สะใภ้บรรณาการ (Chanbaek) -END-

ตอนที่ 19 : 18 - ชานป๋าย

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 27,612
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 862 ครั้ง
    6 ต.ค. 59


-18-

ชานป๋าย

 








 

 

 

 

            จันทราเปล่งแสงสว่างในตอนกลางวันได้

 

 

            องค์ชายสามแห่งราชอาณาจักรโชซอนตระหนักได้ในวันนี้รอยยิ้มหวานกับริมฝีปากสวยสุดแสนเข้ากันได้ดีกับดวงเนตรรูปพระจันทร์เสี้ยวขององค์ชายป๋ายเซียน อีกฝ่ายกำลังยิ้มระคนส่งเสียงหัวเราะน้อยๆให้กับบรรดาผีเสื้อที่บินมารายล้อมรอบกายขณะเล่นน้ำอยู่ท่ามกลางธรรมชาติและขุนเขา


 

            องค์ชายสามขยับพระวรกายเปลี่ยนท่านั่ง โขดหินใหญ่ที่ประทับอยู่ช่างไม่สบายและไม่น่าอภิรมย์ใจเท่าพระชายาตนเอาเสียเลย...ป๋ายเซียนแสนใจร้ายปล่อยเขานั่งเฝ้าอยู่บนฝั่ง ขณะที่ตัวเองลงไปเล่นน้ำตกอย่างเป็นสุข ปล่อยพระสวามีอิจฉาเหล่าผีเสื้อที่มีโอกาสได้ใกล้ชิดเรือนร่างหอมหวานยิ่งกว่าดอกไม้งามชนิดไหนในโชซอนแบบนี้ได้อย่างไรช่างเก่งเรื่องทรมานจิตใจกันนักเชียว

 

 

            ซ่า!~

 

 

            “ป๋ายเซียน”

 

 

            ‘คิกๆ

 

           

            นั่งตัดพ้อขำๆอยู่ในพระทัยยังไม่ทันไรพระชายาตัวน้อยก็ว่ายน้ำเข้ามาหา วักน้ำใส่กันเพื่อแกล้งแล้วรีบว่ายหนีกลับออกไปนี่ยังไงกันชักจะยั่วยวนเก่งเกินไปแล้วพระชายาองค์นี้

 

 

            “น้ำเย็นออกอย่างนี้ไม่หนาวหรือ ขึ้นมาได้แล้วเดี๋ยวก็เป็นหวัดหรอก”


 

            “ขออีกเดี๋ยวเดียว” 


 

อีกเดี๋ยวเดียวที่ว่านั้นเป็นคำตอบและคำปฏิเสธอยู่ในทีให้กับองค์ชายสามมาหลายครั้งหลายหนแล้ว ซึ่งคนฟังจะทำอย่างไรได้นอกจากอมยิ้มพลางส่ายพระพักตร์ให้อย่างขัดพระทัยไม่ได้เท่านั้น


 

            ตอนนี้สิ่งใดที่อีกฝ่ายว่าดีองค์ชายสามก็ว่าดี สิ่งใดที่ทำให้พระชายาเป็นสุขเขายินดีจะทำทั้งนั้นเพราะมันคือความสุขของเขาเองไม่ต่างกันองค์ชายสามรู้สึกมีความสุขจริงๆ


 

หฤทัยยังคงเต้นตึกตักในจังหวะที่ไม่แน่นอนมาตั้งแต่ครั้นร่วมรัก กระทั่งจบลงแล้วทุกภาพทุกสัมผัสก็ยังตราตรึงอยู่ข้างในกลิ่นกายขององค์ชายป๋ายเซียนท่าทางเสียงร้องและสายพระเนตรที่มองมาคู่นั้นมันทำให้เป็นสุขจนล้นเอ่อองค์ชายหนุ่มก้มพระพักตร์ยิ้มให้กับตัวเองอย่างคนที่เก็บความสุขไว้ไม่อยู่


 

            สองพระหัตถ์ใหญ่หักกิ่งไม้แห้งเล่นระหว่างรอพระชายาสรงน้ำ หรือจะกล่าวว่าเล่นก็คงไม่ผิดนักดวงเนตรคมทอดพระเนตรรอยแดงช้ำเป็นจ้ำๆบนผิวพรรณผุดผ่องที่แม้อยู่ไกลกันทว่าไม่รอดพ้นไปจากสายพระเนตรเจ้าของผลงานรอยรักนั้นสร้างไว้เป็นหลักฐานเพื่อยืนยันว่าองค์ชายเปี้ยนป๋ายเซียนผู้นั้นได้กลายเป็นของเขาแล้ว


 

“หนาวได้แล้วมั้ง”


 

พระชายาตัวน้อยหันมามองคนส่งเสียงเย้า ก่อนจะก้มพระพักตร์ลงมองผิวน้ำอย่างเอียงอาย...หันหลังหนี แสร้งสนพระทัยสิ่งแวดล้อมรอบกายเพื่อหลีกเลี่ยงกันจนองค์ชายหนุ่มส่งเสียงหัวเราะในลำคอให้เบาๆอย่างนึกเอ็นดู

 


            ป๋ายเซียนยังคงเป็นป๋ายเซียนต่อให้ตกเป็นของเขาอย่างไรก็ยังทำปากแข็งไม่เปลี่ยนผัน ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้กับเรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งที่ทอดกายตกเป็นของกันและกันไม่รู้ตั้งเท่าไหร่ ฟ้าดินก็เป็นพยานให้ห้ามให้เอ่ยถึง ซึ่งองค์ชายชานยอลก็เป็นสุภาพบุรุษพอที่จะให้เกียรติพระชายาตน อีกอย่างหนึ่งเขาเองก็รู้สึกเขินอายไม่ต่างกัน

 


            “เดี๋ยวจะขึ้นแล้ว

 


พอคลื่นรักสงบลงมีโอกาสคลอเคลียต่อเพียงไม่มาก จัดแจงช่วยกันนุ่งอาภรณ์ให้เข้าที่เข้าทางอย่างเดิมด้วยสภาพที่มองหน้ากันไม่ติดอยู่หน่อยๆ โชคดีที่ยังจำได้ว่าละแวกนี้มีน้ำตก เลยพอมีเรื่องมาเบือนความสนใจออกจากสถานการณ์ที่ยากจะสู้หน้ากันนี้ได้


 

“ช่วยหยิบชุดให้ข้าทีสิ”


 

ตกลงกันว่าให้องค์ชายสามลงไปชำระพระวรกายก่อน ส่วนองค์ชายป๋ายเซียนให้เป็นช่วงเวลาที่เหลือ ซึ่งก็คงจะเพลิดเพลินและถูกพระทัยไม่น้อยถึงได้ลงไปเล่นเสียนานสองนานกว่าจะยอมขึ้นมาแต่โดยดี


 

“หันหน้าไปทางนู้นเลย”

 

“อะไรกัน”

 

“ก็ท่านมองอยู่อย่างนี้ข้าจะขึ้นฝั่งได้อย่างไร”

 

“เหตุใดจะไม่ได้ แค่ก้าวขาขึ้นมาอยู่บนนี้ยากตรงไหนหรือ”

 

“อย่ามาแกล้งข้าน่า หันไปเร็วๆเลย หนาว” องค์ชายสามแกล้งเอาหูทวนลม หันพระวรกายไปทางองค์ชายป๋ายเซียนพลางกอดอกผิวปากอย่างอารมณ์ดี ดวงเนตรพราวระยับเอาแต่จดจ้องพระชายาตัวน้อย

 

“หยา” องค์ชายป๋ายเซียนครางกระเง้ากระงอด ใช้ชุดคลุมในพระหัตถ์ฟาดหน้าแข้งองค์ชายสามไปหนึ่งที ตามด้วยการถลึงเนตรใส่ “ทำไมถึงเป็นคนเช่นนี้” 

