สะใภ้บรรณาการ (Chanbaek) -END-

ตอนที่ 16 : 15 - ตามหา

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 21,720
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 736 ครั้ง
    24 พ.ย. 59



-15-

ตามหา






 

 

 

            “ชินกู~

 

            องค์ชายสามผิวพระโอษฐ์เรียกสหายรักต่างสายพันธุ์ให้เข้ามาหา รัตติกาลนี้ไร้แสงระยิบจากดวงดาว จันทราเต็มดวงจึงทำหน้าที่ขับแสงสีทองบนนภากว้างใหญ่แต่เพียงหนึ่งเดียว

 

          ลมหนาวโชยมาพร้อมสัตว์ปีกนักล่าเจ้าเวหา  ปีกสีเดียวกับเมฆยามรัตติกาลสยายออกกว้าง กระพือบินโฉบผ่านเงาจันทราไปมาคล้ายกับกำลังเต้นระบำ ปากแข็งแหลมคมส่งเสียงร้องก้องสะท้อนทั่วทั้งบริเวณเสมือนตอบรับผู้เป็นเจ้าของ ก่อนจะโบยบินลงมาเกาะแขนซ้ายของผู้มีบุญบารมีอย่างแสนรู้ ขัดต่อลักษณะที่น่าหวั่นเกรงสำหรับผู้พบเห็นที่ไม่คุ้นเคย

 

            “ไง...ตั้งแต่ข้าแต่งงานไปเจ้าก็ไม่ยอมโผล่ออกมาให้พบเลยนะ”

 

ดวงตาดุร้ายที่เป็นเสมือนอาวุธประจำตัวต้องแสงเงาวับจากแหวนหยกเรียบๆบนนิ้วนางข้างซ้ายขององค์ชายสาม เท้าเล็กแต่แหลมคมขยับเข้าไปใกล้พลางจิกปากลงบนวัตถุที่ไม่คุ้นเบาๆ องค์ชายสามทอดพระเนตรแล้วได้แต่อมยิ้ม

 

            “หากมีโอกาส ข้าจะพาเค้ามาแนะนำให้เจ้ารู้จัก” เหยี่ยวตัวนั้นผงกคอรับคำตรัสขององค์ชายตนแล้วขยับขึ้นมาเกาะแขนแกร่งดังเดิม

 

            ชินกูแปลว่าสหายองค์ชายสามได้มันมาเมื่อครั้นออกไปล่ากวางป่ากับเหล่าทหารเมื่อห้าปีที่แล้ว ทั้งที่เป็นเหยี่ยวนักล่าทว่าตอนนั้นมันกลับบาดเจ็บปางตาย องค์ชายสามรับมันมาดูแลจนหายดี อีกทั้งยังช่วยสอนสั่งจนมันเชื่องและไม่ยอมไปไหนให้อาหาร ให้การดูแล ให้อิสระ ไม่ยึดติดมันไว้ด้วยกรงขัง หากทว่าใช้ความรักความผูกพันหล่อเลี้ยงไว้ ทุกวันนี้ถึงยังคงอยู่ด้วยกัน

 

            และเป็นโชคดีที่มันไม่แสนพยศ  

 

            คอยเป็นสหายที่ช่วยรับฟังเรื่องราวทุกข์สุข

 

            ที่บางครั้งทรงบอกใครไม่ได้

 

 

            “ชาร้อนมาแล้วพ่ะย่ะค่ะ” จงอินเดินนำนางกำนัลสองคนเข้ามากลางศาลาที่ประทับ ชาร้อนและขนมหวานที่องค์ชายสามรับสั่งหาถูกวางถวายอย่างเรียบร้อยบนโต๊ะชุดตรงกลาง

 

            “ขอบใจ พวกเจ้ากลับไปพักเถิดไม่ต้องอยู่ดูแลข้า” นางกำนัลหันไปมองท่านองครักษ์หนุ่มอย่างขอความเห็น เมื่อจงอินพยักหน้าทั้งคู่จึงรีบค้อมศีรษะถวายความเคารพองค์ชายตนแล้วรวบชายกระโปรงฟูฟ่องก้าวออกจากศาลาริมน้ำไปทันที

 

            “เจ้าก็ด้วยจงอิน”

 

            “พระองค์ยังไม่เข้าที่บรรทม นั่นหมายถึงยังไม่หมดหน้าที่ของข้า”

 

            “เช่นนั้นถ้าข้าอยู่ตรงนี้ทั้งคืนก็อย่ามาโทษแล้วกันว่าข้าทำให้เจ้าไม่ได้นอน” องค์ชายสามส่ายพระพักตร์ ขยับพระวรกายเข้าไปนั่งลงบนเก้าอี้หินอ่อน จิบชาร้อนพลางหันไปเล่นกับเหยี่ยวที่ตอนนี้ขยับขึ้นไปเกาะอยู่เหนือไหล่แล้ว

 

            “ข้าขอประทานอนุญาตถามอะไรได้หรือไม่”

 

            “หากเป็นเรื่ององค์ชายเปี้ยนข้าคงไม่มีอันใดจะตอบเจ้า”

 

            “แต่ถ้าเป็นเรื่องของพระองค์เองคงตอบข้าได้ใช่ไหม”

 

            “ขึ้นอยู่กับว่าคำถามของเจ้าน่าตอบพอไหม”

 

            “อย่ากวนสิพ่ะย่ะค่ะ ข้าถามก็เพราะว่าห่วงหรอก” องค์ชายสามหัวเราะให้จงอินเบาๆ  “เมื่อตอนบ่ายทหารเล่าให้ข้าฟังว่าพระองค์มีปากเสียงกับพระชายาอีกแล้ว”

 

            “นั่นมันเรื่องปกติไม่ใช่หรือ”

 

            “แต่หนนี้พระองค์จริงจัง”

 

            “

 

            “เรื่องร้ายแรงหรือพ่ะย่ะค่ะ”

 

            “เล็กเท่าฝุ่นผงเสียจนน่าขันสิไม่ว่า” องค์ชายหนุ่มแค่นหัวเราะอย่างฝืดๆ “เจ้าเคยน้อยใจให้กับเรื่องไม่เป็นเรื่องไหมจงอิน”

 

            “อย่างเช่นเรื่องที่ท่านพ่อมักชมแทมินแต่กลับตำหนิข้าอยู่บ่อยๆ หรือการที่นางโลมมักชมใต้เท้าหนุ่มรูปงามให้ข้าฟังขณะที่กำลังจะทำรักกัน หรือไม่ก็ตอนที่ข้าไปที่นั่นคนเดียวแต่พวกนางกลับเอาแต่ถามถึงพระองค์ไม่ว่างเว้นอย่างนั้นใช่ไหม”

 

            “เจ้าน้อยใจกับเรื่องพวกนี้หรือ”

 

            “บ่อยไปพ่ะย่ะค่ะ” องค์ชายสามหลุดหัวเราะเสียงดังอย่างไม่ปิดบัง ไม่บ่อยที่ตนและองครักษ์คนสนิทจะเปิดอกคุยกันกับเรื่องเช่นนี้เพราะที่ผ่านมาแทบไม่ถือสาหาความต่อเรื่องไม่เป็นเรื่อง ไม่โปรดการหยิบยกเอาปัญหาน่าปวดหัวมาบั่นทอนตัวเอง วันๆทำแต่เรื่องที่คิดว่าสนุก จนมาพบองค์ชายป๋ายเซียนถึงได้รู้ว่าแท้จริงตนเป็นผู้คิดมากกว่าที่เข้าใจมาโดยตลอด

 

            “แล้วองค์ชายล่ะ น้อยพระทัยกับเรื่องอันใด” เมื่อเห็นว่าสุรเสียงตลกขบขันนั้นเบาลงจนกลายเป็นความเงียบ จงอินก็ไม่รอช้าที่จะถามขึ้นเพื่อคลายข้อสงสัยให้กับตนเอง “นางกำนัลบอกว่าวันนี้เครื่องเสวยไม่พร่องลงเลย ทั้งองค์ชายและพระชายาแทบไม่เสวยสิ่งใด เพิ่งเข้าหอกันไม่เท่าไหร่แต่กลายเป็นเช่นนี้หากพระมเหสีหรือฝ่าบาททราบเข้าจะไม่ดีนะพ่ะย่ะค่ะ”

 

            “ข้าเพิ่งรู้ว่าการถูกพระชายาตนรังเกียจมันแย่กว่าที่คิด”

 

            “รังเกียจหรือพ่ะย่ะค่ะ?

