พันดารา

ตอนที่ 5 : ๔. ค่าไถ่กลายพันธุ์

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 88
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    17 พ.ค. 59

ค่าไถ่กลายพันธุ์

 

แต่ทางเดียวกันที่ว่า กลับไม่ใช่ทางกลับโรงแรม ด้วยความที่เป็นกลางคืนและไม่ชินทาง ศตายุจึงพามาลีรินทร์หลงมายังถนนซึ่งคลาคล่ำไปด้วยนักท่องเที่ยวมากมาย และกำแพงเมืองเก่าและลานกว้างอยู่ด้านหน้า

“พี่เก่งแน่ใจเหรอคะว่า เรามาถูกทาง” มาลีรินทร์ที่เกร็งตัวซ้อนท้ายอยู่ถามขึ้น สองแขนที่ยึดอยู่กับที่จับด้านหลังเริ่มล้า เธอไม่กล้าแม้แต่จะปล่อยมือ เพราะดูลักษณะแล้ว เขาคงจะขี่มอเตอร์ไซค์ไม่แข็งจริงๆ

“ไม่แน่ใจ” แม้จะบอกออกไปอย่างนั้น แต่ในใจก็รู้แล้วว่า หลง แน่ๆ

“แต่ลีว่า ตรงนี้ก็สวยดีนะคะ พี่เก่งไม่อยากถ่ายรูปเก็บเอาไว้เหรอ” พูดแล้วก็เหม่อมองสองข้างทาง ลมเย็นๆ ของต้นเดือนกุมภาพันธ์พัดมาปะทะใบหน้า แม้จะอยู่ท่ามกลางรถรามากมาย แต่เธอกลับรู้สึกดีอย่างประหลาด คล้ายกับนกที่โผบินอยู่บนฟ้า ผ่านแสงไฟที่ส่องสว่างแทนแสงดาวด้านบน

ศตายุเห็นด้วย กำแพงเมืองเก่ายามค่ำคืนเป็นอีกสถานที่หนึ่งที่ควรจะเก็บภาพเอาไว้ หากเขาเดาไม่ผิด นี่คงจะเป็นประตูท่าแพ ซึ่งเป็นสถานที่ที่เขาจะมาอยู่แล้ว จึงไม่แย่นักหากจะหลงทางแล้วมาเจอมันก่อน

หลังจากหาที่จอดรถได้ มาลีรินทร์ก็กระโดดผลุงลงทันที ร่างของเธอเซเล็กน้อย แต่ยังดีที่จับเสาป้ายโฆษณาไว้ได้ก่อน จึงยังไม่ทันล้มลงไป

“ระวังหน่อย ไม่ต้องรีบ กำแพงเมืองไม่หายไปไหนหรอก” ชายหนุ่มเอ็ดเบาๆ ท่าทางเธอเหมือนเด็กเพิ่งได้ออกจากบ้าน

“โทษค่ะ ลีเมื่อยตัวไปหน่อย เลยเสียหลัก” ไม่พูดเปล่า กลับดัดหลังอวดเขาให้รู้ว่า เธอต้องเกร็งตัวแค่ไหน

“ถ้าเมื่อยขนาดนั้น รถแดงมั้ย? จะได้ไม่เป็นภาระของล้อรถพี่” ศตายุเลิกคิ้วสูง

“โธ่ พี่เก่งคะ ลีก็แค่ล้อเล่นเอง ไปถ่ายรูปกันดีกว่า” ว่าแล้วก็ฉีกยิ้ม ก่อนจะเดินข้ามถนนไปยังลานกว้างที่มีนักท่องเที่ยงยืนมุงอะไรบางอยู่อย่างตื่นเต้น เสียงคล้ายกับกลองชุด แต่ฟังดูดีๆ แล้วน่าจะมาจากกระป๋องมากกว่า

“มาเร็วๆ สิคะพี่เก่ง” ว่าแล้วก็กวักมือเรียกคนที่ยืนอยู่อีกฝั่งป้อยๆ

ชายหนุ่มส่ายหัวอีกครั้ง ไม่รู้ว่า เคราะห์กรรมอันใดที่ทำให้เขาต้องเจอกับเธอ ถูกยืมเงินสองหมื่นไม่พอ ยังต้องถูกเกาะมาเที่ยวอีก ไม่รู้เจ้าหล่อนจะรู้ตัวบ้างไหมว่า ทำตัวเหมือนปลิงขึ้นทุกวัน

