คืนค่าการตั้งค่าทั้งหมด
คุณแน่ใจว่าต้องการคืนค่าการตั้งค่าทั้งหมด ?
ลำดับตอนที่ #6 : "ความบังเอิญ" - การเดินทางวันที่ 4
การเดินทางวันที่ 4
D-10
(baekhyun part)
มันเป็นอีกวันที่เราเดินทางไปยังสถานที่เดียวกันโดยไม่ได้นัดหมาย ผมวางแพลนไว้ในหัวว่า..จะต้องตามวาดรูปสถานที่ย่อยๆที่ไม่สำคัญไปเรื่อยๆ แล้วค่อยไปที่เกาะหลีเป๊ะเป็นอันสิ้นสุด
ความจริงผมกะจะมาแค่อาทิตย์เดียว แต่ชานยอลบอกว่าจะออกค่าห้องอีกอาทิตย์นึงให้เอง ผมก็เลยตกลงอยู่แบบฟรีๆไปทันทีโดยไม่มีข้อแม้ อยู่กับมันก็ไม่ได้ไม่ดีอะไรขนาดนั้นหรอก
แต่มันจะพาผมประสาทเสียมากกว่า เอะอะก็ด่า เอะอะก็แกล้งกัน ไม่เคยจะพูดดีๆกันเกินห้านาทีหรอกครับ
ตอนนี้ผมกำลังขี่จักรยานสามที่นั่งกับเขาอยู่ ไม่รู้ไอ้บ้านั่นนึกคึกอะไร ผมที่กำลังหาที่นั่งกับมุมดีๆวาดรูปเลยต้องถูกมันลากไปปั่นจักรยานรอบเมืองอย่างช่วยไม่ได้
จะว่าไปก็สนุกดีนะ..อาจจะเพราะว่านี่มันก็ใกล้หัวค่ำเข้าทุกทีแล้ว บรรยากาศที่นี่ยามเย็นถูกโอบล้อมไปด้วยธรรมชาติที่สุดแสนจะมหัศจรรย์ แสงแดดจากพระอาทิตย์ดวงโตเริ่มลับขอบฟ้าไปช้าๆ แทนที่ด้วยลมเบาๆแทน
“มึงอย่าอู้ดิ ช่วยกันปั่น กูเมื่อย!”
ผมกระแทกเสียงและฟาดมือไปที่แผ่นหลังกว้างแรงๆ ชานยอลซี๊ดปากก่อนจะยกมือขึ้นลูบหลังปอยๆ เขาปั่นจักรยานไปขณะที่มือก็ยกกล้องแช๊ะภาพตามสถานที่ต่างๆด้วยเช่นเดียวกัน
ทุกๆครั้งที่ชานยอลถ่ายรูปอะไรสักอย่าง เขาจะยิ้มออกมาเหมือนกำลังนึกถึงใครบางคน ชานยอลอาจจะไม่รู้ตัว แต่ผมก็ดันหันไปเห็นมันแทบจะทุกที
และตอนนี้ก็เหมือนกัน..รอยยิ้มบางๆที่แต้มไปด้วยความสุขฉายชัดบนใบหน้าหล่อเข้มอีกครั้ง
“มึงถ่ายรูปไปให้ใครเหรอ”
ผมถามด้วยความสงสัย ก่อนจะสูดหายใจเข้าลึกๆเอาอากาศบริสุทธิ์ๆดีเข้าปอด มองออกไปสุดลูกหูลูกตาก็เห็นภูเขาหลายๆลูกตั้งตระหง่านอยู่ไกลๆ มีชาวต่างชาติ มีคนไทย มีเด็กเล็กๆรวมไปถึงผู้สูงอายุเดินกันขวักไขว่
ผมชอบร้านค้าของที่นี่ยามค่ำคืน มันเป็นร้านที่ตกแต่งด้วยความคลาสสิคของพวกฝรั่งยุคแปดสิบ มีกลิ่นอายความเป็นตะวันตกกับความเป็นไทยแฝงอยู่ทันทีที่มอง
ภายในร้านจะมีแผ่นซีดีขาย ไม่ก็ของสะสมเก่าๆ รวมถึงของหายากตามชายหาดด้วย มีกีตาร์ของเจ้าของร้านตั้งอยู่เท่ห์ๆ มันเป็นบรรยากาศที่ชวนดึงดูดผู้คนมากทีเดียว
“หะ..มึงถามอะไรกูนะ” ชานยอลทวนคำถามและกดถ่ายภาพไปเรื่อยๆ ปากก็ร้องเพลงคลออย่างอารมณ์ดี
“กูถามว่ามึงถ่ายรูปไปให้ใครรึเปล่า”
“อ๋อ..ก็ใช่ ก็ที่กูมาที่นี่ก็เพราะแบบนั้นแหละ” ผมขมวดคิ้วและยิงคำถามใส่เขาอีก
“คือยังไง”
“แล้วมึงอ่ะ มึงคิดไงมาเที่ยวที่นี่วะ” เขาไม่ตอบแต่ถามผมกลับ ซึ่งผมก็ผงะไปนิดหน่อยก่อนจะถอนหายใจออกมาบางๆเมื่อนึกถึงพี่คริส
ป่านนี้คงจะเหงาแย่เลยมั้ง..
