สะใภ้บรรณาการ (Chanbaek) -END-

ตอนที่ 17 : 16 - นางโลม

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 23,183
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 748 ครั้ง
    28 ก.ย. 59



-16-

นางโลม

 





 

 

 

          กริ๊ก!~

 

           

            วัตถุทรงกลมทำจากหยกแท้กลิ้งหลุนๆสู่ปลายรองเท้าบูทสีน้ำตาลทรงสูงของบุรุษผู้มาใหม่เงาดำเคลื่อนปกคลุมเมื่อร่างบุรุษผู้นั้นเอื้อมมือลงไปเก็บมันขึ้นมา ตัวหนังสือสลักชื่อบอกถึงเจ้าของสะท้อนนัยน์ตาคมดุดัน แสงจันทร์สาดส่องไปยังแผ่นหลังกว้างของอีกบุรุษหนึ่งในมุมมืดที่พยายามบดเบียดร่างกายเข้าหาใครบางคนซึ่งเขามองไม่เห็น

 

 

            แต่กลับรู้โดยทันทีว่าเป็นผู้ใด

 

 

ไม่เป็นไรไม่ว่าท่านจะแต่งงานไปแล้วหรือไม่ข้าก็ยังปรารถนาที่จะครอบครองร่างกายอันผุดผ่องนี้อยู่ดี

 

 

รองเท้าหนังสีน้ำตาลขยับตามไปยังทิศทางของเสียง...ไหสุราขนาดพอดีมือถูกคว้าขึ้นมาจากกองขยะด้วยความเงียบเชียบ ดวงเนตรกลมโตวาวโรจน์ ขับรัศมีความดุร้ายที่แม้แต่เหยี่ยวใต้ผืนฟ้ายังรับรู้ถึงความจริงจังนี้ มันบินร่อนกู่ร้องเพื่อเตือนภัยต่อทุกสรรพสิ่ง

 

และประกาศแจ้งให้รู้ว่า..

 

บัดนี้องค์ชายของมันได้เสด็จมาถึงแล้ว 

 

 

เป็นของข้าเถิดองค์ชายป๋ายเซียน แล้วท่านจะรู้ว่าความสุขที่แท้จริงมันเป็นอย่างไร

 

อื้ออ!

 


 

          เพล้ง!!!!!!!

 

 

            ไหสุราฟาดลงบนไหล่กว้างของบุรุษหยาบโลนอย่างไร้ซึ่งความปรานี ทุกการกระทำของทุกสรรพสิ่งหยุดเคลื่อนไหวไปในชั่วขณะหนึ่งก่อนบุรุษผู้ถูกกระทำจะตวัดหน้ากลับมามองผู้บังอาจเอื้อมด้วยดวงเนตรที่เกรี้ยวกราดไม่แพ้กัน

 

           

 

            พระพักตร์ในความทรงจำยังติดตรึงฝังใจ แม้นวันเวลาจะผ่านไปนาน แม้นจะต่างสถานที่พบเจอ แม้นอาภรณ์ที่สวมใส่อยู่บนเรือนกายเป็นเพียงชนชั้นสามัญชนทว่าไม่มีผู้ใดลืมเลือนกันได้ลง

 

         "องค์ชายสาม”

 

“องค์รัชทายาทแผ่นดินชิม

 

ดวงเนตรทั้งสองคู่ดุดันขึ้นยิ่งกว่าเก่า ความไม่พอพระทัยฉายชัดเมื่อผู้ที่อยู่ตรงหน้าคือศัตรูหัวใจครั้งแรกที่เจอความรู้สึกขององค์ชายชานยอลแสนธรรมดา ครั้งนั้นเพียงเจรจาช่วยเหลือแผ่นดินพันธมิตรให้กับพระราชบิดาเท่านั้น แต่ครั้งนี้มันต่างออกไป

 

“ช่างหยาบช้า” 

 

กล้าเข้ามาเหยียบแผ่นดินผู้อื่นแล้วยังกระทำการหยามเกียรติพระชายาขององค์ชายสาม...กล้าล่วงเกินคนของชานยอลกล้าแตะต้องร่างกายอันบริสุทธิ์ให้มีมลทินร่างกายที่แม้แต่สามีอย่างเขายังมิอาจครอบครองนั้นกล้าดีอย่างไรมาทำให้มัวหมอง!

 

“เจ้าคิดว่าตัวเองเป็นใครถึงได้กล้ามาทำเรื่องชั่วช้าเช่นนี้ในแผ่นดินผู้อื่น!

 

 

พลั่ก!!

 

 

องค์ชายสามกระชากไหล่องค์รัชทายาทชางมินให้กระเด็นออก ความโกรธบดบังทุกสิ่ง ไม่แม้แต่จะเสียเวลาหันไปปลอบประโลมพระชายาตัวน้อยที่กำลังยืนสั่นสะท้าน นัยน์ตาแข็งทื่อ ความรู้สึกถูกทำลายไปพร้อมกับริมฝีปากที่โดนฉวยโอกาสอย่างหยาบคายไปก่อนหน้านี้

 

“กล้าดีอย่างไรมาแตะต้องชายาของข้า”

 

“ชายาของข้างั้นรึ?” องค์รัชทายาทชางมินหัวเราะเสียงต่ำ มององค์ชายสามด้วยสายพระเนตรสมเพช ถุ้ย!

 

 

พลั๊วะ!!!!!

 

 

หมัดหนักๆซัดเข้าที่มุมปากทำเอาร่างใหญ่ถลาลงไปนอนคว่ำพื้น ความเคียดแค้นสั่งให้ไม่ยอมแพ้ เอื้อมพระหัตถ์คว้าเศษไหสุราขึ้นมาเป็นอาวุธ ทว่าองค์ชายสามตามเข้ามาเยียบพระหัตถ์ร้ายนั้นไว้ทัน ทั้งยังออกแรงบดขยี้ด้วยส้นรองเท้า..ไร้ซึ่งความเมตตาใดๆ

 

“โอ้ย!!!!

 

แผลทำร้ายที่ลาดไหล่ถูกบดขยี้ซ้ำตามจากนั้น เลือดสีแดงฉานซึมขึ้นมาบนชุดคลุมที่สวมใส่ ตะเกียกตะกายลุกขึ้นมาเท่าไหร่องค์ชายสามยิ่งใช้เท้าเหยียบเขาให้จมลงไปเท่านั้น เกียรติและศักดิ์ศรีถูกย่ำยีจนไม่เหลือชิ้นดี หมดทางสู้จนต้องร้องตะโกนเรียกทหารใต้การปกครองให้เข้ามาช่วยอย่างไม่กลัวจะถูกตราหน้าว่าเป็นเลือดขัตติยะ แต่กลับมีนิสัยต่ำช้าเช่นพวกไร้การขัดเกลา

 

“เจ้าเองก็ชั่วไม่ต่างจากข้าหรอกองค์ชายสาม!

 

“อย่าเทียบกันเลยดีกว่า ชั่วอย่างข้า กับชั่วอย่างเจ้า ศักดิ์ศรีมันต่างกัน”

 

“มันจะต่างกันสักเท่าไหร่ อั่ก! ผะ..เผลอๆเจ้าจะต่ำช้ายิ่งกว่าข้าเสียด้วยซ้ำ ใช้วาทศิลป์หลอกล่อให้พวกข้าตายใจ แล้วสุดท้ายก็เป็นพวกลักกินขโมยกิน ฉกองค์ชายเปี้ยนไปเป็นเมียตน! โอ้ย!!!!!

 

“ไม่รู้แต่พูดแผ่นดินของเจ้าไม่ได้สอนหรือว่ามันแสดงถึงความโง่เขลาเพียงใด”

 

“องค์ชายสาม!

