รักวุ่นๆ ลุ้นหัวใจ

ตอนที่ 1 : เรื่องวุ่นๆ # 1 น้องสาว

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 652
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 3 ครั้ง
    15 เม.ย. 52

ตอนที่ 1

 

            "เฮ้ย! เร็วกว่านี้ได้มั้ยวะ"

            เด็กหนุ่มผมสีน้ำตาลอมทองโวยวายเมื่อพาหนะที่นั่งมาต้องมาติดไฟแดงเป็นรอบที่สอง  

            "มองไม่เห็นรึไงวะ รถมันติดไฟแดงอยู่ นายเปลี่ยนมาเป็นคนขับเองดีมั้ย ฝ่าไฟแดงไปเลยจะได้เร็วสมใจ แถมโดนตำรวจซิวข้อหาขับรถโดยไม่มีใบขับขี่อีกกระทงด้วย" คนผมดำที่เป็นคนขับรถพูดประชดเพื่อน

            "โทษที ก็ตอนนี้มันสายแล้วนี่หว่า ขืนไปรับท่านน้องบังเกิดเกล้าช้า มีหวังฉันโดนโวยจนขี้หูเต้นระบำแน่" คนพูดทำสีหน้าขนพองสยองเกล้า จนเพื่อนกลั้นหัวเราะไม่อยู่

            "อะไรวะ เขามีแต่กลัวแม่ไม่ก็กลัวเมีย นี่กลัวน้องสาวตัวเอง เสียชาติเกิดจริงว่ะ ไอ้เรย์เอ๊ย"

            "แฝดโว้ย ลูน่าเกิดทีหลังฉัน 8 ชั่วโมง" เรย์รีบอธิบาย "หยุดหัวเราะได้แล้วไอ้บ้า"

            อากิระหยุดหัวเราะแล้วถามด้วยความสงสัย

            "ตั้ง 8 ชั่วโมงเชียวหรือวะ ปกติเขาก็คลอดตามๆกันไม่ใช่รึไง"

            "จะไปรู้เหรอ ฉันไม่ใช่คนคลอดนี่หว่า" เรย์ตอบกลับไปอย่างกวนๆ

            "แล้วทำไมนายต้องกลัวเค้าขนาดนั้นด้วยวะ" อากิระถาม แต่คราวนี้ไม่ได้รับคำตอบ เพราะเรย์เร่งให้เพื่อนออกรถเมื่อเห็นสัญญาณไฟเปลี่ยนเป็นสีเขียว

<><><><><><><><><><><>

             

สนามบินนาริตะ เวลา 17.40 น.

 

            หญิงสาวในชุดสูทสีดำ กระโปรงสั้นเหนือเข่า นั่งไขว่ห้างอวดขาเรียวงามปราศจากถุงน่อง ทำให้ทั้งหนุ่มเล็กหนุ่มใหญ่หันมามองเป็นแถว ใบหน้าที่เกลี่ยเครื่องสำอางไว้อย่างดีถูกซ่อนไว้หลังแว่นกันแดดอันโต ชวนให้สงสัยว่าดวงตาที่อยู่หลังเลนส์สีดำนั้นจะสวยเพียงใด ในเมื่อเครื่องหน้าส่วนอื่นๆยังรับกันเหมาะเจาะขนาดนั้น ถึงกระนั้นก็ยังไม่มีใครกล้าเฉียดกรายเข้าไปทักทาย อาจเป็นเพราะมีชายร่างสูงสวมแว่นดำยืนเป็นบอดี้การ์ดอยู่ก็เป็นได้

            "ชินจิ เราไปกันเถอะ ขืนรอให้เรย์มารับมีหวังต้องนอนที่สนามบินแน่ๆ" ลูน่าบอกหลังจากรอคนมารับเกือบชั่วโมง

            "แล้วถ้าสวนทางกับคุณเรย์ล่ะครับ"

            "ช่างสิ อยากอาสามารับเอง บอกตั้งแต่แรกแล้วว่าไม่ต้อง แล้วดูสินั่งรอเป็นชั่วโมงแล้วยังไม่เห็นหัวเลย โทรไปก็ไม่มีคนรับ"

            "ผมว่ารอดีกว่านะครับ"

            "เฮ้อ... " หญิงสาวถอนหายใจด้วยความเซ็ง "จะรอก็รอไปคนเดียวก็แล้วกัน" ว่าแล้วลูน่าก็คว้ากระเป๋าถือและลากกระเป๋าเดินทางเดินตรงไปยังทางออก ชินจิรีบเดินตาม เขาแย่งกระเป๋าเดินทางที่ลูน่าลากอยู่ด้วยมืออีกข้างที่ว่าง

            "ผมถือให้"

            "ไม่เอา ฉันเคยบอกแล้วไง ชินจิไม่ใช่คนรับใช้" 

ลูน่าไม่ยอมปล่อยกระเป๋า

"ของแค่นี้ฉันถือเองได้ แล้วก็ไอ้คำสุภาพนี่น่ะ เลิกใช้ซะที" หญิงสาวเบะปากด้วยความไม่ชอบใจ

            "ก็ตอนนี้เราพูดภาษาญี่ปุ่นกันนี่ครับ ผมเป็นบอดี้การ์ดของคุณก็ต้องพูดแบบนี้แหละ"

ชินจิพูดพลางยื้อแย่งกระเป๋ามาจนได้

            "งั้นเปลี่ยนไปพูดอังกฤษ"

