สะใภ้บรรณาการ (Chanbaek) -END-

ตอนที่ 13 : 12 - อภิเษกสมรส

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 23,780
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 809 ครั้ง
    3 ต.ค. 59


 -12-

อภิเษกสมรส

 


 

 

 




สุริยันทอแสงประกาศแจ้งให้ทราบโดยทั่วกันว่าวันอันเป็นสิริมงคลยิ่ง กำลังเริ่มต้นขึ้นแล้ว

 

 

องค์ชายสามถูกนางกำนัลปลุกเรียกตั้งแต่ฟ้าสาง วิหคน้อยที่ทรงเลี้ยงไว้ดูเล่นคอยส่งเสียงร้องจิ๊บๆทั่วพระตำหนักฤดูร้อน คึกคักกว่าวันไหนๆราวกับรู้ว่าวันนี้เป็นวันสำคัญของเจ้าของตนอย่างไรอย่างนั้นวันนี้เป็นวันสำคัญและยังเป็นวันที่วุ่นวายที่สุดในชีวิตขององค์ชายชานยอล

 

ยี่สิบเจ็ดพรรษากับการมีชีวิตเติบใหญ่ในกรอบกำแพงพระราชวังไม่เคยโปรดหลักเกณฑ์ใด พิธีการมากขั้นตอนหากเลี่ยงได้ไม่เคยรั้งรอที่จะลงมือทำสักครั้ง ทว่าครานี้นั้นต่างกันวันอภิเษกสมรสที่ชั่วชีวิตไม่เคยคิดปรารถนา วันที่ต้องรับใครสักคนเข้ามาพันผูกชีวิตตนองค์ชายชานยอลไม่เคยคิดถึงมันมาก่อนเลยจริงๆ แต่แทนที่จะรู้สึกเบื่อหน่าย อึดอัดกับสิ่งที่ถูกยัดเยียดให้องค์ชายหนุ่มกลับรู้สึกตรงกันข้ามดวงหทัยแข็งแกร่งเต้นตึกตักรับรุ่งอรุณได้อย่างน่าขัน

 

สามวันที่ไม่ได้พบหน้ากันคอยแต่จินตนาการไปเองต่างๆนาๆว่าในแต่ละวันคู่อภิเษกดำเนินชีวิตไปอย่างไร บางคราแอบฟังเอาจากบทสนทนาของผู้อื่น บางคราต้องออกอุบายให้องครักษ์ตนไปสืบเรื่องมา ได้ความบ้างไม่ได้บ้าง เป็นเช่นนี้มาตลอดระยะเวลาสามวัน ไม่อาจเข้าใจถึงการกระทำของตัวเองเหมือนกันว่าทำเช่นนั้นไปเพื่ออะไร  


 

เหล่านางกำนัลช่วยแต่งองค์ทรงเครื่องให้องค์ชายสามกันอย่างขันแข็ง รอยแย้มสรวลจางๆและการยืนนิ่งผิดปกติ ไม่เย้าแหย่ผู้ใดให้เสียเวลาทำพวกนางนึกประหลาดใจ ลอบสบตากันแล้วก้มหน้ายิ้มคิกคักอย่างชอบใจ จินตนาการต่อกันไปไกลว่าเห็นทีองค์ชายจอมรั้นมากเล่ห์ของตนจะทรงพ่ายทางให้แก่ว่าที่พระชายาเสียแล้ว เพราะรอยแย้มสรวลและดวงเนตรช่างดูมีความสุข สีพระพักตร์สดชื่น ไม่มีแม้แต่ท่าทีต่อต้านพระราชพิธีให้น่าห่วง

 

 

“เสร็จแล้วเพคะ”

 


องค์ชายหนุ่มมองตัวเองผ่านกระจกเงา ไม่นานฮันซังกุงผู้ถือครองตำแหน่งซังกุงปกครองสูงสุดก็เดินเข้ามาเชิญเสด็จไปยังตำหนักใหญ่ อันเป็นที่ประทับส่วนพระองค์ของฝ่าบาทเพื่อทำพิธีแรก

 

ภาพแรกที่ทรงเห็นยามเสด็จออกจากพระตำหนักคือเหล่าทหารรับใช้ของตนและทหารจากทางการกว่าครึ่งร้อยกำลังนั่งคุกเข่าก้มหัวแสดงความเคารพอยู่แทบพื้น ในวันนี้ทุกคนแต่งกายกันอย่างเต็มยศ สีหน้าเต็มไปด้วยความปิติยินดีจนคนมองอดอมยิ้มเสียมิได้

 

“ทรงสง่างามมากพะยะค่ะ”

 

จงอินกล่าวคนแรก และยังเป็นผู้ถือธงสีแดงเข้มลายวิหคตัวโตซึ่งปักด้วยดิ้นทองอันเป็นสัญลักษณ์ของทหารตำหนักฤดูร้อน นั่งคุกเข่าเพียงข้างเดียวอยู่หัวแถว โดยข้างๆคือแทมิน..ผู้ถือธงของราชสำนักเคียงคู่กันมา

 

“พวกเจ้าก็ดูดีมากทีเดียว”

 

“ขอบพระทัยองค์ชาย แต่กล่าวตามความจริงในวันนี้คงไม่มีผู้ใดดูดีไปกว่าเจ้าบ่าวอีกแล้ว” องค์ชายสามทรงพระสรวลอย่างพอพระทัย

 

“คารมเจ้าดีขึ้นเรื่อยๆนะแทมิน”

 

“หามิได้ ในวันนี้พระองค์สง่างามและสีพระพักตร์ดูแช่มชื่นยิ่งกว่าผู้ใดจริงๆ”

 

“อย่างกับว่ารอคอยเวลานี้มานาน  จงอินพูดเสริมคู่แฝดตนลอยๆ แต่ดังพอจะถึงโสตประสาทการได้ยินของคนหูดีได้ไม่ยาก องค์ชายสามไหวไหล่ไม่แยแส ก่อนจะเสด็จไปยังเกี้ยวสีแดงอย่างรู้หน้าที่ อีกนัยหนึ่งคือเหลือบเห็นฮันซังกุงพยักหน้าส่งสัญญาณให้หลายทีแล้ว..จึงรู้ตัวว่าควรต้องรีบไป

 

ขบวนพระเกี้ยวจากตำหนักฤดูร้อนเคลื่อนถึงตำหนักใหญ่ของฝ่าบาทด้วยเวลาไม่นาน ท่านราชเลขา เสนาบดีฝ่ายซ้ายและฝ่ายขวาเป็นผู้ยืนรอต้อนรับเสด็จ นำองค์ชายสามเข้าทำพิธีแรกรับพระบรมราโชวาทจากผู้เป็นพระราชบิดา

 

  

 



 

ด้านตำหนักเล็ก

 

 

บัดนี้เหล่าข้าราชบริพานและเชื้อพระวงศ์จากราชวงศ์เปี้ยนต่างพร้อมเข้าสู่พิธีอภิเษกสมรสแล้วทหารรับใช้จากโชซอนยืนเรียงแถวรวมกับทหารจากราชวงศ์เปี้ยนหน้าตำหนักเล็กอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย ธงกษัตริย์โบกสะบัดตามแรงลม  ไม่มีผู้ใดส่งเสียงดังรบกวน เพราะฝ่าบาทเปี้ยนและพระมเหสียืนประจำตำแหน่งอยู่หน้าแถว รอทำพิธีโดยมีคนจากทางการของโชซอนคอยบอกลำดับพิธีการให้ทรงทราบ

 

 

“ป๋ายเซียนนะป๋ายเซียน”

  

ด้านนอกตำหนักอาจเรียบร้อยทุกกระเบียดนิ้ว

  

“พวกพี่บอกแล้วใช่ไหมว่าให้เข้านอนไวๆ”

 

หากทว่าด้านในกลับเรียกได้ว่าโกลาหล

  

“สายจนได้”

  

เต็มไปด้วยเสียงบ่นและเสียงฝีเท้าตึกตักเหตุเนื่องมาจากว่าที่พระชายาทรงตื่นสายอย่างที่ไม่ควรจะเกิดขึ้น “พวกเจ้าน่ะเร็วๆเข้าสิ รีบเอาเสื้อคลุมกับหมวกของน้องข้ามาเร็วๆเข้า”


“เพคะองค์หญิง”


องค์ชายป๋ายเซียนทำหน้าคล้ายเด็กใกล้จะร้องไห้ ถูกองค์หญิงผู้เป็นพี่สาวทั้งสามพระองค์จับหมุนตัวซ้ายขวา อีกทั้งยังมีนางกำนัลอีกหลายคนเข้ามาช่วยทรงเครื่องให้อย่างเร่งรีบวุ่นวาย ซ้ำยังถูกบ่นไม่ว่างเว้น ยิ่งมีคนเข้ามารายงานว่าด้านนอกพร้อมแล้ว และองค์ชายสามเริ่มทำพิธีแรกที่ตำหนักฝ่าบาทยิ่งวุ่นวายเข้าไปกันใหญ่

