วายบ่นกระปอดกระแปดด้วยสีหน้าเหม็นเบื่อให้องค์ชายห้าได้ขำตามก่อนที่จะกลับอีกรอบ

 

“ข้าลาล่ะ” จงอินค้อมศีรษะให้ตามมารยาท แม้จะเป็นสหายกันแต่เขาก็ถูกปลูกฝังเรื่องมารยาทมาแต่น้อยจนติดเป็นนิสัย ถวายความเคารพได้โดยไม่เคอะเขิน

 


 

“อ้ะ…!

 

 

องครักษ์หนุ่มขมวดคิ้วมองตามแผ่นหลังเล็กของใครบางคนที่ผลุบหายเข้าไปในซอกตำหนักไวๆ เดินพ้นรัศมีห้องบรรทมขององค์ชายห้ามายังไม่ทันจะถึงประตูทางออกตำหนัก ความรู้สึกของเขาก็ไวจนรู้ว่ามีคนกำลังแอบมองอยู่เมื่อกี้นี้

 

 

ไวจริงๆ

 

 

แต่ยังไวไม่พอสำหรับจงอิน

 

 

บัณฑิตตัวจ้อยที่เขาเคยมอบสร้อยข้อมือเส้นที่ใส่อยู่เป็นประจำให้นั้นตลกเสียจริง แทนที่จะเข้ามาทักทายกันสักหน่อย กลับมายืนแอบมองแขกต่างเรือนเช่นเด็กๆไปได้องครักษ์ผิวแทนถอนสายตาออกมาจากมุมที่อีกฝ่ายเพิ่งหายเข้าไปพร้อมส่ายหัวเบาๆ เดินออกจากพระตำหนักทิศใต้ด้วยรอยยิ้ม….

 

 

เช่นเดียวกับอีกคนที่เพิ่งโผล่ออกมา

 

 

ริมฝีปากรูปหัวใจแย้มยิ้มไล่หลังให้กับองครักษ์หนุ่ม ชะเง้อคอมองตามจนกระทั่งแผ่นหลังดูดีนั้นลับตาไป

 

 


 

 

 

 

 

แต่โฮยอนอยากให้พี่สามอยู่ด้วย

 

 

เสียงใสแจ๋วขององค์หญิงน้อยวัยเพียงเจ็ดพรรษาเอื้อนเอ่ยต่อพระเชษฐา จะว่าอ้อนก็อ้อน จะกล่าวว่าเริ่มงอแงก็คงได้ “ท่านพี่ไม่มาหาโฮยอนที่ตำหนักพยองอันตั้งนาน พอเสด็จมาก็อยู่เพียงครู่เดียว เรายังไม่ได้เล่นกันเลย”

 

“วันนี้พี่ต้องไปช่วยงานพี่ใหญ่ เอาไว้มีเวลาจะมาอยู่เป็นม้าให้เจ้าขี่ทั้งวันเลยดีไหม”

 

“พี่สามใจร้าย” ตัดพ้อแล้วนั่งกอดเข่าอย่างแสนงอน อมลมประท้วงเสียจนปรางน้อยตุ่ยออก ริมฝีปากจิ้มลิ้มงองุ้ม จะว่าไปก็คล้ายๆกับใครบางคนเหมือนกันใครบางคนที่ว่านั่นกำลังนั่งอยู่ข้างๆเขาพอดี

 

“ระหว่างที่พี่ไม่อยู่เจ้าก็เล่นกับท่านพี่ป๋ายเซียนไปก่อน”

 

“โฮยอนอยากเล่นกับพี่สาม”

 

“พี่ป๋ายเซียนวาดรูปเก่งอย่าบอกใคร เป่าขลุ่ยก็ไพเราะ หากเจ้าเป็นเด็กดีอยากเล่นหรือทำอันใดอ้อนเอากับท่านพี่ผู้นี้ได้เลย”

 

“แต่---

 

“เป็นเด็กดีนะเจ้าหญิงน้อย”

 

 

“พี่อุตส่าห์ขออนุญาตพระสนมสี่ให้พี่ป๋ายเซียนมาอยู่เป็นเพื่อนเจ้าแล้ว อย่าทำให้พี่ถูกบ่นโดยเปล่าประโยชน์สิ” องค์ชายสามขยิบเนตรให้องค์หญิงน้อยอย่างรู้กัน พระหัตถ์ใหญ่ลูบศีรษะทุยของน้องซึ่งนั่งอยู่หลังโต๊ะตำราเล็กๆ

 

“สนมสี่ไม่ได้จะอนุญาตให้ใครมาอยู่เป็นเพื่อนเล่นกับเจ้าง่ายๆเจ้าก็รู้นี่

 

ในวังหลวงมีผู้ใดไม่รู้บ้างว่าพระสนมจองซุกยงหรือพระสนมสี่ พระมารดาขององค์หญิงโฮยอนหวงพระราชธิดายิ่งกว่าอะไร กว่าผู้ใดจะเฉียดใกล้ได้สักคนต้องผ่านความยินยอมจากพระองค์เสียก่อน

 

เพราะองค์หญิงเป็นพระราชธิดาของฝ่าบาทเพียงองค์เดียว อีกทั้งพระสนมสี่ไม่สามารถมีบุตรได้แล้วและองค์หญิงก็เป็นเด็กขี้โรคมาตั้งแต่กำเนิด...จะเป็นที่หวงแหนก็คงไม่แปลก

 

เครื่องเสวยและทุกสิ่งที่อยู่รอบพระวรกายต้องผ่านการตรวจขันเข้มงวดเสมอ ประกอบกับความดุของพระสนมสี่ที่มักห้ามนู่นห้ามนี่ ห้ามแม้กระทั่งไม่ให้พระราชธิดาวัยกำลังซุกซนออกไปเล่นที่ไหนนอกจากตำหนักตัวเอง เลยไม่มีผู้ใดกล้าเข้าใกล้เจ้าของตำหนักนี้นัก

 

เหล่าพระเชษฐาจึงแวะเวียนเข้ามาเล่นกับน้องบ้างเพราะสงสาร แต่ก็ไม่บ่อยเพราะเบื่อที่ต้องมาถูกสายพระเนตรของพระสนมสี่เพ่งเล็ง ยกเว้นองค์ชายสามที่มาเยือนบ่อยจนองค์หญิงน้อยติดแจ วันไหนไม่พบกันก็จะคอยถามถึง