            "แล้วใครบอกว่าอยากฝึกภาษาญี่ปุ่นให้คล่องๆ สำเนียงจะได้ไม่เพี้ยนล่ะครับ แค่วันเดียวจะเลิกซะแล้ว"

            คราวนี้ลูน่ากระแทกประตูรถดังปัง เข้าไปนั่งหน้าตูมอยู่ในรถแทกซี่ ชินจิได้แต่ส่ายหน้าด้วยความระอา ขนสัมพาระขึ้นรถพร้อมกับพึมพำเบาๆ

            "เด็กหนอเด็ก อุตส่าห์แต่งตัวเป็นสาว มานั่งหน้าตูมซะงั้นหมดสวยกันละคราวนี้"

 
<><><><><><><><><><><>

 สนามบินนาริตะ เวลา 18.00

.

            "เฮ้อ ถึงซะที ไหนล่ะน้องสาวนาย" อากิระถามเมื่อเห็นเพื่อนมองซ้ายมองขวาอยู่นาน

            "ไม่เห็นว่ะ หรือว่ากลับไปก่อนแล้ว" 

เรย์หยิบโทรศัพท์มือถือออกมาเพื่อโทรติดต่อ

"เฮ้ย! ซวยแล้วมีตั้ง 10 misscalls ดันลืมเปิดเสียงซะได้"

อากิระหัวเราะให้กับความเป๋อของเพื่อนซึ่งปกติไม่ค่อยเห็น คงเพราะมัวแต่เร่งเขาจนลืมนึกไปว่าน่าจะโทรไปหาอีกฝ่ายตั้งแต่แรก แถมยังตั้งมือถือเป็น 'โหมดป้องกันการตามตื๊อ' ทีนี้แม่น้องสาวก็ติดต่อไม่ได้ เลยไม่รอพี่ชายมารับ

เรย์รีบโทรกลับทันที

"สวัสดีครับคุณเรย์" ชินจิเป็นคนรับสาย

"เป็นไงบ้างฮะ" เรย์ถามเสียงเบาราวกับกลัวจะไปกระทบต่อมความโกรธของใคร

"ใกล้จะถึงบ้านแล้วครับ ส่วนคุณลูน่าตอนนี้อยู่ในภาวะ 'ห้ามรบกวน' ครับ แต่ว่าจำเลยมี 2 คนนะครับ"

"งั้นเหรอฮะ งั้นจำเลยที่ 2 ต้องการให้จำเลยที่ 1 รีบกลับไปช่วยแชร์ความผิดมั้ยครับ" เรย์ถามเล่นๆ แต่อีกฝ่ายกลับตอบด้วยน้ำเสียงจริงจัง

"ดีครับ รีบตามมาเลยนะครับ"

เรย์รู้สึกแปลกใจแต่ไม่ทันได้ถามอีกฝ่ายก็วางสายไปเรียบร้อยแล้ว เขาจึงหันมาบอกเพื่อนซี้ว่าต้องรีบกลับบ้าน อากิระจึงไล่เรย์ให้ขึ้นแทกซี่กลับเพราะเขามีนัด แล้วก็รีบเดินไปที่รถ ปล่อยให้เพื่อนตะโกนด่าตามหลัง

"ไอ้คนแล้งน้ำใจ เห็นผู้หญิงสำคัญกว่าเพื่อนได้ไงวะ"


 <><><><><><><><><><><>

"กลับมาแล้วครับ" เรย์ส่งเสียงบอกคนในบ้าน

ชินจิออกมารับแล้วเดินนำไปที่ห้องนั่งเล่น เรย์นั่งลงข้างๆลูน่าที่นั่งหน้ามุ่ยอยู่ตรงกลางโซฟาตัวใหญ่ เขาเอามือยีผมดำสนิทยาวจรดเอวของน้องสาวเบาๆเป็นการทักทาย แล้วจึงเอ่ยขอโทษที่ไปรับช้า แต่ลูน่าไม่พูดพร่ำทำเพลง ปล่อยหมัดเข้าที่ลิ้นปี่ของพี่ชายฝาแฝดอย่างแรง เรย์จุกจนพูดไม่ออก งอตัวกุมท้องจนความเจ็บปวดค่อยๆบรรเทาลง

"ไปรับไม่ทันแค่นี้ถึงกับลงไม้ลงมือเลยเหรอ"

"ไม่ใช่แค่เรื่องนั้นหรอก นายไปพูดอะไรกับคุณพ่อ ถึงได้มีคำสั่งให้ฉันมาเรียนไฮสคูลที่นี่" ลูน่าบอกสาเหตุที่ทำให้เธอโกรธจนอยากต่อยพี่ชายซ้ำอีกหลายๆหมัด ทั้งที่เธอสอบเทียบไฮสคูลได้ตั้งแต่เมื่อ 3 ปีที่แล้ว และฝึกงานด้านบริหารกับคุณปู่มาตลอด แต่อยู่ดีๆกลับถูกสั่งให้มาเรียนไฮสคูลที่ญี่ปุ่นซะได้ ทั้งๆที่เธอเตรียมตัวจะเรียนต่อปริญญาตรีด้านเศรษฐศาสตร์ในปีหน้าแล้ว