 

ก็ไม่ได้ตั้งใจตื่นสายซักหน่อยนี่นา


แต่เมื่อคืนข่มตานอนไม่หลับจริงๆ มันหลากหลายความรู้สึก คิดเผื่อไปเรื่องโน้นเรื่องนี้เยอะไปหมด เผลอหลับเอาตอนเกือบฟ้าสว่างผลเลยออกมาอย่างที่เห็น

 

“ไหนเจ้าลองหันหน้ามาให้พวกพี่ดูชัดๆหน่อยว่าเรียบร้อยหรือยัง”

 

ถึงจะรู้สึกผิดที่ทำให้ทุกคนต้องวุ่นวายอยู่ไม่น้อย แต่ภาพตอนนี้ก็น่ามองปนขำเสียจริงๆ องค์หญิงพี่สาวยังคงงดงามและจริงจังกับเรื่องของเขาเสมอ นานมากแล้วที่ไม่ได้อยู่ช่วยเหลือกันใกล้ๆเช่นนี้ ยังจำวันก่อนที่ครอบครัวเสด็จมาถึงได้แจ่มแจ้ง ป๋ายเซียนร้องดีใจยิ่งกว่าเด็ก อยากกอดอยากอ้อนให้เหมือนกับตอนที่ยังอยู่แผ่นดินตนเอง แต่ก็ทำได้ยากเหลือเกินเพราะบทบาทและเวลาของเขานั้นเปลี่ยนไป...

  

“เรียบร้อยแล้ว” องค์หญิงคนโตหมุนตัวพระอนุชาเข้าหากระจกเงา “ดูสิ..ชุดของโชซอนเข้ากับเจ้าไม่น้อยเลยน้องรัก”

 

“องค์ชายสามก็คงจะเช่นกัน”

 

“พี่รองตรัสอะไรเช่นนั้น”

 

“พี่รองตรัสถูกแล้ว ถึงไม่ได้พบหน้ากันนาน แต่พี่ก็เชื่อว่าวันนี้พระองค์จะมีพระสิริโฉมงดงามไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าที่เคยเจอเป็นแน่” องค์หญิงพระองค์เล็กตรัสเสริม “เผลอๆอาจจะรูปงามยิ่งกว่าที่เราเคยพบก็เป็นได้ น่าจะเหมาะสมกับน้องพี่ทีเดียว”

 

“อภิเษกสมรสกับบุรุษด้วยกันเห็นทีจะดูน่าขันเสียมากกว่าพะยะค่ะ”

 

“อย่ากล่าวอะไรเช่นนั้นในวันมงคลของตัวเองสิ น่าหยิกให้เจ็บเสียจริง” ไวเท่าความคิด องค์หญิงพระองค์เล็กหยิกปรางใสของพระอนุชาตนอย่างมันเขี้ยว

 

โอ้ย

 

“จะเป็นฝั่งเป็นฝาแล้ว อย่างอแงและจงเคารพเชื่อฟังพระสวามีอย่างนอบน้อมเข้าใจหรือเปล่า”

 

“อะไรกัน”

 

“ถึงจะเป็นบุรุษเพศด้วยกัน แต่ไม่มีอันใดเสียหายหากว่าเจ้าจะปฏิบัติตัวให้น่าทะนุถนอม รู้จักปรนนิบัติเอาใจ รู้จักใช้ความน่ารักและน่าเอ็นดูของตัวเองให้เป็นประโยชน์..พระองค์จักได้ไปไหนไม่รอดอย่างไร”

 

“นั่นมันวิถีของสตรีนะพะยะค่ะ”

 

“แต่เจ้าทำได้”

 

“เรื่องเช่นนั้นข้าไม่เอาด้วยหรอก”

 

“เขินหรือ แก้มแดงเชียว”

 

...

 

“ฮ่ะๆ” เสียงทรงพระสรวลขบขันของเหล่าองค์หญิงทำเอาองค์ชายป๋ายเซียนก้มหน้างุด ไม่มีสิ่งใดจะต่อกรด้วยเพราะรู้สึกเขินอย่างที่ถูกกล่าวดักคอเช่นนั้นจริงๆ

 

คุยเล่นกันได้อีกไม่นาน จางอี้ชิงก็พรวดพราดเข้ามาในห้องบรรทมขององค์ชายป๋ายเซียนด้วยสีหน้าตื่นเต้น ยืนค้อมศีรษะกราบทูลเรื่องที่ถูกไหว้วานให้เข้ามาแจ้งโดยไม่รอช้า

 

“ทหารของโชซอนรายงานมาว่าขบวนเสด็จขององค์ชายสามเคลื่อนออกจากตำหนักใหญ่แล้วพะยะค่ะ และกำลังมุ่งหน้ามาทางนี้”

 

หฤทัยดวงน้อยเต้นระรัวเมื่อได้ยินเช่นนั้น

 

“เชิญองค์หญิงทั้งสามเสด็จเตรียมตัวด้านนอกดีกว่าพะยะค่ะ”

 

เต้นคล้ายกับจะหลุดออกไปเสียให้ได้

  

“เช่นนั้นพวกพี่คงต้องขอตัวก่อน เตรียมตัวให้พร้อมล่ะป๋ายเซียน”

  

เหงื่อชื้นผลุดขึ้นบนสองฝ่าพระหัตถ์น้อยอย่างไม่รู้จะทำอย่างไร ตื่นเต้นอย่างหาที่สุดไม่ได้จริงๆในวันนี้

 

 


 

 

 

          องค์ชายเจ้าบ่าวเสด็จ~

 


เสียงแตรมงคลค่อยๆเบาลงจนเงียบสนิทเมื่อองค์ชายสามเสด็จลงจากเกี้ยว ขยับพระวรกายเข้าไปหยุดค้อมศีรษะถวายความเคารพแด่พระราชบิดาและพระราชมารดาของคู่อภิเษกด้วยความสุภาพนอบน้อม องค์ราชันจากแผ่นดินเปี้ยนถูกเชิญเสด็จขึ้นพระตำหนักเป็นพระองค์แรก ตามด้วยพระมเหสี และรั้งท้ายด้วยองค์ชายสามที่เสด็จขึ้นบันไดพร้อมห่านมงคลในอ้อมแขน

 

“จากนี้จะเป็นพิธีรับตัวพระชายา”

 

ขุนนางตัวแทนฝ่ายพิธีการบอกเสียงดังฟังชัด องค์ชายสามยืนเคียงข้างฝ่าบาทเปี้ยน ขณะที่อีกฝั่งคือพระมเหสีและนางกำนัลบางส่วน...เสียงฝีเท้าหลายคู่ดังมาจากด้านหลัง องค์ชายสามหลุบสายพระเนตรมองลงพื้น เห็นชายเสื้อคลุมตัวยาวสีเดียวกันกับตัวเองก็รู้แล้วว่าเป็นผู้ใดและเพียงอึดใจเดียวพระวรกายน้อยของบุคคลนั้นก็ปรากฏอยู่ตรงหน้า ฝั่งเดียวกับพระราชมารดา

 

พระพักตร์รูปงามค่อยๆเงยขึ้นพลางไล่สายพระเนตรมองผู้ที่ตนรอพบหน้ามาตลอดสามวัน ตั้งแต่ชายผ้าเนื้อดีเรื่อยขึ้นมาถึงดวงเนตรใสแจ๋วองค์ชายป๋ายเซียนมองสบตามาด้วยความประหม่า องค์ชายสามจึงมอบรอยยิ้มจางๆให้อย่างสุภาพ แต่ก็ไม่รู้ว่าทำผิดหรืออย่างไรองค์ชายป๋ายเซียนถึงได้หลบตากันทันทีหลังจากเขากระทำเช่นนั้น

 

“องค์ชายสามโปรดทรงคำนับและมอบเครื่องราชบรรณาการตามพิธี”  องค์ชายสามย่อตัวลงนั่งคุกเข่ากับพื้น วางห่านมงคลซึ่งเป็นเครื่องราชบรรณาการลงบนโต๊ะเล็กตรงหน้า เงยพระพักตร์ขึ้นสบดวงเนตรรีเล็กอีกคราก่อนค้อมคำนับพระชายาตามพระราชพิธี

 