 

            “ป๋ายเซียนเกลียดข้า”

 

            “คนเกลียดกันที่ไหนเค้าพระพักตร์แดงเรื่อเมื่ออยู่ด้วยกันพ่ะย่ะค่ะ เมื่อมีปัญหา หากไม่สนใจกันจริงๆต้องกินไม่ได้นอนไม่หลับด้วยหรือ”

 

            “ก็มีแต่ข้าฝ่ายเดียวที่นอนไม่หลับ”

 

            “รู้ตัวหรือไม่ว่าพระองค์ไม่เคยเป็นเช่นนี้”

 

            “อืม” ไม่คิดมาก ไม่เคยน้อยใจต่อเรื่องไม่เป็นเรื่อง ไม่เคยต้องมานั่งกลัดกลุ้มจนนอนไม่หลับเพียงเพราะคิดว่าคนผู้นั้นจะมองตนเช่นไรไม่เคยเป็นมาก่อนเลยจริงๆ 

 

            “แล้วรู้หรือไม่ว่าเป็นเช่นนี้เพราะเหตุใด”

 

            “

 

            “รู้แล้วใช่ไหมพ่ะย่ะค่ะ”

 

           

 

            “การที่เราไม่เป็นตัวของตัวเองเพราะใครสักคนนั่นหมายถึงเขาผู้นั้นมีอิทธิพลต่อจิตใจเราสิ่งที่องค์ชายกำลังเป็น คิดเหมือนกับข้าไหมว่ามันอาจเป็นความรัก” องค์ชายสามหลุบสายพระเนตรลงต่ำ ไม่ยอมตรัสหรือโต้ตอบใดๆ

 

            “ทรงรักพระชายาแล้วใช่ไหมพ่ะย่ะค่ะ”

 

 



 

 

 

            องค์ชายป๋ายเซียนนอนพลิกพระวรกายไปมาอย่างไม่รู้จักจบสิ้น ลุกขึ้นมานั่งชะเง้อหาหลายต่อหลายครั้งก็แล้วนอนรอก็แล้วองค์ชายสามผู้เป็นพระสวามีก็ยังไม่ยอมเสด็จกลับเข้าห้องบรรทมเสียที

 

            “หายไปไหนนะ

 

อยากให้ตนเองข่มตานอนให้หลับๆไปเสียจะได้จบเรื่องราวในวันนี้ ไม่ต้องคิด ไม่ต้องฟุ้งซ่านให้เหนื่อยทว่าพยายามเท่าไหร่มันก็ไม่เป็นผลสำเร็จ ในอกคอยพะวักพะวงหาแต่องค์ชายอีกพระองค์อย่างหน้าไม่อาย ยิ่งคำพูดตัดพ้อเมื่อตอนกลางวันดังเข้ามารบกวนสมองอยู่ซ้ำๆไม่ยอมหลุดออกไป ป๋ายเซียนตัวน้อยยิ่งรู้สึกสับสนมั่นใจว่าไม่ได้กระทำสิ่งใดผิด แต่พอนึกถึงดวงเนตรคมคู่นั้นทีไรหฤทัยพลันวูบโหวงตามเสียให้ได้ทุกที

 

            ช่างร้ายกาจ

 

            นอกจากจะเจ้าเล่ห์เพทุบายแล้ว องค์ชายผู้นั้นยังมีกลที่ทำให้ผู้อื่นรู้สึกผิดได้ ไม่ว่าจะกระทำผิดเอาไว้จริงหรือไม่

 

ป๋ายเซียนยิ่งเป็นประเภทขี้ใจอ่อน ไม่มีนิสัยชอบสร้างความกังวลหรือสร้างเรื่องให้ใครต้องทุกข์ใจ เพราะแบบนี้พอมีคนบางคนคิดไปเอง ปรักปรำว่าตนเกลียดทั้งที่ความจริงไม่ใช่จึงพลอยไม่สบายใจไปด้วย

 

แต่จะให้เดินเข้าไปบอกความรู้สึกที่แท้จริงก็ทำไม่ได้อีก ยอมรับว่าปากหนักและศักดิ์ศรีมันค้ำคอเกินกว่าจะเป็นผู้เสียสละ ยอมลดทิฐิเข้าไปง้อก่อนเป็นหนที่สองได้เพราะความคิดและความรู้สึกไม่ยอมลงรอยกัน ป๋ายเซียนถึงหงุดหงิดงุ่นง่านให้กับตัวเอง หลับไม่ลง แล้วก็ไม่รู้ด้วยว่าจะต้องทำอย่างไรต่อไป

 

 

ครืด

 


เสียงเลื่อนเปิดประตูทำองค์ชายน้อยสะดุ้ง รีบเบียดพระวรกายเข้าหาผนังพลางแสร้งหลับตานอนให้นิ่งเสมือนว่าหลับไปแล้วเสียงฝีเท้าของผู้เข้ามาดังไม่มากแต่ทว่าชัดเจนเพราะห้องทั้งห้องเงียบสงัด องค์ชายป๋ายเซียนนอนหลับตาฟังเสียงฝีเท้าเนิบนาบนั้นขยับไปยังมุมต่างๆภายในห้อง บ้างก็ฟังเหมือนไกล บ้างก็รู้สึกเหมือนใกล้ องค์ชายสามน่าจะกำลังกระทำสิ่งใดอยู่ ซึ่งฟังจากเสียงสวบสาบกับเสียงเปิดตู้ ป๋ายเซียนคิดว่าอีกคนกำลังเปลี่ยนฉลองพระองค์

 

หากไม่ได้แสงไฟจากเชิงเทียนด้านนอกช่วยส่องเข้ามา ภายในห้องบรรทมคงจัดได้ว่ามืดสนิทองค์ชายป๋ายเซียนแอบเปิดเปลือกตา ชำเลืองมองอีกพระองค์โดยอาศัยเงาสะท้อนบนฝาผนังข้างๆ แต่ก็ทำได้เพียงครู่เดียวเท่านั้นเพราะเจ้าของเงามืดสูงใหญ่เคลื่อนพระวรกายเข้ามาใกล้เสียก่อน

 

รู้สึกได้ว่าตัวเองกำลังถูกจ้อง

 

มันเนิ่นนานจนแทบทนไม่ไหว

 

เสียงถอนหายใจเบาๆของอีกฝ่ายป๋ายเซียนได้ยินชัด นิ้วเย็นเฉียบที่เกลี่ยลงมาบนแก้มเขาเพียงบางเบานั่นก็เช่นกันองค์ชายสามทำอย่างนั้นอยู่สักพัก ก่อนจะสอดตัวเข้ามาใต้ผ้านวมผืนเดียวกัน กระชับห่มให้องค์ชายป๋ายเซียนจนถึงระดับคอ ส่วนตัวเองพลิกพระวรกายนอนหันหลังให้กับพระชายาอย่างเว้นระยะห่าง อาจไม่มากเพราะพื้นที่มีจำกัด แต่นั่นก็บ่งบอกได้แล้วว่าพระองค์ทรงรักษาสัญญา ไม่ล่วงเกินหรือฉกฉวยโอกาสจากองค์ชายป๋ายเซียนอย่างที่เคยลั่นวาจาไว้ 

 

ข้าไม่ได้รังเกียจท่านเสียหน่อยคนบ้า...’

 

องค์ชายน้อยต่อว่าในใจ รอจนกระทั่งมั่นใจว่าอีกฝ่ายหลับไปแล้วจริงๆจึงค่อยๆลืมตาขึ้นมา ตะแคงพระวรกายเข้าหา ทอดพระเนตรแผ่นหลังกว้างผ่านความมืดเงียบๆ

 

ใกล้แต่กลับแตะต้องไม่ได้

 

ใกล้แต่ไม่กล้าพอที่จะเอื้อมมือไปหา

 

เพิ่งเข้าใจคำว่าใกล้แต่เหมือนไกลก็วันนี้นิ้วเรียวเอาแต่จิ้มแผ่นหลังแข็งแกร่งเบาบางเสียจนไม่รู้สึก จิ้มเล่นราวกับว่าอยากสะกิดเรียกให้อีกพระองค์หันมาหา...หันมาพูดกันให้เข้าใจ...หันมาฟังว่าป๋ายเซียนไม่ได้เกลียด ไม่ได้รังเกียจ ไม่ได้แม้แต่อยากให้หมางเมินต่อกันเช่นนี้

 

 

!!!

 

 

องค์ชายน้อยใจหายใจคว่ำเมื่อจู่ๆพระวรกายใหญ่พลิกกลับมาหา แต่พอเห็นว่าดวงเนตรคมยังคงปิดสนิทดีจึงเริ่มกลับมาหายใจหายคอได้ทั่วท้องอีกครั้ง

 

ริมฝีปากเล็กแย้มยิ้มจางๆห้องอาจจะมืดไปสักหน่อย แต่ระยะห่างของใบหน้าที่อยู่ใกล้กันและสายตาที่เริ่มชินความมืดทำให้พอมองเห็นพระพักตร์ของคนหลับสนิทได้ค่อนข้างชัด องค์ชายสามเป็นผู้มีพระสิริโฉมงดงาม คิ้วเข้มนั้นแม้ขมวดเข้าหากันอย่างดุดันแต่ก็ยังดูดีจนน่าหมั่นไส้..และมันน่าอายที่ต้องยอมรับว่าอีกคนสามารถทำให้ป๋ายเซียนใจเต้นแรงได้แม้ในยามหลับ ส่วนเสียงลมหายใจสม่ำเสมอนั้นป๋ายเซียนต้องบ้าไปแล้วแน่ๆที่รู้สึกว่ามันน่าฟังและคงจะช่วยกล่อมให้ตัวเองหลับสบายไปด้วยอีกคน

 

ไม่คุ้นที่มีอีกฝ่ายอยู่ข้างๆ

 

แต่ก็รู้สึกดีที่มองไปแล้วพบว่ายังอยู่ตรงนี้อยู่ด้วยกันไม่หายไปไหนอยู่อย่างที่เคยได้ให้สัญญากันเอาไว้ว่าไม่ว่าจะรู้สึกต่อกันเช่นไรพระองค์จะไม่ทิ้งป๋ายเซียน

 

 