สำหรับเรย์ พอได้ยินสรรพนาม 'นาย' ก็รู้ว่าลูน่าโกรธจริงๆไม่ใช่แค่งอนตามปกติ เขารู้ดีว่าลูน่าไม่ชอบโรงเรียน น้องสาวของเขาไม่ได้ไปโรงเรียนตั้งแต่อายุ 8 ขวบ ในตอนนั้นลูน่าถูกลักพาตัวไปเรียกค่าไถ่ ถูกขังอยู่ในโรงเรียนร้างถึง 3 วัน เขาไม่รู้ว่าลูน่าต้องเจอกับอะไรบ้าง หวาดกลัวแค่ไหน แต่หลังจากนั้นโรงเรียนก็กลายเป็นที่ที่ลูน่าจะไม่ไปเหยียบถ้าไม่จำเป็น ดังนั้นลูน่าจึงเรียนที่บ้านโดยใช้การสอบเทียบมาตลอด

"ก็แค่บอกว่าน่าเสียดายที่เธอไม่ได้ไปโรงเรียน เลยไม่ได้ใช้ชีวิตวัยรุ่นแบบคนอื่นก็เท่านั้นเอง"

"ไม่เห็นจำเป็น เรียนก็เรียนจบแล้ว ไม่จำเป็นจะต้องไปเรียนในโรงเรียนเลย นายชอบไปโรงเรียนก็ไปคนเดียวสิ ไม่เห็นต้องลากฉันไปด้วยเลย" ลูน่าเริ่มโวยวาย

เรย์อยากจะอุดหูแต่ไม่กล้าเพราะกลัวจะโดนหนักกว่าเดิม จึงนั่งนิ่งปล่อยให้ลูน่าบ่น ฟังแบบเข้าหูซ้ายทะลุหูขวา จนลูน่าอารมณ์เย็นลงแล้วก็หยุดไปเอง

"นายน่ะไม่สืบทอดบริษัทแล้วยังมายุ่งวุ่นวายกับฉันอีกทำไม"

เรย์ถอนหายใจเฮือก น้องสาวของเขาไม่เคยใช้ชีวิตแบบวัยรุ่นเลย แถมยังพยายามทำตัวเป็นผู้ใหญ่เกินตัว จริงอยู่เรื่องความเก่งน่ะเขาไม่เถียง ลูน่าสามารถบริหารงานได้ดีแม้จะอายุแค่ 17 ปี คุณปู่ก็ไว้วางใจมอบหมายงานสำคัญๆให้เสมอ และแน่นอนรวมทั้งตำแหน่งผู้สืบทอดด้วย แต่เขาก็ไม่เคยอิจฉาลูน่าเลยเพราะนี่เป็นเส้นทางที่เขาเลือกเอง เขาไม่อยากเป็นนักธุรกิจ ไม่ชอบการใส่หน้ากากเข้าหากัน ด้วยวัยที่เท่ากันเรย์เลือกที่จะใช้ชีวิตอย่างวัยรุ่นทั่วๆไป นอกเหนือจากงานวิจัยด้านนาโนอิเล็กทรอนิคที่เขาทำอยู่ เขาก็ใช้ชีวิตแบบนักเรียนม.ปลายธรรมดานั่นแหละ เขาอยากให้น้องลองใช้ชีวิตแบบนี้บ้างเลยลองเปรยให้พ่อกับแม่ฟัง ปรากฏว่าได้ผลเกินคาด

"เอาน่า ไม่กลัวโรงเรียนแล้วไม่ใช่หรือไง ลองไปโรงเรียนดูแล้วจะรู้เองว่าสนุกแค่ไหน อย่าทำหน้าซีเรียสสิ" เรย์พยายามหว่านล้อม

"ไม่มีทาง ฉันไม่ไปโรงเรียนหรอก ถ้าสืบข้อมูลบริษัทมิราจที่เราอยากร่วมทุนเรียบร้อยแล้วฉันก็จะกลับ"

"บริษัทด้านบันเทิงนี่นา ระดับบิ๊กด้วยนะเนี่ย"

"ใช่ ปู่อยากลองจับธุรกิจด้านนี้ดูน่ะ ท่านบอกว่าตลาดเอเชียน่าสนใจ"

"ไม่ใช่ด้านที่เราถนัดนี่นา คงใช้เวลาไม่น้อย สืบไปเรียนไปก็ไม่น่าจะมีปัญหา งานนี้ไม่รีบไม่ใช่เหรอ"

"อืม" ลูน่าตอบรับพลางครุ่นคิด พร้อมกับพยักหน้าหงึกๆเป็นสัญญาณว่าเริ่มจะคล้อยตาม

ระหว่างนั้นเรย์ก็พิจารณารูปลักษณ์ภายนอกของน้องสาวฝาแฝดเปรียบเทียบกับตัวเอง สายเลือดญี่ปุ่นที่มีแค่หนึ่งในสี่ปรากฏออกมาในตัวลูน่าค่อนข้างมาก ไม่ว่าจะเป็นผมสีดำสนิท ผิวขาวเนียนละเอียดแบบชาวตะวันออก ยกเว้นก็แต่ดวงตาสีเขียวมรกตเท่านั้น ขณะที่เขากลับดูเป็น 'ฝรั่ง' มากกว่าทั้งรูปร่างและหน้าตา เมื่อนึกมาถึงเรื่องนี้ เรย์ก็คิดแผนสนุกๆออก

