สะใภ้บรรณาการ (Chanbaek) -END-

ตอนที่ 12 : 11 - ไยจึงต้องง้อ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 21,663
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 865 ครั้ง
    5 ก.ย. 59



-11-

ไยจึงต้องง้อ

 

 

 





 

 

           จะไม่เสด็จตามไปสักหน่อยหรือพะยะค่ะ

 

            ‘ไปทำไมเล่า โกรธเองเดี๋ยวก็คงหายเอง…’

 

            ‘แล้วถ้าไม่หายล่ะพะยะค่ะ ท่าทางจะกริ้วมากทีเดียว ตามไปขอโทษสักหน่อยไม่ดีหรือ

 

            ‘…’

 

            ‘องค์ชาย…’

 

            ‘เจ้านี่ยังไงนะ เป็นคนของใครกันแน่อี้ชิง 

 

ข้าเพียงแต่เห็นว่าหนนี้เราผิด หาได้คิดแปรพรรคเปลี่ยนพวกไม่ ปล่อยเรื่องทิ้งไว้โดยไม่ทำสิ่งใดเลยเราเองมิใช่หรือพะยะค่ะ...ที่จะกลายเป็นทุกข์

 

เทียบกับที่ผ่านมาก็คงสมน้ำสมเนื้อกันดีแล้ว คอยแต่จะตามมายียวนกวนใจข้า ทั้งยังมีสหายที่ไม่ให้เกียรติข้าอีก เช่นนี้ก็ควรจะคิดเสียว่าหายกัน

 

แต่ที่ผ่านมาองค์ชายสามเสด็จมาง้อเสมอเลยนี่นา...แบบนี้มันน่าน้อยพระทัยออกนะพะยะค่ะ

 

ก็ช่างเค้าสิ ไม่เห็นจะสนเลย

 

โธ่อย่าตรัสเช่นนี้สิพะยะค่ะ ตามไปง้อสักหน่อยเถิด หากเป็นองค์ชายป๋ายเซียนเสด็จตามไปง้อเองแล้วล่ะก็...ร้อยทั้งร้อยต้องหายกริ้วกันทั้งนั้น ฝ่าบาทเปี้ยนและองค์หญิงยังมิเคยพระทัยแข็งได้นานเลย องค์ชายสามผู้แสนพระทัยดีคนนั้นย่อมต้องหะ---’’

 

            ‘เรื่องพรรค์นั้นถ้าเจ้าอยากจะทำนักก็ไปทำเอง

 

            ‘...’

 

            ‘ข้าไม่ไป

             

 


            .

            .

 

 

 


            ไม่ไปได้จริงๆก็ดีน่ะสิ!

 

 

            ให้ตายเถอะ! ป๋ายเซียนถามตัวเองเป็นรอบที่ร้อยแล้วว่ามาทำอะไรอยู่ตรงนี้ตรงหน้าตำหนักฤดูร้อนที่ที่ไม่เคยคิดจะมา หนำซ้ำก่อนหน้านี้ยังบอกองครักษ์ตัวเองเสียงหนักแน่นว่าจะไม่ทำอะไรแบบนี้ ง้องอนอะไรนั่นไม่ว่ายังไงก็จะไม่ทำให้เสียหน้าเด็ดขาด หากแต่สุดท้ายป๋ายเซียนก็อดกลืนน้ำลายตัวเองไม่ได้

 

 

แอบย่องออกจากตำหนักเล็กตอนที่เหล่าข้าหลวงเผลอ

 

 

รู้ถึงไหนคงได้อายไปถึงนั่น!

 

 

แม้จะรู้สึกกระดากอายต่อวาจาและพฤติกรรมที่สวนทางกันของตน ป๋ายเซียนก็ไม่ยอมถอยหลังยังคงยืนอยู่ที่เดิม ทำลับๆล่อๆอยู่บริเวณหลังต้นไม้ใหญ่ซึ่งอยู่เยื้องกับหน้าตำหนักฤดูร้อนโดยไม่คิดจะปรากฏกายให้ใครได้เห็น

 

เพราะกำลังชั่งใจคิดอยู่ว่าควรแสดงสีหน้าท่าทางแบบไหน คำพูดแบบใดที่ใช้แล้วถึงจะเรียกว่าดี หากเข้าไปแล้วถูกอีกฝ่ายทำเมินให้หน้าเสียกลับออกมาล่ะ? หรือตอบโต้ด้วยการสาดวาจาเจ็บแสบที่ยากจะต่อกรด้วยได้ดังเช่นทุกทีป๋ายเซียนต้องทำยังไง

 

องค์ชายตัวเล็กเผลอกัดนิ้วตัวเองด้วยความเคยชินเมื่อมีเรื่องให้ต้องขบคิดหนัก แต่ไหนแต่ไรถ้ากระทำความผิดหรือทำตัวไม่น่ารักเอาไว้ มักจะเข้าไปง้องอนและยื่นอกยอมรับความผิดได้โดยไม่หวั่นกลัว ไม่เคยต้องมาตระเตรียมการใดให้มากความเพราะรู้ดีว่าท้ายที่สุดแล้วไม่ว่าเรื่องอะไร พระราชบิดา พระราชมารดา เหล่าองค์หญิงหรือไม่ว่าใครก็ต้องยกโทษให้ตนเป็นแน่แท้

 

แต่กับองค์ชายผู้นี้ช่างยากแท้หยั่งถึงนักยากที่จะรับมือ ยากที่จะเข้าใจดวงเนตรสีรัตติกาลที่แปรเปลี่ยนจากความสดใสสู่ความจริงจังก่อนหน้านี้ยังติดตรึงอยู่ในสมอง สุรเสียงและถ้อยคำที่ชี้ชัดถึงความไม่พอพระทัยและตัดพ้ออยู่ในทีนั้นป๋ายเซียนยอมรับ..ว่ามันรบกวนจิตใจกันได้ดีเหลือเกิน พยายามบอกตัวเองหลายครั้งหลายคราว่าอย่าไปสนใจ ความผิดที่เป็นผลจากการเล่นสนุกเพียงหนเดียวหากเอามาหักลบกับการกระทำที่ผ่านมาของอีกฝ่ายมันก็สมน้ำสมเนื้อกันดีแล้ว บางทีอาจยังเทียบเท่ากันไม่ได้ด้วยซ้ำฉะนั้นก็ไม่ควรเก็บเอามาใส่ใจ

