ชะตาฟ้าลิขิต (Love Destiny) หลวงสรศักดิ์Xการะเกด

ตอนที่ 24 : บทที่ 23 คู่สวมหน้ากาก

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 359
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 33 ครั้ง
    5 มี.ค. 62

Related image

บทที่ 23 คู่สวมหน้ากาก

                    อโยธยา ธานี เป็นที่รัก                  ที่ประจัก มักคุ้น ให้วุ่นวาย

                    ประเพณี มีมา ให้มากมาย            มักมิวาย ชุลมุน วุ่นวายใจ

หากจะรัก มักจริง หวังสิ่งไหน       มีผู้ใด เทียวมา ให้เห็นบ้าง

หน้ากากคู่ ที่สวมลาง กำบังตา      มิพานพา ให้พบ เนื้อคู่เอย

            เมื่อจบบทกลอนอันแสนไพเราะแล้ว ไอ้พร้าวไอ้พันต่างยิ้มกรุ้มกริ่มให้กันอย่างรู้งาน บทกลอนที่ยกมาพูดนั้นมิใช่บทกลอนที่แต่งสนุกเล่นกันทั่วไป แต่เป็นคำใบ้ที่จะทำให้คู่สวมหน้ากากในคืนนี้รู้ว่าจะต้องทำอย่างไรบ้างถึงจะออกไปควงกันเดินเล่นข้างนอกได้ มิใช่เพียงแค่ซื้อหน้ากากแล้วออกไปได้เลยอย่างที่คิดกัน ไอ้พร้าวเป็นคนเริ่มบททดสอบอย่างไม่ให้ต้องรอช้า เมื่อทั้งชายและหญิงที่กำลังสวมหน้ากากเข้ามายืนพร้อมหน้ากันในที่ที่จัดเตรียมเอาไว้เรียบร้อยแล้ว

            “กระผมขอขอบพระคุณทุก ๆ ท่านนะขอรับ ที่อุตส่าห์ซื้อหน้ากากที่ประดิษฐ์เองของพวกกระผมแล้วมากันในงานนี้ หากแต่นี่ ! มิใช่การสวมหน้ากากธรรมดา ๆ แต่เป็นหน้ากากหาคู่” ไอ้พร้าวพูดเปิดพิธีได้อย่างเป็นทางการและลื่นไหล ก่อนจักหยิบแผ่นกระดานสีดำขึ้นมาและขีดเขียนอะไรบางอย่างลงไป

            แข่งประชันกลอนเปิดใจ

          ออกหลวงสรศักดิ์ที่ยืนอยู่ผู้เดียวได้แต่ย่นคิ้วอย่างฉงนภายใต้หน้ากาก โดยที่มิรู้เลยว่าชะตาฟ้าลิขิตกำลังจะเล่นตลกกับเขาอีกครา สองมือไพล่หลังมิได้สนใจเท่าใดนัก หากมิใช่สาวนางหนึ่งที่สวมหน้ากากเหมือนกับเขา นั่นแปลว่านางเป็นคู่ของเขาหรอกรึ? หรืออาจจะมิใช่

            “แข่งประชันกลอนเปิดใจขอรับท่านออกหลวง  ง่าย ๆ สบาย ๆ ขอรับ”

            “มีหญิงกงโน้นสวมใส่หน้ากากเหมือนกู”  ว่าเสร็จก็ชี้นิ้วไปยังสตรีนางหนึ่ง  “กูต้องไปยืนกงหน้านางรึ? เพื่อประชันกลอน?

            “ประชันกลอนเปิดใจขอรับ  ได้โปรดพูดชื่อเต็ม  นี่ไอ้พันมันอุตส่าห์คิดทั้งคืน”

            “กระไรของพวกมึง ไร้สาระจริงเชียว !  พ่อเสือร้ายมิรอช้า  รีบเดินจ้ำอ้าวไปหยุดยืนอยู่กงหน้าสตรีที่สวมหน้ากากเหมือนกัน  ตาสบตา  หากแต่ไม่สามารถรู้ได้ว่าภายใต้หน้ากากนั้นซ่อนอะไรเอาไว้ 

            อืมรูปร่างใช้ได้

            ห้วงความคิดของพ่อเสือร้ายหมายถึงสตรีกงหน้า

            “เอาล่ะขอรับ  ขอให้ทุกท่านหยิบกระดานวาดขึ้นมา  พร้อมกับเริ่มประชันกลอนตามหัวข้อดังที่กระผมจะกล่าว” >>>ไอ้พร้าว