 

 

“หรือเจ้าไม่ต้องการ พี่จะได้พาท่านพี่ป๋ายเซียนกลับ”

 

“ไม่เอา!” องค์ชายสามกดยิ้มจนปรางปรากฏรอยบุ๋ม “อย่าพากลับนะ”

 

“พ่ะย่ะค่ะ” พระหัตถ์ใหญ่เอื้อมไปโยกศีรษะผู้เป็นน้องด้วยความเอ็นดูอีกครา..อยู่กันมาตั้งนานทำไมเขาจะไม่รู้ว่าองค์หญิงน้อยโหยหาเพื่อนเล่นเพียงใด

 

“ในเมื่อคุยกันรู้เรื่องแล้ว เช่นนั้นพี่คงต้องขอตัวก่อน” เสียเวลามามากทีเดียวกับการพาพระชายามาฝากน้อง ไม่สิต้องบอกว่าพามาทำความสนิทสนม ให้อยู่เป็นเพื่อนกันระหว่างที่ตนไปช่วยงานองค์รัชทายาทจะได้ไม่มีผู้ใดต้องเหงาถึงจะถูกสินะเพราะขืนบอกว่าพาผู้ใหญ่หน้าเด็กมาฝากเด็กคงถูกงอน

 

“ข้าจะไปแล้ว ไปส่งหน่อยสิ” ส่งสายพระเนตรคมกริบให้พระชายาจนปรางนวลขึ้นสีแดงจางๆ ยอมลุกตามออกไปส่งพระสวามีอย่างว่าง่าย

 


ก้าวขายังไม่ทันถึงประตู ร่างเล็กกระจิ๊ดของผู้เป็นเจ้าของห้องบรรทมก็พรวดพราดวิ่งตามมาแทรกตรงกลางระหว่างสองสามีภรรยา สวมกอดเอวสอบของพระเชษฐาอย่างออดอ้อนราวกับกลัวว่าอีกฝ่ายจะหายไป

 


“วิ่งไม่ระวังเลย เกิดเหยียบชายกระโปรงตัวเองจนหกล้มขึ้นมาจะทำอย่างไรฮึ”

 

“เลิกงานแล้วกลับมาเล่นกับโฮยอนน๊า

 

“ฮ่ะๆ”

 

“พี่สาม”

 

“ถ้าเสด็จแม่ของเจ้าประทานอนุญาต”

 

“โธ่...

 

“เล่นกับท่านพี่ป๋ายเซียนก็เหมือนเล่นกับพี่สามของเจ้านั่นแหละโฮยอน” ขยับปากคุยกับพระกนิษฐา พระหัตถ์คอยลูบกล่อมกระหม่อม ทว่าสายพระเนตรกลับมองเพียงพระชายา



“เป็นเด็กดีนะ” พระหัตถ์ข้างที่ว่างดึงแขนองค์ชายน้อยให้ขยับเข้ามาหา ส่วนอีกข้างคอยดันศีรษะน้องให้แนบอยู่กับหน้าท้องของตน เพื่อหวังกระทำการบางอย่าง

 


“ท่านพี่ป๋ายเซียนชอบเด็กดี” บอกน้องเสียงทุ้มน่าฟังพระพักตร์ยื่นเข้าหาองค์ชายป๋ายเซียนด้วยสายพระเนตรหวานล้ำ กดริมฝีปากลงไปบนอวัยวะเดียวกันโดยที่องค์ชายป๋ายเซียนยังไม่ทันได้ตั้งตัว

 

 

!!!

 

 

“เพคะ โฮยอนจะทำตามคำของพี่สาม อ้ะ..เหตุใดต้องมากอดคอน้องแน่นเช่นนี้ด้วยเล่า”

 

 

ลิ้นร้อนรีบแทรกเข้าไปฉกชิมความหวานในโพรงปากขององค์ชายป๋ายเซียนในระยะเวลาอันมีจำกัด ไม่ฟังเสียงบ่นอู้อี้ขององค์หญิงน้อย กลับกระทำอย่างเอาแต่พระทัย..ป้อนรสจูบหนักๆให้พระชายาก่อนที่จะต้องห่างกันทั้งวัน

 

 

“พี่สามแกล้งน้อง...

 

 

องค์ชายป๋ายเซียนค่อยๆดันองค์ชายเจ้าเล่ห์ออกก่อนที่องค์หญิงน้อยจะจับได้ เสียงถอนจูบดังแสลงหูจนพระพักตร์งามแดงระเรื่อขึ้นยิ่งกว่าเดิม ร้อนผะผ่าวไปกับสีพระพักตร์แสนเสียดายขององค์ชายหนุ่มที่แสดงออกมาอย่างเปิดเผย

 

 

“รีบไปทรงงานได้แล้ว”

 

 

ออกปากไล่พระสวามีเสียงสั่น เขินจนสบสายพระเนตรคมกริบคู่นั้นไม่ไหว ฟันขาวซี่เล็กเอาแต่ขบกัดริมฝีปากล่างของตัวเองไปมาคล้ายเด็กๆ

 

 

“โฮยอนยังอยากกอดพี่สามต่ออยู่เลยท่านไม่เห็นหรือ”

 

 

“ฮื่อ..ไม่ให้ไป”

 

 

“เห็นไหม” ขยิบเนตรให้อย่างคนเจ้าชู้ ป๋ายเซียนมองแล้วอยากจะลงไม้ลงมือด้วยสักทีจริงๆนิสัยเจ้าเล่ห์คงไม่มีวันแก้หาย เหตุผลที่นำมาอ้างเพื่อถ่วงเวลาให้กับตัวเองนั้นเยอะไปหมด

 

 

“ระวังเถิด ขาดความรับผิดชอบไม่ตรงต่อเวลาเช่นนี้พวกขุนนางจะไม่อยากร่วมงานเอา”

 

 

“ช่างปะไร”

 

 

“องค์ชายสาม”

 

 