 

แต่แล้วยังไงล่ะ

 

ถึงจะบอกตัวเองเช่นนั้นร้อยครั้งพันครั้งก็กลายเป็นไร้ความหมาย ในเมื่อผลสุดท้ายคือต้องมายืนอยู่ตรงนี้อยู่ดีเหตุผลร้อยแปดที่เพียรสร้างขึ้นมาปกป้องตัวเองหรือจะสู้ความอึดอัดภายในใจและมวลความคิดมากมายน่ะหรือ..จะมาสู้ความรู้สึกที่แท้จริง  

 

 องค์ชายป๋ายเซียนถอนหายใจทิ้งไม่รู้เป็นหนที่เท่าไหร่ คิดอยู่ว่าควรจะเข้าไปเงียบๆโดยไม่ให้เจ้าของตำหนักรู้ตัวดีไหม กลัวว่าไปแบบนี้แล้วอีกฝ่ายจะไม่ยอมคุยดีด้วย เกิดรู้ล่วงหน้าว่าเขามาหาแล้วไม่ต้อนรับขับสู้กันคงเป็นอะไรที่น่าเสียหน้ามากทีเดียว แน่นอนว่าป๋ายเซียนไม่ต้องการให้มันเป็นเช่นนั้น ยอมกลืนน้ำลายตัวเองมาถึงขนาดนี้แล้วก็ไม่ควรจะกลับไปมือเปล่าไม่ใช่หรืออย่างน้อยก็ขอให้ได้พูดในสิ่งที่ควรพูด จะได้ไม่ต้องมาคอยกังวลจนไม่เป็นสุขอย่างที่แล้วมา

 

 

เพราะงั้นเข้าไปแบบไม่เอิกเกริกน่าจะ---

 

 

นั่นใช่องค์ชายเปี้ยนไหมวะ?!!”

 

 

“ช่วยบอกทีว่าข้าไม่ได้ตาฝาด?!” ทหารนายที่หนึ่งเหลือบเห็นเสี้ยวพระวรกายน้อยแล้วรีบสะกิดเรียกทหารนายที่สองอย่างตื่นเต้น

 

“เออว่ะใช่! องค์ชายเปี้ยน ใช่องค์ชายจริงๆด้วย!!” ทหารนายที่สองส่งเสียงดังด้วยอารามตกใจเพิ่มขึ้นมาอีกคน “องค์ชายเสด็จมา รอช้าทำไมล่ะเอ้า

 

“ไม่ต้อง---

 

องค์ชายเปี้ยนป๋ายเซียนเสด็จ!~” ทหารยามทั้งสองนายพร้อมใจกันประสานเสียงป่าวประกาศให้ทราบโดยทั่วกันว่ามีเชื้อพระวงศ์พระองค์ไหนเสด็จมา

 

องค์ชายป๋ายเซียนถึงกับยกพระหัตถ์ขึ้นมาตบหน้าผากตัวเองอย่างจนปัญญา สองเท้าเล็กค่อยๆขยับย่างออกมาจากหลังต้นไม้หน้าตำหนักฤดูร้อนเมื่อรู้ว่าคงไม่มีประโยชน์อันใดที่จะทำตัวลับๆล่อๆอยู่ตรงนั้นต่อ

 


ก็แน่สิ ชื่อแซ่ถูกประกาศออกไปเต็มยศเสียขนาดนั้น

 


“อ..องค์ชาย” ทหารนายที่สองรีบเข้ามาค้อมคำนับให้องค์ชายป๋ายเซียนด้วยท่าทางตื่นเต้น “องค์ชายยังจำกระหม่อมได้มั้ยพะยะค่ะ?” นัยน์ตาแวววับเปล่งประกายขึ้นด้วยความดีใจจนน้ำตาแทบล้นเอ่อกระหม่อมคือทหารคนที่พระองค์เคยพระราชทานดอกเหมยฮวาให้เมื่อครั้นยังอยู่แผ่นดินเปี้ยน กระหม่อมคือทหารคนที่องค์ชายเคยรับสั่งให้นางกำนัลนำขนมมาให้ชิมตอนที่เสด็จมาเข้าเฝ้าองค์ชายสามไงพะยะค่ะ กระหม่อมเป็นแฟนพะ---

 

ทำอะไรของพวกเจ้า

 

“ท่านจงอิน!” ทหารยามนายนั้นรีบก้มหน้าก้มตาเมื่อองครักษ์คู่พระทัยองค์ชายเจ้าของตำหนักเดินขึงขังออกมา “อะ..องค์ชายเปี้ยนเสด็จมาขอรับ” ทหารอีกนายละล่ำละลักช่วยตอบให้

 

“แล้วพวกเจ้าบังอาจเสนอหน้าเข้ามายืนคุยทำไมตรงนี้ ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงหรือ”

 

 “ไม่เป็นไร” ป๋ายเซียนแทรกบอกเพราะไม่อยากเป็นสาเหตุให้ใครต้องมาถูกดุ หารู้ไม่ว่าการกระทำเล็กๆน้อยๆของตนกลายเป็นอะไรที่ยิ่งใหญ่สำหรับเหล่าทหารชั้นผู้น้อยที่เฝ้าคะนึงหา หวังได้ยลพระพักตร์อยู่ทุกเมื่อเชื่อวันไปแล้ว

 

น่าร้าก~’

 

