สะใภ้บรรณาการ (Chanbaek) -END-

ตอนที่ 11 : 10 - ใกล้เข้ามาเต็มที

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 22,061
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 816 ครั้ง
    18 ก.ย. 59


-10-

ใกล้เข้ามาเต็มที



 

 





 

สองสัปดาห์ต่อมา

 

 

มงคลฤกษ์จะดำเนินมาถึงในอีกไม่กี่วันข้างหน้า..เช่นเดียวกับขบวนเสด็จของราชวงศ์เปี้ยน ที่จะเสด็จมาถึงในไม่ช้าเพื่อเข้าร่วมพระราชพิธีอภิเษกสมรสระหว่างองค์ชายป๋ายเซียนและองค์ชายสาม ด้วยเหตุนี้ทำให้ตลอดระยะเวลาหลายสัปดาห์ที่ผ่านมาพระราชวังโชซอนต้องดำเนินไปด้วยความวุ่นวาย...ตั้งแต่เช้าจรดค่ำ...ทุกคนต่างมีหน้าที่ให้รับผิดชอบกันอย่างไม่ว่างเว้น

 

ห้องเย็บปักต้องเร่งมือตระเตรียมฉลองพระองค์สำหรับคู่เอกของงาน ตลอดจนเชื้อพระวงศ์พระองค์อื่นงานเร่ง..ทว่าต้องละเอียด..ไม่ทิ้งความประณีต..ทุกพระองค์ต้องสวมใส่ได้พอดีและทันวันงานฟังดูยากแต่ทุกคนต้องทำได้ ไม่ว่าจะต้องรื้อหรือแก้ใหม่อีกกี่รอบก็ต้องทำจึงไม่แปลกที่วันๆหนึ่งมักจะเห็นภาพเหล่านางกำนัลจากห้องเย็บปักเดินตามหัวหน้าซังกุงเข้าออกตำหนักต่างๆเป็นว่าเล่น เพื่อนำฉลองพระองค์ไปให้เชื้อพระวงศ์ทรงลองสวมกันก่อนวันพระราชพิธี

 

ห้องเครื่องวุ่นวายไม่น้อยหน้าฝ่ายไหน ตั้งแต่นางในฝึกหัดไปจนถึงนางในระดับอาวุโสถูกระดมกำลังมาช่วยงานกันจนมือเป็นระวิง แม้วันกำหนดการจะยังไม่มาถึงหากแต่การเตรียมวัตถุดิบ การคิดรายการเครื่องเสวยทั้งคาวหวานให้พอสำหรับคนจำนวนมาก ทั้งยังเป็นบุคคลสำคัญของแผ่นดินนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายต้องรอบคอบ..ต้องเตรียมพร้อมเครื่องเสวยชนิดไหนที่ต้องใช้เวลาหมักเคี่ยวนานเป็นพิเศษก็ต้องลงมือทำไว้ล่วงหน้า วัตถุดิบชนิดไหนไม่เพียงพอก็ต้องขอเบิกจากทางการ และบางวันจำเป็นต้องส่งตัวแทนออกไปจับจ่ายเข้ามาเพิ่มตั้งแต่เนิ่นๆ

 

 ขณะที่ฝ่ายดนตรีพระราชพิธีฝ่ายพิธีการฝ่ายกำลังกองทัพทหารเหล่าขุนนาง ไม่เว้นแม้กระทั่งเชื้อพระวงศ์เองต่างจำเป็นต้องเตรียมความพร้อมไว้สำหรับวันสำคัญเช่นเดียวกันหมด

 

ไม่มีผู้ใดไม่ทราบเรื่องเพราะขนาดชาวบ้านที่อยู่นอกกำแพงวังยังตื่นเต้นรออวยชัยให้แก่คู่แต่งงานกันถ้วนหน้าไม่มีผู้ใดเมินเฉย..เพราะแม้แต่นกน้อยและสรรพสิ่งอื่นใดยังรับรู้ได้ว่าในอนาคตอันใกล้จะมีการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญเกิดขึ้น นั่นคือ

 

 

สองแผ่นดินของเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดินกำลังจะหลอมรวมกันเป็นหนึ่งเดียว

 

 




 




 

“เจ้าคิดว่าชุดที่ข้าลองสวมเมื่อครู่เป็นอย่างไร”

 

 

“ดีกว่าคราวก่อนไหม”

 

 

 “ขนาดข้าซังกุงห้องปักเย็บยังไม่ยอมปล่อยผ่าน ฝั่งชานยอลก็คงไม่เหลือ..เจ้าเด็กหัวรั้นนั่นคงได้ลองสวมชุดตัวเองไม่ต่ำกว่าห้ารอบ”

 

 

ความเงียบของคู่สนทนาทำให้พระพักตร์น่าเกรงขามของ องค์รัชทายาท ค่อยๆเงยขึ้นจากเอกสารสำคัญบนโต๊ะ ไม่บ่อยนักที่จะมีสิ่งใดสามารถดึงสมาธิพระองค์ออกจากงานกองโตได้ และครั้งนี้นับว่าความเงียบขององครักษ์คนสนิททำมันได้สำเร็จ

 

“ลู่หาน” สุรเสียงเรียบๆเอ่ยเรียกผู้ที่เอาแต่ยืนเหม่อลอยไม่รู้สึกตัวแม้กระทั่งตอนที่ถูกเรียกชื่อ “หากยังไม่เลิกเหม่อข้าคงต้องให้เจ้าได้ออกกำลังบ้างแล้วกระมัง”

 

“อ้ะ...พ พระองค์มีรับสั่งอันใดนะพะยะค่ะ” องค์รัชทายาทอินซองส่ายศีรษะ เสียบพู่กันไว้กับกล่องเก็บ พักสายพระเนตรจากกองงานแล้วเปลี่ยนมานั่งกอดอกจ้องบุรุษหน้าหวานตรงหน้าซึ่งอยู่ห่างกันเพียงโต๊ะทรงงานคั่นกลางแทน

 

“จิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว...” จากสีพระพักตร์และน้ำเสียงที่ได้ยินลู่หานรู้โดยทันทีว่าตัวเองกำลังพลาดริมฝีปากแห้งผากเม้มเข้าหากันช้าๆพลางก้มหน้าลงอย่างรู้สึกผิด “เป็นอะไร”

 

“เปล่าพะยะค่ะ ขอองค์ชายโปรดประทานอภัย”

 

“ปากปฏิเสธ แต่แววตาของเจ้าไม่ใช่” ลู่หานรีบซ่อนสีหน้าแย่ๆของตัวเองด้วยการก้มหน้าลงไปอีกจนคางแทบชิดอก “พ่อของเจ้าเล่าให้ฟังว่าช่วงนี้เจ้าไม่ยอมกินอะไร ร่างกายซูบผอมลง อยากจะป่วยเป็นเพื่อนข้าอีกคนหรือ”

 

“หามิได้..พักนี้ข้าแค่รู้สึกเบื่ออาหาร ขอบพระทัยองค์ชายที่ทรงเป็นห่วงแต่ข้าไม่เป็นอะไรจริงๆ”

 

“สมแล้วที่เป็นสหายขององค์ชายสาม..ดื้อพอกัน” ในน้ำคำตำหนินั้นลู่หานทราบดีว่าเจือไปด้วยความห่วงใย ภายนอกองค์รัชทายาทอาจดูเฉยชา พูดไม่เก่ง พระพักตร์นิ่งจนเรียกได้ว่าดุ ทว่าคนที่อยู่รับใช้กันมานานต่างรู้ดีว่าพระองค์นั้นเป็นผู้มีจิตใจโอบอ้อมอารีแค่ไหน ซ้ำยังเอ็นดูลู่หานเหมือนน้องชายคนหนึ่ง และนั่นทำให้เขารู้สึกผิดอยู่ไม่น้อยที่หลายวันมานี้ปฏิบัติหน้าที่ได้ไม่ดีนัก

 

บางทีองค์ชายเรียกหาก็ชักช้า ไม่ยอมคุย รับคำสั่งอย่างเลื่อนลอยเหมือนสมองกับร่างกายไม่ไปทางเดียวกันไม่รู้จะจัดการตัวเองยังไง เพราะแค่เห็นผู้คนในราชสำนักเดินกันให้วุ่น เตรียมงานอภิเษกสมรสกันอย่างกระตือรือร้นแล้วใจมันร้อนไปหมด

 

ผ่านไปได้ยินคนโน้นคนนี้กล่าวถึงคู่แต่งงานเป็นอันต้องกำหมัดแน่น..อยู่ในวังก็ต้องทนเห็น..กลับบ้านไปท่านพ่อและใครต่อใครก็ยังจะคุยถึงเรื่องนี้ให้ได้ยิน ไหนจะคำพูดขององค์ชายห้าในวันนั้นที่ตามมาตอกย้ำวนเวียนอยู่ในหัวไม่ยอมไปไหนนั่นอีก

 

ลู่หานใกล้บ้าเข้าไปทุกที..

