พันดารา

ตอนที่ 4 : ๓. ปลิงตัวแม่

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 92
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    17 พ.ค. 59

ปลิงตัวแม่

 

“นี่ผมจะหนีคุณไม่รอดจริงๆ ใช่มั้ย?” ศตายุเอ่ยถามขึ้น หลังเห็นคนที่เพิ่งไถเงินเขาไปเดินออกมาจากห้องที่อยู่ตรงกันข้าม ขณะกำลังจะออกไปเดินถ่ายรูปเล่นในตอนกลางคืน

“อ้าว คุณพักอยู่ห้องนี้เหรอคะ” มาลีรินทร์ยิ้มดีใจ ไม่คิดว่า จะบังเอิญได้ห้องตรงกันข้ามกับเขา

“คุณกลัวผมเอาเพชรไปขายขนาดนั้นเลยเหรอ?”

“ก็ไม่เชิงหรอกค่ะ ฉันรู้ว่า คุณจะไม่เอาเพชรฉันไปขาย” แม้จะพูดอย่างนั้น แต่ความเป็นจริงก็ไม่ได้แน่ใจนัก เธอจึงเช็กที่อยู่ของเขาแทบจะทุกชั่วโมง

หลังได้คุยกับปาริดาก็โล่งใจ เธอมีเงินไปไถ่เอาเพชรคืนแน่ๆ เพราะฝ่ายนั้นส่งอีเมลมาบอกว่า จะให้ลูกน้องเอาเงินเข้ามาให้ที่โรงแรมตอนบ่ายของวันพรุ่งนี้ มาลีรินทร์จึงพอมีอารมณ์ออกไปเล่นดูแสงสียามค่ำคืนบ้าง ไม่ใช่นั่งอุดอู้อยู่แต่ในห้อง ทั้งที่มาถึงเชียงใหม่แล้ว

“อ้อ วันพรุ่งนี้เพื่อนจะเอาเงินมาให้ฉันแล้วนะคะ ถ้าได้เงินมา จะรีบเอาไปคืนให้ทันทีเลยค่ะ”

“ดีใจจังที่ได้ยินอย่างนั้น” ศตายุโล่งอก นึกว่าจะนานกว่านี้

“แล้วคุณศตายุจะไปไหนเหรอคะ?” หญิงสาวถามพลางมองไปยังกระเป๋ากล้องถ่ายรูปที่ชายหนุ่มสะพายเอาไว้บนไหล่

“เรียกผมว่าเก่งเถอะ”

“ค่ะ คุณเก่ง”

“คุณเก่ง?” ศตายุเลิกคิ้วสูง ไม่เคยมีใครเรียกเขา คุณเก่ง นอกจากลูกค้า และหัวหน้าบางคน

“แล้วจะให้ฉันเรียกคุณว่ายังไงล่ะคะ?” มาลีรินทร์ชักงง นั่นก็ไม่ได้ นี่ก็ไม่ให้เรียก

“ผมแก่กว่าคุณ เรียกผมว่าพี่ก็ได้”

“ค่ะ คุณพี่”

เขาเหล่มองคนที่กลั้นยิ้มอยู่ แล้วพูดต่อ “นี่คุณไม่ได้กวนผมอยู่ใช่มั้ย?”

“ไม่ได้กวนค่ะ” เธอยิ้มตาหยี “งั้นพี่เก่งก็อย่าเรียกลีว่าคุณสิคะ ฟังดูเหมือนลีแก่ขึ้นไปสักสิบปี”

“ผม...เอ่อ พี่กำลังจะออกไปถ่ายรูปกาดหลวง (ตลาดวโรรส) ตอนกลางคืนน่ะ” พูดไปแล้วก็รู้สึกพลาดอย่างไรบอกไม่ถูก ไม่น่าให้เธอเรียกว่า พี่ เลย เพราะมันหมายถึงเขาก็ต้องแทนตัวเองว่า พี่ เช่นกัน มันทำให้ระยะความห่างเหินถูกบีบให้แคบลงมาด้วยสรรพนามแทนตัวเอง

“งั้นลีขอไปด้วยได้มั้ยคะ ลีเพิ่งเคยมาเชียงใหม่ครั้งแรก” แววตาเป็นประกาย ท่าทางกระตือรือร้นของคนพูด ทำเอาคนฟังที่กำลังจะปฏิเสธต้องหนักใจ

“ไปยังไง มอเตอร์ไซค์มีคันเดียว”

“ก็พี่เก่งขี่ แล้วลีก็ซ้อนไงคะ”