“ไม่ได้หรอกพะยะค่ะ ทหารตำหนักนี้ค่อนข้างเหิมเกริม บอกอะไรไม่เคยฟัง” จงอินหันไปถลึงตาใส่ทหารยามสองนายที่ยังไม่ยอมหยุดทำสายตาวิบวับ เพ้อฝันกับว่าที่พระชายาขององค์ชายตน

 

“หากยังไม่อยากออกกำลังก็กลับไปยืนประจำที่ของพวกเจ้าซะ” จงอินง้างศอกขู่ ทำเอาทหารทั้งสองนายทำหน้าหมดอารมณ์ เดินคอตกกลับไปยืนตัวตรงเฝ้าหน้าประตูตำหนักดังเดิม หลังจากกุลีกุจอออกมาต้อนรับเสด็จไกลถึงห้าก้าว

 

ท่านจงอินน่ะดำแล้วยังใจร้ายอีก นายตำหนักนี้ใจร้ายกันทุกคน ไม่รู้หรือว่ากว่าพวกเราจะได้พบองค์ชายเปี้ยนนั้นต้องรอนานขนาดไหน!’

 

ใช่! พวกเราน่ะแฟนพันธุ์แท้ขององค์ชายป๋ายเซียนมาตั้งแต่ตามเสด็จไปแผ่นดินเปี้ยนแล้ว ท่านจงอินน่ะมาทีหลังด้วยซ้ำ!’

 

ชิส์~ / ชิส์~’

 

ทหารสองนายใช้ภาษาสายตาคุยกัน

 

 

 

“เสด็จมาเข้าเฝ้าองค์ชายหรือพะยะค่ะ” จงอินถามองค์ชายป๋ายเซียนด้วยท่าทางสุภาพ ต่างจากตอนคุยกับทหารใต้อำนาจลิบลับ

 

“อ..อือ” องค์ชายป๋ายเซียนเม้มปาก เผลอตอบเสียงสั่นออกไปไม่รู้ว่าดูดีหรือดูแย่ เพราะองครักษ์คู่แฝดของแทมินได้ยินแล้วอมยิ้มตาม “องค์ชายของเจ้าอยู่ที่นี่หรือไม่”

 

“องค์ชายสามประทับอยู่ด้านในพะยะค่ะ”

 

“ข้า...เข้าไปได้มั้ย” จงอินพยักหน้ารับพลางลอบยิ้มขำ “ทรง..เอ่ออารมณ์ดีขึ้นบ้างหรือยัง” ป๋ายเซียนได้แต่คิดว่าทำไมคนตรงหน้าถึงไม่เป็นแทมิน เขาสนิทใจกับองครักษ์ผู้นั้นมากกว่าเพราะอยู่ด้วยกันมาระยะหนึ่งแล้ว พอเป็นจงอินที่น้อยครั้งจะได้คุยกันอย่างจริงจังเลยรู้สึกแปลกๆนิดหน่อยเหมือนกับว่าได้ยืนคุยกับองค์ชายสามในอีกร่างที่เงียบกว่ายังไงยังงั้น

 

“เสด็จเข้าไปดูเองดีไหมพะยะค่ะ”

 

รอยยิ้มกรุ้มกริ่มแบบนั้นถอดแบบกันมาไม่มีผิด

 

“อ่อ

 

แต่น่าแปลกที่อัตราการเต้นของหฤทัยดวงน้อยต่างกันโดยสิ้นเชิง มันไม่ได้ควบคุมยากเหมือนตอนที่อยู่ต่อหน้าใครบางคน

 

 “ข้าจะต้องตามแทมินออกไปพบท่านพ่อสักเดี๋ยว คงไม่ได้ตามเสด็จเข้าไปด้วยด้านในมีนางกำนัลรอถวายการรับใช้อยู่ ไม่ต้องกังวลพระทัยว่าจะเข้าไปไม่ถูกนะพะยะค่ะ” เรื่องนั้นป๋ายเซียนกังวลที่ไหนกันล่ะ  ต้องปั้นหน้าตอนที่เจอกันยังไงนั่นต่างหาก..ที่น่ากังวลที่สุดในตอนนี้

 

 



 

 

 

ครั้งแรกกับการมาเยือนตำหนักฤดูร้อนเกือบเต็มเดือนเข้ามาแล้วที่ป๋ายเซียนได้เข้ามาใช้ชีวิตอยู่ในพระราชวังโชซอน แต่นี่กลับเป็นครั้งแรกที่ได้มีโอกาสมาเยือนตำหนักซึ่งถูกใครต่อใครเล่าขานกันมามากว่าเป็นพระตำหนักที่งดงามที่สุดในวังหลวง อีกทั้งไม่กี่วันข้างหน้ามันจะกลายมาเป็นเรือนหอให้กับเขาและองค์ชายผู้อยู่อาศัย

 

ทราบมาว่าตำหนักนี้ถูกทำนุบำรุงขึ้นใหม่เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมาหลังจากถูกไฟไหม้และกลายเป็นเขตพระราชฐานหวงห้ามของทางการมากว่าหลายปีทั้งภายนอกภายในสะอาดเอี่ยม ลักษณะสถาปัตยกรรมยังคงเป็นเค้าโครงเดิมเดียวกับตำหนักอื่นๆไม่ได้แปลกต่างใดๆ เสาและผนังส่วนใหญ่ยังคงเน้นสีแดงเป็นหลัก กรอบหน้าต่างบานไม้กรุด้วยกระดาษขาวบางยังคงเป็นสีเขียว พื้นที่ใช้สอยกว้างขวางยิ่งกว่าตำหนักเล็กหลายเท่า ซึ่งก็ไม่แปลก..ขึ้นชื่อว่าตำหนักเล็ก พื้นที่คงเทียบเท่าหยิบมือเดียวของวังหลวงที่แสนกว้างใหญ่เท่านั้น

 