“ข้าแหย่เล่นน่า จะไปเดี๋ยวนี้แหละพ่ะย่ะค่ะพระชายา” พระหัตถ์ใหญ่โคลงศีรษะองค์ชายป๋ายเซียนเบาๆ “อย่าลืมที่ข้าบอกล่ะ อยู่กับโฮยอนท่านต้องระมัดระวัง”

 

 

“อืม” จะให้เสวยหรือทำสิ่งใดต้องพึงระลึกถึงความปลอดภัยของน้องเสมอป๋ายเซียนจำได้จนขึ้นใจเพราะองค์ชายสามเอาแต่กำชับมาตั้งแต่เมื่อคืน

 

 

“เช่นนั้นข้าไปทำงานก่อนล่ะ ฝากองค์หญิงด้วย”

 

 

“อื้ม ตั้งใจนะ”

 

 

 องค์ชายสามค้อมศีรษะรับคำของผู้เป็นชายาก่อนที่จะเสด็จออกไปอย่างอารมณ์ดี

 

  



 

 

 

พระตำหนักตะวันตก

 

 

 

พระสนมยุนฮีพิน พระมารดาขององค์ชายสองและองค์ชายสี่เสด็จนำหน้านางกำนัลชุดสีเขียวอ่อนจำนวนหนึ่งเข้าไปในห้องทรงงานของพระราชโอรสองค์โต ชายกระโปรงสีแดงเข้มยาวระพื้นทุกย่างก้าว สองพระหัตถ์สอดเข้าใต้เสื้อซึ่งถักทอจากผ้าชั้นดีลวดลายปีกผีเสื้อ พระเกศาประดับปิ่นทองงามสะดุดตา พระพักตร์ตั้งตรงดูสง่า สายพระเนตรเต็มไปด้วยความน่ายำเกรง

 

 

“รีบวางแล้วรีบออกไป”

 

 

สุรเสียงเรียบนิ่งรับสั่งต่อนางกำนัลผู้รับใช้ ชาร้อนกลิ่นหอมเฝื่อนๆถูกรินใส่จอกวางไว้บริเวณมุมโต๊ะทรงงานขององค์ชายสอง เหล่านางกำนัลรีบถวายการดูแลแล้วรีบค้อมศีรษะพากันออกไปโดยไม่ต้องให้พระสนมยุนได้ตรัสซ้ำเป็นหนที่สอง เพราะนั่นอาจหมายถึงการถวายงานครั้งสุดท้ายในตำหนักนี้ของพวกนางแล้วก็เป็นได้ 

 

 

“รู้หรือยังว่าองค์ชายสามกลับมาช่วยงานองค์รัชทายาทแล้ว”

 

 

ไร้ปฏิกิริยาตอบกลับจากพระราชโอรสองค์โต ดวงเนตรเย็นยะเยือกทอดพระเนตรโอรสที่ยังคงขะมักเขม่นกับสมุดงานของเหล่าบัณฑิต..ไม่สนใจสิ่งใด

 

 

“เงียบแบบนี้คงรู้แล้วล่ะสิ”

 

 

พระพักตร์สมบูรณ์แบบที่พระเจ้าประทานให้แสนเรียบเฉย จมูกโด่งเป็นสันยามที่ก้มลงจดจ่ออยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งนั้นรับกันได้ดีกับริมฝีปากสีซีดในแบบบุรุษหนุ่ม ช่วงไหล่สง่าผ่าเผย สัดส่วนดูปราดเปรียวไร้ที่ตำหนิไม่ว่าจะมองอย่างไรพระราชโอรสพระองค์นี้ก็เหมาะที่จะขึ้นครองตำแหน่งองค์รัชทายาทจริงๆ

 

 

“แม่คุยด้วยเจ้าไม่ได้ยินหรือ”

 

 “ก็ดีแล้ว จับงานเป็นชิ้นเป็นอันได้ก็เห็นจะสมควรดี”

 

“ดีอย่างไร เจ้าไม่แคล้วจะได้คู่แข่งเพิ่มขึ้นมาอีกคน”  พระสนมยุนขยับเข้าไปยืนประชิดโต๊ะทรงงานขององค์ชายสอง พระขนงที่ขมวดอยู่เสมอนั้นบ่งบอกถึงอุปนิสัยแสนจริงจังได้เป็นอย่างดี “องค์รัชทายาทอินซองปราดเปรื่องวาสนาสูงก็จริงอยู่ แต่สุขภาพไม่ดีมาตั้งแต่เด็ก เหล่าขุนนางถึงได้เป็นกังวลกันมาช้านานเพราะกลัวจะเป็นปัญหาเมื่อขึ้นครองราชย์”

 

 

“ยิ่งช่วงนี้ป่วยออดๆแอดๆอยู่บ่อยครั้งข้าก็อุตส่าห์เบาใจ แต่องค์ชายผู้ไม่เอาไหนนั่นก็ยังจะตามมาขัดให้เสียเรื่องจนได้”

 

“จะเอาอะไรกับชานยอล เสด็จแม่ก็น่าจะรู้นิสัย”

 

“ก็เพราะรู้อย่างไรถึงประมาทไม่ได้” องค์ชายสองส่ายศีรษะ ก้มพระพักตร์ตรวจการบ้านให้เหล่าบัณฑิตต่อด้วยท่าทางพระทัยเย็น “ชายสามเก่งรอบด้าน สิ่งใดที่เจ้ามีเหนือผู้อื่นเจ้านั่นก็มีเหมือนกัน ทั้งยังเจ้าเล่ห์แสนกล วาทศิลป์ยากจะหาผู้ใดมาต่อกรด้วย ที่สำคัญเจ้าอย่าลืมว่าองค์ชายผู้นั้นเป็นคนโปรดของใครบ้าง”

 

ทั้งพระพันปี พระมเหสี องค์รัชทายาท หรือแม้แต่ฝ่าบาทที่ปากเอาแต่กริ้วแต่ลึกๆกลับโปรดปรานในตัวโอรสผู้นั้นไม่น้อยไปกว่าใครทั้งที่มีนิสัยไม่เอาไหน จับสิ่งใดไม่เคยเป็นชิ้นเป็นอัน ไร้คุณสมบัติของการเป็นเชื้อพระวงศ์เพราะขาดการขัดเกลาจากสตรีผู้ให้กำเนิดแย่ถึงเพียงนี้แล้วยังจะโง่เขลาหลงเอ็นดูกันเข้าไปได้