“ก็ตอนแรกกูจะมากับคนๆนึง แต่มีเรื่องนิดหน่อย เลยทำให้มาด้วยกันไม่ได้ กูก็เลยต้องมาคนเดียว..มาวาดรูปเอาบรรยากาศที่นี่ไปฝากคนที่ตอนแรกกูจะมาด้วย”
“จริงดิ เหมือนๆกับกูเลยว่ะ” ผมขมวดคิ้วและเอียงหน้าด้วยความสงสัย มองแค่แผ่นหลังกว้างที่หันหลังให้ผมอยู่
“ทำไมอ่ะ”
“แต่กูไม่ได้อยากมาที่นี่กับใคร มีคนอยากมาที่นี่แต่มาไม่ได้ เขาเลยฝากให้กูมาถ่ายรูปที่ๆเขาอยากมาที่สุดไปให้อ่ะ”
ผมเลิกคิ้วหน่อยๆ เพราะจุดประสงค์ของเรามันคล้ายคลึงแต่แตกต่างกันแปลกๆ
“งั้นเราก็มีคงมีความตั้งใจเดียวกันล่ะมั้ง มึงมาถ่ายรูป ส่วนกูมาวาดรูป”
ชานยอลเงียบไป ก่อนที่เขาจะหยุดปั่นจนทำให้ผมรีบชักเท้าตัวเองออกแทบไม่ทัน ชานยอลจอดจักรยานที่เช่ามาคืนที่ ก่อนที่เขากับผมจะเดินเรียบไปทางถนนที่ไม่ค่อยมีรถผ่าน จะมีก็แต่ผู้คนมากหน้าหลายตาเท่านั้น
“มึงชอบวาดรูปเหรอวะ” เขาถาม ขณะที่เรากำลังเดินชมนกชมไม้ข้างทางไปเรื่อย
“อื้อ ตั้งแต่เด็กๆแล้ว”
“กูไม่ชอบวาดรูป แต่กูชอบดูรูปถ่าย”
“แต่กูชอบวาดรูป แล้วกูก็ไม่ชอบถ่ายรูปด้วย”
ชานยอลหันมามองหน้าผมและขำออกมา มือหนาดันหัวผมเบาๆเหมือนหยอกล้อตามประสา แต่เสี้ยววินาทีที่ฝ่ามือใหญ่สัมผัสศีรษะผม..
เพียงแค่นั้น..มันก็เรียกเสียงหัวใจให้เต้นแรงและเร็วเกินจะห้ามให้หยุดลงดื้อๆ
แปลก..
“กูชอบอ่านหนังสือ” ชานยอลพูด
“แต่กูไม่ชอบอ่านนะ อ่านไม่ค่อยได้นานว่ะ”
“เหรอ อืม..ส่วนกูชอบฟังเพลงมากกว่าเล่นดนตรี มึงอ่ะ”
“กูไม่เล่น แต่กูชอบร้องเพลง”
“แสดงว่ามึงก็ต้องร้องเพลงเพราะใช่ป่ะ”
“ก็เคยประกวดนะ..”