 นางกำนัลรีบกุลีกุจอเข้ามาถวายการรับใช้..ช่วยนำทางให้องค์ชายผู้มาใหม่ด้วยท่าทางนอบน้อมอ่อนหวาน ระหว่างเดินตามกันไปยังห้องประทับขององค์ชายสามดวงเนตรรีเล็กคอยมองสังเกตสถานที่ใหม่ด้วยความสนพระทัยกลิ่นกุหลาบป่าสีขาวแกมโอรสประดับแจกันทรงสูงค่อนข้างอบอวลเพราะมีให้เห็นไปตลอดทาง มองสลับมาอีกฝั่งพบโคมไฟไม้กรุด้วยกระจกบางสูงระดับสะโพกตั้งพื้นยาวไปตลอดแนวเช่นเดียวกัน

 

ประตูบานไม้ถูกนางกำนัลสองคนช่วยกันเลื่อนออกให้อย่างรู้งาน สิ่งสะดุดตาแรกยามที่ก้าวเข้าไปภายในคือข้าวของเครื่องใช้หลายชิ้นที่ยังจำได้ว่ามันเป็นของตัวเอง...สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของห้องหอ เมื่อหันไปเจอแจกันและไม้มงคลสีหวาน ม่านระย้าสีทอง ภาพวาดศิลป์ชิ้นใหญ่ติดฝาผนัง รวมไปถึงของตกแต่งมงคลที่วางเข้าคู่กันทำเอาป๋ายเซียนหน้าร้อนได้จริงๆ

 

 

นี่องค์ชายผู้นั้นต้องเห็นภาพเช่นนี้ทุกวันเลยหรือ

 

จะรู้สึกแปลกๆอย่างที่ป๋ายเซียนรู้สึกบ้างไหมนะ

 

 

 

จงอินไม่ได้บอกท่านหรือว่าข้าไม่สะดวกต้อนรับใครสุรเสียงทุ้มต่ำดังขึ้นทำลายบรรยากาศองค์ชายป๋ายเซียนแทบหมดสิ้น เพราะมัวแต่ชื่นชมความงามภายในตำหนักเพลินเลยไม่ทันสังเกตว่าตัวเองได้เข้ามาถึงที่ประทับส่วนพระองค์ขององค์ชายเจ้าของตำหนักแล้ว

 

และเมื่อครู่ต้องได้ยินไม่ผิดแน่ถ้อยคำไม่ต้อนรับแขกและสีหน้ามึนตึงทำเอาป๋ายเซียนหน้าชา “ม ไม่ได้บอก”

 

ถ้าบอกก่อนป๋ายเซียนคงไม่เข้ามาให้โดนไล่กลายๆเช่นนี้หรอก! แล้วข้าหลวงตำหนักนี้เป็นอะไรกันไปหมด หากรู้ว่าองค์ชายตนอยู่ในอารมณ์ไม่คงที่ก็ไม่ควรให้ใครเข้ามาไม่ใช่รึไง นี่กลับกลายเป็นว่าต้อนรับขับสู้กันดีตั้งแต่ทหารยามมาจนถึงนางกำนัลหน้าห้องเป็นใจกันหมดยกเว้นผู้ที่เขาอุตส่าห์มาหา

 

“มีอะไรหรือเปล่า”

 

 

“อุตส่าห์เสด็จมาไกลถึงนี่คงไม่ได้จะเข้ามาชื่นชมตำหนักข้าเพียงอย่างเดียว...มีธุระอันใดก็ว่ามาเถิด ข้าจะได้พัก” ป๋ายเซียนทำหน้าราวกับไม่เชื่อหูตัวเอง องค์ชายสามที่เคยมาวอแวตามกวนใจกันจนน่าหงุดหงิดกำลังเมินเขา ทั้งทางวาจาและการกระทำ

 

องค์ชายตัวเล็กได้แต่ยืนค้ำหัวอยู่ห่างๆ พูดไม่ออก ทำตัวไม่ถูก ไม่เคยต้องมาตกอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้มาก่อน จะว่าถูกกลั่นแกล้งก็ไม่น่าใช่เพราะอีกฝ่ายดูจริงจังเกินกว่าจะคิดเช่นนั้นได้ ไม่ยอมมองหน้าอย่างทุกที เอาแต่นอนเอกเขนกอยู่หลังโต๊ะเตี้ยตั้งพื้นด้วยพระพักตร์เรียบเฉย ดวงเนตรจดจ่ออยู่แค่ตำราในมือไม่แม้แต่จะใยดีกัน

 

“ไม่มีหรือ?” ถามย้ำองค์ชายป๋ายเซียนพลางปิดตำราลง ลุกขึ้นยืนเต็มความสูงแล้วก้าวเข้ามาทางนี้เดินผ่านตัวป๋ายเซียนไปดั่งเช่นธาตุอากาศ องค์ชายผู้นั้นเพียงเดินเอาตำรามาเก็บไว้ในตู้หนังสือด้านหลังป๋ายเซียนเท่านั้น หาได้ตั้งใจเข้ามาหากันอย่างที่เข้าใจ!

 

“เช่นนั้นก็ทำตัวตามสบาย คิดเสียว่าตำหนักนี้เป็นของท่าน อยากชื่นชมมุมไหนก็แล้วแต่จะโปรด ส่วนข้าคงต้องขอตัวก่อน”

 

 

มากไปแล้วมั้งองค์ชายบ้า!

 

 

ป๋ายเซียนขยับเท้าเดินปึงปังตามองค์ชายสามเข้าไปหลังฉากกั้นโดยไม่มีการขออนุญาต ไม่สนว่าจะเป็นพื้นที่ส่วนพระองค์หรือไม่ ไม่สนว่าจะเป็นการกระทำที่ไร้มารยาทหรืออย่างไร รู้เพียงแต่วันนี้ต้องคุยกันให้รู้เรื่อง จะไม่ยอมให้ใครมาทำหมางเมินใส่ทั้งที่ตัวเองอุตส่าห์ยอมเสียหน้าตามมาง้อถึงขนาดนี้แล้วโดยเด็ดขาดแม้จะยังไม่กล้าพูดอะไรออกไปก็เถอะ

 

“องค์ชายสาม!