  

“ไม่รู้ว่าโปรดกันจริงๆหรือแค่เวทนาที่แม่ของมันถูกผะ---

 

“เสด็จแม่” องค์ชายสองขมวดคิ้วปรามสิ่งที่ผู้เป็นมารดากำลังจะลั่นวาจาออกมา “หากฝ่าบาทหรือใครมาได้ยินเข้าท่านจะลำบาก”

 

“ที่นี่ตำหนักเราใครจะมาได้ยิน” สวนกลับอย่างไม่ยอมกัน ทั้งยังขึ้นเสียงใส่แบบที่องค์ชายสองไม่เคยโปรด “พระมเหสีหลงมนต์ดำหรืออย่างไร แต่ก่อนก็เคยเกลียดหน้าสนมซองอย่างกับอะไรเพราะฝ่าบาทหลงนางมากกว่า พอตอนนี้กลับรักลูกของมันอย่างกับลูกของตัวเอง ไม่รู้ว่าที่ชิงสิ้นใจก็เพราะการนี้หรือเปล่า”

 

“เสด็จแม่”

 

เอาตัวเข้าไปตายแทนพระมเหสี ดีไม่ดีจะทำไปเพื่อให้ลูกได้ขึ้นมาอยู่ในตำแหน่งเหนือกว่าองค์ชายองค์อื่นๆ ฉลาดเป็นกรดทั้งแม่ทั้งลูกเช่นนั้นเผลอๆจะคิดการณ์ไกลมาตั้งแต่ต้น”

 

“ไปกันใหญ่แล้ว”

 

“เจ้าก็อย่ามัวแต่ขลุกอยู่กับงานนักเลย แต่งงานมาหลายปีแล้วรีบๆมีหลานให้ฝ่าบาทอุ้มสักที อย่าให้ข้าต้องย้ำบ่อย”

 

 

“แล้วก็หัดเอาหน้าไปให้ฝ่าบาทเจอบ้าง อย่าทำตัวเป็นองค์ชายห้ากับพระสนมสามที่เอาแต่ซ่อนตัวอยู่ในตำหนักไม่ยอมออกไปไหน” องค์ชายสองถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่าย เบื่อที่ต้องอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์เต็มที สามสิบปีมานี้ชีวิตตั้งอยู่แต่ในกรอบที่ไม่เคยกำหนดเอง จะทำสิ่งใดต้องถูกผู้เป็นมารดาคอยชี้บงการให้ โดยเฉพาะเรื่องขึ้นครองราชย์

 

“ข้าไม่ได้ต้องการมันเสด็จแม่ก็น่าจะรู้”

 

“อี้ฟาน”

 

“ข้าไม่เห็นว่าจะมีพี่น้องคนไหนอยากแก่งแย่งชิงตำแหน่งนี้สักคน แล้วเหตุใดเราต้องดิ้นรนเพื่อรับมันมาเป็นภาระให้กับตัวเอง..อยู่กันอย่างสงบๆไม่ได้หรือ”

 

“ข้าทำทุกอย่างก็เพื่อเจ้า แต่เจ้ากำลังจะทำตัวไม่รักดี”

 

“พระองค์ยังเหลือจื่อเทาอีกทั้งคน”

 

“เฮอะ เจ้าลูกที่เอาแต่ฝักใฝ่เรื่องการทหารคนนั้นน่ะหรือจะมาสนใจเรื่องพรรค์นี้” ขนาดผลักดันบุตรสาวของเสนาบดีฝ่ายขวาให้ก็ยังจะนิ่งดูดาย แทนที่จะช่วยสนับสนุนกันให้ขึ้นไปอยู่ในจุดสูงสุดโอรสแต่ละคนกลับไม่ได้เรื่อง! ซ้ำยังชอบแอบไปคบค้าสมาคมกับองค์ชายไม่เอาไหนพวกนั้นอีก ทั้งที่ห้ามแสนห้ามมาตั้งแต่เด็กก็ยังจะดื้อด้าน

 

“อย่าผลักหน้าที่ตัวเองไปให้ผู้อื่น เจ้าน่ะเหมาะสมกับตำแหน่งนี้ที่สุด” ทั้งรูปลักษณ์และมันสมอง “เหล่าบัณฑิตและนักปราชญ์ย่อมต้องอยู่ข้างเจ้า หากจะขึ้นครองราชย์ย่อมได้รับการสนับสนุนเป็นแน่ ส่วนพวกขุนนางหัวอ่อนน่ะไม่ยากหรอก แค่เจ้าทำตัวดีๆ อย่าให้มีเรื่องเสื่อมเสียก็พอ”

 

“ผู้ที่มีจิตใจคับแคบ คิดถึงแต่ผลประโยชน์ส่วนตัวมากกว่าส่วนรวมจะปกครองคนทั้งแผ่นดินให้ดีได้อย่างไร”

 

“อี้ฟาน!

 

“ตำแหน่งที่เหมาะสม ย่อมคู่ควรกับคนที่เหมาะสม ถ้ามันจะเป็นของเรามันก็ต้องเป็นของเราวันยังค่ำพ่ะย่ะค่ะไม่ต้องไปดิ้นรนหรอก”

 

“นี่เจ้า!

 

องค์ชายสองปิดสมุดเล่มที่กำลังตรวจ นำมันไปวางซ้อนรวมกับกองอื่นๆบนโต๊ะก่อนจะดึงตำราภูมิศาสตร์เล่มหนาเตอะขึ้นมาแทน  ถ้อยคำสั่งสอนบุพการีและท่าทีเรียบเฉยทำเอาผู้เป็นมารดาหัวเสีย พระพักตร์เริ่มเกรี้ยวกราดหากทว่าองค์ชายสองกลับไม่ยอมสนพระทัย

 

“ข้าต้องไปสอนหนังสือองค์หญิงโฮยอนต่อ” ลุกขึ้นจากพระเก้าอี้ที่นั่งทรงงาน แนบตำราไว้ที่หน้าอกก่อนจะค้อมศีรษะให้พระมารดา

 

“ทูลลา”

 

“องค์ชายสอง!

