สะใภ้บรรณาการ (Chanbaek) -END-

ตอนที่ 2 : 01 - คำตัดสิน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 32,395
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1,012 ครั้ง
    18 ธ.ค. 59

 


-01-

คำตัดสิน

 

 


 






           

 

            “ช่างบังอาจนัก!

 

            สุรเสียงเข้มของกษัตริย์โชซอนดังมากพอให้ทหารหน้าตำหนักสะดุ้งตามกันเป็นแถว ตั้งแต่เสด็จออกจากท้องพระโรงและย้ายที่ประทับเป็นตำหนักรับรองแขกพระองค์ก็เอาแต่กริ้ว ทรงดุองค์ชายสามเสียงดัง พาลให้เหล่าทหารยศน้อยนอกตำหนักต้องผวาไปด้วย

 

            แต่ก็คุ้นหูเสียเหลือเกิน..

 

            ด้วยทหารทุกนายที่ยืนประจำการอยู่หน้าตำหนักล้วนแล้วแต่เป็นทหารโชซอนทั้งสิ้น สุรเสียงเกรี้ยวกราดตรัสว่าพระราชโอรสองค์ที่สามนั้นได้ยินกันบ่อยเสียจนไม่นึกประหลาดใจใดๆ แต่ใช่ว่าจะไม่หวั่นกลัว..ยิ่งองค์ชายสามไม่เคยสงบปากสงบคำแม้นในยามหน้าสิ่วหน้าขวานด้วยแล้ว ผู้ใดอยู่ใกล้ย่อมกลัวเกรงจะถูกลูกหลงของฝ่าบาทตนกันทั้งนั้น

 

            “เมื่อไหร่..เมื่อไหร่ฮ้ะองค์ชายสามที่เจ้าจะเลิกเป็นลูกที่ทำให้พ่อแม่ต้องปวดหัว!

 

            “ข้าผิดอะไร”

 

            “ยังจะถามอีกหรือ!

 

            “เสด็จพ่อทรงทราบดีอยู่แล้วว่าฝ่าบาทราชวงศ์เปี้ยนทรงให้สิทธิ์ข้าเลือกเอง ข้าก็ใช้สิทธิ์นั้นแล้วอย่างไรเล่า เช่นนี้ข้ายังเป็นคนผิดอีกหรือ”

 

            “มีองค์หญิงให้เลือกถึงสามพระองค์ แต่เจ้าดันบังอาจเลือกพระราชโอรสองค์เดียวของเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดิน จะว่าโง่เขลาเบาปัญญาหรือก็ไม่ใช่ อย่างเจ้าน่ะมันฉลาดเสียจนเป็นอันตราย!” แทนที่จะหวั่นเกรงถึงความเกรี้ยวกราดของพระราชบิดาตนสักนิด องค์ชายสามกลับทรงพระสรวลได้อย่างไม่สะทกสะท้าน พระหัตถ์คว้าจอกชาร้อนขึ้นมาจิบ ลิ้มรสชาจีนหอมกรุ่นที่ราชวงศ์เปี้ยนนำมาถวายด้วยพระพักตร์แช่มชื่น

 

            “เสด็จพ่อตรัสเกินไป..” คลี่พัดคู่ใจออก โบกมันไปมาช้าๆหาได้มีความกังวลใดๆ ต่างจากผู้เป็นพระราชบิดาที่แม้แต่ประทับลงบนแท่นที่นั่งก็ทำไม่ลง ทรงเอาแต่ยืนค้ำหัว นวดขมับตัวเองครั้งแล้วครั้งเล่าเพราะการกระทำของโอรสตัวดี  

 

            “ข้าได้บอกถึงเหตุผลที่เลือกองค์ชายน้อยในท้องพระโรงแล้ว พระองค์ก็ทรงได้ยิน”

 

“คิดว่าข้าไม่ทันเล่ห์เหลี่ยมเจ้างั้นหรือ” องค์ชายสามแค่นยิ้มมุมปาก แสร้งทอดพระเนตรลวดลายวิจิตรบนพัดที่ทรงถืออยู่ราวกับมันน่าสนพระทัยทั้งที่เคยเห็นมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน  

 

“จะว่าไปแล้วพระตำหนักรับรองแขกที่นี่ก็สวยดีนะพะยะค่ะ งดงามไม่แพ้โชซอน”  มีกลิ่นหอมของไม้ดอกฤดูหนาวลอยตามลมเข้ามาทางหน้าต่างไม้ ช่างน่าอภิรมย์ใจเสียจริง

 

“อย่ามานอกเรื่อง!

 

องค์ชายสามทรงพระสรวลเบาๆ

 

“คิดจะวัดพระทัยฝ่าบาทผู้เป็นถึงสหายรักของพ่อเจ้าเพื่อให้ตัวเองพ้นจากสถานภาพที่พึงมี..นิสัยตลบตะแลงเล่ห์เยอะเช่นนี้เมื่อไหร่เจ้าจะหาย! อาจารย์ของเจ้าไม่เคยสอนเลยรึว่าพรสวรรค์ด้านวาทศิลป์ที่มีหากใช้ในทางที่ผิดผลมันจะเป็นเช่นไร!

 

“ข้าก็ได้แต่หวังว่าผลลัพธ์ที่ได้มันจะตรงใจข้า”

 

“ชายสาม!

 

“รักษาพระวรกายหน่อยไม่ดีหรือพะยะค่ะ หากกริ้วมากๆแล้วประชวรขึ้นมาข้าไม่แคล้วจะถูกองค์ชายหมอบ่นเอา” องค์ชายสามหุบพัด ลุกขึ้นจากเก้าอี้ประทับพลางบิดตัวไปมาไล่ความเมื่อยขบคล้ายคนขี้เกียจ

 

“เลิกทำตัวกวนโทสะข้าเสียที เมื่อไหร่เจ้าจะรู้บทบาทหน้าที่ตัวเอง ข้าเหนื่อยหน่ายที่ต้องพูดเรื่องเดิมๆกับองค์ชายหัวรั้นเช่นเจ้าซ้ำๆแล้วนะ”

 

“ทรงเหนื่อยก็หยุดสิพะยะค่ะ” องค์ชายสามหันไปเผชิญหน้ากับผู้เป็นพระราชบิดา ริมฝีปากอิ่มหนาจุดรอยยิ้มน้อยๆ “หยุดยัดเยียดสตรีนางไหนให้ข้าได้แล้ว ต่อให้งามปานใดข้าก็มิปรารถนาได้มาเป็นชายาหรอก ข้าพอใจที่จะอยู่ครองโสด ต้องตาดอกไม้ดอกไหนแค่เด็ดขึ้นมาเชยชมชั่วครั้งชั่วคราวก็เพียงพอแล้ว มิจำเป็นต้องผูกมัดดังเช่นเจ้าของ มิจำเป็นต้องครอบครองไปตลอดกาล...ทุกวันนี้ข้ามีความสุขดี โปรดอย่าทรงบังคับฝืนใจกันเลย”

 

“เหลวไหล เจ้าเป็นถึงโอรสของกษัตริย์จะทำตัวเช่นนั้นได้เยี่ยงไร”

 

“ได้สิพะยะค่ะ เพียงแค่ฝ่าบาทของแผ่นดินประทานอนุญาต มีหรือ..