มือที่จับสายกระเป๋ากล้องกระชับขึ้น รอจังหวะรถไม่มีก็รีบเดินข้ามถนนไปหาคนที่ยืนรวมกลุ่มกับนักท่องเที่ยวบางส่วน ขณะยืนฟังชายวัยห้าสิบกว่าโซโล่กลองชุดที่ทำมาจากถังสีและกะละมังอย่างเมามัน

ท่ามกลางแสงไฟสีนวลที่ส่องสว่างไปทั่วบริเวณ สีหน้าของปลิงสาวแสดงความยินดีอย่างไม่ปิดบัง ผมสั้นระต้นคอพลิ้วไสวไปตามการเคลื่อนไหวของเจ้าตัว ขณะปรบมือให้กำลังใจศิลปิน เพียงเห็นภาพนั้น ก็อดจะหยิบกล้องขึ้นมาถ่ายเอาไว้ไม่ได้ ก็อย่างที่บอก เขาชอบเก็บอารมณ์ความรู้สึกของคนโดยไม่ทันได้ตั้งตัว

“แกเก่งนะ” ศตายุที่ได้ภาพจนพอใจแล้วพูดขึ้น ขณะเดินเข้าไปใกล้ๆ เพื่อชมการแสดงเปิดหมวกในคืนนี้

“โชคดีจังที่พี่เก่งขี่รถหลงมาทางนี้ ไม่งั้นคงไม่ได้เห็นแน่ๆ ค่ะ”

“ตอนนี้ดีแล้วเหรอ เมื่อกี้ยังทำหน้าอกตกอกใจอยู่เลย” เขาเหล่ตามอง

“ดีสิคะ นานๆ จะเจอคนมาแสดงเปิดหมวกเก่งๆ อย่างนี้ ลีชอบ”

“ก็เห็นชอบไปทุกอย่าง”

“ชอบทุกอย่างสิคะดี ชีวิตจะได้ไม่เครียด ชีวิตคนเราสั้นจะตาย” ว่าแล้วก็ขยับตัวตามจังหวะกลองที่เร่งเร้าอยู่ แถมยังขยิบตาให้เขาเต้นตามเสียอีก

ศตายุยิ้มน้อยๆ โคลงหัวไปมา มือที่ถือกล้องอยู่ยกขึ้นถ่ายภาพบรรยากาศเก็บไว้อีกครั้ง นักท่องเที่ยวทั้งจีน ทั้งไทย และฝรั่งมังค่า ก็ต่างขยับกายไปตามจังหวะกลองจากสิ่งเหลือใช้ กระทั่งเสียงกลองค่อยๆ แผ่วไป ตามด้วยเสียงปรบมือของผู้คนเกรียวกราว

“แล้วมาเชียงใหม่ ตั้งใจจะไปเที่ยวที่ไหนบ้าง” เขาถามขึ้น หลังพากันเดินข้ามถนนมายังรถที่จอดอยู่ เพราะตั้งแต่รู้จักกันมา เขาก็ไม่เคยรู้เลยว่า เธอมาเชียงใหม่เพื่อจุดประสงค์อะไร

“ลีอยากเที่ยวทุกที่เลยค่ะ อ่านเจอในเน็ต เห็นคนบอกว่า เชียงใหม่เป็นเมืองน่าเที่ยว จะเสียดาย ถ้าตายแล้วไม่ได้มา”

“ขนาดนั้นเชียว?”

“แหม ลีก็พูดไปอย่างนั้นแหละค่ะ” แล้วเธอก็หัวเราะร่วน เห็นดังนั้น ศตายุจึงแจกมะเหงกให้ไปเบาๆ

“พี่เก่งทำอะไรลีอะ” เธอว่าพลางลูบหัวตัวเองป้อยๆ ไม่เข้าใจว่า เขาหมั่นไส้ถึงขั้นต้องทำร้ายร่างกายกันเชียวหรือ?