 

  

 


 

 

“พระชายาไปนับเลย”

 

“พอเถอะน่า เล่นตั้งหลายรอบแล้วเจ้าไม่เบื่อบ้างเหรอ”

 

“ไม่! ข้าอยากเล่นอีกหลายๆรอบ”

 

“ให้ตายสิ

 

“พระชายาไปนับสิ ไปเดี๋ยวนี้ นับถึงสิบแล้วพวกข้าจะไปซ่อน!

 

“แต่ข้าไม่อยากเล่นแล้ว”

 

“เหตุใดจึงงอแงเช่นเด็กๆ”

 

“หยาข้าอายุยี่สิบสามแล้วนะ เจ้าตัวแค่นี้กล้าดีอย่างไรมาว่าข้า”

 

“ก็พระองค์ผิดกติกา ไคไบโบแพ้ข้าแต่ไม่ยอมไปนับเลขดีๆ” องค์ชายป๋ายเซียนอ้าปากค้าง ยืนต่อล้อต่อเถียงกับองค์หญิงน้อยวัยเจ็ดขวบเรื่องเล่นซ่อนหามาได้สักพักแล้ว

 

เชื่อคำขององค์ชายสามแล้วว่าองค์หญิงผู้นี้ ดื้อเงียบ ตอนที่นั่งกันอยู่ในตำหนักกิริยาท่าทางออกจะเรียบร้อยน่าเอ็นดู แม้จะงอแงให้เห็นบ้างตอนที่พี่สามของนางยังอยู่แต่นั่นก็เป็นปกติของเด็กวัยนี้ไม่ได้แปลกในสายพระเนตรขององค์ชายป๋ายเซียน

 

แต่ทันทีที่องค์ชายสามออกไป ไม่สิทันทีที่พระสนมสี่เสด็จออกไปข้างนอก องค์หญิงน้อยก็เปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือทันที กระโดดโลดเต้นทั้งยังไปเอาสีน้ำออกมาเล่น ที่ถูกละเลงราวกระดาษศิลปะน่ะเล็บทั้งสิบของป๋ายเซียน! นางกำนัลและอี้ชิงที่ตามมาสมทบทีหลังก็พลอยรับเคราะห์ไปด้วย ก่อนจะลากไปเล่นนู่นเล่นนี่แล้วมาจบที่การเล่นซ่อนหาแสนน่าเบื่อ

 

แรกๆก็สนุกดี ได้เห็นรอยยิ้มกว้างจนแก้มปริขององค์หญิงน้อยผู้น่าสงสารก็พลอยยินดีตาม แต่นานๆเข้าป๋ายเซียนชักจะไม่ไหวเด็กอะไรเล่นไม่ยอมเลิก ขอเวลาให้พักเหนื่อยสักเดี๋ยวก็ไม่ได้ เอาแต่พระทัย คำพูดคำจาก็เป็นผู้ใหญ่เกินตัวคงเลียนแบบพฤติกรรมมาจากพระสนมสี่

 

“เอาอย่างนี้ไหมพ่ะย่ะค่ะ เดี๋ยวกระหม่อมจะเป็นคนนับเอง แล้วให้องค์หญิงกับคนอื่นๆไปซ่อน ส่วนองค์ชายป๋ายเซียนให้พระองค์พักเหนื่อยสักครู่แล้วค่อยให้กลับมาเล่นดีไหม” อี้ชิงย่อตัวลงมายันหน้าขาตัวเอง พยายามทูลกล่อมองค์หญิงน้อยอย่างใจดี ทว่า..

 

“ไม่เอา! ผู้แพ้ก็คือผู้แพ้ ผิดกติกาเช่นนี้จะเป็นผู้ใหญ่ที่ดีได้อย่างไร”

 

จางอี้ชิงอ้าปากค้าง หันไปส่งยิ้มแห้งๆให้กับองค์ชายของตนที่กำลังยืนกอดอก ตีพระพักตร์บูดบึ้ง งอแงไม่แพ้องค์หญิงน้อย “เร็วเข้า ท่านต้องไปนับนะพระชายา”

 

“พูดให้มีหางเสียงก่อน”

 

 

“หากเจ้ายังเอาแต่พูดไม่เพราะข้าจะทูลให้พี่สามของเจ้าได้รับรู้”

 

“พี่สามไม่ว่าข้าหรอก”

 

“แน่ใจหรือ”

 

 

“ได้” องค์ชายป๋ายเซียนปัดตูดที่เลอะฝุ่นจากการไปมุดใต้ถุนตำหนักมาจนอะไรต่อมิอะไรติดเต็มตัวไปหมด สีพระพักตร์เคลือบแฝงความเจ้าเล่ห์อยู่ในที อาจเทียบองค์ชายสามไม่ติด หากแต่ความอยากเอาชนะของเขาก็มีไม่เคยน้อยไปกว่าผู้ใด

 

“พี่สามไม่ว่าเจ้า แต่หากสนมสี่รู้เรื่องเข้าก็คงจะโดนมิใช่น้อยสินะ หรือจะเป็นฝ่าบาทดี”

 

“ย๊า

 

องค์ชายป๋ายเซียนยกยิ้มมุมปากอย่างผู้ที่ถือไพ่เหนือกว่ายี่สิบกว่าปีมานี้ตนอยู่ในครอบครัวที่คอยประคบประหงม เป็นน้องเล็กที่ถูกตามใจเสมอ แต่ก็ไม่เคยเอาแต่ใจจนเกินเลยขอบเขตป๋ายเซียนรักความถูกต้อง ถ้าเห็นว่าผู้ใดทำไม่ถูกไม่ควรเป็นต้องไม่ชอบใจทุกที อย่างตอนนี้ก็เหมือนกัน

 

“ว่าอย่างไร”

 

“ถ้าข้าพูดเพราะๆท่านต้องมาเล่นกับข้านะ”

 

“มีสิทธิ์ต่อรองด้วยหรือ”

 

“งื้อ...ท่านพี่ป๋ายเซียนอย่าใจร้ายต่อโฮยอนเลยนะเพคะ มาเล่นกับโฮยอนนะ” พระหัตถ์เล็กๆเขย่าแขนองค์ชายป๋ายเซียนไปมา ดวงเนตรใสจ้องมองอย่างออดอ้อน ผิวขาวจัดเปื้อนฝุ่นนิดๆองค์ชายป๋ายเซียนมองแล้วรู้สึกขำดี วางท่าใส่ได้ไม่นานก็พระทัยอ่อน ยอมก้มลงเกลี่ยนดินที่เกาะบนปรางนุ่มออกให้เบาๆ…พยายามรักษาระยะห่าง เพราะถึงจะยังเด็กแต่อีกฝ่ายก็เป็นสตรี

 

“ท่านตัวหอมจัง”

 

“เป็นเด็กเป็นเล็กพูดจาแก่แดดเช่นนี้ได้อย่างไร อย่าลืมว่าเจ้าเป็นสตรี”

 

“ก็หอมจริงๆนี่นา..กลิ่นเหมือนดอกไม้เลย” องค์ชายป๋ายเซียนยิ้มให้เด็กน้อยจนดวงเนตรกลายเป็นรูปพระจันทร์เสี้ยว “มาเล่นกันต่อนะ น๊าๆ..