 

“ไม่อนุญาต!

 

 

“ทั้งพระอัยยิกา พระมเหสี และพ่ออย่างข้าปรารถนาจะเห็นเจ้าเป็นฝั่งเป็นฝาด้วยกันทั้งนั้น จะได้หยุดทำตัวเหลวไหลและหัดมีความรับผิดชอบในหน้าที่ตัวเองเช่นองค์ชายองค์อื่นเสียบ้าง”

 

“ถ้าเช่นนั้นก็ทรงพิจารณาองค์ชายป๋ายเซียนเถิด”

 

“หากคิดว่าเลือกบุรุษเพศมาเป็นสะใภ้แล้วข้าจะปล่อยเจ้าไปล่ะก็ ผิดแล้วชายสาม ไม่ว่าจะเป็นธิดาหรือโอรส หากมาจากราชวงศ์เปี้ยนแล้วข้ายินดีทั้งนั้น ว่าแต่เจ้าเถิด..ใคร่ครวญดีแล้วหรือไม่ที่ให้คำตอบเช่นนั้นต่อหน้ากษัตริย์อื่น”

 

“กษัตริย์เคร่งครัดต่อวาจาตนเช่นไร ลูกกษัตริย์ย่อมเป็นเช่นนั้น หากฝ่าบาทกล้ายกพระราชโอรสเพียงองค์เดียวของตนให้ข้าจริง ข้าก็กล้าน้อมรับการตัดสินพระทัยนั้นเช่นกัน”

 

“ช่างบังอาจจริงๆ” ส่ายพระพักตร์อย่างจนพระทัย “แล้วข้าจะรอดูผลจากการกระทำของเจ้า” ตรัสต่อพระราชโอรสเสียงนิ่ง จ้องดวงเนตรที่มีแต่ความดื้อรั้นอวดดีแล้วถอนหายใจใส่

 

“ข้าให้โอกาสเจ้าได้ตรึกตรองดูใหม่แล้วนะ”

 

ทรงอุตส่าห์ทำหน้าที่ของพระราชบิดาเต็มกำลังความสามารถแล้ว ตัดบทขอยืดเวลาฟังคำตอบออกไปเป็นวันพรุ่งนี้ เพื่อให้กษัตริย์ผู้เป็นสหายรักได้มีเวลาตัดสินพระทัยและประสงค์ให้พระราชโอรสของตนได้ใช้สติใคร่ครวญวาจาอีกครา แต่ในเมื่อกลายเป็นเช่นนี้เห็นทีต้องให้เป็นเรื่องของโชคชะตานำพาแล้วกระมัง

 

“ทบทวนให้ดีแล้วกัน ก่อนถึงฟ้าสางของวันพรุ่งนี้เจ้ายังมีเวลา”

 

“มีเวลาเปลี่ยนใจเลือกหนึ่งในองค์หญิงทั้งสามน่ะเหรอพะยะค่ะ”

 

“แล้วไม่ดีอย่างไร เจ้าเป็นคนเอ่ยเองว่าทั้งสามพระองค์งดงามจับใจ”

 

“หากประทานให้เป็นนางสนม จะยกให้ทั้งสามพระองค์ข้าก็ยินดี”

 

“บังอาจ!

 

“เพราะยังเห็นแก่พระเกียรติอย่างไรเล่าข้าถึงปฏิเสธน้ำพระทัย ข้ารู้ตัวเองว่าเป็นเช่นไรถึงไม่คิดอาจเอื้อมองค์หญิงองค์ไหนให้เสื่อมเสียพระเกียรติ เสด็จไปเกลี้ยกล่อมให้กษัตริย์ผู้เป็นสหายรักทรงเปลี่ยนพระทัยไม่ดีกว่าเหรอ บางทีอาจจะมีประโยชน์มากกว่าทนพูดกับลูกเช่นข้าก็เป็นได้พะยะค่ะ”

 

“เจ้านี่มัน...

 

“เชื่อคำแนะนำข้าเถิด เพราะข้าใคร่ครวญมาดีแล้ว” ถึงอย่างไรครานี้ตนก็ต้องรอด จะไม่มีการคลุมถุงชนเกิดขึ้น ไม่ว่าเช่นไรสุดท้ายฝ่าบาทผู้เป็นพระราชบิดาก็ต้องเหนื่อยหน่ายและยอมถอดพระทัยออกไปเองเช่นทุกที   

 

องค์ชายสามยืนกอดอกอย่างอารมณ์ดี หมายจะหมุนตัวกลับลงประทับเก้าอี้ที่นั่งอย่างเดิม หากทว่าสายพระเนตรมองเห็นใครบางคนเข้าเสียก่อน..ใครบางคนที่ทรงไม่แน่พระทัยนักว่าเป็นใคร

 


ใครแอบอยู่ด้านนอกนั่น!


 

แต่มั่นใจว่าไม่ใช่คนของโชซอนแน่ๆ

 


“ใครรึ”

 


เพราะผิวพรรณเช่นนั้นหาได้ยากในหมู่ทหาร

 


“ข้าจะออกไปดูเอง ฝ่าบาททรงพักเถิด” องค์ชายสามค้อมหัวทำความเคารพผู้เป็นพระราชบิดา ก่อนจะสะบัดชายเสื้อคลุมตัวยาวแล้วสืบเท้าออกมาดูที่หน้าประตูตำหนัก หันซ้ายแลขวาพบเพียงแต่ทหารหน้าเดิมๆที่เคยเห็นกันจนเบื่อ ไร้เงาของคนร่างเล็กเมื่อครู่..

 

“บุรุษที่ยืนหลบอยู่หลังประตูเมื่อครู่นี้เป็นใคร”

 

“ก็ถะ..

 

“หากยังไม่อยากเสียลิ้นก็อย่าคิดจะโป้ปดข้า”

 

“อะ..องค์ชายป๋ายเซียนพะยะค่ะ!

 

 

“องค์ชายป๋ายเซียนรับสั่งว่าจะมาเข้าเฝ้าองค์ชาย แต่..

 

“ไม่เข้าไป และยังยืนแอบฟังข้ากับเสด็จพ่อคุยกันเช่นเดียวกับพวกเจ้า”

 

“มะ..มิบังอาจพะยะค่ะ! พวกกระหม่อมมิได้..

