สะใภ้บรรณาการ (Chanbaek) -END-

ตอนที่ 10 : 09 - ปกป้องดูแล

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 22,395
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 689 ครั้ง
    17 ก.ย. 59



 -09-

ปกป้องดูแล



 

 



 

 

            “ได้ยินมาว่าองค์ชายรัชทายาทโปรดท่าน”

 

            “พระองค์โปรดน้องทุกคน แต่คงเพราะเมื่อก่อนเราอยู่ตำหนักเดียวกันจึงทำให้สนิทสนมกันเป็นพิเศษแต่ก็เพียงตอนยังเด็ก เมื่อต่างคนต่างโตขึ้นนิสัยใจคอย่อมต้องเปลี่ยนไป ภาระหน้าที่ก็ต่างกัน”

 

“พี่น้องคนอื่นๆมีหน้าที่กันหมด แต่ท่านไม่สินะ”

 

            “คงอย่างนั้น”

 

            “มากความสามารถอย่างท่าน หากทำตัวดีๆคงเป็นประโยชน์ต่อบ้านเมืองไม่น้อย ท่านน่าจะคำนึงถึงข้อนี้บ้าง”

 

            “หากข้าทำตัวมีประโยชน์มากไปไม่แคล้วจะได้เมียตอบแทนอย่างงานราชการคราวก่อน”

 

            “กำลังแขวะราชวงศ์ข้าอยู่หรือ”

 

            “หามิได้”

 

            “แต่คำพูดของท่านมันทำให้ข้าคิดเช่นนั้น”

 

            “ฮ่ะๆ ข้าก็แค่หยอกเล่น” องค์ชายหนุ่มกลั้วหัวเราะขำอยู่ในลำคอ มือดันหลังองค์ชายเปี้ยนให้เดินไปด้านหน้าเรื่อยๆ..ชมร้านค้าชาวบ้านที่ตั้งแผงขายของยาวสุดสายตา

 

“งานราชการน่ะน่าเบื่อ จะให้ไปสอนบัณฑิตอย่างอี้ฟานก็ไม่ใช่ทางถนัด อยู่ฝ่ายบู๊ต้องฝึกฝนสม่ำเสมอ เคร่งครัดต่อระเบียบวิธีการเหมือนจื่อเทายิ่งขัดต่อนิสัย..ให้ไปขลุกอยู่แต่ในห้องปรุงยาเหมือนเซฮุนทั้งวันๆน่ะยิ่งไม่เข้าท่าไปกันใหญ่ ส่วนงานฝ่ายบุ๋น..องค์ชายรัชทายาททำได้ดีอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องมีข้า”

 

“ท่านคิดไปเองมากกว่ามั้งว่างานเหล่านั้นไม่เหมาะกับตัวเอง”

 

“ข้าได้ลองสัมผัสมันมาหมดแล้ว”

 

“เฮ้อ...ข้าล่ะนึกเห็นใจฝ่าบาทจริงๆ” ป๋ายเซียนบ่นงึมงำ เงยหน้าขึ้นมองเสี้ยวหน้าด้านข้างขององค์ชายหนุ่มแวบเดียวแล้วส่ายศีรษะอย่างยอมแพ้เหตุผลของใครก็เอามาสู้รบตบมือกับเหตุผลล้านแปดขององค์ชายสามแห่งโชซอนไม่ได้

 

“ไปชิมโมจิร้านนั้นกัน” มือน้อยถูกอุ้งมือเย็นคว้าหมับ องค์ชายเจ้าถิ่นดึงป๋ายเซียนให้เดินตามไปด้วยกันโดยไม่คิดจะหันมาถามความเห็น

 

หลังจากพวกบัณฑิตและเหล่าทหารของราชสำนักกลับไปกันหมดแล้วพวกเขาก็ออกมาเดินเล่นดูของค้าของขายของชาวบ้านกันต่อ องค์ชายสามเป็นฝ่ายเอ่ยอนุญาตให้ป๋ายเซียนถามสิ่งใดก็ได้เพื่อแก้ตัวกับที่ผ่านๆมา แต่ก็ต้องเป็นคำถามที่คนตอบยินดีจะตอบด้วย ซึ่งป๋ายเซียนถูกเมินไปหลายคำถามทีเดียว อย่างเช่นเรื่องส่วนตัว..อีกฝ่ายจะไม่ตอบ แต่หากเป็นเรื่องภายในวังหลวงหรือเรื่องพวกพ้องพี่น้องน่ะตอบคล่องเชียว

 

 

ช่างเป็นผู้ที่เข้าใจยากเสมอต้นเสมอปลายจริงๆ 

 

 

แต่ถึงอย่างนั้นมันก็ดีกว่าที่แล้วมา...ได้คุยกันดีๆ ไม่ยั่วโทสะกันจนพาลให้หงุดหงิดทุกเสี้ยวยามป๋ายเซียนก็ซึ้งใจแล้ว แม้จะถูกแกล้งถูกเย้าอยู่บ้างก็เอาเถอะ...ป๋ายเซียนจะเชื่อฟังในคำสั่งสอนของพระมารดาและเหล่าท่านพี่ที่ว่า...ทุกอย่างย่อมต้องใช้เวลา

 

ลงเรือลำเดียวกันก็ต้องช่วยกันประคับประคองให้ถึงฝั่ง สิ่งไหนที่เลี่ยงไม่ได้ ก็ต้องหาวิธีรับมือกับมัน..เรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกัน...ป๋ายเซียนจะอดทน ต่อให้ไม่มีใจต่อกันแต่ตราบเท่าที่อีกฝ่ายยังคิดให้เกียรติกันอยู่ ป๋ายเซียนก็จะลองดูจะลองพยายามทำความเข้าใจใหม่

 

 

บางทีองค์ชายผู้นี้อาจไม่ได้เลวร้ายอย่างที่คิด

 

ได้แต่หวังว่ามันจะเป็นเช่นนั้น..

 

 

“ข้าขออุดหนุนขนมพวกเจ้าสักสองไม้สิ” เอ่ยทันทีที่มาหยุดยืนหน้าร้านขายขนมเล็กๆของคู่สามีภรรยาท่าทางใจดี

 

“ใต้เท้า!” หญิงวัยกลางคนร้องทักอย่างดีใจเมื่อเห็นว่าลูกค้าคนใหม่คือใคร ไม่เท่านั้นยังหันไปส่งเสียงเรียกสามีที่ยืนโขลกแป้งขนมโมจิในถังไม้ด้านหลังให้หันมาดูด้วยกันอีก

 

“ใต้เท้า”

 

“เอาแต่เรียกข้าอยู่แบบนี้แล้วเมื่อไหร่ข้าจะได้กินของอร่อยฮึ”

 

“ค่ะๆ ข้าจะรีบจัดขนมให้ท่านเดี๋ยวนี้เลย รอสักครู่นะเจ้าคะ”  รีบเช็ดมือกับผ้ากันเปื้อนเก่าๆที่สวมอยู่ จากนั้นก็หยิบขนมโมจิหน้าตาน่าทานสองไม้ใส่จานให้ใต้เท้าหนุ่ม ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้มและความกระตือรือร้น ป๋ายเซียนมองแล้วได้แต่ยิ้มขำระคนงุนงง

 

“ท่านเป็นลูกค้าประจำหรือ” สะกิดถามผู้ที่ยืนอยู่ข้างๆ องค์ชายหนุ่มแค่หลุบตามองตอบแล้วอมยิ้มเท่านั้น

 

“ใต้เท้าเป็นลูกค้าประจำของเรามาหลายปีแล้วเจ้าค่ะ นอกจากจะกินเองแล้วทุกครั้งที่แวะมามักจะซื้อกลับไปฝากคนที่บ้านอีกหลายห่อ วันไหนเราขายไม่หมดท่านก็จะช่วยเหมา บางทีก็เอาไปแจกจ่ายเด็กๆละแวกนี้ให้ได้อิ่มท้องกัน” จานกระเบื้องใบเล็กยื่นมาตรงหน้าคนทั้งสอง องค์ชายหนุ่มรับมาถือไว้ แล้วหยิบขนมโมจิแบ่งให้ป๋ายเซียนไม้หนึ่ง

 

“ชิมดูสิ นี่เป็นโมจิที่รสชาติดีที่สุดในโชซอนแล้ว” ยิ้มบอกองค์ชายน้อยพลางเหล่ตาเย้าเอาใจคู่สามีภรรยาจนได้รับเสียงหัวเราะพอใจเบาๆตอบแทน

 

“ท่านช่างพูดเอาใจเราอยู่เรื่อย” นางยิ้มให้จนแก้มยก หันไปมองหน้าบุรุษตัวเล็กที่เพิ่งเคยพบหน้ากันครั้งแรก “ลองทานดูนะเจ้าคะ หากถูกปากเรายินดีจะให้ชิมรสอื่นโดยไม่คิดเงินเพิ่ม”

 

“ข้าเคยบอกแล้วไงว่าของซื้อของขายอย่ายกให้กันฟรีๆ”

 

“ถ้าเป็นท่านหรือสหายของท่านเราสองผัวเมียยินดีเจ้าค่ะ เทียบกับที่เคยช่วยชีวิตเราไว้ ให้ขนมโมจิเพียงแค่นี้ยังถือว่าน้อยนิด เทียบกันไม่ได้ด้วยซ้ำ”