 

คนถูกเรียกหันกลับมามองด้วยความตกใจเล็กๆ ไม่คิดว่าองค์ชายผู้ถือศักดิ์ศรีจะบุกตามเข้ามาถึงในนี้ในห้องอาบน้ำที่เรียกได้ว่าเป็นพื้นที่ส่วนตัว

 

“ไม่มากไปหน่อยหรือ” ป๋ายเซียนสืบเท้าเข้ามายืนอยู่ตรงหน้าองค์ชายตัวสูง เงยพระพักตร์ขึ้นสบดวงเนตรคมกริบอย่างไม่เกรงกลัว “ที่ผ่านมาก็ไม่เห็นเคยจริงจังต่อสิ่งใดเลยนี่ ทำเรื่องไว้ให้ผู้อื่นต้องโมโหโกรธาด้วยตั้งมากมาย พอข้าทำแค่นี้กลับไม่พอใจทำเหมือนเป็นเรื่องใหญ่โตเสียเต็มที ไม่มีเหตุผลเอาซะเลย”

 

“รู้ว่าข้าไม่มีเหตุผลก็ไม่ควรจะเสียเวลามาเสวนาด้วย”

 

“ก็ข้า---

 

“กลับไปเถิด”

 

หยา

 

ป๋ายเซียนยืนเม้มปากจ้องแผ่นหลังกว้างที่ขยับไกลออกไป...อารมณ์ที่พุ่งสูงขึ้นเมื่อครู่ดิ่งลงมาเพราะดวงเนตรตัดพ้อคู่นั้นช่วยฉุดไว้ไม่รู้หรอกว่าเรื่องที่ทำลงไปมันร้ายแรงแค่ไหน แล้วมีผลต่อจิตใจอีกฝ่ายยังไงบ้าง รู้เพียงแต่ตัวเองไม่สมควรใช้อารมณ์แบบเมื่อกี้เลย ทั้งที่เป็นฝ่ายผิดแต่กลับขึ้นเสียงใส่ผู้อื่น หากเหล่าองค์หญิงผู้เป็นพี่สาวทราบเข้าคงดุว่าป๋ายเซียนทำตัวไม่น่ารักแน่ๆ 

 

“ข้าเพียงแต่อยากเล่นสนุกเท่านั้น ไม่ได้” ผู้ฟังที่หันกลับมาในสภาพกางเกงขายาวสีขาวบางตัวเดียวทำเอาป๋ายเซียนลืมสิ่งที่กำลังจะพูด แต่พอเห็นว่าอีกฝ่ายไม่ได้มีทีท่าจะเข้ามาเย้าแหย่หรือทะลึ่งตึงตังใส่เช่นทุกทีก็รีบควานหาลิ้นตัวเองให้เจอแล้วพูดต่อ

 

“ข้าไม่ได้เกลียดจนอยากจะฆ่าจะแกงอย่างที่ท่านเข้าใจนะ” อุตส่าห์พูดถึงขนาดนี้แล้วยังไม่ยอมหยุดเมินกันอีกเหรอ ป๋ายเซียนทำปากงุ้มงอคล้ายเด็กเล็กที่ถูกผู้ปกครองดุ ก่อนจะรีบเสสายตามองไปทางอื่นเมื่อองค์ชายสามขยับตัวมาทางนี้ก้าวลงไปในอ่างไม้ขนาดใหญ่ที่มีไว้สำหรับแช่อาบตรงหน้าป๋ายเซียน ไม่ยอมตรัสอะไรด้วยซักคำ

 

“โกรธข้ามากหรือไง”

 

องค์ชายสามเลือกที่จะปิดเปลือกตา เอนหลังพิงอ่างไม้เผยช่วงอกแกร่งเปลือยเปล่า ท่อนแขนล่ำที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามเนื้อ ลำคอสมชายชาตรี และพระพักตร์ได้รูปเหนือผิวน้ำแร่ที่ทรงแช่อยู่

 

ป๋ายเซียนลอบมองเสี้ยวพระพักตร์ดูดีนั้นจากด้านข้าง สลับกับชุดคลุมสีขาวที่เจ้าของมันเพิ่งถอดพาดไว้กับราวเชือกไปเมื่อครู่นี้หน้าเห่อร้อน แต่ยังไม่เท่าในอกมันร้อนยิ่งกว่าก็เป็นเพราะว่าอีกคนไม่ยอมคุยด้วยดีๆ ปิดหูปิดตาไล่กันถึงขนาดนี้คงไม่มีประโยชน์อันใดที่ป๋ายเซียนจะอยู่ต่อแล้วกระมัง

 

“มันน่าเบื่อที่ต้องอุดอู้อยู่แต่ในตำหนักไม่ได้ออกไปไหน พออี้ชิงบอกว่ามีพื้นที่ให้ใช้ธนูได้ข้าก็นึกถึงแต่ความสนุก ก็คงเหมือนตอนที่ท่านอยากทำสิ่งใดก็ทำ อยากเล่นสนุกกับใครก็เล่นไม่ได้คำนึงถึงสิ่งอื่นแต่ก็ไม่ได้มีเจตนาร้ายเลยเช่นกัน”

 

 

“ไม่คิดว่าท่านจะโกรธถึงเพียงนี้...

 

 

“หมดเรื่องที่จะพูดแล้วข้าขอตัวลา---!!

 

 

ตุ้ม!!!~

 

ข้อมือที่ถูกฉุดเอาไว้อย่างแรงทำป๋ายเซียนเสียหลัก เซถลาลงไปในอ่างไม้เดียวกับองค์ชายสาม น้ำและกลีบดอกไม้ในอ่างบางส่วนกระเซ็นออกมาด้านนอก เป็นตัวช่วยยืนยันได้อย่างดีว่าองค์ชายตัวเล็กถูกรั้งลงไปในนั้นแรงเพียงใด

 

อะแค่กๆ!!