 

“เข้าตำหนักให้นางกำนัลพี่เลี้ยงพาไปอาบน้ำก่อนพระสนมจะกลับมาไม่ดีกว่าหรือ มอมแมมเช่นนี้เจ้าจะถูกดุเอาได้นะหากว่านางกลับเข้ามาเห็น”

 

“แต่ข้ายังอยากเล่นต่อนี่นา”

 

 

“นะเพคะเล่นกับข้าอีกรอบนะ รอบสุดท้ายก็ได้”

 

 

“นานๆครั้งที่ข้าจะได้ออกมาเล่นเช่นนี้ ถ้าไม่มีพี่สาม ก็ไม่มีใครกล้าตามใจข้าแล้ว ไม่มีผู้ใดพาข้าออกมาสูดอากาศข้างนอกแบบนี้เลยสักคน” อาการหงอยเหงาเซื่องซึมทำองค์ชายป๋ายเซียนพระทัยแข็งได้ไม่นาน ยอมพยักพระพักตร์ตามใจองค์หญิงน้อยอีกจนได้

 

“เย่!!

 

“เล่นรอบสุดท้าย แล้วเจ้าต้องยอมให้นางกำนัลพี่เลี้ยงพาไปอาบน้ำตกลงไหม”

 

“เพคะ!

 

รอยยิ้มกว้างแห่งความดีใจปรากฏแจ่มชัด องค์ชายป๋ายเซียนพยักพเยิดให้ทุกคนไปซ่อนตัวได้ ก่อนจะพาตัวเองไปยืนนับเลขที่มุมๆหนึ่ง ซบพระพักตร์ลงกับท่อนแขนที่แนบอยู่กับผนังตำหนักเพื่อไม่ให้มองเห็นว่าใครกำลังทำอะไร แอบอยู่ตรงไหน

 


“ทูลเซดเนดดาซอด……


 

องค์ชายป๋ายเซียนนับเลขช้าๆไปเรื่อยๆ ตลอดการนับ..เสียงฝีเท้าและเสียงกระซิบกระซาบแสนวุ่นวายของแต่คนผ่านเข้าหูมาให้ได้ยินตลอด เขาคอยฟังและพยายามจดจำที่สิ้นสุดของเสียงเพื่อที่จะตามไปให้ถูกหลังจากที่ตัวเองนับเลขเสร็จ

 

 

“อาฮบยอล!

 

 

องค์ชายป๋ายเซียนกดยิ้มสนุกเมื่อนับเลขจนถึงสิบ เป้าหมายแรกที่เขาจะตามไปซุ่มจับคือพวกที่วิ่งไปซ่อนตัวอยู่หลังพุ่มไม้ใกล้กำแพงทิศตะวันออก พระวรกายเล็กหมุนกลับหลังหันยังไม่ทันได้ออกเดินก็ปะทะเข้ากับแผงอกกำยำของใครสักคนเข้าก่อน

 



พลั่ก!

 

 


“อ้ะ!

 


 

ตุ่บ!

 

 


แรงปะทะทำเอาองค์ชายป๋ายเซียนเกือบหงายหลัง ยังโชคดีที่ได้มืออุ่นๆของบุรุษที่เข้ามาชนช่วยจับเอาไว้ความปลอดภัยเพิ่มขึ้นมาเป็นเท่าตัวเมื่อวงแขนแข็งแรงของคนผู้นั้นโอบรอบเอวองค์ชายป๋ายเซียนไว้อีก ใบหน้าหล่อเหลาแสนสะดุดตาใกล้เข้ามาจนปลายจมูกโด่งทั้งสองเกือบสัมผัสกัน

 

 

“องค์ชายสอง

 

 

องค์ชายป๋ายเซียนครางชื่ออีกฝ่ายเบาๆ ดวงเนตรทั้งสองคู่มองกันและกันในระยะใกล้...เคยพบกันมาบ้าง หากทว่าครานี้คงเป็นคราที่มีโอกาสได้มองกันใกล้ที่สุดนับตั้งแต่องค์ชายเปี้ยนเข้ามาอยู่ที่นี่

 


องค์ชายสองทรงมีพระสิริโฉมงดงาม ถึงมองไกลๆความโดดเด่นของเขาก็ปรากฏชัด พระพักตร์สมบูรณ์แบบ ดูดีไปทุกสัดส่วนทั้งยังมีเสน่ห์กับบุคลิกสุขุมนุ่มลึกช่วยดึงดูดแต่ไม่ได้ทำให้ป๋ายเซียนใจเต้นแรงอย่างใครบางคนหรอก

 

 

“ขอบพระทัยพ่ะย่ะค่ะ แต่” องค์ชายป๋ายเซียนกระอึกกระอัก พยายามใช้สายพระเนตรมากกว่าคำพูดเพื่อให้อีกฝ่ายทรงรู้ตัว

 

“โทษที” 


องค์ชายสองค่อยๆดึงองค์ชายป๋ายเซียนให้กลับมายืนทรงตัวดีๆ ก่อนจะก้มลงเก็บตำราภูมิศาสตร์ที่นอนแอ้งแม้งอยู่บนพื้น เป็นผลมาจากการปะทะกันของร่างกายที่ต่างขนาดกันเมื่อครู่

 

“ตำราของท่านไม่ได้เสียหายตรงไหนใช่หรือไม่”

 

“อืม เจ้าล่ะ”