 

อยากไปหาองค์ชายผู้เป็นที่รักใจแทบขาดแต่งานขององค์รัชทายาทก็ยุ่งเหลือเกิน ทั้งยังประชวรเอาช่วงนี้หากจะทิ้งไปคงดูไม่ควรเมื่อก่อนเคยนึกอิจฉาคู่แฝดญาติผู้น้องของตัวเองที่ได้ถวายการรับใช้องค์ชายสามเช่นไร..ในตอนนี้ลู่หานยังคงรู้สึกเช่นนั้น...ไม่เคยเปลี่ยนแปลง

 

 

องค์ชายห้าเสด็จ~

 

 

เสียงป่าวประกาศของทหารหน้าตำหนักทำลู่หานหลุดออกจากภวังค์ ใบหน้าที่ไม่สู้ดีมาแต่แรกยิ่งเหยเกเข้าไปใหญ่เมื่อองค์ชายผู้มาใหม่ปรากฏตัวแก่สายตา หนำซ้ำยังก้าวเข้ามาหยุดยืนอยู่ข้างๆ ให้ลู่หานรีบเบือนหน้าหนีไปขมุบขมิบปากบ่นแทบไม่ทัน

 

 

ใจจริงอยากขยับหนีด้วยซ้ำ ติดแค่ตำแหน่งที่ยืนอยู่มันติดมุมแล้วจึงทำไม่ได้

 

 

“ถวายบังคมพี่ใหญ่”

 

องค์ชายเซฮุนค้อมศีรษะให้พี่ชายอย่างสุภาพ

 

“อ่าว..องค์ชายห้า”

 

“ท่านอาจารย์บอกข้าว่าพระองค์ประชวรข้าจึงแวะมาดูที่ตำหนัก แต่แทนที่เราจะพบกันที่ห้องบรรทม ข้ากลับต้องเดินมาไกลถึงห้องทรงงาน”

 

“จะตำหนิกันอย่างนั้นสิ..องค์ชายหมอ” องค์รัชทายาทแย้มสรวลน้อยๆเมื่อเห็นสีหน้าของน้องชาย ถึงแม้จะเป็นองค์ชายที่แสนสุภาพ ทว่าลึกๆกลับช่างบ่นช่างตำหนิเสียยิ่งกว่าพี่น้องคนไหนๆ ยิ่งได้ลองอยู่ในบทบาทของแพทย์ผู้รักษาด้วยแล้ว องค์ชายรัชทายาทที่น้องห้าเคยกลัวนักกลัวหนาครั้นยังเด็กน่ะไม่มีเสียหรอก

 

“แค่หวัดเล็กๆน้อยๆอีกเดี๋ยวก็หาย อาจารย์ของเจ้าเข้ามาถวายการรักษาเป็นอย่างดี อย่าได้เป็นกังวล”

 

“ข้ารู้ แต่พระองค์ก็ควรจะนอนพักเสียหน่อย ไม่ใช่เอาแต่ทรงงานหนักไม่หยุดเช่นนี้” ดวงเนตรรีเรียวมองงานกองโตบนโต๊ะ ก่อนจะกลอกตากลับมาที่ลูกขุนนางใหญ่คนข้างๆ “งานไหนไม่เร่งไม่สำคัญเท่าไหร่ก็แบ่งไปให้ผู้ช่วยบ้าง อย่างเช่นตรวจเอกสารราชการ ง่ายๆแค่นี้คงไม่เกินความสามารถของบุตรชายท่านเสนาบดีหรอก”

 

ลู่หานหันขวับ ขมวดคิ้วใส่คนชอบจิกกัด

 

“ใจลอยเก่งอย่างนี้ให้ตรวจจดหมายราชการคงยังไม่เหมาะ”

 

“ข้า...” ลู่หานเถียงไม่ออก

 

“ใจลอย?” องค์ชายห้าเลิกคิ้วมองพระพักตร์พี่ชายสลับกับใบหน้าหวานของลูกขุนนางใหญ่ “ผู้ที่ต้องถวายการดูแลประทับอยู่ตรงหน้านี้ แต่กลับใจลอย...”  ริมฝีปากบางขององค์ชายน้องเล็กเบะออกเบาๆพลางพยักหน้าขึ้นลงคล้ายเข้าใจอะไรบางอย่าง “ลอยไปถึงไหนล่ะ ตำหนักฤดูร้อนหรือเปล่า”

 

 ว่ากันว่าทรงเป็นองค์ชายที่มีกิริยามารยาทเรียบร้อยแสนสุภาพ..ได้ยินทีไรลู่หานเป็นอันต้องพะอืดพะอมทุกที! สุภาพอ่อนโยนอะไรกัน ในหัวลู่หานมีแต่คำว่า ร้ายลึก อยู่เต็มไปหมด ริมฝีปากที่คอยแสดงความห่วงใยผู้อื่นมักทิ่มแทงกันได้เจ็บแสบเสมอลู่หานถึงได้ไม่อยากจะมองหน้า

 

“พวกเจ้านี่ยังไงนะ..” องค์ชายรัชทายาทส่ายพระพักตร์อย่างไม่เข้าพระทัย “ใกล้กันทีไรเป็นต้องแขวะกันทุกที เมื่อก่อนก็ยังดีๆ โตขึ้นมา..ไม่สิ--” นิ้วหนาลูบคางสากขององค์เองอย่างใช้ความคิด ดวงเนตรเรียบเฉยมองพินิจหน้าบุรุษอ่อนวัยกว่าทั้งสอง “ตั้งแต่คืนนั้นต่างหาก”

 

 

“คืนวัยเบญจเพสพวกเจ้ามีปัญหาอันใดต่อกันกันแน่ ตอนนี้ถึง---

 

“ไม่มี! / ไม่มี!

 

 

“ไม่มีอันใดหรอกพะยะค่ะ...” องค์ชายเซฮุนตอบเสียงเบาลง จากนั้นลู่หานก็ค้อมหัวขออนุญาตออกไปด้านนอกทันที..อ้างว่าเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าท่านพ่อเรียกให้ไปหา องค์ชายรัชทายาทที่ไม่ใช่คนพระทัยร้ายพระทัยดำอะไรยอมปล่อยไปง่ายๆโดยไม่คิดจะรั้งไว้ เวลานี้จึงมีเพียงองค์ชายผู้เป็นสายเลือดเดียวกันอยู่กันตามลำพัง

 

“ข้าไม่คิดว่าคนอย่างเจ้าจะมีเรื่องกับใครเป็นนะองค์ชายห้า..” แต่จากสีหน้าตอนนี้และอาการที่ผ่านๆมาทำให้เข้าใจเป็นอื่นไปไม่ได้จริงๆ “ผ่านมาสองปีได้แล้วสินะที่พวกเจ้าเป็นเช่นนี้”

 

 

“เอาเถิด..ลำบากใจก็ไม่ต้องเล่า ข้าไม่ก้าวก่ายเรื่องส่วนตัวของใคร”

 

“ขอบพระทัยพี่ใหญ่”

 

“แต่อย่างไรเสีย..หวังว่าสักวันพวกเจ้าจะหันหน้ากลับมาคุยกันดีๆดังเช่นเมื่อก่อน คนเคยมีใจให้ ไม่น่าจะต้องมาหมางใจกัน...