องค์ชายป๋ายเซียนลอบสังเกตองค์ชายสามด้วยดวงหทัยที่ไม่เป็นสุข มันยังคงเต้นไม่เป็นจังหวะเสมือนจะหลุดออกไม่ยอมเลือนหาย ยิ่งเห็นอีกฝ่ายปฏิบัติตัวด้วยความจริงจัง ไม่เปล่งวาจากวนประสาทแต่กลับนิ่งและอยู่ในท่าทางสำรวมสมเป็นพระราชโอรสของกษัตริย์เช่นนี้ยิ่งรู้สึกเขินอายอย่างบอกไม่ถูก ป้ายไม้ที่ทรงถือไว้ในมือสั่นจนควบคุมยาก ไม่กล้าแม้แต่สบตา..ป๋ายเซียนเลือกที่จะมองห่านมงคลสีขาวที่ห่อหุ้มด้วยผ้าแพรสีเดียวกับชุดอภิเษกสมรสของพวกเขามากกว่าพระพักตร์รูปงามนั้น

 

“ขอฝ่าบาทเปี้ยนและพระมเหสีทรงให้พระบรมราโชวาทต่อพระชายา”

 

องค์ชายป๋ายเซียนรับฟังพระบรมราโชวาทของผู้ให้กำเนิดอย่างตั้งพระทัย ทว่าหลายครั้งสมาธิต้องหลุดลอยไปไกลจนลืมฟังสุรเสียงอันเป็นสิริมงคลเพียงเพราะถูกสายพระเนตรคมกริบมองมาอย่างไม่ลดละ แม้พยายามไม่มองตอบ ทำเหมือนไม่รับรู้ หากแต่ดวงเนตรสีรัตติกาลคู่นั้นกลับยังดึงดูดให้ป๋ายเซียนจมดิ่งตามลงไป สะกดให้หันกลับมามองตอบได้ราวกับต้องมนต์

 

“จงเคารพเชื่อฟังคำสั่งสอนของผู้หลักผู้ใหญ่ จงปฏิบัติตัวอยู่ในทำนองคลองธรรมตั้งแต่เช้าจรดค่ำมิได้ขาด จงจดจำเอาไว้ให้ขึ้นใจ”

 

ไม่รู้ว่าตอนนี้ตัวเองเป็นอะไรไป ถึงได้คิดว่าองค์ชายผู้ยืนอยู่ตรงหน้าดูดีจนยากที่จะหักห้ามใจไม่ให้มองได้ พระวรกายสูงสง่าผ่าเผย เครื่องทรงอิสริยยศบ่งชี้ถึงฐานันดรศักดิ์สูงเสมอกัน หากทว่าน่าเกรงขามยิ่งกว่าหลายเท่า ชุดอภิเษกสมรสแทบจะเหมือนกัน แต่ป๋ายเซียนกลับคิดว่าอีกฝ่ายสวมแล้วน่ามองกว่าเป็นไหนๆ ประกอบรวมกับพระพักตร์รูปงามที่พระเจ้าช่างสรรสร้างให้นั้นยิ่งยากที่จะหาจุดตำหนิ ลูกปัดที่ร้อยระย้าลงมาจากหมวกสีดำมิอาจอำพรางความงดงามของดวงเนตรคมกริบคู่นั้นได้

 

“ลำดับต่อไป เป็นพิธีปล่อยห่านมงคล เชิญทุกพระองค์เสด็จทางนี้พะยะค่ะ”

 

องค์ชายสามอุ้มห่านมงคลขึ้นมาอีกครา เคลื่อนพระวรกายนำเสด็จทุกพระองค์ก้าวลงจากตำหนักเล็กเพื่อทำพิธีต่อไป

 

 


เสียงแตรมงคลและดนตรีจากฝ่ายพิธีการเริ่มบรรเลงขึ้นอีกครั้งหลังจากพิธีปล่อยห่านมงคลโดยองค์ชายสามเสร็จสิ้นลง ขบวนเกี้ยวเชื้อพระวงศ์กำลังจะเคลื่อนออกจากตำหนักเล็กมุ่งหน้าสู่ท้องพระโรงเพื่อรับชมการแสดงถวายพระพรจากตัวแทนเหล่าข้าหลวง และให้คู่อภิเษกได้รับพระพรจากเชื้อพระวงศ์พระองค์อื่น


ยิ่งราชวงศ์มีฐานันดรสูงทัดฟ้าทรงด้วยบุญบารมี พรั่งพร้อมด้วยพระราชทรัพย์สมบัติและอำนาจมากมายเพียงใด ย่อมต้องมีเครื่องประกอบพระราชพิธีอันวิจิตรงดงาม มีผู้อยู่ใต้เท้าร่วมอำนวยอวยชัย พิธีกรรมมากขั้นตอนต้องยิ่งใหญ่แสดงถึงความเกรียงไกรหาผู้ใดเสมอเหมือนไม่ได้

 

บรรยากาศเกือบคล้ายงานเลี้ยงต้อนรับคราวก่อนในความรู้สึกขององค์ชายป๋ายเซียน ต่างกันออกไปที่ในวันนี้เหมือนถูกร่ายด้วยมนต์ขลังและความศักดิ์สิทธิ์ของพิธีการ ตลอดทางผ่าน จวบจนถึงในท้องพระโรงประดับประดาด้วยสิ่งตกแต่งมงคล ดอกไม้สีหวานเยอะเสียจนป๋ายเซียนคิดว่าตัวเองกำลังประทับอยู่ในทุ่งดอกไม้ในแดนสวรรค์

 

พานวางเครื่องเสวยของแต่ละพระองค์ล้วนมีแต่อาหารและขนมหวานที่ว่ากันว่าเป็นสิริมงคลต่อชีวิตคู่ การแสดงดนตรีและการร่ายรำดูคึกคักเป็นพิเศษ ทุกฝ่ายแต่งองค์เต็มยศ ยิ้มแย้มเป็นสุข ตั้งใจเข้าร่วมถวายพระพรอย่างเป็นกันเอง บวกกับในวันนี้มีครอบครัวตนประทับอยู่ด้วยป๋ายเซียนจึงไม่รู้สึกประหม่าหรืออึดอัดดั่งเช่นคราวก่อน กลับสนุกสนานแม้จะไม่คุ้นชินต่อคำอวยพรชีวิตคู่และสายตาล้อเลียนของบุคคลอื่นก็ตามที

 

 

“อย่ากินเยอะล่ะ”

 

สุรเสียงทุ้มบอกเบาๆทั้งที่ก่อนหน้านี้ไม่ยอมคุยอะไรด้วย เอาแต่ทอดพระเนตรการแสดงด้านหน้า บางทีก็หันไปคุยกับองค์ชายห้าที่วันนี้ย้ายมานั่งข้างๆมากกว่าป๋ายเซียนที่แทบจะเรียกได้ว่านั่งเบียดกันเสียอีก

 

“ข้ามิได้เพียงพูดลอยๆ แต่บอกท่านตามความจริง” ตรัสซ้ำอีกครั้งเมื่อเห็นว่าป๋ายเซียนยังจิ้มขนมหวานเข้าปากไม่ยอมวางมือ

 

“ก็..ข้าหิวทำไมจะกินไม่ได้”

 

“อีกไม่นานก็ได้เวลาส่งตัวเข้าหอแล้ว หากกินเยอะเกรงจะจุกเอาเสียเปล่าๆ” องค์ชายป๋ายเซียนหันขวับ มองพระพักตร์เกลี้ยงเกลาพร้อมขมวดคิ้วไม่เข้าพระทัย “ไม่รู้หรือว่าเข้าหอต้องทำสิ่งใด”

 

“ท..ทำสิ่งใด?!

 

องค์ชายสามไม่ยอมตอบคำถาม เฉไฉยกสุรามงคลขึ้นจิบแทน ซึ่งนั่นไม่ได้ทำให้องค์ชายป๋ายเซียนพาลคิดไปไกลและอายได้เท่ากับรอยยิ้มมุมปากแสนกรุ้มกริ่มนั้นจูบคราวก่อนก็แทบจะมองหน้ากันไม่ติด คราวนี้ยังจะมาพูดจาเจ้าเล่ห์เช่นนี้อีก!

 

“อย่าคาดหวังกับสิ่งใดที่เป็นไปไม่ได้เลย”

 

“แล้วสิ่งใดที่ท่านคิดว่าเป็นไปไม่ได้”

 

“ก็” องค์ชายสามปรายสายพระเนตรมองป๋ายเซียนตั้งแต่หน้าตักมาจนถึงริมฝีปากเล็กสีระเรื่อ จงใจแกล้งกลืนน้ำลายให้องค์ชายตัวน้อยตื่นกลัวเล่น ซึ่งก็สำเร็จ องค์ชายป๋ายเซียนสะดุ้ง พระพักตร์ขึ้นสีเลือดฝาดจนคนขี้แกล้งหลุดขำออกมาอย่างมีความสุข

 

“ท่านนี่

 

“พิธีของโชซอน เมื่อเข้าหอต้องแลกเปลี่ยนเหล้ามงคลและชิมเครื่องเสวยเยอะกว่าตรงหน้าท่านหลายเท่า หากอิ่มเสียตั้งแต่ตอนนี้ เวลานั้นท่านก็คงจะจุกจนกลืนสิ่งใดไม่ลงข้าเตือนเพราะหวังดี หาได้คิดไปไกลอย่างที่ท่านคิด”

 

“ข้า--

 

“ผู้ที่คาดหวังถึงสิ่งเหล่านั้นเห็นทีจะเป็นท่านแล้วกระมัง คิดเอง หน้าขึ้นสีเสียเอง จินตนาการเรือนร่างข้าไปถึงไหนหรือ”

 

“ท่าน!