 

“ฮ่ะๆ”

 

“หันไปเร็วๆเลย”

 

“ขอข้ามองพระชายาตัวเองหน่อยไม่ได้หรือ น่ารักถึงเพียงนี้ข้าไม่อยากจะละสายตาให้เลยจริงๆ” ขยิบเนตรให้อย่างขี้เล่น พอเห็นว่าองค์ชายน้อยเริ่มทำแก้มพองลม จะงอนกันเสียให้ได้อีกรอบเขาก็ยอมหมุนพระวรกายนั่งหันหลังให้แต่โดยดี ไม่วายผิวปากเป็นทำนองเพลงแข่งกับสิ่งมีชีวิตใต้ผืนป่า


 

พระวรกายเล็กในสภาพเปล่าเปลือยค่อยๆก้าวขึ้นมาจากธารน้ำตก ทอดพระเนตรด้านหลังขององค์ชายหนุ่มด้วยความระแวดระวัง ปากขมุบขมิบบ่นพึมพำ กลัวว่าอีกฝ่ายจะทะลึ่งแกล้งหันมาตอนที่ยังล่อนจ้อนเช่นนี้อยู่ เขาสะบัดอาภรณ์ในมือแล้วรีบสวมใส่ทีละชิ้น แต่ยังไม่ทันเรียบร้อยดีเท้าเจ้ากรรมดันรู้สึกชาขึ้นมาเสียก่อน


 

“โอ้ย...” องค์ชายป๋ายเซียนทรุดลงนั่งบนพื้นหินอย่างช่วยไม่ได้ ขณะที่องค์ชายสามหันกลับมาหาแทบจะทันทีที่ได้ยินเสียงของเขา

 

“เป็นอะไรรึ?!

 

“เท้าของข้า” องค์ชายหนุ่มรีบลุกออกมานั่งยองๆลงตรงหน้าคนเจ็บ “โอ้ย! ท่านอย่าจับเช่นนั้นข้าเจ็บ” ทั้งที่ห่วงก็ยังหลุดขำออกมาเบาๆเสียมิได้ องค์ชายสามค่อยๆนวดเท้าให้พระชายาอย่างนุ่มนวล ได้ยินเสียงร้องบ่นไม่หยุดเลยจัดการเอากำปั้นเคาะหน้าผากมนไปทีเพราะอดไม่ได้ทั้งรู้สึกมันเขี้ยว

 

 

ก็บอกให้ขึ้นฝั่งไวๆไม่ยอมฟังเอง

 

 

“ตะคริวจะถามถึงก็ไม่แปลก ดื้อดีนัก”


 

“ก็มันสบายตัวนี่นาอีกอย่างเพราะท่านไม่ใช่หรือไงที่ทำให้ข้าต้องลงไปแช่น้ำนานเช่นนั้น” องค์ชายสามเหลือบสายพระเนตรมองพระพักตร์อ่อนเยาว์ เห็นเพียงเสี้ยวปรางนวลเพราะอีกพระองค์เอาแต่เบือนพระพักตร์หนีไปอีกทางอย่างขลาดๆเสียงพูดเมื่อครู่ก็ไม่ได้เต็มเสียง แต่องค์ชายสามได้ยินมันชัดและสามารถตีความหมายของมันได้ดี


 

เอาออกหมดหรือยังล่ะ” ถามเบาๆแต่ทำเอาคนฟังรู้สึกสะดุ้ง องค์ชายป๋ายเซียนทำเนตรลอกแลก ร้อนผะผ่าวไปทั้งพระพักตร์ให้กับคำถามน่าอายขององค์ชายหนุ่ม


 

“อะ..เอาอะไรออก! ข้าไม่มีสิ่งใด---” เสียงหัวเราะทุ้มๆขององค์ชายสามสร้างความอับอายแก่องค์ชายป๋ายเซียนเหลือเกิน “ไม่มีสิ่งใดเสียหน่อย...” ก้มพระพักตร์งุด มองแต่เท้าเปล่าของตัวเองที่มีพระหัตถ์ใหญ่ของคนร้ายกาจนวดให้อยู่

 

“ไม่มีสิ่งใดจริงหรือ ข้าคิดว่า---

 

“รู้แล้วก็ไม่ต้องพูดหรอกน่า!

 

“ฮ่ะๆ” องค์ชายสามทอดพระเนตรหน้าผากมนด้วยความเอ็นดู ปรางใสย้อยลงมาเป็นก้อนได้อย่างน่ารักน่าชัง สุกปลั่งแดงระเรื่อไปจนถึงใบหูพระพักตร์งามดุจหยกสลักโน้มเข้าไปกดจูบสันกรามเรียวขององค์ชายป๋ายเซียนอย่างรักใคร่

 

“คนหน้าไม่อาย ชอบแกล้งข้าอยู่เรื่อย

 

“ท่านก็ชอบว่าข้าอยู่เรื่อย”

 

“ก็ดูปากท่านสิ”

 

“หวานใช่ไหมล่ะ”

 

“สุนัข”

 

“เดี๋ยวเถอะ!

 

องค์ชายป๋ายเซียนหลุดขำพรืด ปล่อยองค์ชายหนุ่มยื่นหน้าผากเข้ามาชนกับหน้าผากของตนแล้วโขลกกันเล่นเบาๆ...ไม่ยอมสบตาทว่ายื่นริมฝีปากรับจูบแผ่วๆขององค์ชายสามโดยไม่มีอิดออดกลับรู้สึกว่าตัวเองเริ่มเสพติดรสหวานของมันเสียแล้วด้วยซ้ำ

 

“ดีขึ้นหรือยัง”

 

“อื้อ แต่ยังชาๆอยู่เลย”

 

“รู้หรือว่าข้าถามถึงตรงไหน”

 

เพี๊ยะ

 

“เลิกแกล้งข้าได้แล้ว

 

“ตีแขนข้าคิดว่าข้าจะไม่เอาคืนหรือ”

 

“ไหนว่าจะยอมข้าทุกอย่างอย่างไร โดนแค่นี้จะเอาคืนเสียแล้ว ช่างเป็นผู้ไม่รักษาคำพูด”

 

“ใช่...ข้ามันคนผิดสัญญา ถูกชายาตีก็ต้องเอาคืน” บอกเสียงพร่าด้วยดวงเนตรพราวระยับ ก้มพระพักตร์ลงไปกดจูบหนักๆที่เรียวขาน้อยจนองค์ชายป๋ายเซียนขนลุกไปทั้งร่าง รู้สึกวูบวาบและรุ่มร้อนแปลกๆ

 

“อ้ะ..!