 

ป๋ายเซียนสำลักน้ำพลางหอบหายใจด้วยอารามตกใจ ตั้งตัวยังไม่ทันติดข้อมือข้างเดิมที่ยังไม่ได้ถูกปลดพันธนาการก็ถูกดึงให้เข้าไปใกล้เจ้าของพระหัตถ์ใหญ่นั้นต่อสัมผัสได้ถึงความแนบชิด แม้สติจะยังมาไม่ครบและน้ำในอ่างสูงในระดับครึ่งช่วงตัวแต่ป๋ายเซียนก็พอจะรู้ว่าตัวเองกำลังนั่งอยู่ตรงตำแหน่งไหนบนร่างกายของอีกฝ่าย

 

 

อกแทบแนบสนิทกันอย่างนี้จะอยู่ตรงไหนได้...

 

 

ถ้าไม่ใช่บนหน้าตัก

 

 

“ปละ..ปล่อย”

 

“ไม่ปล่อย”

 

“จะแกล้งอะไรข้าอีก” หลังจากลูบหน้าตัวเองจนทัศนวิสัยอันใกล้ชัดขึ้นมาใบหน้าเล็กถึงกับขึ้นสีแดงระเรื่อ แก้มร้อนผะผ่าว เผลอกลืนน้ำลายยามที่ดวงเนตรหลุบเห็นความกำยำที่ไม่มีอาภรณ์ใดปกปิด มีเพียงกลีบดอกไม้ประปรายและแสงสลัวในห้องอาบน้ำที่ยังมืดไม่พอ...เพราะต่างคนต่างมองเห็นกันและกันด้วยตาเปล่าชัดเจน...ยิ่งใกล้ภาพจริงก็ยิ่งชัด

 

“สนุกมากสินะที่ได้ยิงหน้าข้าจนพรุน”

 

“ข้า...

 

“คงจะน่าสะใจมากทีเดียว”

 

“อย่าประชดกันสิ ทุกทีท่านก็ไม่เคยจะมาจริงจัง---

 

ที่ข้าจริงจังก็เพราะว่าข้าตั้งใจไปหาท่าน

 

 

“ทั้งที่ตั้งใจไปหา แต่กลับต้องมาเห็นภาพตัวเองถูกคนที่อยากพบหน้ายิงเล่นอย่างชอบใจ บอกข้าหน่อยสิว่าหากเป็นท่านจะรู้สึกเช่นไร”

 

 

“ฮึ? ต้องรู้สึกยินดีหรือมีความสุขงั้นหรือ”

 

“ขอโทษ

 

“…”

 

ไม่คิดว่ามันจะเป็นเช่นนี้”

 

“ข้ารู้ว่าท่านเกลียดข้า ตั้งแต่แรกพบ ท่านก็ไม่--

 

“หากข้าเกลียดท่านจริงๆข้าจะตามมาถึงนี่ทำไมเล่า!

 

 

“ข้าเกลียดท่านเพียงบางการกระทำเท่านั้นเอ่อ..ครั้งไหนที่เข้ามาแกล้งให้ข้าหงุดหงิดก็---

 

“ไม่เกลียดเลยได้ไหม”

 

 “

 

มีเพียงเสียงน้ำกระเพื่อมตอนที่องค์ชายสามขยับพระวรกายเข้ามาเท่านั้นที่ดังขึ้นให้ได้ยิน ดวงเนตรที่จ้องลึกเข้ามาในตายากเกินจะต้านทานไหว ป๋ายเซียนก้มหน้างุด มองแต่ผิวน้ำมันแผ่ขยายตีเป็นวงเมื่อคนบางคนขยับเข้ามาเรื่อยๆ ใกล้จนปลายจมูกน้อยเฉียดลำคอสมชายชาตรีอีกฝ่ายถึงจะพอใจและยอมหยุดเคลื่อนไหว

 

“อย่าเกลียดข้าเลย” สุรเสียงทุ้มดังอยู่เหนือศีรษะ กลิ่นกายเนื้อหนุ่ม..ลูกกระเดือกที่เคลื่อนไหวอยู่ใกล้ๆ ตลอดจนลมหายใจร้อนซึ่งรินรดลงมาบนปรางน้อยที่กำลังสุกปลั่งได้ที่ทำเอาร่างเล็กสั่นสะท้านนิ้วหนาค่อยๆเชยคางมนให้เงยหน้าขึ้นมาสบตากัน ก่อนจะมอบจุมพิตอ่อนโยนให้ริมฝีปากเล็กอย่างมิอาจห้ามใจ

 

ต่างฝ่ายต่างหลับตาซึมซับความรู้สึกใหม่ที่เพิ่งได้ลิ้มลองครั้งแรกหฤทัยดวงน้อยกระตุกคล้ายใจหายเมื่อเรียวปากอิ่มเริ่มขยับช้าๆ เหมือนทุกอย่างถูกสาปสะกดให้หยุดนิ่ง ทั้งสมอง ความรู้สึก และเรื่องราวทุกอย่างที่เคยฟุ้งซ่านในอกหยุดเคลื่อนไหวชั่วขณะหนึ่ง ป๋ายเซียนไม่รู้ตัวเลยว่าเผลอบีบไหล่คนตรงหน้าแรงแค่ไหน ไม่รู้แม้กระทั่งตัวเองเผลอเอียงหน้ารับสัมผัสองค์ชายผู้แสนขี้น้อยพระทัยตั้งแต่เมื่อใด ไม่รู้..ไม่มีแม้แต่เรี่ยวแรงจะขัดขืน ปล่อยริมฝีปากล่างให้ถูกครอบครองตอดรัดด้วยแรงดูดจากเรียวปากคนตัวโตกว่าครั้งแล้วครั้งเล่า...