"แกล้งปลอมตัวดูก็มั้ย ไม่ต้องให้คนรู้ว่าเราพี่น้องกัน เธอก็เหมือนคนญี่ปุ่นออกจะตาย ถ้าใส่คอนแทคเลนส์ให้ตาเป็นสีดำแล้วแทบไม่ต่างกับคนญี่ปุ่นเลย แล้วก็เข้าไปสืบที่บริษัทเองไง"

"แล้วมันเกี่ยวอะไรกับการปลอมตัวล่ะ ยังไงฉันกับชินจิก็สืบเองอยู่แล้ว" ลูน่าถาม

ชินจิที่นั่งฟังสองพี่น้องคุยกันอยู่นานพยักหน้าสนับสนุน แล้วจึงถามขึ้นบ้าง

"นั่นสิครับ ทำไมต้องปลอมตัวด้วย"

"ก็มิราจจะได้ไม่รู้ว่าเราแอบสืบข้อมูลเขาไง ปลอมตัวไปทำงานที่บริษัทเลย ชินจิก็ไปสมัครงานเป็นพนักงานบริษัท ส่วนลูน่าก็ไปเป็นดาราในสังกัด ทีนี้เราก็ได้ข้อมูลครบถ้วนทั้งวงนอกวงใน ไม่ต้องกลัวเหยื่อจะหลุดมือ" เรย์ตอบยิ้มๆ

"ใครจะไปเป็นดารา บ้าป่าว" ลูน่าส่ายหัวให้กับความคิดของพี่ชายแม้จะค่อนข้างมั่นใจในหน้าตาตัวเองตาม ก็พี่ชายของเธอยังดูดีขนาดเป็นนายแบบได้สบายๆ เธอที่เป็นฝาแฝดก็คงพอจะเข้าวงการได้(มั้ง)

"ไม่ได้บ้านะ ลองคิดดูสิ ถ้าได้เข้าไปสืบข้อมูลโดยตรงอาจจะเจออะไรเด็ดๆก็ได้ ทีนี้เราอาจจะไม่ต้องร่วมทุน แต่เทคโอเวอร์ไปเลยไง"

"ไม่เห็นจำเป็นจะต้องทำเรื่องไร้สาระนั่นเลย ไหนจะต้องทำงาน ไหนจะต้องไปโรงเรียน ฉันไม่ได้ว่างงานแบบพี่นี่ จะได้มีเวลาไปเป็นดารา"

พอได้ยินลูน่าเรียกตนเองว่าพี่ เรย์ก็รู้ว่าน้องสาวหายโกรธแล้ว จึงหยอกเล่นด้วยการเขกหัวลูน่าเบาๆ ก่อนจะโวย 

"นี่แน่ะ ใครว่างงาน ชิพตัวใหม่น่ะใครคิด แค่พักหลังเสร็จโปรเจคก็หาว่าอู้งาน"

"ฉันว่าพี่ต้องมีแผนอะไรแน่ๆ ถึงพยายามหว่านล้อมให้ฉันทำอะไรบ้าๆอย่างนั้น" ลูน่ามองเรย์อย่างไม่ไว้ใจ

"มี แต่ไม่บอกหรอก ว่าแต่มาพนันกันมั้ย ว่าภายในครึ่งปีแผนพี่จะสำเร็จก่อนหรือเธอจะรู้แผนพี่ก่อน"

เรย์ท้า ซึ่งนั่นหมายความว่าลูน่าจะต้องปลอมตัวตามที่เรย์บอก ลูน่ารู้สึกว่างานนี้สงสัยจะขาดทุน แต่เธอก็อยากรู้ว่าเรย์วางแผนอะไรไว้ถึงได้ยิ้มกริ่มอยู่ตลอด เมื่อบวกกับนิสัยไม่ยอมแพ้ใครลูน่าจึงตอบตกลง

"ก็ได้ ถ้าพี่แพ้ต้องทำตามที่ฉันสั่งทุกอย่างหนึ่งปี แต่ถ้าพี่ชนะก็ถือซะว่าได้ความพอใจไปก็แล้วกัน โอเคมั้ย"

"ได้เลย" เรย์รีบรับคำ เขาคิดว่ายังไงก็ไม่มีทางแพ้แน่ ก็แผนนี้มันตี้นๆจนไม่มีใครนึกถึง คงต้องเรียกว่า 'แผนเส้นผมบังภูเขา' กันละคราวนี้

สองพี่น้องจับมือทำสัญญากันด้วยสีหน้ามั่นใจว่าตนจะเป็นผู้ชนะ คนนอกวงสนทนาแต่โดนหางเลขไปด้วยอย่างชินจิถอนหายใจเฮือกๆ จะให้อดีตตำรวจอย่างเขาไปเป็นพนักงานบริษัทมิราจเนี่ยนะ วงการบันเทิงเขาเคยสนใจซะที่ไหน ยิ่งที่ญี่ปุ่นด้วยแล้วยิ่งไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไร

โอย คิดแล้วปวดหัว


 <><><><><><><><><><><>

เรย์เริ่มร่ายยาวสิ่งที่เขาต้องการให้ลูน่าทำ ส่วนชินจิก็ปลีกตัวไปนั่งหน้าจอคอมพิวเตอร์ ศึกษาข้อมูลวงการบันเทิงญี่ปุ่นในอินเตอร์เนต