 

“พี่ใหญ่พูดว่าอะไรนะ?!!” องค์ชายเซฮุนทำตาโต ตกพระทัยจนจะเข้าไปเขย่าคอถามพี่ชายได้อยู่แล้วหากแต่ก็ยังหวงแหนชีวิตตัวเองอยู่ จึงทำเพียงยืนเท้าโต๊ะทรงงานเท่านั้น “พี่ใหญ่รู้ได้อย่างไรว่าข้าเคย...ข้า..

 

“ความลับที่ไม่เคยเป็นความลับเจ้าน่าจะรู้ดีนะว่าใครที่ทำได้” ตอบละไว้ในฐานที่เข้าใจก่อนจะขยับพระวรกายเข้ามาสะสางงานบนโต๊ะต่อ ปล่อยให้องค์ชายห้ายืนชกอากาศ..เคี้ยวฟันด้วยความคับแค้นใจ

 

 

หน็อย...ไอ้องค์ชายสาม!

 

 



 

 


 

ฮั๊ดชิ่ว!

 

เสียงจามขององค์ชายสามเรียกพระพักตร์ของสตรีคู่บัลลังก์ให้หันกลับไปมองได้แทบจะทันที พระหัตถ์เรียวที่วุ่นอยู่กับการตรวจชุดสำหรับใช้ในงานพระราชพิธีอภิเษกสมรสของผู้ที่ตนรักดั่งลูกแท้ๆชะงักกึก พระขนงขมวดยุ่งก่อนตรัสถามอย่างไม่สบายพระทัย

 

“เป็นหวัดเหมือนพี่ชายเจ้าไปอีกคนแล้วรึ”

 

“ไม่หรอก ข้าอยากจามเสียเองมากกว่า” ตอบพลางถูจมูกนิดๆ

 

“หรือนางกำนัลยังทำความสะอาดในห้องนี้ไม่ดีพอ”

 

“อย่ากังวลพระทัยไปเลย ข้าแข็งแรงดี ไม่ล้มป่วยเอาง่ายๆแน่นอน” อีกอย่างคงเป็นไปไม่ได้ที่นางกำนัลจะทำความสะอาดห้องไม่ดีพอ เพราะแต่ละวันต้องเข้ามาเก็บกวาดเช็ดถูกันจนครึ่งค่อนวัน ทุกซอกทุกมุม ทุกตารางนิ้วในตำหนักฤดูร้อนหมดจดและเรียบร้อยยิ่งกว่าที่เคยเป็นมา เพราะในไม่ช้าจะมีราชนิกุลจากกษัตริย์อื่นเข้ามาร่วมอยู่กินด้วยกันกับเขาที่นี่เพิ่มอีกคน

 

 มากไปกว่านั้นพระมเหสีเสด็จลงมาตรวจตราความเรียบร้อยด้วยพระองค์เองแทบทุกวันแบบนี้จะมีส่วนไหนที่ไม่ดีพออีกบางวันก็เป็นพระสนมบางวันก็เป็นฮันซังกุง เรียกได้ว่าตำหนักฤดูร้อนกลายเป็นตำหนักเปิด ที่ผู้ใดจะเข้าจะออกก็ย่อมได้ไปแล้ว

 

 

ทั้งที่รู้ทั้งรู้ว่าองค์ชายผู้เป็นเจ้าของตำหนักหวงแหนความเป็นส่วนตัว โดยเฉพาะตำหนักนี้ เสียยิ่งกว่าอะไร

 

 

แต่ก็อย่างว่า...ห้ามการกระทำและความคิดของสตรีนั้นเป็นเรื่องยาก ยิ่งเป็นสตรีสูงเกียรติด้วยแล้วยิ่งยากจะต่อกรด้วยได้ ในทุกๆวันองค์ชายสามจึงได้แต่ทำพระทัยต่อการที่ต้องมาทนเห็นใครต่อใครเข้ามาเคลื่อนย้ายข้าวของของตนไปมา รวมถึงการนำสิ่งของเครื่องใช้จำเป็นขององค์ชายเปี้ยนเข้ามาเติมเต็มแทบจะทุกส่วนซึ่งเคยว่างเปล่ามานานนานเสียจนเจ้าของตำหนักรู้สึกไม่ชินเมื่อเห็นความว่างเปล่าเหล่านั้นถูกแทนที่ด้วยสิ่งใหม่

 

จากหนึ่งทุกอย่างกลายเป็นสอง

 

ข้าวของหลายชิ้นล้วนแล้วแต่ถูกจัดวางเข้าคู่กันหมด

 

ยากที่จะอธิบายความรู้สึก..ยากที่จะให้คำจำกัดความต่อสิ่งที่ตัวเองคิดอยู่ในหัวตอนที่มองเห็นสิ่งของที่ไม่ใช่ของตัวเองสมองบอกว่าไม่ใช่เรื่องที่ควรตื่นเต้นแต่หัวใจกลับยังเต้นผิดจังหวะ

 

 

ช่างน่าขัน

 

 

“ถ้าอย่างนั้นก็ลุกขึ้นมาลองสวมชุดให้ข้าดูอีกรอบ”

 

“ครั้งที่ห้าแล้ว ใจคอจะให้ข้าลองไปจนถึงวันงานเลยหรือ”

 

“ทุกคนอยากให้งานเจ้าออกมาดีกันทั้งนั้น อย่าบ่นนักเลย เพราะหากเกิดเป็นสตรีได้เมื่อไหร่เจ้าจะรู้ว่าไม่เพียงแต่ชุดพระราชพิธี หากแต่ทุกชุดที่สวมอยู่บนกายนั้นมากชิ้นยิ่งกว่าของเจ้าหลายเท่านัก” พระมเหสีส่ายพระพักตร์อย่างเหนื่อยหน่าย ขยับพระวรกายเข้าไปใกล้ๆองค์ชายสามที่ยอมหยัดกายลุกขึ้นยืนแต่โดยดีหลังจากเอาแต่อิดออด นั่งต่อรองอยู่บนพื้นห้องบรรทมเป็นเด็กๆเพียงเพราะไม่อยากยืนนิ่ง..กางแขนขาให้ใครต่อใครเข้ามาวุ่นวายกับร่างกายตน

 

“อันที่จริงแค่เพียงหนเดียวก็น่าจะเพียงพอแล้ว ข้าไม่เห็นถึงความจำเป็นที่เราต้องมาทำอะไรเช่นนี้ซ้ำๆให้น่าเบื่อ”

 

“เงียบเถอะน่า”

 

“ยังไงเสีย คืนเข้าหอก็ไม่พ้นต้องเปลื้องออกหมดกันอยู่ดี

 

“ชายสาม” ฝ่ามือเรียวฟาดแขนองค์ชายตัวดีอย่างไม่ออมแรง ตีพระพักตร์ดุใส่เพื่อหวังให้อีกฝ่ายทำตัวดีๆบ้าง “พูดจาอะไรน่าเกลียด ไม่เห็นหรือว่าสตรีทั้งนั้นที่อยู่รายล้อมตัวเจ้า” ตำหนิโอรสของฝ่าบาทแล้วตวัดสายตาดุๆกลับมาที่เหล่านางกำนัลที่ยืนทำหน้าแดงแจ๋ ก้มหน้าหลบสายตาแต่ไม่วายหลุดเสียงหัวเราะคิกคักออกมาให้ได้ยิน

 

“ข้าก็เพียงพูดความจริงเท่านั้น จริงหรือไม่จงอิน”

 