ราตรีสวัสดิ์ องค์ชายสามผู้เอาแต่พระทัย

 

 


 

 


 

วันต่อมา

 

 

 พระตำหนักทิศใต้ขึ้นชื่อว่าเป็นพระตำหนักที่เงียบสงบที่สุด แม้ที่ตั้งไม่ได้ห่างไกลจากตำหนักอื่นดังเช่นพระตำหนักฤดูร้อน ทว่าด้วยอุปนิสัยของผู้อยู่อาศัยที่เรียบร้อย รักความสงบ และค่อนข้างมีระเบียบแบบแผนจึงทำให้พระตำหนักนี้ถูกกล่าวขานว่าอย่างนั้น

 

พระสนมองค์ที่สาม ชเวซูพิน พระมารดาขององค์ชายห้าผู้มีกิริยาเรียบร้อยอ่อนหวาน สุรเสียงไพเราะมักตรัสเพียงเบาๆ ไม่ว่าจะก้าวย่างหรือเสด็จไปทางไหนผู้คนต่างรู้สึกเกรงใจและสำนึกกันได้เองว่าไม่ควรกระทำการไร้มารยาทต่อหน้าพระสนมผู้มีน้ำพระทัยงดงามดุจดั่งนางสวรรค์ ขณะที่องค์ชายหมอผู้เป็นพระราชโอรสก็ต้องใช้สมาธิต่อการทำงานทุกๆวัน ความสงบเรียบร้อยจึงเป็นเรื่องปกติของคนตำหนักนี้

 

กลิ่นยาสมุนไพรที่ลอยตลบอบอวลแข่งกับกลิ่นอาหารก็เช่นกันถือได้ว่าเป็นกลิ่นประจำตำหนักที่ผู้อยู่อาศัยคุ้นเคยเป็นอย่างดีโอรสขลุกอยู่แต่ในห้องปรุงยาฉันใด พระมารดาก็ขลุกอยู่แต่ในห้องเครื่องส่วนพระองค์ฉันนั้นไม่ก้าวก่ายกิจกรรมซึ่งกันและกัน โดยเฉพาะห้องปรุงยาที่ไม่ใช่ผู้ใดจะสามารถเข้าไปได้ง่ายๆ แม้แต่พระสนมชเว..จะเสด็จเข้าไปรบกวนเวลาของพระราชโอรสตนก็ต่อเมื่อทรงมีกิจธุระเท่านั้น อย่างเช่นตอนนี้

 

ไม่รู้ว่าองค์ชายสามหายจากอาการหวัดแล้วหรือยังแม่เลยทำซุปบำรุงให้ มีขนมหวานขององค์ชายเปี้ยนด้วย ลูกวางมือจากตรงนี้แล้วไปตำหนักฤดูร้อนสักเดี๋ยวได้ไหมเซฮุน

 

นั่นแหละเรื่องขององค์ชายสามมักเป็นกิจธุระอย่างหนึ่งที่ทำให้พระมารดาต้องเสด็จมารบกวนองค์ชายห้าอยู่บ่อยๆ เซฮุนเคยบอกหลายครั้งหลายคราแล้วว่าคนดื้อรั้นดวงแข็งเช่นนั้นไม่เป็นอันใดไปง่ายๆ หรือหากทรงเป็นห่วงจริงๆก็เพียงเอ่ยปากใช้ข้าหลวงในตำหนักคนไหนก็ได้ที่ไม่ใช่เขา แต่พระมารดาก็ยังยืนกรานจะให้เซฮุนไปเองอยู่ดี อนึ่งเพราะอยากให้พระราชโอรสออกไปเปิดหูเปิดตา ห่างจากห้องปรุงยาบ้างจึงเอาเรื่องนี้มาอ้าง

 

มากกว่านั้นคงเป็นเรื่องของความรักความเอ็นดูที่พระองค์มีให้องค์ชายชานยอลมาแต่ไหนแต่ไร ทุกครั้งที่ถูกไหว้วานองค์ชายห้าจึงปฏิเสธสุรเสียงไพเราะนั้นไม่ลง จำต้องวางมือจากภาระงานทุกอย่างแล้วนำนางกำนัลผู้ติดตามไปยังตำหนักฤดูร้อนตามพระประสงค์

 

“ใครให้มารึ”

 

โดยไม่ลืมที่จะชวนบัณฑิตคนสนิทออกไปเปิดหูเปิดตาด้วยกัน

 

“พ่ะย่ะค่ะ?

 

“สร้อยข้อมือของเจ้านั่นไง เห็นเอาแต่จ้องตั้งแต่เมื่อวาน คนสำคัญให้มาหรือ” บัณฑิตตัวเล็กมีท่าทีเก้ๆกังๆหลังจากได้ฟังคำถามขององค์ชายห้า แก้มกลมขึ้นสีแดงจางๆจนผู้สังเกตลอบหัวเราะเบาๆอย่างตลกขบขัน 

 

“ปีนี้เจ้าอายุเท่าไหร่แล้วคยองซู”

 

ย่างยี่สิบแล้วพ่ะย่ะค่ะ”

 

“อ่า..ไม่น้อยทีเดียว จะมีความรักก็ไม่แปลก”

 

“ไม่ใช่อย่างนั้นสักหน่อยพ่ะย่ะค่ะ ข้าไม่ได้มีความรัก”

 

“ข้าอาบน้ำร้อนมาก่อนเจ้านะ แค่นี้ทำไมจะดูไม่ออก”

 

“องค์ชาย” บัณฑิตตัวเล็กครางเสียงแผ่ว องค์ชายห้าเอื้อมพระหัตถ์ไปตบไหล่แคบของเขาเบาๆแล้วตรัสด้วยอย่างเป็นกันเอง

 

“ความรักเป็นสิ่งสวยงาม หากมันทำให้เจ้าเป็นสุขก็จงรักษาเอาไว้ให้ดีเถิด แต่เมื่อไหร่ที่มันทำให้เจ้าทุกข์ก็คิดเสียว่าเป็นประสบการณ์ที่จะทำให้เจ้าได้เรียนรู้อีกด้านหนึ่งของชีวิตก็แล้วกัน” องค์ชายห้าเอื้อนเอ่ยอย่างเหม่อลอย ดวงเนตรพลันหมองลงจนบัณฑิตคนเก่งของราชสำนักขมวดคิ้วมองอย่างสงสัย

 

“อ่าฮ่ะๆๆ” องค์ชายห้าหัวเราะแก้เก้อหลังจากเพิ่งมารู้สึกตัวว่าได้เผลอพร่ำเพ้อเรื่องไร้สาระออกไป “ข้าคงทำงานหนักเกินไปจึงเพ้อเจ้อไปเรื่อยเปื่อย เอาเป็นว่าแน่ใจเมื่อไหร่อย่าลืมพาคนรักของเจ้ามาแนะนำให้ข้าได้รู้จักบ้างล่ะ” แย้มสรวลจนดวงเนตรแทบปิด ก่อนพยักพเยิดให้ผู้ติดตามมองไปข้างหน้า

 

“ถึงแล้วล่ะ ตำหนักฤดูร้อน”

 

 

 

ทหารยามหน้าตำหนักป่าวประกาศถึงการเสด็จมาขององค์ชายห้า ไม่นานองครักษ์คู่แฝดก็โผล่ออกมาต้อนรับเสด็จพร้อมกับทหารที่องค์ชายเซฮุนพอจะจำได้ว่าเป็นองรักษ์ขององค์ชายเปี้ยน

 

ไม่ได้มาเสียนาน แต่ตำหนักฤดูร้อนยังคงสวยงาม ดอกไม้ประดับยังคงเบ่งบาน เจริญหูเจริญตาด้วยสิ่งตกแต่งและนางกำนัลหน้าตาสะสวย องค์ชายเซฮุนเคยคิดเล่นๆว่าองค์ชายผู้เป็นเจ้าของตำหนักคัดสรรมาเองหรืออย่างไรถึงได้มีแต่สาวงามมาถวายการรับใช้ตั้งมากมายเช่นนี้ เหล่าข้าหลวงที่องค์ชายเปี้ยนทรงนำติดตามมาถวายการดูแลด้วยก็ไม่น้อยหน้ากัน

 

เสียงนกเสียงกระดิ่งประสานรวมกัน ช่างเป็นตำหนักที่ดูมีชีวิตชีวา บรรยากาศปลอดโปร่งแตกต่างจากตำหนักทิศใต้ของเขาเสียเหลือเกิน

 

“ถวายบังคมองค์ชายห้า”

 

องค์ชายห้าค้อมศีรษะรับคำต้อนรับจากพระชายาพระองค์ใหม่ องค์ชายป๋ายเซียนเป็นบุรุษที่ไม่ว่าเจอกันกี่คราก็ยังสะกดสายตากันได้เสมอ พระพักตร์ดูอ่อนเยาว์ หวานไม่เท่าลู่หานแต่ก็น่าทะนุถนอมอย่างที่บุรุษน้อยคนจะทำได้ 

 

“ข้ามารบกวนเวลาท่านไหม”

 