"สรุปว่าพี่ต้องการให้ฉันใช้ชื่อ มิซึกิ เข้าไปเรียนในโรงเรียนเดียวกัน ห้ามไม่ให้ใครรู้ว่าเราเป็นพี่น้องกัน แล้วก็หาทางเป็นดาราในสังกัดของมิราจให้ได้แค่นี้ใช่มั้ย"

"อือ แค่นี้แหละ" เรย์ตอบ "เอ้า นี่สัญญา แล้วก็สิ่งที่ต้องปฏิบัติทั้งหมด พี่เซ็นชื่อแล้ว เธออ่านแล้วก็เซ็นซะ"

เรย์ยื่นสัญญาสองแผ่นให้น้องสาว ลูน่าอ่านรายละเอียดแล้วก็เซ็นชื่อลงไป ทั้งสองคนเก็บสัญญาไว้คนละแผ่น

"ทำสัญญาอย่างเป็นทางการเชียว ฉันไม่เบี้ยวหรอกน่า" ลูน่าบ่นพึมพำ

เรย์ยักคิ้วอย่างกวนๆ

"กันไว้ดีกว่าแก้จริงมะ"

 

ข้อปฏิบัติข้อหนึ่งในสัญญาทำให้ลูน่าและชินจิต้องหาที่อยู่ใหม่ เรย์เสนอให้ชินจิกลับไปอยู่ที่บ้านซึ่งเป็นโรงฝึกคาราเต้ เขาค่อนข้างอึดอัดใจ เพราะปู่ของเขาที่เป็นเจ้าสำนักคาดหวังจะให้หลานชายสืบทอดสำนัก จึงโกรธเป็นฟืนเป็นไฟถึงกับตัดญาติขาดมิตรเมื่อหลานชายคนโปรดเลือกจะเป็นตำรวจ ทำให้ชินจิหนีออกจากบ้านโดยไม่ติดต่อกลับมาเลยสิบกว่าปี ตอนแรกชินจิจะไปหาที่อยู่ใหม่ แต่ลูน่ากลับสนับสนุนว่าถึงเวลาเขาควรไปปรับความเข้าใจกับทางบ้านได้แล้ว

"อย่าทำตัวเป็นเด็กดื้อหน่อยเลยน่า อายุก็ไม่ใช่น้อยๆแล้ว" ลูน่าล้อเลียน

"ก็เพราะโตแล้วนี่แหละผมถึงไม่สบายใจ ตอนนั้นผมใจร้อนเกินไป พอคิดได้ก็ไม่มีหน้าจะกลับไปแล้ว ผมไปอยู่คอนโดเดียวกับคุณลูน่าดีกว่า ยังไงตอนนี้ผมก็เป็นบอดี้การ์ดของคุณ"

"ไม่ต้องหรอก ลูน่าดูแลตัวเองได้ ไม่มั่นใจฝีมือลูกศิษย์ของตัวเองหรือไง" ลูน่าปฏิเสธ "แล้วคอนโดก็อยู่ใกล้บ้านของชินจิด้วย อยู่คนละที่ดีกว่าจะได้ไม่มีใครสงสัย"

ชินจิถอนหายใจด้วยความลำบากใจ เขาเชื่อว่าลูกศิษย์ของเขาจะดูแลตัวเองได้ แต่ไม่เชื่อมั่นในตัวเองสักนิดที่จะทำให้ปู่หายโกรธได้

"งั้นผมจะลองไปดู"

<><><><><><><><><><><>

เรื่องที่น่าจะยุ่งยากกลับง่ายกว่าที่คิด เมื่อพ่อของชินจิที่เป็นนักผจญภัยยอมกลับบ้านมาสืบทอดสำนักตั้งแต่เมื่อ 10 ปีก่อน แถมแม่ยังมีน้องชายวัย 8 ขวบมาเป็นว่าที่เจ้าสำนักคนต่อไปซะอีก เล่นเอาคนที่กังวลไปต่างๆนานาเหมือนยกภูเขาออกจากอก ถึงปู่จะมีท่าทางเย็นชากับเขาก็เถอะ แต่ก็ไม่เคี่ยวเข็นอะไรเมื่อเขารับปากว่าจะเข้าโรงฝึกบ้าง

"ไง หายไปนานเลยนะ" พ่อทักตั้งแต่เห็นเขาเดินเข้ามาที่โรงฝึก

"ครับ" ชินจิตอบด้วยสีหน้างง นี่เขาหายไปเป็นสิบปีนะไม่ใช่สามเดือน ไม่ห่วงกันบ้างหรือไง

"ไปหาแม่เค้าสิ เค้ามีเซอร์ไพร์ซ" พ่อพูดยิ้มๆ

"เอ่อ ปู่ล่ะครับ"

"อยู่ที่สวน ไปหาแม่ก่อนเถอะ เค้าจะได้หาอะไรให้กิน เดี๋ยวพ่อตามไป"

            "แล้ว..."