“ตกรอบ!”
ป๊าบ!
“ตกรอบก็เหี้ยล่ะ”
“เอะอะก็ตบหัวกูลูกเดียวเลยนะสัด”
ชานยอลยกขาขึ้นเตะก้นผมเบาๆเป็นการเอาคืนเล่นๆ จากนั้นเราก็พูดคุยอะไรต่อเรื่อยๆ เพราะต่างคนต่างก็หาเรื่องมาเปิดประเด็นได้ตลอด
จนกลับถึงห้อง วันนี้ผมรู้สึกไม่เหนื่อยเท่าเมื่อวาน เลยทำให้มีแรงทำอะไรต่อนอกจากนอน อีกอย่าง..นี่ก็ยังไม่ดึกมากด้วย ชวนชานยอลออกไปเดินถนนคนเดินดีกว่า
“ไปถนนคนเดินกัน/ไปถนนคนเดินกัน!!”
เราพูดออกมาพร้อมกัน ก่อนจะนิ่งค้างไปอย่างนั้นทั้งคู่และระเบิดเสียงหัวเราะออกมาอีกครั้ง ชานยอลพยักหน้าตอบรับและเดินไปหยิบกระเป๋าตังค์มาใส่ในกระเป๋ากางเกง เราทั้งคู่เดินออกจากโรงแรมและเดินไปตามแนวยาวของถนนที่มีของมาตั้งขายมากมาย
“มึง..ว่างๆไปเที่ยวเหนือกันป่ะ” ชานยอลชวน ขณะที่เขากำลังเลือกโปสการ์ดสวยๆอยู่ที่แผงขายร้านแรกๆ ผมนั่งยองๆลงข้างๆเขาและขมวดคิ้ว
“ทำเหมือนว่าพอกลับไป..กูจะต้องเจอกับมึงอีกงั้นอ่ะ”
“เชื่อกูดิ เดี๋ยวกูกับมึงก็ได้เจอกันอีก”
ชานยอลยักคิ้วเหมือนมั่นใจเสียเต็มประดา ผมพยักพเยิดหน้าไปอย่างนั้นเพราะคิดอยู่แล้วว่าคงไม่มีทางเจอกันโดยบังเอิญแบบนี้อีกแล้วล่ะ แต่พูดถึงภาคเหนือ..ก็น่าไปใช่ย่อยเลยนะ
“เฮ้ย กูจริงจังนะเว้ย อยากไปขึ้นเหนือบ้างอ่ะ”
“มึงก็ไปเที่ยวกับคนๆนั้นเด่ะ” ผมพูดไปอย่างนั้น แต่ไม่รู้ทำไมริมฝีปากถึงอมยิ้มออกมาจนผมต้องรีบเบือนหน้าไปทางอื่นอย่างไว
“สร้อยสวยปะ” เขาหยิบสร้อยที่ประดับประดาไปด้วยหินกรวดหลากสีขึ้นมา ผมพยักหน้าและเขี่ยๆคุ้ยๆเลือกของตัวเองบ้าง เอาไปฝากพี่คริสดีกว่า
ที่นี่มีรับทำสร้อยเป็นตัวอักษร มีแบบข้อเท้า ข้อมือ สร้อยคอ และสารพัดที่จะใส่ได้เลย ผมหยิบกระดาษที่วางไว้พร้อมปากกาขึ้นมาเขียนชื่อที่ผมนึกถึงลงไปด้วยใบหน้าเปื้อนรอยยิ้มบางๆ..