 

“เรื่องมันนานมาแล้วพวกเจ้าน่าจะลืมกันได้แล้วนะ ข้ายังไม่เก็บมาใส่ใจ” หยิบโมจิอีกไม้ขึ้นมากินบ้าง เคี้ยวหนึบหนับพลางปรายตามองคนตัวเล็กข้างๆที่ดูท่าว่ามีเรื่องข้องใจอยากจะถามแน่ๆ เพราะเอาแต่กลอกตามองเขาสลับกับสองสามีภรรยาไปมา ปากก็ขยับเคี้ยวแป้งขนมตุ้ยๆ

 

“จะลืมได้อย่างไรเจ้าคะ ถ้าไม่ได้ใต้เท้าในวันนั้นคงไม่มีเราสองคนในวันนี้”

 

“เราคงถูกพวกนักเลงรีดไถเงินไปกันจนหมดตัว ร้านขนมที่มีมาแต่บรรพบุรุษก็คงพังไม่เป็นท่า ซ้ำยังจะได้เจ็บตัวปางตายกันแน่ๆ” ผู้เป็นสามีเสริม

 

“เอาน่า เลิกพูดถึงมันเถอะ”

 

“ก็เป็นแบบนี้ทุกทีว่าแต่เมื่อไหร่จะมีคนรักอย่างคนอื่นเค้าล่ะเจ้าคะ จิตใจดีรูปงามพร้อมทรัพย์อย่างท่านคงหาไม่ยาก เหตุใดจึงยังไม่มีเป็นตัวเป็นตนกับเค้าซักที”

 

“ก็นี่ไงล่ะ”

 

อะแค่กๆ!!

 

“เจ้าคะ???!!” หญิงแม่ค้าละล่ำละลักถามย้ำบุรุษหนุ่มผู้มีพระคุณ ค่อนข้างมั่นใจว่าเมื่อครู่หูตนไม่ได้ฝาด และสายตาก็ไม่น่าจะพร่าเลือนถึงขนาดมองผิดพร้อมกับสามีของนางที่พยักหน้ายืนยันอีกเสียงว่าเห็นเหมือนกันเห็นว่าใต้เท้าบุ้ยปากไปทางคุณชายตัวเล็กชุดฮันบกสีสดใสคนนั้น

 

“ข้าหมายถึงตัวข้ามีความสุขดีแล้วที่เป็นแบบนี้ มีสหายที่ข้ารักคอยไปไหนมาไหนด้วยกัน..ที่ไม่ใช่จงอินบ้าง”

 

“อ้อ” สองสามีภรรยาหัวเราะขำ มองใต้เท้าโอบไหล่คุณชายตัวเล็กหน้าหวานอย่างสุขใจ ตรงกันข้ามกับผู้ถูกโอบป๋ายเซียนขยุกขยิกอยู่ไม่นิ่งนับตั้งแต่ถูกโอบไหล่อย่างถือวิสาสะ  พยายามเหยียบเท้า ใช้ศอกกระทุ้งท้องเพื่อให้องค์ชายตัวโตขยับออกไปห่างๆแต่ก็ไม่ได้ผล

 

“รับโมจิชาเขียวเพิ่มนะเจ้าคะคุณชาย รสนี้กลิ่นหอมและขายดีเหมือนกัน แต่ใต้เท้าน่ะชอบรสดั้งเดิม..” ว่าพลางคีบโมจิก้อนกลมสีเขียวหม่น ขนาดเล็กกว่าอุ้งมือใส่จานส่งให้คุณชายตัวเล็กชิมเพิ่ม ป๋ายเซียนค้อมศีรษะขอบคุณ กัดชิมได้แค่ครึ่งเดียว ก่อนอีกครึ่งที่เหลือจะถูกใครบางคนแย่งไปกินต่อหน้าต่อตา

 

“หยา..

 

“ฮ่ะๆ ไม่ต้องแย่งกันนะเจ้าคะ ในร้านเหลืออีกหลายชิ้นเดี๋ยวข้าหยิบให้ใหม่”

 

“พอแล้ว” ชานยอลหันไปปรามโดยที่ยังเคี้ยวก้อนแป้งนิ่มอยู่เต็มปาก “แย่งผู้อื่นกินน่ะอร่อยกว่าเป็นไหนๆ ที่เหลือพวกเจ้าเก็บไว้ขายเถอะ” ป๋ายเซียนแทบจะแยกเขี้ยวใส่ พยายามงัดตัวเองออกจากวงแขนหนักๆจนสำเร็จ..แต่ก็แลกมาซึ่งการถูกยิ้มเจ้าเล่ห์ใส่

 

“เล่นกันถึงเนื้อถึงตัวแบบนี้ระวังคนอื่นๆเค้าจะคิดกันไปไกลนะเจ้าคะ” ส่งเสียงแซวระหว่างยืนมองคนหนุ่มเย้าแหย่กัน “พักนี้เรื่องรักร่วมเพศยิ่งเป็นที่พูดถึงอยู่ด้วย”

 

“เช่นนั้นรึ”

 

“ใต้เท้าไม่ได้ยินข่าวจากในวังหลวงหรือเจ้าคะ ที่ว่าองค์ชายสามกำลังจะเข้าพิธีอภิเษกสมรสกับองค์ชายจากแผ่นดินเปี้ยนเร็วๆนี้” องค์ชายสามและองค์ชายเปี้ยนในคราบบุรุษสามัญชนมองหน้ากันตาปริบๆ...

 

“แปลกดีนะเจ้าคะที่บุรุษเพศจะต้องมาแต่งงานกัน ได้ยินว่าองค์ชายสามเป็นผู้ตัดสินพระทัยเลือกด้วยองค์เองด้วยข้าล่ะไม่เข้าใจความคิดของคนรุ่นหลังเลยจริงๆ”

 

“เรื่องของเจ้าของนายเจ้าอย่าไปวิจารณ์มากเลย เกิดคนในราชสำนักมาได้ยินเข้าแล้วจะหัวกุด”

 

“ข้าก็ไม่ได้ว่าอะไร แค่พูดเพราะไม่เข้าใจในรสนิยมแปลกๆขององค์ชายสามเท่านั้น” ผู้ถูกพาดพิงยืนเกาพระศอทำตัวไม่ถูก ถึงไม่ชอบใส่ใจต่อถ้อยคำวิจารณ์ของใครๆ แต่ใช่ว่าถูกคนกันเองกล่าวถึงต่อหน้าแล้วจะไม่รู้สึกรู้สาองค์ชายเปี้ยนก็ยังมาก้มหน้าลอบขำใกล้ๆอีก

 

“ข้าว่าบางทีสมองเขาอาจจะไม่ปกติก็ได้ ถึงปฏิบัติตัวแปลกๆ” ซ้ำยังช่วยวิพากษ์วิจารณ์สมทบต่อหน้าด้วย “น่าจะบ้า”

 

“อุ่ย! ไม่พูดเช่นนั้นสิเจ้าคะคุณชาย! พวกทหารและเหล่าบัณฑิตเพิ่งกลับกันไปเมื่อครู่ เกิดมีหลงเหลืออยู่แถวนี้ต้องแย่แน่ๆ” หญิงแม่ค้าทำตาโต

 

“จริงขอรับ เห็นเค้าว่าองค์ชายสามน่ะโหดน่าดูเลย”

 

“ฮ่ะๆๆๆๆ”

 

“ขำอะไรรึขอรับ?

 

“โหดอย่างนั้นหรือ” องค์ชายน้อยทวนคำแล้วเหล่ตามองผู้ที่ถูกชาวบ้านลือกันว่าโหด...คนที่เอาแต่กวนประสาทเค้าไปทั่วอย่างนี้น่ะหรือโหด...ไม่เอาการเอางาน ทำตัวดั่งสายลมที่จับต้องไม่ได้ วันๆเอาแต่ลอยไปลอยมาอย่างนี้น่ะนะ

 

ป๋ายเซียนเบะปากให้คนที่ยืนทำตาดุใส่อย่างไม่เกรงกลัว

 

“ข้าไม่เคยได้ยินกิตติศัพท์องค์ชายผู้นั้นในด้านนี้มาก่อน”

 

“เราได้ยินมาอย่างนั้นจริงๆนะขอรับ ว่ากันว่าเป็นผู้มีนิสัยขี้เล่น แต่พอบทจะจริงจัง..ฝ่าบาทก็ฝ่าบาทเถอะ”

 

“ฮ่ะๆ ขนาดนั้นเชียว? แล้วเค้าลือกันว่าอะไรอีก” ป๋ายเซียนถามอย่างนึกสนุก ใบหน้าติดขำตลอดเวลาจนองค์ชายหนุ่มยืนกอดอกมองด้วยความหมั่นไส้

 

“เห็นว่าพวกขันทีถูกองค์ชายสั่งขังคุกมืดใต้ดินมานักต่อนักแล้ว”

 

ป๋ายเซียนช้อนตามอง..ชานยอลยักไหล่ไม่ยี่หระ

 

“อารมณ์ขึ้นๆลงๆบ่อยครั้งจนฝ่าบาทต้องปลดออกจากฝ่ายบู๊ เพราะทำทหารเจ็บตัวระเนระนาด”

 

“อ่า...นั่นมันแย่จริงๆ”

 

