สะใภ้บรรณาการ (Chanbaek) -END-

ตอนที่ 14 : 13 - พยศ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 24,595
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1,006 ครั้ง
    2 ต.ค. 59



-13-

พยศ


 

 




 

            เสียงรบกวนจากภายนอกไม่ได้สร้างความน่ารำคาญต่อผู้ที่กำลังบรรทมอยู่เลยแม้แต่น้อย กลับกันแล้ว องค์ชายป๋ายเซียนคิดว่าเสียงประสานร้องจิ๊บๆซึ่งมาพร้อมเสียงก๊อกแก๊กจากการจิกหน้าต่างไม้กรุด้วยกระดาษจนเกิดเป็นห้วงทำนองเพื่อปลุกเรียกนั้นเสนาะหูไปอีกแบบป๋ายเซียนชอบเสียงนก พอๆกับเสียงเม็ดฝนที่โปรยปรายลงมาในยามเช้าเพราะมันช่วยให้หลับสบาย

 

หลับตาพริ้มพยายามซุกตัวเข้าหาความอบอุ่นและกลิ่นหอมจางๆที่ไม่ค่อยคุ้น หมอนหนุนในครานี้ดูแปลกไป จะกล่าวว่าไม่ดีก็ไม่ใช่เพราะมันก็นุ่มและหนุนได้พอดีศีรษะทีเดียว ผ้าห่มตำหนักนี้ช่างอุ่นนัก ทั้งยังโอบรัดทุกครั้งที่ป๋ายเซียนขยับตัวคล้ายกับนอนไม่สบาย

 

ริมฝีปากเล็กเป็นกระจับเผยอยิ้มน้อยๆอย่างพึงพระทัย ก่อนพระขนงจะขมวดยุ่งตอนที่เผลอเอาจมูกไปชนเข้ากับอะไรบางอย่าง..มันแข็งเหมือนกระดูก ลองใช้ปลายจมูกถูไถอีกครั้งและเปิดเปลือกตาสีอ่อนขึ้นมาดูช้าๆ ลำคอแข็งแกร่งและลูกกระเดือกสมชายชาตรีที่อยู่ใกล้แค่ระยะลมหายใจคั่นทำเอาองค์ชายตัวเล็กตกพระทัย ค่อยๆเงยพระพักตร์ขึ้นแต่หน้าผากเจ้ากรรมไม่วายสัมผัสโดนคางสากเข้าให้อีก

 

!!!

 

ตอหนวดหยาบๆยังมิอาจทำให้องค์ชายป๋ายเซียนขนลุกได้เท่ากับดวงเนตรคมกริบที่หลุบมองลงมาอยู่ก่อนแล้ว เลื่อนสายพระเนตรลงมาเห็นวงแขนของตัวเองพาดอยู่บนเอวสอบและหน้าอกที่แนบสนิทกันอยู่ ไม่ต้องรอช้าพระวรกายน้อยก็รีบดีดหนีออกไปราวกับฟ้าผ่าทันที!

 

ตุ่บ!

 

ซ้ำยังได้เจ็บตัวเพิ่มเพราะผ้าห่มที่พันอยู่บนข้อเท้า องค์ชายป๋ายเซียนลูบสะโพกตัวเองป้อยๆ ไม่กล้าสู้หน้าองค์ชายเจ้าของตำหนักที่ค่อยๆหยัดตัวลุกขึ้นมานั่งบนฟูกนอน ท่าทางยังงัวเงีย ต่างจากป๋ายเซียนที่ตาสว่างจนไม่คิดที่จะหลับอีกแล้ว

 

 

จำได้ว่าเมื่อคืนไม่เป็นเช่นนี้นี่?! เหตุใดตื่นเช้ามาถึงได้ถึงได้ไปนอนกอดผู้อื่นอย่างหน้าไม่อายเช่นนั้นเล่าป๋ายเซียน!

 

 

“เป็นอย่างไร หมอนใบเดียวที่ท่านขอ..” น้ำเสียงแหบๆถามเย้ยหยันทำเอาองค์ชายป๋ายเซียนนั่งเคี้ยวฟันบ่นอุบในใจ “มากความดีนัก สุดท้ายก็กลับมานอนซบอกข้าอยู่ดี”

 

“ข้าไม่ได้---

 

“แขนข้าล้าไปหมดอย่างนี้จะปฏิเสธหรือว่าท่านไม่ได้ทำ” ไม่ใช่ว่าปฏิเสธ แต่ป๋ายเซียนจำไม่เห็นได้เลยว่าไปนอนหนุนแขนอีกฝ่ายตั้งแต่เมื่อใด “ข้ากอดเท่าไหร่ก็ไม่เคยพอ เอาแต่ซุกตัวเข้าหา ถ้าไม่ได้ยินเสียงครางละเมอล่ะก็...ข้าคงคิดแล้วว่าท่านกำลังยั่วยวนข้าอยู่”

 

“ข้าเปล่านะ”

 

“ไม่รู้ว่าคอข้าเป็นรอยบ้างไหม เพราะท่านเอาแต่สูดดมไม่ยอมหยุดทั้งคืน”

 

“องค์ชาย!” คนถูกตวาดใส่แกล้งคลานเข่าเข้ามาหา องค์ชายป๋ายเซียนตั้งท่าจะลุกหนีแต่ข้อเท้าถูกคว้าไว้หมับ ก่อนจะโดนดึงให้ตัวไถลเข้าไปนอนอยู่ใต้ร่างองค์ชายเจ้าเล่ห์

 

“ถะ..ถอยออกไป!

 

“เมื่อคืนลวนลามข้าไว้ตั้งมากข้ายังไม่ว่าท่านซักคำ จะมาเล่นตัวเอาตอนนี้ทันหรือ”

 

“อย่ามาแกล้งใส่ความข้าหน่อยเลย ถึงข้าจะไม่รู้สึกตัวแต่ข้าก็มั่นใจว่าข้ามั่นใจว่าตัวเองจะไม่ทำเรื่องเช่นนั้น”

 

“งั้นรึ”

 

“องค์ชาย!” พระหัตถ์น้อยพยายามดันอกแกร่งของคนบนร่างให้ออกห่าง แต่ดูเหมือนแรงที่มีอยู่น้อยนิดจะสู้อะไรไม่ได้เลย ยิ่งดันอีกฝ่ายก็ยิ่งเบียดกายลงมาหา “เพราะท่านชอบแกล้งข้าเช่นนี้อยู่เรื่อยข้าถึงไม่อยากจะเข้าใกล้”

 

“ไม่คิดว่าข้ากำลังจริงจังอยู่บ้างเลยรึไง”

 

“ท่านแกล้งข้า” สายพระเนตรเจ้าเล่ห์และรอยยิ้มไม่น่าไว้ใจเช่นนั้นจะให้ป๋ายเซียนคิดได้อย่างไรว่าจริงจัง

 

“ท่านคิดว่าผู้ที่เข้าหอลงโรงกันแล้วเค้าทำสิ่งใดกัน”

 

 

“นอนมองหน้ากันเล่นทุกคืนอย่างนั้นรึ”

 

“ข้ารู้ แต่สำหรับเรา” ดวงเนตรที่มองมาอย่างตั้งใจทำองค์ชายป๋ายเซียนลืมคำพูดของตนเองไปชั่วขณะ ผินพระพักตร์ไปอีกทางแล้วจึงค่อยๆพูดต่อ “แต่งงานกันเพราะเหตุอันใดท่านก็รู้ดี เรื่องแบบนั้นมันจึงไม่จำเป็น เลิกแกล้งข้าเถอะ ข้ารู้ว่าจริงๆแล้วท่านเองก็ไม่ได้คิดที่จะ---

 

 

จุ๊บ!~

 

 

…!!

