Lovely Bodyguard

ตอนที่ 3 : 2. หญิงสาวผู้อับโชค

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 248
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    27 ม.ค. 55




2. หญิงสาวผู้อับโชค

ตั้งแต่ที่รู้ว่าตัวเองจะถูกลดตำแหน่งออกไปเป็นคนคุมเชิงอยู่ห่างๆ เจนวิทย์อดีตนายตำรวจมือฉมังก็ดีใจสุดซึ้ง ทว่าก็อดสงสารหญิงสาวผู้โชคร้ายที่กำลังจะมาแทนที่เขาไม่ได้ แต่ก็นั่นแหละ...ใครโชคร้ายกว่าก็ต้องตกที่นั่งลำบากไปโดยปริยาย

“คนที่หามาให้แต่ละคนไม่ได้เรื่อง!” จอมทัพเอ่ยออกมาด้วยความหงุดหงิดภายในห้องทำงานที่มีไว้เพื่อพักผ่อนของลูกชายเจ้าของบริษัท

“แต่มีฝีมือทุกคนเลยนะคุณทัพ” เจนวิทย์เสริมขึ้นมาทันที ขณะปรายตาไปมองแฟ้มเอกสารที่มีประวัติของบอดี้การ์ดสาวจำนวนมากมายวางเรียงรายอยู่บนโต๊ะทำงาน

“ผมไม่คัดคนที่ฝีมือ แต่คัดที่หน้าตาและรูปร่าง จำไว้” หนุ่มเพลย์บอยเบ้ปากเล็กน้อย ก่อนจะหยิบแฟ้มที่เหลือขึ้นมาพลิกดูอย่างไม่ให้ความสนใจ

“แล้วแฟ้มพวกนี้ล่ะคุณดูรึยัง” บอดี้การ์ดหนุ่มหมายถึงแฟ้มอีกเป็นสิบๆ ที่ใส่กล่องมาวางไว้ข้างโต๊ะทำงานของลูกชายนักธุรกิจใหญ่

“ส่งมาให้ผมดูซิ” พูดพลางยื่นมือออกไปรับแฟ้มประวัติของสาวๆ ที่นริตาอุตส่าห์หามาให้อย่างยากลำบาก เจนวิทย์จึงต้องดึงแฟ้มออกมาจากกล่องให้เจ้านายอย่างเสียไม่ได้ ทั้งๆ ที่มันไม่ใช่หน้าที่เขาสักนิด

“อืม...คนนี้พอใช้ได้” จอมทัพพูดพลางแยกแฟ้มสีดำออกไปวางไว้ข้างกาย ก่อนจะไล่สายตาดูแฟ้มถัดไปทันที

“คุณว่าสะโพกสามสิบเจ็ดนี่ใช้ได้มั้ย” คำถามของจอมทัพทำเอาเจนวิทย์ที่ฟังอยู่อยากจะส่ายหน้าออกมาเสียอย่างนั้น มีที่ไหนหาคนมาคุ้มครองดันมามองเรื่องสะโพก

“แต่ติดตรงที่นมเล็กไปหน่อย อืม...แต่ก็เอาวะ อย่างน้อยหน้าตาก็พอไปวัดไปวาได้” พูดเสร็จหนุ่มเพลย์บอยรูปหล่อก็โยนแฟ้มที่ว่าลงไปกองกับแฟ้มที่คัดออกมาแล้ว จะว่าไปงานนี้ไม่ค่อยเหมือนคัดเลือกบอดี้การ์ดสักเท่าไหร่ แต่ถ้าบอกว่ากำลังคัดตัวนางงามอยู่เขาเชื่อหมดใจเลยจริงๆ

 

หลังจากที่คัดแฟ้มบอดี้การ์ดสาวอยู่นาน ก็ได้คนที่พอเข้าตามาได้บ้าง ซึ่งทำให้นริตาที่มานั่งฟังผลประกาศผู้เข้ารอบในห้องทำงานของลูกชายเจ้านายได้แต่ภาวนาไม่ให้จอมทัพคิดอะไรแผลงๆ ขึ้นอีก อย่างเช่นเดินโชว์ตัวด้วยชุดบิกินนี่