 

“อย่าให้ข้าโกรธจนต้องเปลี่ยนที่พักเท้าเลย...” องค์ชายสามหลุบสายพระเนตรมองเหยียดให้แก่องค์รัชทายาทแผ่นดินชิม แค่นเสียงลอดไรฟันขู่ “เพราะองค์รัชทายาทอย่างเจ้าคงไม่โปรดนัก หากว่าจะมีเท้าของใครไปเหยียบอยู่บนพระพักตร์ให้เป็นราคี”

 

“เจ้ากล้าหรือ”

 

“ความกล้าของข้ามีมากอย่างที่เจ้าคาดไม่ถึงเลยล่ะ”

 

“อยากให้แผ่นดินลุกเป็นไฟก็เอาสิ ลองทำดู”  องค์รัชทายาทชางมินแค่นเสียงขู่พลางเอี้ยวพระพักตร์มองคนด้านบนตาขวาง แก้มอีกซีกยังคงแนบฝุ่น อกร้อนระอุแค้นจนแทบปะทุออก

 

องค์รัชทายาท!’

 

กลุ่มทหารในคราบบุรุษชาวบ้านวิ่งกรูกันเข้ามาล้อมพวกเขาไว้เสมือนกำแพงหนา เก้ๆกังๆมองสภาพองค์ชายตนด้วยความตื่นตระหนก จะเข้าไปช่วยตามรับสั่งหากแต่สายพระเนตรเกรี้ยวกราดขององค์ชายสามน่าหวั่นเกรงเสียจนสองขาเกิดความลังเล

 

“รอช้าอยู่ไยเข้ามาจัดการมันสิวะ!

 

“หากคิดว่าทหารของแผ่นดินที่เพิ่งมีชื่ออย่างพวกเจ้าสู้โชซอนได้ก็เข้ามา” ตวัดสายพระเนตรเอาจริงมองกราดจนไม่มีผู้ใดกล้ารุกล้ำเข้าไปเสี่ยงชีวิต ทหารต่างถอยหลังให้กับองค์รัชทายาท

 

“โธ่เว่ย! เจ้าพวกโง่!!

 

“หึ...ข้าเคยบอกแล้วอย่างไร อย่าทะนงตัวให้มาก สิ่งใดที่แผ่นดินเจ้ามี ใช่ว่าแผ่นดินอื่นจะไม่มี อยากอยู่อย่างสงบให้แผ่นดินตนมีหน้ามีตาขึ้นมาก็หยุดทำตัวเป็นปรปักษ์ต่อแผ่นดินอื่นด้วยเรื่องไม่เป็นเรื่องเสีย”

 

“ไม่ต้องมาสั่งสอนข้า! อั่ก!

 

“เข้ามารุกรานคนของข้าในแผ่นดินข้าก่อน อย่าว่าแต่กษัตริย์พ่อของเจ้าจะมาช่วย ต่อให้เรื่องถึงศาลยุติธรรมก็ไร้ประโยชน์!

 

 

“จะเอาอย่างไร อยากมีเรื่องต่อหรือจะให้ข้าปล่อยไปดีๆ แล้วพวกเจ้าก็กลับออกไปดีๆโดยที่ไม่ต้องเจ็บตัว”

 

 

ข้าถามว่าจะเอาอย่างไร!

 

อ๊าก!! ยะ ยอมแล้ว! ปล่อยข้า! ปล่อยข้าดีๆ!!!” องค์ชายสามแค่นยิ้มสมเพช ส่ายพระพักตร์เอือมระอาพลางยกเท้าออกจากลาดไหล่ขององค์รัชทายาทให้เป็นอิสระ อีกฝ่ายรีบตะกุยตะกายเข้าไปรวมกับกองทหารนับสิบของตัวเอง

 

“ไปซะ!

 

“พวกเจ้าไปนำตัวนางมา” องค์ชายสามขมวดคิ้ว ไม่ทันได้เอ่ยถามสิ่งใดให้หายข้องใจนางโลมที่คุ้นหน้ากันดีก็ถูกทหารหลายนายลากตัวออกมาจากหอนางโลม

 

“ไม่นะ! ปล่อยข้า..ฮึก! ปล่อยข้าไปเถิด”

 

“นี่มันเรื่องอะไรกัน” องค์ชายสามถามเสียงเครียด

 

องค์ชาย!’

 

จงอินวิ่งตามเข้ามาสมทบ ทำหน้าตาตื่นรีบเข้าไปดูองค์ชายป๋ายเซียนเป็นลำดับแรก ในขณะที่องค์ชายสามยังคงยืนรอคำตอบจากองค์รัชทายาทไม่ยอมขยับไปไหน ขมวดคิ้วมองนางโลมคนสนิทร้องห่มร้องไห้ดีดดิ้นออกจากเงื้อมมือเหล่าบุรุษวัยฉกรรจ์

 

“ใต้เท้าช่วยข้าด้วย! ช่วยข้านะเจ้าคะ ฮึกฮือ..

 

“เมียงโฮล”

 

“โอ้..อย่าบอกว่านางมีความสัมพันธ์กับเจ้ามาก่อนองค์ชายสาม”

 

 

“ฮ่ะๆ ดี! ไม่ได้องค์ชายเปี้ยน แต่ได้นางโลมคนโปรดของเจ้ากลับไปเชยชมแทน นับว่ามาครั้งนี้ไม่เสียเที่ยวแล้ว”

 

“เจ้าซื้อนางหรือ”

 

“ฮึก..ใต้เท้า”

 

“สตรีโชซอนงดงามสมคำร่ำลือจริงๆ เอาไว้มีโอกาสได้มาอีกเมื่อไหร่ข้าจะรับพวกนางไปเลี้ยงดูที่แผ่นดินชิมอีก”

 

“ข้าไม่อยากไป ฮึกๆ! ช่วยข้าด้วยใต้เท้า..ช่วยข้าด้วย”

 

“กลับกันได้แล้ว ไป!

 

ทั้งหมดสะบัดตัวหันหลังให้กับองค์ชายสามโดยไม่มีคำเอ่ยลา ลากถูลู่ถูกังแม่นางเมียงโฮลผู้น่าเวทนาไปด้วย พระพักตร์หล่อเหลาขององค์ชายสามยุ่งเหยิง หันกลับไปมองพระชายาก็พบแต่สายพระเนตรที่ว่างเปล่า

 

สับสน

 

ระหว่างปล่อยนางไปตามยถากรรมกับตามเข้าไปช่วยเหลือ อย่างไหนที่สมควรทำเสียงร้องขอความเห็นใจดังขึ้นไม่หยุด องค์ชายสามหลับตาลงช้าๆ ก่อนจะตัดสินพระทัยตามไปรั้งฝีเท้าคนของแผ่นดินชิมในที่สุด

 


“ช้าก่อน!

 


หันกลับไปมองพระชายาตนอีกครั้งจากนั้นจึงล้วงเอาของมีค่าทุกอย่างที่มีติดตัวออกมาจากชุดคลุม มอบให้กับองค์รัชทายาทชางมิน

 

 

ข้าขอซื้อนางต่อจากเจ้า

  



 

 

 

ม้าตัวสูงสง่าสองตัวถูกควบมายังบ้านหลังหนึ่งบริเวณท้ายเขา เป็นบ้านขนาดไม่ใหญ่ ก่อผนังด้วยอิฐและปูนส่วนหลังคาทำขึ้นมาจากหญ้า บริเวณโดยรอบห้อมล้อมด้วยธรรมชาติแห่งขุนเขา ส่วนบริเวณด้านหน้ามีกองไฟที่ชายหญิงวัยชรากำลังนั่งผิงเอาความอบอุ่นอยู่

 

กลับมาแล้วหรือ องค์ชาย

 

คำทักทายบ่งบอกถึงความสนิทสนมได้เป็นอย่างดี  สองตายายทำเหมือนกับว่ากำลังนั่งรอการกลับมาขององค์ชายหนุ่ม ซึ่งความจริงแล้วมันก็ใช่ คนถูกรอเองก็ทราบดีอยู่แก่ใจ แต่เพราะในวันนี้มีเรื่องราวให้ต้องสะสางมากมาย ถึงอยากจะบ่นที่ท่านตาท่านยายออกมานั่งตากน้ำค้างรออย่างไรเขาก็ทำได้เพียงพยักหน้ารับเท่านั้น