 

“ไม่อยากเก็บลิ้นไว้กินอาหารเช่นนั้นแล้วสินะ”

 

“ไม่ได้แอบฟังจริงๆองค์ชาย! แต่เสียงคุยของฝ่าบาทและองค์ชายดังออกมาถึงตรงนี้ พวกกระหม่อมจึงได้ยินโดยมิต้องแอบฟัง...” ผู้บัญชาการเป็นเช่นไร ทหารในความปกครองย่อมเป็นเช่นนั้น เล่นลิ้นเสียจนน่าลงไม้ลงมือด้วย หากแต่ทรงคิดได้ว่ามีเรื่องที่น่าให้ความสนพระทัยมากกว่าจึงหมายโทษเหล่าทหารปากกล้าไว้แค่การถลึงดวงเนตรใส่เท่านั้น

 

“องค์ชายผู้นั้นเสด็จมาถึงนี่ เหตุใดพวกเจ้าไม่ร้องบอก”

 

“องค์ชายป๋ายเซียนทรงห้ามไว้กระหม่อม”

 

“พวกเจ้าเป็นทหารของใครกัน”

 

“ขององค์ชายสามพะยะค่ะ! เพียงแต่...” อยู่ๆทหารโชซอนก็แก้มแดงขึ้นมา ยืนบิดตัวซ้ายขวาราวกับกำลังเขินสิ่งใดอยู่ “มีกระไรก็รีบๆว่ามา อย่าให้ข้าต้องชักดาบข้างกายเจ้ามาตวัดคอจนไม่มีโอกาสได้พูดอีก” ทหารคนเดิมสะดุ้งโหยง ส่วนเพื่อนทหารนายอื่นๆได้แต่ยืนสั่นไหล่นึกกลัวแทน ถึงองค์ชายสามจะพระทัยดี ขี้เล่น ไม่ถือตัว แต่หาใช่ว่าไม่ทรงโหด

 

“กระหม่อมได้รับสินบนนิดหน่อย..” อ้อมแอ้มสารภาพพลางยื่นดอกไม้ในมือให้องค์ชายของตนดู “องค์ชายป๋ายเซียนประทานสิ่งนี้ให้กระหม่อมพะยะค่ะ”

 

อ่อ..ที่แก้มแดงเรื่อราวเด็กหนุ่มแรกแย้มเพราะแบบนี้เอง

 

“และยังตรัสอีกว่าจะให้นางกำนัลเอาขนมมาแจกจ่ายพวกกระหม่อมชิมด้วย ช่างมีน้ำพระทัยงดงามเช่นเดียวกับพระพักตร์ยิ่งนัก ตัวก็ห๊อ...เฮ้ย!

 

ดอกเหมยฮวาถูกฉกออกจากมือไปต่อหน้าต่อตา

 

“นั่นของกระหม่อมนะพะยะค่ะ!

 

“แล้วอย่างไร หากข้าพึงพอใจเจ้าจะยกมันให้ข้าไม่ได้รึ”

 

“องค์ชาย...” ทหารนายนั้นโอดครวญ “อย่าทรงรังแกทหารชั้นผู้น้อยอย่างกระหม่อมเลย คืนดอกเหมยฮวาน้อยมาเถิด” นอกจากจะไม่เห็นใจแล้ว องค์ชายผู้สง่างามแห่งโชซอนยังหมุนตัวเดินจากมาโดยได้ดอกเหมยฮวาติดพระหัตถ์ไปด้วย และไม่ลืมทิ้งคำขู่..

 

อย่าริอาจให้ใครมาติดสินบนอีก มิเช่นนั้นเจ้าจะถูกลงโทษ

 

แท้จริงเรื่องติดสินบนไม่ใช่ใจความ ที่ตรัสและทรงกระทำทั้งหมดนั้นเพียงเพราะหมั่นไส้อาการระริกระรี้ของทหารนายนั้นต่างหาก...

 

 



 

 

องค์ชายตัวน้อยก้าวฉับๆออกมาจนพ้นพระตำหนักอันเป็นที่ประทับของแขกต่างเมืองซึ่งมีศักดิ์สูงไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าที่ราชวงศ์ของตนทรงมี บทสนทนาที่ทรงเข้าไปได้ยินพอดีนั้นยังคงดังก้องอยู่ในหัว กริ้วเสียจนพระพักตร์งดงามบูดบึ้ง พระขนงขมวดมุ่นเข้าหากันจนเกือบชิด

 

สวนดอกไม้ซึ่งโปรดตามเหล่าพี่สาวรายล้อมอยู่รอบกาย ทุกทีทอดพระเนตรเห็นก็ทรงแย้มยิ้มแข่งทุ่งดอกไม้นั้นเสมอ หากตอนนี้กลับผิดแผก มองไม่เห็นว่าสิ่งใดพอจะนำรอยยิ้มแห่งราชวงศ์เปี้ยนกลับคืนสู่พระพักตร์น่าเอ็นดูนี้ได้เลย

 

 กริ้วกริ้วหนักด้วย

 

ทหารและนางกำนัลรับใช้ในวังหน้าไหนๆก็ก้มหน้าโค้งคำนับให้แทบไม่ทัน เพราะเสด็จผ่านรวดเร็วปานสายฟ้าฟาดในวันเปลี่ยนฤดูกาล  

 

 

“องค์ชายบ้า!

 

 

ฟึบ!~

 

สองเท้าเล็กสะดุดกึก เมื่อมีบางสิ่งบางอย่างลอยข้ามเหนือศีรษะไป ก่อนจะทรงค้นพบว่าสิ่งนั้นคืออะไรยามที่ดวงเนตรทอดเห็นร่างสูงสง่าของบุรุษเพศผู้ซึ่งถูกเขาว่าร้ายเมื่อครู่ ปรากฏตัวอยู่ตรงหน้า ห่างกันเพียงไม่กี่ช่วงแขน

 

 

องค์ชายป๋ายเซียนถึงกับตรัสไม่ออก ทั้งตกพระทัยที่อีกฝ่ายมาด้วยวิธีการตีลังกาเหาะเหินเดินอากาศเช่นนั้นแล้วยังพบกันโดยที่ไม่ทันให้ได้ตั้งตัวอีก..คำพูดที่อุตส่าห์เตรียมมาเพื่อเจรจาด้วยก่อนหน้า ทรงทำหล่นหายไประหว่างทางที่กระฟัดกระเฟียดออกมาแล้วเสียด้วย

 

เช่นนี้จะเอาอะไรไปสู้เขา

 

แค่พระพักตร์ที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้าทอดพระเนตรแล้วก็แทบจะหันหนี...หาใช่เพราะความหวาดกลัว แต่เห็นแล้วพาลให้นึกขุ่นเคืองหนักเสียยิ่งกว่าเดิมต่างหากล่ะ

 

“เสียมารยาทแอบฟังผู้อื่นคุยกันแล้วหนีออกมาคงยังไม่พอใช่หรือไม่”

 

องค์ชายป๋ายเซียนเงยพระพักตร์ขึ้นสบดวงเนตรคมกริบเป็นครั้งแรก

 

“ถึงทรงเสียมารยาทหลบตาผู้ที่กำลังรอคุยด้วยเช่นนี้อีก”

 

นี่คือคำทักทายของคนที่เพิ่งเคยพบหน้ากันอย่างนั้นหรือ แม้จะทรงเห็นกันมาแล้วครั้นอยู่ในท้องพระโรง แต่ถึงอย่างไร นี่ก็นับเป็นคราแรกที่ได้เผชิญซึ่งหน้ากันอยู่ดี เหตุใดจึงตรัสด้วยวาจาไม่น่าคบหาเช่นนี้กันองค์ชายสามแห่งโชซอน

 