“มีตั้งเยอะเลือกมาได้เท่านี้เองอ่ะนะทัพ” นริตากุมขมับเมื่อเห็นแฟ้มที่ถูกยื่นมาให้มีเพียงห้าหกแฟ้มจากจำนวนผู้เข้าคัดเลือกเกือบสามสิบคน

“มาตรฐานผมสูง” จอมทัพเอ่ยเสียงเรียบ ไหวไหล่อย่างไม่ใส่ใจ ขณะเอนกายลงบนโซฟาที่มีนริตานั่งอยู่อีกฟากหนึ่งและเจนวิทย์ยืนคุมเชิงอยู่ด้านหลัง

นริตาค้อนขวับก่อนจะหยิบแฟ้มที่ลูกชายเจ้านายเลือกขึ้นมาดูอย่างพินิจพิเคราะห์ และไม่ต้องให้เดาก็รู้ว่าจอมทัพนั้นจะใช้มาตรฐานอะไรในการคัดเลือก

“ได้ เดี๋ยวตอนบ่ายจะเรียกคนที่เข้ารอบมาให้ดูตัวก็แล้วกัน” นริตาพูดพลางลุกขึ้นหอบแฟ้มที่ได้มาติดมือไปด้วย

“ฝากบอกสาวๆ ด้วยนะ ถ้าเป็นคนขยันชอบทำการบ้านจะรับพิจารณาเป็นพิเศษ” จอมทัพตะโกนไล่หลัง เสียงทุ้มเจือไปด้วยรอยขบขัน จนเลขาสาวอดค้อนประหลักประเหลือกไม่ได้พร้อมกับหยุดเพื่อให้อีกหนึ่งคนเดินสวนเข้ามาได้ ก่อนจะรายงานเรื่องทั้งหมดให้ฟังตั้งแต่ต้นจนจบ

“แล้วใครมันจะทำการบ้านกับแกวะไอ้ทัพ” อีกเสียงหนึ่งดังขึ้นมาจากประตูที่เปิดค้างอยู่ ก่อนร่างท้วมแต่ทว่าสูงใหญ่ในชุดสูทราคาแพงจะปรากฏขึ้น พร้อมกับเดินตรงเข้ามาหาอีกหนึ่งหนุ่มที่หน้าตาละม้ายคล้ายตัวเองอย่างอิดหนาระอาใจ

“หวัดดีครับพ่อ ไม่เจอกันตั้งนานหล่อขึ้นจมเลยนะ” จอมทัพเปรยขึ้นมาพลางส่งยิ้มขี้อ้อนไปให้ผู้เป็นพ่อที่เดินเข้ามาทรุดนั่งบนโซฟาข้างกัน

“หัดกลับบ้านแต่หัวค่ำ ทำการทำงานซะบ้างสิ แล้วจะได้เจอหน้าฉันบ่อยขึ้น” จอมพลพูดอย่างปลงตก ไม่รู้ว่าเขาไปทำบาปทำกรรมอะไรไว้หนักหนา ถึงมีลูกชายไม่เอาอ่าวเช่นนี้ อายุจะสามสิบอยู่อีกไม่กี่เดือนแต่สมองไม่ได้พัฒนาไปตามอายุที่มากขึ้นเลย วันๆ ยังคงเที่ยวเตร่สร้างความหนักใจให้ไม่ขาดสาย

“พ่อก็รู้ว่าผมทำไม่ได้ มันไม่ใช่ผม” จอมทัพยิ้มกริ่มขณะหันไปมองเจนวิทย์ที่ยืนห่างๆ อยู่ด้านหลัง “ไปเหอะซีคิว แถวนี้อากาศชักไม่ค่อยปลอดโปร่งแล้ว ไปหาอะไรทำแก้เซ็งก่อนช่วงคัดตัวตอนบ่ายดีกว่า”