 

“ไม่เป็นไรพ่ะย่ะค่ะ ต้องขออภัยพระองค์ด้วยที่หันมาโดยไม่ระวัง” การเกาท้ายทอยแล้วส่งยิ้มแก้เก้อมาให้นั้น..องค์ชายสองไม่คิดมาก่อนว่ามันสามารถดึงดูดสายตาของเขาได้มากถึงเพียงนี้

 

หากลู่หานองครักษ์ของพี่ใหญ่เป็นบุรุษที่มีใบหน้างดงามที่สุดในโชซอน องค์ชายป๋ายเซียนก็คงจะงดงามที่สุดในแผ่นดินเปี้ยนสินะแต่ความน่ารักโดยธรรมชาติองค์ชายสองมองว่าอีกคนคงมีเหนือกว่าทุกคนที่เขาเคยพบมา

 

 

ดูมีชีวิตชีวา 


อย่างที่ไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อน

 

 

องค์ชายป๋ายเซียนได้แต่ส่งยิ้มให้เพราะทำตัวไม่ถูก ไม่รู้ว่าภายใต้พระพักตร์แสนสุขุมนั้นกำลังคิดสิ่งใดอยู่ถึงเอาแต่จดจ้องมองกันอย่างไม่ละสายพระเนตรเลย

  

“เหตุใดเจ้าจึงทำหน้าเช่นนั้น”

 

“หืม..” องค์ชายป๋ายเซียนขมวดคิ้วพลางเอาพระหัตถ์ขึ้นมาดันแก้มของตนเอง สงสัยอยู่ว่าเผลอทำหน้าตลกออกไปหรืออย่างไร อีกฝ่ายถึงได้หลุดยิ้มออกมา

 

 


ยิ้มเป็นเหมือนกันนี่

 


 

“เจ้าทำหน้าเหมือนกลัวข้า”

 

“อ่า

 

“แบบนี้ไปอยู่รวมกับพวกบัณฑิตได้”

 

“เช่นนั้นก็แสดงว่าท่านดุอยู่ไม่น้อยเหล่าบัณฑิตถึงได้กลัวกัน”

 

ข้าไม่ดุใครโดยไร้เหตุผลหรอก” องค์ชายสองทอดพระเนตรไฝเม็ดเล็กเหนือริมฝีปากด้านขวาขององค์ชายป๋ายเซียนแล้วอมยิ้มค่อยๆละสายพระเนตรไปดูรอบๆตัวที่วันนี้ดูเงียบเชียบผิดปกติ ไม่มีทหารหรือนางกำนัลออกมาเดินเพ่นพ่านเช่นทุกที

 

“มาทำอะไรที่ตำหนักพยองอันหรือ” เป็นชายาขององค์ชายสาม ก็ควรจะประทับอยู่ที่ตำหนักฤดูร้อนไม่ใช่หรือไง

 

“อ๋าจริงด้วย”

 

“ฮึ?

 

“ข้ากำลัง---

 

“พระชายาเหตุใดท่านจึงช้านักล่ะ พวกข้าซ่อนรอจนเมื่อยปะ---พี่รอง!” องค์หญิงน้อยที่เดินกระทืบเท้าเข้ามาด้วยสีพระพักตร์บึ้งตึงรีบกลับเข้าสู่ความสำรวมทันทีที่เห็นว่าองค์ชายป๋ายเซียนกำลังยืนคุยอยู่กับผู้ใด

 

กระโปรงสีหวานลากไปตามพื้นเพราะเจ้าของกำลังเดินเข้าไปทำความเคารพพระเชษฐา องค์ชายสองหลุบเนตรมองพระกนิษฐาก่อนเลิกคิ้วขึ้นอย่างสงสัย

 

“พี่รองเสด็จมาถึงตั้งแต่เมื่อใดเพคะ”

 

“สักครู่แล้ว นี่เจ้าไปทำอันใดมา หน้าตาถึงได้มอมแมมเยี่ยงนี้”

 

“โฮยอนโฮยอนเอ่อ” องค์ชายสองมองอาการอึกอักขององค์หญิงน้อยก่อนจะสะดุดตาเข้ากับพระหัตถ์ขององค์ชายป๋ายเซียน

 

“เล่นอะไรกัน” เล็บมือทั้งสิบถูกแต่งแต้มด้วยสีช้ำเลือดช้ำหนอง บ้างก็สดใสไม่เข้าพวก “ซนทั้งเด็กทั้งผู้ใหญ่เลยหรือ” น่าดุ..แต่ก็รู้สึกขำและเอ็นดูเสียมากกว่า

 

“พี่รองอย่าบอกเสด็จแม่นะเพคะ” คนถูกอ้อนส่ายพระพักตร์เบาๆ 

 

“ให้นางกำนัลพาไปอาบน้ำไป แล้วพี่จะอยู่รอสอนหนังสือเจ้าที่ห้อง”

 

“เพคะ”

 

รอจนพ้นหลังเด็กน้อยองค์ชายสองถึงจะหันมาตรัสกับองค์ชายป๋ายเซียนเสียงนุ่ม สายพระเนตรจ้องพระพักตร์อ่อนเยาว์แทบไม่กะพริบ “ต้องเสด็จไปไหนหรือเปล่า”

 

“ข้าคงอยู่ที่นี่จนกว่าองค์ชายสามจะมารับ”

 

“เช่นนั้นก็เข้าไปนั่งคุยกันข้างในดีไหม จะได้ทำความรู้จักกันให้มากขึ้น”

 

 


 

 

#สะใภ้บรรณาการ


 

 






 

 

*ไคไบโบ = คาวีบาวีโบ = เป่ายิงฉุบ

 

#พระตำหนักใหญ่(ทิศเหนือ): ฝ่าบาท

#พระตำหนักยองชาง: พระอัยยิกา(พระพันปี)

#พระตำหนักกลาง : พระมเหสี

#พระตำหนักบูรพา: องค์รัชทายาท (+พระชายาและลูก)

#พระตำหนักตะวันตก: สนม1 ยุนฮีพิน / องค์ชายอี้ฟาน (+พระชายา) / องค์ชายจื่อเทา

#พระตำหนักฤดูร้อน :  (สนม2 ซองควีพิน) / องค์ชายชานยอล (+พระชายา)

#พระตำหนักทิศใต้ : สนม3 ชเวซูพิน / องค์ชายเซฮุน

#พระตำหนักพยองอัน: สนม4 จองซุกยง / องค์หญิงโฮยอน






*ผังความสัมพันธ์กากๆของเราที่ทำไว้นานแล้ว กะว่าจะทำดีๆแล้วค่อยลง แต่ไม่ได้ทำซ๊ากกะที เลยเอาแบบออริจิฯมาลงเนาะ เผื่อมีคนงง ฮ่า...