            “หากกลอนที่แต่งมิได้ต่อเนื่องกันกระผมขอให้คู่นั้นเดินออกไปโดยมิต้องควงแขนกันหนาขอรับ” >>>ไอ้พัน

            “แต่ถ้าหากจะไปกันต่อจากงานนี้ >>>ไอ้พร้าว

            “กระผมก็มิได้ว่ากระไรขอรับ” >>> ไอ้พัน

            “เอาล่ะขอรับ หัวข้อประชันกลอนเปิดใจคือ

การะเกด (Part)

            แสงเทียน

          แสงเทียน?  หัวข้อแสงเทียนจะเป็นกลอนเปิดใจได้อย่างไรกันวะ? กูนี่ข้องใจนัก 

            “ออเจ้านึกมิออกรึว่าจะเขียนอันใดที่เกี่ยวกับแสงเทียน”  ชายร่างสูงกงหน้ากูทำมาเป็นท้าทาย  นี่มึงไม่ได้รู้อันใดเกี่ยวกับกูก็อย่าพูดมากได้ไหม  เดี๋ยวจะขำไม่ออกหนา  ปากดีแบบนี้

            “กูกำลังคิดหากมิคิดกูจะเขียนได้อย่างไรเล่า”

            “เป็นสตรีพูดจาเพราะ ๆ หน่อยเถิด  มันมิงาม”

            “เสือก !

            กูตะคอกใส่ไอ้ชายอวดดีกงหน้าก่อนจะหันหลังพลางนึกกลอนที่เกี่ยวกับแสงเทียน  เอาล่ะ  กูใกล้นึกออกละ

            “เสียงออเจ้าฟังดูเหมือนเป็นหวัด”

            “รำคาญ ! มึงหุบปากเถิดกูขอร้อง”  ทั้งที่เสียงมึงก็เหมือนคนเป็นหวัด  เสร่อมาว่ากู !

            “เฮ้อเป็นสตรีมะนาวไม่มีน้ำเสียงจริง” พูดเสร็จชายกงหน้าก็หันหลังไป แต่ข้ามิได้สนใจ ก้มหน้าก้มตาแต่งกลอนของตัวเองต่อไป

            “หากกลอนของทั้งสอง มีท่อนที่คล้องจองกัน จงเดินควงแขนกันออกไปนะขอรับ”

            คล้องไม่คล้องก็ช่างปะไรสิวะ กูมิได้อยากจะเดินควงชายแปลกหน้าออกไปเดินเที่ยวเสียหน่อย แต่ง ๆ มันไปให้แล้วเสร็จค่อยกลับเรือน กูจะได้รีบไปนอน

            “เอ้า ข้าแต่งเสร็จแล้ว ออเจ้าล่ะเสร็จรึยัง”

            “มึงรีบรึไง” 

            “ข้าอยากรู้ว่าออเจ้าจะมีฝีมือทางกลอนมากแค่ไหนเท่านั้นเอง อย่าให้ข้าต้องรอช้าสิแม่หญิง”

            “เออ คอยดูละกัน”

เปรียบชีวิตคิดเห็นเช่นเทียนไข

ถูกเปลวไฟเผาเชื้อไม่เหลือหลอ

แม้ให้แสงสว่างอย่างเพียงพอ

สุดท้ายก็ดับลงไม่คงเดิม

 “ของมึงล่ะ” ข้ามองไปที่ชายกงหน้า ยังทำนิ่งอีก สงสัยข้าคงแต่งดีมากล่ะมั้ง

จากเบื้องต้นร่นไปถึงปลายเล่ม
ถูกและเล็มเรื่อยลงไม่คงเพิ่ม
รอเวลาสิ้นแสงหมดแรงเติม
ไม่มีเสริมสุดท้ายถึงปลายทาง

            “โอ้โหว คล้องมากขอรับ” ไอ้พร้าวเดินเข้ามาและตบมือแปะ ๆ “ทั้งสองคนเดินควงแขนกันออกไปได้เลยขอรับอย่าได้รอช้า”

            “ไม่ข้าก็แค่แต่งกลอนสนุก ๆ ไปอย่างนั้น”

            “อ้าว ๆ ผิดกติกานะแม่หญิง จะทำอย่างนี้ได้เยี่ยงไร” ไอ้ชายสวมหน้ากากพูดโพล่งขึ้นมาจนข้าต้องมองค้อนมันไปหนึ่งที “มา ควงแขนข้าซะดี ๆ”

            “ไม่ ! กูจะกลับเรือน” 

            “ทำไมถึงดื้อนักนะ”