“เจนวิทย์เป็นบอดี้การ์ดไม่ใช่ซีเคียวริตี้โว้ย!” ผู้เป็นพ่อขัดขึ้นมาทันควัน

“อะไรก็เหมือนกันแหละครับพ่อ บางทีก็ยังเป็นเด็กโบกรถเลย ตามตูดผมไปนานๆ อย่างนี้อะไรก็เป็นได้หมดไม่ต้องห่วง” จอมทัพพูดแกมประชด เพราะเบื่อการที่ถูกตามทุกฝีก้าวจนแทบอ้วก

จอมพลได้แต่ส่ายหัวไปมาอย่างอับอาย พลางเหลือบมองไปยังบอดี้การ์ดที่ถูกพาดพิงอย่างลุแก่โทษ ยังดีที่ฝ่ายนั้นมีระดับความอดทนที่สูงกว่าคนปกติเท่าไป ไม่เช่นนั้นคงต้องมายื่นใบลาออกเองเป็นรายที่สามในรอบเดือนแน่

ถ้าหากแม่ของจอมทัพไม่ด่วนจากไปเสียก่อนตั้งแต่ลูกชายอายุได้ห้าขวบเศษ ไม่แน่บางทีไอ้จอมทัพอาจจะได้รับการอบรมสั่งสอนที่ดีกลายเป็นคนดีกว่านี้ก็เป็นได้ แต่จะทำยังไงได้ล่ะ...เขาก็ต้องทำงานสร้างฐานะ จึงไม่ค่อยมีเวลาสั่งสอนเท่าที่ควร อาศัยเลี้ยงดูกันอย่างตามมีตามเกิดจนกระทั่งร่ำรวยมหาศาลเช่นนี้ก็บุญโขแล้ว

“ได้ข่าวว่าบ่ายนี้แกจะคัดตัวนางงามเหรอ” ผู้เป็นพ่อเอ่ยถามอย่างเสียไม่ได้ หลังจากที่นริตารายงานเรื่องทั้งหมดให้ฟังเมื่อสักครู่นี้

“ก็ตามนั้นครับพ่อ ไม่แน่...ถ้าเข้าตาจริงอาจจะเลื่อนตำแหน่งให้คอยคุมถึงขอบเตียงเลยก็ได้” สิ้นเสียงของลูกชาย จอมพลก็รู้สึกเพลียใจเหลือคณานับ

“ไอ้ทัพ เมื่อไหร่แกจะโตเป็นผู้ใหญ่ซักทีฮะ!” เมื่อพ่อเริ่มอารมณ์เสีย คนเป็นลูกก็ต้องรีบตีตัวออกห่าง จอมทัพดีดตัวขึ้นมาจากโซฟาทันควันพร้อมกับหันไปพูดกับการ์ดส่วนตัวอย่างไม่ใส่ใจคนที่นั่งอยู่

“อากาศแย่ ลมมรสุมกำลังเข้า รีบไปก่อนจะเกิดพายุเหอะเด็กแว้นซ์” พูดพลางยิ้มมุมปากเมื่อเห็นหน้าบอกบุญไม่รับของเจนวิทย์ที่ติดสอยห้อยตามออกมาจากห้อง ก็เพราะเขานี่แหละที่ทำให้การ์ดส่วนตัวต้องกลายเป็นเด็กแว้นซ์ไปอย่างไม่ตั้งใจ มันเป็นการทดสอบของเขาเองว่าคนที่จะมาเป็นบอดี้การ์ดให้เขานั้นมีความสามารถแค่ไหน เขาจึงเรียกให้เจนวิทย์กลับมาทำงานตอนตีสามและให้เวลาเดินทางแค่สิบนาที ถ้าหากทำไม่ได้เขาก็ไม่รับว่าเจนวิทย์มีความสามารถ แต่ที่ทำให้คนอย่างจอมทัพเซ็งที่สุดก็คือเจนวิทย์ดันมาทันในสิบนาทีโดยรถมอเตอร์ไซน์เก่าๆ ไม่ใช่บิ๊กไบท์เหมือนอย่างที่คิดว่าจะเห็นในหนังสายลับ จึงทำให้เจนวิทย์ได้ฉายาใหม่นับแต่นั้นเป็นต้นมา