            "ปู่เค้าไม่โกรธแกหรอก เค้าเข้าใจ มันเป็นกรรมพันธุ์" แล้วพ่อก็หัวเราะ

ชินจิรู้สึกมึนๆ กับคำพูดของพ่อ แต่ก็ปลีกตัวออกมา ให้พ่อสอนลูกศิษย์ต่อ เขาเดินเข้าไปในห้องครัว เห็นแม่กำลังเตรียมอาหารมื้อเย็น ภาพนั้นเป็นสิ่งที่เขาเห็นอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันตั้งแต่เด็ก ความคิดถึงเอ่อล้นขึ้นมาจนขอบตาร้อนผ่าว ชินจิส่งเสียงเรียกเบาๆ

"แม่"

ทุกอย่างเหมือนจะหยุดนิ่งไปชั่วขณะ ก่อนที่สองแม่ลูกจะโผเข้าหากันแล้วร้องไห้แบบไม่อายใคร จนกระทั่งกำปั้นเล็กๆ ระดมต่อยเข้ามาที่ต้นขาของชินจิ เสียงเด็กชายตัวเล็กตะโกนบอกให้เขาปล่อยแม่ของตนเอง ชินจิผละออกจากอ้อมกอดของมิจิโกะ มองเด็กชายอยู่ครู่หนึ่งแล้วก็นึกขึ้นได้

"นี่เอง เซอร์ไพร์ซ"

มิจิโกะเช็ดน้ำตาก่อนจะดึงเด็กชายมาแนะนำ

"นี่ริวจิ น้องของลูก ริวจิจ๊ะ นี่คือพี่ชายนะจ๊ะ พี่ชินจิไง"

"แต่เค้าทำแม่ร้องให้ เป็นคนไม่ดี" เด็กชายไม่ค่อยเชื่อ

"แม่ร้องไห้เพราะดีใจต่างหาก พี่เค้าไม่ได้รังแกแม่ซะหน่อย"

ชินจิยิ้มให้กับความเป็นสุภาพบุรุษตัวน้อยของน้องชายที่อายุห่างกัน 20 กว่าปี ตอนเด็กๆเขาก็เป็นแบบนี้เหมือนกันตอนที่พ่อกลับมาบ้านแล้วทำให้แม่ร้องไห้เพราะไม่ติดต่อกลับมาเกือบปี บางทีเรื่องพวกนี้คงจะเป็นกรรมพันธุ์แบบที่พ่อว่า

แล้วทุกอย่างก็ผ่านพ้นไปด้วยดี การเล่าเรื่องราวสู่กันฟังบนโต๊ะอาหารทำให้ช่องว่างสิบกว่าปีหายไปเกือบหมด อีกสามวันเขาก็จะย้ายกลับมาอยู่พร้อมหน้าพร้อมตาเหมือนเดิม แต่ดูเหมือนว่าเขาจะลืมอะไรไปสักอย่าง

<><><><><><><><><><><>

 

สิ่งที่ชินจิลืมก็คือ เขามาที่บ้านพร้อมกับลูน่า
 

ลูน่านั่งคอยในรถอยู่นานจนรู้สึกเบื่อ จึงเดินเข้ามาที่โรงฝึกเพื่อแอบดูการฝึกซ้อม สำหรับคนที่ฝึกศิลปะการป้องกันตัวแล้ว การได้ดูคนอื่นซ้อมก็เป็นการเปิดหูเปิดตาอย่างหนึ่ง แต่สำหรับคนที่ฝึกซ้อมอยู่ การมีสาวน้อยน่ารักนัยน์ตาดำขลับ(จากคอนเทคเลนส์)ในชุดวันพีชสีหวานรูปร่างสูงเพรียวราวกับนางแบบมายืนดูอยู่ ทำให้สมาธิไม่ค่อยจดจ่ออยู่กับการฝึกซ้อม สายตามักเหลือบไปมองอยู่บ่อยๆ ทำให้ซึกิชิมะ โทรุซึ่งเป็นผู้ดูแลการฝึกซ้อมแทนอาจารย์หันมองตาม

 

พอรู้สาเหตุโทรุก็ตะโกนสั่งให้คนอื่นตั้งใจฝึกซ้อม ก่อนจะเดินไปยังต้นเหตุที่ทำให้เพื่อนๆของเขาเสียสมาธิ

"มีธุระอะไร" น้ำเสียงของเขาค่อนข้างห้วน "ที่นี่ห้ามคนไม่เกี่ยวข้องเข้ามา"

โทรุคิดว่าเด็กสาวตรงหน้าคงเป็นแฟนของใครคนใดคนหนึ่งที่กำลังซ้อมอยู่ คิดแล้วก็หงุดหงิดความไม่รู้จักกาลเทศะของคนพวกนี้ เขาจำได้ว่าเคยห้ามแล้วไม่ให้พาใครมาวุ่นวาย โดยเฉพาะผู้หญิงที่มักจะพาเรื่องยุ่งๆมาด้วยเสมอ

ลูน่าจ้องกลับ ก่อนจะหาเหตุผลมาตอบโต้ เพราะถ้าบอกว่ามาแอบดูก็คงเสียหน้าแย่

"ฉันจะมาสมัครเรียนตะหาก โรงฝึกนี้ไม่รับนักเรียนหรือไง"

โทรุยักไหล่พร้อมกับตอบ

"รับสิ แต่ไม่รับพวกมือใหม่มือสมัครเล่นหรอก รับมาก็มีแต่ถ่วงแข้งถ่วงขา แถมยังเป็นผู้หญิงอีก ไปที่อื่นเถอะ" ว่าแล้วก็ทำเสียงไล่เหมือนไล่หมาไล่แมว จากนั้นก็เดินกลับเข้าไปในโรงฝึก ทำเอาคนอื่นๆมองหน้ากันตาปริบๆ