 

ยิ่งองค์ชายสามช้อนสายพระเนตรมองมายิ่งเขินอาย ราวกับถูกหลอมละลายด้วยกองไฟร้อนๆที่มาในรูปแบบขององค์ชายสามเรียวปากคู่นั้นเริ่มสร้างรอยรักที่ขาด้านในของเขาอีกแล้วศีรษะของคนรักที่เอาแต่ผงกยุ่มย่ามระหว่างขาเราแบบนั้นไม่รู้ว่าคู่อื่นมองแล้วรู้สึกกันอย่างไร แต่สำหรับป๋ายเซียนช่างเป็นภาพที่น่าอายสิ้นดี

 

“พะ..พอแล้วอย่ารังแกข้าเลย”

 

 องค์ชายป๋ายเซียนคงไม่รู้ว่าน้ำเสียงออดอ้อนแสนหวานหูของตนยิ่งทำให้องค์ชายสามนึกอยากรังแกเพิ่มมากขึ้น อยากดึงทึ้งชุดของพระชายาตัวน้อยทิ้งเสียให้รู้แล้วรู้รอด

 

“องค์ชาย

 

ความไม่ประสาของป๋ายเซียนนั้นน่าทะนุถนอมพอๆกับที่ควรค่าแก่การถูกรังแกเป็นคนจำพวกไหนกัน สวมเสื้อทุกชิ้นจนเรียบร้อยดีแล้วไม่เว้นกระทั่งเสื้อคลุมตัวยาวชั้นนอกสุด ทว่าไม่ยอมสวมกางเกงนั่งชันเข่าขึ้นมาข้างหนึ่งโดยไม่ระวังทำเอาเห็นไปถึงไหนต่อไหน หากเป็นบุคคลอื่นองค์ชายสามคงคิดไปแล้วว่ากำลังยั่วยวนกันไม่ผิดแน่ แต่นี่ป๋ายเซียนเจ้าของดวงเนตรใสแจ๋วแสนซื่อตรงที่เขาคงปรักปรำไม่ลง

 

“คราวหลังต้องสวมกางเกงก่อนรู้ไหม” องค์ชายสามเอื้อมหยิบกางเกงผ้าขายาวสีขาวมาให้พระชายา พยักพระพักตร์ให้อีกฝ่ายรีบรับมันไปสวมใส่ ส่วนตัวเองเบือนสายพระเนตรหลบให้..ลูกกระเดือกบนลำคอสมชายชาตรีไหวระริก

 

“สะ..เสร็จแล้ว”

 

“หากคราวหน้าเป็นเช่นนี้อีกข้าจะไม่ละเว้น” บอกลอยๆราวกับพูดกับลมกับฝน ตั้งหน้าตั้งตานวดเท้าให้อีกพระองค์จนมั่นพระทัยแล้วว่าน่าจะอาการดีขึ้นก็ช่วยสวมถุงเท้าและรองเท้าให้ องค์ชายป๋ายเซียนมองปลายจมูกโด่งของผู้ที่กำลังก้มอยู่ด้วยความซาบซึ้งพระทัย

 

ไม่รู้สึกแย่หรือแม้แต่ผิดหวังที่ในวันนี้เลือกมอบทุกอย่างให้องค์ชายสามทรงอ่อนโยนและดีต่อเขาจนไม่รู้จะกล่าวขอบคุณอย่างไร ได้แต่ค้อมศีรษะให้เล็กๆ ยอมให้พระองค์ลูบศีรษะตอบโดยไม่เกี่ยงงอน

 

“ดวงอาทิตย์ใกล้ลับขอบฟ้าแล้ว” แสงของมันเริ่มตกกระทบมาทางนี้ “เราจะกลับออกไปกันอย่างไรดี”

 

“ค้างในป่านี้สักคืนดีไหม”

 

“แกล้งข้าอีกแล้วนะ”

 

“ป่าลึกเช่นนี้ท่านคิดว่าข้าจะพาออกไปได้เหรอ” องค์ชายสามถามหยั่งเชิง ช่วยพยุงองค์ชายป๋ายเซียนให้ลุกขึ้นยืนด้วยกันอย่างมั่นคง

 

“มีสิ่งใดที่องค์ชายสามแห่งโชซอนทำไม่ได้ด้วยหรือ” ตอนตกเข้ามาอยู่ในป่าลึกนั้นน่ากลัว แต่ป๋ายเซียนเพิ่งมารู้ว่าตัวเองไม่ได้กลัวอย่างที่คิด คงเพราะมีอีกคนอยู่ด้วย และนับเป็นเรื่องโชคดีที่องค์ชายหนุ่มตรัสให้เขาได้เบาพระทัยก่อนหน้านี้ว่าทรงรู้จักป่าแห่งนี้ดี ซึ่งป๋ายเซียนคิดว่าคงไม่ใช่เพียงป่าผืนนี้หรอกองค์ชายสามน่าจะรู้จักโชซอนเป็นอย่างดี ในดวงเนตรคู่นั้นถึงไม่เคยหวั่นเกรงให้กับทุกฝีก้าวที่ทรงย่ำเดินผ่านเลย

 

 

ไม่ว่าจะเป็นที่ใด ป๋ายเซียนสัมผัสถึงแต่ความมั่นคงและปลอดภัยเมื่อได้อยู่ข้างๆพระองค์

 

 

“ล่วงรู้ใจของท่านอย่างไร ตั้งแต่ตกหลุมรักก็ไม่เคยทำได้อีกเลย” เพราะชอบเอาความน้อยพระทัยมาบดบังดวงเนตรคู่นั้นมากกว่ากระมัง ถึงทำไม่ได้อีกองค์ชายตัวน้อยได้แต่ขบคิดขำๆอยู่ในพระทัย

 

“ตามข้ามาทางนี้” 


องค์ชายสามจูงพระหัตถ์องค์ชายป๋ายเซียนให้ก้าวไปด้วยกัน พ้นออกมาจากเขตธารน้ำตกก็ผิวปากคล้ายกำลังเรียกหาอะไรบางอย่าง รอไม่นานเสียงวิหคตัวโตก็ดังกู่ก้องสะท้านฟ้า ตามด้วยเสียงร้องแสนคุ้นหูของสัตว์สง่าสี่เท้า มันกำลังวิ่งเข้ามาทางนี้ทั้งสองตัวสองตัวที่องค์ชายป๋ายเซียนจำได้ทันทีที่ดวงเนตรมองเห็น

 

“มันมาที่นี่ได้อย่างไร?!

 

“ก็ข้าเรียก”

 

“ท่านทำได้อย่างไรน่ะ เพียงผิวปากเรียกมันก็มาหาแล้วหรือ” องค์ชายสามอมยิ้ม ดึงพระหัตถ์น้อยให้เข้าไปหาม้าตัวที่เคยพยศแล้วบังคับให้ลูบตัวมันเบาๆ

 

“ก่อนจะใช้งานใครเราต้องศึกษานิสัยใจคอของคนผู้นั้นเสียก่อน สัตว์ก็เหมือนกัน จะใช้งานโดยเพิกเฉยความพร้อมของมันไม่ได้หรอกนะ”

 

“ข้า” องค์ชายป๋ายเซียนพูดไม่ออก แอบรู้สึกผิดที่หุนหันควบมันออกมาทั้งที่ไม่ใช่เจ้าของ “ข้าต้องขอโทษเจ้าด้วยนะ” ลูบตัวมันอย่างอ่อนโยน ก่อนจะซบปรางน้อยของตนลงบนหน้าของมัน สัตว์สง่าตัวสีน้ำตาลเงาร้องเบาๆราวกับขานรับคำตรัสของผู้มีบุญบารมีองค์ชายสามมองภาพนั้นด้วยรอยยิ้ม

 

“ข้าคิดว่ามันหนีไปแล้ว ไม่นึกว่ามันจะกลับมาหาเรา”

 

“เจ้าของยังอยู่ตรงนี้ มันจะหนีหายไปได้อย่างไร”

 

“ข้ารู้สึกผิดจัง

 

“เอาเถิด อย่างน้อยมันก็ทำให้เราได้มาพบกับเรื่องราวดีๆ” องค์ชายสามส่งสายพระเนตรคมกริบให้องค์ชายป๋ายเซียน ดึงอีกฝ่ายมาหาม้าอีกตัว ก่อนจะจับอุ้มให้ขึ้นไปนั่งอยู่บนหลังของมัน

 

“อ้ะ..” 