และเซฮุนคงไม่แปลกใจหากว่าวันหนึ่งชานยอลจะเผลอหลงรักองค์ชายน้อยผู้นี้อย่างหัวปักหัวปำ เพราะไม่ใช่แค่เพียงหน้าตา แต่ด้วยนิสัยและอะไรหลายๆอย่างทำให้เซฮุนรู้สึกว่าอาจจะเป็นคนนี้คนที่จะจัดการบุรุษเจ้าชู้ ล่องลอยไปวันๆอย่างสหายของเขาได้อยู่หมัดนั้นต้องเป็นคนแบบนี้คนที่ดูอ่อนโยนน่าถนอมแต่ทว่าไม่ใช่ผู้ที่อ่อนแอ

 

ซึ่งสายตาของชานยอลมักฟ้องอยู่บ่อยๆว่าสิ่งที่เขาคิดต้องไม่ผิด

 

“ไม่รบกวนพ่ะย่ะค่ะ ข้ากำลังเบื่ออยู่พอดี ท่านจะเข้าไปนั่งด้านในก่อนไหม” องค์ชายเซฮุนสอดสายพระเนตรมองเข้าไปในห้องหอขององค์ชายตัวเล็กและสหายตนผ่านประตูที่ถูกเปิดทิ้งไว้

 

“องค์ชายหัวรั้นมันไม่อยู่หรือ ถึงไม่ยักกะโผล่ออกมาให้ข้าพบหน้า”

 

“ข้าก็ไม่ทราบเหมือนกัน”

 

 

“วันนี้ทั้งวันยังไม่มีผู้ใดพบพระพักตร์ ข้าเองก็ไม่เห็นมาตั้งแต่ตื่นนอนแล้ว” องค์ชายเซฮุนขมวดคิ้ว มองสีพระพักตร์หมองๆขององค์ชายน้อยแล้วปั้นหน้ายากขึ้นมาทันที หันไปสบตากับองครักษ์คู่แฝดยิ่งขมวดคิ้วหนักกว่าเก่า พวกมันทำหน้าเหมือนไม่รู้ แต่นัยน์ตามีความหนักใจยังไงพิกลซึ่งองค์ชายเซฮุนคิดว่าตนพอจะเดาอะไรได้บ้างแล้วล่ะ

 

“เสด็จแม่ของข้าเคี่ยวซุปและทำขนมฝากข้ามาให้พวกท่าน”

 

“ขอบพระทัยองค์ชายห้าและพระสนม” องค์ชายป๋ายเซียนพยักพเยิดให้จางอี้ชิงช่วยรับของฝากจากคนของตำหนักทิศใต้แล้วนำมันออกไปเก็บ ก่อนจะหันกลับมาแย้มยิ้มอย่างเป็นมิตรให้กับองค์ชายห้า “เชิญเสด็จเข้าไปนั่งคุยกันด้านในก่อนดีไหม ข้าจะได้ให้คนนำชาจากแผ่นดินเปี้ยนมาชงถวาย”

 

“ด้วยความยินดี อีกเดี๋ยวข้าจะตามเข้าไป”

 

“อีกเดี๋ยว?

 

“ข้าขอตัวไปทักทายนกน้อยในกรงทองที่ชานยอลเลี้ยงไว้ด้านหลังตำหนักก่อน ไม่ทราบว่าพระชายาจะทรงประทานอนุญาตได้หรือไม่”

 

“นกน้อยงั้นหรือ..” พระพักตร์น่ารักดูฉงน ได้ยินเสียงนกทุกวัน รู้มาว่าตำหนักนี้เลี้ยงไว้มากแต่ยังไม่มีโอกาสเดินไปดูให้เห็นกับตาตัวเองสักครั้งจึงไม่รู้ว่าอยู่ตรงไหน “ถ้าเช่นนั้นข้าขอตาม---

 

“ข้าจะให้คยองซูเข้าไปนั่งคุยเล่นเป็นเพื่อนท่านก่อน” องค์ชายเซฮุนรีบพูดตัดบท แย้มยิ้มอารมณ์ดีเป็นปกติแต่องค์ชายป๋ายเซียนกลับรู้สึกถึงการมัดมือชกอยู่กลายๆ “คงไปไม่นาน กำลังกระหายเช่นนี้ต้องรีบกลับมาชิมชาเลิศรสจากแผ่นดินเปี้ยนเป็นแน่ รบกวนท่านให้คนชงรอข้าไว้หน่อยก็แล้วกันนะ ฮ่ะๆ”

 

 


 



 

“องค์ชายตัวดีของพวกเจ้าหายไปไหน!

 

ทันทีที่หลบมุมออกมาได้ องค์ชายห้าไม่รอช้าที่จะถามเอาเรื่องจากองครักษ์คู่แฝดเสียงเครียด ทั้งแทมินทั้งจงอินต่างมองหน้ากันอย่างหนักใจ นวดขมับพลางสั่นศีรษะเป็นคำตอบให้กับองค์ชายห้าอย่างพร้อมเพรียง

 

“ไม่รู้งั้นหรือ”

 

“พวกเราตามหาจนทั่วตำหนัก ในเขตวังหลวงที่คิดว่าน่าจะทรงอยู่ที่นั่นก็ไปกันมาหมดแล้วแต่ก็ไม่พบ” แทมินชี้แจง

 

“เหลือเพียงที่เดียวที่ยังไม่ได้ไปตาม” จงอินเกริ่น ทั้งสามหันมาสบตากันอย่างรู้เท่าทันก่อนจะพูดออกมาพร้อมกันอย่างละเหี่ยใจ


 

นอกวัง

 


“เฮ้อ” 


สังหรณ์ใจอะไรไว้ไม่มีผิดเพี้ยน ถึงว่าสิ..องค์ชายเปี้ยนมีสีพระพักตร์ไม่สดชื่นดั่งเช่นวันก่อนๆที่เคยพบกันองค์ชายเซฮุนเป็นอีกคนที่ต้องกุมขมับ ชานยอลเคยเอาแต่ใจอย่างไร ตอนนี้ยังคงเป็นไปอย่างนั้น การเป็นฝั่งเป็นฝาไม่ได้ช่วยอะไรเลยหรือยังไง

 

“คนทั้งคนปล่อยให้คลาดสายตาไปได้อย่างไร”

 

“ที่พูดถึงนั่นองค์ชายสามนะพ่ะย่ะค่ะ”

 

“เออ”

 

“ถ้าจับได้ไล่ทันง่ายๆคงไม่มีใครต้องมาปวดหัวด้วยเช่นนี้หรอก”

 

“อยู่รับใช้กันมาตั้งนานไม่มีประโยชน์อันใดเลยหรือ”

 

“ถ้าผู้ที่คลุกคลีกันมาก่อนอย่างพระองค์ยังทำอะไรไม่ได้ พวกข้าก็ไม่ต่างอันใด”

 

“พอ!” แทมินรีบเข้าไปแทรกตรงกลางระหว่างแฝดผู้พี่และองค์ชายห้าที่เริ่มโยนความผิดให้กันและกัน “แทนที่เราจะมายืนถกเถียงกัน เอาเวลาไปคิดแก้ไขปัญหาไม่ดีกว่าหรือ”

 

“องค์ชายของพวกเจ้ามันไม่เคยรู้จักเข็ดเลยจริงๆ” องค์ชายเซฮุนถอนหายใจ ขยับพระวรกายออกมายืนกอดอกอย่างเริ่มจะหัวเสีย “เพิ่งเข้าหอได้ไม่กี่คืนหนีออกไปนอกวังอีกแล้ว หากฝ่าบาทรู้เข้าได้หัวขาดกันทั้งนายทั้งบ่าวแน่คราวนี้”

 

“อย่าเพิ่งพูดเป็นลางไม่ดีสิพ่ะย่ะค่ะ!

 

“ข้าเริ่มมองไม่เห็นเงาหัวของเจ้าแล้วจงอิน” แค่นหัวเราะเยาะใส่พลางส่ายพระพักตร์อย่างเหนื่อยหน่าย “แล้วมีเรื่องอันใดกันอีก หรือว่าเรื่องเมื่อคืนก่อนที่เมามายจนองค์ชายเปี้ยนทนไม่ไหว เจ้าคนหัวรั้นมันถึงหายไป”

 

“ก็คงจะเริ่มจากเรื่องนั้น บรรยากาศไม่ดีมาสักพักแล้วเมื่อวานก็มีปากเสียงกัน แถมกลางดึกองค์ชายยังตัดพ้อน้อยพระทัยเรื่องพระชายาให้ข้าฟังอีก พอถามอันใดไปก็ไม่ยอมตอบ”

 

“ชานยอลน่ะรึน้อยใจ?” องค์ชายเซฮุนทำสีพระพักตร์เหมือนเพิ่งได้ยินคนพูดว่ามีสัตว์ออกลูกเป็นคนอย่างไรอย่างนั้น ผู้ที่ไม่เคยใส่ใจผู้ใด มีนิสัยช่างก่อกวน ชอบสร้างเรื่องน่าหงุดหงิดให้ผู้อื่นเช่นนั้นคิดน้อยใจใครเป็นด้วยหรือ ก็เพิ่งรู้

 

“ท่าทางจะเป็นเอามาก”

 

“ก็ไม่คิดว่าน้อย” จงอิน

 

“อารมณ์พักนี้แปรปรวนหนักยิ่งกว่าอากาศวันเปลี่ยนฤดูเสียอีก” แทมิน

 