ลูน่าโกรธจัดที่โดนดูถูก เธอก้าวเข้ามาในโรงฝึก พร้อมกับขึ้นเสียงใส่โทรุ

"เป็นผู้หญิงแล้วทำไม ฉันไม่ห่วยเหมือนนายหรอก แน่จริงอย่าเดินหนีสิ"

โทรุเลิกคิ้วแบบกวนๆ

"เธอน่ะสิห่วย แล้วฉันก็ไม่ได้เดินหนีด้วย แค่ไม่อยากยุ่งกับผู้หญิง" เขาหันไปบอกกับเพื่อนๆ "เฮ้ย แฟนใครวะ รีบพาไปเก็บที่บ้านซะ อย่าให้มาเกะกะแถวนี้"

เหล่านักคาราเต้มองหน้ากันเลิ่กลั่ก ต่างก็ส่ายหน้ากันเป็นแถว

อ้าว แล้วยัยนี่มาจากไหนฟะ โทรุงงหนัก จนเสียงเล็กๆของผู้หญิงแทรกขึ้นมา

"นายน่ะ คิดว่าตัวเองเก่งนักหรือไงถึงมาดูถูกคนอื่นแบบนี้ มาเจอกันหน่อยเป็นไง" ลูน่าท้าทาย

"ไม่มีทาง เดี๋ยวโดนหาว่ารังแกผู้หญิง ขายหน้าตายชัก"

ไม่ทันพูดจบ ลูน่าก็ตวัดขาไปที่ก้านคอของคู่กรณีโดยไม่สนว่าตนเองกำลังใส่กระโปรงอยู่ โทรุสามารถถอยหลบได้ด้วยระยะเพียงเส้นยาแดงผ่าแปด แต่กระนั้นก็ทิ้งรอยถากจางๆไว้บนใบหน้า ยังไม่ทันได้คิดว่าจะตอบโต้อย่างไร หญิงสาวก็เข้ามาประชิดตัวพร้อมกับหมัดตรง โทรุได้แต่ตั้งรับ เพราะเขาไม่อยากสู้กับผู้หญิง ขณะที่คนอื่นๆเริ่มเชียร์ฝ่ายสาวน้อยนิรนามให้โจมตีโทรุโดน การต่อสู้ที่สู้แบบอีกฝ่ายรุกอีกฝ่ายรับก็ดำเนินอยู่นานหลายนาที ในที่สุดโทรุก็พลาดท่าโดนเตะเข้าที่ลำตัวอย่างแรงเพราะสะดุดพื้นโรงฝึกทำให้เปิดช่องว่าง

หลังจากที่ลูน่าเตะโดนอีกฝ่าย เธอก็หยุดพร้อมกับพูดอย่างคนที่อารมณ์เย็นลงแล้ว

"น่าเบื่อชะมัด นายน่ะก็เก่งอยู่หรอกนะ แต่สู้ไม่เต็มที่อย่างนี้ถีอว่าไม่ให้เกียรติคู่ต่อสู้นะ"

"ฉันไม่ได้อยากสู้กับเธอนี่นา" 

โทรุเชิญให้อีกฝ่ายนั่งลงเพื่อจะได้คุยกันได้สะดวก เหล่ากองเชียร์ทั้งหลายจึงถือโอกาสหยุดพักการซ้อมไปด้วย

"จะบอกว่าเพราะเป็นผู้หญิงงั้นเหรอ ฉันไม่อ่อนปวกเปียกขนาดนั้นหรอกน่า ไม่งั้นจะท้านายเหรอ"

"ผู้หญิงก็เป็นผู้หญิงวันยังค่ำ ถึงจะเก่งแค่ไหนก็ไม่อยากสู้ด้วยหรอก" โทรุตอบเป็นการยอมรับฝีมือฝ่ายตรงข้ามอย่างอ้อมๆ เขาคิดว่าเธอเก่งกว่าหลายๆคนในนี้ซะอีก

"ทำยังไงนายถึงจะยอมสู้กับฉันนะ" ลูน่ารำพึง "นานๆที่ถึงจะเจอคนที่รับมือฉันได้นานขนาดนี้ หมายถึงคนที่อายุเท่าๆกันน่ะ"

"มาฝึกกับพวกเราสิ" หนึ่งในกองเชียร์โพล่งออกมา 

โทรุหันไปมองอย่างตำหนิ

"ไอ้โชตะ อย่าทำเรื่องยุ่งได้มั้ย" ก่อนจะบอกกับลูน่าว่า "ก็อย่างที่เห็น ขืนมีผู้หญิงมาซ้อมด้วยไอ้พวกนี้คงไม่เป็นอันซ้อมกัน คงให้เธอมาฝึกกับเราไม่ได้หรอก"

"ขึ้งก" ลูน่าพึมพำอย่างไม่พอใจ เธอตั้งใจแล้วว่าจะมาฝึกที่นี่ ก็ชินจิอาจารย์ของเธออยู่ที่นี่นี่นา

"ว่าไงนะ" โทรุได้ยินไม่ชัด

"ไม่มีอะไร งั้นฉันไม่รบกวนก็ได้" ลูน่าพูดด้วยน้ำเสียงงอนนิดๆ

         โทรุมีท่าทีลำบากใจ เขาไม่ถนัดรับมือกับผู้หญิงจริงๆ ให้ตายเถอะ


"เธอจะอยู่ดูพวกเราซ้อมต่อก็ได้ แต่แค่คราวนี้เท่านั้นนะ" ในที่สุดเขาก็ใจอ่อน ทำเอาพวกเพื่อนๆแซวกันใหญ่ ซึ่งก็โดนโทรุแจกเท้าแจกหมัดไปตามระเบียบ พร้อมสำทับว่าถ้าใครอู้จะโดนหนัก