“ก็แปลกดีที่มักได้ยินแต่ข้อเสีย แต่ข้ากลับคิดต่าง..ข้าว่าองค์ชายน่าจะเป็นคนดีคนหนึ่งทีเดียว เพราะหากมีนิสัยแย่จริงๆแล้วจะมาใส่พระทัยกับเรื่องเล็กๆน้อยๆของชาวบ้านทำไม”

 

“ยังไงหรอ”

 

“องค์ชายมักส่งทหารมาดูแลความสงบที่นี่อยู่เสมอขอรับ ทำอย่างนี้มาหลายปีแล้ว อย่างกับรู้ว่าที่นี่นักเลงชุกชุมแหน่ะ ปัญหาเล็กๆน้อยๆอย่างเช่นต้นน้ำไหลมาไม่ถึงที่ทำกินของชาวบ้านพระองค์ก็พระราชทานคนมาช่วยจัดการให้ โจรป่าที่มีอยู่มากเมื่อหลายปีก่อนก็หายไปหมดเพราะมีทหารมาคอยเฝ้าระวัง แปลกดีจริงๆเคยมาหรือก็ไม่น่าเป็นไปได้ เพราะนานทีปีหนกว่าเชื้อพระวงศ์ซักคนจะเสด็จลงมา”

 

“พวกเจ้าไม่คิดว่าอาจจะเป็นฝีมือของเชื้อพระวงศ์คนอื่นๆบ้างหรือ ทหารพวกนั้น---

 

“เป็นทหารขององค์ชายสามอย่างแน่นอนขอรับ”

 

 

“ถึงวังหลวงจะมีทหารนับหมื่นแสน แต่ไม่ใช่ทุกคนที่จะห้อยพู่สีแดงเข้มประดับด้วยหยกแท้ลายวิหคไว้กับชุดคลุม เพราะนั่นคือสัญลักษณ์ขององค์ชายสาม...พวกเค้าเป็นทหารขององค์ชายสามขอรับ”

 

“พู่สีแดงประดับด้วยหยกแท้ลายวิหคหรอ...

 

“วิหคและสีแดงคือสัญลักษณ์ขององค์ชายสาม ส่วนหยก...เป็นอัญมณีหินที่พระสนมซอง พระมารดาขององค์ชายโปรดปรานที่สุดเจ้าค่ะ”

 

อ่อ..แบบนี้เอง

 

“ครั้งหนึ่งเคยมีคนกล่าวว่าองค์ชายเป็นพวกชอบปิดทองหลังพระเช่นเดียวกับพระมารดา มีคุณงามความดีตั้งมากมายไม่ยอมเปิดเผย เป็นนักคิดนักวางแผน ช่วยเจรจาให้บ้านเมืองพ้นภัยมานับครั้งไม่ถ้วนถึงไม่เคยยลโฉม แต่พวกเราจำนวนไม่น้อยก็เชื่อว่าองค์ชายสามน่าจะเป็นเช่นนั้น ลูกไม้ย่อมต้องหล่นไม่ไกลต้นท่านคิดเหมือนข้ามั้ยใต้เท้า คุณชาย”

 

 



 

  

 

“เพิ่งรู้ว่าองค์ชายแต่ละพระองค์มีสีประจำตัว”

 

“เป็นเพียงสีของพู่ที่ให้ทหารแต่ละตำหนักห้อยติดตัวไว้เท่านั้น จะได้แยกออกว่าเป็นคนของใคร”

 

“ข้าไม่เคยสังเกตมาก่อนเลยจริงๆ” องค์ชายป๋ายเซียนทำท่านึก เคยเห็นทหารห้อยพู่ไว้ที่ผ้าคาดเอวอยู่เหมือนกันแต่คิดว่าเป็นเพียงเครื่องประดับชุดแค่นั้นเสียอีก ไม่รู้มาก่อนว่ามีแยกสีแยกฝ่ายว่าคนของใครเป็นของใครด้วย

 

“ทหารของท่านห้อยหยกแท้เชียวหรือ”

 

“อืม แม่ของข้าชอบมันจึงประสงค์ให้ใช้หยกสลักรูปนกแทนที่จะเป็นลูกปัดเหมือนพู่ของทหารตำหนักอื่น”

 

“หยกคือเจ้าแห่งหินทั้งปวง มีความเชื่อในด้านดีๆเกี่ยวกับมันมากมาย ทั้งความเป็นสิริมงคลต่อชีวิต ช่วยปกป้องคุ้มครอง และอีกหลายอย่างชาวจีนถือว่ามันเป็นสิ่งล้ำค่า” องค์ชายหนุ่มยืนรับฟัง ก่อนจะหลุดหัวเราะออกมาหน้าตาเฉย  

 

“ขำอะไรของท่าน”

 

“ดูเหมือนท่านจะไม่รู้ตัว..ว่าวันนี้พูดคล่องกว่าทุกวัน” ปล่อยระเบิดใส่ป๋ายเซียนลูกใหญ่เบ้อเริ่มคนถูกทักได้แต่ยืนกระแอมไอเช่นคนคอแห้งและทำตัวไม่ถูก

 

นั่นสินะวันนี้ป๋ายเซียนเผลอพูดมากไปจริงๆนั่นแหละ พูดมากยิ่งกว่าองค์ชายจอมกวนประสาทเสียอีก พอได้สบายใจและสนิทสนมกับใครแล้วเป็นอย่างนี้ทุกที ไม่สิ..ยังไม่สนิทกันเสียหน่อย แต่ไม่ว่ายังไงวันนี้ป๋ายเซียนก็ทำเรื่องน่าขายหน้าลงไปแล้วจริงๆ

 

“กลายเป็นเงียบไป รู้อย่างนี้ข้าไม่ทักเสียก็ดี” น่าเสียดายที่องค์ชายป๋ายเซียนเอาแต่ยืนก้มหน้าหลบสายตา จึงไม่มีโอกาสได้เห็นนัยน์ตาที่เต็มไปด้วยความเอ็นดูขององค์ชายสาม

 

“มานี่ดีกว่า” อุ้งมือใหญ่ดึงข้อมือเล็ก ทว่าเจ้าของมันกลับยืนนิ่งไม่ยอมขยับตาม

 

“กลับกันเถอะ บ่ายแก่แล้วเดี๋ยวมีใครสงสัย”

 

“งอนข้าหรือ”

 

“เปล่า แต่ข้าเมื่อยแล้ว” หากจะโกรธจะงอนก็คงเป็นตัวเองมากกว่าที่ปล่อยตัวปล่อยใจให้พูดจ้อไม่ยอมหยุด...พอถูกทักมันเลยรู้สึกเสียหน้านิดๆ อยากกลับไปตั้งหลักใหม่

 

“การที่ท่านร่าเริงก็ดีอยู่แล้ว ข้าไม่ได้มองว่ามันแย่ กลับคิดว่าน่ารักเสียด้วยซ้ำ”

 

 

“มากับข้า ร้านนี้น่าจะถูกใจท่านที่สุด” เป็นอีกครั้งที่ป๋ายเซียนถูกองค์ชายสามแห่งโชซอนจูงมือพาเดินไปด้วยกัน ดวงเนตรใสมองมือใหญ่ทับซ้อนมือตัวเองจนมิดด้วยความรู้สึกประหลาดไม่คิดแม้แต่จะขัดขืนหรือสะบัดออก

 

“เป็นไง ถูกใจหรือเปล่า”

 

องค์ชายน้อยเหลือบตามองหน้าเจ้าของร้านเป็นลำดับแรก รู้สึกกลัวนิดหน่อยเพราะคนขายเป็นชายแก่ไว้หนวดเครารุงรังสีขาว แม้แต่คิ้วก็ยังขาว ท่าทางเหมือนจะดุๆ ป๋ายเซียนเกือบถามองค์ชายหนุ่มแล้วว่าพามาดูอะไร แต่สายตาหลุบเห็นเครื่องประดับของสตรีมากมายบนแผงขายของเข้าก่อน รอยยิ้มจางๆบนริมฝีปากบางจึงปรากฏขึ้นมาแทนที่

 

“สวยจัง”

 

องค์ชายน้อยไล่สายตาชมเครื่องประดับ..กำไล แหวน สร้อยคอ และเครื่องประดับชิ้นเล็กๆชิ้นอื่นๆสวยจนเลือกไม่ถูก แต่ที่ดูจะสะดุดตาเขามากที่สุดคงเป็นปิ่นหยกปักผมที่มีเพียงชิ้นเดียวในร้าน มันวางอยู่ในกล่องทรงยาวสีแดงปักด้วยดิ้นทองอย่างดี

 

“ปิ่นปักผมชุดนี้ราคาแพงที่สุดในร้านเพราะทำมาจากหยกแท้ หากท่านซื้อ ข้าจะแถมกำไลหินนำโชคเส้นนี้ให้ด้วย” ชายแก่ผายมือไปทางสร้อยข้อมือหินนำโชคสีขาวใสคล้ายลูกแก้ว “มันจะให้โชคเรื่องความรัก เหลือเพียงเส้นสุดท้ายแล้วเช่นกัน”

 

“ท่านคิดว่ายังไง” ป๋ายเซียนหันไปถามความเห็นองค์ชายตัวสูง

 

“กำไลหินนำโชคเรื่องความรักนี่น่ะหรือ”

 

“ข้าหมายถึงปิ่นหยกต่างหาก”

 