            “ว๊าย !   พูดเสร็จไอ้ชายสวมหน้ากากปริศนานั่นก็อุ้มข้าขึ้นพาดบ่าและเดินออกไปจากซุ้มทันที ชาวบ้านที่กำลังยืนรอต่อแถวก็มองมาที่ข้ากับไอ้บ้านี่เป็นสายตาเดียวกัน จนข้าทนไม่ไหวต้องถอดหน้ากากของตัวเองออกและฟาดไปบนแผ่นหลังมันอย่างแรง

            “โอ๊ย ๆ ! ข้าเจ็บนะ”

            “ปล่อยกูลงสิ”

 

            ออกหลวงสรศักดิ์ที่ยังคงสวมหน้ากากเมื่อได้ประหน้ากับแม่การะเกด หัวใจดวงน้อยของพ่อเสือร้ายก็พลันเต้นตุบตั้บแปลก ๆ  การะเกดมองหน้าตนที่ยังคงสวมหน้ากากนิ่ง 

            “มึงถอดหน้ากากออกสิ”

            “ถอดมิได้  มันเป็นงานสวมหน้ากากหนา ก็ต้องสวมหน้ากากเดินเที่ยวกันสิ”  ออกหลวงเฉไฉไปเรื่อย หากสตรีกงหน้ารู้ว่าภายใต้หน้ากากเป็นผู้ใดล่ะก็  คงรีบเดินเตลิดเปิดเปิงกลับเรือนนอนเป็นแน่

            “ช่างหัวหน้ากากมันสิ  มึงจะกังวลอันใด”  การะเกดเท้าสะเอวหายใจฟึดฟัดด้วยความโมโห  ถึงอย่างไรสถานการณ์ก็ทำให้ต้องมาเดินควงกันในงานแล้วก็คงทำกระไรมิได้  “งั้นก็เดินเที่ยวกัน  ข้าอยากไปดูดอกไม้ไฟ”

            การะเกดจับมือของชายหนุ่มที่ไม่รู้ว่าเป็นใคร  แลเดินเข้าไปภายในงานที่กำลังครึกครื้น  สองตาของออกหลวงสรศักดิ์ก็พลันมองหญิงสาวไปเพลิน ๆ เห็นนางทำกระไรใจก็พานเต้นเป็นจังหวะทุกที 

            ถ้าถอดหน้ากากตอนนี้นางจะหนีไปรึไม่นะ?

            อยากจะขอโทษสำหรับทุกสิ่งทุกอย่างที่ทำให้นางต้องร้องไห้  ที่ทำให้นางต้องเจ็บปวด

            หากย้อนเวลากลับไปได้  เขาจะทำให้มันดีกว่าตอนนี้ให้ได้

            “ยืนบื้อกระไรของมึง  มาดูดอกไม้ไฟสิ”  การะเกดกระชากแขนชายหนุ่มให้มายืนเคียงข้าง แลมองพลุบนท้องฟ้าที่กระจายออกมาเป็นระลอก ๆ ดูสวยงาม  ใช่สวยงามเหมือนนางในตอนนี้เลย

            “ออเจ้าชอบพลุรึ”

            “เวลาเดินเที่ยวในงาน  ข้าก็มักจะดูพลุเป็นประจำ”

            “ดูกับใครรึ?

            “มิต้องยุ่งดูไปเถอะ”  การะเกดมองไปบนท้องนภายามค่ำคืนที่ประปรายไปด้วยพลุดูสวยงาม  ออกหลวงสรศักดิ์ที่ยังสวมหน้ากากค่อย ๆ ถอดหน้ากากออกโดยไม่ให้สาวเจ้ารู้ตัว

            “ข้าถอดหน้ากากแล้ว ออเจ้าหันหน้ามาสิ”

           

            ใบหน้าสวยหันมาตามเสียงเรียก  ชั่ววินาทีที่นางตกใจ  ออกหลวงสรศักดิ์ก็พลันยื่นริมฝีปากหอมทีข้างแก้มของนางอย่างรวดเร็วไม่ให้ทันตั้งตัว

            “ข้ากับออเจ้า  สงสัยจักเป็นเนื้อคู่กันแน่แท้”

           

            “ออเจ้าเป็นอย่างไรบ้างกินข้าวบ้างรึไม่  ดูผอมลงไปมากหนา”

            “มึงจะตามหลอกหลอนกูไปถึงไหนไอ้ออกหลวงกูคิดว่ากูลืมมึงได้แล้วเชียว”  การะเกดเบือนหน้าหนีแต่พ่อเสือร้ายก็คว้าร่างของนางเอาไว้จนได้  “ปล่อยกู ! กูจะกลับเรือน”

            “อยู่ด้วยกันสักประเดี๋ยวเถิด”