ด้วยเหตุนี้ทุกคนจึงแยกย้ายไปซ้อมต่อโดยมีลูน่าดูอยู่เงียบๆ แต่เธอตั้งใจไว้แล้วว่าคราวหน้าที่เจอกันเธอจะมาร่วมฝึกด้วยแน่ๆ

<><><><><><><><><><><>

 

เมื่อชินจิกำลังจะกลับจึงนึกขึ้นได้ว่าลูน่ารออยู่ในรถ เขาจึงรีบลากลับ แต่เมื่อออกไปดูที่รถก็ไม่เห็นจึงส่งเสียงเรียก ลูน่าได้ยินเสียงแว่วๆ จึงกล่าวลาทุกคนพร้อมกับทิ้งท้ายไว้ว่า แล้วพบกันใหม่

ระหว่างขับรถกลับ ลูน่าเริ่มชวนคุยเพื่อขอไปฝึกซ้อมที่บ้านของชินจิ

"เรียบร้อยดีมั้ย อาจารย์" ลูน่าถามชินจิ

"คิดยังไงเรียกอาจารย์ครับ ไม่เห็นเรียกมานานแล้ว"

"ก็อาจารย์เป็นอาจารย์ ก็ต้องเรียกว่าอาจารย์สิ แล้วเรื่องที่บ้านล่ะ"

"เรียบร้อยครับ ง่ายกว่าที่คิดไว้เยอะ อีกสามวันเราก็ย้ายบ้านกันได้เลย" ชินจิตอบอย่างอารมณ์ดีที่ทุกอย่างราบรื่นไปหมด บางทีแผนของคุณเรย์ก็ทำให้เกิดเรื่องดีๆได้เหมือนกัน ถึงจะไม่รู้ว่าแผนอะไรก็เถอะ

"งั้นก็ดี ที่อยู่พร้อม ที่เรียนที่ทำงานก็พร้อม แถมที่ฝึกซ้อมก็พร้อม"

"อะไรนะครับ ที่ฝึกซ้อมเหรอ"

"ใช่" ลูน่าตอบรับ "ก็ที่บ้านอาจารย์ไง"

"มิน่าถึงเรียกเราว่าอาจารย์" ชินจิพึมพำ ก่อนจะพูดประชดออกไป "ตามใจครับ เจ้าหญิง"

ถึงเขาจะเป็นคนสอนการต่อสู้ให้ลูน่าทั้งหมด แต่ความสนิทสนมเหมือนเป็นพี่เลี้ยง ทำให้ลูน่ามักจะเรียกชื่อของเขามากกว่า ถ้าเรียกเขาว่าอาจารย์แสดงว่าต้องการประชด ล้อเลียน หรือไม่ก็เวลาอยากได้อะไรแบบคราวนี้

ชินจิพบกับลูน่าครั้งแรกตอนที่เขาอายุ 24 ปี  ในตอนนั้นเขาเป็นตำรวจซึ่งถูกส่งตัวไปที่ฝึกที่อเมริกา และได้รับมอบหมายให้ไปทำคดีลักพาตัวลูกสาวอายุ 8 ขวบของริชาร์ด โรเจอร์ นักธุรกิจชื่อดัง ตระกูลโรเจอร์เป็นอภิมหาเศรษฐีที่มีเส้นสายมากมาย คดีนี้จึงเป็นคดีพิเศษจะที่ผิดพลาดไม่ได้และต้องเร็วที่สุดด้วย 

สุดท้ายทีมของเขาก็ใช้เวลาสามวันในการช่วยเหลือเด็กหญิงลูน่า โรเจอร์ และจับกุมตัวคนร้าย แน่นอนทุกอย่างเรียบร้อย ถ้าไม่รวมการที่หนูน้อยลูน่าไม่ยอมไปโรงเรียนและกลัวคนแปลกหน้าเอามากๆ แต่กลับเกาะติดเขาแจ แถมยังบอกว่าอยากเก่งอย่างเขา ชินจิก็เลยกลายมาเป็นกึ่งอาจารย์ กึ่งพี่เลี้ยง กึ่งบอดี้การ์ดบวกเลขาให้ลูน่าตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา


......................................................................


เป็นนิยายเก่าเก็บ แต่งทิ้งไว้ตั้งแต่เมื่อ 2 ปีก่อน ว่าจะเอามาปัดฝุ่นแต่งต่อ
สนุกหรือไม่สนุกยังไง ช่วยคอมเม้นกันบ้างนะ

ปล. เข้ามาแก้คำผิด

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 3 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

32 ความคิดเห็น

  1. #18 ซาโตะ (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 13 มกราคม 2552 / 19:51
    สนุกค่ะ แต่ตอนมันยาวไปหน่อยนะ

    สู้ๆคนะคะ
    #18
    0
  2. #17 nukniik (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 25 ธันวาคม 2551 / 19:31
    หนุกจังเลย อัพต่ออีกนะคะ
    #17
    0
  3. #16 สายลมเพียงฝัน (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 25 ธันวาคม 2551 / 17:40
    โทรุอย่างกวน...แต่เท่ดีนะ 55+

    ^^
    #16
    0