“นึกว่าสนใจกำไลเสียอีก ฮ่ะๆ” ป๋ายเซียนถลึงตาใส่คนช่างแหย่ “ท่านอยากซื้อเก็บไว้อยู่แล้วนี่ ไม่เห็นต้องถามข้าเลย”

 

“ท่านรู้ได้ยังไง”

 

“ก็ท่านเอาแต่มองมันตั้งแต่เรามายืนตรงนี้”

 

“แต่ท่านพูดว่าข้าจะชอบร้านนี้มากที่สุดตั้งแต่ตรงนู้นแล้ว”

 

“สตรีมักคู่กับของสวยๆงามๆ ข้าผ่านมากี่ครั้งร้านนี้ก็เป็นที่นิยมของพวกนางเสมอ ดังนั้นก็น่าจะถูกใจท่านด้วย”

 

“ข้าเป็นบุรุษ หาใช่สตรี” ป๋ายเซียนขมวดคิ้วใส่

 

“ข้ารู้ แต่เพราะท่านมักจะชอบอะไรที่เหล่าพี่สาวท่านชอบไม่ใช่หรอ ข้าเลยเดาเอาว่าท่านคงอยากซื้อของพวกนี้ไปฝากพวกนาง หรือไม่ก็สาวใช้คนสนิท”

 

ป๋ายเซียนฟังแล้วอดรู้สึกทึ่งไม่ได้ ไม่รู้ว่าองค์ชายผู้นี้รอบรู้หรือสอดรู้กันแน่ ถึงได้รู้เรื่องคนอื่นละเอียดไปหมดคิดๆดูแล้วอีกฝ่ายแทบไม่เคยถามเรื่องส่วนตัวจากเขาเลย แต่กลับรู้ตั้งมากมาย ทั้งยังคาดเดาเก่งอีกต่างหาก สตรีหลายคนพลาดท่าเสียทีให้คงเพราะแบบนี้ก็ทั้งเจ้าเล่ห์ ปากหวาน อ่านใจคนเก่ง และรูปงามนั่นแหละ รูปงาม แถมมากไปด้วยเสน่ห์ร้ายกาจ

 

ป๋ายเซียนรีบขจัดความคิดฟุ้งซ่านของตัวเอง..หันกลับไปตั้งใจเลือกเครื่องประดับเพื่อนำกลับไปฝากนางกำนัลที่ตำหนักเพิ่มเติมจากปิ่นหยกปักผมที่ตกลงซื้อขายกับเจ้าของร้านเรียบร้อยแล้ว ระหว่างนั้นได้ยินเสียงองค์ชายสามคุยทักทายกับชาวบ้านที่เดินผ่านไปมาไม่ขาด ซึ่งก็เริ่มชินแล้ว เพราะวันนี้ทั้งวันเขาเห็นคนโน้นคนนี้เดินเข้ามาทักอีกฝ่ายตลอดเลย

 

เชื่อแล้วว่าเสด็จออกนอกวังบ่อยจริงๆ

 

 

            “ข้าซื้อเสร็จแล้ว เรากลับกัน---

 

            ฉุบ!!

 

            “เฮ้ย! ในตอนที่กำลังจะหมุนตัวไปทางองค์ชายสาม กล่องปิ่นหยกปักผมในมือถูกใครไม่รู้ฉกขโมยไปต่อหน้าต่อตาพร้อมกับถุงเงินที่กำลังจะเก็บใส่ลงในชุดคลุม!

 

 ป๋ายเซียนไม่ทันเห็นหน้า แต่จากพฤติกรรมและด้านหลังดูก็รู้ว่าเป็นพวกหัวขโมย เขาตกใจกับการกระทำอุกอาจ..แต่ไม่ร้องเรียกให้ใครมาช่วยซักคำ ทว่าสองเท้ากลับออกแรงวิ่งตามไปเองอย่างไม่คำนึงถึงอะไรทั้งสิ้น

 

แม้แต่ความปลอดภัยของตัวเอง

 

            “ป๋ายเซียน!” ชานยอลมองตามหลังองค์ชายน้อยที่อยู่ๆก็วิ่งออกไปโดยไม่บอกกล่าว เขาไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นเพราะมัวแต่คุยกับชาวบ้านที่เข้ามาทัก เครื่องประดับหลายชิ้นตกอยู่บนพื้นเขาช่วยเก็บมันขึ้นมา ไม่ได้นำส่งคืนให้เจ้าของร้านเพราะชายแก่บอกว่าป๋ายเซียนซื้อมันไปแล้ว ทั้งยังบอกถึงเหตุผลที่ป๋ายเซียนวิ่งออกไปด้วย

 


            ถูกขโมยของอย่างนั้นเหรอ

 

 

            ไม่รอช้าช่วงขายาวรีบขยับตามออกไปทันที !

 

 

            ชานยอลเลือกวิ่งไปทางลัดเพื่อที่จะตามโจรใจทรามและป๋ายเซียนให้ทัน อย่าว่าแต่ทุกตรอกซอกมุมในย่านนี้เลย ในแผ่นดินโชซอนทางไหนไปยังไงภาพในหัวเขามีมันแทบทั้งหมด ผังบ้านเมืองโดยละเอียดเผลอๆอาจจะจำแม่นยิ่งกว่าองค์ชายรัชทายาทที่มีหน้าที่รับผิดชอบด้วยซ้ำเพราะลงมาคลุกคลีตั้งแต่ไหนแต่ไร

 


            ฉะนั้นไม่ว่าจะหนีไปทางไหนเขาตามเจอแน่!

 

           

            เอาของของข้าคืนมาเดี๋ยวนี้นะ!!

 

 

            เสียงของป๋ายเซียนดังมาแต่ไกล เป็นเสมือนตัวเร่งให้ฝีเท้าขององค์ชายสามทำงานไวขึ้น เขากระโดดข้ามกำแพงหินของชาวบ้านเพื่อข้ามไปยังอีกฟากหนึ่ง วิ่งทะลุตรอกแคบสู่ทางที่โจรใจทรามกำลังวิ่งมาพอดี

 

          พลัวะ!!

 

          “โอ้ย!!

 

          ตุ่บ!โจรหน้าตามอมแมม ผมเผ้ากระเซอะกระเซิงลงไปนอนร้องโอดโอยอยู่ที่พื้น สองมือกุมท้ายทอยอย่างเจ็บปวดหลังจากถูกองค์ชายหนุ่มตวัดฝ่าเท้าฟาดเข้าเต็มๆโดยไม่รู้ล่วงหน้าเลยว่าโผล่มาจากไหน และมาได้ยังไง

 

            “กล้าขโมยของของผู้อื่นต่อหน้าผู้คนตั้งมากมายเจ้าไม่อยากตายดีสินะ” ถามเสียงเย็นลอดไรฟัน 

           

            “ข้าโอ้ย!!” ยังไม่ทันแก้ตัวก็ถูกกดคอให้เอาแก้มแนบพื้น แรงจนฝุ่นตลบ

 

“ต้องให้ตัดมือ ถอดเล็บ หรือว่าตัดหัวเสียบประจานดีล่ะถึงจะเพียงพอต่อโทษของเจ้า”

 

“ขะ..ข้ากลัวแล้วใต้เท้า อะแค่กๆ! ปล่อยข้าไปเถอะ ข้าจะไม่ทำแล้ว ปล่อยข้าไป ปล่อยข้า!” เสียงร้องขอชีวิตไม่ได้สร้างความสงสารเห็นใจต่อองค์ชายสามเลยสักนิด ซ้ำยังจะโกรธจัดยิ่งกว่าเดิมเมื่อหันไปเห็นว่าปิ่นปักผมขององค์ชายเปี้ยนกระเด็นหลุดออกจากกล่อง เปื้อนไปด้วยฝุ่นผงบริเวณพื้นใกล้ๆ

 

“พอเถอะ..” ป๋ายเซียนเดินเข้ามาแตะไหล่กว้างเพื่อให้องค์ชายผู้หวังดีใจเย็นลง ทั้งเหนื่อยทั้งแค้นใจเจ้าหัวขโมย แต่พอเห็นสีหน้าเหเกยกับเสียงร้องเจ็บปวดแล้วก็ทนไม่ได้

 

“ข้าได้ของของข้าคืนแล้วก็ให้แล้วกันไป”

 

“ให้แล้วกันไปเพื่อให้มันกลับมาทำชั่วเช่นนี้อีกหรือ?!

 

“เค้าอาจจะมีความจำเป็นก็ได้”

 

“ท่านมองโลกแง่ดีเกินไปแล้ว”

 

“ก็ข้า--” พูดยังไม่ทันจบ สายตาเหลือบไปเห็นบุรุษหน้าตาน่ากลัวราวๆสี่ถึงห้าคนกำลังย่างสามขุมเข้ามาทางนี้พอดี หนำซ้ำในมือยังมีอาวุธมาเป็นตัวช่วย

 

“ท่าน...” ป๋ายเซียนรีบก้มลงเก็บปิ่นของตัวเองใส่กล่องลวกๆแล้วรีบเข้าไปหาองค์ชายสามทันที ทั้งที่คนกลุ่มนั้นใกล้เข้ามาแล้วแต่อีกคนก็ยังทำนิ่ง

 

“ปล่อยคนของข้าซะ!