“เตือนเด็กกวน เพราะถ้ายังกวนไม่เลิก พี่ก็ว่าจะไม่เอาแล้วเงินสองหมื่น เอาเพชรไปขายน่าจะเข้าท่ากว่า”

มาลีรินทร์หน้าบูด คำก็เอาเพชรไปขาย สองคำก็เอาเพชรไปขาย ถ้าเธอไม่พลาดก่อน คงไม่ถูกขู่อย่างนี้แน่ คิดแล้วก็อดหมั่นไส้ไม่ได้

“แล้วจะกลับมั้ยโรงแรม หรือจะยืนทำหน้ามุ่ยอยู่ตรงนี้ต่อ” ศตายุที่ควบรถอยู่เอ่ยถาม หลังเห็นอีกฝ่ายยังคงยืนนิ่งอยู่เช่นเดิม

“ไปค่ะไป โถ ให้เวลาลีคิดอะไรบ้างไม่ได้เลยเหรอคะ” แต่ในขณะที่เธอกำลังยกขาขึ้นพาดเบาะ ชายหนุ่มก็บิดคันเร่งส่งรถให้เคลื่อนตัวไปข้างหน้าด้วยความรวดเร็ว

“พี่เก่ง!” เธอว่าเสียงสูง ลดขาลงด้วยความอายที่ถูกแกล้ง ก่อนจะวิ่งตามไปกระโดดขึ้นเบาะรถมอเตอร์ไซค์ที่จอดรออยู่ข้างหน้า

“นึกว่าจะโบกรถแดงไปเองซะแล้ว” เขาพูดยิ้มๆ นึกสนุกที่ได้แกล้งเธอ

“อย่าแกล้งกันสิพี่เก่ง  ถ้าไม่เอาลีไปด้วย เดี๋ยวเหงาแล้วจะหาว่าไม่เตือนนะคะ” แล้วเอื้อมมือมาจับเสื้อของคนข้างหน้าไว้ แทนการจับที่ยึดด้านหลัง แม้จะไม่โดนตัว แต่ศตายุก็รู้สึกแปลกๆ อย่างไรชอบกล

“ทำไมไม่จับที่เดิม” เขาเอียงหน้ามาถาม ขณะพารถเคลื่อนตัวเข้าสู่ถนนอีกครั้ง

“เมื่อยแขนแล้ว ทำไมคะ หรือพี่เก่งกลัวถูกลีลวนลาม?” เธอกลั้นยิ้ม นึกไม่ถึงว่า เขาก็หวงเนื้อหวงตัว

“เปล่า” เขาว่าอย่างนั้น

“พี่เก่งของลีใจดีจะตาย ไม่คิดเล็กคิดน้อยหรอกเนอะ” ท้ายประโยคติดเสียงสูงเป็นเชิงออดอ้อน แต่แท้ที่จริงอยากจะกวนอารมณ์เขาต่างหาก

ศตายุได้แต่ปลงตก รีบบิดคันเร่งให้รถพุ่งไปด้านหน้า จนคนซ้อนหน้าหงายไปเล็กน้อย ดีที่มือยังจับเสื้อเขาไม่มั่น จึงพอทรงตัวอยู่ได้ แต่อดคิดอยู่ในใจไม่ได้ว่า

ผู้ชายอะไร แกล้งนิดแกล้งหน่อยก็ไม่ได้!

 

เสียงข้อความที่ถูกส่งมาในเช้าวันนี้ ปลุกคนหลับอยู่ให้ตื่นขึ้น มาลีรินทร์เอื้อมมือไปหยิบมือถือข้างกายขึ้นมาดู ก็พบว่า มันถูกส่งมาจากเพื่อนรักของเธอนั่นเอง ปาริดาส่งข้อความมาบอกว่า จะให้ลูกน้องนำเงินมาให้วันนี้ประมาณสิบโมงเช้าที่ล็อบบี้โรงแรม เห็นดังนั้น เธอก็รีบเด้งตัวขึ้นมา เพราะเกือบจะถึงเวลานัดอยู่แล้ว เหลืออีกแค่ครึ่งชั่วโมงเท่านั้น

หญิงสาวใช้เวลาในห้องน้ำไม่ถึงสิบนาทีก็พุ่งพรวดออกมา อาจจะเป็นเพราะเมื่อช่วงเช้ามืดปวดหัวไปหน่อย ได้แต่นอนดิ้นไปดิ้นมา วันนี้เลยตื่นเอาเสียสายโด่งเช่นนี้