“เอ่อ” องครักษ์ผิวแทนถึงกับดีดตัวนั่งหลังตรงเมื่อถูกโยนมาดื้อๆอุตส่าห์หลบมุมมานั่งมองอยู่ไกลๆแล้วยังจะหาเรื่องมาให้เขาได้คอขาดอีก

 

“เจ้าล่ะคิดยังไงแทมิน อ่า..ไม่ดีกว่า คำตอบของเจ้าคงไม้พ้นเข้าข้างองค์ชายเปี้ยน”

 

“หยุดเล่นแล้วยืนนิ่งๆให้นางกำนัลช่วยแต่งตัวได้แล้ว อยากเสร็จไวๆมิใช่หรือ” องค์ชายหนุ่มยักไหล่ จำใจยืนเฉยปล่อยให้นางกำนัลสี่คนเข้ามาช่วยแต่งองค์ทรงเครื่องให้คล้ายกับวันจริงเพื่อที่จะได้ตรวจดูความเรียบร้อยอีกครั้ง

 

ระหว่างนั้นพระมเหสีคอยช่วยจัดระเบียบชุดให้อยู่ไม่ห่าง จากหนึ่งชิ้นเพิ่มขึ้นมาเป็นสอง และสวมไปเรื่อยๆจนถึงชุดคลุมตัวยาวชิ้นสุดท้าย เป็นผ้าแพรสีน้ำเงินสด ปักเลื่อมทองจนเกิดลวดลายงดงาม

 

“สง่าเหมือนฝ่าบาทของเจ้าไม่มีผิด” พระมเหสีแย้มพระสรวลออกมาอย่างพอพระทัย ไหล่กว้างขององค์ชายจอมรั้นช่วยเสริมให้ชุดแห่งพิธีศักดิ์สิทธิ์ดูสมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น สัดส่วนร่างกายและความสูงที่ถ่ายทอดสู่กันมาเด่นสะดุดตาเสมอ  เค้าโครงใบหน้าลงตัวไร้ที่ตำหนิ ประกอบรวมกับดวงเนตรสีรัตติกาลดวงเนตรที่ไม่ว่ามองกี่ครั้งก็ทำให้นึกถึงผู้ที่จากไปแล้วดวงเนตรที่ใครๆต่างก็คิดว่าคงสวยที่สุดในแผ่นดินโชซอน 

 

“หากสนมซองมองดูอยู่ นางจะต้องภูมิใจที่เจ้ามีวันนี้”

 

“ท่านแม่อาจไม่อยากให้ข้าอภิเษกสมรสก็ได้”

 

“ไม่มีพ่อแม่คนไหนไม่อยากเห็นลูกตัวเองเป็นฝั่งเป็นฝาและได้คู่ครองที่ดีหรอก เจ้าอายุยี่สิบเจ็ดแล้ว..จะมีคู่ชีวิตเข้ามาอยู่ดูแล ให้ร่วมทุกข์ร่วมสุขไปด้วยกันก็เห็นเป็นเรื่องสมควร” พระหัตถ์เรียวลูบไหล่องค์ชายหนุ่มเบาๆ..สายพระเนตรเต็มไปด้วยความรักความหวังดี “อย่าดื้อนักเลยนะ หัดเปิดใจให้ผู้อื่นบ้าง”

 

“ข้าก็ไม่ได้ปิดกั้นผู้ใดนี่”

 

“จริงหรือ”

 

” ความเงียบและการเบือนหน้าหนีสร้างรอยยิ้มจางๆซึ่งแฝงด้วยความเศร้าหมองของพระมเหสี พระองค์สัมผัสปรางสากขององค์ชายสามแผ่วเบา..หวังให้ความอบอุ่นเหล่านี้ซึมลึกลงไปถึงกำแพงหนาในใจดวงนั้นบ้าง

 

“ปิดกั้นใครก็ได้ แต่ยกเว้นพระชายาของเจ้าไว้ซักคนเถิดอย่างน้อยๆก็ให้เขาเป็นดั่งบ้าน ที่เจ้ารู้สึกสบายใจทุกครั้งเมื่อได้อาศัยอยู่หรือแม้แต่คิดถึง”

 

 

“แม่อย่างข้าได้แต่หวังว่าซักวันเจ้าจะคิดได้ว่าการอยู่คนเดียวจะมีความสุขไปกว่าการอยู่กับผู้ที่รักเรา และเราก็รักเค้าได้อย่างไร”  

 

 

อย่าคิดจะไปจากบ้านตัวเองเลย

 

  




 


 

 

“เรียบร้อยแล้วเพคะ”

 

ประโยคน่าฟังของฮันซังกุงชวนให้ริมฝีปากเล็กเป็นกระจับระบายรอยยิ้มออกมาอย่างไม่ปิดบังนางค้อมศีรษะถวายความเคารพต่อองค์ชายผู้อาศัยตำหนักเล็กอย่างแช่มช้าแต่ทว่านอบน้อมก่อนหันไปพยักหน้าให้เหล่านางกำนัลผู้ติดตาม..บอกเป็นนัยๆว่าหมดหน้าที่สำหรับวันนี้แล้ว

 

ดวงเนตรรีเล็กมองนางกำนัลชุดสีเขียวอ่อนจำนวนไม่น้อยค่อยๆพากันออกจากห้องบรรทมไปพร้อมกับพานไม้รองเครื่องประดับ และหีบผ้าที่มีไว้เก็บชุดสำหรับใส่ในงานพิธีการของตนถึงหลายใบ และต้องใช้คนถึงหลายคนเพื่อที่จะขนย้ายมันกลับออกไป

 

เพียงคล้อยหลังเห็นชายกระโปรงสีน้ำเงินสดซึ่งยาวระพื้นและผ้าผูกผมสีแดงของสตรีรับใช้เหล่านั้นไกลห่างออกไป ร่างทั้งร่างขององค์ชายน้อยก็ทรุดลงนั่งกับเบาะรองพื้นกลางห้องอย่างหมดเรี่ยวแรงทันที

 

“เจ้ายิ้มอะไรอี้ชิง” มองค้อนให้องครักษ์คู่พระทัยแล้วก้มลงนวดขาตัวเองด้วยสีหน้ายุ่งๆ “มีความสุขบนความทุกข์ข้าหรือ ไม่มายืนขาแข็งเป็นเป้านิ่งให้คนโน้นคนนี้เข้ามาวุ่นวายกับตัวเองบ้างคงไม่รู้สึก”

 

“หามิได้พะยะค่ะ ข้ามิเคยบังอาจมองความทุกข์ขององค์ชายเป็นดั่งความสุขของตัวเอง เพียงแต่ยิ้มเพราะรู้สึกว่าองค์ชายของข้าน่ารักก็เท่านั้น”

 

“น่ารักงั้นรึ..” คิ้วบางขมวดเข้าหากันอย่างประหลาดใจ เงยพระพักตร์ขึ้นมองคนสนิทที่จนป่านนี้แล้วยังคงเอาแต่ยืนยิ้มไม่หุบ สองมือประสานอยู่ตรงหน้า คุยกันด้วยความสนิทสนมแต่ก็ไม่วายค้อมหัวให้เล็กๆเพราะเคารพผู้อื่นจนติดเป็นนิสัยยังเป็นจางอี้ชิงที่สุภาพคนเดิม หากแต่ก็ไม่เหมือนเดิมเอาเสียทีเดียว “เจ้าดูแปลกตาไปนะ”

 

“พะยะค่ะ? องค์ชายว่าข้าดูแปลกไปงั้นหรือ”

 

“อืม”

 

“ในทางไม่ดีหรือพะยะค่ะ?!