“ไอ้ลูกเวรนี่ พูดอะไรไม่เคยฟังเลย!...” เสียงคุณจอมพลดังไล่หลังออกมาจากห้อง แต่กระนั้นลูกชายก็ไม่ได้นำมาใส่ใจให้รกสมอง กลับรีบสาวเท้าออกไปให้ห่างเสียงด่าระงมที่ดังพอได้ยินโดยทั่วกันทั้งชั้นภายในออฟฟิศ

 

อันที่จริงเขาก็ไม่ได้ตั้งใจจะออกมาเดินเตร็ดเตร่ข้างนอกให้เสียเวลาพักผ่อนไปเปล่าๆ แต่เขาไม่สามารถนั่งทนฟังพ่อบ่นได้เกินสิบนาที มันเริ่มมาตั้งแต่เมื่อไหร่ก็จำไม่ได้ รู้แต่เพียงว่าพ่อจะพูดย้ำๆ ซ้ำๆ วกไปวนมาแต่เรื่องเดิมๆ จนทำให้เขาเบื่อที่จะฟังและกลายเป็นนิสัยติดตัวจนถึงทุกวันนี้

จอมทัพนั่งเอกเขนกอยู่ในร้านกาแฟข้างบริษัทอยู่พักใหญ่ฆ่าเวลาไปเรื่อยๆ เพื่อรอพบกับเรื่องสนุกที่กำลังจะเกิดตอนบ่าย แต่ทว่าสายตาเขาก็ไปสะดุดอยู่กับหญิงสาวร่างระหงสูงปราดเปรียวในชุดกระโปรงรัดรูปสีน้ำทะเลที่กำลังเดินผ่านหน้าร้านตรงไปยังรถสปอร์ตสีขาวที่จอดอยู่ไม่ไกลนัก ผมยาวของเธอถูกดัดเป็นลอนใหญ่ปล่อยลงมาเป็นกรอบให้ใบหน้าหวานที่แต่งแต้มสีสันมาเป็นอย่างดีดูงดงามจนสามารถตรึงสายตาเขาให้หยุดมองเพียงเธอได้

“เฮ้ย เด็กแว้นซ์!” จอมทัพรีบตะโกนเรียกเจนวิทย์ที่นั่งจิบกาแฟอยู่อีกโต๊ะหนึ่งทันควัน “รีบตามสาวชุดฟ้าไปเร็วๆ แล้วจดป้ายทะเบียนรถมาด้วย”

ได้ยินดังนั้นบอดี้การ์ดหนุ่มก็ถอนหายใจเฮือกหนึ่ง ก่อนจะเดินออกไปด้วยความไม่เต็มใจนักตามคำสั่งของเจ้านาย แต่ทว่าเขาก็ไปไม่ทันเพราะรถสปอร์ตหรูคันนั้นเหยียบพุ่งตัวออกไปก่อนที่เขาจะเดินผ่านประตูร้านด้วยซ้ำ สงสัยจะถือเป็นโชคดีของสาวน้อยผู้นั้นที่หลุดรอดเงื้อมมือของหนุ่มหล่อพ่อรวยอย่างจอมทัพไปได้

 

ในเมื่อชื่อก็ไม่รู้จักเบอร์ก็ไม่ได้แถมป้ายทะเบียนรถยังไม่รู้ จอมทัพจึงต้องยอมล่าถอยกลับเข้าไปที่บริษัทอย่างหัวเสีย ยังดีที่มีการประกวดนางงามย่อมๆ รอเขาอยู่บนห้องทำงาน คิดอย่างนี้ก็พอจะทำให้อารมณ์ดีขึ้นมาบ้าง แต่อดคิดไม่ได้ว่าเป็นเพราะไอ้การ์ดไม่เอาไหนอย่างเจนวิทย์มัวแต่อ้อยอิ่ง จึงทำให้คลาดกันไปเพียงอึดใจ