 

องค์ชายชานยอลก้าวลงจากหลังม้า ก่อนจะช่วยประคองพระชายาให้ตามลงมา ในขณะที่จงอินมีหน้าที่ดูแลนางโลมที่เขาเพิ่งเป็นคนไถ่ตัวมาด้วยมูลค่าสูงชนิดที่ต้องยอมสละป้ายหยกประจำตัวเพื่อแลก

 

ไร้คำอธิบายและการเอื้อนเอ่ยใดๆ นับจากเจรจาขอไถ่ตัวเมียงโฮลมาได้เขาจำต้องพานางมาด้วยฟ้าวันใหม่เริ่มสว่างแล้ว รู้ว่าควรต้องพากันกลับเข้าวังหลวง แต่เพราะยังมีปัญหาให้ต้องจัดการจึงได้เลือกพาทุกคนมายังสถานที่หวงห้ามของตนเองเช่นนี้แทน

 

บ้านหมอเทวดา

 

บ้านผู้มีพระคุณของเขา เป็นบ้านที่ชาวบ้านธรรมดาๆหลายคนต่างรู้จักดี แต่สำหรับคนในราชสำนักคงไม่ใช่ไม่มีผู้ใดรู้ว่าองค์ชายชานยอลมาที่นี่บ่อยเสียยิ่งกว่าหอนางโลม เว้นแต่จงอินที่เคยแอบสะกดรอยตามมาเมื่อไม่กี่ปีก่อน  

 


 

“ท่านตาท่านยาย ข้ารบกวนพวกท่านพาแม่นางผู้นี้ไปทำแผลและหาชุดดีๆสักชุดให้นางผลัดเปลี่ยนได้หรือไม่”

 

“ได้สิ”

 

“เมียงโฮล”

 

“เจ้าคะ อ้ะ..เพคะ”

 

“พูดอย่างเดิมก็ได้” องค์ชายชานยอลถอนหายใจเบาๆ พยายามส่งยิ้มเหนื่อยๆของตนเองให้แม่นางเมียงโฮลได้หายประหม่า ท่าทางตื่นกลัวราวกับผวาอยู่ตลอดเวลาทำเอาอดสงสารไม่ได้ แผลฟกช้ำบนใบหน้างาม คราบน้ำตา และชุดคลุมที่ถูกดึงทึ้งจนหลุดลุ่ยยิ่งน่าเวทนา โชคดีที่มีผ้าคลุมผืนใหญ่ของจงอินไว้ให้ห่ม

 

“เดี๋ยวเจ้าตามท่านยายผู้นี้ไป แล้วก็พักผ่อนเสีย ตื่นเมื่อไหร่ค่อยคุยกัน”

 

“ขอบน้ำใจท่านจริงๆ หากไม่ได้ท่าน---

 

“พอแล้ว” องค์ชายชานยอลลูบศีรษะนางเบาๆ “เจ้าจะพูดขอบคุณข้าเช่นนี้ไปตลอดเลยหรือ หยุดขี้แยแล้วกลับมายิ้มได้แล้วนะ ตอนนี้ไม่มีใครทำอันใดเจ้าได้แล้ว”

 

“ฮึก..ใต้เท้า” เมียงโฮลเดินเข้าไปสวมกอดผู้มีพระคุณอย่างซึ้งใจ ไม่ได้คิดเลยว่าการกระทำของตนจะไปสร้างความไม่พอใจให้แก่ใครบ้าง ณ ตอนนี้องค์ชายชานยอลคือทุกอย่าง เป็นผู้ไถ่ชีวิต..ก็เหมือนเป็นเจ้าของชีวิต ฉะนั้นแล้วไม่ว่าสิ่งใดตนก็พร้อมที่จะมอบให้แก่ชายหนุ่มโดยไม่ลังเล

 

“เอาล่ะ เจ้าไปพักเถิด” องค์ชายชานยอลดันตัวเองออก หันไปพยักพเยิดให้กับจงอิน “เจ้าอยู่เป็นเพื่อนนางหน่อยก็แล้วกันจงอิน”

 

“พะยะค่ะ”

 


คล้อยหลังบุคคลนอก บรรยากาศแสนน่าอึดอัดคืบคลานสู่สองสามีภรรยาคู่เจ้ายศเจ้าอย่างโดยทันที องค์ชายป๋ายเซียนไม่ยอมพูดสิ่งใดมาตั้งแต่พบกันแล้ว และจนถึงขณะนี้อีกฝ่ายยังคงเป็นเช่นนั้นไม่เปลี่ยนแปลง สายพระเนตรอ่านยากต่างออกไปจากทุกที พระพักตร์ที่เคยสดใสกลายเป็นซีดเซียวองค์ชายชานยอลไม่รู้เลยจริงๆว่าควรจะโทษใครถึงจะถูกต้อง

 

ต้องโทษองค์ชายป๋ายเซียนที่ดื้อออกมาเอง จงอินที่ทำหน้าที่บกพร่อง องค์รัชทายาทแสนหยาบคายผู้นั้น หรือว่าเป็นตัวเขาเอง

 

 

“เชิญเสด็จทางนี้”

 

องค์ชายชานยอลกล่าวเพียงสั้นๆแล้วเดินนำอีกพระองค์ไปยังห้องพักของตัวเอง พยายามชะลอฝีเท้าไม่ให้ทิ้งห่างกันมาก ภายนอกอาจดูเรียบเฉยราวกับไร้ความรู้สึก ทว่าภายในอกร้อนรุ่มรุนแรงอย่างที่ไม่มีใครรู้

 

ไม่คิดเลยว่าองค์ชายเปี้ยนจะบ้าบิ่นออกมาตามกันถึงสถานที่เช่นนั้นได้ หากชินกูคาบข่าวจากแทมินมาบอกช้ากว่านี้เขายังนึกไม่ออกเลยว่าอีกพระองค์จะมีสภาพเป็นอย่างไรสังหรณ์ใจว่าจะมีเรื่อง แล้วมันก็เกิดขึ้นจริงๆอยากดุอยากต่อว่าที่อีกฝ่ายพาตัวเองมาสู่อันตราย แต่พอได้เห็นหน้าแล้วใจมันก็อ่อนยวบ

 

 

ที่หนีออกมาทั้งวันช่างไร้ความหมาย

 

 

นอกจากจะปฏิเสธความรู้สึกตัวเองไม่ได้แล้วทุกอย่างมันยิ่งชัดเจนเพียงวันเดียวก็คิดถึงจนทรมานพอได้พบก็ดีใจจนแทบทนไม่ไหว อยากกอด อยากดูแลและเมื่ออีกฝ่ายกำลังถูกผู้อื่นรังแกความรู้สึกโกรธจนอยากทำลายทุกสิ่งมันก็กัดกินจนยากที่จะควบคุม

 

 

รักองค์ชายป๋ายเซียนเข้าให้แล้ว

 

 

นี่คือสิ่งเดียวที่ค้นพบหลังจากปลีกตัวเองออกมาทบทวนความรู้สึกทั้งวัน ไม่รู้ว่ามันเกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อใด ไม่ใช่รักแรกพบ ไม่ใช่ความอยากเอาชนะ ไม่ใช่เพียงความถูกใจ แต่มันเป็นรักจริงๆ

 

         เป็นรักธรรมดาๆ

 

ที่ยังไม่เคยมีต่อผู้ใด

 

 


            “คงต้องอยู่รอเวลาที่นี่ไปก่อน” องค์ชายสามพยักพระพักตร์ให้องค์ชายป๋ายเซียนนั่งลงบนฟูกนอน “อีกราตรีมาเยือนเมื่อใดค่อยกลับเข้าไป” องค์ชายสี่จัดเวรยามใหม่ หากพากันกลับเข้าไปตอนฟ้าสว่างคงลำบากเกินไป

 

            “อืม”

 

            องค์ชายสามย่อตัวลงนั่งยองๆตรงหน้าองค์ชายป๋ายเซียน ใช้สายพระเนตรกวาดมองพระพักตร์อ่อนเยาว์อย่างช้าๆ ไล่ลงมาจนถึงเนื้อตัว สำรวจหาร่องรอยบาดเจ็บบนพระวรกายน้อย

 

            “เจ็บตรงไหนบ้าง”

 

            องค์ชายป๋ายเซียนเบือนพระพักตร์หนี

 

            “ป๋ายเซียน”

 

            “ข้าไม่น่าออกมาเลย”

 

            “

 

            “เพราะความโง่ของข้า..