K r i s
ผมอมยิ้มออกมาเล็กน้อยเมื่อเขียนเสร็จ ก่อนจะยื่นให้น้องคนขาย เธอรับไปอ่านและจัดการลงมือทำทันที ด้วยความที่มีฝีมือและชำนาญด้านนี้พอสมควร เธอจึงทำได้อย่างรวดเร็วและออกมาอาร์ตเกินคาด
“นี่ด้วยครับ” ชานยอลยื่นกระดาษไปให้คนขายบ้าง เขายิ้มออกมาบางๆอีกครั้งเหมือนทุกทีก่อนจะนั่งจ้องวิธีการทำเหมือนเด็กๆไม่เคยเห็นของเล่น หนำซ้ำริมฝีปากยังอมยิ้มตลอดเวลา
“ไปช่วยเขาทำเลยไหม ไอ้ห่า จ้องซะ” ผมแซะเขาและหัวเราะเสียงขึ้นจมูก ชานยอลยกมือขึ้นผลักหัวผมเบาๆแต่ใบหน้ายังคงจ้องอยู่ที่สร้อยสองเส้นนั้น
ผมลุกขึ้นยืนเพราะได้สร้อยและจัดการจ่ายตังเรียบร้อยแล้ว เดินนำชานยอลไปก่อน เพื่อดูร้านอื่นๆบ้าง ก่อนจะพบว่านี่มันแหล่งดูดตังค์ผมชัดๆ เดินไปทางไหนก็มีแต่ของเก๋ๆทั้งนั้นเลย
ผมมาหยุดอยู่ที่ร้านเคสไอโฟน ไอพอด ไอแพด ฯลฯ มันเป็นร้านดีไอวาย เหมือนจะให้ลูกค้าวาดลวดลายต่างๆลงบนเคสใสๆเอง มีปากกาสีขาวสำหรับวาดบนเคสด้วย เจ๋งดีแฮะ แต่เสียดายที่ผมดันไม่ใช้ของตะกูลไอจำพวกนั้นเลย
ผมกำลังจะเดินออกมาด้วยความเสียดาย แต่มือหนาของใครคนหนึ่งก็รั้งแขนผมไว้และลากกลับไปที่เดิม
“เฮ้ย เจ๋งอ่ะ! กูอยากได้เคสใหม่พอดี”
ชานยอลลากผมไปดูอย่างสนใจ เขาพูดจาฉอเลาะกับผู้หญิงคนขายที่ตอนนี้หน้าแดงจัดเพราะคุยกับชานยอล คุยไปคุยมา ผมก็นึกว่ามันจะอัธยาศัยดี ที่ไหนได้..แม่งต่อราคา
“โห..น้อง ดีไอวายแบบนี้โคตรเจ๋งเลย น่ารักด้วย..น่ารักเหมือนน้องอ่ะ”
“กรี๊ดดดดดดด อีเหี้ยมึงพี่เขาชมกูๆๆ โอ๊ยยยย พี่วาดเลยค่ะ หนูลดให้ครึ่งนึงก็ได้ แต่..พี่ต้องแลกเบอร์!!”
เธอหันไปเขย่าแขนเพื่อนอีกคนที่ตอนนี้ดีด๊าเต็มที่ ชานยอลยิ้มโชว์ฟันขาวๆที่มีเขี้ยวสองข้างมุมปากเพิ่มเสน่ห์ แถมไอ้หมอนี่ยังหันไปฉีกยิ้มให้กับสาวๆทุกคนที่แอบมองมันอยู่ด้วย
ชานยอลยื่นปากกาสีขาวให้ผม ก่อนจะจ่ายตังค์ซื้อเคสใสๆนั่นมาและยื่นให้ผมอีกเหมือนกัน ผมมองหน้าเขางงๆและชี้นิ้วเข้าหาตัวเอง จนร่างสูงพยักหน้าหลายๆทีและโอบคอผมไว้
“มึงอ่ะวาดให้กูเลย เอาสวยๆ” เขาตบไหล่ผมเป็นเชิงเร่งเร้า จนผมทำอะไรไม่ได้เลยต้องจำยอมวาดไปให้มันแบบไม่ค่อยเต็มใจเท่าไหร่
“พี่ไม่ลองวาดลงกระดาษก่อนเหรอคะ เดี๋ยวเสียน้า”
“ไม่ต้องเลยครับน้อง เพื่อนพี่นี่แม่งเซียน เดือนสถาปัยต์ไม่พอ..ฝีมือนี่จารย์ชิดซ้ายอ่ะ”
โม้เข้าไป โม้เข้าไปเหอะมึง เดี๋ยวกูวาดตัวก้างใส่แค่ขากับมือมา จะขำไม่ออก
ผมแกล้งวาดรูปลักษะชานยอลเป็นการ์ตูนเละๆแบบไม่ตั้งใจ ขำไปด้วยวาดไปด้วย เพราะอยากแกล้งแม่งมานานแล้ว เอาให้แม่งเสียตังเล่นไปเลย หมั่นไส้!