หนุ่มลูกชายนักธุรกิจใหญ่เดินทำหน้าไม่สบอารมณ์มาจนถึงห้องทำงานบนชั้นสูงสุดของอาคารสิบเอ็ดชั้น ร่างสูงทรุดตัวลงนั่งบนโซฟาเพื่อรอเวลานัดตามที่นริตาบอกไว้ตั้งแต่เช้า

ไม่นานนักร่างท้วมๆ ของนริตาก็เดินเข้ามาพร้อมกับแฟ้มสีดำในมือ เธอทรุดนั่งบนโซฟาตัวใกล้กันก่อนจะเปิดแฟ้มวางแผ่หลาไว้บนโต๊ะไม้เนื้อดีตรงหน้าลูกชายเจ้านาย

“คนแรกชื่อ...”

“ไม่เอาชื่อ เรียกแต่เบอร์ก็พอมันรกสมอง” จอมทัพสวนขึ้นทันควัน มันไม่จำเป็นต้องไปรู้ชื่อแซ่ของพวกเธอหรอก เพราะไม่แน่ว่าแค่ก้าวขาเข้ามาในห้องเขาก็อาจจะไล่กลับไปแทบไม่ทัน

นริตาค้อนขวับพร้อมกับเรียบเรียงประโยคใหม่เพื่อให้ตรงใจหนุ่มเสเพลคนนี้ “เบอร์หนึ่งจบการศึกษาจาก...”

“อันนี้ก็ไม่เอา ข้ามไปเลย เรียกเข้ามาดูตัวเลยแล้วกันเสียเวลา” หนุ่มหล่อพูดพลางโบกมือเป็นเชิงปฏิเสธ ขณะเอนหลังเพื่อรอชมการเดินแบบในชุดสูทที่เลขาประจำกายพ่อจัดให้ในวันนี้

ในเมื่อชื่อก็ไม่ต้องโพร์ไฟล์ก็ไม่เอา นริตาจึงต้องทำตามอย่างเสียไม่ได้ เธอตะโกนเรียกสาวเบอร์หนึ่งที่ยืนรออยู่ด้านนอกให้เข้ามาในห้องเพื่อโชว์ตัวแก่ผู้ว่าจ้าง ยังไม่ทันที่เบอร์หนึ่งจะเดินมาถึงด้านหน้าของโซฟา เสียงทุ้มของเจ้าของห้องก็ดังขัดขึ้นเสียก่อน

“เตี้ยไป ผมไม่เอา” สิ้นเสียงของจอมทัพ สาวเบอร์หนึ่งก็แทบจะเดินขาขวิดกันเอง หน้าเสียจนนริตาต้องรีบเรียกลูกน้องที่ดูแลผู้มาคัดเลือกตัวด้านนอก เข้ามารับแม่สาวเบอร์หนึ่งออกไปแทบไม่ทัน

“งั้นคนต่อไปเลยแล้วกัน” นริตาทำเสียงฮึดฮัดเริ่มไม่สบอารมณ์กับคำพูดที่ไม่ถนอมน้ำใจของจอมทัพ ขณะตะโกนเรียกให้เบอร์สองที่รออยู่เข้ามาโดยเร็ว

สาวเบอร์สองหน้าตาจิ้มลิ้มพริ้มเพรา ผมยาวสลวยของเธอถูกรวบตึงเป็นหางม้าไว้ด้านหลัง ชุดสูทกระโปรงสั้นของเธอก็ดูเก๋ไก๋เข้ากับบุคลิกอย่างเหมาะเจาะ แต่ก่อนที่เธอจะได้เอ่ยอะไรนั้นก็ถูกหนุ่มหล่อที่นั่งอยู่บนโซฟาขัดขึ้นมาเสียก่อน

“ขาใหญ่ยังกะท่อนซุง เห็นแล้วไม่มีอารมณ์ ไม่ผ่าน” จอมทัพส่ายหน้าเล็กน้อย ก่อนจะโบกมือไล่แม่สาวเบอร์สองที่ยืนหน้าเสียให้ออกไปจากห้อง