 

            “ข้ามาช้าไปหรือ” ความเงียบงันขององค์ชายป๋ายเซียนกำลังจะทำให้องค์ชายสามเป็นบ้า ในอกกลับมาร้อนรนอีกครั้ง “บอกข้าสิว่าข้าไม่ได้มาช้าไป องค์ชายนั่นยังไม่ได้ล่วงเกินท่าน” องค์ชายป๋ายเซียนหันกลับมามองเขาด้วยสายพระเนตรที่ว่างเปล่า

 

            “พูดสิป๋ายเซียน”

 

           

 

            “ป๋ายเซีย---

 

            “โอ้ย!” องค์ชายสามรีบปล่อยพระหัตถ์ออกจากไหล่เล็กราวกับต้องของร้อน  อารมณ์คุกรุ่นเล่นงานเขาจนเผลอเขย่าองค์ชายตัวเล็กอย่างไม่ระวัง แต่ก็ไม่ได้ออกแรงมากจนถึงขนาดที่ต้องทำหน้าเหยเกเช่นนั้นไม่ใช่หรือ

 

            ความผิดปกติขององค์ชายป๋ายเซียนและความสงสัยของตัวเองเป็นเหตุให้องค์ชายสามถือวิสาสะรั้งเสื้อคลุมของอีกฝ่ายลง เผยให้เห็นช่วงไหล่เปลือยเปล่าและรอยนิ้วมือสีแดงช้ำที่มั่นใจว่าไม่ได้เกิดจากฝีมือของตัวเอง ไม่แน่ๆ ไม่มีทางที่จะเป็นเขา

 

“เจ้าคนหยาบช้านั่นใช้กำลังกับท่านถึงเพียงนี้เลยหรือ?!” พระหัตถ์อันสั่นเทาขององค์ชายสามค่อยๆสัมผัสรอยช้ำ ก่อนจะหยุดชะงักให้กับคำพูดต่อมาขององค์ชายป๋ายเซียน

 

“มันไม่รู้สึกเท่ากับริมฝีปากของข้าหรอก”

 

“ท่าน...

 

 

องค์ชายสามกลืนน้ำลายลงคอด้วยความยากลำบาก “กำลังจะบอกข้าว่าถูกจูบด้วยอย่างนั้นหรือ” ใจหล่นวูบตอนที่ผู้ถูกตั้งคำถามกะพริบตาแล้วน้ำสีใสเม็ดเป้งตกลงมาทั้งที่ดวงเนตรไม่สั่นไหวเลยสักนิด

 

“อย่าอย่าร้อง อย่ามีน้ำตาเลยนะป๋ายเซียน ข้า---

 

 

เพี๊ยะ!!!

 

 

 องค์ชายสามหน้าหันไปอีกทางเพราะแรงตบ กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งในโพรงปากแต่กลับไม่รู้สึกเจ็บ

 


“ท่านทิ้งข้า ท่านหายไป”

 


สิ่งที่เจ็บที่สุดในตอนนี้คือใจชาๆนี่ต่างหาก

 


“หายไปโดยที่ไม่บอกอะไรกันสักคำ คนไม่รักษาสัญญา”

 


เจ็บอย่างบอกไม่ถูก เจ็บที่ดูแลได้ไม่ดีพอ เจ็บที่ทำให้มีน้ำตา เจ็บที่ความรู้สึกส่งไปไม่ถึงและเจ็บที่สุดก็คือจนถึงตอนนี้แล้วเขาก็ยังพูดสิ่งใดไม่ออก

 


“เป็นเวรเป็นกรรมของข้าเองที่ต้องมาพบเจอกับคนเห็นแก่ตัวเช่นพวกท่าน ข้ามันซวยเอง...

 

 





 

ช่วงสายของวันใหม่






 

“อะไรนะ?!!

 

 

สุรเสียงขององค์ชายห้าดังไปไกลถึงหน้าตำหนัก หากแต่พระองค์กลับไม่ได้สนพระทัยสิ่งใดมากไปกว่าคำตอบที่เพิ่งได้รับจากแทมินที่ว่า..

 

“พะยะค่ะ ยังไม่มีผู้ใดกลับเข้ามาเลย”

 

องค์ชายห้ากุมขมับ อุตส่าห์ทิ้งงานเพื่อมาตำหนักฤดูร้อน แทนที่จะได้รับข่าวดีอย่างเช่นสหายรักและพระชายาคืนดีกันแล้ว หรือหากยังไม่มีเรื่องดีๆเกิดขึ้นเลยอย่างน้อยที่สุดก็ควรพากันกลับเข้ามา ไม่ใช่เถลไถลทั้งคนหายและคนออกไปตามเช่นนี้

 

“ไม่รู้เวลากันหรืออย่างไร”

 

ย้ำนักย้ำหนาว่าไม่ว่าจะพบตัวองค์ชายหัวรั้นหรือไม่ก็ต้องพากันกลับเข้ามาอย่างคนที่รู้เวลา พอเรื่องไม่เป็นไปตามที่ตกลงกันไว้ผู้รู้เห็นเป็นใจอย่างองค์ชายห้าจึงหัวร้อนขึ้นมาทันที

 

“หายไปกันทั้งตำหนักแบบนี้หากฝ่าบาททรงล่วงรู้เข้ามีหวังได้ซวยกันหมด”

 

“ข้าให้คนออกไปตามแล้ว แต่ไม่รู้ว่าจะได้เรื่องไหม” เส้นประสาทแทมินเต้นตุบๆไม่น้อยไปกว่าใคร หันไปมองอี้ชิงยิ่งปวดหัวหนักกว่าเดิม องครักษ์ขององค์ชายเปี้ยนเอาแต่เดินไปเดินมาอย่างร้อนใจมาตั้งแต่เช้า หน้านิ่วคิ้วขมวดจะออกไปตามเองเสียให้ได้ ซึ่งคงเป็นไปดั่งใจต้องการไม่ได้ทุกอย่าง ตอนนี้ทั้งตำหนักแทบไม่เหลือใคร ขืนพากันออกไปอีกโดยไม่ไตร่ตรองให้ดีๆจะยิ่งผิดสังเกต

 

แล้วบ่ายนี้แทมินต้องไปช่วยงานท่านพ่อด้วย เป็นอีกครั้งแล้วที่เขาจะต้องหาเรื่องมาโกหกบิดาเพื่อช่วยเหลือแฝดผู้พี่

 

“เราอาจจะไม่ดวงตกอย่างที่กังวลก็ได้พะยะค่ะ ช่วงนี้เชื้อพระวงศ์ดูยุ่งๆกัน”

 

“เป็นเช่นนั้นได้ก็ดี แม่ของข้าเพิ่งตรัสให้ฟังว่าฝ่าบาทเปรยว่าอยากเสด็จมาเยี่ยมคู่แต่งงานใหม่ กลัวว่าจะไม่พ้นเร็วๆนี้น่ะสิ”

 

“อะไรนะพะยะค่ะ?!!