“ทำอย่างไรกันดีพ่ะย่ะค่ะ” จงอินทำสีหน้าวิตกกังวล รู้สึกเสียวสันหลังและเป็นห่วงเงาหัวตัวเองขึ้นมาจริงๆ แน่สิ..เขายังจำสีพระพักตร์และสุรเสียงเกรี้ยวกราดตอนที่ฝ่าบาทเสด็จมาต่อว่าองค์ชายสามถึงตำหนักได้ขึ้นใจ แน่นอนว่าไม่อยากประสบสถานการณ์ชวนขนลุกขนพองเช่นนั้นอีกแล้ว “ข้าจะออกไปตามองค์ชายกลับมา”

 

“จะดีมากหากว่าเจ้าพากลับมาได้ภายในคืนนี้ เพราะยิ่งกลับมาเร็วเท่าไหร่ยิ่ง---องค์ชายเปี้ยน!” องค์ชายเซฮุนเพิ่งสังเกตเห็นว่านอกจากพวกเขาสามคนแล้ว ยังมีองค์ชายอีกพระองค์กำลังยืนแอบฟังอยู่บริเวณหลังเสาต้นใหญ่

 

เพราะกรงนกป่าเหลื่อมออกมาบังมุมตรงนั้นค่อนข้างมาก และไม่คิดว่าองค์ชายน้อยจะเสด็จตามออกมาทั้งที่ตนเป็นคนบอกให้ประทับรออยู่ที่ห้องถึงได้ไม่ทันระวัง ซึ่งดูจากสีพระพักตร์แล้วคงไม่ใช่เพิ่งมายืนตรงนั้นแน่ๆ

 

“เสด็จมาตั้งแต่เมื่อใด” องค์ชายเปี้ยนขยับพระวรกายออกมาจากที่ซ่อน ก้าวเข้ามาหาบุรุษตัวสูงทั้งสาม วิหคน้อยในกรงมากมายที่ตนโปรดนักโปรดหนาไม่ได้รับความสนใจเท่ากับเรื่องที่ตั้งใจมายืนแอบฟัง

 

“ขออภัยที่ข้าเสียมารยาท”

 

“ได้ยินหมดเลยหรือ” องค์ชายป๋ายเซียนพยักพระพักตร์รับ นั่นทำเอาทั้งสามคนมองหน้ากันอย่างไปต่อไม่ถูก “ไม่เป็นไร ให้จงอินออกไปตามคืนนี้ก็คงพากันกลับมา”

 

“ข้าขอไปด้วยได้ไหม”

 

“อะไรนะพ่ะย่ะค่ะ?!

 

“ให้ข้าออกไปด้วย”

 

“องค์ชาย..

 

“เหตุใดท่านถึงอยากออกไป” 

 

“ข้าเพียงอยากรู้ว่าหอนางโลมมีดีอย่างไร องค์ชายสามถึงได้โปรดที่จะออกไปนัก”

 

“องค์ชายไม่โปรดด้วยหรอกพ่ะย่ะค่ะ” ขนาดแทมินยังไม่ชอบ นับประสาอะไรกับผู้มีฐานันดรศักดิ์สูงอย่างองค์ชายเปี้ยน ไม่ว่าจะคิดอย่างไรจงอินก็พบแต่ความไม่เหมาะสม “อย่าไปเลยพ่ะย่ะค่ะ มันอันตราย อีกอย่างให้ข้าออกไปเองน่าจะกลับมาไวกว่า”

 

“ข้าดูแลตัวเองได้ จะไม่เป็นตัวถ่วงให้เจ้าเด็ดขาด”

 

“ไม่ใช่อย่างนั้นหรอกพ่ะย่ะค่ะ คือสถานที่เช่นนั้นมันไม่เหมาะกับ---

 

“ข้าเองก็เป็นบุรุษ ที่นั่นสร้างขึ้นมาเพื่อบุรุษไม่ใช่หรือ”

 

“ก็ใช่พ่ะย่ะค่ะ แต่” จงอินจะพูดอย่างไรให้พระชายาได้เข้าพระทัยดี หันไปส่งสายตาขอความช่วยเหลือจากแทมินและองค์ชายห้าทั้งสองก็เอาแต่ยืนขมวดคิ้วเงียบ ไม่พูดไม่ทักท้วงสิ่งใด คงเพราะแพ้สายพระเนตรออดอ้อนแกมน่าเอ็นดูขององค์ชายเปี้ยนเข้าให้ ถึงไม่กล้าขัดพระทัยกันสักคน แต่ไม่ได้หรอกนะ ขืนพาออกไปแล้วเป็นเรื่องขึ้นมาคนที่จะหัวขาดน่ะไม่พ้นไอ้จงอินอยู่ดี!

 

“องค์ชายห้าช่วยพูดอะไรหน่อยสิพ่ะย่ะค่ะ”

 

“รู้หรือไม่ว่าพ้นเขตกำแพงวังหลวงไปแล้วไม่มีผู้ใดรับรองความปลอดภัยให้ท่านได้”

 

“ข้าเคยออกไปแล้วครั้งหนึ่ง”

 

“ไปกับชานยอลหรือ”

 

“อื้อ”

 

“ถึงจงอินจะฝีมือดี แต่ข้าคิดว่าท่านอยู่ที่นี่น่าจะเป็นการปลอดภัยที่สุด”

 

“แต่ข้ามั่นใจว่าข้าสามารถทำให้องค์ชายสามเสด็จกลับมาที่นี่ได้มากกว่าจงอิน”

 

“อะไรทำให้ท่านคิดเช่นนั้น” องค์ชายห้าเลิกคิ้วถามอย่างนึกสนุก ยิ่งเห็นองค์ชายน้อยทำท่าทีอึกอัก กัดปากตัวเองอย่างประหม่าทั้งที่ก่อนหน้านี้ให้เหตุผลเสียมั่นใจยิ่งสนุก


อาจจะจริงอย่างที่ตรัส หากเป็นพระชายาผู้นี้ชานยอลอาจจะยอมตามกลับมาโดยง่าย แต่ก็ขอฟังเหตุผลดีๆที่น่าพึงพอใจสักข้อสิ จะได้รู้ว่าควรยอมเสี่ยงอนุญาตให้ออกไปดีหรือไม่

 

“หากว่าเหตุผลของท่านน่าประทับใจ ข้าจะอนุญาตให้ท่านตามจงอินออกไป”

 

“องค์ชายห้า!

 

“แต่หากไม่ ก็จงประทับรออยู่ที่---

 

“เพราะองค์ชายสามคงอยากฟังคำนั้นจากข้า”

 

“คำนั้น?

 

“ข้าจะไปบอกพระองค์ว่าข้าไม่ได้รู้สึกเกลียดชังอย่างที่ทรงเข้าพระทัยไปเอง”

 

“เช่นนั้นก็รอให้ชานยอลกลับมาฟังเองไม่ดีกว่าหรือ อดทนรอสักหน่อย ไม่ต้องเสี่ยงออก---

 

หากรอเวลาข้าไม่ต้องใช้พระสวามีร่วมกับสตรีมากหน้าหลายตาเลยหรือ

 

 

“ที่โชซอนบุรุษอาจมีเมียได้มาก แต่แผ่นดินเปี้ยนต่อให้ถูกบังคับให้แต่งงานก็ต้องจงรักภักดีต่อคู่ครองตนเพียงหนึ่งเดียว จะมีใครอื่นไปไม่ได้ เว้นแต่จะตกลงแยกทางหรือไม่ก็ให้ตายจากกัน”

 

 


 

 

 

คืนเดือนมืด บุรุษชุดดำคลุมทับด้วยผ้าสีเดียวกันซึ่งยาวจรดพื้นสองคนค่อยๆอำพรางตัวภายใต้ความมืดเพื่อลักลอบพากันออกไปนอกเขตพระราชฐานช่วยสอดส่องสายตา พากันหลบเลี่ยงกองกำลังทหารเวรยามที่มักจะมาพร้อมกับคบไฟ

 

ทุกย่างก้าวเป็นไปด้วยความระมัดระวัง จงอินเลือกที่จะพาองค์ชายเปี้ยนหลบออกทางกำแพงหลังพระราชวัง รอเวลาเที่ยงคืนที่พ่อค้าด้านนอกลำเลียงเสบียงวัตถุดิบเข้ามาส่งให้กับห้องเครื่อง อาศัยช่วงเวลาที่เหล่าทหารยามถูกดึงความสนใจพากันปีนออกไปนอกกำแพงด้วยความรวดเร็ว

 

 

ตุ่บ!