“พูดอย่างนี้ได้ยังไงกันทัพ เค้าเสียหน้านะรู้มั้ย!” นริตาเอ็ดขึ้นหลังจากที่ปล่อยสาวหมายเลขสองให้เดินแกมวิ่งออกไปจากห้องแล้ว แต่คนที่ถูกเอ็ดกลับทำหน้าระรื่นไม่มีสำนึกเสียอย่างนั้น

“เผอิญผมชอบผู้หญิงขาสวย โอเคมั้ยครับ” จอมทัพยิ้มกริ่มขณะยกแฟ้มเบอร์สามขึ้นมามองอย่างสนใจ “คนนี้น่าจะใช้ได้นะ เรียกเข้ามาเลย”

นริตาส่ายหน้าอย่างอิดหนาระอาใจ ก่อนจะตะโกนเรียกเบอร์สามเข้ามา สาวเบอร์สามดูตื่นๆ เล็กน้อย คงจะเห็นตัวอย่างจากสองคนก่อนหน้านี้ที่วิ่งออกไปด้วยอารมณ์ฉุนเฉียว แต่ทว่าหากเธอคิดจะถอนตัวตอนนี้ก็คงไม่ทันเสียแล้ว

จอมทัพกระตุกยิ้มขึ้นมาทันทีเมื่อเห็นสาวเบอร์สาม แม่สาวคนนี้ดูท่าทางน่ารักไม่หยอก แม้สีผิวจะออกแทนหน่อยๆ ไม่ตรงตามสเป๊ก ขาว สวย หมวย เอ๊กซ์ของตัวเอง แต่ก็พอทดแทนกันได้ในยามที่ขัดสน

“ชื่ออะไรครับ แนะนำตัวได้เลย” คราวนี้หนุ่มหล่อเป็นคนเอ่ยปากเอง สาวเบอร์สามก็ออกจะดูอึ้งหน่อยๆ แต่ก็ยอมตอบคำถามแต่โดยดี

“ชื่อชมพูนุช สมุหโชค อายุ...”

“เดี๋ยวๆๆ!! นามสกุลอะไรนะ” จอมทัพโพล่งขึ้นมาทันควัน

“สมุหโชคค่ะ” แม่สาวเบอร์สามตอบอย่างงงๆ มันต้องมีอะไรไม่ชอบมาพากลกับนามสกุลเธออย่างแน่นอน

“ขอโทษครับคุณชมพูนุช เผอิญตำแหน่งนี้เต็มแล้ว ขอบคุณครับ” พูดพลางผายมือเป็นเชิงไล่ให้แม่สาวผิวแทนเดินออกจากห้องไปอย่างงงๆ ทิ้งให้เลขาท่านประธานใหญ่นั่งมึนอยู่นานสองนาน

“แล้วทำไมไปไล่เขาอย่างนั้นล่ะ ถูกใจไม่ใช่เหรอ” นริตาถามขึ้นมาด้วยความสงสัย

“ผมไม่ค่อยถูกกับคนตระกูลนี้” จอมทัพส่ายหน้ายิก ขณะคิดย้อนไปถึงเมื่อหลายปีก่อน เขาเคยรู้จักลูกสาวตระกูลสมุหโชคอยู่คนหนึ่ง แต่มันก็เป็นเพียงระยะเวลาสั้นๆ และเขาก็ทิ้งเธอไปอย่างเจ็บแสบ ขนาดมาคิดย้อนอีกทีเขายังรู้สึกได้ว่าที่ทำลงไปคือสุดยอดของความเลวระยำแล้ว และไม่รู้ว่าชมพูนุชจะดองกันทางไหนกับครอบครัวของสาวโชคร้ายผู้นั้น แต่รู้เพียงอย่างเดียวเท่านั้นก็คือ ...อย่าเสี่ยงเป็นดีที่สุด...