 

องค์ชายห้าพ่นลมหายใจทิ้ง ไอ้คนที่หายไปมันจะเคยรู้บ้างไหมว่าได้สร้างความลำบากให้แก่บุคคลอื่นเพียงใด บ่นไปก็หาได้สำนึก ความผิดทุกๆอย่างไม่ว่าใครจะมีส่วนร่วมองค์ชายเซฮุนจะขอโยนให้กับสหายผู้ไม่เอาไหนแต่เพียงผู้เดียว

 

 

หมั่นไส้

 

 

“เอาเถอะ วันนี้งานข้าไม่ยุ่งมาก จะออกไปตามดูก็แล้วกัน”

 

“ฮะ?! องค์ชายห้าเนี่ยนะพะยะค่ะ”

 

“ข้าทำไม”

 

“ไปถูกหรือพะยะค่ะ” ทั้งวิชาการทั้งติดตำหนัก แทบไม่ออกเขตรั้วกำแพงวังเช่นนี้จะรอดหรือ เกิดหายไปอีกคนคราวนี้คงได้ซวยกันจริงๆแน่  “ข้าว่า---

 

ข้าขออาสาออกไปตามให้”  

 

เสียงบุคคลนอกกล่าวแทรกขึ้นมากลางบทสนทนาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ทั้งสาม(องค์ชายห้า แทมิน อี้ชิง)หันไปมองการมาเยือนของเขาผู้นั้นพร้อมกัน ไม่ใช่ใครอื่นไกล เป็นองครักษ์ขององค์รัชทายาทอินซองที่หายหน้าหายตาไปหลายวัน

 

“เจ้าเข้ามาตั้งแต่เมื่อไหร่ลู่หาน”  

 

บุรุษเจ้าของใบหน้าหวานก้าวเข้ามาหาด้วยสีหน้าเรียบเฉย ชุดคลุมชนชั้นขุนนางสีเข้มตัดกับผิวขาวซีดของเขาจนดูโดดเด่น จมูกรั้นเช่นเดียวกับนิสัยแดงเถือกนิดๆคงเพราะอากาศเย็น กับดวงตาที่องค์ชายเซฮุนชอบทว่ามันไม่เคยมองกันเลยนั้นกำลังมองตอบแทมิน

 

“ตั้งแต่แรกกระมัง”

 

“แอบฟังผู้อื่นคุยกันจนเป็นนิสัยหรือบุตรชายท่านเสนาบดี” คนถูกค่อนแขวะเชิดหน้าให้ ไม่สนใจสุรเสียงน่ารำคาญ เลือกที่จะมองเพียงแทมิน

 

“ข้าตั้งใจมาเยี่ยมองค์ชายสาม แต่ไหนๆพระองค์ก็ไม่อยู่แล้ว และข้าก็ว่างอยู่พอดีฉะนั้นข้าจะออกไปตามให้เอง”

 

“ช่างเป็นการเสียสละที่น่าประทับใจ”

 

“หรือพระองค์คิดว่าตัวเองจะตามหาองค์ชายสามพบล่ะ” ลู่หานมององค์ชายห้าด้วยสายตาไม่เชื่อถือระคนดูแคลนหน่อยๆ “แทบไม่ออกจากตำหนักทิศใต้ ขืนออกไปข้างนอกไม่แคล้วจะหลงตั้งแต่หน้าประตูวัง”

 

“แต่ข้าว่าเจ้าคงไม่อยากออกไปเจอภาพบาดตาบาดใจ”

 

“ทั้งคู่ไม่ได้เสด็จไปด้วยกันมิใช่หรือ”

 

“แต่ก็ออกไปเพื่อตามหากัน”

 

ลู่หานหุบยิ้มแทบจะทันที ก่อนจะรีบปรับสีหน้าให้เป็นปกติ “จะไปเพราะเหตุอันใดก็ช่าง ถ้าอยากให้เสด็จกลับเข้ามากันไวๆก็ควรจะให้ข้าออกไปตาม”

 

องค์ชายห้าหันไปสบตากับองครักษ์อีกสองคนที่เหลือเพื่อขอความเห็น ทั้งคู่พยักหน้าให้เพราะคิดว่าไม่มีทางเลือกอื่น และหากคิดให้ดีๆ ตัดเรื่องนิสัยแย่ๆบางอย่างไปลู่หานคือคนหนึ่งที่น่าวางใจ ไม่ว่าจะด้วยความสามารถหรือความสนิทสนมและรู้ใจทั้งจงอินทั้งองค์ชายสาม ถ้าให้ออกไปตามก็น่าจะได้เรื่อง

 

“ก็ได้ ข้าให้เจ้าออกไปตาม” องครักษ์หน้าหวานยิ้มกว้างอย่างพึงพอใจ แต่ก็ทำได้เพียงครู่เดียวเท่านั้น เพราะ

 


“แต่ข้าจะไปด้วย”

  


 


 


 

มื้ออาหารของบ้านหมอโบราณเริ่มขึ้นในตอนกลางวัน มีเพียงคนหนุ่มที่ร่วมล้อมวงนั่งทานอาหารพื้นบ้านด้วยกันบนแคร่ไม้ ส่วนสองตายายซึ่งได้อิ่มท้องล่วงหน้ากันไปก่อนแล้วเพียงช่วยยกจานอาหารมาวางให้อย่างมีน้ำใจเท่านั้น

 

บรรยากาศเป็นไปด้วยความอึมครึมอึดอัด ได้ยินเพียงเสียงตะเกียบเหล็กกระทบชามอาหาร และเสียงของเมียงโฮลที่คอยเอาใจตักกับข้าวให้องค์ชายสามอย่างไม่ขาดระยะ

 

ด้วยความเคยชินกับการปรนนิบัติผู้อื่นทำให้นางโลมคนงามปฏิบัติโดยไม่ได้คำนึงสิ่งใดมากไปกว่าความสะดวกสบายขององค์ชายหนุ่ม สายตาของนางเต็มไปด้วยความรักและภักดี มันสะท้อนเพียงเงาขององค์ชายชานยอลจนไม่มองผู้ใด

 

รอยยิ้มและความอ่อนหวานของนางบุรุษคนไหนได้รับต่างก็พึงใจทั้งนั้น ทว่าในเวลานี้กับบุรุษที่มีเจ้าของแล้วอย่างองค์ชายชานยอลเมื่อถูกปรนนิบัติเอาใจต่อหน้าพระชายา แทนที่จะรู้สึกดีเขากลับรู้สึกกระอักกระอ่วนพระทัยเสียมากกว่า

 

แค่เรื่องที่ผิดใจกันก็ทำเอามองหน้าไม่ติด องค์ชายป๋ายเซียนเอาแต่กระทำเย็นชาใส่กัน ไม่ยอมมองหน้า ไม่ยอมคุยด้วย ตักอาหารให้ก็ไม่ยอมเสวย ยิ่งเมียงโฮลมาคอยเอาใจเขาบรรยากาศยิ่งแย่ลง แคร่ไม้ที่นั่งกันอยู่แคบจนต้องนั่งเบียดกันแต่ป๋ายเซียนก็ยังจะขยับหนี ทำราวกับว่าเขาเป็นตัวน่ารังเกียจ ขณะที่องครักษ์ของเขาได้กลายเป็นคนโปรด

 

 

“เอ่อ...พระชายาไม่ต้องตักให้ข้าหรอกพะยะค่ะ” จงอินก้มลงมองกับอาหารพูนๆในชามข้าวเล็กๆของตัวเองแล้วเหลือบมององค์ชายสามอย่างรู้สึกหนักใจ

 

“เจ้ามีหน้าที่กินก็กินไปเถอะ” ก็ถ้าอาหารพวกนี้ไม่ใช่อาหารที่องค์ชายสามทรงอุตส่าห์คีบให้พระชายาล่ะก็จงอินคงกลืนได้ลื่นคอกว่านี้อะไรที่องค์ชายสามมอบให้ พระชายากลับคีบมาใส่ชามจงอินเสียหมด ไม่สนสายพระเนตรดุดันนั่นเลย

 

“เอาซุปไก่โสมอีกไหม”

 

“ไม่เป็นไรพะยะค่ะ”

 