“คิดว่าการกล่าวถึงข้าอยู่ในพระทัยแล้วข้าจะรับรู้ด้วยอย่างนั้นหรือ” องค์ชายตัวน้อยสะดุ้ง “มีอะไรก็ตรัสมาตรงๆ อย่าได้นึกกลัวกันไปเลย” สืบเท้าเข้ามาใกล้พลางแย้มยิ้มเช่นคนเจ้าเล่ห์ องค์ชายสามกำลังเดินวนรอบพระวรกายขององค์ชายตัวเล็กราวกับกำลังสำรวจ ดวงเนตรคมกริบวาววับไม่รู้ว่าทรงคิดสิ่งใดอยู่

 

“เหตุใดข้าจึงต้องกลัวท่าน”

 

“แล้วเหตุใดจึงทรงหนี แทนที่จะออกมาให้ข้าเจอพระพักตร์”

 

“เพราะข้ามิอยากพบหน้าท่านแล้วน่ะสิ” องค์ชายสามยักไหล่ ไม่ยี่หระต่อพระพักตร์เล็กที่กำลังเชิดใส่ “แต่ทหารของข้าบอกว่าพระองค์มีพระประสงค์จะเข้าเฝ้าข้าเองมิใช่หรือ”

 

“เคยใช่ แต่ตอนนี้ไม่ใช่แล้ว”

 

“ปีนี้มีพระชนมายุกี่พรรษาแล้ว เหตุใดถึงเอาแต่พระทัยเยี่ยงเด็กๆ” ทรงพระสรวลอย่างไม่เข้าพระทัยในความย้อนแย้งขององค์ชายตัวน้อย แต่หาได้ถือสาไม่ ตรงกันข้ามกับผู้ฟัง..ทันทีที่ได้ยินเช่นนั้นองค์ชายป๋ายเซียนถึงกับถลึงเนตรใส่อย่างลืมตัว

 

“ว่าแต่ผู้อื่น ท่านก็ไม่ได้ดีไปกว่าข้านักหรอก”

 

“กำลังกริ้วเรื่องที่ข้าคุยกับเสด็จพ่ออยู่ใช่หรือไม่”

 

“แล้วข้าไม่สมควรกริ้วหรือ ท่านเลือกข้าทั้งที่รู้ว่าข้าเป็นบุรุษ โป้ปดพระราชบิดาข้าว่าทรงต้องตาต้องใจทั้งที่มิเคยแลหน้ากันด้วยซ้ำ แล้วยังบังอาจคิดจะให้เหล่าพี่สาวของข้าเป็นนางสนมสนองตัณหาองค์เองอีก ช่างเป็นบุรุษที่มีความคิดหยาบคายนัก”

 

 

“ท่านหมิ่นเกียรติข้า ฉกฉวยโอกาสจากน้ำพระทัยที่เสด็จพ่อประทานให้เช่นพวกคนใจคด มิปรารถนาจะได้ชายาก็ควรตรัสตรงๆว่ามิปรารถนา มิใช่ดึงเอาข้าเข้าไปข้องเกี่ยวให้กลายเป็นปมเงื่อนที่ตนเป็นคนผูกไว้เช่นนี้”

 

 

“คงเป็นองค์ชายที่ทำให้ฝ่าบาทตัวเองต้องปวดหัวด้วยน่าดู หรือไม่ก็..นั่นท่านจ้องอะไร!” องค์ชายตัวน้อยเหวใส่เมื่อเพิ่งรู้สึกตัวว่าริมฝีปากของตนเองถูกจับจ้องนานเกินไป องค์ชายเจ้าเล่ห์นั่นเอาแต่มองมัน พอร้องทักก็แสร้งผินพระพักตร์หนีไปทางอื่น ทว่ารอยยิ้มกรุ้มกริ่มยังคงไม่เลือนหาย พาลให้องค์ชายตัวน้อยนึกไม่พอพระทัยยิ่งกว่าเดิม

 

“ที่ข้าเสียเวลาพูดด้วยตั้งยืดยาวไม่ทรงรับฟังเลยอย่างนั้นหรือ”

 

“ฟังสิ ข้าได้ยินทุกถ้อยคำ เพียงแต่กำลังคิดอยู่ว่า” ปลายนิ้วหนาเคาะลงบนคางสากขององค์เอง ก่อนจะทรงขยับเท้าเข้าใกล้องค์ชายตัวน้อยมากขึ้นมากขึ้นและมากขึ้นเสียจนฝ่ายถูกเข้าหาต้องถอยหนี แต่ก็เพียงครึ่งก้าวเท่านั้น องค์ชายป๋ายเซียนไม่ต้องการให้คนบางคนเข้าพระทัยผิด คิดว่าตนกำลังหวั่นกลัว

 

“ข้ากำลังคิดอยู่ว่าเมืองนี้ยังมีบุรุษที่ใบหน้าหวานหยดย้อยไม่แพ้สตรีงามเช่นนี้อยู่อีกหรือไม่ ริมฝีปากของท่านทำให้ข้าอดสงสัยไม่ได้จริงๆว่านี่หรือ..คือบุรุษ”

 

“องค์ชายสาม!

 

 “ไม่แปลกใจว่าเหตุใดอาณาจักรพ่อลูกมักมากนั่นถึงปรารถนาในตัวท่านนัก”

 

“หยุดนะ! ข้าเป็นบุรุษ ท่านไม่สมควรคิดเช่นนั้น”

 

“วางพระทัยเถิด ข้าเพียงแค่กล่าวตามความจริงเท่านั้น หาได้คิดลึกซึ้งไม่”

 

“ไม่ว่าจะกล่าวเช่นไรคำพูดของท่านก็ยังดูหมิ่นในเกียรติของข้าซ้ำแล้วซ้ำเล่าอยู่ดี”

 

“อย่าทรงเข้าพระทัยผิดสิ”

 

“ถ้าเช่นนั้นก็ถอนคำพูดต่อเสด็จพ่อข้าสิ ไปกราบทูลอย่างสัตย์จริงว่าแท้จริงแล้วท่านมิได้ต้องตาต้องใจข้าเลยแม้แต่เพียงนิด ไปทูลให้ทราบก่อนที่จะสายเกินแก้”

 

“ทรงคิดว่าพระราชบิดาจะยกพระองค์ให้แก่ข้าจริงอย่างนั้นหรือ”

 

“กษัตริย์...มักตรัสแล้วไม่คืนคำ ข้าไม่อยากเสี่ยงวัดใจใครทั้งนั้น”

 

“เช่นนั้นก็รู้เอาไว้เถิด ว่าลูกกษัตริย์..ตรัสแล้วไม่คืนคำเช่นกัน คงไม่ดีนักหากจะมีภาพลักษณ์เป็นองค์ชายที่พูดจากลับกลอก ทั้งที่ลั่นวาจาต่อหน้าทุกคนไว้แล้วว่าพอพระทัยในพระองค์ หากจะให้แก้คำว่าเพียงพูดเล่นเท่านั้นคนที่เสื่อมเสียเกียรติที่สุดเห็นทีจะไม่ใช่ข้า แต่คงเป็นท่านมากกว่า”

 

 