 

“จะแต่งกันด้วยเหตุอันใดก็ช่าง เมื่อถึงเวลาท่านก็ต้องทำหน้าที่พระชายาให้สมบูรณ์”องค์ชายสามผละตัวออกไป ลุกขึ้นยืนด้วยท่าทางเคร่งขรึม สองพระหัตถ์ไขว้อยู่ด้านหลังพลางหลุบตามองพระชายาตนที่ยังคงนอนตัวแข็งทื่อ แก้มขึ้นสีระเรื่อไม่ยอมขยับไปไหน แม้จะเป็นฝ่ายเริ่มฉวยโอกาสก่อนแม้แสดงออกว่าไม่รู้สึกรู้สาใดๆ แต่หากองค์ชายป๋ายเซียนคิดจะสังเกตสักนิด คงได้เห็นแล้วว่าใบหูขององค์ชายสามนั้นแดงไม่แพ้กัน

 

“เมื่อครู่ข้าไม่นับว่าเป็นจูบหรอกนะ” เพราะถ้าเป็นจูบ แน่นอนว่าคงไม่ทำผิวเผินเช่นนั้น “แต่จะนับเป็นสิ่งตอบแทนที่ข้าควรได้รับหลังจากปฏิบัติตัวเป็นพระสวามีที่ดี ยอมสละตัวเองให้ท่านนอนกกกอดตลอดทั้งคืน”

                



 

 

           

            หน้าพระตำหนักรับรองแขกเต็มไปด้วยกองกำลังทหาร ส่วนหนึ่งเป็นทหารจากราชวงศ์เปี้ยนที่ออกมายืนตั้งแถวรอเคลื่อนย้ายขบวนเสด็จกลับแผ่นดิน ส่วนที่เหลือเป็นทหารจากโชซอนที่ตามเสด็จฝ่าบาทและพระมเหสีมาเข้าพบกษัตริย์จากต่างแดนล่ำลากันก่อนที่จะไม่ได้พบหน้ากันอีกนาน

 

            สายวันนี้ครอบครัวต้องเสด็จกลับบ้านเมืองแล้ว องค์ชายป๋ายเซียนรู้สึกพระทัยหาย รีบมาเข้าเฝ้า ทั้งยังยึดตักอุ่นๆของพระราชมารดาไม่ให้ไปไหนราวกับเด็กๆ องค์หญิงผู้เป็นพี่สาวต่างก็ประทับอยู่ด้วยไม่ยอมห่าง ฝากคำล่ำลาต่อพระอนุชาด้วยความห่วงใยว่าให้รักษาตัวให้ดี อย่าได้ล้มป่วยหรือบาดเจ็บแม้แต่ปลายก้อย

 

บรรยากาศไม่ได้เศร้าหมอง ทว่าเต็มไปด้วยความคิดถึงและห่วงใยเสียมากกว่า ยิ่งองค์ชายเปี้ยนมีสีหน้าสดใส ไม่เงียบเหงาดั่งเช่นตอนจากมาทุกพระองค์ก็พลอยเบาพระทัย

 

องค์ชายสามผู้เป็นพระสวามียังคงมีวาทศิลป์เป็นเลิศ ชวนพระญาติฝั่งพระชายาคุยอย่างสนุกสนานและเป็นกันเองจนช่วยคลายความกังวล ด้านฝ่าบาทเปี้ยน..เคยพอพระทัยในตัวพระราชบุตรเขยเช่นไร ในครานี้ยังคงเป็นเช่นนั้นไม่เปลี่ยนผัน ก่อนเสด็จกลับทรงฝากฝังพระราชโอรสเพียงองค์เดียวไว้อีกครา ซึ่งองค์ชายสามและกษัตริย์ผู้เป็นสหายรักก็ได้มอบคำสัตย์เป็นมั่นเหมาะว่าจะดูแลและทะนุถนอมให้ดี

 

วันเวลาช่างพ้นผ่านไปรวดเร็ว วันก่อนเพิ่งได้พบหน้า หากแต่วันนี้ต้องมาจากลากันอีกครั้ง แม้ประสงค์ให้อยู่กันพร้อมหน้าไปนานๆ แต่ด้วยหน้าที่และเหตุผลจำเป็นองค์ชายป๋ายเซียนจึงเข้าพระทัยดี กษัตริย์และเชื้อพระวงศ์ไม่ควรทิ้งบ้านเมืองไว้นาน เพราะเช่นนั้นถึงไม่คิดที่จะงอแงเช่นเด็กเล็กให้บิดามารดาต้องเป็นกังวล เลือกที่จะจากลากันด้วยรอยยิ้มกับการย้ำชัดว่าทรงอยู่ได้ไม่มีอะไรที่ต้องห่วง

 

 

บ่ายคล้อยพระอัยยิกาหรือพระพันปีทรงเรียกหาองค์ชายป๋ายเซียนให้เสด็จไปเข้าเฝ้า ท่าทางจะหลงรักหลานสะใภ้อยู่ไม่น้อยมีโอกาสถึงได้เรียกหาอยู่เสมอ องค์ชายสามซึ่งเคยเป็นที่โปรดปรานจึงตกกระป๋อง ไม่มีผู้ใดเรียกหาจึงพาตัวเองเสด็จกลับพระตำหนักด้วยพระพักตร์แช่มชื่น อารมณ์ดีผิดวิสัยจนเหล่าข้าหลวงรับใช้ประจำตำหนักพลอยอารมณ์ดีไปด้วย เดากันไปว่าคงไม่พ้นเรื่องพระชายา

 

อยู่รับใช้กันมานาน ไม่ใช่ไม่รู้ว่าองค์ชายตนมีนิสัยเช่นไร กี่ปีๆฝ่าบาทและเชื้อพระวงศ์พระองค์ไหนเสนอพระชายาให้ก็ไม่เคยแยแส พอเป็นพระองค์นี้กลับไม่มีทีท่าต่อต้าน ซ้ำยังอยู่ติดตำหนักอย่างไม่น่าเชื่อ เสด็จกลับมาตั้งแต่ตะวันยังไม่ลับขอบฟ้า ผิวพระโอษฐ์ฮึมฮำเพลงด้วยความสุนทรีเป็นว่าเล่น เมื่อเช้าก็เสด็จออกจากห้องบรรทมด้วยสีพระพักตร์สดชื่นกว่าทุกวัน

 

สงสัยว่าคืนเข้าหอจะราบรื่นเผด็จศึกกันเรียบร้อยแล้ว

 

คิกๆ

 

 

พวกเจ้า

 

“พ..เพคะองค์ชาย!” นางกำนัลที่กำลังนั่งจับกลุ่มนินทากันอยู่หน้าห้องบรรทมสะดุ้งโหยงเมื่อองค์ชายสามเลื่อนประตูออกมาไม่ให้ซุ่มไม่ให้เสียง

 

“เดี๋ยวข้าจะไปสังสรรค์กับพวกทหารด้านหลังตำหนัก หากป๋ายเซียนกลับมาไม่ต้องบอก”

 

“เอ๋...

 

“มีปัญหาอันใด”

 

“กะ ก็ถ้าพระชายาทรงถามขึ้นมาล่ะเพคะ”

 

“ไม่ถาม” ดื้อรั้นศักดิ์ศรีค้ำคอเช่นนั้นคงไม่ถามถึงกันให้เสียหน้า “หรือหากถามพวกเจ้าก็บอกไปว่าข้าคุยธุระ”

 

“ต..แต่องค์ชายเพคะ เลี้ยงสังสรรค์โดยไม่ทูลขอประทานอนุญาตจากฝ่าบาทก่อน จะไม่..