“เช่นนั้นปลาตุ๋นก็แล้วกัน”

 

“เอ่อ

 

“เอาเนื้อผัดใบยานี่ด้วย”

 

“พระชายา”

 

“ตักซุปถั่วตรงหน้าเจ้ามาแลกกัน ข้าอยากชิม” จงอินปาดเหงื่อ ก่อนจะตักซุปถั่วให้พระชายาอย่างขัดไม่ได้ ทุกการกระทำอยู่ในสายพระเนตรคมดุขององค์ชายสาม รู้ว่าถูกประชด แต่ก็หักห้ามความรู้สึกหงุดหงิดไม่ให้เกิดขึ้นไม่ได้จริงๆเขาพยายามหายใจให้เบาลง เลิกสนพระทัยพระชายาแล้วเปลี่ยนไปมอบรอยยิ้มนุ่มนวลให้หญิงสาวเพียงหนึ่งเดียวในที่นี้แทน

 

“คีบหมูผัดซอสที่เจ้าช่วยท่านยายทำให้ข้าอีกสิ”

 

“เจ้าค่ะ”

 

องค์ชายป๋ายเซียนเหลือบดวงเนตรมองมาทันที องค์ชายสามมองตอบ ก่อนจะผงะไปเล็กน้อยเมื่อหญิงสาวคีบหมูผัดที่รับสั่งถึงมาป้อนให้ถึงปากเขาเพียงอยากดึงความสนใจจากองค์ชายน้อยเท่านั้น แต่เมียงโฮลตอบสนองเกินกว่าที่คาดเอาไว้

 

“เอาใส่ในชามข้าก็ได้ ไม่ต้องป้อนหรอก”

 

“ไม่เป็นไรนะเจ้าคะ ข้าอยากดูแลท่าน”

 

เพราะคิดถึงแต่อีกคนจึงเผลอลืมความรู้สึกอีกคนไปเสียสนิท เมียงโฮลมีใจบริสุทธิ์ต่อเขา ตั้งแต่ตื่นนอนนางก็เอาแต่ปรนนิบัติดูแลให้ทุกอย่าง ตั้งแต่เตรียมน้ำให้อาบ คอยตักอาหารให้ สายตามีแต่ความจงรักภักดีซึ่งมันทำให้องค์ชายหนุ่มแอบรู้สึกผิดที่เผลอใช้นางเป็นเครื่องมือประชดประชันองค์ชายป๋ายเซียนอย่างไรเสีย ความรู้สึกนางที่ถูกรังแกก็แย่ไม่ต่างไปจากพระชายาของเขาหรอก

 

“อร่อยมั้ยเจ้าคะ”

 

เมียงโฮลระบายรอยยิ้มกว้างให้แก่องค์ชายหนุ่มที่ยอมอ้าปากให้ป้อนแต่โดยดี แม้ไม่ได้รับคำตอบ แต่การพยักพระพักตร์พลางอมยิ้มให้เมียงโฮลก็ดีใจมากแล้ว

 

“ปากเลอะแล้วเจ้าค่ะ” หญิงสาวถือวิสาสะใช้แขนเสื้อคลุมของตัวเองซับมุมปากเลอะๆขององค์ชายหนุ่มอย่างเคยชิน ส่งเสียงหัวเราะให้น้อยๆตอนที่พระองค์ทำตาโตนิดๆ

 

“สะอาดแล้วเจ้าค่ะ”

 

“อ่า

 

พานางเข้าวังดีไหม

 

องค์ชายป๋ายเซียนพูดแทรกขึ้นมาเสียงเรียบ องค์ชายสามหันไปมองพระพักตร์อ่อนเยาว์ที่ไม่ได้บ่งบอกความรู้สึกใด อีกฝ่ายกำลังคีบอาหารเข้าปากอย่างใจเย็น ทำเหมือนกับกำลังคุยเรื่องฟ้าฝนอากาศ ทั้งที่เรื่องนี้ถือเป็นเรื่องใหญ่

 

“ท่านพูดอะไร” ขมวดคิ้วถามกลับ

 

“นางไม่มีที่ไปไม่ใช่หรือ”

 

 

“เจ้ามีความเห็นอย่างไรเมียงโฮล อยากตามเสด็จองค์ชายสามเข้าไปอยู่ในวังหรือไม่ จะได้พบหน้ากันทุกวั---

 

“เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ท่านจะมาตัดสินใจเอาเองไม่ได้”

 

“ใครว่ามีแค่ข้าล่ะ มีท่านอีกทั้งคน”

 

“ผู้ที่มีอำนาจในวังหลวงคือฝ่าบาท ไม่ใช่ข้า”

 

“จะเป็นอะไรไป หากองค์ชายสามประสงค์จะรับตัวสตรีสักคนเข้าวังหลวงคงไม่มีผู้ใดขัดได้ แต่งตั้งให้นางเป็นสนม หรือไม่ก็นางโลมหลวงคอยปรนนิบัติรับใช้ท่าน จะได้ไม่ต้องเสด็จออกมาข้างนอกบ่อยๆอย่างไร ข้าคิดว่าฝ่าบาทคงเห็นชอบด้วยไม่ใช่น้อยหากว่าใช้เหตุผลนี้”

 

“ป๋ายเซียน”

 

“คงรู้จักกันมานานแล้วใช่ไหมล่ะเมียงโฮล”

 

..เพคะ”

 

“เช่นนั้นเจ้าก็น่าจะรู้ใจพระองค์ดี โปรดสิ่งไหน ไม่โปรดสิ่งไหน หากได้เข้าไปอยู่รับใช้กันในวังคงดีไม่น้อย เจ้าเองก็คงอยากดูแลบุรุษที่เจ้ารักทุกวันใช่ไหมล่ะ”

 

“ข้าแล้วแต่ใต้เท้า เอ่อ..แล้วแต่องค์ชายสามจะเห็นสมควรเพคะ อยู่ที่ไหนก็ได้”

 

“คนรักกันก็ต้องอยู่ใกล้ๆกัน องค์ชายสามห่วงเจ้าออกอย่างนี้วังหลวง---

 

จะเอาแบบนี้ใช่ไหม

 

 

“อยากให้ข้าพานางเข้าไปอยู่ด้วยกันใช่หรือไม่” องค์ชายสามกดเสียงต่ำ ถามพระชายาด้วยความรู้สึกที่ใกล้จะหมดความอดทนเต็มที พระหัตถ์กำหมัดแน่นเพราะโมโหโกรธและไม่เข้าใจว่าอีกฝ่ายจะประชดกันเช่นนี้ไปเพื่ออะไร ทั้งที่ดูก็รู้แล้วว่าไม่ได้ต้องการให้เขาทำอย่างที่พูดจริงๆ

 

 สายตามันฟ้องชัด

 

และเขาก็รู้ดีว่าป๋ายเซียนรักศักดิ์ศรีเพียงใด หากมีใครอื่นก็คงจะถูกต่อว่าว่าไม่ให้เกียรติ เช่นนี้แล้วจะยัดเยียดเมียงโฮลให้เขาทำไมที่ช่วยก็เพราะสงสาร แค่รู้สึกว่าต้องช่วยไม่ได้คิดจะพานางเข้าไปอยู่ในวังเลยสักนิด คิดไม่ถึงเรื่องนี้ด้วยซ้ำ

 

“หากว่าท่านต้องการ---

 

“ท่านต่างหาก”

 

 

“หากว่าท่านต้องการให้ข้าพานางไปอยู่ด้วยข้าก็จะทำ”

 

 

“บอกสิว่าอยากให้ข้าทำอย่างไร”

 

 

“รับนางไปเป็นนางโลมหลวง สนม เมีย ทาส หรือจะให้ทำอย่างไรก็ว่ามา”

 

 

“พูดสิ”

 

“ก็แล้วแต่ท่านสิคนบ้า! อยากรับนางไปเป็นเมียหรืออยากให้เป็นอะไรของท่านก็คิดเอาเองสิ ทำไมต้องมาถามข้าด้วยเล่า!