พอผลัดผ้าผ่อนเสร็จ ก็รีบตรงไปยังลิฟต์ทันที ระหว่างนั้นก็ยกนาฬิกาข้อมือขึ้นมาดู เห็นว่าเลยเวลานัดมาแล้วเกือบสิบนาที ใจเริ่มร้อนรน ไม่อาจรอลิฟต์ได้อีก จึงตัดสินใจเดินไปยังบันไดหนีไฟ เพราะกว่าจะรอลิฟต์วนมารับ ก็คงใช้เวลาอีกไม่ต่ำกว่าห้านาที

เสียงฝีเท้าของตัวเองดังสะท้อนไปมา ขณะเดินแกมวิ่งลงมาจากบันได จนกระทั่งมาหยุดอยู่ตรงประตูไม้ซึ่งบุด้วยกระจกเสียครึ่งบาน จึงทำให้เธอได้เห็นว่า ไม่ได้มีเพียงเงินที่รออยู่เท่านั้น ตัวปัญหาก็ยังมาคอยป้วนเปี้ยนอยู่อย่างน่าเจ็บใจเสียด้วย

“มาได้ยังไงกัน!” มาลีรินทร์อุทานอย่างตกใจ เมื่อเห็นธนเดชพร้อมลูกน้องอีกหนึ่งคนยืนหลบมุมอยู่อีกด้านของห้องรับรองแขก ซึ่งบริเวณจะเป็นจุดอับสายตาพอดีหากเดินมาจากลิฟต์ที่อยู่อีกฝั่งหนึ่ง แต่พอมองจากบันไดหนีไฟ กลับเห็นพวกเขาได้ชัดเจน และเธอก็มั่นใจว่า ธนเดชไม่ได้มาดักรอเธอเพียงสองคนนี้แน่

คิดแล้วก็แนบตัวไปกับประตูเพื่อเช็กจำนวนคนตามล่าให้แน่นอน และก็เป็นอย่างที่เธอคิดไว้ไม่มีผิด มีชายอีกสองคนที่ยืนคุมประตูหน้าและประตูด้านข้างเอาไว้อย่างละคน คงกะไม่ให้เธอหนีรอดออกไปได้ ทั้งที่พวกเขาน่าจะยังอยู่ที่ภูเก็ตด้วยซ้ำ

จึงรีบส่งข้อความไปบอกเพื่อนทันที แต่ไม่มีการตอบรับจากอีกฝ่าย ปาริดาอาจจะยุ่งอยู่กับงาน เลยไม่มีเวลาอ่านข้อความ ยิ่งคิดก็ยิ่งร้อนใจ เลยตัดสินใจโทร.กลับไป แต่ก็เหมือนเดิมคือ ไม่มีใครรับสายเลยแม้แต่คนเดียว

หญิงสาวใช้สมองครุ่นคิดหนัก เงินอยู่แค่เอื้อมแต่ออกไปเอาไม่ได้ สงสัยว่า เกลือจะเป็นหนอน หากปาริดาไม่ได้ปากโป้ง ก็อาจจะเป็นลูกน้องที่ถูกธนเดชซื้อตัวไปก่อน มาลีรินทร์นิ่งดูลาดเลาอยู่นานก็คิดหนทางดีๆ ออก เธอไม่ได้อยู่ตัวคนเดียวสักหน่อย

พี่เก่ง!

คิดได้ดังนั้นก็วิ่งขึ้นบันไดหนีไฟ ตรงไปยังห้องของศตายุที่อยู่ตรงกันข้ามกันทันทีอย่างมีหวัง เพราะดูจากแอปฯ ในมือถือแล้ว เขายังไม่ได้ออกจากตึกนี้ไปไหน

เสียงเคาะประตูหน้าห้องดังขึ้นไม่หยุด ฉุดให้คนที่กำลังเช็กรูปในกล้องต้องเงยหน้าขึ้นมามองด้วยความสงสัย ก่อนจะวางกล้องไว้บนเตียงแล้วเดินไปส่องตาแมวที่ประตู จึงเห็นว่า ใครที่มาเคาะเรียกไม่หยุดเช่นนี้

“เปิดประตูให้ลีหน่อยค่ะพี่เก่ง” เสียงนั้นร้อนรน จนเขาจำเป็นต้องปลดกลอนออก แล้วเปิดประตูให้ตามคำขอ

“มีอะไร?” เขาเอียงคอถาม แต่อีกฝ่ายไม่ตอบ กลับพุ่งตัวเข้ามาในห้อง โดยที่เจ้าของยังไม่อนุญาตด้วยซ้ำ

“ลีมีเรื่องรบกวนพี่เก่งหน่อยค่ะ” พอเข้ามายืนในห้อง เธอก็บอกความต้องการทันที

“นี่พี่เชิญลีเข้ามาในห้องแล้วเหรอ?” เขาสงสัยตัวเอง

“เพื่อนลีเอาเงินมาให้แล้ว...”