 


อุ๊ย!!’

 


เสียงอุทานของบุคคลนอกทำให้ทั้งคู่รีบผละตัวออกจากกันราวกับถูกฟ้าผ่า องค์ชายชานยอลที่สามารถตั้งตัวติดได้ก่อนหันไปมองทางประตู แสงสลัวไม่อาจทำลายสายตาประดุจเหยี่ยวของเขาได้ เห็นชัดว่าตรงนั้นมีนางกำนัลยืนก้มหน้าเอียงอายอยู่สองคน ด้านหน้าของพวกนางมีสตรีคู่บัลลังก์ยืนกลอกดวงเนตรไปอีกทาง เลี่ยงที่จะทอดพระเนตรมาทางพวกเขา

 

“ได้ยินเสียงดังออกไปถึงด้านนอกข้าจึงเดินเข้ามาดูเพราะคิดว่ากำลังมีปากเสียงกัน ไม่คิดว่าจะ” ปรางนวลของพระมเหสีขึ้นสีระเรื่อไม่ต่างจากนางกำนัล แม้จะเป็นเช่นนั้นทว่าพระองค์กลับยังคงรักษาอาการสำรวมและท่าทางน่าเกรงขามไว้ได้อย่างไม่มีบกพร่อง “เอาเป็นว่าข้าจะกลับออกไปรอด้านนอกก็แล้วกัน”

 

“ไม่เป็นไรพะยะค่ะ!” ป๋ายเซียนโพล่งบอกเสียงดัง หน้าแดงจัดพรวดพราดลุกขึ้นจากอ่างไม้ด้วยความรู้สึกอับอาย “ขะ..ข้าจะกลับแล้ว”

 

พระมเหสีทอดพระเนตรแล้วหันไปพยักหน้าให้นางกำนัลส่วนพระองค์ก่อนจะหมุนพระวรกายกลับออกไป หนึ่งในนางกำนัลรีบเข้ามาถวายความดูแลองค์ชายเปี้ยนช่วยหยิบผ้าขนหนูและชุดคลุมผืนใหม่ให้แล้วรีบปลีกตัวออกไปเช่นเดียวกัน

 

ภายในห้องสรงน้ำกลับสู่ความเงียบสงัดอีกครั้งเมื่อเหลือเพียงองค์ชายทั้งสองพระองค์ป๋ายเซียนยืนตัวเปียกโชก ใช้ผ้าผืนใหญ่ห่มกายไว้ อับอายต่อสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้นเกินกว่าจะสู้หน้าใครได้

 

“ข้าขอตัวกลับก่อน...” บอกผู้ที่ยังแช่ตัวอยู่ในน้ำทั้งที่ยืนหันหลังให้อย่างนั้น ไม่คิดที่จะมองหน้า เวลานี้ต่อให้ใครมาบังคับป๋ายเซียนก็จะไม่มีทางหันกลับไปมองอีกฝ่ายให้อายเพิ่มอย่างแน่นอน ไม่เด็ดขาด!

 

“เดี๋ยว”

 

 

ข้ายกโทษให้”

 

 

“เมื่อครู่ท่านขอโทษข้าไว้มิใช่หรือ ข้าจึงบอกให้ได้สบายพระทัยว่ายกมันให้ท่านหมดแล้ว ไม่ว่าจะโทษหรือช่างเถอะ”

 

ของแบบนั้นยังจะมาพูดดีอีก! ถึงไม่หันกลับไปมองก็รู้ได้โดยน้ำเสียงว่าอีกฝ่ายต้องทำหน้าแบบไหนอยู่ ป๋ายเซียนตัวน้อยทำหน้าตูม ทั้งหมั่นไส้ ทั้งอับอาย แล้วก็เขิน กำลังจะขยับเท้าเดินออกไปหากทว่า..

 

“อ้ะ!

 

ถูกใครคนเดิมรั้งไว้อีกแล้ว ครานี้อีกฝ่ายไม่ได้ออกแรงมากอย่างเช่นคราวก่อน ป๋ายเซียนจึงแค่เซลงนั่งบนขอบอ่างเท่านั้น ดวงเนตรรีเล็กเหลือบมองพระหัตถ์ใหญ่ซึ่งวางซ้อนอยู่เหนือมือของตนจนมิด เผลอแลหางตามองหน้าอีกฝ่ายอย่างอดไม่ได้ และรอยยิ้มมีความสุขนั้นก็ทำเอาป๋ายเซียนอยากแทรกแผ่นดินหนี

 

 

มันไม่ใช่รอยยิ้มที่น่าหงุดหงิด

 

แต่เป็นรอยยิ้มที่ทำให้ก้อนในอกของเขาเต้นถี่ต่างหาก

 

 

“ป..ปล่อยมือข้าได้แล้ว

 

“อีกสามวัน

 

 

“ต้องอีกสามวันสินะ ข้าถึงจะมีสิทธิ์จับมันไว้นานกว่านี้” ป๋ายเซียนรู้สึกได้ว่ามือตัวเองถูกกระชับให้แน่นขึ้นก่อนจะค่อยๆคลายอิสระจากกัน ตามด้วยสุรเสียงทุ้มนุ่มที่เอื้อนบอกเพียงเบาๆแต่คนฟังกลับได้ยินชัดเจน อาจด้วยห้องห้องนี้ทำให้เกิดเสียงก้อง หรือเป็นเพราะว่าป๋ายเซียนเองที่รอฟังอย่างตั้งใจ

 

“ข้าจะรอให้วันนั้นมาถึง..พระชายา

 

 


 

#สะใภ้บรรณาการ


 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ยังยังไม่แต่งอี๊กกกก 555555

และไหนไหนใครมันบอกไม่อยากผูกมัด หึ

 