“พี่ขี่มอเตอร์ไซค์ไม่ค่อยคล่อง” ศตายุบอกปัด ไม่อยากให้เธอเข้ามายุ่งวุ่นวายกับการมาพักผ่อนครั้งนี้

“งั้นให้ลีขี่มั้ยคะ ลีเคยขี่ตอนเรียนมหาลัย” คนที่ยังไม่รู้ตัวว่า เขาไม่อยากให้ร่วมเดินทางไปด้วย ทำสีหน้าตื่นเต้นที่จะได้จับแฮนด์รถอีกครั้ง

“ไม่เหมาะหรอก ลีเป็นผู้หญิงจะมาขี่แล้วให้พี่ซ้อนได้ยังไง”

“แล้วเราจะไปยังไงล่ะคะ?”

“พี่ก็ไปของพี่ ส่วนลีก็ไปของลี คนละทางกันอยู่แล้ว”

“อ้าว ลีก็อยากไปเที่ยวด้วยนี่คะ” เธอทำหน้าละห้อย แต่อีกฝ่ายก็ไม่ใจอ่อน

“อยากไปก็โบกรถแดงไปเองแล้วกันนะ” ว่าแล้วก็รีบเดินไปยังลิฟต์ที่กำลังเคลื่อนตัวมาตามเลขที่เลื่อนไปเรื่อยๆ

“ทำไมพี่เก่งใจร้ายจัง ลีแค่ขอติดรถไปด้วยไม่ได้เลยเหรอคะ”

“ไม่ได้ พี่อยากถ่ายรูปคนเดียว” ศตายุชักรำคาญ ผู้หญิงอะไร ขอตามผู้ชายไปนั่นมานี่ไม่หยุดหย่อน!

“ลีก็ถ่ายรูปเก่งนะคะ ลีช่วยพี่เก่งเรื่องมุมกล้องได้แน่ๆ” เธอคะยั้นคะยอ ไม่อยากให้เขาไปไหนไกลสายตา

“เออ ลี พี่ว่า เมื่อกี้พี่เห็นลีปิดประตูห้องไม่สนิทแน่ะ” ชายหนุ่มออกอุบาย แต่อีกฝ่ายก็ไม่ตกหลุมพรางง่ายๆ

“พี่เก่งไม่ต้องมาอำลีเพื่อไล่ลีไปไกลๆ หรอกค่ะ ลีมั่นใจว่า ลีปิดประตูห้องสนิทแล้ว”

“แน่ใจ? ถ้าเกิดอะไรหายอีก คราวนี้พี่ช่วยไม่ได้จริงๆ แล้วนะ หน้าตาไม่ได้เหมือนตู้กดเงินสด จะบอกให้” เขาหรี่ตามอง

“ลีมั่นใจค่ะ” แม้ปากจะบอกไปเช่นนั้น แต่ใจเริ่มหวั่นๆ แม้จะรู้ดีว่า เขาแกล้งอำเธอก็เท่านั้น

“ก็ตามใจ” ศตายุยักไหล่ พอดีกับเสียงประตูห้องกระแทกกับฝาผนังจากทิศห้องของเธอ เพียงเท่านั้นมาลีรินทร์ก็ใจเสีย มองหน้าอีกฝ่ายอย่างชั่งใจ สุดท้ายก็เป็นฝ่ายพ่ายแพ้ เดินกลับไปเพื่อเช็กดูอีกครั้ง

ฝั่งชายหนุ่มที่เห็นตัวป่วนเดินจากไปก็ยิ้มกริ่ม ประจวบเหมาะกับลิฟต์ที่เปิดอ้าอยู่ จึงรีบแทรกตัวแล้วกดปิดทันที ไม่สนใจเสียงร้องของใครบางคนที่วิ่งกระหืดกระหอบกลับมา

“รอลีด้วยค่ะ!

“รอไม่ได้หรอก เดี๋ยวร้านเพชรจะปิดซะก่อน!” เสียงที่ลอดผ่านประตูลิฟต์ ก่อนมันจะปิดไป สร้างความตกใจให้คนฟังเป็นอย่างมาก มาลีรินทร์ใจตกไปอยู่ตาตุ่ม แม้จะค่อนข้างแน่ใจว่า เขาคงจะล้อเล่น แต่เพชรไม่เข้าใครออกใคร ไม่แน่ เขาอาจจะพูดจริง แต่แกล้งทำเป็นเล่นก็ได้!