         CR.SQW
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 614 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

10,413 ความคิดเห็น

  1. #10307 Mr-mztxx (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 18 มิถุนายน 2563 / 22:57
    รู้สึกแปลกๆนะเจ้าคะ
    #10,307
    0
  2. #10260 Emihcy (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 26 เมษายน 2563 / 16:22
    มันเป็นตะหงิดๆนะคะ
    #10,260
    0
  3. #10176 Ice_Pandy (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2563 / 18:06
    อยู่ดีๆก็อยากเชียร์องค์ชายสองเฉย ฮืออออออ
    #10,176
    0
  4. #10134 เหมี๊ยวกวิ้น🐧 (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 12 มกราคม 2563 / 07:17
    องค์ชายสองน่าเห็นใจที่ต้องโดนเสด็จเเม่คอยกำกับทุกอย่าง หึ่ย เอาใจช่วยนะอี้ฟ่าน
    #10,134
    0
  5. #10086 ออมม่า (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 23 ธันวาคม 2562 / 09:55

    เห้ย ๆ ๆ องค์ชายสอง

    #10,086
    0
  6. #10060 PRAE.VV (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 20 ธันวาคม 2562 / 12:56
    เรื่องราวเริ่มอิรุงตุงนังแล้วจ้าาา บางคู่ก็ดูจะเป็นไปไม่ได้ กลับกันบางคู่ก็ดูมีแววดี รอดูกันไปยาวๆ
    #10,060
    0
  7. #9895 IPINOCKIO (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 17 กันยายน 2562 / 20:52
    ในขณะที่เรื่องของฮุนฮานกำลังดราม่าแต่ไคซูนี่แอบกรุบกริบใจ คยองซูมีการแอบมองแล้วจงอินก็รู้ตัว อร๊ายยยยย อยากเห็นคู่นี้จีบกัน
    ชอบฉากที่ชายสามลาพระชายาไปทรงงานแล้วมีการแอบจูบต่อหน้าน้องสาวนี่แบบ เกร้ดดดดดด กร้าวใจมากเพคะ
    อะหูยยยยยย อี้ฟานดูเป็นคนดีแต่แม่อี้ฟานร้ายน่าดูเลยอ่ะ
    #9,895
    0
  8. #9859 heykiki (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 12 กันยายน 2562 / 18:34
    เอาแล้วเว้ยยยยยยย เอาแล้วววววววววว
    #9,859
    0
  9. #9822 BangJae_ (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 25 มิถุนายน 2562 / 10:38
    อย่านะ!! องค์ชายสองอย่ามาา!!
    #9,822
    0
  10. #9772 toysmile (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 10 เมษายน 2562 / 21:32
    ทำไมสนุกขึ้นทุกตอน ติดงอมแงมมากกก5555
    #9,772
    0
  11. #9744 om_kanokrat (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 15 มีนาคม 2562 / 15:58
    เอาเเล่ววววว
    #9,744
    0
  12. #9689 คุณยิปปี้ (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 27 ธันวาคม 2561 / 23:58
    พี่รองก้อันตรายจ้ะ
    #9,689
    0
  13. #9651 bemysunshine (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 10 พฤศจิกายน 2561 / 20:46
    องค์ชายสองถ้าเอ็นดูน้องก็ดีแต่อย่ามาชอบน้องเลย สามีเขาหึงหวงจะตาย 55555
    #9,651
    0
  14. #9543 lad1988da (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 17 สิงหาคม 2561 / 22:19

    ชายสามป๋ายมีคนมาเต๊าะเพิ่มอีกแล้วนะ

    องค์หญิงนี่แสบพอกันกับป๋ายเลยเนาะ

    #9,543
    0
  15. #9487 sunshinyi19 (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 9 สิงหาคม 2561 / 16:26
    ฮื่อออชายสอง เอ็นดูน้องงง
    #9,487
    0
  16. #9480 11507416p (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 7 สิงหาคม 2561 / 23:26
    อย่านะรักหลายเศร้านี้ ......
    #9,480
    0
  17. #9422 midora (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 15 มิถุนายน 2561 / 02:31
    รักหลายเส้าเริ่มมาแล้วววว
    #9,422
    0
  18. #9341 txtah (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 9 พฤษภาคม 2561 / 20:33
    มาม่ามั้ย ฮือ กัวใจมากเรย
    #9,341
    0
  19. #9276 Snookky151140 (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 17 เมษายน 2561 / 00:19
    อยากจะส่งอี้ชิงไปนั่งขั้นกลางระหว่างพระชายากับองค์ชายสองเสียจริง กลัวมาม่า
    #9,276
    0
  20. #9260 Somkaewexo (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 12 เมษายน 2561 / 13:39
    ชอบคู่จงอินกับคยองมากๆ
    #9,260
    0
  21. #9233 ppploycb (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 9 เมษายน 2561 / 22:30
    องค์ชายสองใจเยงก่อนนนน คงแค่เอ็นดูเฉยๆแหละมั่ง
    #9,233
    0
  22. #9221 แบคคุ ^><^ (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 9 เมษายน 2561 / 14:19
    อย่าเด้อๆ
    #9,221
    0
  23. #9177 sehun-hunhan (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 7 เมษายน 2561 / 23:00
    อ้าวๆ มีเมียแล้ว หยั่มมา
    #9,177
    0
  24. #9024 Maylovechanbaek (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 30 มีนาคม 2561 / 00:06
    ชายสองอย่าแย่งชายสามนะ! เป็นคนดีดีกว่านพ
    #9,024
    0
  25. #8954 mmeieiss (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 12 มีนาคม 2561 / 20:25
    เราจะอยู่กะองค์ชายหมอเองงงง
    #8,954
    0