 

ผู้มาใหม่ประกาศกร้าว

 

“อย่าให้ต้องเจ็บตัว”

 

“เป็นพ่อข้าหรือถึงได้กล้ามาออกคำสั่ง”

 

“แล้วจะได้เห็นดีกัน..เฮ้ยพวกแก! จัดการมันเอาให้หมอบ!

 

“ระวัง!

 

ช๊วบ!~

 

เสียงปลายดาบตวัดโดนอากาศเมื่อองค์ชายหนุ่มไหวตัวหลบทัน เขาลุกขึ้นยืนแล้วดันป๋ายเซียนให้ไปหลบอยู่ด้านหลัง มองหาอาวุธที่พอจะเอามาสู้แต่ดูเหมือนจะไม่มีอะไรเลยนอกจากสองมือสองเท้า..และตอนนี้กลุ่มคนมีอาวุธได้เดินมาล้อมพวกเขาไว้หมดแล้ว

 

“เก่งให้ได้ตลอดล่ะไอ้หน้าอ่อน หึหึ”

 

“เอาไงกันดี” ป๋ายเซียนถามเสียงเบาให้ได้ยินกันแค่สองคน ในอกกำลังร้อนรุ่ม รู้สึกหวั่นอย่างบอกไม่ถูก

 

“ท่านมีวิชาป้องกันตัวหรือไม่”

 

“พอมีบ้าง แต่ข้าไม่มั่นใจว่าจะต้านแรงคนตัวโตพวกนี้ได้แค่ไหน” ดวงเนตรคมกริบกลอกมองขนาดตัวขององค์ชายน้อยสลับกับพวกนักเลงแล้วได้แต่นึกทอดถอนหายใจ “แต่ถ้ามีธนูจะดีไม่น้อยเลยนะ! ข้าสู้ได้แน่”

 

“ข้าคงเสกมาให้ท่านตอนนี้ไม่ได้หรอกนะ ของแบบนั้นจะมีได้ยังไงเล่า” ป๋ายเซียนเบะปากเมื่อรู้สึกว่าตัวเองกำลังถูกดุอยู่กลายๆ “อยู่ใกล้ๆข้าไว้ ทำยังไงก็ได้ให้ห่างตัวข้าน้อยที่สุด”

 

“พวกนั้นมีดาบ แล้วท่านล่ะ”

 

ฟึ่บ!~

 

พัดคู่กายถูกดึงออกมาใช้แทนอาวุธในยามฉุกเฉิน ป๋ายเซียนไม่ได้มองมันด้วยแววตาชื่นชมยินดีซักนิด กลับคิดอยากจะเอาหน้าผากโขลกกับอะไรซักอย่างมากกว่า

 

“พัดสู้กับดาบเนี่ยนะ?!

 

อยากถามเหลือเกินว่าคิดได้ยังไง

 

“แค่นี้ก็พอแล้วเชื่อมือข้าสิ”

 

“เฮ้ยพวกแกอย่ารอช้า เข้าไปสั่งสอนมัน!

 

ย่าห์!!!!’

 

เสียงปลุกระดมดังขึ้นพร้อมกับการตวัดดาบหมายสั่งสอนให้เลือดตกยางออกกันไปข้าง สี่คนพุ่งเข้ามารุมคนสองคนอย่างไม่กลัวคำครหาว่าเป็นพวกหมาหมู่ แต่องค์ชายหนุ่มก็ยังสามารถหลบหลีกได้ทันด้วยท่วงท่าสง่างามและมีชั้นเชิง

 

ฟึ่บ!~

 

พลั่ก!

 

พลั๊วะ!!

 

แต่ก็เสียจังหวะจนเจ็บตัวอยู่หลายทีเพราะต้องคอยระวังป๋ายเซียนไม่ให้เป็นอันตรายไปด้วย พัดคู่ใจกระทบเข้ากับคมของดาบครั้งแล้วครั้งเล่าจนเกือบหักครึ่งท่อน องค์ชายหนุ่มตวัดสันแข็งๆของมันที่ทำจากไม้เนื้อดีเข้ากลางศีรษะคนสองคนด้วยความเร็วชนิดที่มองตามแทบไม่ทัน 

 

พลัวะ!!!!

 

ปล่อยหมัดใส่หน้า ออกแรงกระโดดเตะ และใช้วิชาต่อสู้ที่เหนือชั้นกว่าพวกนักเลงปลายแถวจนลงไปนอนหมอบกับพื้นตามๆกัน

 

“กะ แกเป็นใครวะ!

 

“เป็นคนที่พวกแกต้องจำไปอีกนานน่ะสิ ป๋ายเซียน!” องค์ชายสามหันไปกระชากแขนเล็กได้ทันจังหวะพอดี  ป๋ายเซียนเลยหลบพ้นของมีคมจากตัวหัวหน้าแก๊งค์มาได้อย่างหวุดหวิด ทั้งยังถูกยกร่างขึ้นจนลอยหวือกลางอากาศ “ถีบให้สุดแรงเลย!

 

“อื้อ!

 

พลั่ก!!!

 

“โอ้ย! เก่งนักหรอพวกแก”

 

ป๋ายเซียนถูกวงแขนแข็งแกร่งตวัดเอวยกขึ้นจนตัวลอยอีกครั้ง เขาออกแรงถีบตัวหัวหน้าด้วยสองเท้าของตัวเองจนสุดแรงเหมือนก่อนหน้านี้...รู้งานโดยที่ไม่ต้องให้องค์ชายสามมาคอยบอกซ้ำ

 

ตุ่บ!

 

กลุ่มนักเลงทั้งหมดล้มลงไปกองกับพื้น แต่องค์ชายตัวสูงก็ไม่ยอมปล่อยผ่าน ตามไปเล่นงานซ้ำด้วยด้ามดาบที่ยึดได้จากเจ้าของมันจนเลือดกบปากนอนหมดสภาพกันเป็นแถว

 

“โอยยยย

ป๋ายเซียนมองภาพเหล่านั้นพลางกลืนน้ำลายลงคอฝืดๆ เป็นครั้งแรกที่ได้เห็นดวงเนตรคมที่เคยมีแต่ความสนุกสนานเปลี่ยนเป็นแข็งกร้าวดุดัน สองมือใหญ่กำหมัดแน่นจนเส้นเลือดปูดนูนขึ้นมา น่ากลัวเสียจนไม่กล้าออกความเห็นใดๆ ได้แค่ยืนมองอยู่ข้างหลัง..

 

“อยากให้ข้าจัดการยังไงต่อ”

 

แต่จู่ๆอีกคนกลับหันมาถามความเห็นจากเขา

 

“ข้า..พูดได้หรอ”

 

“ควรจดรายชื่อส่งทางการหรือฆ่าทิ้งเสียตรงนี้เลยดี”

 

“อย่านะ!” ไม่ว่าจะพูดจริงหรือเล่นป๋ายเซียนก็ไม่เสี่ยงด้วยทั้งนั้น องค์ชายสามน่ะคาดเดายาก เกิดบั่นคอใครขึ้นมาจริงๆต้องเป็นเรื่องแน่ “สะบักสะบอมขนาดนี้คงเข็ดไปอีกนาน ปล่อยพวกเค้าไปเถอะ”

 

“ท่านเหมาะไปอยู่กับเซฮุนจริงๆ เอาแต่สงสารผู้อื่นไม่ห่วงตัวเอง”

 

“ก็ท่านถามความเห็นข้า แล้วข้าก็เป็นเจ้าทุกข์”

 

โอ่ย

 

“ข้าไม่ติดใจเอาความอะไรแล้ว ปล่อยไปเถอะ” มองสภาพคนเจ็บด้วยความเวทนา รู้ว่าตัวเองเป็นคนขี้ใจอ่อน แต่ก็ไม่ต้องการทำให้เรื่องราวมันใหญ่โตจริงๆ อีกอย่างออกนอกวังคราวนี้ไม่ได้ทูลขอฝ่าบาทด้วย เกิดเอาเรื่องไปบอกทางการ ดีไม่ดีจะถูกสาวมาถึงความผิดของตัวเองซะเปล่าๆ

 

“นะ..เราจะได้รีบกลับกันไง เสียเวลามามากแล้ว”

 

ออกมาตั้งแต่เช้ามืดสู่บ่ายแก่ หากไม่รีบกลับไปเห็นทีจะยิ่งเสี่ยงถูกจับได้ไม่รู้ป่านนี้เริ่มมีคนสงสัยบ้างหรือยัง และหากมี ก็ไม่รู้ว่าอี้ชิงและจงอินจะรับหน้ากันยังไงบ้าง ฉะนั้นไม่ควรจะมาเสียเวลากับเรื่องที่ไม่เป็นเรื่องแบบนี้

 

“ก็ได้ ครั้งนี้ข้าจะปล่อยพวกเจ้าไป”

 

“ขอบคุณใต้เท้า!

 

“แต่อย่าให้เห็นอีกว่าพวกเจ้ายังทำนิสัยเดิมๆ กระทำผิดกฎบ้านเมืองอย่างไม่เกรงกลัว เพราะเมื่อคราวนั้นมาถึงพวกเจ้าได้เจอข้าแน่”

 

...!!