            “มึงจะให้กูทนเห็นหน้ามึงได้รึ ! ถ้าคุณลุงรู้ว่ากูมายุ่งกับมึงหวายจักได้ลงหลังกู”  การะเกดตะคอกพลันฝ่ามือเล็กก็ทุบตีออกหลวงสรศักดิ์อย่างเอาแต่ใจ  หากแต่ชายหนุ่มก็มิได้ถือโทษโกรธนางเลยแม้แต่เพียงนิด  กลับรู้สึกผิดที่ทำให้การะเกดต้องวุ่นวายใจอยู่ร่ำไป

            “ข้าขอโทษข้าอยากให้ออเจ้ากลับมาเป็นแม่การะเกดของข้าคนเดิม” 

             

            “หากท่านออกยาโหราธิปดีไม่ขัดขวางข้า  ข้าจักรีบยกขันหมากไปสู่ขอออเจ้าให้เป็นเรื่องเป็นราวซะเดี๋ยวนี้” 

            “คงมิทันมะรืนนี้ข้ากับคุณพี่เดชจะหมั้นกันแล้ว”

            …!!!

            “ข้าเสียใจที่ข้าต้องขอลา”

           

            “หวังว่าชาติภพหน้าหากเรามีบุญคงได้เกิดเป็นคู่กัน” 

            “มิได้หนาแม่การะเกด ! ออเจ้ายืดเยื้อเวลาไปสิ บอกไปว่าข้ารักออเจ้า”

            “หยุดพล่ามเรื่องน่ารำคาญเสียที ! กูจะหมั้นกับพี่เดชอยู่แล้ว เหตุใดมึงถึงเอาแต่มุดหัวมิออกมาเล่า ไอ้ออกหลวง ! มันสายไปแล้วเข้าใจรึไม่ !!

            “แม่การะเกด

            “กูช้ำใจกับเรื่องของมึงมามากเกินพอแล้วปล่อยกูไปเถอะ”

              ออกหลวงสรศักดิ์ค่อย ๆ ปล่อยร่างเล็กให้เป็นอิสระ  พยายามกลั้นหยดน้ำตาไม่ให้ไหลออกมา 

            กฎของเวลาคือไม่สามารถย้อนกลับไปได้

            แต่กฎของหัวใจหากแหลกสลายก็ยากจะคืนกลับ

            “มะรืนนี้กูจะต้องหมั้นกับพี่เดชแล้วอย่าทำให้กูต้องหวั่นไหวอีกเลย”  การะเกดเองก็กล้ำกลืนฝืนทนพูดทั้งที่รู้ตัวว่าจะต้องเจ็บเพียงไหน

            “ออเจ้าคิดดีแล้วรึถ้าหากคิดดีแล้วข้าก็ขอให้ออเจ้ามีความสุข”  พ่อเสือร้ายก้มหน้าก่อนจะหันหลังเดินจากไป  น้ำตาลูกผู้ชายเอ่อล้นท่วมเต็มสองแก้มที่รู้ว่าหญิงอันเป็นที่รักจักต้องจากเขาไป 

            “ฮึกอย่าไป…!!

            สวบ !

            อ้อมกอดเล็ก ๆ ของแม่การะเกดสวมกอดเข้าที่ร่างใหญ่ของออกหลวงสรศักดิ์  และชั่วเสี้ยววินาทีที่นางกอดเขา  เขาเองก็รีบรวบรัดร่างของนางไว้ในอ้อมกอดเช่นกัน

            “ฮือออออย่าไปอย่าไปเลย ! 

            “แม่การะเกด

            “ข้าไม่ไหวแล้วข้าทนกับความรู้สึกนี้ไม่ได้อีกต่อไปแล้ว” 

 

 

รุ่งเช้า

            “หายหวัดดีแล้วรึไม่แม่การะเกด  ออกไปสูดอากาศข้างนอกเมื่อคืนเป็นอย่างไรบ้าง”

            “ก็ดีเจ้าค่ะ ยังไม่ตาย” 

            “วาจาสามหาว ! กูเอาหวายลงหลังดีรึไม่”  คุณหญิงจำปาเอ็ดดุเสียงเขียวกับคำพูดคำจาของหญิงสาวที่พูดกระไรมิรู้จักคิด  “แล้วนี่ร้อยมาลัยเสร็จแล้วรึยัง”

            “เจ้าค่ะ เสร็จหมดแล้ว” 