“มึงวาดตัวการ์ตูนเป็นกูแบบนี้น่ารักอ่ะ เฮ้ย มันยังเหลือข้างๆอ่ะมึง เอารูปผู้หญิงคนนึงด้วย ผมยาวๆน่ารักๆ ยืนข้างๆกู เร็วๆ”
ผมชะงักมือที่กำลังจรดวาดให้ตามคำเร่งเร้า ไม่รู้จะหยุดวาดทำไม ก็แค่น้ำเสียงดีใจและตื่นเต้นเวลาพูดถึงผู้หญิงคนนั้นแค่นั้นเอง..
“วาดดิ”
ผมได้สติ และหันไปจิ๊จ๊ะปากใส่ ก่อนจะกระทืบเท้าลงบนหัวแม่โป้งของมันด้วยความหมั่นไส้ จนชานยอลต้องกระตุกเท้าขึ้นมาลูบปอยๆด้วยความเจ็บปวด
ผมหัวเราะก่อนจะกดปากกาสีขาววาดรูปการ์ตูนผู้หญิงผมยาวๆน่ารักๆตามที่มันขอ
“เสร็จละ”
“มึงน่ารักสาดดดดดด อ่ะนี่ครับน้อง เอาไปใส่ให้พี่เลย”
ชานยอลหยิบไอโฟนออกมาและถอดเคสเก่าออก ก่อนจะยื่นให้น้องคนขาย เด็กสองคนนั้นดีด๊าและกดๆอะไรสักอย่างลงบนไอโฟนชานยอลด้วย ถ้าเดาไม่ผิด..น่าจะเป็นเบอร์ล่ะนะ
“จะใช้อะไรกูอีกไหม”
“ใช้นิดใช้หน่อยเองสาด ก็มึงวาดสวยดีอ่ะ กูชอบนะ”
ตึกตัก….ตึกตัก…..ตึกตัก
ผมรีบเบือนหน้าหนีไปทางอื่น หลบรอยยิ้มกว้างๆกับคำพูดที่แสนธรรมดาแต่กลับเรียกเสียงหัวใจของผมให้เต้นแรง
Rrrrrrrrrrrrrrrrrrr
เป็นจังหวะเดียวกันที่โทรศัพท์ของผมเข้า นั่นจึงทำให้ผมปลีกตัวออกมากดรับ และแทบจะยิ้มกว้างๆออกมาทันทีที่เห็นว่าเป็นเบอร์ใคร
“พี่คริสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสส”
ผมแหกปากลั่น และสารธยายเล่าเรื่องทุกๆอย่างให้เขาฟังให้หมด พี่คริสหัวเราะบ้าง ดุผมบ้าง แต่เราก็คุยกันราวกับว่าไม่ได้เจอกันมาเป็นปี
“จริง! โคตรสนุกเลย ของขายเยอะมากๆ เอ้อ มีตั..”
“แบคฮยอน!!!! ไปเล่นกัน กูซื้อมา” เสียงชานยอลตะโกนมาแต่ไกลนั่นจึงทำให้ผมรีบตัดบทกับพี่คริสไวๆทันที
“เอ่อ พี่คริส แค่นี้ก่อนนะ..เดี๋ยวโทรไปใหม่น้า”
“(เสียงใครเหรอแบคฮยอน)”
ผมเงียบ ชั่งใจอยู่ว่าจะบอกดีไหม แต่ถ้าบอกคงต้องเล่ายาวอีกแน่ๆ..
“เดี๋ยวไว้เล่าให้ฟังยาวๆเลยนะ พี่คริสทานข้าวทานยาด้วยล่ะ..บ๊ายบาย”
“(เดี๋..)”