“อีกอย่างหนึ่ง...” พระพักตร์หล่อเหลาดุจหยกสลักเลื่อนเข้าไปกระซิบข้างๆหูองค์ชายน้อยด้วยสุรเสียงทุ้มกังวาน ริมฝีปากเคยประดับรอยยิ้มเจ้าเล่ห์เช่นไร ยามนี้มันยังคงเป็นเช่นนั้น “ข้าชอบความเสี่ยง”

 

 


 

  

กลางดึกพระวรกายน้อยนอนคุดคู้ พลิกตะแคงด้านซ้ายทีขวาทีด้วยอาการนอนไม่หลับ ดวงเนตรเรียวรีเปิดค้าง ทอดดูเงาเลือนรางของสิ่งประดับตกแต่งภายในห้องบรรทมผ่านความมืดเงียบๆ ก่อนจะถอนหายใจอีกคราเมื่อยังคิดไม่ตกกับเรื่องราวมากมายที่เกิดขึ้นกับตน

 

องค์ชายเปี้ยนขยับตัวลุกขึ้นมานั่งกอดเข่าบนพระแท่นบรรทม ผ้าแพรสีอ่อนซึ่งมีไว้ใช้ห่มร่นลงไปกองถึงเอว ทรงวางคางลงบนเข่าทั้งคู่ของตัวเองอย่างอ่อนพระทัย ทอดพระเนตรแสงจันทร์รำไรซึ่งทะลุผ่านหน้าต่างบานไม้ที่บุด้วยผ้ากระดาษเพียงจุดเดียว ไม่วอกแวกทางไหน

 

..เพียงฟ้าสางของวันพรุ่งผู้เป็นพระบิดาต้องให้คำตอบต่อหน้าทุกคนแล้ว หากทรงตัดสินพระทัยถวายตัวเขาให้ลูกกษัตริย์อื่นจริง ป๋ายเซียนจะทำเช่นไรดี...

 

นึกย้อนไปถึงครั้นที่ฝ่าบาทโชซอนเสด็จนำคนของพระองค์ออกจากท้องพระโรงเหลือไว้เพียงราชวงศ์เปี้ยนแล้วองค์ชายป๋ายเซียนก็ปวดหัว ตอนนั้นเสด็จพ่อทรงถามถึงความสมัครใจด้วยพระพักตร์เป็นกังวล ท่านพี่ทั้งสามพระองค์และพระราชมารดาก็ดูจะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกถึงทรงเอาแต่นั่งเงียบกัน

 

กล่าวถึงสีพระพักตร์องค์ชายป๋ายเซียนจะเป็นอื่นใดได้เล่า หากไม่ใช่ซีดเผือดดุจประชวรเป็นโรคโลหิตจาง ความรู้สึกราวกับคนจมน้ำที่ทั้งหูอื้อ ตาพร่า และคิดอะไรไม่ออก ยิ่งถูกพระราชบิดาตรัสถามเอาความสมัครใจ พระทัยดวงน้อยยิ่งปวดหนึบ

 

 

ทั้งๆที่รู้ว่าลูกจะให้คำตอบเช่นไรแต่เสด็จพ่อก็ยังทรงถาม

 

พ่อก็ถามพี่สาวเจ้าเช่นนี้ทุกคน…’

 

หากมีพระทัยมั่นคงเสด็จพ่อจะไม่ลังเล ทรงต้องตรัสปฏิเสธองค์ชายผู้นั้นตั้งแต่คราที่ยังประทับกันอยู่ ทรงต้องบอกปัดในทันทีดั่งคราที่สองพ่อลูกมากเล่ห์นั่นส่งสาส์นมาแล้วมิใช่หรือกลับทรงถามลูก เสด็จพ่อคิดจะยกลูกให้องค์ชายผู้นั้นจริงๆ! เช่นนั้นมิเห็นต้องถามเอาความสมัครใจจากลูกเลย!’

 

ป๋ายเซียน

 

หากไม่รักลูกคนนี้แล้วก็ทรงทำตามพระประสงค์เถิด..ถวายตัวลูกแก่องค์ชายผู้นั้น เราจะได้มิต้องมาพบหน้ากันอีก

 

 

 

“เฮ้อ..

 

องค์ชายน้อยทอดถอนหายใจต่อการกระทำของตนเอง ไม่เคยมีครั้งไหนที่ทรงน้อยเนื้อต่ำใจจนต้องตัดพ้อผู้เป็นพระราชบิดาถึงเพียงนี้มาก่อน เสด็จพ่อทรงพระทัยดีด้วยเสมอ ลูกปรารถนาสิ่งไหน กระทำสิ่งใดลงไปท่านก็ตรัสว่าดี ชื่นชมโปรดปรานในตัวโอรสองค์เดียวโดยไม่เคยดุด่า ไม่เคยบังคับฝืนใจ รู้ว่าองค์ชายป๋ายเซียนยังไม่พร้อมจะมีคู่ครองเป็นสตรีนางใดทั้งที่มีพระชนมายุย่าง 23 แล้วก็ทรงโอนอ่อนยอมให้อยู่ดี

 

เพราะเช่นนี้องค์ชายน้อยถึงรู้สึกผิดที่พลั้งลั่นวาจาไม่น่ารักออกไป เขาไม่สมควรให้อารมณ์อยู่เหนือเหตุผล ไม่ควรบันดาลโทสะต่อผู้ให้กำเนิด แต่หากตอนนั้นไม่ทรงพูดตรงๆก็แลเห็นว่าภายภาคหน้าชีวิตตนจะไม่ใช่ของตนอีกต่อไป..

 

 

องค์ชายป๋ายเซียนเกลียดความย้อนแย้งของตนเอง

 

 

“ไม่ไหวแล้ว” อยู่นิ่งๆต่อไปเห็นทีจะมีแต่ความฟุ้งซ่าน องค์ชายตัวน้อยสะบัดผ้าห่มออกจากพระวรกายแล้วหย่อนขาลงสวมรองเท้าหน้าแท่นบรรทม

 

 

ครืด...

 

ทันทีที่บานประตูไม้ถูกเลื่อนออก ทหารยามที่ยืนประจำหน้าที่ด้วยสภาพสัปหงกก็กระเด้งตัวตรงทันที ตั้งสติได้แล้วถึงจะรีบนั่งคุกเข่าลงทำความเคารพองค์ชายน้อยที่ดึกยามนี้ยังเสด็จออกมานอกห้องพระบรรทมอีก 

 

“ขอตะเกียงหน่อย ข้าจะออกไปเดินเล่น”

 

“ให้พวกกระหม่อมตามไปดะ..

 

“ข้าอยากเดินคนเดียว”

 

“แต่

 

“หากขัดใจ ข้าจะทูลฝ่าบาทว่าพวกเจ้าแอบหลับในหน้าที่” ทหารยามสองนายทำตาโต รีบหมุนตัวเอื้อมหยิบตะเกียงไฟให้องค์ชายน้อยโดยทันที ป๋ายเซียนขำคิกคัก รับสิ่งที่ต้องการมาถือไว้แล้วก้าวออกไป..