ป๋ายเซียนเคยควบม้าตัวนี้มาแล้วหนหนึ่งตอนที่องค์ชายสามพากลับมาจากหอนางโลม มันสูงใหญ่กว่าม้าของจงอินทีเดียว มีขนสีขาวทั้งตัว ไม่รู้หรอกว่าเชื่องแค่ไหน รู้แต่ว่าตอนนี้ตัวเองผวาและกลายเป็นผู้ที่กลัวม้าไปเสียแล้ว เพราะเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ยังจำไม่ลืม แต่ก็ยังอุ่นใจที่องค์ชายสามตามขึ้นมานั่งซ้อนอยู่ข้างหลัง

 

“แล้วม้าตัวนั้น---

 

“มันจะตามเรามาเอง” องค์ชายหนุ่มเกยคางไว้บนไหล่เล็ก สอดสองแขนเข้าใต้เอวบางเพื่อบังคับเชือกม้าให้ออกเดินช้าๆ

 

“เจ็บตรงนั้นไหม”

 

“ข้าบอกไม่ให้พูดถึงอย่างไร..

 

“ก็ข้าห่วงของข้า” 

 

“ถึงเจ็บข้าก็ไม่บอกหรอก”

 

“ฮ่ะๆ”

 

“แล้วท่านล่ะ”

 

“หื้มม์”

 

“เจ็บตรงไหนบ้าง” พระหัตถ์น้อยลูบหลังพระหัตถ์ใหญ่เบาๆ ราวกับกลัวว่าจะทำให้เจ้าของแผลถลอกนั้นเจ็บเพิ่ม “กลับไปข้าจะใส่ยาให้...

 

“ได้ยินเท่านี้ข้าก็หายดีแล้ว”

 

“ปากหวานนัก สตรีนางใดได้ยินคงพากันหลอมละลาย”

 

“ฮ่ะๆ”

 

องค์ชายป๋ายเซียนพิงหลังเข้ากับอกอุ่นของคนด้านหลัง องค์ชายสามแนบพระพักตร์ลงบนปรางนวลของเขาอย่างแนบแน่นพลางกดจมูกลงมาอย่างไม่รู้จักเบื่อ 

 

“เหตุใดท่านจึงมาอยู่บ้านของสองตายายคู่นั้น รู้จักกันมานานแล้วหรือ”

 

“สิบปีได้แล้วกระมัง” องค์ชายสามนึกย้อนไปถึงสิบปีที่แล้ว “ข้าชอบหนีฝ่าบาทออกมาล่าสัตว์ ฝีมือการยิงธนูของข้าในตอนนั้นก้าวหน้ายิ่งกว่าใครในรุ่นเดียวกัน ในหนึ่งสัปดาห์ข้าลักลอบออกมานอกวังมากกว่าสามคราเสียอีก”

 

“ดื้อจริงเชียว”

 

“เพราะความดื้อของข้าถึงทำให้ถูกโจรป่าเล่นงานเอาเกือบตาย”

 

 

“รอยแผลเป็นใต้หน้าอกขวาของข้าที่ท่านถามถึงนั่นอย่างไร ผลของลูกธนูที่พวกมันใช้ยิงข้า แต่นับว่าสวรรค์ยังพอมีเมตตา ส่งหมอเทวดามาช่วยรักษาข้าจนหายดี”

 

“แบบนี้เอง ถึงว่าสิท่านดูสนิทสนมกับทั้งคู่”

 

“ข้าต้องรักษาตัวอยู่ที่นั่นตั้งหลายวัน ฝ่าบาทให้ทหารออกตามหาจนทั่ว เรื่องใหญ่เลยล่ะ”

 

“ให้ทายท่านต้องไม่ได้กราบทูลฝ่าบาทเรื่องถูกโจรทำร้ายเป็นแน่”

 

“รู้ใจกันเสียจริง”

 

“ท่านมันคนดื้อ” องค์ชายสามเพียงยิ้มรับ ฝ่าพระหัตถ์โคลงศีรษะกลมเบาๆ

 

“ถ้าข้าบอกว่าข้าไปที่นั่นบ่อยเสียยิ่งกว่าหอนางโลมท่านจะเชื่อไหม” องค์ชายป๋ายเซียนเอี้ยวพระพักตร์มามองเขา “ไม่เชื่อหรือ”

 

“แล้วเหตุใดคนในราชสำนักจึงกล่าวว่าท่านไปที่หอนางโลมล่ะ”

 

“ก็ไปจริงๆ แต่ไม่ได้บ่อยอย่างที่เข้าใจ” ที่บ่อยน่ะคือบ้านของสองตายายผู้เป็นหมอเทวดาต่างหากบ้านของผู้มีพระคุณ เขาจะมาเมื่อมีเรื่องไม่สบายพระทัยหรืออยากหาที่สงบๆให้กับตัวเอง มาใช้ชีวิตธรรมดาๆโดยที่ไม่ให้ผู้ใดตามมา

 

“เช่นนั้นก็ควรจะอธิบาย มิใช่ปล่อยให้ตัวเองถูกปรักปรำจนเสื่อมเสียเกียรติ”

 

“ข้าไม่แสวงหาความเข้าใจจากผู้ใดหรอก เว้นแต่ผู้ที่ข้าอยากให้เข้าใจ...” ให้เข้าใจกันไปว่าองค์ชายสามชอบขลุกอยู่แต่ในหอนางโลมน่ะดีแล้ว มันเป็นสิ่งที่เขาตั้งพระทัยให้คนในราชสำนักรับรู้เช่นนั้นให้รับรู้ถึงแต่ความไม่เอาไหน

 

จะได้ถูกปลดออกจากตำแหน่งในเร็ววัน จะได้หลุดพ้นออกมาจากวังหลวง บ้านหลังใหญ่ที่ไม่พึงปรารถนาที่จะอยู่มาตั้งแต่ตอนนั้น

 

 

ตอนที่ไม่มีนาง

 


 

“ท่านนี่ช่างเข้าใจยากนัก”

 

“ไม่ต้องเข้าใจ แค่อยู่ข้างๆไม่หนีไปไหนก็พอ”   

 

“เฮ้อ...ว่าแต่

 

“ฮึ?

 

“ป้ายหยกของแม่ท่านจะไม่นำปัญหามาใช่ไหม องค์ชายชางมินร้ายกาจ บอกตามตรงว่าข้าไม่ไว้ใจเลยสักนิด”

 

“หากไม่โปรดที่จะเก็บไว้เป็นสมบัติก็คงขายได้ราคามากทีเดียว”

 

“นี่ข้าจริงจังอยู่นะ”

 

“แล้วข้าไม่จริงจังตรงไหนล่ะ” องค์ชายสามแค่นหัวเราะเบาๆพลางโขลกหน้าผากเข้ากับศีรษะกลม “ไม่เป็นอันใดหรอก มีเพียงไม่กี่คนที่รู้ว่ามันเป็นขององค์ชายสาม แต่ก็น่าเสียดายที่ต่อไปนี้ข้าจะไม่มีมันอีกแล้ว”

 

” องค์ชายป๋ายเซียนเงียบไป องค์ชายสามเดาว่าอีกฝ่ายอาจนึกเป็นกังวลอยู่จึงค่อยๆหยุดม้า ล้วงเอาวัตถุทรงกลมออกมาจากชุดคลุมแล้วดึงพระหัตถ์น้อยข้างซ้ายขึ้นมา..ก่อนจะบรรจงสวมกลับคืนให้อย่างเดิมกับที่เคยเป็น

 

“นี่มัน

 

“หากไม่สละป้ายหยก ข้าก็คงต้องเสียแหวนคู่นี้ไป” นิ้วใหญ่สอดประสานเข้ากับนิ้วเรียวขององค์ชายป๋ายเซียน แหวนหยกกระทบกันจนเกิดเสียงใส

 

“ข้าเป็นกังวลกับมันจนข่มตานอนไม่หลับแทบตาย แต่มันไปอยู่ที่ท่านได้อย่างไร?!” ดวงเนตรใสไหวระริก พระทัยชื้นขึ้นมาหลังจากเป็นกังวลกับมันจนไม่เป็นสุข จะบอกผู้เป็นเจ้าของหากแต่ก็ไม่กล้าและไม่มีโอกาสดีใจเหลือเกินป๋ายเซียนดีใจจริงๆที่มันยังอยู่