ผมรีบกดตัดสายและยกขาถีบไอ้ตัวกอลลั่มอย่างไว ชานยอลน่ะ..ผมเพิ่งตั้งฉายาใหม่ให้เขาเองล่ะ
“เข้ามาเงียบๆดิวะทีหลัง”
ชานยอลทำลอยหน้าลอยตาก่อนจะรีบยิ้มกว้างๆและยกสารพัดของเกิดสงครามในมือขึ้นมาชูให้ผมดู
“ไปเล่นประทัดกัน ที่นี่ขายถูกดี ปะๆ”
เขาลากแขนผมไปที่ลานกว้างๆก่อนจะหยิบไฟแช็กจากกระเป๋ากางเกงขึ้นมาจุดที่ปลายเชือกของประทัด ผมรีบวิ่งหนีไปไกลๆและอุดหูไว้พลางตะโกนด่าเขาด้วย
“มึงบ้าป่ะเนี่ย!! โว๊ยยยยยย”
ปังๆ!!!!
“วู้วววววววววววว หนุกสาดดดดด”
ชานยอลวิ่งมาลากผมไปใกล้ๆและยัดพลุอันหนึ่งใส่มือผม ผมจะโยนทิ้งก็ไม่ทันแล้วเพราะไอ้กอลลั่มไฮเปอร์แม่งจุดไฟแช็กซะแล้ว!!
“เฮ้ย ไม่เอา กูกลัวโว๊ยยย”
“ลองเล่นดิมึง แล้วตะโกนดังๆ ยื่นออกไปให้สุดแขนเลย” ชานยอลพูดด้วยสีหน้าตื่นเต้น โอ้ย!! กูตื่นเต้นกับมึงไหมเนี่ย ฮือออ
ปังๆๆๆ
ผมหลับหูหลับตาชูพลุขึ้นไปบนฟ้า ได้ยินเสียงชานยอลแหกปากเอะอะโวยวายด้วยความสนุกสนาน เราจุดเล่นกันจนหมดและเหลืออันสุดท้ายที่น่าจะสวยที่สุดและเสียงดังที่สุดด้วย
“อันนี้จุดแล้วตะโกนออกมาพร้อมๆกันปะ” ชานยอลชูมือไว้สุดแขน ผมวิ่งไปหลบหลังเขาและหรี่ตาอย่างกล้าๆกลัวๆ ชานยอลเบี่ยงหน้ามาคุยกับผมและพยายามดันให้ตัวผมออกมายืนข้างๆเขา
“ไม่เอา กูกลัว”
“อ่ะๆ ตะโกนชื่อคนที่มึงเกลียดที่สุด โอเคปะ”
“สาบานได้ว่ากูนึกชื่อมึงคนแรกโดยไม่คิดมากเลย”
“1 2 3..”
ปัง!!
“ชานยอล!/แบคฮยอน!”
ผมผลักหลังมันแรงๆและวิ่งไล่เขาจนเหงื่อโทรมกาย มันวิ่งไปด้านนู้นผมก็วิ่งไปดักอีกข้าง หยิบข้าวของและเศษซากกระดาษมาปาใส่กันด้วยความหมั่นไส้ส่วนตัว
“ไอ้สัด! ก้อนหินเลยนะมึง อย่าๆๆ”
เขาเบี่ยงตัวหลบไปมาให้ผมงง แต่ผมก็เร่งฝีเท้าเข้าไปใกล้และกระโดดขึ้นตะครุบหลังชานยอลทันที ร่างสูงย่อตัวให้ผมขึ้นมาขี่หลังได้อย่างง่ายดายและเกี่ยวขาผมไว้ ก่อนจะพาวิ่งไปรอบๆลานกว้างๆที่มีแค่เราสองคน
“เฮ้ยยย อย่าวิ่ง!!! ปล่อยๆๆ”
ชานยอลเอนตัวไปด้านหลังและทิ้งน้ำหนักตัวผมให้หงายไปตามแรงโน้มถ่วงโลก จนผมต้องรีบเกี่ยวคอเขาไว้อย่างไวและหยิกเนื้อตัวแข็งแรงจนแขนยาวๆนั่นน่าจะขึ้นสีเขียวเป็นจ้ำๆไม่มากก็น้อย
“แน่จริงมึงพากูเดินกลับห้องงี้ดิ” ผมเท้าและเกี่ยวแขนทั้งสองข้างของตัวเองไว้รอบลำคอเขา ชานยอลเบี่ยงหน้ามาและเลิกคิ้วถามผม
“อะไรตอบแทน?”