 

“ชู่วว์~

 

“ก็การกระทำของท่านมันชวนให้คิด สายตาของท่านก็” ป๋ายเซียนกัดปากไม่อยากพูดต่อ รู้ดีว่ายังไงตนก็คงจะเป็นฝ่ายแพ้เช่นเดิม “ช่างเถอะ ไม่คิดก็ดีแล้ว เพราะข้าคงไม่มีสิ่งใดจะมอบให้ท่านได้เช่นสตรีนางไหน” องค์ชายป๋ายเซียนกล่าวลอยๆ องค์ชายสามที่ได้ยินเข้าจึงกล่าวลอยๆ แต่จงใจให้มันดังไปถึงหูองค์ชายน้อยอย่างเจ้าเล่ห์บ้าง

 

“ไม่นานก็รู้ว่ามีหรือไม่มีสิ่งใดจะมอบให้ข้า

 

 



 


 

พระราชพิธีอภิเษกสมรสแสนยิ่งใหญ่ระหว่างองค์ชายจากสองราชอาณาจักรในช่วงกลางวันได้พ้นผ่านไปได้ด้วยดี เหลือเพียงพิธีการสำคัญตามประเพณีที่สืบปฏิบัติต่อกันมาพิธีสุดท้าย...

 

 

พิธีส่งตัวคู่อภิเษกฯเข้าหอ

 

 

องค์ชายป๋ายเซียนยังคงจดจำความรู้สึกแรกที่ได้เข้ามาในตำหนักฤดูร้อนและห้องบรรทมแห่งนี้ได้ดีเพราะเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อไม่นานวันนั้นอึดอัดเช่นไร วันนี้มันยังคงเป็นเช่นนั้นร้ายกว่าเดิมคือการที่ตัวเองยังจำเหตุการณ์น่าอายในห้องสรงน้ำส่วนพระองค์ขององค์ชายเจ้าของตำหนักได้แม่น หน้าถึงได้ร้อนวูบวาบ มือเท้าเย็นผิดปกติตั้งแต่ก้าวเข้ามา แม้ยังไม่ถึงเวลาที่ต้องประทับอยู่ด้วยกันตามลำพังองค์ชายป๋ายเซียนก็อดรู้สึกประหม่าไม่ได้อยู่ดี

 

“ชานยอล”

 

“พะยะค่ะ”

 

“ยังจำสิ่งที่เจ้ารับคำต่อพ่อเมื่อพิธีเช้าได้หรือไม่”

 

“พะยะค่ะ”

 

สืบทอดวิถีบรรพบุรุษ จงเคารพซึ่งกันและกัน และมั่นคงหนักแน่นในการครองคู่หากว่าเจ้ายังคงจำได้ ก็ลองตอบข้าดังเช่นที่เจ้าเคยตอบอีกครั้ง ต่อหน้าคู่อภิเษกที่นั่งอยู่ตรงนี้ และต่อหน้าฝ่าบาทเปี้ยนและพระมเหสีผู้เป็นเสมือนบิดามารดาของเจ้าอีกพระองค์”

 

“สืบทอดวิถีบรรพบุรุษ จงเคารพซึ่งกันและกัน และมั่นคงหนักแน่นในการครองคู่ข้า องค์ชายสามแห่งโชซอนน้อมรับพระบรมราโชวาทและจะขอจดจำไว้ตราบเท่าชีวิต

 

อยู่ๆองค์ชายป๋ายเซียนก็น้ำตาคลอขึ้นมาไม่อาจรู้ได้ว่าปลายทางข้างหน้าจะเป็นเช่นไร คู่ชีวิตผู้นี้จะยึดคำสัตย์ต่อพระราชบิดาไว้ได้แค่ไหน อาจจะรับคำตามพิธีการไปอย่างนั้นหรืออะไรก็ตาม อย่างน้อยในตอนนี้อีกคนก็ปฏิบัติตัวดีและให้เกียรติผู้ให้กำเนิดเขา ไม่ทำเรื่องน่าหนักใจต่อหน้าผู้ใหญ่ ทั้งยังค้อมคำนับแสดงความเคารพเชื่อฟังครั้งแล้วครั้งเล่า ท่าทางหนักแน่นหากกำลังตบตาผู้ใหญ่อยู่คงกล่าวได้ว่าแนบเนียนอย่างหมดคำครหา เพราะเสี้ยวหนึ่งป๋ายเซียนเองยังเผลอใจเชื่อไปแล้วจริงๆ

 

“ป๋ายเซียน”

 

“พะยะค่ะพระมเหสี”

 

“นับจากนี้เจ้าเป็นสะใภ้ของโชซอนแล้วนะ” ป๋ายเซียนเพียงค้อมศีรษะรับคำพระมเหสีเบาๆ ก่อนหันไปแย้มยิ้มให้พระราชบิดาและพระราชมารดาได้เบาพระทัย

 

“หนักนิดเบาหน่อยก็อภัยให้กัน”

 

“พะยะค่ะ ป๋ายเซียนจะจดจำเอาไว้”

 

“เอาล่ะ เดี๋ยวจะพ้นฤกษ์กันไปเสียก่อน” พระมเหสีหันไปพยักหน้าให้ฮันซังกุงเพื่อดำเนินพิธีสุดท้าย นางกำนัลปกครองสูงสุดขยับกายเข้าใกล้คู่อภิเษกพร้อมนางกำนัลรับใช้อีกสองคนเพื่อถวายสุรามงคล

 

องค์ชายป๋ายเซียนเกือบกระดกจอกสุราลงคอแล้ว ติดที่พระหัตถ์ใหญ่ขององค์ชายสามรั้งไว้ทัน ดวงเนตรคมกริบสื่อให้องค์ชายป๋ายเซียนรู้ว่าต้องทำตามเขาคล้องแขนและค่อยๆดื่มมันพร้อมกัน ตามด้วยพุทราแห้ง ผลไม้มงคลที่ครานี้องค์ชายสามเป็นผู้หยิบขึ้นมาจากพานถวายเอง ส่งต่อให้กับองค์ชายป๋ายเซียนซึ่งทำตาปริบๆมองตอบ

 

“คาบมันไว้”

 

 

“แข่งกันกัดพร้อมกันเพคะ หากผู้ใดกัดถึงเม็ดด้านในได้ก่อนเราเชื่อว่าจะได้เป็นผู้นำ” ฮันซังกุงช่วยขยายความให้องค์ชายน้อยได้เข้าพระทัยด้วยรอยยิ้ม

 

องค์ชายป๋ายเซียนจำต้องคาบผลไม้มงคลจากพระหัตถ์ใหญ่ไว้ในปากเพราะผู้ใหญ่กำลังทอดพระเนตรอยู่ ก่อนจะนั่งคอแข็งตอนที่องค์ชายสามโน้มพระพักตร์เข้ามากัดผลไม้นั้นจากอีกด้าน ปลายจมูกโด่งแตะปรางน้อยแผ่วๆขณะที่เจ้าของมันขยับริมฝีปากเข้ามาใกล้..อย่าว่าแต่แย่งกันกัดเม็ดให้ชนะเลย ป๋ายเซียนยังไม่ทันกัดโดนผิวเนื้อผลไม้แห้งชนิดนั้นอีกฝ่ายก็จู่โจมเข้ามายึดพุทราไปแล้วทั้งลูก...เผลอๆอาจจะงับป๋ายเซียนไปทั้งปากแล้วด้วยซ้ำ หากไม่ติดว่ามีเหล่านางกำนัลและผู้ใหญ่ประทับอยู่ตรงนี้ด้วย

 

 

ซึ่งน่าอับอายอย่างถึงสุด

 

 

“ฮ่ะๆ เอาล่ะ คงหมดเวลาของคนแก่แล้ว เชิญพวกเจ้าพักผ่อนกันตามสบาย” ฝ่าบาทและพระมเหสีทั้งสองอาณาจักรทรงลุกขึ้นจากเบาะรองที่ประทับแล้วเสด็จออกจากห้องหอทันที ป๋ายเซียนเกือบพรวดพราดตามออกไปด้วย ติดแค่ฮันซังกุงทูลบอกว่ายังไม่เสร็จสิ้นพิธีการ