“แล้วลีเลยเอามาคืนพี่?” เขาต่อให้ นึกดีใจที่จะได้สลัดปลิงตัวนี้ทิ้งเสียที

“เปล่าค่ะ”

“อ้าว” เขาอุทานอย่างไม่เข้าใจ

“คือเพื่อนเอาเงินมาให้ แต่ลีไปเอาไม่ได้ ก็เลยอยากจะขอร้องพี่เก่งโทร.บอกรีเซฟชั่นให้ถือเงินขึ้นมาที่ห้องพี่เก่งให้หน่อยได้รึเปล่าคะ” เธอบอกอ้อมๆ แอ้มๆ

“ทำไม?” เขาหรี่ตามอง เรื่องนี้ชักไม่ชอบมาพากล

“เอ่อ ลีมีปัญหาบางอย่าง...” พูดถึงตรงนี้ เธอก็หยุดครุ่นคิด มองหน้าคนตัวสูงอย่างชั่งใจ

“ปัญหาอะไร?” เขาเค้นถาม อยากจะรู้เหมือนกันว่า เพราะเหตุใดเธอถึงลงไปเอาเงินไม่ได้ “หรือเกี่ยวกับเพชรที่เอามาฝากพี่ไว้?”

“ก็นั่นแหละค่ะ” ในทีสุดเธอก็ยอมรับ “อันที่จริง เพชรที่ฝากไว้กับพี่เก่งเป็นมรดกตกทอดจากยายของลี แต่มีพวกญาติๆ ที่กะจะฮุบสมบัติ แอบอ้างว่า ยายยกเพชรเม็ดนั้นให้กับเขา ลีเลยหนีออกมาพร้อมเพชร ไม่อยากให้คนเห็นแก่ตัวได้ไป”

“ละครมาก ออนแอร์วันไหนเนี่ย พี่จะรอดู” ศตายุถามหน้าตาย แต่อีกฝ่ายกลับทำหน้าง้ำ

“ลีพูดความจริงอยู่นะคะ”

“จะความจริงหรือความหลอกก็ไม่ได้เกี่ยวไรกับพี่หรอก ที่อยากรู้อย่างเดียวคือ พี่จะได้เงินคืนจริงๆ ใช่มั้ย?” ชายหนุ่มตัดบท เขาไม่สนใจว่า เธอจะเอาเพชรใครหนี หรือขโมยอะไรมา

“ค่ะ เงินอยู่ที่รีเซฟชั่นด้านล่าง” เธอพยักหน้า ดีเหมือนกันที่เขาไม่สนใจเรื่องของเธอ อย่างน้อยพอได้เงินแล้ว ต่างคนก็ต่างไป ไม่มีอะไรติดค้างกัน

“งั้นพี่จะโทร.ให้” ว่าแล้วก็เดินไปหยิบหูโทรศัพท์บนหัวเตียงขึ้นมากดเบอร์รีเซฟชั่น แต่ยังไม่ทันจะได้พูด หญิงสาวก็พุ่งตัวมาคว้าหูโทรศัพท์แล้ววางกลับคืนไปอย่างตื่นๆ เสียก่อน

“เป็นอะไร?” ศตายุถามอย่างตกใจ

“แล้วเราจะรู้ได้ยังไงคะว่า เขาจะไม่ส่งไส้ศึกขึ้นมาหาเรา?” มาลีรินทร์เพิ่งคิดออก เธอจะไม่ยอมพลาดถูกจับแน่

“พูดอย่างนี้แสดงว่า อยากให้พี่ลงไปเอาเองใช่มั้ย?” เขาหรี่ตามองคนตรงหน้าอย่างรู้ทัน

“ก็ประมาณนั้นค่ะ” คนพูดหัวเราะแหะๆ ใจจริงก็ไม่อยากรบกวนเขาขนาดนี้ แต่สถานการณ์มันบังคับ!