 

“ถ้าเช่นนั้นข้าจะให้นางเข้าวังตามความต้องการของท่านก็แล้วกัน..

 

พลั่ก!

 

องค์ชายป๋ายเซียนคว้าพัดขององค์ชายสามมาเขวี้ยงใส่แขนผู้เป็นเจ้าของโดยไม่สนอะไรทั้งนั้น ออกแรงผลักซ้ำจนองค์ชายสามเกือบหงายหลังแล้วรีบดีดพระวรกายออกจากแคร่ หนีออกไปด้วยสีพระพักตร์ที่คนมองมองแล้วต้องรู้สึกผิด

 

“ตามไปสิพะยะค่ะ”

 

องค์ชายสามส่ายศีรษะ ลูบพระพักตร์ตัวเองก่อนจะลุกออกไปล้างหน้าล้างตา ไม่ได้ตามองค์ชายป๋ายเซียนไปอย่างที่จงอินบอก

 

 

รู้ว่าทำให้อีกฝ่ายโกรธเพิ่ม  รู้ว่าไม่ควรประชดกลับให้เรื่องมันแย่ลงไปกว่าเดิม แต่การถูกตะโกนใส่หน้าเพราะความพยศนั้นเขาเองก็ทนไม่ไหวจริงๆ

 

 


 

 

“ผ้าเจ้าค่ะ”

 

องค์ชายสามหมุนตัวกลับไปหาเจ้าของเสียงหวาน  ยืนนิ่งทอดพระเนตรหญิงสาวโดยไม่เอ่ยสิ่งใดจนแม่นางเมียงโฮลถือวิสาสะใช้ผ้าสะอาดในมือซับน้ำบนพระพักตร์เกลี้ยงเกลาให้ด้วยตนเอง

 

“เมียงโฮล..” องค์ชายหนุ่มจับมือหญิงสาวไว้ “เจ้าคงไม่อยากมีชีวิตเหมือนถูกกักขังอยู่ในวังหลวงหรอกใช่ไหม” หญิงงามระบายรอยยิ้มอ่อนโยนให้ ส่ายศีรษะเบาๆจนกลิ่นหอมอ่อนๆจากเรือนผมสีดำขลับของนางกระจายฟุ้ง

 

“ข้าใช้ชีวิตอยู่ในหอนางโลมมาตั้งแต่จำความได้ ที่นั่นเป็นทั้งบ้านและคุกแต่เพราะใต้เท้าเมตตาปลดปล่อยข้าออกมาจากที่นั่น ไถ่ตัวข้ามาจากบุรุษหยาบโลนผู้นั้น ไม่ใช่แค่วังหลวงต่อให้เป็นนรกหรือสวรรค์ หากท่านสั่งให้ข้าไปข้าก็จะไป” หญิงสาวดึงพระหัตถ์ใหญ่มาแนบแก้มตัวเอง ซบเอาความอบอุ่นที่ไม่เคยได้รับจากผู้ใด

 

“เมียงโฮลคนนี้วาสนาน้อยไม่เคยเห็นแม้แต่ใบหน้าผู้ให้กำเนิด เจอแต่คนเห็นแก่ตัวมาทั้งชีวิต การได้มาเจอคนดีๆอย่างท่านก็นับว่าสวรรค์เมตตามากแล้ว” องค์ชายสามใช้พระหัตถ์ที่ว่างอีกข้างลูบศีรษะหญิงสาวอย่างอ่อนโยน  

 

“หลุดพ้นจากที่แบบนั้นมาได้เจ้าควรได้ชีวิตเป็นของตัวเอง วังหลวงไร้อิสระ อย่าอยากที่จะเข้าไปเลยแม้ว่าที่นั่นจะมีข้าก็ตาม”

 

 

“ข้าจะให้เจ้าอยู่ที่นี่ คอยช่วยเหลือท่านตาท่านยาย หรือหากเจ้าอยากไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่ไหนก็เพียงบอก ข้ายินดีจะช่วยเหลือ”

 

“ใต้เท้า” เมียงโฮลเงยหน้าขึ้นมองพระพักตร์ของบุรุษที่ตนรัก ทั้งตื้นตันใจ ทั้งอาลัยรัก แม้เคยมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกันมาหลายครั้ง แต่นางรู้ดีแก่ใจว่าบุรุษตรงหน้าไม่เคยมีใจให้กัน มันแสนเจ็บปวด หากแต่ก็ประมาณตนไว้นานแล้วว่ามิอาจอาจเอื้อมเป็นใต้เท้าก็ไกลเกินคว้าพอแล้ว ฐานันดรศักดิ์ที่แท้จริงเป็นถึงองค์ชายยิ่งตอกย้ำว่าตนไม่มีวันเอื้อมถึง

 

“ข้าพาเจ้าไปด้วยทุกที่ไม่ได้จริงๆ”

 

“ข้าเข้าใจเจ้าค่ะ ฮึก” ได้รับความเมตตามาถึงขนาดนี้ก็นับว่าเป็นบุญแล้ว ไม่กล้าเรียกร้องเอาสิ่งใดเพิ่มหรอก “ท่านไม่อยากมีภาระ”

 

“ข้าไม่อยากทำให้เขาต้องเสียใจ”

 

 

องค์ชายสามส่งยิ้มจางๆให้กับนางโลมคนงาม ค่อยๆใช้นิ้วโป้งไล่หยาดน้ำตาออกให้ “องค์ชายป๋ายเซียนผู้นั้นไม่ใช่แค่ชายาในนามของข้า”  โน้มหน้าลงไปกระซิบบอกความลับข้างๆหูของหญิงสาว

 

 

แต่ยังเป็นคนที่ข้ารักจริงๆ

 

 

องค์ชายสามค่อยๆถอนพระพักตร์ออกมา คลี่ยิ้มขันให้กับอาการทำตาโตของเมียงโฮลที่ไม่รู้ว่ากำลังตกใจในรสนิยมของเขา หรือตื่นเต้นที่เขารักใครสักคนเข้าจริงๆ เพราะตลอดเวลาที่รู้จักกันองค์ชายสามมักระบายความรู้สึกอย่างตรงไปตรงมาให้นางฟังเสมอว่าไม่เคยมีใจให้ผู้ใด และคงจะไม่มี แต่มาวันนี้ทุกอย่างกลับไม่เหมือนเดิม  

 

 

คนหน้าไม่อาย

 

 

รอยยิ้มกว้างขององค์ชายหนุ่มค่อยๆหุบลงเพราะใครบางคนที่ไม่รู้เข้ามาตั้งแต่เมื่อไหร่  ใครคนนั้นกำลังยืนทอดพระเนตรองค์ชายสามและแม่นางเมียงโฮลด้วยสายพระเนตรผิดหวังตัดพ้อ ทั้งยังก้าวถอยห่างกันออกไปเรื่อยๆโดยไม่ยอมถามเอาความให้ชัดเจน

 

 

“อย่าเข้าใจผิด ข้าเพียง---”

 

 

ข้าเกลียดคนอย่างท่านที่สุดเลยองค์ชายสาม



สาดวาจาร้ายกาจให้คนฟังเจ็บปวดแล้วหันหลังจากออกไป

 

 



 

#สะใภ้บรรณาการ












ตอนหน้าเราจะมีสิ่งดีๆ..............(ไหมนะ)

//เหนื่อยหน่อยนะกับฟิคเรื่องนี้ ;w;




รองเท้าองค์ชายเผื่อใครนึกไม่ออก ฮ่าๆ





         CR.SQW
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 748 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

10,413 ความคิดเห็น

  1. #10398 llllovellll (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 21 ธันวาคม 2563 / 23:03
    น้องคงรู้สึกแย่ตั้งแต่ชานยอลซื้อตัวเมียงโฮลแล้วอ่ะ แล้วคือชานยอลก็ประชดน้องกลับทั้งที่ตัวเองผิด สงสารน้องอ่ะ
    #10,398
    0
  2. #10346 EATWELL (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 12 กรกฎาคม 2563 / 23:23