 

“นี่ตำหนักใคร”

 

 

“หากพระชายากลับมาแล้วพวกเจ้าก็ทำหน้าที่ของตัวเองซะ ถวายการดูแลให้ดี แล้วไม่ต้องพาไปด้านหลังตำหนักล่ะ” เหล่านางกำนัลจำใจค้อมศีรษะรับพระบัญชาองค์ชายสามโดยไม่ปริปากต่อความอีก

 

 


องค์ชายสามเสด็จยังศาลาริมน้ำท้ายตำหนักซึ่งเป็นที่ประทับประจำ ทหารครึ่งตำหนักทำตาลุกวาว ถูมือไปมาแทบน้ำลายยืดเมื่อเห็นว่าเหล่านางกำนัลกำลังทยอยนำไหสุราเลิศรสและเครื่องแกล้มมากมายตามเข้ามาทางนี้

 

นานมากแล้วที่ตำหนักฤดูร้อนไม่ได้จัดเลี้ยงสังสรรค์เพราะหนล่าสุดถูกพระมเหสีจับได้จนวงแตก ต้องโทษทั้งนายทั้งบ่าว ซ้ำยังห้ามมิให้นำสิ่งมึนเมาเข้าเขตพระราชฐานก่อนได้รับอนุญาต นับแต่นั้นจึงไม่ได้คึกคักกันอีกเลย

 

วันนี้จึงถือว่าฤกษ์งามยามดี เลี้ยงทิ้งทวนให้องค์ชายผู้สละโสดด้วยวงสุราขนาดย่อม สุราที่บ่าวไพร่ชนชั้นผู้น้อยคนไหนก็เฝ้าฝันถึงเพราะน้อยครั้งนักจะได้ลิ้มรส อาหารดีๆ เหล้าแพงๆ ใครบ้างจะไม่ชอบ ยิ่งองค์ชายผู้เป็นนายเหนือหัวทรงรับสั่งออกปากเชิญเองอย่างนี้ด้วยแล้ว คงมีแต่คนโง่เขลาเบาปัญญาเท่านั้นที่จะปฏิเสธ

 

“เอ้าชน~

 

กริ๊ก!~

 

“ดื่มให้เต็มที่ วันนี้ข้าปล่อยพวกเจ้าหนึ่งวัน”

 

เฮ!!!’

 

“คืนเข้าหอเป็นอย่างไรบ้างพะยะค่ะ เหมือนได้ขึ้นสวรรค์เลยไหม”

 

ฮิ้ววววว~’

 

“ทรงถนอมเทวดาน้อยของพวกกระหม่อมหรือไม่”

 

“ไม่สึกหรอเท่าไหร่ใช่ไหมพะยะค่ะ”

 

“เทวดาน้อยของพวกเจ้างั้นรึ?

 

พลัวะ!

 

ทหารนายหนึ่งช่วยโบกกบาลเพื่อนทหารที่พูดจาไม่ระวังหัว

 

“องค์ชายเปี้ยนเป็นขวัญใจของพวกกระหม่อม ตะ..แต่! นับจากนี้ทรงเป็นพระชายาของพระองค์แล้ว มิมีผู้ใดกล้าบังอาจฝันลมๆแล้งๆอีกอย่างแน่นอนพะยะค่ะ องค์ชายทรงสบายพระทัยได้”

 

“พอเหล้าเข้าปากพวกเจ้าก็ทำเป็นพูดดี เมื่อตอนสายข้ายังได้ยินเสียงบ่นอุบอิบเพราะความอิจฉาของพวกเจ้าอยู่ไม่ใช่รึ”

 

“เปล่านะขอรับท่านจงอิน! อิจฉากระไร บ่นกระไร ไม่มี๊!

 

“หึหึ”

 

“ท่านจงอินอย่าจับผิดพวกเราสิขอรับ อยู่ฝ่ายเดียวกันแท้ๆ อีกอย่างหนึ่ง เป็นพระชายาขององค์ชายเราก็เหมือนเป็นของเรา เอ้ย! ข้าหมายถึงเป็นเจ้านายของพวกเรา มิมีใครบังอาจฝันเฟื่องหรือคิดคดทรยศต่อองค์ชายสามผู้สิริโฉมงดงามและมากด้วยปัญญาหรอก”

 

“ใช่ๆ! น้ำพระทัยงดงามเช่นนี้พวกเราจะไปไหนรอด ขออยู่รับใช้ใต้ฝ่าพระบาทตราบเท่าชีวิตตัวเองจะหาไม่ จะได้มีสุราดีๆเสพทั้งปีทั้งชาติไป ฮ่ะๆๆๆ”

 

เสียงพูดคุยโต้แย้งอย่างออกรสออกชาติของเหล่าทหารสร้างรอยยิ้มขำขันให้องค์ชายสามได้เป็นอย่างดี ถึงทหารใต้อำนาจจะเหิมเกริมและช่างประจบสอพลอในยามที่ได้สุราดีๆเข้าปากไปบ้างแต่ก็ใช่ว่าไม่ภักดี อยู่กันมานานจนเป็นดั่งสหาย ยิ่งมาล้อมวงดื่มสุราอย่างบุรุษด้วยกันเยี่ยงนี้จะมาถือสาคำพูดพล่อยๆให้หมดสนุกไปทำไม

 

กลับกันแล้วองค์ชายสามต้องร่วมวง หยิบยกเรื่องสนุกมาพูดคุยด้วยอย่างเป็นกันเองมากกว่า ปล่อยก็คือปล่อยวันนี้ปล่อยทหารให้ปฏิบัติตัวตามสบายโดยไม่ต้องเกรงฐานันดรศักดิ์สูงของตนนั่นหมายถึงทรงปล่อยจริงๆ สนุกกันได้เต็มที่ไม่ต้องเกรงกลัวผู้ใด

 

เอ้า ชนอีก!!~’

 

เฮ!!!!!’

  


 

 

   

            องค์ชายป๋ายเซียนเสด็จออกจากห้องสรงน้ำพร้อมนางกำนัลผู้ถวายความดูแล ปล่อยพวกนางช่วยทรงเครื่องด้วยชุดนอนสีขาวให้โดยไม่ตรัสใดๆ กำลังสงสัยอยู่ว่าเหตุใดวันนี้ตำหนักฤดูร้อนถึงได้เงียบเชียบผิดปกตินัก ตั้งแต่กลับมาจากเข้าเฝ้าพระอัยยิกาก็ยังไม่เห็นแม้แต่เงาขององค์ชายเจ้าของตำหนักเลย

 

“พระชายาจะเข้าบรรมทมเลยมั้ยเพคะ”

 

“เรียกข้าอย่างเดิมเถิด อย่าเรียกพระชายา”

 

“แต่--

 

“หากพวกเจ้าดึงดันจะเรียกเช่นนั้นต่อไปข้าจะไม่หันมาเสวนาด้วยอีก”

 

“โธ่ดื้อพอกันเลย”

 

“เจ้าว่าอะไรนะ”

 

“ปละ เปล่าเพคะ” นางกำนัลหน้าหวานรีบก้มหน้าหลบสายตา “องค์ชายจะเข้าที่บรรทมเลยหรือไม่เพคะ พวกหม่อมฉันจะได้จัดแจงเครื่องบรรทมให้”

 

“อืม” องค์ชายป๋ายเซียนขยับตัวออกมาห่างๆ ยืนมองนางกำนัลช่วยกันจัดเตรียมฟูกนอนให้อย่างขันแข็ง สลับกับการสอดส่องสายพระเนตรออกไปนอกประตูเป็นระยะ