 

 

 

พระพักตร์หวานล้ำเกินบุรุษเงยขึ้นชมเสี้ยวจันทร์บนนภาสีดำสนิท เห็นดวงดาวประปรายฉายแสงเพียงริบหรี่ประดับอยู่ใกล้ๆ ได้ยินเสียงลมหนาวพัดผ่านหูฟังดูเป็นท่วงทำนองเพลง ประกอบจังหวะเข้ากับเสียงใบไม้ไหวและกระดิ่งทองเล็กๆ ทั้งมีกลิ่นหอมจางๆจากเกสรดอกไม้ปลิวลอยมา อดไม่ได้ที่จะปิดเปลือกตาซึมซับอากาศบริสุทธิ์ ด้านพระทัยเฝ้าภาวนาขอให้เรื่องราวน่าปวดหัวลอยจากไปพร้อมสายลมนี้ที

 

 

“เจ้าต้องไม่ท้อสิป๋ายเซียน”

 

ต้องไม่อ่อนแอ เป็นถึงโอรสองค์เดียวของกษัตริย์อย่าให้เรื่องแค่นี้มาทำอะไรได้!...องค์ชายป๋ายเซียนให้กำลังใจตัวเอง

 

 

สองเท้าย่ำเดินต่อไปข้างหน้าแช่มช้า ทรงถือตะเกียงไฟเดินไปเรื่อยๆตามทางที่ทอดยาว ดวงเนตรคอยชื่นชมความงามภายในพระราชวังที่ทรงเห็นมาตั้งแต่จำความได้ ถึงยามนี้จะเงียบสงัดไร้คนเดินพลุกพล่านเช่นกลางวัน กลับไม่ได้ทำให้รู้สึกกลัวเพราะมันคือบ้าน พระหัตถ์เล็กยกสัมผัสโคมกระดาษสีแดงทองลวดลายมังกรซึ่งประดับเรียงรายยาวสุดลูกตา บ่งบอกถึงวัฒนธรรมอันเป็นต้นกำเนิดขององค์เองและคนของราชวงศ์เปี้ยน

 

ก้าวข้ามสะพานจีนระยะสั้นที่จรดสู่สวนดอกไม้ พลันพระพักตร์ของใครบางคนก็ลอยเข้ามาให้ได้นึกถึงโดยไม่ได้ตั้งใจแน่ล่ะ ทรงกลับมายืนประทับอยู่ในตำแหน่งเดียวกับที่ได้คุยกับองค์ชายผู้นั้นอีกแล้ว องค์ชายที่กวนประสาทได้แม้กระทั่งพระราชบิดาตัวเอง ป๋ายเซียนเกิดมาเพิ่งเคยพบเคยเจอ

 

ไม่รู้ว่ากำลังหนีเสือมาปะจระเข้อยู่หรือเปล่า หนีพ้นจากองค์ชายเจ้าเล่ห์องค์หนึ่ง ถึงยังต้องได้มาพบองค์ชายมากเล่ห์อีกองค์หนึ่ง ซ้ำยังดูเป็นองค์ชายที่มากเล่ห์ยิ่งกว่าด้วยซ้ำ โชคชะตาช่างเล่นตลกกับชีวิตองค์ชายเปี้ยนจริงๆ

 

“ฮ้าว..

 

พระหัตถ์เล็กปิดปากหาวเมื่อเริ่มรู้สึกง่วง การออกมาเดินเล่นชมสวนดอกไม้ยังคงเป็นตัวช่วยยามนอนไม่หลับได้ดีเสมอ ทรงแย้มยิ้มเล็กๆ หมุนตัวเพื่อที่จะเดินย้อนกลับเข้าตำหนักที่ประทับ ทว่าสายพระเนตรกลับเห็นแสงสว่างจากศาลาที่ประทับไม่ใกล้ไม่ไกลเข้าพอดี

 

“นั่นเสด็จพ่อนี่นา

 

องค์ชายตัวน้อยกลืนน้ำลายลงคอยากลำบากเมื่อเดินเข้าไปดูใกล้ๆ ผู้ที่กำลังยืนกอดอกอยู่ในศาลาที่ประทับตามลำพังนั้นคือพระราชบิดาตนเอง...ดึกถึงเพียงนี้แล้วแต่ยังทรงออกมาประทับด้วยพระพักตร์เคร่งเครียด องค์ชายป๋ายเซียนทอดพระเนตรแล้วช่างปวดพระทัยดีเหลือเกิน

 

คงไม่แคล้วเรื่องของตนเป็นแน่

 

เสด็จพ่อทรงกำลังเป็นทุกข์เพราะลูกเช่นเขา

 

ไม่ใช่สินะ...เพราะองค์ชายผู้นั้นต่างหาก

 

 

“ถวายบังคมฝ่าบาท”  สุดท้ายองค์ชายตัวน้อยก็ทนไม่ได้ เดินเข้าไปทำความเคารพผู้เป็นพระราชบิดาด้วยไม่อาจเป็นลูกเนรคุณที่ปล่อยผู้ให้กำเนิดทุกข์พระทัยเพราะตนเอง

 

“ดึกป่านนี้แล้วเหตุใดเจ้ายังไม่นอน” สุรเสียงนุ่มตรัสถามโอรสด้วยความเป็นห่วง ก่อนจะเอื้อมพระหัตถ์ดึงแขนองค์ชายน้อยให้ขยับเข้าไปใกล้ๆ

 

“แล้วฝ่าบาทล่ะพะยะค่ะ เหตุใดจึงยังไม่นอน”

 

“มีเรื่องให้ต้องคิดน่ะสิ...

 

“เรื่องลูกใช่หรือไม่” องค์ชายเปี้ยนได้รับเพียงรอยแย้มพระโอษฐ์อย่างอ่อนโยนเท่านั้น “ทรงงานหนัก ออกไปเจรจาให้บ้านเมืองตั้งหลายวัน เสด็จพ่อควรพักรักษาพระวรกายให้มากๆจะได้มิประชวร”

 

“เจ้ามิต้องเป็นห่วงไป พ่อยังคงแข็งแรงดี”

 

“ห่วงสิพะยะค่ะ” ดวงเนตรเรียวรีกำลังถูกเคลือบด้วยม่านน้ำตา “ผู้เป็นพระบิดาทรงห่วงลูกเช่นไร โอรสย่อมห่วงพระองค์เช่นนั้น” เด็กน้อยโผเข้าหาพระวรกายแสนอบอุ่นเต็มแรง ทรงกอดแน่นเท่าที่ลูกคนหนึ่งจะทำได้ “ยกโทษให้ลูกด้วยเถิด อย่าถือโทษโกรธที่ลูกพูดในวันนี้เลย”

 

“พ่อต่างหากที่ต้องพูดคำนี้ต่อเจ้า อย่าโกรธพ่อเลยนะป๋ายเซียน..” ศีรษะเล็กพยักขึ้นลงหงึกหงัก กระชับอ้อมกอดให้แน่นขึ้น ยิ่งถูกพระหัตถ์อุ่นลูบปลอบประโลมมากเท่าไหร่ยิ่งอ้อนเอาพระทัยฝ่าบาทตนเท่านั้นไม่มีผู้ใดบนโลกกอดป๋ายเซียนได้อบอุ่นเท่าที่พระบิดาทรงกอดอีกแล้ว

 

“พรุ่งนี้พ่อจะตอบปฏิเสธองค์ชายสาม”

 

และไม่มีผู้ใดรักและให้ทุกอย่างกับป๋ายเซียนได้เท่าบุรุษผู้นี้แล้วจริงๆ

 

“จะไม่มีผู้ใดฝืนใจเจ้าอีก”

 

“เช่นนั้นคนของโชซอนจะไม่กล่าวว่าเราเป็นกษัตริย์ที่ตรัสแล้วคืนคำหรือ..