 

คู่อภิเษกยังต้องเสวยเครื่องคาวหวานและผลไม้มงคลที่วางอยู่บนโต๊ะเตี้ยตั้งพื้นราวๆห้าโต๊ะ ซึ่งมันเยอะราวกับนำมาเลี้ยงทหารทั้งกอง รายล้อมรอบกายจนไม่กล้าขยับตัวมากเพราะกลัวจะไปโดนแล้วทำเลอะเทอะเข้า

 

“ขอประทานอนุญาตนะเพคะ” นางกำนัลเริ่มคีบถวายเครื่องเสวยมงคลให้คู่อภิเษกทีละอย่าง ไม่หิวอย่างไรจำต้องรับเอาไว้ อย่างน้อยก็ชนิดละคำเพื่อที่จะให้เสร็จๆพิธีการไปเสีย    

 

อีกอย่างหนึ่งยิ่งทานครบเร็วเท่าไหร่ยิ่งดีต่อตัวเองเท่านั้น จะได้ไม่ต้องมานั่งเป็นเป้านิ่งให้องค์ชายเจ้าของตำหนักจ้องหน้า ซึ่งก็ไม่รู้ว่าจะจ้องทำไมนัก อย่างอื่นมีให้มองตั้งมาก นางกำนัลหน้าตาสะสวยคอยป้อนถวายเครื่องเสวยอยู่ข้างๆเหตุใดไม่สนพระทัย คอยแต่จะจดจ้องมองมาทางนี้ให้อึดอัดอยู่ได้

 

 

ป๋ายเซียนจะหลอมละลายตายอยู่แล้วไม่รู้บ้างหรือ  

 

 



 

 

 

 

 

 

“เอ่อ

 

 

องค์ชายป๋ายเซียนนึกอยากกัดลิ้นตัวเองตาย หรือไม่ต้องรอให้เจ็บตัวก็อาจจะตายได้เพราะความอึดอัดนับจากนางกำนัลทั้งหลายพากันออกไป ห้องทั้งห้องก็ตกอยู่ในความเงียบ ทั้งองค์ชายป๋ายเซียนและองค์ชายสามต่างไม่มีผู้ใดส่งเสียงหรือขยับตัวไปไหนแม้แต่น้อย ทั้งที่นั่งอยู่ห่างกันเพียงไม่กี่ช่วงแขน แต่คนหนึ่งกลับเฉไฉกลอกดวงเนตรไปรอบๆห้องอย่างไร้จุดหมาย ขณะที่อีกพระองค์คีบเครื่องเสวยเล่น ไม่ยอมคุยจนผิดวิสัย

 

 

ต่างคนต่างเงียบ

 

เผลอเหลือบมองกันเมื่อใดเป็นต้องเจอกันทุกที

 

 

“ข ข้า...จะไปอาบน้ำ” องค์ชายป๋ายเซียนตัดสินใจลุกขึ้นยืนเพื่อเลี่ยงบรรยากาศแปลกๆนี้ ทว่าพอลุกขึ้น อีกฝ่ายก็ลุกตามพาลให้พระพักตร์อ่อนเยาว์ตื่นตระหนกทั้งที่องค์ชายสามยังไม่ทันได้ทำอันใด

 

“ท่านกำลังทำให้ข้าต้องเกร็งไปด้วยนะ” องค์ชายหนุ่มตรัสยิ้มๆ “ตามมาทางนี้ก่อน”

 

 

“มาสิ” ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายให้ตามไปไหน แต่องค์ชายป๋ายเซียนก็ยอมก้าวตามหลังองค์ชายตัวสูงไปเงียบๆ พยายามรักษาระยะห่างจนผู้ที่เดินนำส่ายศีรษะให้เบาๆ

 

เพียงระยะไม่กี่ก้าวองค์ชายสามก็หยุดเดิน  ภาพวาดพู่กันซึ่งเป็นใบหน้าของสตรีผู้หนึ่งตั้งอยู่บนหลังตู้ลิ้นชักตรงหน้าพวกเขา ป๋ายเซียนเพิ่งเคยเห็นครั้งแรก แต่คิดว่าเดาได้ไม่ยากว่านางเป็นใคร เพราะดวงเนตรคู่นั้นช่างคล้ายคลึงกับดวงเนตรของผู้ที่ยืนอยู่ด้วยกันกับเขาตอนนี้เหลือเกิน

 

“นางคือแม่ของข้า”

 

“ท่านวาดภาพนี้เองหรือ” ไม่รู้คิดไปเองหรืออย่างไร ว่าดวงเนตรที่เปล่งประกายอยู่เสมอขององค์ชายสามหม่นลงตอนที่หันมาพยักหน้าเป็นคำตอบ องค์ชายป๋ายเซียนไม่ได้ถามสิ่งใดต่อ เลือกที่จะปิดเปลือกตาแล้วกุมสองมือของตัวเองขึ้นมาตั้งจิตอธิษฐาน

 

องค์ชายสามทอดพระเนตรการกระทำของพระชายาตนแล้วนิ่งไป ก่อนจะเผลอยิ้มจางๆ แล้วเดินเข้าไปเปิดลิ้นชัก หยิบเอากล่องไม้ขนาดเล็กกว่าฝ่ามือออกมา รอจนกระทั่งองค์ชายป๋ายเซียนลืมตาขึ้นถึงจะมอบมันให้กับอีกฝ่าย

 

“อะไรหรือ” องค์ชายป๋ายเซียนรับมาเปิดอย่างงงๆ พอเห็นสิ่งที่อยู่ด้านในถึงกับชะงักไป.. แหวนหยกเรียบๆสองวงวางอยู่คู่กัน ใต้แหวนวงหนึ่งสลักคำว่าองค์ชายสาม ส่วนอีกวงป๋ายเซียนไม่ทันเห็นเพราะองค์ชายสามหยิบมันไปเสียก่อนหยิบออกไปทั้งสองวง ซ้ำยังถือวิสาสะยึดมือซ้ายของป๋ายเซียนไปด้วย

 

“พระมเหสีให้ข้ามอบให้ท่านไว้เป็นของแทนใจ” สารภาพความจริงพลางสวมแหวนลงบนนิ้วนางข้างซ้ายของป๋ายเซียนโดยไม่คิดจะถามความยินยอม

 

“อ่อพระมเหสีเตรียมไว้นี่เอง”

 

“ผิดหวังหรือที่มันไม่ได้มาจากข้าจริงๆ”

 

“ข้าไม่เคยหวังสิ่งใดในตัวท่านแล้วเหตุใดจะต้องมาผิดหวัง” ตอบพลางผินพระพักตร์ไปทางอื่น เสียงหัวเราะเบาๆที่ดังเข้าหูทำเอารู้สึกหงุดหงิด

 

“ใครๆก็หวังในตัวข้าทั้งนั้น ท่านเป็นถึงพระชายา จะไม่หวังสิ่งใดในตัวพระสวามีได้จริงหรือ” ป๋ายเซียนหันกลับมามองค้อน ทว่าองค์ชายหนุ่มกลับแย้มยิ้มอารมณ์ดีไม่สะทกสะท้าน สวมแหวนให้ตัวเองแล้วก้มหน้าพูดต่อยิ้มๆ “ถึงแหวนคู่นี้ข้าจะไม่ได้หามาเอง แต่ตัวหนังสือที่สลักอยู่ด้านใต้ข้าตั้งใจทำเองกับมือ” เงยหน้าขึ้นมาสบตา ดูคล้ายว่าไม่จริงจัง แต่ในดวงเนตรนั้นก็มั่นคงเสียจนป๋ายเซียนสับสน

 

“ถึงเกลียดข้าก็อย่าคิดจะถอดมันออกเชียว

 

 

“เข้าใจไหม..พระชายาขององค์ชายสาม

 

“อ..อือ” พระชายาพระองค์ใหม่ขยับตัวหนีเมื่อรู้สึกว่าระยะห่างเริ่มลดลงเรื่อยๆ “ข้า..ขอตัวไปอาบน้ำก่อน” ค้อมศีรษะให้แล้วรีบหมุนตัวออกไปทันที ก่อนที่คนบางคนจะประชิดเข้ามากระทำสิ่งที่น่าอึดอัดกว่าที่เป็นกันอยู่

 

องค์ชายป๋ายเซียนหลบมุมมาสูดอากาศตามลำพังในห้องสรงน้ำ พระตำหนักฤดูร้อนช่างหายใจได้ยากลำบาก ไม่ใช่ไม่รู้ว่าคืนเข้าหอสามีภรรยาต้องทำสิ่งใดกัน แต่เพราะรู้ว่าสำหรับตัวเองคงเป็นไปไม่ได้ ไม่ว่าจะด้วยเพศหรือความรู้สึกที่มีต่อกันไม่ว่าจะทางใดป๋ายเซียนก็ไม่เห็นถึงความเหมาะสม

 

พระหัตถ์น้อยกุมอกซ้ายของตัวเองที่เต้นแรงไม่ยอมหยุด ปลดอาภรณ์ออกจากกายทีละชิ้นอย่างทุลักทุเล กินเวลานานทีเดียวกว่าจะได้ลงไปแช่น้ำอุ่นๆให้ชื่นใจ กลิ่นดอกไม้และเทียนหอมช่วยให้ผ่อนคลาย ขจัดความเมื่อยล้าตลอดทั้งวันได้เป็นอย่างดี เปลือกตาสีอ่อนค่อยๆปิดลงพยายามไม่คิดฟุ้งซ่านแต่แล้วทุกอย่างต้องพังทลายลงชั่วพริบตาเพียงเพราะใครบางคนตามเข้ามาทำลาย


 

"ท่าน!"