 

“ประสงค์สิ่งใดหรือเพคะ”

 

“ข้า

 

“เพคะ?” นางกำนัลนั่งคุกเข่ารอฟังองค์ชายน้อย

 

“ข้าสงสัยว่าอี้ชิงหายไปไหน”

 

“อ่อ..ไม่หายนี่เพคะ ท่านอี้ชิงน่าจะอยู่แถวๆนี้ เมื่อครู่ยังเห็นนั่งคุยเล่นกับท่านแทมินอยู่ด้านนอก องค์ชายประสงค์จะพบหรือเพคะ”

 

ใช่ที่ไหนล่ะ

 

“เปล่า”

 

“เช่นนั้นเสด็จเข้าที่บรรทมเลยดีหรือไม่เพคะ พวกเราจัดเรียบร้อยแล้ว” องค์ชายป๋ายเซียนขยับพระวรกายไปยังฟูกนอน นั่งลงด้วยสีพระพักตร์อึดอัด สอดตัวเข้าใต้ผ้านวมอย่างอ้อยอิ่งเพราะมีเรื่องคาใจ “ประสงค์สิ่งใดเรียกหาพวกหม่อมฉันได้ตลอดนะเพคะ..

 

“เดี๋ยว”

 

 

“องค์ชายของพวกเจ้าน่ะ”

 

“เพคะ”

 

“หายไปไหนหรือ”

 

“อ้อ” นางกำนัลหลุดหัวเราะกันเบาๆ องค์ชายป๋ายเซียนเห็นดังนั้นก็ถลึงเนตรใส่ “อ..องค์ชายสามรับสั่งว่าหากพระชายาถามถึงให้ทูลบอกว่าเข้าที่บรรทมก่อนเลยเพคะ”


 

รู้ได้อย่างไรว่าเขาจะถามถึง คนหลงตัวเอง...

 


“แล้วหายไปไหนล่ะถึงให้ข้าเข้านอนก่อน”

 

“เอ่อ ทรงคุยธุระอยู่ศาลาริมสระบัวกับเหล่าทหารเพคะ...

 

“ไม่เป็นการเป็นงานเช่นนั้นมีธุระกับผู้อื่นด้วยรึ”

 

“อ่าแห่ะๆ ไม่ทราบเหมือนกันเพคะ”

 

“เอาเถอะ พวกเจ้าไปพักได้แล้วข้าจะนอนล่ะ”

 

“เพคะพระชายา” บอกไม่ให้เรียกยังจะเรียกอีก ดื้อกันทั้งนายทั้งบ่าวเลยหรือยังไงคนตำหนักนี้ องค์ชายป๋ายเซียนส่ายพระพักตร์แล้วล้มตัวลงนอนหนุนหมอน แสงเทียนค่อยๆดับลงทีละเล่มจนมืดสนิท ตามด้วยเสียงเลื่อนปิดประตูเบาๆเป็นอันรู้ว่า ณ ตอนนี้ไม่มีผู้ใดอยู่รบกวนแล้ว

 

จะว่าไปไม่อยู่ให้พบหน้าก็ดีเหมือนกัน ไม่กลับมาเลยยิ่งดีจะได้ยึดฟูกนอนไว้เป็นของตัวเองโดยไม่ต้องแบ่งใคร คืนนี้ป๋ายเซียนจะได้หลับสนิท ไม่ต้องมาคอยระแวงหรือกลัวนั่นกลัวนี่ให้อึดอัดด้วย

 

องค์ชายน้อยหลับตาพริ้ม ความง่วงเล่นงานจนเข้าสู่ห้วงนิทราไปในที่สุด ทว่าไม่นานในฝันกลับมีเสียงเฮสนุกสนานตามมารบกวนเสียงราวกับใครกำลังจัดงานรื่นเริงหรือตั้งวงดื่มสุรายังไงยังงั้น ดังลอดเข้ามาไม่มีทีท่าว่าจะเงียบลงเลย พยายามพลิกตัวหนีเสียงเหล่านั้นยังไงก็แล้วกลับไม่เป็นผล มันน่ารำคาญจนองค์ชายป๋ายเซียนต้องลุกตื่นขึ้นมาด้วยความข้องพระทัย

 

แสงจากเสี้ยวจันทรานอกหน้าต่างบอกชัดว่าเข้าสู่ยามวิกาลแล้ว แต่ผู้ใดกัน ที่ยังกล้าส่งเสียงรบกวนในเขตพระราชฐานเช่นนี้ องค์ชายป๋ายเซียนเลื่อนประตูเปิดออกไปพบนางกำนัลห้าหกคนกำลังนั่งสัปหงกคนละทิศละทางจึงไม่ปลุกเรียก เดินผ่านออกไปถึงประตูชั้นนอกสุดเจอจางอี้ชิงกำลังเดินหน้าแดงระเรื่อเข้ามาพอดี

 

“อี้ชิง”

 

พอถูกเรียกก็สะดุ้ง รีบสะบัดหน้าเรียกสติแล้วคุกเข่าลงกับพื้นเพื่อถวายความเคารพ “ข้าคิดว่าองค์ชายบรรทมแล้วเสียอีกพะยะค่ะ” องค์ชายป๋ายเซียนไม่ได้ตรัสใดๆ กลับมองหาตะเกียงที่อยู่ใกล้ที่สุดแล้วคว้ามันมาส่องหน้าองครักษ์ตนชัดๆ

 

“เหตุใดจึงหน้าแดงเช่นนี้” ซ้ำยังมีกลิ่นเหม็นที่ป๋ายเซียนเกลียดติดตัวมาอีก “เจ้าดื่มเหล้ามารึ?!

 

“อะ เอ่อ...

 

“อี้ชิง

 

“ขะ แค่จิบๆเองพะยะค่ะ ยังมีสติ หากองค์ชายประสงค์สิ่งใดบอกข้าดะ--

 

“เจ้าไปดื่มเหล้าที่ไหนมา”

 

 

“เสียงที่ดังมาจากหลังตำหนักนั่นวงสุราใช่หรือไม่”

 

“เอ่อ

 

“ข้าถามก็ตอบ อย่ามาหลบสายตา” เค้นถามองครักษ์คนสนิทยังไม่ทันได้ความ สายพระเนตรแลเห็นทหารจำนวนหนึ่งกำลังเดินโซซัดโซเซเข้ามาทางนี้เสียก่อน ระยะที่สั้นลงเรื่อยๆทำให้องค์ชายป๋ายเซียนเห็นสภาพเมามายเละเทะของแต่ละคนได้แจ่มแจ้ง โดยเฉพาะผู้ที่กำลังถูกหิ้วปีกเข้ามาด้วยพระพักตร์แดงเรื่อ ไม่หลงเหลือสภาพที่เคยสง่างามอีกแล้ว

 

“พระชายา!