 

“ไปสิ! ไปให้พ้นหน้าข้าให้หมด”

 

“ขะ ขอรับ!!” ล้มลุกคลุกคลาน พากันหนีหัวซุกหัวซุนออกไปแทบไม่ทัน องค์ชายหนุ่มมองตามแล้วได้แต่ส่ายหน้าอยากลงโทษให้หนักกว่านี้ อยากเอาผิด แต่เพราะคนบางคนห้ามไว้แท้ๆ เขาถึงจำใจปล่อยไป..

 

 



 


 

ตกเย็นนกกาบินกลับรังเช่นไร องค์ชายทั้งสองพระองค์ที่แอบออกไปเที่ยวเล่นข้างนอกมาทั้งวันก็เป็นเช่นนั้นคราวนี้องค์ชายสามเลือกกลับเข้าวังทางทิศตะวันตก อันเป็นที่ตั้งพระตำหนักของพระสนมยุนฮีพินและราชโอรส องค์ชายสองและองค์ชายสี่

 

โดยองค์ชายสามเลือกปีนกำแพงทางฝั่งห้องทรงงานขององค์ชายอี้ฟาน เพราะรู้ว่ายามนี้ผู้ที่อยู่ในตำแหน่งองค์ชายลำดับที่สองควบคู่ไปกับการเป็นอาจารย์ของเหล่าบัณฑิตต้องใช้สมาธิในการสะสางงานแน่ ดังนั้นบริเวณนี้จะไม่มีทหารยามคนไหนมาเดินเพ่นพ่านส่งเสียงดังรบกวนเจ้าของตำหนักได้เด็ดขาด

 

ตุ่บ!

 

ป๋ายเซียนกระโดดตามลงมาโดยมีองค์ชายสามยืนรอรับอยู่ข้างล่างเช่นคราวที่พากันออกไป แล้วก็ต้องมาตกใจจนตาแทบเหลือกเมื่อสายตาพลันเห็นบุคคลที่สามยืนกอดอก ขมวดคิ้วมองพฤติกรรมของพวกเขาอยู่ก่อนแล้ว

 

“องค์ชายสอง!

 

แต่ยังโชคดีตรงที่ว่าบุคคลที่สามยืนอยู่ไกล มองมาจากในตำหนัก..องค์ชายสองหรือองค์ชายอี้ฟานพิงกรอบหน้าต่างห้องทรงงาน กำลังเลิกคิ้วมองมาทางนี้ด้วยสายตาตั้งคำถาม และหากมีเสียง ป๋ายเซียนมั่นใจว่าจะได้ยินคำว่า พวกเจ้าทำอะไรกัน?’ อย่างแน่นอน

 

ซึ่งองค์ชายสามจอมรั้นของราชสำนักไม่ได้สะทกสะท้านด้วยเลยแม้แต่น้อย..ไม่มีท่าทีตกใจ กลับยักไหล่ไม่แยแสใส่ผู้ที่มีศักดิ์เป็นถึงพี่ชายแล้วดึงมือป๋ายเซียนออกมาจากตรงนั้นทันที

 

 

“ดะ..เดี๋ยวสิ”

 

“เรื่องอี้ฟานน่ะไม่ต้องห่วง”

 

“องค์ชายสองจะไม่เอาเรื่องไปบอกใครใช่มั้ย”

 

“เรื่องนั้นข้าจะจัดการเอง” ป๋ายเซียนรั้งมือคนตัวโตให้หยุดเดิน สีหน้าดูเป็นกังวลชัดเจนจนริมฝีปากหนาขององค์ชายสามต้องระบายรอยยิ้มจางๆให้..ราวกับกำลังบอกว่าไม่ต้องกลัวอะไร “ข้ารับปากว่าจะไม่ทำให้ท่านเดือดร้อน”

 

“ไม่ใช่อย่างนั้น..” ป๋ายเซียนส่ายศีรษะ “เรื่องนั้นช่างมันเถอะ ถ้าจะโดนลงโทษจริงๆข้าก็ไม่เกี่ยงหรอกในเมื่อเต็มใจไปเอง แต่ที่ไม่อยากให้ฝ่าบาทรู้ก็เพราะไม่อยากให้พระองค์ต้องกริ้วท่านเพิ่ม”

 

 

“รู้มาว่าท่านถูกเรียกไปตำหนิบ่อยๆไม่ใช่หรือ”

 

“ห่วงข้าหรือ”

 

“ก็ข้า...ก็..คราวนี้ท่านช่วยชีวิตข้าไว้ แล้วที่ออกไปก็เพราะอยากพาข้าไปเปิดหูเปิดตา เพราะงั้นข้าจึงไม่อยากเป็นตัวต้นเหตุให้ใครต้องมาผิดใจกับพระราชบิดา” องค์ชายป๋ายเซียนผินหน้าหนีหลังจากให้เหตุผลจนลิ้นพันกัน สองมือแอบบีบกันไปมาด้วยความประหม่า

 

“ยื่นมือมาให้ข้าหน่อยสิ”

 

“ฮึ?” หันกลับมาทำตาปริบๆใส่อย่างไม่เข้าใจ แต่พอเห็นองค์ชายตัวสูงล้วงเอาเครื่องประดับแสนคุ้นตาออกมาจากชุดคลุมเขาก็รีบแบมือออกไปตรงหน้าแทบจะทันที “เครื่องประดับที่ข้าตั้งใจซื้อไปฝากนางกำนัลนี่”

 

“ห่วงแต่ปิ่นขององค์หญิงน่ะสิถึงทิ้งมันหมด” ว่าให้ขำๆแล้วส่งมันกลับคืนสู่เจ้าของ..ค่อยๆวางเครื่องประดับลงบนฝ่ามือน้อย

 

“ขอบคุณ..

 

“ยังมีอีกชิ้นนะที่ท่านทำมันหล่นไว้” กำไลหินนำโชคถูกชูขึ้นมาในระดับสายตาขององค์ชายตัวเล็ก ป๋ายเซียนยิ้มกว้างมองมัน กำลังจะคว้าคืนมาทว่ามือใหญ่ชูมันขึ้นจนสุดแขนเสียก่อน..สูงเกินกว่าที่ป๋ายเซียนจะเอื้อมถึง

 

“ถ้าจะเอา ก็ให้ข้าเป็นคนช่วยใส่”

 

“อะไรกัน ท่านแกล้งข้านี่

 

“ข้าเพียงอยากจะใส่ให้ แกล้งท่านตรงไหนกัน”

 

 

“ส่งแขนของท่านมาสิ ข้าจะช่วยใส่ให้”

 

“แต่ข้ายังไม่อยากใส่”

 

“ข้าว่ามันน่าจะเข้ากับข้อแขนเล็กๆของท่านนะ ใส่ไว้สิ..จะได้โชคดีเรื่องความรัก” องค์ชายสามยิ้มละมุนให้ น้ำเสียงที่ใช้ก็นุ่มหู ชวนให้ปรางนวลขึ้นสีแดงระเรื่อได้อย่างน่ามอง “ข้ารู้ว่าท่านเขิน แต่รีบส่งแขนมาดีกว่า ยืนอยู่ตรงนี้นานๆคงไม่ใช่แค่องค์ชายสองแน่ที่จะพบเรา”

 

หยา

 

ร้ายกาจป๋ายเซียนอยากจะฟาดงวงฟาดงาใส่ซักที จะได้เลิกปากดีค่อนแขวะกันบ้าง..ใบหน้าน่ารักงุ้มงอทั้งๆที่ยังคงแดงระเรื่ออยู่ ส่งข้อมือให้องค์ชายตัวสูงได้ทำตามใจ แม้จะรู้สึกเขินอย่างที่ถูกรู้ทันจริงๆ แต่ให้ตายป๋ายเซียนก็ไม่ยอมรับให้ขายหน้าตัวเองยิ่งไปกว่าเดิมหรอก

 

“คราวหลังอย่าด่วนวิ่งไปเสี่ยงอันตรายด้วยองค์เองอย่างวันนี้อีกล่ะรู้มั้ย” ใช้โอกาสที่อีกฝ่ายกำลังตั้งใจใส่กำไลให้ ลอบสังเกตโครงหน้าหล่อ “ของเพียงแค่นั้นอยากได้อีกเท่าไหร่ก็ย่อมได้ แต่พระองค์สิมีเพียงองค์เดียว หากเป็นอะไรขึ้นมาคงไม่คุ้ม รักษาตัวหน่อย”

 

“อืม..ขอบคุณท่านมาก” ค้อมศีรษะขอบคุณทั้งที่ช่วยใส่กำไลให้จนเสร็จ และขอบคุณที่อุตส่าห์วิ่งตามไปช่วยในวันนี้ยอมรับว่าหากไม่ได้อีกฝ่ายป่านนี้ตัวเองอาจไม่ได้มายืนอยู่ตรงนี้แล้วก็ได้

 

“วันนี้สนุกไหม”

 

“อื้ม”

 

“หากไม่เจอพวกหัวขโมยคงดีกว่านี้ เสียชื่อเสียงโชซอนจริงๆ”

 

“ที่ไหนๆก็มีทั้งคนดีและคนไม่ดีปะปนเหมือนกันทั้งนั้น อีกอย่างข้าก็ไม่ได้เป็นอะไรแล้ว” ดวงเนตรรีเล็กสังเกตเห็นคราบสกปรกบนใบหน้าหล่อเหลาแล้วหลุดยิ้มขำออกมา

 

“มีอะไรรึ” คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันอย่างสงสัย ป๋ายเซียนไม่ได้อธิบายอะไร แต่กลับขยับเข้าไปใกล้ๆพลางดึงแขนเสื้อคลุมให้ยืดออกมากอมมือเล็กๆของตัวเอง…จากนั้นใช้มันช่วยเช็ดคราบสกปรกบนใบหน้าที่เคยสะอาดเกลี้ยงเกลาออกให้อย่างเบามือ

 

“มอมแมมหมดแล้ว”

 

 

ชานยอลถึงกับพูดไม่ออก ได้เพียงแต่ยืนมองใบหน้าน่ารักเงียบๆป๋ายเซียนกำลังบรรจงเช็ดใบหน้าของเขาสองเท้าเขย่งขึ้นเพื่อให้เอื้อมถึง..และองค์ชายหนุ่มก็ใจร้ายเหลือเกินที่คิดว่ามันช่างเป็นภาพที่น่ารักจนไม่คิดที่จะก้มลงมาให้เลย...