 

 

“ทางนี้พ่ะย่ะค่ะพระชายา”

 

 จงอินเดินนำองค์ชายป๋ายเซียนมาทางต้นไม้ต้นหนึ่ง ก่อนหน้านี้เขาได้บอกไว้ล่วงหน้าแล้วว่าจะพามาเอาม้าของตัวเองที่ผูกเอาไว้บริเวณนั้น  คืนนี้อากาศค่อนข้างหนาว แต่เขากลับเหงื่อตกเพราะต้องมาคอยแบกรับหน้าที่ดูแลพระชายา หากท่านพ่อหรือเชื้อพระวงศ์พระองค์ไหนรู้เข้าเห็นทีคราวนี้จะตายตั้งแต่ยังไม่ได้แต่งเมีย

 

ภาวนาให้แทมินเรียกหาเหยี่ยวขององค์ชายสามได้เร็วๆ จะได้ฝากสาส์นไปบอกล่วงหน้าเพราะไม่มั่นใจสักนิดว่าจะพบองค์ชายตนที่หอนางโลมอย่างที่เดากันไปแต่ประเด็นมันอยู่ที่ว่าเจ้าเหยี่ยวแสนรู้ขององค์ชายไม่ได้เรียกหาง่ายๆ ทั้งเย่อหยิ่งทั้งแสนพยศ หากไม่ใช่องค์ชายสามเรียกหาแล้วก็ยากที่มันจะรับฟัง

 

“เจ้าถอนหายใจอีกแล้ว”

 

“ขอประทานอภัยพ่ะย่ะค่ะ มันอดไม่ได้”

 

“ข้าบอกแล้วไงว่าข้าดูแลตัวเองได้เจ้าไม่ต้องเป็นกังวล” องค์ชายเปี้ยนปลดผ้าคลุมออกจากศีรษะ ก่อนจะหันหลังให้จงอินดูว่าตนพกอาวุธคู่ใจติดตัวมาด้วย ฉะนั้นไม่ต้องเป็นกังวลใดๆไปเกินกว่าเหตุ “ข้าแม่นธนูเผื่อเจ้าไม่รู้”

 

“อี้ชิงบอกข้าแล้ว แผลเป็นบนหน้าของลู่หานข้าก็ยังไม่ลืม”

 

“แล้วเจ้ากังวลอันใด”

 

“องค์ชายสามต้องกริ้วมากแน่ๆที่ข้าพาพระองค์ออกมาเสี่ยงอันตราย”

 

“เค้าก็เคยพาข้าออกมา อีกอย่างข้าไว้ใจเจ้า” กำปั้นเล็กๆชกเข้าที่แขนขวาขององครักษ์หนุ่มเพื่อยืนยันคำพูด “ไปตามตัวองค์ชายเจ้ากัน เราจะได้รีบกลับมาก่อนฟ้าสาง”

 

“พ่ะย่ะค่ะ” จงอินสะบัดผ้าคลุมสีดำไปด้านหลัง ค้อมศีรษะถวายความเคารพแด่องค์ชายป๋ายเซียนแล้วหันกลับไปแก้ปมเชือกผูกม้าอย่างชำนิชำนาญ

 

“เจ้าทิ้งม้าของตนเองไว้ที่นี่ตลอดเลยหรือ” เพราะเป็นยามวิกาล อีกทั้งบริเวณนี้ไร้ผู้คนมันจึงดูวังเวงนิดหน่อย รอบๆกลายเป็นป่าทึบเพราะความมืด มิหนำซ้ำยังมีเสียงจิ้งหรีดเรไร และนกฮูกที่เอาแต่ร้องไม่ขาดป๋ายเซียนจึงพาลขนลุกไปด้วย พยายามชวนจงอินคุยเพื่อคลายบรรยากาศ

 

“เปล่าพ่ะย่ะค่ะ หากคืนไหนจะออกไปข้างนอกข้าจะให้คนออกไปนำมันมาจากที่บ้านแล้วมาผูกรอไว้ตรงนี้  ปกติต้องมีอีกตัว”

 

“ของแทมินหรือ”

 

“ขององค์ชายสามพ่ะย่ะค่ะ”

 

“เอ๋..แต่คราวก่อนที่ออกไปด้วยกันเขาพาข้าเดินเท้านะ”

 

“ฮ่ะๆ คงอยากยื้อเวลากระมัง”

 

 “เจ้าว่าอย่างไรนะ”

 

“ไม่มีอันใดพ่ะย่ะค่ะ” จงอินหันมายิ้มให้องค์ชายป๋ายเซียน จูงม้าตัวใหญ่มาตรงหน้าพร้อมกับค้อมศีรษะบอกเป็นนัยๆว่าตอนนี้พร้อมที่จะออกเดินทางแล้ว “ม้ามีเพียงตัวเดียว ข้าคงต้องขอพระราชอภัยที่เราจะต้องไปด้วยกัน”

 

“ไม่เป็นไร ข้าไม่ถือ”

 

“เช่นนั้นเชิญเสด็จพ่ะย่ะค่ะ เรามีเวลากันไม่มาก”

 

  

 

 

 หอนางโลม..สถานที่แห่งหญิงบริการและบุรุษหนุ่มน้อยใหญ่ที่แวะเวียนเข้ามารับการปรนนิบัติทุกรูปแบบ โดยเฉพาะการระบายความใคร่

 

ด้านนอกสู่ภายในเน้นตกแต่งด้วยสีแดงชวนลุ่มหลง ไม่ว่าจะผ้าบางๆที่ร้อยระย้าลงมาจากเพดานสูง จรดถึงพื้นด้านล่างสุด โคมไฟกระดาษที่เยอะไม่แพ้ช่วงเทศกาล เชิงเทียน หรือแม้แต่ชุดที่เหล่านางโลมสวมใส่ก็ยังเป็นสีแดงเพลิง

 

ด้านในค่อนข้างกว้างขวาง มีด้วยกันทั้งหมดหลายชั้น ชั้นแรกไปจนถึงชั้นสามถูกจัดเป็นโรงน้ำชา ไหสุราวางเรียงรายซ้อนกันอยู่แทบทุกโต๊ะ เสียงคุยจอแจดังแข่งกันจนกลบเสียงพิณของนางโลมผู้บรรเลงเล่น นี่เป็นครั้งแรกของการมาเหยียบสถานที่แบบนี้ขององค์ชายป๋ายเซียน และคงจะเป็นครั้งเดียวเท่านั้นที่จะขอมากล้ำกราย

 

“ดื่มอีกสิเจ้าคะท่านจงอิน~”    

 

ป๋ายเซียนได้แต่นั่งกระแอมไอ จิบน้ำชาพลางเบือนสายพระเนตรไปทางอื่น พยายามไม่มองนางโลมที่เข้ามานั่งขนาบข้างองครักษ์หนุ่มทั้งซ้ายและขวา ป้อนบริการกันอย่างถึงอกถึงใจ ไม่มีแม้แต่อาการเก้อเขินเอียงอาย ไม่ว่าเนินอกจะล้นทะลักจนเกือบกระแทกริมฝีปากจงอินหลายต่อหลายครั้งตอนที่ก้มกระซิบคุยกันก็ตาม

 

แต่ถึงไม่มองโต๊ะตัวเอง ก็ยังพบว่าโต๊ะอื่นไม่ได้ต่างกัน

 

อยู่ในวังหลวง เคยเห็นแต่ชุดฮันบกฟูฟ่องหนาจนนับชั้นไม่ได้ ก็เพิ่งรู้ว่ามีผ้าที่เบาบางจนมองทะลุไปถึงเนื้อหนังมังสาได้ขนาดนี้ก็ตอนนี้อันที่จริงไม่ต้องเรียกว่าชุดก็ได้ เพราะแม่นางแต่ละคนใส่เพียงหลวมๆและมีอยู่ไม่กี่ชิ้น  ประโคมผิวด้วยเครื่องแต่งแต้มสีเข้ม กลิ่นกายหอมฟุ้งจนขึ้นจมูกก็สวยกันดี แต่ป๋ายเซียนรู้สึกไม่ชินที่จะมองเอาเสียเลย

 

“พวกข้าขอตัวกันสักเดี๋ยว แล้วจะรีบกลับมาปรนนิบัติท่านต่อนะเจ้าคะ~

 

เสียงหวานบอกอย่างออดอ้อน ก่อนพากันลุกออกไปไม่วายฝากรอยจูบสีกุหลาบไว้กับลำคอชายหนุ่มของจงอินกันคนละฟอดสองฟอด ป๋ายเซียนรู้สึกกลัว แต่ก็อดขำสีหน้ากระอักกระอ่วนใจขององครักษ์ผิวแทนเสียมิได้จริงๆ

 

“ไหนๆก็ออกมาแล้ว จะมีความสุขทั้งทีเจ้าไม่ต้องเกรงใจข้าก็ได้”

 

“ไม่ได้หรอกพ่ะย่ะค่ะ ขืนปล่อยตัวตามสบายไม่พ้นจะเป็นอย่างคืนนั้น”

 

“อ่า” ป๋ายเซียนยังจำสภาพเมาเละเทะขององครักษ์หนุ่มได้ดีจึงไม่ขอออกความเห็น  กลอกตามองไปยังรอบๆ ดึกจนล่วงเข้าวันใหม่แล้วแต่สถานที่แห่งนี้ยังคึกคัก ไม่มีผู้ใดทำท่าง่วงนอนเป็นเพื่อนป๋ายเซียนเลยสักคน

 

“กลับกันก่อนดีไหมพ่ะย่ะค่ะ ข้าคิดว่าองค์ชายคงไม่มาแล้ว”

 

“เจ้าไม่คิดว่าองค์ชายของเจ้าอาจจะอยู่บนนั้นบ้างหรือ” ป๋ายเซียนบุ้ยปากขึ้นไปด้านบน มีห้องให้ทำรักมากมายจนนับไม่ถ้วนเลย เขาคิดว่าบางทีองค์ชายจอมเจ้าชู้ผู้นั้นอาจจะประทับอยู่กับนางโลมสักคนไม่ห้องใดก็ห้องหนึ่งก็ได้ ทว่าจงอินกลับเอาแต่ส่ายหัวทุกครั้งที่ป๋ายเซียนแสดงความเห็นว่าอย่างนั้นอยู่ร่ำไป

 