 

ทหารสองนายตกใจจนแทบสร่างเมา เผลอปล่อยพระวรกายสูงขององค์ชายตนอย่างลืมเนื้อลืมตัว โชคดีที่ยังมีแทมินช่วยพยุงปีกไว้อีกข้าง องค์ชายสามจึงยังไม่ทรุดลงไปกองกับพื้น

 

“นี่มันอะไรแทมิน?” ถามเสียงเย็นยะเยือกจนแทมินยังอึกอักที่จะตอบ หันไปสบตาขอความช่วยเหลือจากจางอี้ชิงที่กำลังลุกขึ้นมาช่วยประคองร่างองค์ชายสามไว้อีกข้าง

 

“ป๋ายเซียนหรืออออ~

 

สุรเสียงซึ่งเคยทุ้มน่าเกรงขามกลายเป็นยานคางไม่ต่างจากพวกสำมะเลเทเมาชนชั้นน้อยผู้โง่เขลา ดวงเนตรคมกริบที่มองกี่ครั้งก็พาลให้สั่นไหวหลงเหลือแต่ความเลื่อนลอย หยาดเยิ้มเหมือนพวกที่อยู่ตามหอนางโลม มองผ่านไหล่กว้างนั้นไปด้านหลังยิ่งน่าหนักใจกว่า..จงอินองครักษ์ผู้เงียบขรึม เป็นการเป็นงานเสมอเมื่อได้พบเจอกำลังลงไปนอนเลื้อยตามแข้งขาของทหารชั้นผู้น้อยที่ช่วยประคองตัว หมดสภาพยิ่งกว่าองค์ชายสาม

 

แหกปากร้องเพลงไม่เกรงใจผู้ใด น่ากลุ้มใจจนแทมินแฝดผู้น้องต้องกุมขมับตาม อยากเข้าไปช่วยหิ้วปีกและอุดปากให้เงียบแต่ก็ทิ้งองค์ชายตนไม่ลง

 


บ้ากันไปหมดแล้ว!

 

 

“นี่พวกเจ้ากล้าเมามายในเขตพระราชฐานเลยรึ?!!

 

“ขะ คือองค์ชายสามเป็นตัวตั้งตัวตีเลยพะยะค่ะ!” ทหารแฟนพันธุ์แท้ขององค์ชายเปี้ยนรีบโยนความผิดไปให้องค์ชายผู้ไม่ได้สติ

 

“ทั้งนายทั้งบ่าว---อ้ะ!

 

“ป๋ายเซียนนนน~” แรงโถมกอดจากพระวรกายสูงใหญ่ทำเอาองค์ชายป๋ายเซียนเซถอยหลัง “ฮ่ะๆ ตัวเล็กจริงเชียว เอิ้ก!~

 

“ย๊า!! ปล่อยข้านะข้าเหม็น!

 

“ป๋ายเซียนนน~ ป๋ายเซียนภรรยารัก..พาข้าไปนอนหน่อย..” ป๋ายเซียนอยากจะบ้าตาย เกลียดเสียงยานคางที่คอยร้องเรียกชื่อกันซ้ำๆเหมือนพูดคำอื่นไม่เป็นจริงๆ! ไหนจะกลิ่นฉุนที่ฟุ้งทั่วกายไม่รู้ว่าดื่มหรืออาบน้ำเมามากันแน่มันถึงได้เหม็นขนาดนี้

 

“ข้าอยากนอนกอดเจ้า

 

“อื้อ

 

จมูกโด่งได้รูปซุกไซ้เข้ามาดอมดมพระพักตร์เล็กไปทั่ว องค์ชายป๋ายเซียนพยายามเอี้ยวหลบเป็นพัลวัน ทว่าริมฝีปากร้อนก็ยังตามมาโฉบและฉวยโอกาสซอกคอต่อโดยไม่รู้สึกตัว ไม่รู้แม้กระทั่งว่าทหารและนางกำนัลในตำหนักพากันออกมามุงดูกันหมดแล้ว

 

“องค์ชาย!” ป๋ายเซียนอายจนอยากแทรกแผ่นดินหนี ร่างกายที่ตกเป็นรองกว่าตั้งครึ่งสู้พละกำลังมหาศาลไม่ได้ แรงกอดรัดหนักๆและจมูกซุกซนตามมารังแกกันจนร้อนรุ่มไปทั้งกาย นางกำนัลที่ยืนมองเหตุการณ์อยู่ต่างก้มหน้าลงอย่างเอียงอายกับภาพนัวเนียที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้า ต่างจากพวกทหารที่ทำตาเป็นประกาย ทั้งชอบใจทั้งอิจฉาองค์ชายตนกันเป็นแถว

 

“องค์ชาย อื้อ..!

 

“ป๋ายเซียน..พระชายาป๋ายเซียน

 

“อี้ชิง แทมิน พวกเจ้ามัวยืนทำอะไรกันอยู่เข้ามาช่วยข้าสิ!

 

“พะยะค่ะ”

 

อย่ามายุ่งกับข้า! ข้าจะกอดเมียข้า!!!” ตวาดไล่เสียงดังพลางสะบัดมืออี้ชิงและแทมินออกอย่างแรง งอแงโถมกายเข้ากอดองค์ชายน้อยอีกครา คราวนี้รัดแน่นยิ่งกว่าเดิม ริมฝีปากเริ่มอยู่ไม่นิ่ง ตั้งท่าจะเม้มดูดผิวนวลผ่องให้เป็นรอย องค์ชายป๋ายเซียนถึงกับผวา งับใบหูองค์ชายตัวโตอย่างไม่ออมแรง

 

“โอ้ย!!!!

 


ตุ่บ!

 


“องค์ชาย!

 

“พวกเจ้าไม่ต้องยุ่ง!” องค์ชายป๋ายเซียนตวาดเสียงดัง แทมินและอี้ชิงที่ทำท่าจะเข้าไปช่วยประคององค์ชายสามที่ตอนนี้ลงไปนอนโอดโอยอยู่บนพื้นรีบกระเด้งตัวออก “ปล่อยไว้ตรงนั้น แล้วไปหาน้ำมาให้ข้า”

 

“พ..พะยะค่ะ!

 

ทั้งคู่รีบวิ่งออกไปหาน้ำและผ้าสะอาดมาให้พระชายาตามรับสั่ง ด้วยความรีบจึงหากะละมังใบเล็กไม่ได้ คว้ามาทั้งถังใหญ่ๆ คราแรกเข้าใจกันว่าองค์ชายเปี้ยนเรียกหาน้ำเพราะจะนำมาเช็ดตัวให้พระสวามี แต่ในความเป็นจริงแล้ว

 

“น้ำมาแล้วพะยะ---

 

 

ซ่า!!!!!!

 

 

องค์ชายน้อยทรงสาดน้ำถังใหญ่ใส่องค์ชายสามทั้งถังเลยต่างหาก!

 

 

…!!!!!” 

 

ไม่มีผู้ใดกล้าเอื้อนเอ่ยหรือออกความเห็นใด ได้แค่ยืนมองสถานการณ์ที่เกิดขึ้นกันอย่างอึ้งๆ 

 

“อะแค่กๆๆ!!!” องค์ชายสามสำลักน้ำไม่หยุดและแทบสร่างเมาในคราวเดียว ดวงเนตรเกรี้ยวกราดที่ไม่บ่อยนักจะได้เห็นค่อยๆเลื่อนขึ้นมามองพระชายาตนอย่างเอาเรื่อง

 

“จะหิ้วกันไปนอนที่ไหนก็ไป แต่อย่าพาเข้าตำหนักนี้”

 

“จะมากไปแล้วนะป๋าย---

 

“ถ้าไม่อยากให้องค์ชายของพวกเจ้าต้องสำลักน้ำอีกถังก็รีบพาไปให้พ้นหูพ้นตาข้าซะ” มองเหยียดอย่างไม่แยแสความเกรี้ยวกราดของพระสวามี “ไปสิ!

 

 




 

 

“ฮั๊ดชิ่ว!!!