เดิมทีตอนนี้จะอยู่รวมกับวันอภิเษกฯ แต่คิดไปคิดมาอาจจะสร้างความค้างให้ใครได้ถ้าเกิดตัดตอน อีกอย่างแยกส่วนกันต่างหากก็น่าจะสมูธกว่าเลยเอาเท่านี้ไปก่อนเนาะ ลงให้ได้หายคิดถึงกันก่อน ส่วนพิธีอภิเษกฯ+เข้าหอ เรามาเจอกันยาวๆตอนหน้าเลย <3

 

..1 ไม่ได้ยืดเยื้อชักช้า แค่ไม่ได้รีบ ชอบการที่คนสองคนค่อยๆฟูมฟักความรัก  เพราะเรื่องทุกเรื่องมันมีเหตุผลและความเหมาะสมของมัน

..2 หลังแต่งงานจะตบตี(?)ถึงเนื้อถึงตัวกันคล่องขึ้นแล้ว (. .)/  

  

         CR.SQW
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 865 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

10,413 ความคิดเห็น

  1. #10383 03ftjan (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 19 ตุลาคม 2563 / 17:17
    ให้มันเบาๆหน่อยจ้า
    #10,383
    0
  2. #10363 belle1502 (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 19 กรกฎาคม 2563 / 09:11
    แหมกัปตัน
    #10,363
    0
  3. #10341 EATWELL (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 12 กรกฎาคม 2563 / 22:08

    หกาหสาสหปาสฟหาสาหสกห

    #10,341
    0
  4. Columnist
    #10325 Bright___ (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 27 มิถุนายน 2563 / 23:56
    ใจน้วยไปหมดแล้วเพคะองค์ชาย แงงงง
    #10,325
    0
  5. #10299 Mr-mztxx (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 18 มิถุนายน 2563 / 16:49
    กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดกดดกดดด จูบกัน!!!!!!!
    #10,299
    0
  6. #10280 munkrishear (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 15 พฤษภาคม 2563 / 20:44
    วัากกสกสกนหยยไไยยไ เขินนนนน เขินโว้ยยยย
    #10,280
    0
  7. #10256 Emihcy (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 24 เมษายน 2563 / 23:33
    กรี๊ดดดดดด ใจเเม่!!!! เขินไม่หวัยเเน้ว!!
    #10,256
    0
  8. #10230 Rain (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 19 เมษายน 2563 / 20:23

    อมกๆๆๆๆเค้าจูบกันแย้วว คิคิ

    #10,230
    0
  9. #10202 Nam_127 (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 24 มีนาคม 2563 / 00:29
    แอ่นแลแอ่นแลหุ้ยๆไม่อยากจะแซวฮิฮิ
    #10,202
    0
  10. #10195 QwaZZ (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 2 มีนาคม 2563 / 13:16
    กี้ดดดดดด!!!!!!!!!
    #10,195
    0
  11. #10187 ❤ Little "B" ❤ (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2563 / 21:47

    กรี๊ดดดดดดดดดดด!!
    #10,187
    0
  12. #10174 _pn17 (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2563 / 17:45
    ฉันนั่งยิ้มลำพัง เค้ารักกันค่ะแม่ /ยิ้มกริ่ม
    #10,174
    0
  13. #10168 Byunee_J (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2563 / 22:17
    เขินไม่หวายยยยย
    #10,168
    0
  14. #10126 เหมี๊ยวกวิ้น🐧 (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 11 มกราคม 2563 / 20:40
    เขิน เขินไปหมด องค์ชายสามร้ายกาจยิ่ง แง้ เเม่ หนูเขิน
    #10,126
    0
  15. #10103 VIOLET11EVE (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 5 มกราคม 2563 / 15:09

    ตายอย่างสงบ
    #10,103
    0
  16. #10078 ออมม่า (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 22 ธันวาคม 2562 / 08:51

    โอ้ยยยย แค่นี้ ก้อตัวบิดแล้ว

    #10,078
    0
  17. #10052 PRAE.VV (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 20 ธันวาคม 2562 / 02:36
    โอ้ยยยย ตายแล่วววว องค์ชายเริ่มจะก้าวขาลงในกรงที่ชื่อว่าป๋ายเซียนแล้วนะเพคะ55555
    #10,052
    0
  18. #10027 Darkmate (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 13 ธันวาคม 2562 / 22:58
    ตอนนี้คือแบบเขินมากไม่ไหวๆๆฟฟงสดคอสำว
    #10,027
    0
  19. #10013 KaRToon_HH (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 7 ธันวาคม 2562 / 10:53
    เป็นตอนที่เขินมากกกกกกกกกก ความสัมพันธ์ที่ค่อยเป็นค่อยไปมันน่ารักจริงๆทำเอาใจเต้นแรงเลย><
    #10,013
    0
  20. #10004 Shipperr (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 1 ธันวาคม 2562 / 10:22

    เขินมากกกกกก
    #10,004
    0
  21. #10001 Isabellbest (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 29 พฤศจิกายน 2562 / 23:59
    มวนท้วงจริงๆค่ะ ยังไม่ถึงฉากหลังแต่งงานแค่นี้หนูก็เขินจนมวนท้องละ มั่ยหว๊าย
    #10,001
    0
  22. #9994 PadDo (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 27 พฤศจิกายน 2562 / 17:02
    กลั้นยิ้มมั่ยดั้ยเลยยยย
    #9,994
    0
  23. #9993 PadDo (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 27 พฤศจิกายน 2562 / 17:02
    กลัเนยิ้มมั่ยดั้ยเลยยยย
    #9,993
    0
  24. #9961 Timmmmmmmm (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 18 พฤศจิกายน 2562 / 20:28
    คือต้องอุดปากกรี๊ดแล้วนะคะ ไม่ไหวแล้ว หัวใจนุ ฮื่อออออออออออ
    #9,961
    0
  25. #9949 kongkwannct (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 9 พฤศจิกายน 2562 / 16:26
    เขิลอะ อ้ายยยยย
    #9,949
    0