 

องค์ชายป๋ายเซียนเบิกเนตรอย่างตกพระทัยทันทีที่ลืมตาขึ้นมาพบว่าในถังไม้อาบน้ำไม่ได้มีเพียงตนเพียงคนเดียวอีกแล้ว องค์ชายผู้มาใหม่ไม่รู้เข้ามาตอนไหน  รู้อีกทีก็ตอนที่ร่างเปลือยเปล่านั้นก้าวลงมาแช่น้ำด้วยอีกคน ไม่มีแม้แต่คำขออนุญาต ไม่มีท่าทีสะทกสะท้าน ต่างจากผู้ที่แช่อยู่ก่อนแล้วอย่างองค์ชายป๋ายเซียนที่ตาลีตาเหลือกอย่างไม่เก็บอาการ    

 

“ทำอะไรของท่านน่ะ!!

 

“ทำอันใด ข้าก็เข้ามาอาบน้ำให้สบายตัวเหตุใดจึงต้องถามอีก” พิงหลังกับอ่างไม้ฝั่งตรงกันข้ามแล้วปิดเปลือกตาตอบคำถามอย่างสบายพระทัย

 

“แต่ข้าอาบอยู่ท่านก็น่าจะเห็น!”

 

“เช่นนั้นท่านก็น่าจะเห็นเหมือนกันว่าในห้องนี้มีน้ำเตรียมไว้ให้แช่อาบเพียงแค่ถังเดียว” ป๋ายเซียนกลอกตามองตามหลังจากได้ยินคำพูดขององค์ชายเจ้าเล่ห์ที่ยังหลับตาสบายพระทัยอยู่

 

“ตอนนี้มันก็ดึกแล้ว หากจะรอให้คนเข้ามาก่อฟืนต้มน้ำให้ข้าแช่อีกถังคงไม่ได้นอนกันพอดี ที่ท่านเข้ามาอาบโดยไม่เรียกนางกำนัลก็เพราะไม่อยากรบกวนใครมิใช่หรือข้าเองก็เป็นเช่นนั้น”

 

ป๋ายเซียนได้แต่เข่นเขี้ยวเคี้ยวฟัน ก่นด่าอีกฝ่ายเพียงในใจ ทุกการกระทำแสนเอาแต่พระทัยมักมีเหตุผลมารองรับอยู่เสมอ..เหตุผลที่ไม่เข้าท่าแต่ก็ยากที่จะต่อกรนั่นน่ะ! ป๋ายเซียนเกลียดที่สุด เขาทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ มองไปที่กองเสื้อผ้าของตัวเองที่ปลดเปลื้องออกหมดบริเวณพื้นแล้วยิ่งอยากร้องไห้ จะลุกออกไปตอนนี้ก็กลัวอีกฝ่ายจะลืมตาขึ้นมาเห็น ให้แช่น้ำต่อก็น่าอายเกินไป


 

ถังไม้กว้างขวางก็จริงอยู่ แต่แช่พร้อมกันถึงสองคนยังไงมันก็น่าอึดอัดอยู่ดี บ้าจริงๆเลย!


 

“ไม่ต้องอายหรอก สิ่งใดที่ท่านมีข้าเองก็มีเหมือนกันเผลอๆอาจจะมีดีกว่าท่านด้วยซ้ำ”

 

“เงียบเถอะน่า!

 

“แทนที่จะโมโห ฝึกเปลื้องผ้าต่อหน้าข้าให้ชินเสียไม่ดีกว่าหรือ เพราะยังไงตอนที่เราต้องทำเรื่อง---ซ่า!!!” ป๋ายเซียนตีน้ำใส่หน้าองค์ชายสามเต็มๆ คนถูกกระทำลืมตาขึ้นแล้วเคลื่อนตัวมาทางนี้

 

“อื้อ!” ไวจนหนีไม่ทัน “ถอยออกไปนะ” พระหัตถ์น้อยดันแผงอกแกร่งให้ห่างตัว ทว่าคนตัวโตกว่าไม่ยอม กลับเบียดร่างเปลือยเปล่าเข้ามาใกล้อีก สองแขนกำยำกักขังองค์ชายป๋ายเซียนไม่ให้หนีไปไหน แผ่นหลังเล็กแนบชิดผนังไม้อย่างหมดทางหนีรอด

 

“มองอะไรของท่าน!” ถึงหมดหนทางหนีแต่ก็ยังสู้สุดใจ ยิ่งดวงเนตรคมกริบหลุบมองเรือนร่างเปล่าเปลือยซึ่งโผล่พ้นผิวน้ำของเขา ป๋ายเซียนยิ่งต้องปกป้องตัวเอง ถลึงเนตรใส่อย่างไม่ยอมแพ้ “ข้าจะขึ้นแล้วถอยออกไปหน่อย”

 

“หากข้าไม่ปล่อยท่านก็ห้ามไปไหนทั้งนั้น”

 

“แกล้งข้าสนุกนักรึไง”

 

“ท่านเองมิใช่หรือที่แกล้งสาดน้ำใส่ข้าก่อน”

 

“ก็ท่าน--

 

“ข้าเคยบอกแล้วอย่างไรว่าอย่าเถียงข้างๆคูๆกับอะไรที่เป็นความจริง

 

“เหตุผลของท่านคงวิเศษกว่าเหตุผลของผู้อื่นเสมอเลยสินะ” นิ้วใหญ่เคาะจมูกน้อยขององค์ชายป๋ายเซียนอย่างมันเขี้ยว “เห็นมั้ยว่าท่านชอบแกล้งข้า” องค์ชายสามเลือกที่จะไม่ต่อความ กลับอมยิ้มก้มหน้ามองป๋ายเซียนเงียบๆ ผู้ที่ตั้งคอคอยเถียงอย่างไม่ยอมแพ้จึงรับมือไม่ถูก ค่อยๆลดระดับสายตาลงแต่เพราะอยู่ใกล้กันมาก พอเลี่ยงจากดวงเนตรคมกริบได้ก็ต้องมาเจอแผ่นอกแกร่งให้หน้าเห่อร้อนขึ้นมาอีกอยู่ดี

 

“พระชายา”

 

“อย่าเรียกแบบนี้ได้ไหม”

 

“แล้วท่านใช่พระชายาของข้าจริงๆไหม หากไม่ใช่ ข้าจะได้ไม่เรียกอีก”

 

 

“หรือไม่ก็ทำให้ท่านรู้ตัวมากกว่านี้” นิ้วโป้งใหญ่แตะปลายคางเล็กเบาๆ ก่อนจะไล่ขึ้นไปสัมผัสริมฝีปากบางพร้อมนัยน์ตาสื่อความหมาย พระพักตร์ได้รูปค่อยๆโน้มเข้าใกล้ ยื่นริมฝีปากหมายจะฝากจุมพิตลงบนริมฝีปากที่เคยสัมผัสมาแล้วครั้งหนึ่ง หากแต่องค์ชายป๋ายเซียนวักน้ำขัดจังหวะใส่เสียก่อนจึงไม่ได้ทำดั่งพระทัยหวัง

 

ซ่า!~

 

ซ้ำยังแลบลิ้นใส่แล้วผละตัวออกจากอ่าง คว้าอาภรณ์ที่ตกอยู่บนพื้นมาห่อร่างน้อยของตัวเองแล้วรีบหนีออกไปทันที องค์ชายชานยอลมองตามไล่หลังพลางส่ายพระพักตร์ขำน้อยๆ มุดตัวลงใต้น้ำอย่างอารมณ์ดีไม่โกหกว่ารู้สึกเสียดาย แต่ความน่ารักแสนพยศขององค์ชายน้อยนั้นก็สดใสให้น่าพึงพระทัยเกินกว่าจะต้องมานึกขุ่นเคือง

 

 



 

 


 

“ท่านจะนอนตรงนี้หรือ”

 

คำถามจากองค์ชายป๋ายเซียนทำองค์ชายสามถอนหายใจเบาๆ เอี้ยวตัวเป่าแสงเทียนบนโต๊ะใกล้ๆให้ดับ ก่อนจะทรุดพระวรกายนั่งลงบนฟูกนอน

 

“ในตำหนักนี้มีผ้านวมหรือฟูกสำรองอีกไหม ข้า---อ้ะ!” ข้อเท้าเล็กถูกพระหัตถ์ใหญ่ดึงให้ล้มลงบนฟูกนอนเดียวกัน กำลังจะพลิกตัวขึ้นมานั่งจ้อต่อทว่าพระวรกายสูงใหญ่ขยับขึ้นมาคร่อมทับไว้ก่อนแขนทั้งสองข้างถูกตรึงให้จมลงกับฟูกนอน ส่วนสองขาขยับไปทางไหนไม่ได้เพราะถูกท่อนขาแข็งแกร่งหนีบไว้แน่นยิ่งกว่าคีมเหล็ก

 

“จ...จะทำอันใด?!