 

อาการหวัดเข้าจู่โจมพระวรกายเคยแข็งแรงแต่เช้า ทั้งที่ยังรู้สึกว่านอนไม่พอแต่ก็ต้องลุกตื่นขึ้นมาเพราะอาการคัดจมูก สายพระเนตรเห็นสภาพแวดล้อมรอบกายดูแปลกไปจากที่เคยคุ้น แต่ก็ไม่นึกแปลกพระทัยเท่าใดเนื่องจากพอจะจดจำเหตุการณ์เมื่อคืนได้ลางๆว่าไปทำสิ่งใดมาบ้าง

 

สิ่งมีชีวิตแรกที่พบเจอคือองค์ชายห้าผู้เป็นพี่น้องสายเลือดเดียวกัน ทั้งยังเป็นผู้ให้อาศัยตำหนักกำลังขยับกายเข้ามาพร้อมนางกำนัล..หยุดอยู่เพียงโต๊ะเล็กใกล้ฟูกนอน แม่นางข้าหลวงรินชาร้อนหอมกรุ่นใส่ลงในจอกแล้วโค้งคำนับให้ ก่อนจะค่อยๆขยับตัวกลับออกไป เหลือไว้เพียงองค์ชายห้าที่กำลังยืนกอดอก ทอดพระเนตรองค์ชายสามด้วยสีพระพักตร์ตลกขบขัน

 

“ไง..องค์ชายสามสหายรัก”

 

ผู้ถูกทักส่ายศีรษะพลางเอื้อมมือคว้าจอกชาขึ้นดื่มรวดเดียวหมด สภาพยังติดสะลึมสะลือ แต่ก็ดีกว่าเมื่อคืนเป็นไหนๆในความคิดขององค์ชายเซฮุน

 

“อยากรู้ไหมว่าสภาพเจ้าเมื่อคืนเป็นเช่นไร”

 

“ไม่อยาก”

 

“แหม พอจะจำได้สินะ” คิดแล้วก็ขำ เมื่อคืนหงุดหงิดแทบแย่ที่มีคนมาร้องเรียกในยามวิกาล แต่พอออกมาพบสภาพขององค์ชายสามและได้ฟังเรื่องเล่าจากแทมินองค์ชายห้าแทบลงไปนอนดิ้นเพราะความขำ

 

“แล้วรู้หรือไม่ว่าเช้านี้เจ้ามีเรื่องให้คนในราชสำนักโจษจันอีกแล้ว”

 

“หากจะตอกย้ำก็ออกไปให้พ้นหน้า ข้าไม่สะทกสะท้านหรอก แต่รำคาญ”

 

“งั้นหรือ” องค์ชายห้ายิ้มเยาะ มองสหายรักรินชาให้ตัวเองด้วยสีหน้าหงุดหงิด ปากบอกว่าไม่สะทกสะท้าน หากแต่การกระทำช่างสวนทางกัน กระแทกจอกชาเสียงดังไม่เกรงใจผู้เป็นเจ้าของที่ยืนมองอยู่เลย

 

“เพิ่งแต่งงานกันยังไม่ทันไรก็มีเรื่องเสียแล้ว ที่น่าขันคือเจ้าให้พระชายาเป็นช้างเท้าหน้า ข้าก็เพิ่งเคยพบ” ทั่วทั้งโชซอนโดยเฉพาะในวังหลวงล้วนมีแต่ผู้อยู่ในตำแหน่งสามีที่มีอำนาจเป็นผู้นำ แต่องค์ชายสามสหายรักกลับไม่ใช่ ถูกพระชายาเล่นงาน ไล่ตะเพิดออกจากตำหนัก ไม่ถูกคนเลื่องลือก็เห็นทีจะเป็นเรื่องแปลก

 

“เห็นตัวเล็กๆใสซื่อเช่นนั้น ไม่คิดว่าจะดุ”

 

ปึ่ก!

 

“เฮ้! เจ้าเขวี้ยงตำราข้าเยี่ยงนั้นได้ยังไงไอ้คนพาล!” องค์ชายห้าว่าเสียงดัง รีบตามไปเก็บตำราของตนเองที่นอนแอ้งแม้งอยู่บนพื้นขึ้นมาแนบอก “ข้าอุตส่าห์ให้ที่นอน แม่ของข้าก็อุตส่าห์เข้ามาช่วยเช็ดตัวให้ เจ้านี่มันเลี้ยงไม่เชื่องจริงๆ” ถลึงเนตรใส่อย่างหงุดหงิด จะด่าจะว่ากันยังไม่น่าเจ็บใจเท่ากับมาทำลายข้าวของอันเป็นวิชาความรู้กันเช่นนี้เลย

 

“อยากปากมากดีนัก”

 

“ข้าต่างหากที่ต้องกล่าวคำนั้น ตื่นแล้วก็กลับตำหนักเจ้าไปเลยไป ดูจากสภาพไม่น่าเป็นอะไรแล้วไม่จำเป็นต้องให้อยู่รักษา” ผู้ฟังไม่สำนึก ไหวไหล่ไม่แยแสแล้วลุกขึ้นบิดพระวรกายไล่ความเมื่อยขบ..ก้าวออกจากพระตำหนักทิศใต้ไปโดยไม่มีแม้แต่คำขอบน้ำใจ

  



  

เพิ่งเข้าใจถึงความน่ารำคาญของสายตามากคู่และถ้อยคำซุบซิบนินทาก็วันนี้  โดยปกติองค์ชายชานยอลไม่ใช่ผู้ที่จะใส่ใจต่อคำติฉินนินทาของผู้ใด จะถูกกล่าวขานถึงอย่างไรไม่เคยแยแส แต่ในวันนี้เขารู้สึกหงุดหงิดจริงๆ เสด็จผ่านทางไหนพวกขันทีเป็นอันต้องสะกิดกันมอง ยิ่งสร้างความขุ่นเคืองต่อพระชายาตัวแสบเป็นเท่าทวี

 

รู้ว่าแสนพยศ แต่ไม่นึกว่าจะกล้าหักหน้าทำลายภาพพจน์กันต่อหน้าข้าหลวงมากมายโดยไม่ไว้หน้ากันเช่นนี้ ถึงไม่ใช่ผู้ที่ยึดมั่นในฐานันดรศักดิ์ แต่ใช่ว่าผู้ใดจะมาทำลายให้หมดความยำเกรงต่อหน้าบ่าวไพร่ใต้อำนาจได้ยังไงเสีย ครั้งนี้ป๋ายเซียนก็ทำเกินไป


 

“ถวายบังคมองค์ชายสาม!~

 

ทหารยามหน้าตำหนักรีบค้อมคำนับทันทีที่เสด็จผ่าน องค์ชายหนุ่มหันไปมองกราดใส่สีหน้าระรื่นของทหารชั้นผู้น้อย แล้วก้าวเข้าตำหนักด้วยท่าทางขึงขังไม่ทักทายผู้ใด และหากเสียงหัวเราะของใครดังเข้าหูมาตอนนี้ล่ะก็รับรองเลยว่ามีเรื่อง

 

“ป๋ายเซียนอยู่ไหน”

 

“สะ..สรงน้ำอยู่เพคะ” นางกำนัลละล่ำละลักบอก ก้มหน้าก้มตาหลบสายพระเนตรดุดันกันถ้วนหน้า

 


ฝีเท้าหนักแน่นมุ่งตรงไปยังห้องสรงน้ำ...ทันทีที่เข้าไปถึงทรงเอ่ยไล่นางกำนัลสี่ห้าคนที่กำนัลถวายการดูแลพระชายาด้วยสุรเสียงเย็นเฉียบ องค์ชายป๋ายเซียนตกพระทัยกับการบุกรุกเข้ามาโดยไม่ส่งสัญญาณบอกล่วงหน้า ก้มลงมองเนื้อตัวเปลือยเปล่าของตัวเองที่เพิ่งขึ้นจากน้ำแล้วรีบหันหลังให้อีกคนทันที