 

“มิเป็นไรหรอก..ให้เขาว่าไปเถิด”

 

กษัตริย์ราชวงศ์เปี้ยนยึดถือเรื่องวาจาสัตย์เพียงใดใครบ้างจะไม่รู้..ป๋ายเซียนรู้ว่าพระราชบิดาทรงหนักพระทัยในทุกๆทางออก หากปฏิเสธ ก็เท่ากับเป็นผู้ไม่รักษาคำพูด แต่หากสนองรับ ก็เท่ากับบังคับใจลูกอีก ถึงจะเคยตัดพ้อว่าไว้แต่ป๋ายเซียนยอมรับว่ารู้ถึงความหนักพระทัยนี้ดี

 

“ถ้าเช่นนั้นก็มิต้องหรอกพะยะค่ะ”

 

“เจ้าหมายความว่าเช่นไร”

 

“แค่รู้ว่าเสด็จพ่อทรงเลือกลูกมากกว่าวาจาสัตย์ของตนเอง ป๋ายเซียนก็ซึ้งใจแล้ว” ดวงเนตรของพระราชบิดาไหวระริก “อย่าให้ใครต้องกล่าวว่าพระองค์เป็นกษัตริย์ที่แม้แต่สัจจะวาจาก็รักษาไม่ได้เลย”

 

...

 

“หากจะทรงยกลูกคนไหนให้แก่องค์ชายผู้นั้นก็ให้เป็นลูกเถิด เพราะลูกคงทนเห็นท่านพี่ทั้งสามพระองค์ถูกหมิ่นพระเกียรติ ตกเป็นสนมของบุรุษเจ้าชู้เช่นนั้นมิได้จริงๆ”

 

แม้จะฝืนใจและเสียศักดิ์ศรีก็เอาเถิด

 

ป๋ายเซียนจะจำทนเพื่อรักษาไว้ซึ่งเกียรติภูมิของคนในราชวงศ์เอง

 

 



 

 

 ดวงอาทิตย์รู้หน้าที่ขับแสงวันฟ้าใหม่เยี่ยงไร เหล่าพลทหารน้อยใหญ่ก็เป็นเยี่ยงนั้น...เสียงฝีเท้าหนักแน่นดังกระทบพื้นพร้อมเพรียงไปทางทิศที่ตั้งท้องพระโรง ลดอาวุธลงแนบกายก่อนยืนเรียงแถวตอนยาวแบ่งออกเป็นสองฟาก เว้นที่ว่างตรงกลางไว้สำหรับทางเดินของกษัตริย์และเหล่าราชนิกูลผู้อยู่เหนือแผ่นดิน

 

ขบวนเกี้ยวดำเนินมาถึงพร้อมผู้มีบารมีหลายพระองค์ทยอยกันลงมาและก้าวไปตามพื้นพรมสีแดงซึ่งปูทอดยาวสู่ภายในท้องพระโรง เสียงอึกทึกอวยชัยให้ทรงพระเจริญพันปีหมื่นปีดังขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า ก้องกังวานทั่วฟ้าจนทุกพระองค์เสด็จประทับลงแท่นพระที่นั่ง ฝ่าบาทชูพระหัตถ์เป็นสัญญาณบอก ทุกสิ่งทุกอย่างถึงค่อยๆเบาลง

 

ฝ่าบาทราชวงศ์เปี้ยนทรงพระสรวลน้อยๆเพื่อคลายบรรยากาศ ทอดพระเนตรพระพักตร์กษัตริย์ผู้เป็นสหายรัก พระราชโอรสโชซอน ขุนนางใต้การปกครอง พระมเหสี องค์หญิงผู้เป็นพระราชธิดาและต่อมาที่องค์ชายตัวน้อยที่วันนี้มีสีพระพักตร์เรียบนิ่ง ไม่แสดงความรู้สึกยินดียินร้ายใดๆต่างไปจากทุกที

 

ทรงกระแอมไอเล็กน้อย ก่อนตรัสทักทายและเท้าความเรื่องเมื่อวานซึ่งเป็นเหตุสำคัญให้ทุกคนต้องมาอยู่รวมกันในวันอันเป็นสิริมงคลเช่นนี้อีก ถึงจะยังทรงหนักพระทัยแต่ด้วยรู้หน้าที่ของการเป็นกษัตริย์ดี ไม่ว่าทางข้างหน้าจะเป็นสิ่งใดก็ต้องก้าวนำไปอย่างไม่กลัวเกรง

 

“เป็นอย่างไรบ้างองค์ชาย เมื่อคืนนอนอิ่มกันดีหรือไม่”

 

“พะยะค่ะ” ทั้งองค์ชายสามและสี่ต่างค้อมหัวตอบอย่างพร้อมเพรียงกัน “นอนอิ่มจนเกือบปลุกไม่ตื่นเลย” กษัตริย์ราชวงศ์เปี้ยนทรงพระสรวลเสียงดังเมื่อได้ฟังคำตรัสขี้เล่นของว่าที่ราชบุตรเขย องค์ชายสามช่างสดใส เหมาะสมกับเครื่องอาภรณ์สีฟ้าที่ทรงสวมใส่ประดับกายหนุ่มนั้นแล้ว 

 

“เช่นนั้นก็ดีแล้ว เอาล่ะ..ข้าจะไม่อ้อมค้อมให้เสียเวลาแล้วนะ”

 

ทุกสรรพสิ่งเงียบลงถนัดตา รอผู้ที่นั่งอยู่บนบัลลังก์มังกรรับสั่งต่อ

 

“ก่อนจะให้คำตอบ ข้าขอถามเจ้าซ้ำอีกครั้งว่าวาจาที่เคยลั่นไว้เมื่อวานยังคงเป็นจริงอยู่หรือไม่..องค์ชายสาม” องค์ชายหนุ่มนั่งหลังตรง ดวงเนตรเหลือบมองพระพักตร์น่ารักของใครบางคนที่วันนี้แปลกตาไปนิดหน่อยในความรู้สึก

 

“พะยะค่ะ เป็นความจริง”

 

ยังคงคำตอบเดิม

 

หากแต่สุรเสียงช่างเบาลงจากเมื่อวานนัก

 

“ถ้าเช่นนั้นข้าจะทำให้เจ้าสมดังปรารถนา”

 

“หมายความว่าฝ่าบาท..