 

“ทีแรกข้าก็ไม่คิดจะทำอันใดต่อผู้ที่ไม่เต็มใจด้วยหรอก แต่เห็นท่านเอาแต่กลัวนั่นกลัวนี่ไม่เข้าท่าข้าเลยเริ่มคิดอยากทำขึ้นมาจริงๆเสียแล้ว”

 

“ข้า---

 

“ท่านถามเหมือนไม่รู้ คืนเข้าหอมีผู้ใดเค้าจัดแจงที่นอนแยกกันบ้าง ยิ่งที่นี่ท่านก็น่าจะเห็นแล้วว่ามีนางกำนัลเฝ้าอยู่หน้าห้องเต็มไปหมด หากมีผู้ใดรู้เข้าว่าสามีภรรยาที่เพิ่งแต่งงานกันวันแรกแยกกันนอนจะคิดเช่นไร”

 

“ก็ข้ายังไม่ชิน”

 

“ไม่ชินก็ทำให้ชินเสีย เพราะข้าจะไม่เสียสละฟูกนอนให้ท่านแล้วเอาตัวเองออกไปนอนที่อื่นหรอกนะ” ป๋ายเซียนกัดปากประท้วงเมื่อถูกองค์ชายตัวโตดุกลายๆ แสงไฟจากเชิงเทียนภายในห้องที่เหลืออยู่ไม่กี่จุดทำให้ทั้งคู่มองเห็นกันไม่ชัดเท่าก่อนหน้า มันสลัว..แต่ก็ไม่สามารถซ่อนดวงเนตรใสๆแสนดื้อรั้นให้รอดพ้นจากสายพระเนตรองค์ชายสามไปได้  

 

“ถ้าอย่างนั้นท่านก็นอนฟูกของท่านไป ข้าขอเพียงหมอนใบเดียวเท่านั้น ส่วนจะนอนตรงไหนข้าจะคิดเอาเอง”

 

ต้องมาแต่งงานและเข้าหอลงโรงกับผู้ที่ไม่ได้มีใจต่อกันมาตั้งแต่แรกจะวางตัวลำบากหรืออึดอัดก็พอจะเข้าใจ แต่สิ่งที่องค์ชายป๋ายเซียนแสดงออกในคืนนี้ก็ออกจะเกินไปหน่อย เพียงเขาขยับตัวเล็กๆน้อยๆก็พลอยตื่นตระหนกตามไปหมด ตีตัวออกห่าง ทำท่าทีต่อต้านว่าไม่ขอร่วมเตียงด้วย จนองค์ชายเจ้าของตำหนักเริ่มไม่แน่พระทัยแล้วว่าอีกฝ่ายกำลังเขินหรือว่ารังเกียจตนอยู่กันแน่ ถึงได้เลี่ยงกันขนาดนี้

 

“ได้หรือไม่”

 

“กลัวข้าจะทำสิ่งใดงั้นรึ”

 

 

“เช่นนั้นจงรู้เอาไว้เถิด ว่าหากข้าคิดจะขืนใจท่านขึ้นมาจริงๆต่อให้หนีไปนอนมุมไหนท่านก็ไม่รอด เผลอๆอาจจะตกเป็นของข้าตั้งแต่ในอ่างน้ำนั่นแล้วด้วยซ้ำ ไม่ปล่อยให้มานอนมากความอยู่ใต้ร่างข้าเช่นนี้แน่”

 

“ข้าไม่ได้มากความ ก็แค่---

 

“มากความ”

 

“ก็แค่ไม่อยากไปนอนเบียดกันให้อึดอัด ฟูกเล็กแค่นั้น หรือท่านคิดว่ามันจะนอนสบายหากว่าเรา---


 

ตุ่บ!


 

องค์ชายสามสุดจะทนฟังเหตุผลเด็กๆขององค์ชายป๋ายเซียน ทรงคว้าหมอนใบที่อีกฝ่ายเรียกร้องโยนออกไปกลางห้องบรรทมเพื่อตัดบท ปล่อยคนใต้ร่างให้เป็นอิสระแล้วพลิกตัวกลับไปนอนหนุนหมอนของตัวเอง สอดตัวลงใต้ผ้านวมนอนหันหลังให้โดยไม่ใยดี

  

ก็อยากจะรู้เหมือนกันว่าตัวแค่นั้นกับหมอนเพียงใบเดียวจะอยู่รอดแค่ไหน อากาศหนาวและพื้นแข็งๆจะคอยดูว่าจะทนได้สักกี่น้ำ


 

แสงเทียนในห้องบรรทมดับลงจนมืดสนิท เหลือเพียงแสงตะเกียงจากด้านนอกที่คอยส่องเข้ามาเพียงเลือนราง องค์ชายสามยังคงนอนหันหลังลืมตาท่ามกลางความมืด คอยฟังเสียงขยับตัวของใครบางคนที่ได้ชื่อว่าเป็นพระชายา ถึงจะนึกหงุดหงิดกับอาการต่อต้านแบบเด็กๆที่เกินคำว่าน่ารักไปบ้าง ทว่าเสียงบ่นอุบแว่วๆที่ดังมาเป็นระยะ กับเสียงพลิกตัวไปมาไม่หยุดนั้นทำองค์ชายสามอดรู้สึกขำระคนสะใจไม่ได้จริงๆ

 

แสงมืดใต้หลังคาพระตำหนักฤดูร้อนไม่อาจปิดบังรอยแย้มสรวลจางๆขององค์ชายสามในราตรีนี้ไม่ต้องหันไปมองก็ทายได้ว่าองค์ชายตัวน้อยย้ายตัวไปนอนมุมไหนภายในห้องบ้างแล้ว บ่นว่าหนาวไปกี่ครา พลิกตัวเพราะความแข็งของพื้นไปกี่ครั้ง ทรงลองนับตามเล่นๆมาหมดแล้วทั้งที่ง่วงจนเนตรแทบปิด

 

 เสียงฝีเท้าที่ค่อยๆย่องเข้ามาใกล้หากไม่กลัวจะถูกงอนองค์ชายสามคงโพล่งบอกไปแล้วว่ายิ่งพยายามย่องให้เบามันยิ่งดังกว่าเดินให้เป็นปกติเสียอีก พระวรกายสูงแสร้งพลิกตัวเพื่อขยับเว้นที่ว่างให้องค์ชายน้อยจอมพยศที่คงจะเพิ่งสำนึกความลำบากได้ยอมกลืนน้ำลายย้ายกลับมานอนสอดตัวใต้ผ้านวมผืนเดียวกันกับองค์ชายสามในที่สุด

 

 

“อ้ะ!

 

 

และบทลงโทษแรกที่องค์ชายชานยอลมอบให้พระชายาจอมพยศคืออ้อมกอดแน่นๆ องค์ชายป๋ายเซียนพยายามงัดตัวออกเท่าไหร่วงแขนแข็งแรงยิ่งรัดแน่นขึ้นเท่านั้นแน่นจนคนถูกตระกองกอดยอมแพ้ ไม่กล้าขยับตัวอีกเลยเพราะเข้าใจมาตลอดว่าองค์ชายหนุ่มหลับไปแล้ว หากยังฝืนดิ้นต่อก็เกรงจะเป็นการปลุกคนหลับให้ตื่นขึ้นมา แบบนั้นคงจะน่าอายยิ่งกว่าเดิมป๋ายเซียนจึงเปลี่ยนมานอนนิ่งๆใต้อ้อมแขนนั้นแทน

 

“อือ

 

ความเกร็งในทีแรกถูกแทนที่ด้วยความผ่อนคลายเมื่อองค์ชายน้อยเข้าสู่ห้วงนิทราอย่างแท้จริง เสียงลมหายใจสม่ำเสมอและเสียงละเมอครางคล้ายลูกหมาน่าเอ็นดูจนพระหัตถ์ใหญ่ต้องลูบศีรษะกลมเบาๆคล้ายปลอบประโลมให้หลับฝันดี

 

“อืม..