 

มีโอกาสคว้าชุดคลุมสีขาวบางๆติดมือมา แต่ปิดเรือนร่างได้เพียงหมิ่นเหม่เท่านั้นเพราะแขนข้างหนึ่งถูกคว้าไปอย่างเร็ว

 

“โอ้ย! จะทำอะไรข้าเจ็บนะ

 

องค์ชายสามรั้งร่างเล็กเข้าสู่อ้อมแขนอย่างไม่ปรานี

 

“ยังไม่สร่างเมาอีกหรือถึงได้ทำตัวกัดไม่เลือกเช่นนี้”

 

“น้ำถังเมื่อคืนข้าคิดว่ามันช่วยให้สร่างได้จนถึงเช้าเชียวล่ะ”

 

“หึ เช่นนั้นก็ดีแล้ว ปล่อยข้าซะสิ”

 

ไม่เคยได้ยินหรือผู้หญิงอยู่บ้านต้องเชื่อฟังบุพการี ออกเรือนต้องเชื่อฟังสามีนาง หากสามีตายต้องเชื่อฟังบุตรชาย เพราะฉะนั้นผู้หญิงเปรียบเสมือนเงาตามตัวสามีนาง แม้ท่านจะไม่ใช่ผู้หญิง แต่เป็นพระชายาก็ต้องปฏิบัติตัวเช่นเดียวกัน ไม่ใช่มาออกคำสั่งหรือพยศต่อสามีตนเองเช่นนี้”

 

“พูดเอาแต่ได้ สามีที่ประพฤติตัวไม่เหมาะสมเช่นท่านใครจะอยากเชื่อฟัง”

 

“เจ้าทำให้ข้าหงุดหงิดอยู่ยังไม่รู้สึกตัวอีกหรือ”

 

“เจ้างั้นรึ?!” สรรพนามที่เปลี่ยนไปสร้างความไม่พอพระทัยต่อองค์ชายป๋ายเซียนยิ่งนัก มีศักดิ์เสมอกันแต่กลับเรียกกันอย่างไม่ให้เกียรติเช่นนี้มันสมควรหรือ

 

“ถ้าเจ้ายังเอาแต่ดื้อข้าก็จะเรียกเช่นนี้”

 

“ท่าน!

 

“ข้าอายุยี่สิบเจ็ด แต่เด็กอย่างเจ้ากลับไม่ให้ความเคารพ ถือครองหน้าที่พระชายาก็ไม่เคยประพฤติตัวเยี่ยงพระชายา”

 

“แล้วท่านปฏิบัติตัวให้น่าเคารพแล้วหรือ สำมะเลเทเมาในเขตพระราชฐาน พูดจาเลอะเทอะไม่ให้เกียรติข้าต่อหน้าเหล่าข้ารับใช้”

 

“ข้าพูดอันใด”

 

“เลอะเทอะ!

 

“เลอะเทอะที่ว่านั่นมันคืออันใดล่ะ”

 

“พวกคนเมาจะพูดอันใดได้นอกจากคำพล่อยๆ”

 

“ป๋ายเซียน!

 

“อื้อ!” ร่างเล็กถูกดันเข้าชิดผนัง ชุดคลุมหลุดมือลงไปกองแทบเท้า ปรารถนาที่จะก้มลงเก็บมันขึ้นมาเพียงใดก็ทำได้แค่คิดเพราะแขนถูกตรึงไว้ทั้งสองข้าง พระพักตร์งามราวรูปปั้นสลักจู่โจมเข้ามาใกล้จนปลายจมูกเบียดกัน

 

“ขอโทษข้าเดี๋ยวนี้”

 

ดวงเนตรคมฉายชัดว่าไม่ยอม สุรเสียงหนักแน่นฟังดูพระทัยเย็นทว่าสร้างความหวาดหวั่นให้กันได้อย่างไม่น่าเชื่อ 


“จะทำหรือไม่ทำ”

 

“ยะ..อย่ามาขู่ข้านะ ท่านกระทำผิดก่อนแท้ๆเช่นไรข้าต้องกล่าวขอโทษ”

 

“เพราะข้าเป็นสามีเจ้า”

 

“เป็นสามีแล้วนึกจะข่มเหงกันอย่างไรก็ได้หรือ”

 

“กับภรรยาที่ไม่ยอมเชื่อฟังสามีอย่างเจ้าก็คงใช่” จมูกโด่งขยับเข้าใกล้อีก พอดีกับที่องค์ชายป๋ายเซียนเบือนพระพักตร์หลบ ปรางใสข้างนั้นจึงชนเข้ากับจมูกโด่งเต็มๆทั้งที่ใกล้จนไม่เหลือที่ว่างแต่องค์ชายสามก็ยังไม่ยอมถอยออกไป กลับไล่ปลายจมูกลงบนปรางผ่องจรดใบหูนิ่มขององค์ชายป๋ายเซียนอย่างกลั่นแกล้ง

 

“อื้อ..อะ..องค์ชาย”

 

“ข้าจะถามอีกครั้ง หากว่าเจ้ายังดื้อ” พระหัตถ์ร้อนตีสะโพกกลมกลึงไร้สิ่งปกปิดหนึ่งที ก่อนจะบีบเคล้นต่ออย่างจาบจ้วง “คงรู้นะว่าจะเกิดอะไรขึ้น

 

“คนร้ายกาจ”

 

“ยังจะเถียงอีกหรือ”

 

 

“ว่าอย่างไร จะขอโทษข้าหรือไม่ ฮึ..

 

“อ้ะ!..” แรงเคล้นคลึงหนักหน่วงขึ้นเรื่อยๆจนร่างน้อยผวา เผลอซบหน้าลงบนบ่ากว้างอย่างอ่อนระทวย เลื่อนพระหัตถ์ลงไปห้ามพระหัตถ์ที่ใหญ่กว่าแต่ดูเหมือนจะไร้ค่า องค์ชายชานยอลเริ่มเคล้นหนั่นเนื้อผุดผ่องไปทั่ว ใบหน้าซุกไซ้ซอกคอจนองค์ชายป๋ายเซียนสติเริ่มหลุดหาย..หมดเรี่ยวแรงจะต่อกร

 

“ข..ข้ายอมแล้ว...

 

“บ่นอันใดข้าไม่ได้ยิน”

 

“ข้ายอมท่านแล้ว..อ้ะ! อย่าทำเช่นนี้เลย ข้าขอโทษ” พระพักตร์เล็กที่ซบอยู่บนไหล่และน้ำเสียงสั่นๆสร้างความพอพระทัยต่อองค์ชายสาม มุมปากร้ายขยับยิ้มเล็กๆ คอยประทับจุมพิตลงบนไหล่เปลือยซ้ำๆไม่ยอมถอยห่าง

 

“องค์ชาย

 

“จูบข้าก่อนแล้วข้าจะปล่อยเจ้าไป”

 

…!