 

“น่าปลื้มใจที่ท่านรักษาสัญญา--

 

และน่าแปลกใจ...ที่สายตาตัวเองสามารถหยุดมองสิ่งใดได้นานๆโดยที่ไม่มีเบื่อมันแปลกที่ในหัวมักมีแต่ภาพอีกฝ่ายลอยมาให้คิดถึงจนต้องวาดระบายมันออกมาผ่านภาพวาดพู่กัน

 

“ยิ้มให้ข้าทั้งวันแม้กระทั่งตอนนี้”

 

“ฮะอ้ะ!” มือใหญ่แตะเบาๆลงบนแก้มนิ่มขององค์ชายป๋ายเซียนจนเจ้าตัวสะดุ้ง เพิ่งรู้สึกตัวว่าเผลอถือวิสาสะช่วยเช็ดหน้าผู้อื่นทั้งที่ไม่ได้ถูกร้องขอ จะชักมือออกมาแต่มือที่ว่างอีกข้างขององค์ชายสามกุมมันไว้

 

” นัยน์ตาใสขององค์ชายป๋ายเซียนไหวระริก มันกำลังสะท้อนเงาขององค์ชายอีกพระองค์ที่ค่อยๆโน้มหน้าลงมาใกล้เรื่อยๆมือข้างหนึ่งถูกกุมแก้มข้างหนึ่งถูกประคองสัมผัสและตอนนี้ปลายจมูกโด่งทั้งสองก็กำลังแตะกันช้าๆ แผ่วเบาดวงเนตรทั้งสองคู่ประสานกันเป็นหนึ่งเดียว

 

 

องค์ชาย!


 

พลั่ก!

 

เสียงขัดจังหวะของผู้มาใหม่ทำเอาป๋ายเซียนรีบดันตัวเองออกโดยทันที สองมือชื้นเหงื่อเช็ดลงบนชุดคลุมตัวยาว ใบหน้าซ่อนริ้วแดงๆแห่งความอับอายไว้ไม่มิด

 


“ลู่หาน” ชานยอลหันไปมองบุคคลที่สาม นึกเสียดายกับอะไรบางอย่างอยู่ในทีแต่ก็พูดออกไปไม่ได้ ได้แต่มองเสี้ยวแก้มแดงๆขององค์ชายน้อยที่หันหน้าหนีไปทางอื่น

 

“ออกไปไหนกันมาหรือ ถึงได้อยู่กันในชุดนี้”

 

“ข้าขอตัวกลับตำหนักก่อนนะ”

 

“เดี๋ยวข้าเดินไปส่ง”

 

“ไม่เป็นไร ข้าพอจะจำทางได้บ้างแล้ว”

 

“แต่--

 

“องค์ชายเปี้ยนอยากจะกลับเองก็อย่าไปขัดพระทัยเลยพะยะค่ะ”

 

ป๋ายเซียนค้อมศีรษะให้องค์ชายสามแล้วเดินออกไปทันที ดวงเนตรคมได้แต่มองตามหลัง ลังเลใจว่าควรจะตามไปดีหรือไม่ อย่างน้อยๆก็อยากตามไปขอโทษที่เมื่อครู่เกือบกระทำเอาแต่ใจ..เผลอล่วงเกินอย่างไม่คิดจะระวัง แล้วลู่หานก็ดันเข้ามาเห็นพอดี ผู้ที่รักศักดิ์ศรีเช่นนั้นไม่รู้ว่าจะเก็บไปคิดมากอีกหรือเปล่า

 

“อย่าตามไปเลยพะยะค่ะ ข้าเห็นนะว่าองค์ชายเปี้ยนมีท่าทีอึดอัด ตอนนี้ยังไม่ได้เป็นอะไรกันองค์ชายควรจะให้อิสระไม่ควรเข้าไปก้าวก่ายความเป็นส่วน--

 

“เจ้าไม่ได้มีธุระอะไรกับข้าใช่มั้ย”

 

“พะยะค่ะ? ..ทำไมถามข้าเช่นนี้ล่ะ” ลู่หานเลิกคิ้ว แค่นเสียงหัวเราะถามอย่างไม่อยากจะเชื่อ “ต้องมีธุระก่อนหรือข้าถึงจะอยู่กับพระองค์ได้”

 

“ไม่ใช่อย่างนั้น หากเจ้าไม่มีธุระด่วนอะไรข้าจะได้ตามไปส่งองค์ชายเปี้ยน”

 

 

“ว่างอยู่หรือ”

 

“ข้าช่วยงานองค์รัชทายาทเสร็จหมดแล้ว ถ้าอย่างนั้นก็ให้ข้าตามไปด้วย--

 

“เจ้ากลับไปรอข้าที่ตำหนักดีกว่า”

 

“แต่--

 

“ข้าไปไม่นานก็กลับแล้ว” มือใหญ่ตบไหล่ลู่หานอยู่สองสามที “เอาตามนี้แหละ” จากนั้นก็วิ่งไปตามทางที่องค์ชายเปี้ยน ป๋ายเซียนเดินหายไปทันที

 

ทิ้งลู่หานไว้ข้างหลัง

 

เมินความรักและภักดีที่มีให้

 

ลู่หานมองตามพลางถือหมัดแน่น รู้สึกไม่ชอบใจองค์ชายป๋ายเซียนอะไรนั่นยิ่งกว่าเดิมเกลียดที่ได้เข้ามาเห็นภาพบาดตาบาดใจเกลียดที่ยังจำได้ว่าองค์ชายสามเคยพูดว่าจะไม่มีพระทัยให้ผู้ใด แต่วันนี้กลับใช้สายตาห่วงหาอาทรไล่หลังองค์ชายผู้นั้นต่อหน้าเขา

 

ผ่านไปกี่ปีๆเจ้าก็ไม่ยอมตัดอกตัดใจจากชานยอล

 

ไม่ต้องหันไปมองลู่หานก็รู้ได้ทันทีว่าเจ้าของสุรเสียงคุ้นหูนี้เป็นใคร และเพราะรู้..ถึงได้นึกหงุดหงิดยิ่งกว่าเดิม “แล้วพระองค์ล่ะ..ต้องให้ผ่านไปอีกกี่ปีถึงจะเลิกเฝ้ามองข้าเสียที” กัดฟันพูดอย่างคนที่พยายามอดกลั้น พยายามไม่พาลระเบิดอารมณ์ใส่

 

“อะไรทำให้เจ้าคิดอย่างนั้น”

 

“ก็มาแอบดูข้าคุยกับองค์ชายสามไม่ใช่หรือ”

 

“เข้าใจผิดแล้วมั้ง” องค์ชายเซฮุน..ก้าวเข้าไปใกล้ลู่หานที่ไม่ยอมหันมามองหน้ากัน ไม่เคยเกรงกลัวอำนาจและตำแหน่งที่ตนมี ซึ่งก็ชินจนไม่นึกถือสาเอาความใดๆ อีกอย่างเขาไม่ใช่ประเภทเจ้าคิดเจ้าแค้นหรือเอาเรื่องใครเก่ง

 

“ข้าเพียงบังเอิญผ่านมาเห็นเท่านั้น และก็กำลังจะผ่านไป” ชูห่อยาสมุนไพรสีน้ำตาลห่อใหญ่ขึ้นเพื่อประกอบหลักฐานยืนยันว่าตัวเองบริสุทธิ์ ไม่ได้โกหกเขาไปทำธุระมาจริงๆ แต่ไม่คิดว่าขากลับจะเข้ามาเห็นอะไรดีๆ เริ่มตั้งแต่บทพลอดรักของสหายรักและว่าที่พระชายา ตลอดจนสีหน้าปวดร้าวเคืองขุ่นของคนๆนี้ที่ไม่เคยรู้จักเข็ดหลาบเลยสักที

 

“ขอพูดด้วยความหวังดีนะ...หากชานยอลคิดจะมีใจให้เจ้าบ้างก็คงมีไปตั้งนานแล้ว ไม่ปล่อยให้เวลาผ่านมาจนถึงตอนที่ใกล้จะมีพระชายาเป็นตัวเป็นตนเช่นนี้หรอก ถ้าไม่อยากเจ็บไปกว่านี้ข้าว่าเจ้าควรฟังคำของจงอินเลิกงมงายเสียที”

 

“องค์ชายห้า!