            “ดี ! เอาไปไว้ในห้องพระซะด้วยนะ”  คุณหญิงจำปานั่งลงบนตั่งนั่ง  ส่วนการะเกดก็ยกกระจาดที่ร้อยมาลัยเสร็จดีแล้วเข้าไปไว้ในห้องพระ  และสายตาของนางก็ดันไปเห็นหีบทรงยาวสีน้ำตาลที่วางอยู่ข้างหลังฐานพระ 

            “นี่มันอะไรกัน”  การะเกดหยิบขึ้นมาดู พลิกหน้าพลิกหลังก่อนจะหยิบหีบนั่นพกออกมาข้างนอกด้วย       “คุณป้านี่หีบกระไรรึเจ้าคะ”

            “แม่การะเกด ! ออเจ้าเอาเข้าไปวางไว้ที่เดิมประเดี๋ยวนี้”

            “คุณป้าก็บอกมาก่อนสิเจ้าคะ  ว่าหีบนี่คือกระไร”  การะเกดสงสัยใคร่รู้  และยิ่งคุณหญิงจำปาสั่งห้ามนางก็ยิ่งดื้ออยากจะรู้เสียให้ได้

            “อยากจะรู้ไปทำไมกันรึถ้าหากออเจ้ารู้ออเจ้าจะอยากปามันทิ้งแน่”  ออกยาโหราธิปดีเข้ามาทันพอดิบพอดี  มิเช่นนั้นคุณหญิงจำปาได้ตะคอกดุนางอีกเป็นแน่

            “แล้วมันคือกระไรกันเจ้าคะคุณลุง”

            “มนต์เก่าแก่ของบรรพบุรุษ”

           

            “หากผู้ใดกระทำความผิดคิดฆ่าผู้อื่นจะโดยตั้งใจรึไม่ตั้งใจ ถ้าสวดมนต์บทนี้แล้ว วิญญาณของคนที่ตายก็จะมาคร่าชีวิตของคนผู้นั้นไป”

           

            “มันเรียกว่ามนต์กฤษณะกาลี”

 

สวัสดีค่ะรีดเดอร์ที่น่ารัก กลับมาแล้วนะเจ้าคะ กว่าจะมาอัพก็นานมาก ยังคิดถึงกันอยู่มั้ยเอ่ย ส่วนตัวแล้วอยากจะรีบ ๆ กลับมาอัพมาก ติดทั้งวิจัย ทั้งโปรเจกต์จบ บลา ๆ ๆ กวาจะผ่านมาได้แทบลากเลือดเลยเจ้าค่ะ แต่ไม่เป็นไรไรต์กลับมาแล้วเจ้าค่ะทุกคน ในบทนี้ก็จะเริ่มเข้าสู่แก่นเรื่องของมนต์กฤษณะกาลีแล้วค่ะ มนต์กฤษณะกาลีจะมีผลอะไรกับแม่การะเกดต้องคอยติดตามนะคะ รักรีดเดอร์ทุก ๆ คนที่คอยเป็นกำลังใจให้อยู่เสมอ ๆ นะคะ 


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 33 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

110 ความคิดเห็น

  1. #105 Lnumwanrangabrok (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 27 มกราคม 2563 / 22:54
    อะไรก็โชคชะตา ช่างหัวแม่งสิ จะรักกันก็รักไปเลย
    #105
    0
  2. #100 moonlightlady (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 7 มีนาคม 2562 / 02:09
    กลับมาแล้ววว คิดถึงมากกก
    #100
    0
  3. #99 Sis (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 6 มีนาคม 2562 / 21:53

    คิดถึงมากกกกกกกกก ยังรอการกลับมาเสมอ เมื่อไรพระนางจะสมหวัง ใจจะขาดแล้วววว สงสาร TT

    #99
    0
  4. #98 Sanaray (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 6 มีนาคม 2562 / 21:02

    คิดถึงไรต์เหลือเกิน ดีใจนะคะที่ไรต์กลับมา

    #98
    0
  5. #97 MC1225 (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 6 มีนาคม 2562 / 09:59
    รออยู่น้า ในที่สุดก็มา ตอนนี้เศร้า แงงงงง เมื่อไหร่จะสมหวังกัน สงสารทั้งคู่เลย
    #97
    0
  6. #96 Lilmooitsme (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 5 มีนาคม 2562 / 23:55
    อยากจะบอกว่าคิกถึงมากกกกกก อ่านย้อนไปย้อนมารอเวลาไรท์มาอัพ ในที่สุดไรท์ก็กลับมาแล้ว งืออออออ ปลื้มใจ
    #96
    1
    • #96-1 I am giftza(จากตอนที่ 24)
      6 มีนาคม 2562 / 01:29
      คิดถึงมากอดที5555
      #96-1