“กูออกค่ารถขึ้นเรือไปเกาะพรุ่งนี้ให้มึงเอง” ชานยอลเลิกคิ้วเข้มๆขึ้นและเบิกตากว้างเหมือนไม่อยากจะเชื่อ
“แน่ใจเปล๊าน้อง”
“เออ แบกกูกลับดิ ห้ามบ่น ห้ามท้วง จนกว่าจะถึงห้อง” ผมยักคิ้วและพิงหน้าซบไหล่กว้าง ชานยอลกระชับอ้อมแขนที่เกี่ยวขาผมไว้ก่อนจะออกเดินเพื่อกลับโรงแรม
ชานยอลไม่บ่นไม่ด่าอะไรเลยระหว่างทางเดินกลับ จนผมต้องชวนคุยบ้างเพราะมันเริ่มเงียบๆเหงาๆยังไงไม่รู้
“มึงมีแฟนยัง” ผมจ้องใบหน้าด้านข้างของเขาที่มองตรงไปทางข้างหน้านิ่งๆ ชานยอลเงียบไปพักหนึ่งก่อนจะขยับปากตอบ
“..ไม่เชิงแฟนหรอกว่ะ”
ผมขยับร่างกายนิดหน่อยส่วนชานยอลก็กระชับอ้อมแขนอีกรอบ ผมกอดคอเขาไว้แน่นและเอนหัวพิงไหล่กว้างๆนั่นอย่างสบาย..
“…”
“เรียกรักข้างเดียวดีกว่า..”
สีหน้าเขาหม่นลง รอยยิ้มบางๆคลี่ออกมาเหมือนคนที่มีความสุขแต่โลดแล่นอยู่บนความเจ็บปวด
“ทำไมวะ..”
“กูรักผู้หญิงคนนี้มาห้าปีแล้ว”
ผมอึ้งไปเลย คิดว่าเขาจะมีแฟนแล้วซะอีก ก็รูปร่างหน้าตาชานยอลหาได้ไม่ยากเลยนี่นา
“เขาไม่รู้หรอว่ามึงชอบเขา”
“รู้..แต่เขาไม่รับรักกูมั้งนะ กูก็ไม่รู้เขาคิดอะไรอยู่ ไม่อยากถามด้วย”
ผมเงียบเพราะไม่อยากถามต่อ
“…”
“แต่ไม่เห็นจะสำคัญอะไรเท่าการที่กูได้อยู่ใกล้ๆเขาป่ะวะ..”
“…”
“ถ้ามึงได้อยู่ดูแลคนๆหนึ่ง แต่คนๆนั้นเขาไม่ได้รักมึงเลย”
“…”
“กับถ้ามึงไม่สามารถดูแลคนๆนึงได้ตลอดเวลา แต่คนๆนั้นแม่งรักมึงมาก..”
“…”
“มึงเลือกอะไรวะ”
มันเป็นคำถามที่ไม่ต้องการคำตอบ ผมเงียบ ส่วนชานยอลก็ไม่ได้พูดอะไร เราเดินมาถึงห้องแล้วและเขาก็วางผมลงทันทีก่อนจะบิดขี้เกียจ
“เมื่อยเหี้ยๆ เลิกแดกบ้างนะมึงอ่ะ”
ผมดันแผ่นหลังกว้างให้เดินเข้าไปในห้องเร็วๆและแยกย้ายกันไปทำภารกิจส่วนตัว ผมอาบน้ำเป็นคนสุดท้าย พอเดินออกมาจากห้องน้ำก็เห็นชานยอลนอนหลับไปแล้ว
เห็นแบบนั้นผมก็เลยไม่ได้เข้าไปกวนอะไร เหลือบไปมองโทรศัพท์ของตัวเองที่ขึ้นแสงวิบๆเตือนว่ามีข้อความเข้าจึงเดินไปดู
‘รูปวาดพี่ อย่าลืมล่ะไอ้ลูกหมา’
ผมยิ้มบางๆและทำท่าจะกดโทรออกหาพี่คริส แต่จู่ๆนิ้วมือก็ชะงักที่จะกดตกลง และเลื่อนไปกดล็อคหน้าจอแทน..