 

“เห็นไหม..ท่านเองก็ไม่อยากให้มันต้องหายไปเหมือนกัน” องค์ชายป๋ายเซียนทำตาแป๋ว สิ่งที่องค์ชายหนุ่มกล่าวมานั้นไม่ผิดสักนิด ธนูที่นำติดตัวมาด้วยหายไปเมื่อครั้นมีเรื่องกันในหอนางโลมเขายังนึกเสียดาย นับประสาอะไรกับแหวนแต่งงานที่เป็นของสำคัญ

 

“บางครั้งคนเราก็ไม่มีทางเลือกมากนัก อยู่เหนือดิน ก็ใช่ว่าจะเหนือฟ้าต่อให้เป็นกษัตริย์หากเข้าตาจนก็ต้องเลือกสักทางออกเหมือนกัน”

 

“ข้าเข้าใจ แต่ป้ายหยกของแม่ท่านก็---

 

“ช่างมันเถิด”

 

“ไม่เสียดายหรือ”

 

ตรงกันข้ามเลยต่างหากก็เพราะว่าเสียดาย ก็เพราะว่าเสียใจถึงไม่อยากจะคิดถึงมันอีกของสำคัญยิ่งชีวิตแต่กลับเลือกปล่อยมันไปเพียงเพราะคิดว่าบางทีมันอาจถึงเวลาแล้วที่ต้องปล่อยวางและหากผู้ให้กำลังมองดูอยู่ ชานยอลก็เชื่อว่านางคงอยากบอกเหมือนกันว่าเขาทำถูกต้องแล้ว

 

 

“เสียดาย แต่คิดว่าเลือกไม่ผิด”

 


 

ปล่อยสิ่งที่เอาแต่ยึดติด 



เลือกสิ่งที่ยังคงอยู่

 

 

เจ้าทำถูกต้องแล้วชานยอล 



อย่าได้เสียใจไปเลย..

 

 


 

 

 

 

ใกล้ค่ำแล้วเหตุใดองค์ชายจึงยังไม่กลับมาอีก!


 

ลู่หานเดินไปเดินมาหน้าบ้านหมอเทวดาอย่างเป็นกังวล เขาและองค์ชายห้าเดินทางมาถึงที่นี่ได้สักชั่วยามแล้ว ตามมาถูกก็เพราะเคยล้วงความลับขององค์ชายสามมาจากจงอินเมื่อครั้นร่วมวงสุรากัน ญาติร่วมรุ่นของเขาผู้นี้ตอนเมามักขาดสติ อยากรู้สิ่งใดใครๆต่างก็หลอกถามเอาตอนนั้น

 


แต่ถึงจะยังจำได้และมาถูกที่ก็ใช่จะยิ้มออก ลู่หานกลับหน้าบึ้งตึงตั้งแต่มาถึง จงอินไม่ได้บอกเล่าสิ่งใดมากไปกว่าคำว่า ทรงมีปากเสียงกันแล้วหนีตามกันเข้าป่าไป  


 

สั้นๆง่ายๆ...ไร้ซึ่งคำอธิบาย...ไร้ซึ่งการขยายความเพิ่มแม้ว่าองค์ชายห้าจะเป็นผู้ทรงถาม...ช่างเป็นผู้ที่กวนประสาทหน้าตายได้เสมอต้นเสมอปลาย พอลู่หานจะควบม้าไปตามก็เอาแต่ห้ามและบอกว่ายังไงองค์ชายก็ต้องกลับออกมา

 


เสริมทัพด้วยองค์ชายห้าที่ตามขัดเสียทุกการกระทำของลู่หาน ไม่รู้เคยก่อกรรมอันใดร่วมกันมากับสองคนนี้ ถึงได้คอยเป็นมารผจญ ขัดขวางกันไม่จบไม่สิ้น

 

 

  “เจ้าถามข้า แล้วจะให้ข้าไปถามใคร ในเมื่ออยู่ด้วยกันทุกคนเช่นนี้”

 

“ทำหน้าที่บกพร่องแล้วยังจะกล้าเล่นลิ้นอีกหรือ หากองค์ชายเป็นอันใดขึ้นมาเจ้าคือคนแรกที่จะคอขาดรู้ไว้ซะจงอิน”

 

“คอก็คอข้า เจ้ามาเดือดร้อนด้วยทำไม”

 

“ถ้าแค่คอของเจ้าข้าไม่เดือดร้อนหรอก อย่าต้องโทษทั้งตระกูลก็แล้วกัน มิเช่นนั้นคงได้ซวยกันทั้งบ้านก็เพราะเจ้าคนเดียว”

 

“องค์ชายฉลาดหลักแหลมเช่นนั้น ทั้งยังเป็นยอดฝีมือ อย่าว่าแต่ป่าแห่งนี้เลย ทั้งโชซอนก็แทบจะย่างกรายไปมาหมดแล้วเจ้ายังต้องห่วงอะไรอีก”

 

“รู้จักดีใช่ว่าไม่อันตราย ข้าล่ะเหลือเชื่อจริงๆที่เจ้ายังทำใจเย็นได้ทั้งที่ตัวเองเป็นองครักษ์”

 

“ผัวเมียเค้าจะตามไปง้องอนกันคนนอกจะตามไปขัดให้ได้อะไร ดีไม่ดีจะถูกกริ้วเข้าให้ ข้าว่าเจ้าเลิกตีตนไปก่อนไข้เถอะ”

 

“เจ้ามันไม่ได้เรื่อง!

 

“ไม่ได้เรื่อง แต่รู้เรื่อง อะไรควรไม่ควรทำข้ารู้พระทัยพระองค์ดี เจ้าน่ะสงบปากสงบคำบ้างได้แล้ว หนวกหูชะมัด

 

“จงอิน”

 

“พอ! หยุด!

 

องค์ชายห้าลุกขึ้นห้ามทัพอย่างหัวเสีย อุตส่าห์ทนนั่งเงียบๆแต่คนเป็นญาติกันทั้งสองกลับเอาแต่ต่อปากต่อคำกันไม่ยอมจบสิ้นจนเส้นประสาทของเขาเริ่มปวดตุบๆ

 

“เถียงกันอยู่ได้ หันไปมองนู่น” องค์ชายหมอบุ้ยปากไปทางบุคคลที่กำลังตกเป็นประเด็นให้องครักษ์ทะเลาะกัน “มานู่นแล้ว”

 

ควบม้าเข้ามาด้วยกันท่าทางมีความสุข เสียงหัวร่อต่อกระซิกเย้าแหย่กันดังมาแต่ไกล หาได้มีความทุกข์ร้อนใดๆอย่างเช่นพวกเขาที่รอกันอยู่นี่หรือ อาการของผู้ที่มีปากมีเสียงกัน?

 

จงอินสั่นหัวให้กับองค์ชายห้าที่หันมาหาด้วยสายพระเนตรตั้งคำถาม เขาเองก็งุนงงและสับสนกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังเท้าในตอนนี้ไม่ต่างกันตอนออกไปเกรี้ยวกราดกันยิ่งกว่าอะไร ไฉนตอนกลับมากลายเป็นหวานปานน้ำผึ้งเดือนห้าไปได้

 

 

หรือต้องไปถามเอาความจากม้าของตน?