 

“เจ้านี่นะ..” องค์ชายป๋ายเซียนส่ายพระพักตร์พลางหลุดขำเข้าให้ “ช่างกังวลใจเรื่องความรู้สึกข้าอยู่เรื่อย”

 

“ก็--

 

“ดูแปลกตาไปในทางที่ดี เจ้าดูมีชีวิตชีวาขึ้น แถมยังช่างพูดกว่าแต่ก่อนเป็นไหนๆ”

 

“อ่อ..คงเพราะอยู่กับแทมินแทบทุกวัน รายนั้นมักมีเรื่องสนุกมาพูดคุยกับข้าอยู่เสมอ” เรื่องของสหายคู่ใหม่ที่เข้าขากันได้ดีและพัฒนาความสนิทสนมไปอย่างรวดเร็วนั้นป๋ายเซียนพอจะดูออก จากที่คุยไม่เก่งแต่มีเพื่อนคุยถูกคอมาให้แลกเปลี่ยนเรื่องราวในแต่ละวันได้ป๋ายเซียนก็พลอยยินดีไปด้วย   

 

“สองสามวันมานี้แทมินกลับไปรับใช้องค์ชายตนเองเจ้าคงเงียบเหงาน่าดูเลยสิท่า”

 

“ไม่หรอกพะยะค่ะ ว่างจากทางนี้เมื่อไหร่ข้าก็ไปตำหนักนั้นอยู่บ่อยๆ...อุ่บ!~

 

“เมื่อครู่เจ้าว่าเช่นไรนะ?” องค์ชายป๋ายเซียนหรี่ตามองจับผิดองครักษ์หน้าหวานที่ยืนเลิกลัก อุดปากตัวเองพลางส่ายหน้าว่าไม่มีอันใด แต่ใครจะไปเชื่อ..ถึงจะได้ยินไม่ถนัดแต่อาการมีพิรุธเช่นนี้คงมีแต่ผู้เบาปัญญาเท่านั้นที่จะดูไม่ออก “เจ้าพูดว่าไปตำหนักนั้นบ่อยๆอย่างนั้นหรือ?

 

“ป เปล่าพะยะค่ะ ข้าเคยไปเพียง..ไม่กี่ครั้งเท่านั้น”

 

“แล้วไปทำอันใด ทหารของแผ่นดินตอบหนักแน่นได้แค่นี้เองหรือ” แค่น้ำเสียงก็ไม่ใช่แล้ว แกว่งไปมา นัยน์ตาก็ชวนสงสัย

 

“โถ่...อย่าจับผิดกันสิพะยะค่ะ” อี้ชิงกลืนน้ำลายอึกใหญ่ เหงื่อตกทั้งที่อากาศค่อนข้างเย็น “จริงสิพะยะค่ะ!” เล่าให้ฟังไม่ได้ จะโป้ปดอีกก็คงไม่ดี..อี้ชิงเลือกที่จะหาเรื่องมาเบี่ยงเบนความสนใจองค์ชายของตนด้วยสีหน้าแสร้งเป็นปกติ “องค์ชายอยากทรงธนูใช่หรือไม่ วันก่อนข้าถามแทมินแล้ว ลานว่างหลังตำหนักเราไม่ได้มีไว้ใช้ทำการอันใด เราไปใช้มันดีมั้ยพะยะค่ะ”

 

สีหน้ากระตือรือร้นเกินกว่าปกติของจางอี้ชิงยิ่งทำให้องค์ชายน้อยนึกสงสัยเข้าไปใหญ่ หากแต่เรื่องยิงธนูนั่นมันก็น่าสนใจเกินกว่าจะทำเมินได้

 

“ข้ามีเวลาใช่ไหม” ไม่ต้องไปอาบน้ำแร่แช่น้ำนม ให้นางกำนัลคนไหนมาช่วยขัดเนื้อพอกตัวให้ทั้งวันๆอย่างที่ผ่านๆมาแล้วใช่ไหมนะทุกวันนี้เวลาของป๋ายเซียนแทบไม่เคยเป็นของป๋ายเซียนอย่างแท้จริง ต้องเตรียมตัว บ่มผิว มีเรื่องโน้นเรื่องนี้มาให้ทำเต็มไปหมด เจอนางกำนัลและฮันซังกุงบ่อยยิ่งกว่าอี้ชิง ส่วนว่าที่พระสวามีนอกจากต้องไปซ้อมเข้าพิธีร่วมกันในบางวันแล้วก็ไม่ได้พบกันอีกเลย  

 

ได้ข่าวมาว่าถูกกักตัวให้เตรียมพร้อมสำหรับวันอภิเษกสมรสไม่ต่างกันป๋ายเซียนมีฮันซังกุงมาช่วยดูแล ขณะที่อีกฝั่งพระมเหสีเสด็จลงมาจัดการด้วยพระองค์เอง องค์ชายผู้นั้นจึงไปไหนไม่ได้

 

ดีเหมือนกัน ไม่มาให้เจอก็สบายหูสบายตาดี

 

ถึงบางครั้งจะรู้สึกเหมือนขาดๆอะไรไป แต่มันก็ดีแล้วแหละ! ดีแล้วน่าป๋ายเซียน..ไม่มีใครตามมาวอแวกวนใจน่ะดีจะตายไป

 

“เป็นอะไรไปพะยะค่ะ” เดี๋ยวก็ดูอารมณ์ดี เดี๋ยวก็ดูเศร้าหมองคล้ายว่าเหงา สีพระพักตร์เปลี่ยนไปรวดเร็วจนอี้ชิงสับสน “วันนี้นางกำนัลของโชซอนจะเข้ามาถวายการดูแลองค์ชายอีกทีก็ช่วงเย็นๆพะยะค่ะ ส่วนกลางวันนี้เป็นเวลาส่วนพระองค์”

 

“ฮันซังกุงบอกเจ้าเช่นนั้นหรือ”

 

“พะยะค่ะ”

 

“ถ้าเช่นนั้นก็ไปหยิบธนูมา อ้อ..เอากระดาษวาดเขียนและพู่กันมาให้ข้าด้วยนะ” จะทรงธนู แล้วเอาอุปกรณ์วาดเขียนไปทำอันใด..อี้ชิงขมวดคิ้วด้วยความสงสัย “เวลาของข้ามีจำกัดนะ เจ้าอย่ามัวแต่ยืนสงสัยสิ อีกเดี๋ยวก็รู้เองว่าข้าจะเอามันไปทำอันใด”

 

“พะยะค่ะ”

 


คิกๆ

 

 



 



 

“เสด็จออกไปไม่ได้นะพะยะค่ะ!

 

“หนวกหูน่าแทมิน หัดสงบปากสงบคำเหมือนแฝดพี่ของเจ้าบ้าง”

 

“เดี๋ยวพระมเหสีเสด็จกลับมาแล้วไม่เจอตัวก็กริ้วเข้าหรอก”

 

“อยู่แต่ในตำหนักทุกวันๆไม่ได้ออกไปไหนเจ้าไม่คิดว่าข้าจะเบื่อบ้างเหรอ”

 

“อดทนเอาอีกหน่อยสิพะยะค่ะ พ้นวันอภิเษกสมรสไปแล้วก็---

 

“อีกตั้งสามวัน” พระวรกายสูงสง่าหยุดเดิน หมุนกลับมามองหน้าองครักษ์ด้วยอาการเบื่อหน่าย ยิ่งเห็นผ้าพันคอที่พันอยู่บนคอนั่นยิ่งเบื่อ แล้วก็นึกหมั่นไส้อยู่กลายๆทุกทีเพราะแทมินพันมันให้เขาเห็นทุกวันผ้าพันคอไหมพรมที่องค์ชายน้อยซื้อฝาก และเขาเองที่เป็นคนพาไป แต่กลับไม่ได้สิ่งของใดตอบแทนเลยแม้แต่ชิ้นเดียว เหอะ

 

“ข้าไม่ทนหรอกนะ”

 

“อย่าทำเช่นนี้สิพะยะค่ะ” แทมินหันไปส่งสายตาขอความช่วยเหลือจากแฝดพี่ แต่จงอินกลับทำเพียงพยักหน้าไปส่งๆเท่านั้นไม่ยอมพูดอะไร ไม่รู้จะตามมาทำไมหากจะไม่ช่วยกันแบบนี้ “กลับเข้าตำหนักกันเถิด อีกไม่กี่ชั่วยามพระมเหสีคงเสด็จกลับมาแล้ว” พระมเหสีเสด็จออกไปถวายการดูแลฝ่าบาทครู่เดียวเหล่าข้าราชบริพารเผลอละสายตาเพียงนิดเท่านั้นเสด็จมาไกลถึงนี่เลย เฮ้อ..