“เห็นแก่เงินหรอกนะ เดี๋ยวพี่ลงไปเอาให้” ชายหนุ่มพูดอย่างเสียไม่ได้ หยิบเสื้อคลุมขึ้นมาสวมทับเสื้อกล้ามที่ใส่อยู่เพื่อลงไปรับของแทนอีกฝ่าย แต่เพิ่งคิดได้ว่า ของที่ส่งมานั้นให้เธอ ไม่ได้ให้เขา แล้วอย่างนี้จะไปเอาแทนได้อย่างไร?

“แล้วจะให้พี่บอกรีเซฟชั่นว่ายังไงเขาถึงจะเอาเงินให้?” ศตายุหันมาถามคนที่นั่งรออยู่บนเก้าอี้

“นั่นสิคะ” หญิงสาวถอนหายใจเบาๆ ทำไมแค่ลงไปเอาเงินมันจะยุ่งยากได้ขนาดนี้?

“บัตรอะไรก็ไม่มี” ชายหนุ่มพูดอย่างอ่อนใจ สรุปว่า เขายังจะได้เงินสองหมื่นคืนอยู่ไหม?

“งั้นเอางี้ดีกว่าค่ะ” พูดแล้วก็หยิบมือถือของตัวเองขึ้นมาแล้วกดบันทึกวิดีโอ

“สวัสดีค่ะ ฉันคือเจ้าของห้อง 402 นะคะ เผอิญมีเหตุจำเป็นไม่สามารถลงไปรับของได้ จึงฝากคุณผู้ชายคนนี้มารับให้แทน หวังว่าคงจะได้รับความสะดวกนะคะ” พูดเสร็จก็ยิ้มให้กล้อง ก่อนจะส่งมือถือที่บันทึกคลิปนี้ไปให้คนที่ยืนรออยู่

“หวังว่าจะใช้ได้นะคะ”

ศตายุมองอย่างทึ่งๆ ไม่คิดว่า เธอจะแก้ปัญหาด้วยวิธีนี้ แต่ก็นั่นแหละ หากไม่ใช้วิธีนี้ ก็อาจจะไม่ได้เงินคืน ดังนั้นเขาจึงยื่นมือไปรับมือถือไว้ แล้วไล่ให้เธอออกไปให้พ้นห้อง

“ลีรออยู่ที่นี่ไม่ได้เหรอคะ?”

“ไม่ได้ เพราะพี่ไม่ได้เอาตัวประกันมาด้วย” เขาหมายถึงเพชร ซึ่งเธอก็พอจะเดาออก

“ก็ได้ค่ะ” เธอรับคำอย่างเสียไม่ได้ ก่อนจะเดินตามร่างสูงของเจ้าของห้องออกไป

 

หญิงสาวหน้าตาจิ้มลิ้มกลั้นยิ้ม เมื่อเห็นคลิปวิดีโอที่ลูกค้าหนุ่มหล่อยื่นมาให้ดู ก่อนจะยอมยื่นซองเอกสารไปให้อย่างไร้ข้อกังขา

“นี่ค่ะ”

“ขอบคุณครับ”

ศตายุยิ้มกริ่ม ในที่สุดเงินที่จะปลดแอกเขาสู่อิสรภาพก็อยูในมือ ขณะหมุนตัวกลับเดินไปยังลิฟต์ สายตาก็เหลือบไปมองชายร่างกำยำที่ยืนหลบมุมอยู่ไม่ไกลนัก แม้จะรู้สึกคุ้นหน้าคุ้นตาอย่างไรชอบกล แต่ก็ไม่ได้ใส่ใจมาก และแน่ใจว่า ฝ่ายนั้นกำลังจ้องเขาตาไม่กะพริบอยู่เช่นกัน คิดๆ ดูอาจจะเป็นพวกที่มาตามคิดบัญชีกับมาลีไม่ผิดแน่

ทันทีที่เดินมาหยุดอยู่หน้าประตูห้อง กำลังจะเสียบกุญแจเข้าไป เสียงเปิดประตูก็ดังขึ้นมาจากห้องตรงกันข้ามเสียก่อน แสดงว่าเธอคงตั้งตาคอยเขาไม่หายไปไหนแน่

“ได้มาแล้วใช่มั้ยคะ” มาลีรินทร์กระตือรือร้น พุ่งตัวออกไปหาอีกฝ่ายที่กำลังไขประตูทันที

“อะ เอาไป” ศตายุยื่นซองเงินและมือถือคืนให้อีกฝ่าย แล้วเปิดประตูเดินเข้าไปพร้อมคนที่ทำท่าดีใจจนแทบจะนอนลงไปกลิ้งกับพื้น

“ขอบคุณมากค่ะพี่เก่ง ถ้าไม่มีพี่เก่ง ลีคง...”