 

ก่อนจะได้รับสิ่งตอบแทนเป็นอ้อมกอดอุ่นๆจากพระชายาที่พลิกตัวมาหาพร้อมกอดตอบอย่างไม่รู้สึกตัว ทั้งยังซุกหน้าเข้ากับอกแกร่งขององค์ชายพระสวามีเหมือนเด็กๆ องค์ชายชานยอลช่วยจัดท่านอนให้คนในอ้อมแขนและตัวเองได้นอนสบายขึ้น ฝากลาก่อนเข้าสู่ห้วงนิทราด้วยจุมพิตเบาๆบนข้างขมับน้อย

 

 

“ข้าจะกอดท่านไว้ทั้งคืนเลยพระชายา...

 

 

 


#สะใภ้บรรณาการ


 

 

 






 

 

 

Talk;

 

ในที่สุดก็ได้แต่งงานกันอย่างเป็นทางการ \. ./

 ดีเทลอาจจะเยอะไปสักนิดเนาะ พยายามหาข้อมูลงานแต่งของชาวเกาหลีและดูซีรีย์บ้าง มีประยุกต์ใช้แต่อาจไม่ถูกต้องตามตำราเสียทีเดียว หากใครขัดข้องใจตรงไหนต้องขออภัยด้วยนะคะ

ภาษาของเราไม่ได้เน้นโบราณถูกต้องตามหลักพีเรียดมาก เราแค่อยากแต่งในมุมของเรา ภาษาง่ายๆ อ่านแล้วเข้าใจง่ายๆ ไม่ชอบอะไรที่มากไปเพราะอาจจะอึดอัดทั้งคนเขียนที่ความรู้ไม่ถึง และคนอ่านที่อาจอ่านแล้วไม่เข้าใจ แต่ก็พยายามไม่ให้มันน้อยไป พล็อตไม่ได้เน้นการเมือง จะเน้นความรักและอะไรง่ายๆตามที่เราอยากอ่านและเขียนออกมามากกว่า

 ทุกคำติชมเราน้อมรับและขอบคุณที่ติดตามกันมาตลอดนะคะ จะพยายามหาเวลามาเขียนบ่อยๆ ซึ่งลงทีเราก็ลงร้อยเปอร์เซ็นอยู่แล้ว

 น่าจะครึ่งทางแล้วล่ะ จากนี้ดีเทลคงไม่มาก แต่จะเน้นความรักของคู่แต่งงานมากขึ้น ใครที่โหยหาโมเม้นองค์ชายสามและองค์ชายเปี้ยนรอติดตามกันค่า แต่งแล้ววว เต็มที่ จะหวานหรือขมฝากติดตามกันต่อไปปปปปป   // สังเกตมะว่าองค์ชายสามเริ่มซีเรียสและขี้งอนฮี่ๆ

         CR.SQW
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 809 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

10,413 ความคิดเห็น

  1. #10409 dianeee (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 30 มกราคม 2564 / 09:50
    โอเคนัมเบ้วันนะน้องนะ
    #10,409
    0
  2. #10395 llllovellll (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 21 ธันวาคม 2563 / 22:14
    งุ้ย เขินแรกมากกก
    #10,395
    0
  3. #10384 03ftjan (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 19 ตุลาคม 2563 / 17:58
    โอยยยยน่ารักกกกก
    #10,384
    0
  4. #10342 EATWELL (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 12 กรกฎาคม 2563 / 22:24

    น้อลลบบบบบบบบ

    #10,342
    0
  5. #10300 Mr-mztxx (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 18 มิถุนายน 2563 / 18:03
    น้องดื้อน่าตีก้นจริงเชียว!!!><
    #10,300
    0
  6. #10294 Real_Kid1412 (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 5 มิถุนายน 2563 / 20:13

    -ต้าวน่ารัก

    #10,294
    0
  7. #10281 munkrishear (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 15 พฤษภาคม 2563 / 22:00
    เขินไม่ไหววววว
    #10,281
    0
  8. #10257 Emihcy (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 25 เมษายน 2563 / 00:48
    เกินต้านมากค่ะ ฮือออ เขินนนนนม๊ากก
    #10,257
    0
  9. #10231 Rain (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 19 เมษายน 2563 / 21:11

    ยิ้มแก้มแตกกกแย้ว

    #10,231
    0
  10. #10203 Nam_127 (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 24 มีนาคม 2563 / 11:14
    ให้เจ้าเป็นเด็กดีให้เจ้ามีพลัง
    #10,203
    0
  11. #10188 ❤ Little "B" ❤ (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2563 / 22:06
    เขินมาก จิกหมอน
    #10,188
    0
  12. #10127 เหมี๊ยวกวิ้น🐧 (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 11 มกราคม 2563 / 21:13
    เขินจนบิดไปหมดเเล้ว ทำไมน่ารักแบบนี้ ฮืออ
    #10,127
    0
  13. #10095 ppxbbh (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 30 ธันวาคม 2562 / 22:09
    ใจมันน้วยมันฟูไปหมดแล้วค้าบบบบบบ
    #10,095
    0
  14. #10084 ์Nanny-V (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 22 ธันวาคม 2562 / 23:46
    น่ารัก
    #10,084
    0
  15. #10079 ออมม่า (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 22 ธันวาคม 2562 / 18:08

    กลัวองค์ชายสาม จะงอนหนักอีก ตอนโยนหมอน

    #10,079
    0
  16. #10053 PRAE.VV (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 20 ธันวาคม 2562 / 02:58
    แหม่ะ องค์ชายสามมมม~
    #10,053
    0
  17. #10034 junielp12 (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 17 ธันวาคม 2562 / 19:14
    ตอนนั้นไปอยู่ไหนมานะ เพื่อนเอามาเป่าหูทุกวันว่าเรื่องนี้สนุกมาก แต่ไม่ยอมอ่านเพราะไม่ชอบพีเรียด แต่วันนี้ว่างๆเลยอ่านต่อจากฮยอง อ่านไปอ่านมาก็ 12 ตอนแล้ว สนุกมากก ไม่น่าพลาดเลยตอนนั้น
    #10,034
    0
  18. #10029 เคเฮชเย็นเย็น (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 15 ธันวาคม 2562 / 12:45
    เขินมากกกก
    #10,029
    0
  19. #9974 Timmmmmmmm (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 19 พฤศจิกายน 2562 / 10:08
    หัวใจนุทนรับฟามเขินไม่ไหวแน้ว._.
    #9,974
    0
  20. #9932 pbcy (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 19 ตุลาคม 2562 / 14:28
    มันน่ารักไปหมดดดดดดดด เขินด้วยไม่ไหวแล้วใจ
    กรี้ดๆๆๆๆ
    #9,932
    0
  21. #9888 IPINOCKIO (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 16 กันยายน 2562 / 21:09

    ‘พระชายาขององค์ชายสาม’ กรี๊ดดดดดดดดดดดดดด กรี๊ดรอบที่ล้าน เขินเว้ย เขินไม่ไหวแล้ว เขินที่เค้ามองกัน เขินที่เค้าคุยกัน เขินทุกกระทำแล้วเว้ย จะเป็นลมแล้ว เรียกambulanceด่วนนนนน เราอยากเข้าไปอยู่ในพิธีงานแต่งงานจริงๆอ่ะ จะได้เห็นแววตาของชานยอลที่มีแค่ป๋ายเซียนเท่านั้น คือดจียยยยย์
    เป็นการเข้าหอที่ไม่มีฉากอย่างว่าแต่ทำเราสุขใจไปหมด ใจเหลวไปหมดแล้วเค้านอนกอดกันอ่ะ งื้อออออออออ
    #9,888
    0
  22. #9852 heykiki (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 9 กันยายน 2562 / 23:17
    น่าร้ากเกิ๊นนนนนนนน บ้าเอ้ย หยุดยิ้มไม่ได้เลย เขินไปหมดเลยว้อยยยยยยยยยยยย ชายสามคือมีแต่ความเอ็นดู มันเขี้ยว ๆๆๆๆๆๆ
    #9,852
    0
  23. #9802 Ohsehun9494 (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 3 มิถุนายน 2562 / 10:24

    เขินตัวบิดแล้วววว มันดีเหลือเกินเพคะ

    #9,802
    0
  24. #9769 toysmile (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 10 เมษายน 2562 / 19:18
    บทลงโทษคืออ้อมกอดแน่นๆ!?! อุดปากกรี้ดเลยแม่;-:
    #9,769
    0
  25. #9757 KcNDy (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 20 มีนาคม 2562 / 16:24
    น่ารักเก่งง แง
    #9,757
    0