“องค์ชาย..

 

“ข้าจะไปตำหนักเล็ก”

 

 

“ทีนี้คงให้ไปได้แล้วสินะ”

 

“แต่ว่า เอ่อ” ถึงจะตรัสเช่นนั้นก็เถอะ “ตามประเพณีก่อนวันพระราชพิธีสามวัน ห้ามคู่แต่งงานพบกันมิใช่หรือ”

 

“นับจากพรุ่งนี้ไปจนถึงคืนก่อนวันงานก็ครบสามวันพอดี ข้าผิดธรรมเนียมประเพณีตรงไหน” พระวรกายสูงสง่าก้าวไปยังทางด้านหน้าอีกครั้ง สองพระหัตถ์ไขว้ด้านหลังสบายๆ ไม่ได้เดือดร้อนทุกข์ใจใดๆ...องครักษ์คู่แฝดก็เดินตามมาติดๆ

 

“ก็สามวันเป็นอย่างน้อยนี่พะยะค่ะ ข้าจำได้ว่าองค์ชายสองกับพระชายาไม่ได้พบหน้ากันก่อนวันพิธีถึงหนึ่งสัปดาห์เต็ม”

 

“นั่นมันอี้ฟาน แต่นี่มันข้า”

 

“ทรงคิดถึงองค์ชายเปี้ยนอย่างนั้นหรือ” คำถามของแทมินทำเอาองค์ชายสามเสียจังหวะการเดิน เผลอสะดุดเท้าตัวเองแล้วกลับมาตั้งหลักใหม่ กระแอมไอเล็กน้อยก่อนจะก้าวต่ออย่างมั่นคง..ทำเมินเสียงหัวเราะขำขององครักษ์คู่แฝดที่เดินตามกันมา

 

“ยอมรับกับพวกเรามาตรงๆก็ไม่มีใครล้อหรอก”

 

“ไร้สาระ”

 

“ตรัสเช่นนี้หากอี้ชิงมาได้ยินเข้าคงไม่เอาเรื่ององค์ชายน้อยมาเล่าให้พระองค์ฟังอีกแน่ๆ”

 

“ปากดีนะแทมิน” หันมาชี้หน้าคาดโทษองครักษ์จอมจุ้นโดยไม่ยอมหยุดเดิน “ตั้งแต่ให้ไปถวายการดูแลองค์ชายตำหนักเล็กเจ้าก็เหิมเกริมต่อข้าใหญ่เลยนะ”

 

“ท่านแม่ของข้าเคยกล่าวไว้ว่าคนมีความรักมักมีจุดอ่อน ปกติข้าก็เป็นของข้าเช่นนี้อยู่แล้ว พระองค์ต่างหากที่ไม่เหมือนเดิม” ดวงเนตรคมกริบหันไปสบตากับจงอินที่แค่เดินตามมาเงียบๆ ยักไหล่ไม่ขอออกความเห็นช่างเป็นฝาแฝดที่นิสัยต่างกันจริงเชียว แต่ก็ไม่ได้สร้างความไม่พอพระทัยใดๆ อย่างน้อยคำพูดเหล่านั้นก็ชวนให้คิด...

 

องค์ชาย

 

เสียงร้องทักจากทิศตะวันออกทำให้ทั้งสามคนหันไปมองพร้อมกัน พวกเขาจำได้ว่าเป็นเสียงใคร ตื่นเต้นดีใจทุกครั้งที่ได้พบกันแบบนี้ก็เห็นจะมีอยู่ไม่กี่คน

 

“ลู่หาน”

 

“บังเอิญจัง จะไปไหนกันหรือพะยะค่ะ” บุรุษร่างเล็กเดินเข้ามาหาด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม แต่ทันทีที่ได้รับคำตอบรอยยิ้มเหล่านั้นกลับค่อยๆมลายหายไป

 

“ข้าจะไปตำหนักเล็ก” ลู่หานไม่รู้ว่าตัวเองเก็บสีหน้าได้ดีพอแล้วหรือยัง แต่คิดว่าพยายามอย่างที่สุดแล้วที่จะฝืนแสร้งให้ไม่รู้สึกใดๆ..พยายามแล้วจริงๆ

 

“ไปด้วยกันไหมล่ะ”

 




 

 


องค์ชายหนุ่มเสด็จถึงตำหนักเล็ก ทหารของราชวงศ์เปี้ยนก็ทูลให้ฟังว่าองค์ชายของตนทรงธนูอยู่ด้านหลังตำหนัก เสียงหัวเราะพูดคุยแว่วๆเป็นตัวช่วยยืนยันได้ดีว่าคำพูดของทหารนั้นเชื่อถือได้..พระวรกายสูงสง่าที่ไม่ว่าจะย่างกรายไปทางไหนก็มักโดดเด่นสะดุดตาผู้คนเสมอก้าวไปทางลานด้านหลังอย่างไม่รอช้า

 

สิ่งแรกที่ปรากฏต่อสายตาคือทหารและนางกำนัลจำนวนหนึ่งกำลังยืนปรบมือชื่นชมผลงานการทรงธนูขององค์ชายตัวน้อย ภาพเหล่านั้นทำเขาหวนคิดถึงตัวเองครั้นยังเยาว์วัย..ซึ่งก็ผ่านมาสิบกว่าปีแล้ว องค์ชายเปี้ยนอายุยี่สิบสาม แต่ใบหน้าและนิสัยกลับดูอ่อนเยาว์ตลอดเวลานั้นช่าง...

 

 

น่ารักจริงๆ

 

 

“ถวายบังคมองค์ชายสาม!” เป็นอี้ชิงที่หันมาพบผู้มาใหม่คนแรก ตามด้วยทหารและนางกำนัลที่เหลือ...ทั้งหมดต่างรีบคุกเข่าลงกับพื้นเพื่อถวายความเคารพแก่องค์ชายสาม

 

“ทำตัวตามสบายเถิด ข้าเพียงแวะมา อีกเดี๋ยวก็กลับแล้ว” แม้ปากจะขยับคุยกับทุกคน ทว่าดวงเนตรคมกลับมองเพียงคนๆเดียว..คนที่ยืนคร่อมเส้นสีขาว มือคอยง้างธนูแต่สายตากลับมองมาทางนี้ พอเห็นว่าเขากำลังก้าวเข้าไปหาใบหน้าเล็กก็รีบผินกลับไปสนใจเป้านิ่งด้านหน้าต่อทันที

 

“ไม่คิดจะทักกันเลยหรือ”

 


ฉึก!

 


ลูกธนูปักเข้ากลางเป้าอย่างพอดิบพอดี ความแม่นยำทำให้กระดาษสีขาวที่ติดอยู่กับเป้านิ่งขาดเป็นรูโบ๋ตรงกลางจนผู้มาใหม่ดูไม่รู้ว่าก่อนหน้านี้มันเคยเป็นรูปอะไรมาก่อนลมหนาวพัดมาแรงแต่ไม่ทำให้กระดาษแผ่นนั้นปลิวออกไปไหน เพราะมีลูกธนูนับสิบตรึงยึดมันเอาไว้ ต่างจากใบไม้สีเขียวขจี..ที่พอโต้ลมก็ร่วงหล่นลงมาจากต้นจนเกลื่อนพื้นดิน

 

“แม่นนี่”

 

“ท่านมีธุระอันใดกับข้าหรือเปล่า” ป๋ายเซียนลดคันธนูลงข้างลำตัว มองไปด้านหลังขององค์ชายสามพบว่านอกจากองครักษ์คู่แฝดแล้วก็ยังมีลู่หานที่ตามมาด้วย 



สายตาและสีหน้ายังคงไม่เป็นมิตรเช่นทุกที 



“วันนี้ไม่ต้องไปซ้อมเข้าพิธีไม่ใช่หรือ”

 

“แทมินบ่นอยากพบอี้ชิงข้าจึงพาสหายมาเจอกัน” ป๋ายเซียนส่ายศีรษะ ได้แต่คิดในใจว่า เหตุผลอะไร ฟังดูตลกพิลึกแต่ไม่ได้พูดออกไป

 

องค์ชายสามยืนอมยิ้ม ดวงเนตรเอาแต่จดจ้องมองมาจนป๋ายเซียนทำตัวไม่ถูก รีบหันกลับไปจดจ่อลูกธนูดอกใหม่..