ผมรู้สึกไม่ง่วง เลยเดินไปหยิบกระดานไม้กับดินสอขึ้นมาจะวาดรูปเล่น เปิดกระดาษหลายๆแผ่นดูผลงานที่ตัวเองสร้างสรรค์ไว้ตอนที่ไปเที่ยวตามสถานที่ต่างๆด้วยความพึงพอใจ ก่อนจะยิ้มออกมาบางๆ เมื่อมันออกมาดีพอสมควร เหลือแค่ลงสีเท่านั้น
ผมควงดินสอไปมา หันมองหาแรงบันดาลใจที่จะลงมาอยู่ในกระดาษของผม สุดท้ายสายตาก็ไปหยุดอยู่ที่ใบหน้าคมคายซึ่งกำลังนอนหลับตาพริ้มเหมือนคนหลับลึก
ผมอมยิ้มออกมานิดๆ ก่อนจะเริ่มลงมือวาดชานยอลตอนหลับ เขานอนตะแคงข้างหันหน้ามาทางผมพอดีมันเลยวาดได้ง่าย
เริ่มจากโครงหน้าเรียว ไล่ไปถึงคิ้วเข้มๆที่พาดเฉียง ตามมาด้วยเปลือกตาคมกริบที่ปิดสนิท มีขนตาสีดำที่ช่วยขับดวงตาเขาให้คมเข้มขึ้น จมูกโด่งธรรมชาติเป็นสันสวย ร่องน้ำค้างที่ต่อจากปลายจมูกมาถึงริมฝีปากหยักได้รูปลงตัวเข้ากันดี…
ผมขำเบาๆกับตัวเองและวาดโครงหน้าเขาไปเรื่อยๆ เติมแต่งนู่นนี่อย่างเพลินมือ จนกว่าจะรู้ตัว นาฬิกาบนหน้าปัดเรือนใหญ่ก็ตีไปประมาณตีหนึ่งกว่าๆแล้ว
ผมเลื่อนมือออกจากแผ่นกระดาษและดันกระดานไม้ออกไปไกลๆเพื่อชมผลงานตัวเอง..ก่อนจะเบนสายตากลับไปมองเจ้าของภาพวาดจริงๆที่กำลังนอนหลับไม่รู้เรื่องอยู่..
ผมหาวหวอดๆ ก่อนจะคลานไปเก็บอุปกรณ์ในมือและเดินไปปิดไฟ จากนั้นก็ขึ้นไปนอนบนเตียง ขยับร่างกายให้พอสบายตัวก่อนจะทิ้งดิ่งตัวเองให้หลับใหลลง..
ในช่วงที่ผมกำลังจะด่ำดิ่งลงสู่ความง่วงนั้น สัมผัสเบาบางที่เกิดขึ้นบริเวณเอวก็ทำให้ผมปรือตาขึ้นช้าๆ มือหนาลากรั้งเอวผมให้เข้าหาลำตัวเขา ก่อนจะยกขายาวๆนั่นพาดก่ายลำตัวผมและกระชับอ้อมกอดแน่นๆด้วย
ผมไม่อยากดิ้นเพราะเดี๋ยวตื่นกันทั้งคู่ เลยตัดสินใจนอนนิ่งๆและปล่อยให้เขากอดไปทั้งอย่างนั้น..
ไม่ใช่ว่าง่วงจนไม่มีแรงขัดขืนหรอกนะ…
แค่รู้สึกดีจนไม่อยากผลักไสเฉยๆ…
ความคิดเห็น