“ถ้างั้นคนต่อไปเลยแล้วกัน...” และนั่นคือประโยคของนริตาที่พูดบ่อยที่สุดในวันนี้ สรุปแล้วก็ยังไม่มีสาวคนไหนเข้าตากรรมการช่างติสักราย ไม่ว่าจะเป็น เหมือนทอม’ ‘จมูกบานยังกะท่อไอเสีย’ ‘อ้วนกว่าหมูไปนิด’ ‘ล่ำอย่างนี้ไปยกน้ำหนักดีมั้ย’ ‘ดำห้ากะโหลก’ ‘หน้าตาเหมือนนาปลูกสิวและอีกสารพัดสารเพที่จอมทัพสรรหามาใช้ได้อย่างไม่หมดไม่สิ้น จนในที่สุดนริตาก็ยอมแพ้สั่งให้ลูกน้องมาขนแฟ้มประวัติที่เหลือของบอดี้การ์ดสาวทั้งหมดออกไปจากห้อง และยอมรับข้อเสนอที่จะให้เจนวิทย์ติดตามได้แต่ต้องอยู่ในระหะห่างๆ เท่านั้น

“เท่านี้ก็พอใจแล้วสินะ ในที่สุดก็หาข้ออ้างได้ซักที” น้ำเสียงของเลขาสาวเจือไปด้วยความขุ่นเคือง ขณะเหลือบตาไปมองลูกน้องที่เข้ามาช่วยกันเก็บแฟ้มที่วางเกลื่อนโต๊ะทำงานของลูกชายเจ้าของบริษัท

“ก็คนที่พี่หามาให้มันไม่ได้ตามมาตรฐานเอง ช่วยไม่ได้” ชายหนุ่มยิ้มเยาะ ก่อนจะเอนหลังไปพิงโซฟาอีกครั้ง แต่ทว่าสายตาคู่คมของจอมทัพก็เหลือบไปเห็นแฟ้มสีดำอีกแฟ้มหนึ่งที่ซุกซ่อนอยู่ใต้โซฟาตัวที่นริตานั่งอยู่ ไม่รอช้าเขาก็สั่งให้เจนวิทย์ดึงแฟ้มที่ตกอยู่ไปรวมกับของที่จะส่งคืน แต่มือเจ้ากรรมของบอดี้การ์ดหนุ่มดันจับไม่แน่นพอทำให้แฟ้มนั้นหล่นกราวลงบนพื้นกระดาษปลิวกระจัดกระจายไปทั่วบริเวณ

“ถือแฟ้มยังหลุด ถ้าถือปืนคงไม่หลุดส่งไปให้ผู้ร้ายหรอกนะ” จอมทัพพูดแกมประชดขณะหยิบกระดาษที่ตกอยู่บนตักเขาขึ้นเพื่อส่งไปให้นริตาที่ช่วยเจนวิทย์เก็บอยู่ตอนนี้

แต่ทว่าสายตาของเขาก็ต้องสะดุดอยู่บนรูปถ่ายสองนิ้วหน้าตรงของผู้สมัครสาว เพราะใบหน้านี้มันช่างละม้ายคล้ายกับแม่สาวชุดฟ้าที่เพิ่งเจอกันไปเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อน แถมทรวดทรงองค์เอวตามรูปถ่ายที่แนบมาด้วยมันทำให้เชื่อได้ง่ายๆ ว่าน่าจะเป็นคนเดียวกันไม่ผิดเพี้ยน คิดได้ดังนี้หนุ่มหล่อก็ยื่นกระดาษในมือไปให้เลขาท่านประทานก่อนจะกระตุกยิ้มขึ้นมาเป็นเชิงเจอของถูกใจ

“แคนเซิลผู้หญิงพวกนั้นไปได้เลย ผมเจอแล้วน้องเบอร์ตองของจริง!

 

 

 

( ดารานิล )

 

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

14 ความคิดเห็น

  1. #13 suket (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 9 มีนาคม 2555 / 19:49
    เข้ามาติดตามอีกเรื่องค่ะ รออ่านต่อน้า.....
    #13
    0
  2. #12 Praew (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 27 มกราคม 2555 / 23:28
    555555 ปากร้ายมากอะ แต่ก็ฮาตามแบบฉบับพี่ไรท์คะ ชอบจังเลยย
    #12
    0