 

ข้าตัดสินใจประทานป๋ายเซียนโอรสเพียงองค์เดียวของข้าให้แก่เจ้าดังปรารถนา

 

 

“ขอจงดูแลผู้เป็นดั่งแก้วตาดวงใจข้าให้ดี อย่าให้มีแม้แต่น้ำตาแห่งความเสียใจ เพราะการที่เจ้าได้ป๋ายเซียนไปไว้ข้างกายนั้น..ไม่ต่างอะไรจากได้อาณาจักรราชวงศ์เปี้ยนไปครอบครองไว้ทั้งแผ่นดิน”

 

 



#สะใภ้บรรณาการ









 

Talk;

แปลตรงๆดั่งคนสามัญชนคือพ่อเค้าบอกว่าทำลูกเค้าเสียใจเมื่อไหร่ เมิงตรัย~  (o) //   ฝากติดตามต่อ.. 





         CR.SQW
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1.012K ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

10,413 ความคิดเห็น

  1. #10391 llllovellll (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 21 ธันวาคม 2563 / 03:19
    แง้ ป๋ายยย ฝืนใจมากมั้ยลูกก
    #10,391
    0
  2. #10361 belle1502 (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 18 กรกฎาคม 2563 / 11:24
    น้องป๋ายยยยยยยยแง
    #10,361
    0
  3. #10273 munkrishear (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 15 พฤษภาคม 2563 / 05:11
    เคยชอบยังไงตอนนี้ก็ยังชอบอยู่ดี555555 ถึงจะลืมๆเนื้อหาไปบ้างแล้วก็เถอะ
    #10,273
    0
  4. #10244 pcybbh5558 (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 22 เมษายน 2563 / 11:37
    กลับมาอ่านรอบที่สามแล้ว ชอบภาษาการบรรยายทุกๆอย่างมากๆเลย อ่านที่ไรก็มีความสุข ชอบมากเลยค่าาา
    #10,244
    0
  5. #10214 MessyAyanaputra (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 11 เมษายน 2563 / 17:34
    ฮือออออ เส้าๆๆๆ
    #10,214
    0
  6. #10197 Nam_127 (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 19 มีนาคม 2563 / 21:49
    ด้วยความที่ดูkingdomจบแล้วเกิดความอยากอ่านพีเรียดเกาหลีเรื่องนี้ตอบโจทย์ชุ้นมาก
    #10,197
    0
  7. #10178 ❤ Little "B" ❤ (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2563 / 13:58

    องค์ชายสามกวนประสาทดี 5555

    #10,178
    0
  8. #10109 เหมี๊ยวกวิ้น🐧 (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 9 มกราคม 2563 / 00:40
    ชอบจัง องค์ชายป๋ายเซียนน่ารักจัง น้องน่ารักมากๆเลย ชอบจังเลยค่ะ ขอบคุณนะคะ
    #10,109
    0
  9. #10106 army_L (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 8 มกราคม 2563 / 00:56
    ภาษาสวยมากเลยค่ะยิ่งช่วงท้ายๆเราชอบมากเลยอ่านไม่สะดุดเลย
    #10,106
    0
  10. #10042 PRAE.VV (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 19 ธันวาคม 2562 / 22:48
    ภาษาตอนนี่คือไม่สะดุดเลยคุณนักเขียน ส่วนองค์ชายสามนายตายแน่!
    #10,042
    0
  11. #9925 pbcy (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 18 ตุลาคม 2562 / 22:19
    แต่งลื่นมากค่ะคุณไรท์ อ่านไม่มีสะดุดเลย ภาษาสวยมั้ก
    #9,925
    0
  12. #9877 IPINOCKIO (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 14 กันยายน 2562 / 19:41
    เอาแล้ว นั่นไง ตูว่าแล้วองค์ชายสามแค่ห่วงจะครองโสด ไม่อยากผูกมัดกับใคร เลยเลือกแบคเพราะคิดว่าจะรอด แต่สุดท้ายก็ไม่รอดเว้ยยย เรื่องมาทาดอร์อิฉันอยู่ทีมพี่ปาร์คมาโดยตลอด แต่เรื่องนี้อิฉันอยู่ทีมป๋ายเซียน เลือกใครไม่เลือก เลือกโอรสองค์เดียวเท่ากับได้อาณาจักรราชวงศ์เปี้ยนอย่างที่กษัตริย์กล่าวเลย ที่สำคัญห้ามทำแบคร้องไห้นะเว้ยยยยยยยย
    #9,877
    0
  13. #9841 heykiki (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 8 กันยายน 2562 / 22:45
    สมใจเขาเลยยยยย ลูกกษัตริย์ไม่คืนคำ แต่ตอนนี้หน้าแห้งแล้ว เล่ห์เยอะจนเข้าตัวเอง 555555555555 เดี๋ยวก็ชอบน้องและ
    #9,841
    0
  14. #9807 RaineyRainn (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 3 มิถุนายน 2562 / 12:08
    ดูแลป๋ายเซียนดีๆนะเ
    #9,807
    0
  15. #9788 Ohsehun9494 (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 2 มิถุนายน 2562 / 11:56

    สมใจเลยยย องค์ชายสามมม 55555 ฝากลูกข้าด้วยนะเพคะ

    #9,788
    0
  16. #9783 mayyamcc (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 1 มิถุนายน 2562 / 12:53
    ฮืออออ คูมพ่ออออ
    #9,783
    0
  17. #9704 NanananananaNa (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 12 มกราคม 2562 / 23:20
    ยังตื่นเต้นเหมือนเดิมค่าา><
    #9,704
    0
  18. #9695 Gnafř (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 31 ธันวาคม 2561 / 10:45
    ฮั่นแหนะ! ไปจ้องปากแบบนั้น คิดไรอ่ะดิ๊
    #9,695
    0
  19. #9681 คุณยิปปี้ (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 27 ธันวาคม 2561 / 10:19
    กรี๊ดดเดดเมลุ้นมากเด้อ กลับมาอ่านรอบสองอีกแล้วค่ะ :))) มาเก็บรายละเอียดกีๆ ยังคงตื่นเต้นที่ได้อ่าน
    #9,681
    0
  20. #9631 bemysunshine (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 7 พฤศจิกายน 2561 / 20:18
    องค์ชายสามฝากยัยน้องเล็กของเราด้วยน้าาา
    #9,631
    0
  21. #9627 wry_jnkvvvvv (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 27 ตุลาคม 2561 / 20:45
    ขอโทษนะแต่น้องขำทอล์คพี่หนิง55555555555
    #9,627
    0
  22. #9573 Zekcas U (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 18 กันยายน 2561 / 00:02
    น่ารัก น้องต้องน่ารักขนาดไหน เขินน
    #9,573
    0
  23. #9513 byunbeeyeol (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 11 สิงหาคม 2561 / 21:04
    อ่านรอบที่เท่าไหร่แล้วก็ไม่รู้แต่ชอบมากจริงๆๆๆแงงง อย่าทำน้องร้องไห้นะ
    #9,513
    0
  24. #9459 11507416p (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 4 สิงหาคม 2561 / 01:28
    น้ำตาไม่เหมาะกับป๋ายเซียนองค์ชายสามโปรดรับรู้ ....ใช่ค่ะตอนนี้อินมากก
    #9,459
    0
  25. #9429 EsHyun (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 30 มิถุนายน 2561 / 12:05
    อย่าทำให้เสียใจนะ
    #9,429
    0