 

“ส่วนเรื่องที่เจ้ากล่าวหาข้าว่าเอาแต่เฝ้ามองเจ้านั้นสบายใจเถอะ เพราะมันไม่มีมานานแล้ว...สายตาของข้ามีไว้สำหรับยาในหม้อต้ม สมุนไพรที่ต้องตากและอบอย่างดี ฟืนทีต้องคอยควบคุมอุณหภูมิให้ได้ที่ แมลงบางชนิดที่สามารถนำมาทำยารักษาได้ หรืออะไรก็ตามที่จะเป็นประโยชน์ต่องานและเหมาะกับเวลาอันมีค่าของข้าเท่านั้นที่ข้าจะเฝ้ามองไม่ใช่เจ้าอีกแล้ว”

 

 

 

#สะใภ้บรรณาการ


 

 








 

 

 

 

Talk;

ยาวเว่อวังงงงง แต่งๆแล้วมันไม่ยอมจบเลยต้องอัดในตอนเดียว @_@

หลายคนอาจจะงงใครเป็นใคร ตำหนักไหน ตำแหน่งไหนบ้างเพราะตัวละครมีหลายคนเหลือเกิน ที่จริงทำผังความสัมพันธ์ไว้นะคะ(กันตัวเองงงก่อนนี่แหละ) แต่ไว้ค่อยมาแปะเนาะ เพราะกำลังให้น้องช่วยทำให้สวยๆอยู่ T,.T

 


#เอาไปคร่าวๆก่อน

 

ü พระตำหนักใหญ่ ตั้งอยู่ทางทิศเหนือ : ฝ่าบาท

ü พระตำหนักยองชาง (แปลว่าสว่างไสวยาวนาน) : พระอัยยิกา/พระพันปี

ü พระตำหนักกลาง : พระมเหสี

ü พระตำหนักบูรพา (ตะวันออก)  : องค์ชายรัชทายาท พระชายา และลูก

ü พระตำหนักตะวันตก: สนม1 + องค์ชายสอง(อี้ฟาน) + องค์ชายสี่(จื่อเทา)

ü พระตำหนักฤดูร้อน : องค์ชายสาม(ชานยอล)   

ü พระตำหนักทิศใต้ : สนม3 + องค์ชายห้า(เซฮุน)

ü พระตำหนักพยองอัน (แปลว่าความสงบสุข) : สนม4 + และองค์หญิงน้อย

ü พระตำหนักเล็ก : องค์ชายเปี้ยน  (ประทับชั่วคราว)

 

*เนื้อเรื่องจริงๆมีตัวละครหลักๆไม่กี่ตัวหรอกค่ะ ที่แวบๆเข้ามาในเนื้อเรื่องเพื่ออรรถรสเท่านั้น

 

.. แอบมาเขียนอีกตามเคย ฮี่ๆ เจอกันอีกทีเดือนหน้าเลยจ้า

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

         CR.SQW
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 689 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

10,413 ความคิดเห็น

  1. #10393 llllovellll (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 21 ธันวาคม 2563 / 19:19
    กี้ด ฮุนฮาน เซฮุนพูดหมายความว่าไงงง
    #10,393
    0
  2. #10278 munkrishear (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 15 พฤษภาคม 2563 / 19:14
    ชอบกันแต่ไม่รุ้ตัวอ่าา
    #10,278
    0
  3. #10254 Emihcy (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 24 เมษายน 2563 / 22:29
    โอ้ยยยยยยยยวยยย ไม่น่าโดนขัดเลยฮือy-yเขินนน!!
    #10,254
    0
  4. #10228 Rain (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 19 เมษายน 2563 / 18:53

    โคตรดีเลยเจ้าค่ะ

    #10,228
    0
  5. #10216 MessyAyanaputra (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 11 เมษายน 2563 / 22:01
    HH ???? ลุ้นๆ
    #10,216
    0
  6. #10200 Nam_127 (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 23 มีนาคม 2563 / 23:10
    โอ้วๆน่องชงฮุนฮานได้บ่อนิถึงแม่องชาย5จะพูดชัดขนาดนั้นก็เถอะ
    #10,200
    0
  7. #10185 ❤ Little "B" ❤ (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2563 / 20:23
    องค์ชายห้าพูดได้ชัดเจนสุดๆ
    #10,185
    0
  8. #10123 เหมี๊ยวกวิ้น🐧 (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 11 มกราคม 2563 / 16:48
    มันเป็นอาการเขินๆๆ แง้ ชอบกันเเล้วดูออก
    #10,123
    0
  9. #10050 PRAE.VV (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 20 ธันวาคม 2562 / 01:56
    ลู่หานนี่จะร้ายมากไหมหละเนี้ย?
    #10,050
    0
  10. #10011 KaRToon_HH (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 7 ธันวาคม 2562 / 09:58
    เขินนะเนี่ย แล้วองค์ชายห้าเคยชอบลู่หานหรอเนี่ย
    #10,011
    0
  11. #9960 Timmmmmmmm (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 18 พฤศจิกายน 2562 / 17:49
    เริ่มมีใจให้กันแล้ว ดูออก!
    #9,960
    0
  12. #9929 pbcy (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 19 ตุลาคม 2562 / 12:49
    เหมือนมาเดทกันเลยนะคะ พาไปเที่ยวตลาดซื้อของจุ้กจิ้ก
    #9,929
    0
  13. #9922 khun_Na (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 13 ตุลาคม 2562 / 21:53
    องค์ชายกะคือแส่บๆ ปากร้ายไม่เบาเด้อออ
    #9,922
    0
  14. #9885 IPINOCKIO (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 16 กันยายน 2562 / 19:46
    เห็นทีต้องมองชานยอลใหม่แล้วล่ะ ตอนแรกนี่ค่อนข้างอคตินะ เอาป๋ายมาอยู่แต่ก็ทำเป็นทีเล่นทีจริง ดูกะล่อนปล้อนปลิ้น รักอิสระ รักหอนางโลมไรงี้ แต่มาอ่านมาถึงตอนนี้คงต้องเปลี่ยนมุมมองใหม่ ยิ่งตอนที่สองสามีภรรยาร้านโมจิเล่าเรื่อง ยิ่งเห็นได้ชัดว่าชานยอลเป็นคนดีและคงไม่ได้ออกมาเพราะหอนางโลมอย่างเดียวแน่ๆ แล้วความสัมพันธ์ของชานยอลกับป๋ายเซียนเริ่มขยับขึ้นไปอีกก้าวแล้ว ขยับจนจะจูบกันอยู่แล้วถ้าไม่ติดว่าลู่หานเข้ามาแทรก ว๊ากกกกกกกกกกหงุดหงิดๆ
    #9,885
    0
  15. #9849 heykiki (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 9 กันยายน 2562 / 21:56
    องค์ชายห้ามาเป็นของเราเถอะเนอะ แต่แบบซีนนี้ชนะเลิศ หวานกันจ้นนนนนน ออกนอกวังแค่แปปเดียวความสัมพันธ์มันพัฒนาไปขนาดนี้เลยนะ
    #9,849
    0
  16. #9787 mayyamcc (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 2 มิถุนายน 2562 / 00:16
    ว่ออออ องค์ชายห้าไม่เบานาจา
    #9,787
    0
  17. #9738 om_kanokrat (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 14 มีนาคม 2562 / 17:06
    เซฮุนพูดน้อยเเต่ต่อยหนักเว่ออร์ จี๊ดๆเลยดิลู่
    #9,738
    0
  18. #9718 -FL- (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2562 / 23:12
    เซฮุนเล่นลู่หายให้น่วม คนเห็นแก่ตัวแบบนี้
    #9,718
    0
  19. #9675 mumuninnin (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 20 ธันวาคม 2561 / 21:44
    เซฮุนคือเด็ดดวงเวอร์
    #9,675
    0
  20. #9640 bemysunshine (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 10 พฤศจิกายน 2561 / 03:25
    องค์ชายสามเชื่อแล้วว่าเก่งจริงงง พ่อพระเอกของน้อง พอมาอยู่ด้วยก็เหมือนจะดีขึ้น น้องดูสบายอกสบายใจขึ้นเยอะเลย พูดเจือแจ้วอีกแล้ว น่ารักจริงๆ ฉากจะจูบนี่ก็เขิน โอ๊ยยย บรรยากาศมันพาไปดี๊ดี 55555 ส่วนเซฮุนเคยชอบลู่หานสินะ แต่ตัดใจได้แล้วจริงรึเปล่านา อย่าให้ลู่หานมารังแกองค์ชายน้อยนะ
    #9,640
    0
  21. #9571 chanya'ss (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 7 กันยายน 2561 / 05:47
    ==" เจ้ามีอะไรนักรึลู่หาน
    #9,571
    0
  22. #9521 lad1988da (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 13 สิงหาคม 2561 / 18:13

    กำลังเข้าด้ายเข้าเข็มเชียวลู่จะเข้ามาขัดจังหวะทำไมเนี่ย ฮุนเอาไปเลยนะ

    #9,521
    0
  23. #9479 sunshinyi19 (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 7 สิงหาคม 2561 / 18:14
    โอวว ลู่ คิคิ
    #9,479
    0
  24. #9432 EsHyun (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 1 กรกฎาคม 2561 / 12:00
    ฮุนคงจะเศร้ามาก
    #9,432
    0
  25. #9413 midora (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 13 มิถุนายน 2561 / 03:08
    สะใจค่ะ
    #9,413
    0