ฉึก!

 

“เป้าขาดหมดแล้ว นั่นกระดาษอะไร ใช่เป้าของท่านหรือไม่ข้าจะเอาไปเปลี่ยนให้”

 

“ไม่ต้อง” เสียงห้ามขององค์ชายป๋ายเซียนช้ากว่าการเคลื่อนไหวร่างกายขององค์ชายสาม ร่างสูงถือวิสาสะเดินไปใต้ต้นไม้ที่อยู่ไม่ไกลกัน เป้าหมายคือการคว้าเอากระดาษแผ่นที่มีลูกธนูหนึ่งดอกปักยึดไว้กับลำต้นนั้นมันคล้ายกับกระดาษแผ่นที่ขึงติดเป้านิ่งของป๋ายเซียนไม่มีผิด ต่างกันแค่สภาพดีกว่าและไม่ฉีกขาดเท่านั้นเอง

 

และทันทีที่ภาพวาดพู่กันในกระดาษแผ่นนั้นเข้าสู่กรอบสายตาชัดๆ คิ้วหนาก็ขมวดเข้าหากันทันที

 

“อี้ชิง” ป๋ายเซียนรีบส่งสายตาให้จางอี้ชิงเข้าไปเอากระดาษแผ่นนั้นมา แต่ดูเหมือนจะยาก เพราะองค์ชายสามถือมันไว้แน่นจนเกิดรอยยับ

 

“นี่อะไร” 


ทั้งยังย่างสามขุมกลับมาหาป๋ายเซียนพร้อมกระดาษแผ่นเดิมด้วยสีหน้าน่ากลัวอีกต่างหาก

 

“ก็

 

“ท่านวาดหน้าข้าอย่างนั้นหรือ”

 

“ก็...อืม...” องค์ชายสามขมวดคิ้วยุ่งยิ่งกว่าเก่า หันไปเพ่งพินิจเป้านิ่งที่อยู่ไกลๆนั่นแล้วหลุบตาลงมองกระดาษรูปวาดในมืออีกครั้ง

 

“กระดาษแผ่นนั้นก็คงจะเป็นหน้าข้าอีกเหมือนกันสินะ”

 

 

“วาดเอาไว้เท่าไหร่ล่ะ”

 

“อย่ามาทำเสียงแข็งใส่ข้านะ ท่านน่าจะดีใจที่หน้าตัวเองทำให้ข้าแม่นธนูยิ่งกว่าเดิม ดูสิ..ปักเข้าที่ปลายจมูกของท่านแทบทุกละ---

 

แคว๊ก!!~

 

“นี่! ท่านฉีกภาพวาดของข้าทำไม?!” ป๋ายเซียนแทบจะฟาดคนนิสัยเสียด้วยคันธนูในมือ อยู่ดีๆมาทำลายข้าวของผู้อื่นแบบนี้ใช้ได้ที่ไหน แต่พอจะอ้าปากต่อว่าให้อีกก็ไม่กล้าแล้วก็สีหน้าของอีกฝ่ายตอนนี้น่ะ...

 

 

เปลี่ยนไปอย่างกับเป็นคนละคน

 

 

“เกลียดข้ามากหรือ”

 

“อ..อะไรน่ะ ทำไมต้อง--

 

“ข้าอุตส่าห์มาหาเพราะไม่ได้พบหน้ากันหลายวัน แต่กลับต้องมาเห็นภาพหน้าตัวเองอยู่บนเป้านิ่งให้ท่านยิงจนพรุน” ป๋ายเซียนพูดไม่ออก ได้แค่งับลมหุบปากเงียบเพราะตัวเองทำเช่นนั้นจริงๆ

 

ก็แค่นึกสนุกเท่านั้นเอง ทุกทีก็ไม่เห็นจะมาจริงจังต่อสิ่งใดทำไมตอนนี้ต้องมาโกรธแล้วใช้น้ำเสียงดุๆแกมตัดพ้อต่อกันแบบนี้ด้วยล่ะป๋ายเซียนรู้สึกตัวเล็กลงไปเรื่อยๆ ได้แค่ก้มหน้ามองปลายรองเท้าตัวเอง

 

“คราวหลังไม่ต้องวาดมันลงกระดาษให้เปลืองเวลาหรอก แค่บอกมาคำเดียวว่าอยากฆ่ากันให้ตายข้าจะมายืนเป็นเป้านิ่งให้โดยไม่ปริปากบ่นเลยเป็นไง”

 

“ไม่ใช่อย่างนั้นนะ” ป๋ายเซียนเงยหน้าขึ้นสบดวงเนตรสีดำขลับด้วยความรู้สึกวูบไหว เจตนาของเขาคือทำเล่นๆสนุกๆเท่านั้น ไม่ได้เกลียดจนอยากจะฆ่าจะแกงเสียหน่อย แล้วพักหลังมานี้อีกฝ่ายก็ปฏิบัติตัวต่อเขาดีขึ้น หลายอาทิตย์ก่อนก็ช่วยชีวิตกันไว้ แบบนี้ป๋ายเซียนจะเนรคุณฆ่าให้ตายได้ยังไง

 

“องค์ชะ---

 

องค์ชายสามเดินออกไปโดยไม่คิดจะฟังคำอธิบายใดๆทั้งสิ้น พระพักตร์อารมณ์ดีในตอนแรกมลายหายไปอย่างไม่น่าเชื่อไม่น่าเชื่อจริงๆว่าป๋ายเซียนจะทำให้ผู้ที่เอาแต่กวนใจกันด้วยสีหน้ายียวน ยิ้มได้แทบทุกเวลาเช่นนั้นกลายเป็นคนละคนได้

 

ไม่สะใจหรอก

 

ใจมันว้าวุ่นแปลกๆด้วยซ้ำ

 

รู้สึกไม่ดีเลยที่ทำให้ผู้อื่นต้องมาเสียความรู้สึกด้วยแบบนี้

 

 

“นี่น่ะหรือว่าที่พระชายา”

 

“ลู่หาน”

 

“วาดภาพผู้อื่นเพื่อเอามาทำเป้านิ่ง เหอะ..ข้าเคยเห็นแต่เด็กเท่านั้นที่ทำกัน” แทมินและจงอินพยายามลากตัวลู่หานออกมา แต่ญาติผู้พี่ก็ดื้อดึงขืนตัวเอาไว้ไม่ยอมไปง่ายๆ มิหนำซ้ำยังบังอาจตำหนิพระราชโอรสของกษัตริย์อื่นอย่างไม่กลัวว่าชีวิตตัวเองจะหาไม่อีก

 

“พอเถอะน่า”

 

เครื่องราชบรรณาการที่ถูกถวายมาคือสิ่งตอบแทนน้ำพระทัยมิใช่หรือ เหตุใดจึงกลายมาเป็นหักหาญน้ำใจกันเช่นนี้ล่ะช่างไร้ประโยชน์นัก”

 

“ลู่หาน!” ทุกคนพากันตกใจกับความกล้าของลู่หาน การเปรียบผู้อื่นให้เป็นสิ่งของว่าแย่แล้ว การเปรียบราชนิกุลให้เป็นดั่งสิ่งนั้นยิ่งแย่และร้ายแรงกว่าหลายเท่า

 

องค์ชายป๋ายเซียนยืนก้มหน้านิ่ง ทุกคำพูด ทุกคำตำหนิ ทุกคำดูหมิ่นเขาได้ยินมันชัดเจนพระหัตถ์เล็กบีบคันธนูแน่นจนเส้นเลือดปูดนูนขึ้นมา

 

“หากไม่มีพระทัยให้จนเกลียดชังกันถึงเพียงนี้ เหตุใดไม่ยกเลิกงาน---ฉึก!