    น้อยใจองค์ชายแทนน้องอะฮือออ

    #10,346
    0
  3. #10337 Jennysupat18 (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 12 กรกฎาคม 2563 / 09:25
    น้องงงง ลูกแม่กลับบ้านเรานะลูก;-:
    #10,337
    0
  4. #10304 Mr-mztxx (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 18 มิถุนายน 2563 / 21:20

    เปียกปอนหมดแล้วเจ้าค่ะ
    #10,304
    0
  5. #10284 munkrishear (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 15 พฤษภาคม 2563 / 23:40
    แงงงงง
    #10,284
    0
  6. #10234 Rain (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 20 เมษายน 2563 / 00:48

    ตอนแรกก็ยิ้มตาม พอซีนคนหน้าไม่อายเข้าปุ๊บ ผมนี่หุบยิ้มตามเลย55555

    #10,234
    0
  7. #10217 MessyAyanaputra (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 12 เมษายน 2563 / 10:31
    หมอนเปียกหมดแล้ว ฮือออออออออ องค์ชายสามไม่ได้ดั่งใจเลย สงสารป๋ายเซียน
    #10,217
    0
  8. #10206 Nam_127 (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 24 มีนาคม 2563 / 23:05
    อิแม่น่องปวดหัว
    #10,206
    0
  9. #10205 Nam_127 (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 24 มีนาคม 2563 / 22:31
    How toอ่านคำว่าชิมแล้วไม่ต่อมี่ชิมมี่โคโค่บับ
    #10,205
    0
  10. #10131 เหมี๊ยวกวิ้น🐧 (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 12 มกราคม 2563 / 00:04
    น้องป๋ายฟังองค์ชายสามก่อน แง้ๆๆ
    #10,131
    0
  11. #10057 PRAE.VV (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 20 ธันวาคม 2562 / 04:14
    ถึงเวลาต้องคุยกันจริงๆรึยังหนอคู่นี้
    #10,057
    0
  12. #10016 KaRToon_HH (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 8 ธันวาคม 2562 / 00:48
    องค์ชายสามมันน่านัก!!@!
    #10,016
    0
  13. #9913 mtjp614 (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 30 กันยายน 2562 / 11:09
    คือแบบขอชมนะว่าเมียงโฮลเป็นคนดีมากแต่การไปป้อนอาหารให้คนที่มีภรรยาเเล้วแถมภรรยาเค้ายังนั่งอยู่อีกเอาตามตรงนะถึงแม้จะทราบซึ้งใจในพระคุณแค่ไหนก็แบบไม่ควรป่ะว่ะภรรยาเค้านั่งหัวโด่อยู่ตรงนั้นอ่ะเป็นนี้ๆก็คิดนะ โกรธด้วยแหละ เพราะว่าคนมันเคยมีซัมติงกันอ่ะ เป็นใครๆก็ไม่พอใจทั้งนั่นแหละ
    #9,913
    0
  14. #9892 IPINOCKIO (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 17 กันยายน 2562 / 13:24
    แต่ก่อนอื่นเลยนะ ขอปรบมือให้ความเป็นสุภาพบุรุษของชานยอล ดีกว่านี้มีอีกไหม ยอมแลกป้ายหยกประจำตัวเพื่อช่วยเหลือหญิงสาวกำลังตกที่นั่งลำบาก สุดยอดเลยว่ะ ใจองค์ชายสามแม่งได้มาก ชานยอลมองเห็นชีวิตคนหนึ่งคนที่มีค่ามากกว่าหยกราคาแพง คือถ้าเราเป็นเมียงโฮล เราก็คงจะซาบซึ้งบุญคุณครั้งนี้ไปตลอดชีวิตอ่ะ น้ำตาจะไหลพูดเลย ฮืออออออออออ
    โอเค ตื้นตันกับความดีของชานยอลได้ไม่นานแล้วเราก็พบว่า ดราม่า !!!! ดราม่าเบอร์100 เอาซี้ มาหมดอ่ะ เจ็บปวดรวดร้าว น้อยใจ เสียใจ ผิดหวัง ตัดพ้อและไม่เข้าใจกัน ครบ!!! ดราม่ากว่านี้มีอีกไหม ในขณะที่ชานยอลรู้ใจของตัวเองแถมพูดออกมาเต็มปากเต็มคำแล้วว่ารักเค้า แต่บอกผิดคนจ้า ทำเอาป๋ายเซียนเข้าใจผิดไปอีกกกกก ตูละปวดหัว อยากเอาเท้าก่ายหน้าผากกับผัวเมียคู่นี้มาก เมื่อไรเค้าจะได้รักกัน คนอ่านลุ้นเยี่ยวราดแล้วโว๊ยยยยยยยยยยยยย
    #9,892
    0
  15. #9856 heykiki (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 10 กันยายน 2562 / 23:19
    ไม่ว่าเรื่องนี้ใครจะเป็นคนผิด คนที่ถูกเสมอก็คือป๋ายเซียน ชายสามทำน้องเสียใจกี่รอบแล้ว มันหน่วง ๆ ในในมาก เคืองชายสามอะ ถึงจะเข้าใจเหตุผลก็เถ้อ
    #9,856
    0
  16. #9820 BangJae_ (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 24 มิถุนายน 2562 / 23:37

    แงงงง คุยกันก๊อนนน
    #9,820
    0
  17. #9808 Ohsehun9494 (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 3 มิถุนายน 2562 / 12:31

    บอกผิดคนแล้วองค์ชายสามมม หุ้ววว เข้าใจผิดกันไปมา อ่านไปก็อึดอัดตามไปด้วยเลย แงแออ

    #9,808
    0
  18. #9770 toysmile (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 10 เมษายน 2562 / 20:44
    ปวดใจมาก เราร้องไห้อีกแล้ว;-;
    #9,770
    0
  19. #9742 om_kanokrat (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 15 มีนาคม 2562 / 12:52
    บอกเค้าสิบอกเมียงโฮลทำไม
    #9,742
    0
  20. #9741 om_kanokrat (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 15 มีนาคม 2562 / 12:51
    บอกเค้าสิบอกเมียงโฮลทำไมมม
    #9,741
    0
  21. #9688 คุณยิปปี้ (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 27 ธันวาคม 2561 / 21:42
    โคตรจะเจ็บปวด
    #9,688
    0
  22. #9678 mumuninnin (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 20 ธันวาคม 2561 / 23:49
    ปวดใจ ซักทีนะ
    #9,678
    0
  23. #9659 Zinzuko Nanthi (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 11 พฤศจิกายน 2561 / 01:53
    ปวดตับมากตอนนี้ กุมขมับแทนจงอิน ถ้าเป็นจงอินนี่จะไม่อยู่แล้วววววว บินไปกับชินกูแล้ววววว ปล่อยพระนางเค้าตีกันต่อไป ไม่ยอมฟังกันเลย แง
    #9,659
    0
  24. #9647 bemysunshine (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 10 พฤศจิกายน 2561 / 15:47
    โอ๊ยยย มันเจ็บปวดไปกันใหญ่แล้วทั้งคู่เลย! พอมีปัญหากันมันก็สาดเข้ามาแบบนี้เลยเหรอ ㅠㅡㅠ ไม่รู้จะทำยังไงต่อไปดีแล้ว แค่อยากให้คุยกันปรับความเข้าใจกันไวไว สงสารทั้งตาพี่ทั้งยัยน้องเลย ไม่ได้อยากว่าเมียงโฮลเลยเพราะเขาก็ทำไปด้วยความจงรักภักดี ถึงเมียจะอยู่ตรงหน้าอ่ะนะ = = เฮ้อ อึดอัดจังเลย อยากจะร้องไห้
    #9,647
    0
  25. #9587 kunikuni (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 8 ตุลาคม 2561 / 02:01
    แทบร้อง
    #9,587
    0