“เอาเงินพี่คืนมา แล้วรีบกลับห้องไปซะ หลังจากนี้ก็ทางใครทางมัน”

พอถูกเขาพูดแทรก หญิงสาวก็ทำเสียงจิ๊จ๊ะในลำคอ อุตส่าห์จะขอบคุณเขาสักหน่อย แต่ดูท่าแล้วคงไม่จำเป็น เพราะเงินมาก่อนเสมอ!

จากนั้นร่างระหงก็ทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้หวายปลายเตียง แล้วฉีกซองเอกสารออกด้วยความดีใจล้นอก แต่มือที่กำลังจะหยิบเงินออกมานับ พลันต้องชะงักเอาไว้ก่อน เมื่อคิดขึ้นได้ว่า เขาเองก็ต้องเอาของมาคืนเธอเช่นกัน

“ไหนเพชรของลีคะ?”

“นึกว่าจะลืมไปซะแล้ว” ศตายุยิ้มมุมปาก ล้วงเอาเพชรที่อยู่ในกระเป๋าเสื้อคลุมของตัวเองออกมายื่นให้อีกฝ่าย

“อ้าว ไหนบอกว่าอยู่ในห้อง อ๋อ...ที่แท้ก็หลอกลีนี่เอง” เธอทำปากยื่น แต่พอเห็นเพชรก็คลายความกังวล จึงดึงเงินห้าหมื่นขึ้นมาจากซอง เพื่อนับคืนเจ้าหนี้ที่ยืนรออยู่

แต่ทว่า...

“มันเป็นอย่างนี้ไปได้ยังไง!” มาลีรินทร์หน้าซีดเผือด เมื่อเห็นแบงค์ปลอมรูปการ์ตูนเต็มมือ แทนที่จะเป็นแบงค์พิมพ์รูปรัชกาลที่เก้า แสดงว่า เงินที่ปาริดาแอบมาส่งให้ ก็ถูกธนเดชริบคืนไปหมดแล้วแน่ๆ

ฝ่ายเจ้าหนี้ที่รอเงินสองหมื่นอย่างใจจดใจจ่อ ก็ส่ายหัวไปมาอย่างอ่อนใจ ยกมือขึ้นมานวดขมับหนักๆ รู้สึกว่า ลูกหนี้จะไม่สามารถใช้หนี้ได้ในตอนนี้ เพราะเงินที่ได้มาใช้ไม่ได้บนโลกนี้ด้วยซ้ำ

“จะให้พี่เอาเงินพวกนี้ไปใช้บนดาวนาเม็ก[1]เหรอ?”

“ลีจะทำยังไงดีคะพี่เก่ง” เธอทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ เมื่อถูกตัดความช่วยเหลือทุกช่องทาง คล้ายจะบีบให้เธอจนมุม แล้วซมซานกลับไปท่าเดียว และเท่านั้นยังไม่พอ เมื่อเห็นแผ่นกระดาษแผ่นหนึ่งที่โผล่ออกมาจากซองเอกสารก็ยิ่งอยากร้องไห้หนัก เพราะเป็นสาส์นที่ถูกส่งมาข่มขู่เธอโดยตรง

เจอกันก่อนสิ้นเดือนนี้ ไม่อย่างนั้นจะไม่มีคำว่าปรานีอีกต่อไป ...เวธัส

 



[1] ดาวที่อยู่ในการ์ตูนเรื่อง ดราก้อนบอล ซึ่งแบงค์กาโม่ที่มาลีรินทร์ได้มาพิมพ์รูปของโงกุน ตัวละครหลักในเรื่องดราก้อนบอลนั่นเอง



++++++++++++++++++++++++++++++++++++

ประตูท่าแพ


ตอนกลางวัน




                                           ตอนกลางคืน



                 

                                  ลุงอ้วนกลองถังตัวจริงเสียงจริง

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

32 ความคิดเห็น

  1. #32 25329789 (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 8 ตุลาคม 2559 / 19:33
    #32
    0