“โอ๊ย ไม่น่าเลยเรา” หญิงสาวโอดครวญ นึกโกรธตัวเอง เพราะความไม่มีเงินและกลัวถูกจับ จึงเป็นเหตุบังคับให้เธอต้องเสี่ยง อุตส่าห์เลือกคนที่น่าจะไว้ใจได้แล้วเชียว แต่ก็นั่นแหละ เงินคือพระเจ้า!

คิดได้ดังนั้นสองขาก็จ้ำอ้าวไปยังบันไดหนีไฟ หารอลิฟต์กลับมาอีกครั้ง มีหวัง เขาคงไปไกลกว่านี้ โชคดีที่ห้องของเธออยู่ชั้นสี่ แต่ก็โชคร้ายที่เธอช่างเหนื่อยง่ายเหลือเกิน กว่าจะมาถึงชั้นหนึ่งได้ ก็เล่นเอาหอบจนตัวโยน

“พี่เก่งอย่าแกล้งลีอย่างนั้นนะ!” ทันทีที่ทะลึ่งพรวดออกมาจากประตูข้างตึกได้ เธอก็รีบตะโกนออกไปทันที เมื่อเห็นเขากระโดดขึ้นควบรถมอเตอร์ไซค์คู่กาย

“พี่ไปก่อนนะลี ขอบใจลีมากที่ฝากเพชรไว้กับพี่” ว่าแล้วก็บิดคันเร่งทันที แต่ก็ต้องเบรกจนตัวโก่ง เมื่อหญิงสาวกระโดดพุ่งมาขวางเอาไว้

“นี่พี่เก่งจะเอาเพชรลีไปขายจริงๆ ใช่มั้ยคะ!

“ใช่” เขายียวนกลับไป หากเธอเอาเงินมาคืนเขาเมื่อไร จะรีบเอาเพชรคืนให้ทันที แต่ตอนนี้หมั่นไส้คนไม่ระวังตัว เลยขอแกล้งให้รู้สึกเสียบ้าง

“ไหนเราตกลงกันแล้วไม่ใช่เหรอคะ” เธอหน้าเสีย

“โทษที ไม่มีสัจจะในหมู่โจรหรอกนะ!” พูดจบก็บิดคันเร่ง แล้วพุ่งเข้าใส่คนที่ยืนขวางอยู่ พยายามจะไม่เผลอหัวเราะออกมา เมื่อเห็นอาการของคนหวงเพชร

“ว้าย!” มาลีรีบกระโดดหลบไปข้างๆ สายตาจับจ้องอยู่บนแผ่นหลังของคนควบมอเตอร์ไซค์ห่างออกไปอย่างร้อนใจ ก่อนจะได้สติ รีบวิ่งไปยังถนนแล้วโบกรถแดงทันที

“ไปไหนน้อ...”

“ตามรถมอไซค์ข้างหน้าไปเลยค่ะ!” เธอกระโดดขึ้นนั่งข้างคนขับ ชายวัยสี่สิบมองลูกค้าสาวอย่างงงๆ

“คันไหนนะ?”

“ก็คันหน้านั่นไงคะ ตามไปเลยค่ะพี่!

“เหมือนในหนังน่ะเหรอ?” คนขับยังซักไม่เลิก

“จะเหมือนในหนัง หรือเหมือนอะไรก็ช่างมันเถอะค่ะ สรุปว่าพี่จะขับตามให้มั้ยคะ?”

“คงจะไม่ได้หรอกน้อง” คนขับมองตาปริบๆ ก่อนจะบุ้ยปากให้เธอหันไปมองผู้โดยสารเต็มคันรถด้านหลังที่ชะเง้อหน้ามามอง “ถ้าอยากบู๊เหมือนในหนัง อย่านั่งรถพี่ ทางที่ดี ตุ๊กๆ เถอะ” พูดจบก็เอียงคอ เป็นเชิงให้หญิงสาวรีบๆ ลงไป

“ก็ได้ค่ะ” มาลีรินทร์รับคำอายๆ รีบกระโดดลงไป แล้วมองหาตุ๊กๆ ทันที และก็ไม่ผิดหวัง เมื่อเห็นตุ๊กๆ คันหนึ่งกำลังมุ่งตรงมายังเธอที่โบกมือเรียกไว้สุดแขน