 

 

จงอินสะบัดหัวเรียกสติแล้วรีบเดินตามองค์ชายห้ากับลู่หานเข้าไปหาองค์ชายทั้งสองพระองค์ ทั้งคู่กำลังช่วยกันผูกม้าไว้กับใต้ต้นไม้ใหญ่ แย้มยิ้มให้กันเสมือนกับไม่เคยมีปัญหากันมาก่อน จงอินปรับอารมณ์ตามไม่ทันเลยจริงๆ ให้ตายเถอะ

 

 

“ไง

 

“เซฮุน ลู่หานพวกเจ้ามาที่นี่กันได้อย่างไร?

 

“ไม่สำคัญเท่ากับพวกเจ้าหายเข้าไปทำอันใดกันในป่ามา ถึงได้กลับออกมาเอาตอนฟ้ามืดเช่นนี้”

 

“เรื่องมันยาว” สายพระเนตรช่างจับผิดขององค์ชายห้าทำอันใดองค์ชายสามไม่ได้ ส่วนพระชายานั้นดูออกยากทีเดียว..ยืนนิ่งเฉย ไม่ได้ตรัสใดๆนอกจากส่งยิ้มมาให้เท่านั้น

 

“งั้นหรือ” องค์ชายห้าเลื่อนสายพระเนตรลงมองพระหัตถ์ของทั้งคู่ที่สอดประสานกันอยู่ข้างลำตัวไม่ยอมปล่อยออก ในหัวของเขามีอยู่เพียงไม่กี่ประโยคในตอนนี้

 


ช่างร้ายกาจ

 


ร้ายด้วยกันทั้งคู่


 

มีสิ่งใดไม่ยอมบอกกัน ปล่อยให้เป็นห่วงจนต้องบากบั่นออกมาตามหา แต่แล้วก็ถูกเพิกเฉยให้กลายเป็นคนนอกสายตาโดยสมบูรณ์แต่ก็เอาเถิด เห็นว่ามีความสุขและเข้าใจกันดีก็ดีแล้ว สหายอย่างเขาพลอยยินดีไปด้วย

 


ต่างจากใครอีกคนหนึ่ง

 


ลู่หานไม่รู้สึกยินดีกับภาพที่เห็นเลยสักนิด เอาแต่ยืนเงียบนับตั้งแต่เข้ามาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าองค์ชายที่ตนเฝ้ารอนักหนา จ้องพระหัตถ์ของทั้งคู่ราวกับจะสะกดให้มันหลุดออกจากกันได้ ซึ่งไม่เลยมันยังคงประสานกันแนบแน่นอย่างเดิม ขณะที่เจ้าของมันแสนจะมีความสุขดี คอยส่งสายพระเนตรให้กันอยู่เป็นระยะให้ใจลู่หานได้ทรมานตาม

 

 

ไหนล่ะ….ไหนว่าผิดใจกัน

 

 

“ว่าแต่พวกเจ้าสองคนออกมากันได้อย่างไร อย่าบอกว่าออกมาตามข้าเหมือนกับพระชายาอีกล่ะ”

 

“คุยกับข้า ก็มองหน้าข้าสิ ไม่ใช่เอาแต่มองพระชายาของตัวเอง” องค์ชายสามถอนสายพระเนตรออกมาจากพระชายาแล้วยักไหล่ให้องค์ชายห้า ไม่ยี่หระต่อสีพระพักตร์ล้อเลียนของสหาย “มีสิ่งใดที่ต้องไปทำก็รีบจัดการเสีย ค่ำมืดแล้วเราควรกลับเข้าวังหลวงก่อนที่จะถูกจับได้”

 

“รู้น่า”

 

“รู้แล้วก็ดี ว่าแต่” องค์ชายห้าพยักพเยิดไปด้านหลัง แม่นางเมียงโฮลยังคงยืนอย่างเจียมเนื้อเจียมตัวอยู่ใกล้ๆแคร่ไม้ไผ่ที่อยู่หน้าเรือน สีหน้ามีความเป็นกังวลระคนดีใจอยู่ไม่น้อยที่เห็นว่าบุรุษผู้เป็นที่รักกลับมาแล้ว เพียงแต่ไม่กล้าเข้าไปหาเพราะรู้ดีว่าที่ตรงนั้นไม่ใช่ที่สำหรับตน

 

“จะจัดการอย่างไร”

 

“ข้าจะให้นางอยู่ที่นี่”

 

“ก่อเรื่องทุกที”

 

“ข้าจัดการของข้าได้เจ้าไม่ต้องห่วงไป ข้าฝากฝังนางไว้กับท่านตาท่านยายผู้เป็นเจ้าของบ้านหลังนี้แล้ว อีกเดี๋ยวก็คงกลับกันได้ ขอเวลาให้ข้าเข้าไปบอกลาพวกเขาหน่อยก็แล้วกัน”

 

“อืม”

 

“จะเข้าไปด้วยกันไหม”

 

“ไม่เป็นไร” องค์ชายห้าปัดพระหัตถ์ปฏิเสธกลายๆ “เจ้าเข้าไปเถอะ ข้าจะรออยู่ตรงนี้”

 

“เช่นนั้นก็รออยู่ตรงนี้ทุกคนก็แล้วกัน เดี๋ยวข้ากลับมา” ทั้งที่บอกเช่นนั้นองค์ชายสามกลับคว้าพระหัตถ์น้อยและผู้เป็นเจ้าของให้ตามไปด้วยกัน ตบไหล่ทักทายลู่หานอยู่ไม่กี่ทีก็จากไปอย่างไร้คำพูด

 

องค์ชายสามไม่พูดกับเขา มองเขาแค่เพียงผ่านๆ สายพระเนตรคู่นั้นไม่มองผู้ใดเลยนอกจากผู้ที่จับจูงไปด้วยกันเจ็บดีเหลือเกิน

 

 

พลัวะ!

 

 

ลู่หานซัดกำปั้นเข้ากับต้นไม้ใหญ่เพื่อระบายอารมณ์...ไม่แม้แต่จะกักเก็บความรู้สึก...ไม่แม้แต่จะนึกอายบุรุษอีกสองคนที่ยังยืนอยู่ด้วยกันตรงนี้

 

 

จงอินได้แต่ส่ายหัวเมื่อหันไปมอง ชินกับความเจ้าอารมณ์ของญาติผู้นี้แล้ว..เลือกที่จะเดินไปดูแลเตรียมความพร้อมของม้าตนและองค์ชายสามก่อนออกเดินทาง ไม่คิดเข้าไปปลอบผู้ที่ไม่เคยฟังใครนอกจากตัวเองให้เสียเวลา

 

 

องค์ชายห้าหันไปมองจงอิน พอเห็นว่าองครักษ์ของสหายกำลังให้ความสนใจอยู่กับสัตว์เลี้ยงจึงเดินเข้าไปหาองครักษ์หน้าหวานแสนเจ้าอารมณ์อย่างอดไม่ได้ยืนอยู่ไม่ใกล้ แต่ก็ไม่ห่างไกลทอดพระเนตรคนดื้อด้านอย่างไม่รู้จะทำอย่างไร

 

 

อยากดุแต่ก็ไม่อยากทำให้ต้องรู้สึกว่ากำลังถูกซ้ำเติม

 

 

“เลิกทำร้ายตัวเองได้แล้ว”

 

“ข้าอยากอยู่เงียบๆ”

 

“มือของเจ้า---

 

“ข้าอยากอยู่เงียบๆจริงๆ ได้โปรดเถิด

 

 

และอยากตำหนิตัวเองเหลือเกิน ที่ดีแต่เป็นห่วงทั้งที่อีกฝ่ายไม่เคยต้องการเลย

 

 



 



 

ทั้งห้าคนพากันกลับเข้าวังหลวงโดยแบ่งออกเป็นสองกลุ่ม ได้แก่กลุ่มคนที่ไม่ได้รับอนุญาตให้ออกนอกกำแพงวัง กับกลุ่มที่สามารถเข้านอกออกในได้อย่างตัวปลิว...เพราะไม่ได้ถูกทางการคาดโทษไว้จากความผิดใด

 

 องค์ชายห้าและลู่หานควบม้าผ่านด่านประตูวังเข้าไปก่อน พากันถ่วงเวลาและดึงความสนใจจากทหารละแวกนั้นมาที่ตนเพื่อช่วยให้อีกกลุ่มหนึ่งปีนกำแพงเข้ามาได้

 

เมื่อได้รับสัญญาณจากองค์ชายสามว่าเรียบร้อยดีแล้วทั้งคู่ต่างก็แยกทางกันตรงนั้นเลย ในขณะที่อีกสามคนที่เหลือยังต้องอาศัยไหวพริบ พากันหลบหนีกลุ่มทหารยามเพื่อไปให้ถึงตำหนักฤดูร้อนกันต่อไป

 

 

“รีบไป”

 


น่าเสียดายที่ยังอยู่กันในชุดผ้าฝ้ายสีพื้นธรรมดา ชุดที่ใครเห็นก็คงรู้ว่าหนีออกไปข้างนอกกันมาเพราะการแต่งกายนั้นบอกได้ถึงชนชั้น...