“หากเหล่านางโลมบอกว่ายังไม่พบ ก็แสดงว่าองค์ชายไม่ได้มาที่นี่จริงๆพ่ะย่ะค่ะ”

 

“เจ้ามั่นใจได้อย่างไร คนเป็นร้อยพันเช่นนี้บางทีอาจจะคลาดสายตาพวกนางไปก็ได้”

 

“ไม่หรอกพ่ะย่ะค่ะ นางโลมต้อนรับด้านนอกผลัดเวรกันเพียงไม่กี่คน แล้วองค์ชายก็โดดเด่นเป็นที่รู้จักดี ไม่มีทางที่จะคลาดสายตาไปได้หากว่ามาที่นี่จริงๆ”

 

“ถ้าอย่างนั้นทรงหายไปไหนล่ะ”

 

 

“หรือมีที่อื่นที่องค์ชายของเจ้าชอบไปอีก”

 

“ก็พอมีพ่ะย่ะค่ะ แต่ข้าจำทางไม่ได้เพราะเคยตามไปเพียงหนเดียว”

 

“เจ้าพูดความจริงไม่หมด” สายตาหลุกหลิก ทั้งยังตอบอย่างคนไม่มั่นใจ “เจ้าจำทางได้ แต่ไม่อยากพาข้าไป”

 

“ข้า..จะไปที่นั่นได้ก็ต่อเมื่อได้รับอนุญาตเท่านั้น แต่องค์ชายไม่ต้องกังวลพระทัยไปพ่ะย่ะค่ะ ที่นั่นต่างจากที่นี่มาก ไม่มีสตรีขายบริการเช่นนี้อย่างแน่นอน” องค์ชายป๋ายเซียนถอนหายใจพลางนั่งกอดอก “อีกไม่กี่ชั่วยามฟ้าจะสว่างแล้ว กลับกันก่อนเถอะพ่ะย่ะค่ะ”

 

“หากว่าเจ้าไม่พาข้าไปที่นั่นข้าก็จะรอองค์ชายของเจ้าอยู่ตรงนี้ไม่ไปไหน”

 

“องค์ชาย” จงอินทำหน้าปวดหัว “หากฟ้าสว่างเราจะกลับเข้าวังกันลำบากนะพ่ะย่ะค่ะ ทั้งทหารทั้งขุนนาง ไหนจะนางกำนัล ไหนจะเชื้อพระวงศ์ อีกอย่างองค์ชายรับปากพวกเราแล้วว่าหากออกมาแล้วไม่พบเราจะกลับกันก่อนโดยไม่มีข้อแม้” องค์ชายป๋ายเซียนจิ๊ปากอย่างรู้สึกขัดใจ ยอมลุกขึ้นจากเก้าอี้แต่โดยดีทำเอาจงอินถอนหายใจด้วยความโล่งอก

 


โครมมมมม!

 


“ตรงนั้นมีเรื่องอันใดกัน”

 


แต่ยังไม่ทันได้เดินกันไปไหนไกลก็มีเรื่องอื่นเข้ามาดึงความสนใจไปเสียก่อน 


เสียงเอะอะโวยวายดังลั่นชั้นล่างของโรงน้ำชา โต๊ะนั่งและไหสุราแตกกระจายจนสร้างความแตกตื่นให้ลูกค้าคนอื่นๆ พากันขยับเข้าไปดูใกล้ๆพบว่ามีบุรุษกลุ่มใหญ่หน้าตาไม่คุ้น ท่าทางจะเป็นเศรษฐีนิสัยกร่าง กำลังมีปากเสียงกับนางโลมกลุ่มหนึ่งจนถึงขั้นตบตี และหนึ่งในนั้นมีนางโลมที่จงอินรู้จักดีปะปนอยู่ด้วย

 

“เมียงโฮล..

 

“เจ้ารู้จักนางด้วยหรือ”

 

เพียะ!!

 

องค์ชายป๋ายเซียนหันกลับไปมองเหตุการณ์ด้วยความตื่นตะลึง นางโลมที่จงอินเอ่ยชื่อเมื่อครู่ถูกบุรุษผู้หนึ่งตบหน้าเข้าอย่างจัง มีแต่เสียงฮือฮาแต่ทว่าไม่มีผู้ใดเข้าไปช่วยเลยสักคน

 

“อย่าพ่ะย่ะค่ะ” พอป๋ายเซียนจะเข้าไปจงอินกลับเอาตัวมาขวางไว้

 

“แต่นาง---

 

“นางคงถูกซื้อตัวไปแล้ว” จากบทสนทนาที่ทั้งสองฝ่ายตะโกนใส่กันทำให้จงอินรู้โดยทันที “นางโลมที่ถูกซื้อขายไปแล้วไม่ต่างอะไรจากสิ่งของหรือทาสที่ผู้เป็นเจ้าของจะปฏิบัติอย่างไรด้วยก็ได้”

 

ข้อนี้ทราบดี แต่สิ่งเดียวที่จงอินไม่ทราบคือเหตุใดนางโลมตำแหน่งสูงและเป็นที่รักของเจ้าของหออย่างเมียงโฮลถึงถูกขาย หากให้ทาย คงคิดได้แง่เดียวเท่านั้นคือจำนวนเงินที่ถูกซื้อไปมันหนักจนเจ้าของหอสตรีแห่งนี้ปฏิเสธไม่ลง

 

“แต่นางดูไม่เต็มใจ” ร้องห่มร้องไห้อย่างน่าเวทนา ไม่เหลือเค้าโครงความงามอีกเลย “เจ้าไม่สงสารนางหรือจงอิน”

 

“กฎย่อมเป็นกฎ ข้าจะทำอย่างไรได้ในเมื่อนางถูกขายไปแล้ว”

 

“งั้นข้าจะช่วยเอง”

 

“อย่า--!

 

ฉึก!!

 

ไวเท่าความคิด ลูกธนูขององค์ชายป๋ายเซียนพุ่งเข้าไปแหวกทางของผู้ที่กำลังยืนมุงเหตุการณ์กันอยู่ ไม่โดนเนื้อหนังของผู้ใดให้ได้รับบาดเจ็บ หากทว่าปักเข้าที่ชายแขนเสื้อชุดคลุมของบุรุษที่ตบนางโลมคนเมื่อกี้เข้าอย่างจัง

 

ซ้ำยังตรึงบุรุษผู้นั้นไว้กับบันไดไม้ด้วยลูกธนูเพียงดอกเดียว


 

เจ้า!

 

เสียงเข้มตวาดดังบ่งบอกความเกรี้ยวกราด  ทันใดนั้นลูกน้องจำนวนไม่น้อยก็กรูกันเข้ามาล้อมองค์ชายป๋ายเซียนและจงอินไว้อย่างหมดทางหนีรอด ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมาก บุรุษร่างสูงผู้ถูกกระทำดึงลูกธนูทิ้งอย่างไม่ใยดี ก่อนจะสืบเท้าเข้ามาเอาเรื่องป๋ายเซียนทันที

 

“เจ้ากล้าดีอย่างไรถึงได้”  เสียงที่เข้มขึ้นเรื่อยๆกลับเบาลงในตอนท้ายเมื่อได้เห็นใบหน้าอ่อนเยาว์ของบุรุษตัวเล็กผู้ใจกล้าตรงหน้าชัดๆ ต่างฝ่ายต่างมองกันใช้เวลาย้อนความทรงจำไม่นานก่อนจะเบิกตากว้างเมื่อนึกขึ้นได้ว่าคนตรงหน้าคือผู้ใด

 

“ท่าน!

 

องค์ชายป๋ายเซียนรีบหมุนตัวหนี ทว่าช่วงแขนยาวและฝ่ามือเหนียวๆของบุรุษตัวสูงไวพอที่จะคว้าเขาไว้ทัน ออกแรงกระตุกเพียงครั้งเดียวร่างเล็กก็ปลิวเข้าสู่อ้อมกอดทันที

 

“ปล่อยข้านะ!

 

“ปล่อยบุรุษผู้นั้นเดี๋ยวนี้” ปรายตามองเพียงนิดเดียว ลูกน้องใต้อำนาจก็เข้าไปหิ้วปีกจงอินให้ขยับออกไป ทั้งยังล้อมหน้าล้อมหลังมากกว่าสิบคนอย่างพร้อมที่จะเอาเรื่อง

 

“หากไม่อยากให้สหายของท่านเจ็บตัวก็สั่งให้มันสงบลงเสีย” กระซิบบอกเสียงพร่า “ข้าเชื่อว่าท่านไม่โปรดการใช้กำลังแน่ องค์ชายเปี้ยน” ป๋ายเซียนเบือนพระพักตร์หนี พยายามงัดตัวเองออกจากอ้อมแขนน่ารังเกียจทว่ามันแน่นเกินกว่าจะหลุดออกมาได้

 

“ออกไปหาที่เงียบๆคุยกันตามลำพังให้หายคิดถึงหน่อยเป็นไง” สิ้นเสียง องค์ชายป๋ายเซียนถูกพาออกไปด้านนอกโดยไม่รั้งรอ ไม่พูดพร่ำทำเพลงพระวรกายน้อยถูกดันเข้ามุมอับซึ่งลับตาผู้คนทันที

 

“อ้ะ!