 

ลูกธนูจากฝีมือองค์ชายเปี้ยนพุ่งเฉียดหน้าลู่หานไปในชั่วพริบตาเดียว! ทิ้งรอยเลือดซิบไว้เป็นหลักฐานบนแก้มข้างหนึ่งของลูกเสนาบดีฝ่ายซ้าย..รอยบากความยาวเกือบสองข้อนิ้วมือทำเอาลู่หานหุบปากได้โดยทันที ค่อยๆใช้นิ้วแตะน้ำสีแดงข้นบนแก้มไปพร้อมๆกับความรู้สึกเจ็บแสบ

 

“เจ้าจะเป็นลูกของใครหรือสนิทกับเชื้อพระวงศ์คนไหนข้าไม่สนหรอกนะ

 

มีเพียงสุรเสียงขององค์ชายเปี้ยน ป๋ายเซียนเท่านั้นที่ดังขึ้นท่ามกลางความเงียบสงัดของทุกสรรพสิ่งที่อยู่รายล้อมรอบกาย ทรงขยับพระวรกายเข้าใกล้ลูกขุนนางผู้จองหองอวดดีอย่างไม่กลัวและไม่เคยกลัว

 

“ข้ารู้เพียงแต่ข้าไม่ใช่ผู้ที่เจ้าจะมาพูดจาหมิ่นเกียรติยังไงก็ได้” เชิดคอมองรอยแผลบนแก้มของลู่หานแล้วยิ้มเหยียด “อีกอย่าง

 



 


“นี่มันเรื่องระหว่างว่าที่สามีภรรยา เจ้ามันแค่คนนอก...ถือดียังไงมาออกความเห็น”

 

 



 

#สะใภ้บรรณาการ


 

 

 

 

 





 

/ขอร่อนการ์ดแต่งงาน..เชิญร่วมเป็นสักขีพยานในงานพระราชพิธีอภิเษกสมรสขององค์ชายสามและองค์ชายป๋ายเซียนไว้ตั้งแต่ตอนนี้เลยจาาาา

 

จะแต่งกันทั้งที่งอนๆหรืออะไรต้องมาดูกัน

 

ครึ่งหลังจากนี้ไปคือชีวิตคู่

 

แล้วพบกันตอนหน้า

 

การแต่งงานที่พวกเจ้ารอคอย...

 

  
         CR.SQW
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 816 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

10,413 ความคิดเห็น

  1. #10408 dianeee (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 29 มกราคม 2564 / 11:31
    ไม่ตบไม่ตีไม่ดีขึ้นเลยใช่มั้ยลู่หาน!
    #10,408
    0
  2. #10407 dianeee (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 29 มกราคม 2564 / 11:31
    คนนอกกกกกกกกกกกกกกกกก
    #10,407
    0
  3. #10394 llllovellll (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 21 ธันวาคม 2563 / 21:42
    ทำดีมากน้องป๋ายย หม่ามี้ภูมิใจในตัวหนู!
    #10,394
    0
  4. #10381 beamkaii_CB (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 28 กันยายน 2563 / 11:36
    เเลงมากกกกกกกกก
    #10,381
    0
  5. #10374 arysn_ (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 26 สิงหาคม 2563 / 13:10
    เอ้ออออ!!!ตบเข้าฉาด!!! มันต้องอย่างงี้!!!
    #10,374
    0
  6. #10370 AEIGN_ (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 1 สิงหาคม 2563 / 22:25
    แรงไม่ไหวว!!!
    ฟาดไปอีกค่ะลูกสาววว
    #10,370
    0
  7. #10340 EATWELL (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 12 กรกฎาคม 2563 / 21:57

    สมควรแม่

    #10,340
    0
  8. #10279 munkrishear (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 15 พฤษภาคม 2563 / 19:48
    สะใจจจจจจ
    #10,279
    0
  9. #10255 Emihcy (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 24 เมษายน 2563 / 23:04
    เเซ่บมากค่ะลูกเเม่!!
    #10,255
    0
  10. #10229 Rain (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 19 เมษายน 2563 / 19:53

    แซ่บๆๆแซ่บได้อีกกองค์ชายน้อย

    #10,229
    0
  11. #10201 Nam_127 (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 24 มีนาคม 2563 / 00:03
    โอ้วใจอิตาพี่เปนไงแล้วนั้น
    #10,201
    0
  12. #10194 QwaZZ (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 2 มีนาคม 2563 / 11:55
    แง น้องป๋ายทำเกินไปง่ะ ใจอิพี่ยิ่งเหลวเป๋วอยู่ หนูลูก
    #10,194
    0
  13. #10186 ❤ Little "B" ❤ (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2563 / 20:41
    ปรบมือรัวๆให้พระชายาไงล่ะลู่หนปากดีนัก
    #10,186
    0
  14. #10173 _pn17 (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2563 / 17:33
    เป็นไงลูกพ้มมม ใจลูกมันได้ ชอบ!!
    #10,173
    0
  15. #10170 Ohsem (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2563 / 02:00
    สะใจแปลกๆ ลู่หานปากมาก
    #10,170
    0
  16. #10161 Yanglob11 (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 29 มกราคม 2563 / 14:33
    ฮื้อออ แซ่บมากลูกแม๊!!!
    #10,161
    0
  17. #10146 chutima_19 (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 21 มกราคม 2563 / 09:11
    ฟาดมากลูก!!
    #10,146
    0
  18. #10125 เหมี๊ยวกวิ้น🐧 (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 11 มกราคม 2563 / 20:15
    ลู่หานคือไม่เกรงกลัวเลยคราวนี้ป๋ายเซียนคงเหลืออดจริงๆ สู้เขาลูกพ่อ!!=
    #10,125
    0
  19. #10124 เหมี๊ยวกวิ้น🐧 (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 11 มกราคม 2563 / 20:14
    งอนเลย งอนจนได้ ตัดพ้อเก่ง หรือเเกล้งให้ป๋ายเซียนง้อกันนะ
    #10,124
    0
  20. #10102 VIOLET11EVE (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 5 มกราคม 2563 / 14:57
    ฟาดมาก!!!!
    #10,102
    0
  21. #10077 ออมม่า (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 21 ธันวาคม 2562 / 20:02

    เออ ลู่หาน มันต้องเจอตัวจริงแบบนี้ สะใจ

    #10,077
    0
  22. #10051 PRAE.VV (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 20 ธันวาคม 2562 / 02:21
    ควรโดนจริงๆลู่หาน แต่ก็นะองค์ชายป๋าย รีบง้อเลยนะะะะ
    #10,051
    0
  23. #10026 Darkmate (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 13 ธันวาคม 2562 / 22:41
    โอ้ยยยยสะใจมาก!!! แหม่องค์ชายสามเริ่มชอบเค้าแล้วอ่ะดิมาน้อยใจงี้อ่ะ
    #10,026
    0
  24. #10012 KaRToon_HH (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 7 ธันวาคม 2562 / 10:28
    ชอบจังเลยความไม่ยอมคนของน้อง แต่ตอนนี้ไปง้อชายสามก่อนนะเค้าคิดถึงอุตส่าห์มาหา
    #10,012
    0
  25. #10000 Isabellbest (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 29 พฤศจิกายน 2562 / 23:22
    ที่สุดของนายเอกคือความควีน ลูกดิชั้นไม่ได้อ่อนแอนะคะ กี๊ดดดดด
    #10,000
    0