 

หากพกฉลองพระองค์ของเชื้อพระวงศ์ติดมาด้วยคงดี จะได้ไม่ต้องคอยหลบๆซ่อนๆกันให้เหนื่อย ลำพังตัวเองไม่เท่าไหร่เพราะหลบหนีบ่อยเสียจนเคยชิน เห็นใจก็แต่องค์ชายน้อยที่ต้องคอยย่องเบาอย่างพะวักพะวง พระหัตถ์ปาดเหงื่อเป็นว่าเล่นพลางกระชับผ้าคลุมศีรษะไม่ให้หลุดปลิวไปตามลม

 

 

“องค์ชายสี่กำลังมาทางนี้พะยะค่ะ!

 

 

“หลบก่อน”

 

 

องค์ชายสามรีบดึงองค์ชายป๋ายเซียนให้เข้ามาหลบด้วยกันในซอกมุมของตำหนักหนึ่ง  ส่วนจงอินไหวตัวไปอีกทาง

 


องครักษ์หนุ่มอาศัยต้นไม้ใหญ่ช่วยกำบังตน ไม่ได้สนใจองค์ชายสี่ที่กำลังเสด็จมาทางนี้พร้อมกลุ่มทหารยามเลย เพราะมั่นใจว่ายังไงตนก็หลบพ้นสายตาของเขามองอยู่แค่องค์ชายผู้เป็นนายเหนือหัวทั้งสองพระองค์ ไม่ได้เป็นห่วง แต่กำลังนึกทึ่งที่สถานการณ์เช่นนี้ทั้งคู่ยังมีอารมณ์มาแสดงความหวานต่อกันได้

 

 

ให้ตาย

 

 

อยู่กันในซอกหลืบมืดๆตรงนั้นคิดว่าจงอินไม่เห็นหรือ ถึงไม่ชัดนักแต่ก็รู้ว่าที่โน้มพระพักตร์เข้าหากันนั้นทั้งสองพระองค์กำลังทำสิ่งใด องครักษ์หนุ่มผู้เป็นถึงบุตรชายท่านราชเลขาเห็นคู่รักอารมณ์แปรปรวนคลอเคลียกันมาตั้งแต่บนหลังม้าแล้ว ตอนปีนกำแพงเข้ามาก็ยังไม่วายหยอกเย้ากันให้เสียเวลาอีกองค์ชายสามเอาแต่แกล้ง องค์ชายป๋ายเซียนก็เอาแต่ตีทั้งที่เขินจนแดงระเรื่อไปทั้งปรางนวล

 

 

ก็น่ารักอยู่หรอก

 

 

แต่อยากจะทูลบอกจริงๆว่าอดพระทัยรอให้ถึงพระตำหนักก่อนดีกว่าไหม...ซึ่งก็นะใครมันจะไปกล้าต่อให้รู้ให้เห็นสิ่งใดมาก็ต้องแสร้งทำเหมือนว่าไม่เห็น ทนไม่ไหวก็ต้องทน เกิดมาเป็นข้ารับใช้ใต้ฝ่าพระบาทก็แบบนี้ต้องหัดตาบอดหูดับให้เป็น

 

 

 

 

 

อือ~ อึ.” พระหัตถ์น้อยพยายามดันริมฝีปากเจ้าเล่ห์ออกห่าง “พอก่อน

 

“ไม่พอ” ทว่าองค์ชายสามก็ยังดื้อดึงเข้ามารังควานกันไม่หยุด ตะโบมจูบหนักหน่วงทั้งยังบดเบียดพระวรกายเข้าหาราวกับกลัวว่าอากาศจะแทรกผ่านสองเราไปได้

 

“องค์ชายสี่กำลังเดินมาทางนี้นะ ยังจะ---

 

“ก็ช่างองค์ชายสี่”

 

“อือ..” หมดคำจะพูดด้วยจริงๆ ไม่รู้ว่าเก็บกดหรือกระหายสิ่งใดมานักถึงเอาแต่รุ่มร่ามกันอยู่ได้ พระหัตถ์อยู่ไม่เป็นสุข ไม่จับนู่นเคล้นนี่ก็ต้องล้วงเข้ามาแกล้งให้ป๋ายเซียนงอแงใส่ พอถูกดุก็กลายเป็นหัวเราะพึงพระทัย ช่างกวนประสาทและร้ายกาจอย่างหาตัวจับได้ยากจริงๆ!

 

“องค์ชายสาม”

 

“อย่าเอาแต่ดุข้าสิ”

 

“ก็ดูทำตัวเข้า”

 

“ก็ปากของท่านน่าจูบน้อยเสียที่ไหน”

 

 

“แก้มก็น่าฟัด”

 

“เป็นอย่างนี้สิท่า ชีวิตถึงได้มีแต่สตรี”

 

“ต่อไปจะมีแต่ป๋ายเซียน”

 

องค์ชายน้อยก้มพระพักตร์ขำอย่างเสียมิได้ถึงจะเลี่ยนแต่ก็ทำให้เขินได้ล่ะนะ“ให้จริงก็แล้วกัน” ตีแก้มสากเบาๆอย่างนึกหมั่นไส้ สายพระเนตรทั้งสองต้องแสงจันทร์ เชื่อมประสานมองกันพราวระยับ..

 

“อืม”

 

“หยุดเอาหน้าเข้ามาใกล้ได้แล้ว จงอินมองเราอยู่”

 

“ก็ให้มองไป”

 

“รู้จักอายเสียบ้าง”

 

“ความสุขไม่ได้ผ่านเข้ามาบ่อยๆนะป๋ายเซียน”

 

“นั่นมันคำพูดของคนไม่รู้จักอายชัดๆ ไม่สิ..คำพูดของคนเจ้าเล่ห์”

 

“ฮ่ะๆ” องค์ชายสามหยิกปรางน้อยเบาๆอย่างมันเขี้ยว ได้ยินเสียงองค์ชายสี่คุยกับทหารก่อนเดินผ่านไป รอจนกระทั่งจงอินโผล่ออกมากวักมือเรียกจึงค่อยพากันออกจากที่ซ่อน จูงพระหัตถ์น้อยกลับตำหนักฤดูร้อนอย่างรอดพ้นปลอดภัย

 

 








 

หรือเปล่า

 

 




 

“อะ..องค์ชาย”

 

 

จงอินถอยหลังมาชนแขนขององค์ชายสามเพราะบุรุษผู้ทรงบารมีพระองค์หนึ่ง บุรุษผู้นั้นทรงมีอำนาจเหนือแผ่นดินทั้งผืนนี้ แสนพระทัยดีหากแต่ก็ดุดันเกรี้ยวกราดไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน

 

ทรงกำลังประทับอยู่ตรงหน้า นั่งบนเบาะรองพื้นในห้องหอขององค์ชายสามท่าทางพระทัยเย็น ในพระหัตถ์ถือจอกชาร้อน สายพระเนตรอยู่แต่กับตำราเล่มบางบนโต๊ะเตี้ยตั้งพื้น มีนางกำนัลรวมไปถึงแทมินและอี้ชิงนั่งก้มหน้าก้มตาเฝ้าพระองค์อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกล

 

สีหน้าของแต่ละคนล้วนซีดเผือดไร้สีเลือดฝาด และจงอินก็เชื่อว่าอีกไม่นานตัวเองจะมีสภาพเช่นนั้นไม่แตกต่างกัน เพราะทันทีที่บุรุษผู้นั้นเงยพระพักตร์ขึ้นมาตรัสกับพวกเขาที่เพิ่งเข้ามาใหม่ด้วยสุรเสียงเย็นยะเยือก ขนของเขาก็ลุกชันไปทั้งร่าง

 


 

“นอกวังสนุกมากไหม

 

 


หนาว..เข้าไปถึงในกระดูกดำ

 

 


“หึ

 


 

สั่น..จนได้ยินเสียงฟันกระทบกันดังกรึด

 

 


 

ถึงได้กลับกันมาเอาป่านนี้!!!!!!!”  

 


 

 

ฝ่าบาท!





 

  


 #สะใภ้บรรณาการ

    














      CR.SQW
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 862 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

10,413 ความคิดเห็น

  1. #10400 llllovellll (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 21 ธันวาคม 2563 / 23:30
    อากาศติดลบเลยค่ะฝ่าบาท แง้
    #10,400
    0
  2. #10306 Mr-mztxx (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 18 มิถุนายน 2563 / 22:09
    ขนลุกถึงกระดูกดำไปด้วยเลยค่ะ55555555
    #10,306
    0
  3. #10236 Rain (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 20 เมษายน 2563 / 01:52

    สนุกมากพะยะค่ะได้เมียกลับมา

    #10,236
    0
  4. #10192 ❤ Little "B" ❤ (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2563 / 15:23

    พ่อมาของแท้เลย

    #10,192
    0
  5. #10149 chutima_19 (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 22 มกราคม 2563 / 16:24
    พ่อเก่วกาดเเล้ว555
    #10,149
    0
  6. #10133 เหมี๊ยวกวิ้น🐧 (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 12 มกราคม 2563 / 06:50
    เอาเเล้ว งานเข้าเเล้ว องค์ชายสามต้องรับมือให้ได้นะ
    #10,133
    0
  7. #10085 ออมม่า (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 23 ธันวาคม 2562 / 08:26

    ซวย แว้วววววว

    #10,085
    0
  8. #10059 PRAE.VV (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 20 ธันวาคม 2562 / 04:52
    เวรกรรม ฝ่าบาทเสด็จจจจจจ!
    #10,059
    0
  9. #9988 Dongdung56789012 (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 23 พฤศจิกายน 2562 / 20:41
    โดนฝ่าบาทตีแน่ๆซนทุกคน
    #9,988
    0
  10. #9952 NayunT (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 10 พฤศจิกายน 2562 / 19:46
    องค์ชายหมออออ
    #9,952
    0
  11. #9936 pbcy (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 19 ตุลาคม 2562 / 17:24
    ในวังหลวงมีแต่ตัวป่วนนะคะ 55555555 ฝ่าบาททำพระทัยเย็นๆไว้นะเพคะ
    #9,936
    0
  12. #9894 IPINOCKIO (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 17 กันยายน 2562 / 20:26
    เดี๋ยวกอด เดี๋ยวหอม เดี๋ยวจูบ แหม่ๆๆๆ ได้ทีเอาใหญ่เลยะชานยอลลลล น้ำตกที่ว่าจืดตอนนี้หวานไปหมดแล้วมั้ง เล่นมีคนสองคนจีบกันตลอดเวลาแบบนี้ อร๊ายยยยยยยย
    ชอบบรรยากาศแบบนี้จังเลยตอนที่ควบม้าแล้วคุยกันอ่ะ คือน้ำตาจะไหล แบบอ่านมาเป็นสิบๆตอนมีแต่ทะเลาะกันแล้วนี่มาเห็นเค้าคุยกันผลัดกันหอมกันแล้วแบบตายจ้าาา ระเบิดตัวเองแล้วจ้าาา
    เหตุการณ์หน้าสิ่วหน้าขวานตอนกลับเข้าวังหลวงก็ยังจะหวานใส่กัน จูบกันอย่างไม่รู้จักพอ อุบ๊ะ!! น้ำผึ้งเดือนห้าก็หวานแพ้ชานยอลกับป๋ายเซียนแล้ววว
    #9,894
    0
  13. #9858 heykiki (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 10 กันยายน 2562 / 23:59
    ซวยกันยกแก๊ง 5555555555555555555 แต่หวานแบบหวานม้ากกกกกกกกกกกกกกก ชายสามเหมือนเก็บกด เดี๋ยเอ็นดูเดี๋ยวจูบเดี๋ยวหอมน้อง ช้ำไปหมดแล้ว
    #9,858
    0
  14. #9811 Ohsehun9494 (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 3 มิถุนายน 2562 / 14:10

    ซวยแล้วววว ซวยด้วยกันทั้งหมดเลยย 5555

    แต่กับองค์ชายสาม คงคิดว่าคุ้ม ????????

    #9,811
    0
  15. #9796 mayyamcc (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 2 มิถุนายน 2562 / 21:54
    ต้องโดนนนนน555555
    #9,796
    0
  16. #9758 KcNDy (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 21 มีนาคม 2562 / 00:02
    ฝ่าบาทองค์ลงแล้ว5555555
    #9,758
    0
  17. #9743 om_kanokrat (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 15 มีนาคม 2562 / 15:38
    โอ้ยยจงอินคงเเบบพอเห๊อะะะะ
    #9,743
    0
  18. #9671 เซฮุนเอง :3 (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 17 ธันวาคม 2561 / 19:48
    โอ่ยทำไมเราขำอะ ฝ่าบาททรงเกรี้ยวกราด งานเข้าแล้วว555555555
    #9,671
    0
  19. #9650 bemysunshine (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 10 พฤศจิกายน 2561 / 19:33
    หวานกันจ๊นนนนน โอ๊ย หมั่นไส้เด้อ ฝ่าบาทต้องลงโทษที่ออกไปซนกันนอกวัง 5555
    #9,650
    0
  20. #9606 Park Nokia. (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 21 ตุลาคม 2561 / 20:47
    องค์ชายสามจะหวานเกินไปแร้ว
    #9,606
    0
  21. #9540 lad1988da (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 16 สิงหาคม 2561 / 20:46

    เต๊าะน้องได้ทุกที่ทุกเวลาจริงๆ

    แต่คงต้องโดนลงโทษแล้วหล่ะ

    #9,540
    0
  22. #9486 sunshinyi19 (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 9 สิงหาคม 2561 / 15:54
    ฮรือออ หวานเชียววววว
    #9,486
    0
  23. #9421 midora (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 14 มิถุนายน 2561 / 04:11
    โอ้ยย หมั่นไส้ชายสาม ได้เค้าละเลี่ยนจ้นนน หมั่นไส้ๆ555
    #9,421
    0
  24. #9373 YJLn (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 25 พฤษภาคม 2561 / 09:24
    ฝ่าบาทกริ้วเลย เล่นหายไปทั้งตำหนัก
    #9,373
    0
  25. #9278 Browniepsry (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 20 เมษายน 2561 / 08:53
    ความสุขมีไม่นานจริงๆ5555
    #9,278
    0