 

รอบทิศมองเห็นแต่แสงสลัวและกำแพงแข็ง ส่วนตรงหน้ามีชายวัยฉกรรจ์ทาบทับกักขังเอาไว้จนมองไม่เห็นสิ่งใดนอกจากดวงเนตรน่ากลัวที่มองกันด้วยความหื่นกระหาย  ริมฝีปากแห้งผากพยายามฉวยโอกาสจากปรางนวล ใช้หนวดเคราหยาบๆไล้คางเรียวเกลี้ยงเกลาขององค์ชายป๋ายเซียนอย่างหยาบโลน

 

“อื้อ! องค์ชายชางมิน!”  

 

“น่าปลื้มใจที่ยังจำกันได้แม้ว่าเราจะเคยพบกันเพียงหนเดียว” เป็นเชื้อสายกษัตริย์แต่กลับทำตัวน่ารังเกียจที่สุดเท่าที่เคยพบเคยเจอก็เห็นจะมีอยู่เพียงผู้เดียว เหตุใดป๋ายเซียนจะจำไม่ได้ อีกทั้งยังเคยยกทัพจะมาบุกบ้านเมืองตนป๋ายเซียนจะลืมได้อย่างไร

 

“ผู้มีจิตใจโหดเหี้ยมไม่ปกติเช่นท่านข้าคงไม่มีวันลืม”

 

“ข้าอุตส่าห์คิดถึงท่านทุกลมหายใจ แต่กลับพระทัยร้ายพูดจาไม่น่ารักเช่นนี้เห็นทีต้องทำโทษบ้างแล้วกระมัง” ใช้สายพระเนตรโลมเลียองค์ชายป๋ายเซียนแล้วยื่นพระพักตร์เข้ามาสูดดมความหอมหวานให้สาแก่พระทัย แต่องค์ชายป๋ายเซียนพยศเกินกว่าที่คิด เอาแต่ดิ้นขลุกขลัก ทั้งทุบทั้งข่วนจนชักมีน้ำโห “อย่าเล่นตัวสิ ที่เข้ามาขัดข้ากับนางโลมผู้นั้นก็เพื่อจะเรียกร้องให้ข้าหันมาสนใจมิใช่หรือ”

 

“ท่านเข้าใจผิดแล้ว ข้าแต่งงานแล้วไม่มีวันกระทำเช่นนั้น”

 

“หึ” หลุบสายพระเนตรมองเหยียดให้กับแหวนหยกบนนิ้วนางข้างซ้ายขององค์ชายป๋ายเซียน “ข่าวลือที่น่าหงุดหงิดเป็นจริงอย่างนั้นหรือ..” กระชากพระหัตถ์เล็กขึ้นมาก่อนจะถือวิสาสะปลดแหวนออกจากนิ้วเรียวอย่างบ้าอำนาจ

 

“เอาของข้าคืนมานะ!

 

องค์ชายสามเฮอะ”

 

“เอาแหวนของข้าคืนมา”

 

“องค์ชายมากวาทศิลป์ผู้นั้นน่ะหรือที่ท่านเลือก”

 

กริ๊ก!

 

แหวนหยกถูกโยนลงพื้นต่อหน้าต่อตาผู้เป็นเจ้าของ ทันใดนั้นเสียงกู่ร้องของวิหคตัวโตก็ดังสะท้อนขึ้นทั้งเวหา มันบินร่อนไปมาบนนภาอย่างเป็นอิสระ ต่างจากป๋ายเซียนที่กำลังถูกกักขังจากองค์รัชทายาทผู้น่ากลัว อยากจะร้องให้ใครมาช่วยก็ร้องไม่ออก ได้แต่ปล่อยความกลัวเข้าครอบงำจิตใจจนน้ำใสๆซึมออกจากหางตา

 

“ไม่เป็นไรไม่ว่าท่านจะแต่งงานไปแล้วหรือไม่ข้าก็ยังปรารถนาที่จะครอบครองร่างกายอันผุดผ่องนี้อยู่ดี” ใครก็ได้จะเป็นใครก็ได้โปรดเข้ามาช่วยปลดป๋ายเซียนออกจากพันธนาการอันน่ารังเกียจนี้ที  “เป็นของข้าเถิดองค์ชายป๋ายเซียน แล้วท่านจะรู้ว่าความสุขที่แท้จริงมันเป็นอย่างไร

 

“อื้ออ!

 

 


 

#สะใภ้บรรณาการ
























-อ่านกันให้ตาแฉะไปข้าง-




         CR.SQW
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 736 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

10,413 ความคิดเห็น

  1. #10345 EATWELL (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 12 กรกฎาคม 2563 / 23:08

    น้องงงงงง

    #10,345
    0
  2. #10303 Mr-mztxx (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 18 มิถุนายน 2563 / 20:26
    อย่าทำอะไรลูกชั้นนะ!!!!!
    #10,303
    0
  3. #10296 Real_Kid1412 (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 5 มิถุนายน 2563 / 23:02

    ได้ไงอ่ะ ชางมินเป็นภรรยาพี่ยุนโฮนะ 5555555555555. หยอก

    #10,296
    0
  4. #10233 Rain (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 20 เมษายน 2563 / 00:13

    ตาแฉะจริงจ้ะไรท์ หนูไม่ทำอะไร อ่านจนตาแฉะ555ไม่นอน

    #10,233
    0
  5. #10130 เหมี๊ยวกวิ้น🐧 (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 11 มกราคม 2563 / 23:40
    องค์ชายสาม!!!! มาช่วยน้องป๋ายเร็ว!!!
    #10,130
    0
  6. #10082 ออมม่า (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 22 ธันวาคม 2562 / 22:13

    องค์ชายสาม อยู่ไหนนะ

    #10,082
    0
  7. #10056 PRAE.VV (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 20 ธันวาคม 2562 / 03:57
    องค์ชายอยู่ที่ใด พระชายาของท่านแย่แน่ถ้าท่านยังไม่มาาา
    #10,056
    0
  8. #10015 KaRToon_HH (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 8 ธันวาคม 2562 / 00:21
    พี่ชานยอล!!!มาช่วยน้องงงง
    #10,015
    0
  9. #10002 Isabellbest (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 30 พฤศจิกายน 2562 / 03:00
    องค์ชายสามมมมมมมมมมมมมม/‘0’\
    #10,002
    0
  10. #9980 Timmmmmmmm (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 20 พฤศจิกายน 2562 / 07:09
    มั่ย......
    #9,980
    0
  11. #9934 pbcy (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 19 ตุลาคม 2562 / 15:58
    องค์ชายสามมมาช่วยน้องเร้วววว
    #9,934
    0
  12. #9891 IPINOCKIO (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 17 กันยายน 2562 / 11:54
    องค์ชายสามมมมม อยู่ไหนนนน มาช่วยน้องเร๊ววววว น้องจะถูกกินแล้ว
    #9,891
    0
  13. #9855 heykiki (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 10 กันยายน 2562 / 23:00
    ม่ายยยยยยย ชายสามอยู่ไหนนนนนนนนนนนนน
    #9,855
    0
  14. #9806 Ohsehun9494 (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 3 มิถุนายน 2562 / 12:08

    องค์ชายสามมาช่วยน้องเรวววววว

    #9,806
    0
  15. #9646 bemysunshine (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 10 พฤศจิกายน 2561 / 12:46
    โอ๊ยยย เป็นเรื่องจนได้องค์ชายน้อย ท่านพี่มาช่วยน้องเร็ววว กลัวแล้ววว
    #9,646
    0
  16. #9604 Park Nokia. (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 21 ตุลาคม 2561 / 20:12
    ยัยน้องเอ๊ยย
    #9,604
    0
  17. #9537 lad1988da (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 16 สิงหาคม 2561 / 18:24

    คิดจะรังแกป๋ายหรอ องค์ชายฆ่าเจ้าแน่ชางมิน

    ว่าแต่.......องค์ชายสามอยู่ไหนเนี่ยเมียโดนรังแกนะ

    #9,537
    0
  18. #9472 11507416p (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 6 สิงหาคม 2561 / 00:52
    ปล่อยลูกช้านนนนนน
    #9,472
    0
  19. #9434 EsHyun (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 1 กรกฎาคม 2561 / 13:20
    ไม่นะ ชางมิน
    #9,434
    0
  20. #9418 midora (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 14 มิถุนายน 2561 / 01:52
    ง่า ชางมินอย่าทำน้องงงงงง ชายสามยุหนายยยย
    #9,418
    0
  21. #9226 ppploycb (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 9 เมษายน 2561 / 20:23
    จากที่ไม่เข้าใจกันอยู่แล้ว ยิ่งแตกหักเข้าไปใหญ่ แต่ยังไงมาช่วยป๋ายก่อนนนนนน
    #9,226
    0
  22. #9218 แบคคุ ^><^ (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 9 เมษายน 2561 / 08:20
    ตัองเข้าใจผิดกันแน่ถ้าชายสามรู้
    #9,218
    0
  23. #9171 sehun-hunhan (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 7 เมษายน 2561 / 21:10
    เป็นเรื่องไงเป็นเรื่องงงง
    #9,171
    0
  24. #9146 philogoginz (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 6 เมษายน 2561 / 14:44
    ชานสามมาช่วยน้องเร็วว ฮือออ แงงง
    #9,146
    0
  25. #9019 Maylovechanbaek (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 29 มีนาคม 2561 / 19:57
    ชายสามมมม มาช่วยน้องงงงงง
    #9,019
    0