 

“ข้าไม่ได้ล้อเล่น จะยอมจูบข้าดีๆหรือจะให้ข้าจูบก็เลือกเอา แต่หากเป็นอย่างหลังข้าไม่รับปากหรอกนะว่าจะหยุดอยู่แค่นั้น” องค์ชายหนุ่มผละออกมาถามเสียงพร่า แนบหน้าผากลงบนอวัยวะเดียวกันกับองค์ชายป๋ายเซียนที่ดูจะอึ้งไป เนื้อตัวสั่นสะท้าน หน้าขึ้นสีระเรื่อไม่ว่าจะมองอย่างไรก็ไม่พอ

 

“หรือจะอยู่กันท่านี้ไปจนพ้นวันดี แบบนั้นข้าก็มีเวลาให้”

 

“ท่านมันคนเจ้าเล่ห์”

 

องค์ชายสามแสยะยิ้มรับอย่างร้ายกาจ

 

“ชอบเอาเปรียบข้า”

 

“แล้วจะไม่ทำหรือ” จ้องลึกเข้าไปในดวงเนตรสีใสคล้ายลูกแก้วไม่ไหวหวั่น มีแต่ความมั่นคง ดึงดูดคนเจ้าพยศให้เข้าหาองค์ชายป๋ายเซียนจำต้องทำใจกล้า ค่อยๆยื่นพระพักตร์เข้าหาคนเห็นแก่ตัว ที่เรียกร้องสัมผัสจากเขาแต่กลับไม่ยอมช่วยเลยแม้แต่น้อย ไม่คิดจะก้มลงมาหา เอาแต่ยืนนิ่งจ้องมาไม่วางตา

 

และทันทีที่ริมฝีปากบางประทับลง ดวงเนตรสีรัตติกาลถึงค่อยๆปิดลงเพื่อซึมซับความหอมหวานอย่างพอพระทัย

 

จากจูบแน่นิ่ง เริ่มแปรเปลี่ยนสู่ความร้อนแรง

 

จากสัมผัสเพียงผิวเผิน ผันแปรสู่ความลึกซึ้ง


 เรียวลิ้นเกี่ยวกระหวัดดั่งผู้หิวกระหาย ป๋ายเซียนจะต้องรู้เอาไว้ว่าการสร้างความขุ่นเคืองใจต่อพระสวามีนั้นไม่ใช่สิ่งที่ควรกระทำ..องค์ชายสามกำลังมอบบทเรียนแก่พระชายาจอมพยศ

 

 




#สะใภ้บรรณาการ


   









         CR.SQW
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1.006K ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

10,413 ความคิดเห็น

  1. #10396 llllovellll (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 21 ธันวาคม 2563 / 22:29
    ไม่ชอบสิ่งที่ชานยอลพูดเลย ก็ตัวเองไม่ให้เกียรติน้องก่อน น้องทำคืนก็เจ๊ากันแล้วดิ
    #10,396
    0
  2. #10385 03ftjan (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 19 ตุลาคม 2563 / 18:42
    แซ่บลืม
    #10,385
    0
  3. #10364 belle1502 (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 19 กรกฎาคม 2563 / 10:19
    กรี้ดเดดดดดดดแบบฟกกพเรตวใบอเะถนยวข
    #10,364
    0
  4. #10343 EATWELL (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 12 กรกฎาคม 2563 / 22:39

    กรีีดดดดดดด

    #10,343
    0
  5. #10301 Mr-mztxx (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 18 มิถุนายน 2563 / 18:28
    กรี้ดดดดดดดดดดดด
    #10,301
    0
  6. #10295 Real_Kid1412 (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 5 มิถุนายน 2563 / 21:10

    ฉันร้องกรี๊แดดด

    #10,295
    0
  7. #10282 munkrishear (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 15 พฤษภาคม 2563 / 22:38
    กรี้ดดดดดด
    #10,282
    0
  8. #10269 乃イ乙メ (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 8 พฤษภาคม 2563 / 00:43
    แม่เจ้า!!!!
    #10,269
    0
  9. #10258 Emihcy (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 25 เมษายน 2563 / 01:26
    กรี้ด หน้าดิชั้นร้อนไม่ไหว
    #10,258
    0
  10. #10232 Rain (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 19 เมษายน 2563 / 23:05

    เลือดหมดตัววว บิดดดกัดหมอนน ฟินขน๊าดด

    #10,232
    0
  11. #10189 ❤ Little "B" ❤ (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2563 / 22:17
    เขินตัวจะ-
    #10,189
    0
  12. #10175 _pn17 (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2563 / 18:24
    เราก็ผิดอะพ่ออ ไปทำน้องแบบนั้น ง้อกันดีๆนะจ๊ะ
    #10,175
    0
  13. #10169 Byunee_J (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2563 / 09:04
    เขินนนนนนรร
    #10,169
    0
  14. #10147 chutima_19 (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 22 มกราคม 2563 / 07:12
    มันเปงเขินๆๆ
    #10,147
    0
  15. #10128 เหมี๊ยวกวิ้น🐧 (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 11 มกราคม 2563 / 22:23
    องค์ชายสาม!!!!! ทำไมชอบแกล้งป๋าย! แง้ แม่ๆๆฟฟ มันเขิน เจ้าเล่ห์จริงๆ หึ้ยยยย
    #10,128
    0
  16. #10080 ออมม่า (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 22 ธันวาคม 2562 / 20:49

    ร้ายจริง ๆ องค์ชายสาม

    #10,080
    0
  17. #10054 PRAE.VV (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 20 ธันวาคม 2562 / 03:18
    โอ้ยโหยยยยยยย สองคนนี้นี่นะ บ้าเอ้ยยย
    #10,054
    0
  18. #9977 Timmmmmmmm (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 19 พฤศจิกายน 2562 / 20:02
    ไม่ไหวแล้ว ใจนุ ไม่ไหวแล้วจริงๆTT
    #9,977
    0
  19. #9889 IPINOCKIO (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 16 กันยายน 2562 / 21:33
    เค้าจูบกันอีกแล้วจ้าาา คราวนี้มากกว่าครั้งก่อนด้วย ครั้งก่อนนี้ปากแตะปากเบๆมากบอกเลย แต่ครั้งนี้นี่แบบ อหหหหห องค์ชายสามมม นี่คือบทลงโทษของภรรยาที่พยศกับสามีใช่ไหม ทำไมเราชอบล่ะ กรี๊ดๆๆๆๆๆ น้องน่าฟัดล่ะสิ เขินนนนนนน
    #9,889
    0
  20. #9853 heykiki (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 10 กันยายน 2562 / 19:05
    โอโหหหหหหหกกกกกกกกกกกก มันแบบบบบบบบบบบ ไอบ้าเอ้ยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย ชายสามมันเจ้าเล่ห์ชอบหาเรื่องรังแกน้องงงงงงง
    #9,853
    0
  21. #9831 notisez (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 24 กรกฎาคม 2562 / 11:25
    บอกเรยว่าฉากล่อแหลมตะหมูกบานกว่าคัทคร่ะ
    #9,831
    0
  22. #9803 Ohsehun9494 (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 3 มิถุนายน 2562 / 11:01

    ฉากมันล่อแหลมมากๆเลยเพคะ หม่อมฉันจินตนาการไปไกลแล้ววว ฮรุกก

    #9,803
    0
  23. #9715 ChamaipronAun (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2562 / 22:00
    กระหม่อมมิทันได้เตรียมใจเลยเพคะ องค์ชายสามทรงร้ายกาจจริงแท้//ประหารหม่อมฉันเถอะเพคะ
    #9,715
    0
  24. #9707 faaah92 (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 14 มกราคม 2562 / 00:29
    ประทับใจมุมดีขององค์ชายสามจริงๆอ้ากกก เขินเพคะ
    #9,707
    0
  25. #9644 bemysunshine (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 10 พฤศจิกายน 2561 / 12:04
    องค์ชายน้อยแสนพยศก็จริง แต่พี่จะมาทำแบบนี้ม่ายด้ายยย เราไม่ได้เตรียมใจมาให้พี่รุ่มร่ามน้อง เราเขินนน มาตีตงตีตูดน้องได้ไง คนบ้า เขินไปหมดแล้ววว โอ๊ย น้องน่าฟัดใช่มั้ยล่ะท่านพี่ อิอิ
    #9,644
    0