“ไปไหนน้อง” คนขับวัยสามสิบต้นๆ ถามขึ้น หลังชะลอรถมาจอดเทียบ

“ไปข้างหน้าก่อนค่ะ เดี๋ยวหนูจะบอกอีกที รีบๆ เลยนะคะพี่” ว่าแล้วก็กระโดดขึ้นนั่งยังเบาะหลัง แล้วตุ๊กๆ คันดังกล่าวก็พุ่งตัวออกไปโดยเร็ว

หญิงสาวหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเปิดดูแอปฯ ที่ลงไว้ ก็รู้ว่า ศตายุอยู่ไม่ห่างเท่าไรนัก จึงรีบบอกทางคนขับตุ๊กๆ ให้ตามเขาไปติดๆ กระทั่งมาถึงตลาดขายของตอนกลางคืน ที่เต็มไปด้วยเสื้อผ้าและอาหาร

“ที่นี่ที่ไหนคะ?” เธอกวาดตามองบรรยากาศตลาดกลางคืนอย่างแปลกใจ

“ก็กาดหลวงไง อ้าว เป็นคนบอกให้มาเอง นี่ไม่รู้เลยรึไง”

“ไม่รู้ค่ะ หนูตามคนมาอีกที” พูดพลางยกมือถือให้อีกฝ่ายดู

“อ้อ มาตามหาผัว” เขาพูดอย่างเข้าใจ เคยเจอลูกค้าลักษณะนี้มาแล้วก็เยอะ

“ไม่นะ! หนูไม่ได้ตามหา เอ่อ ช่างเถอะค่ะ แค่มาตามหาเพื่อน” มาลีรินทร์รีบปฏิเสธลั่น

“เอ้าๆ ตามหาใครก็ช่าง แต่จ่ายพี่มาก่อน” เขาแบมือขอเงิน

“เท่าไรคะ?”

“ห้าร้อย”

“ห้าร้อย!” หญิงสาวตาเหลือก ไม่คิดว่า ตุ๊กๆ จะแพงหู่ฉี่

“ราคาปกติน่า” คนขับชักสีหน้า

“จากตรงโน้นมาตรงนี้ ไม่น่าจะถึงห้ากิโลฯ ด้วยซ้ำ นี่พี่เอาตั้งห้าร้อยเลยเหรอคะ แพงกว่าหนูนั่งรถทัวร์ ป.2 กรุงเทพฯ เชียงใหม่อีกนะ”

“พูดอย่างนี้จะเอายังไง?”

“ไม่เอายังไงหรอกค่ะ แต่พี่คิดเงินหนูแพงไปรึเปล่าคะ?” เธอไม่ยอมแพ้ แม้จะเพิ่งเคยนั่งตุ๊กๆ เป็นครั้งแรก แต่ก็พอจะรู้ว่า ราคานี้ผิดปกติแน่นอน

 “ก็ปกติ บอกไปแล้ว มีปัญหารึไง จะไม่จ่ายเหรอ!” เขาตะคอกเสียงดัง จนคนที่อยู่บริเวณนั้นเริ่มหันมามอง

มาลีรินทร์หน้าเสีย เธอไม่ชอบความไม่ถูกต้อง แต่ตอนนี้เธอหัวเดียวกระเทียมลีบ เกรงว่าถ้าเถียงต่อไปอาจจะเป็นอันตรายแก่ตัวเอง

“จ่ายค่ะ” สุดท้ายก็ต้องทำเสียงอ่อน แล้วยื่นเงินไปให้คนขับหน้าตาถมึงทึงอย่างเสียไม่ได้ ก่อนจะมองหาร่างสูงๆ ของคนที่ตามมาทันที

หญิงสาวยกมือถือขึ้นมาดูอีกครั้ง จึงเห็นว่า เธอกับเขาอยู่ในสถานที่เดียวกัน แต่เขานำหน้าเธอไปก่อนไม่ไกลนัก แล้วรอยยิ้มก็ผุดขึ้นมาบนใบหน้าใสๆ โชคดีเหลือแสนที่ลงแอปพลิเคชั่นนี้เอาไว้ อย่างน้อยก็อุ่นใจได้ว่า เธอจะไม่คลาดกับเขาแน่นอน!

 

“พี่เก่ง!” ทันทีที่เห็นหุ่นสูงๆ ท่ามกลางผู้คนที่ออกมาจับจ่ายใช้สอยในยามค่ำคืน เธอก็ตะโกนออกไปทันที ฝ่ายที่ถูกเรียกถึงกับสะดุ้งเล็กน้อย รีบเร่งฝีเท้าเดินเบียดเสียดฝ่าผู้คน ผ่านร้านขายกับข้าวที่ตั้งอยู่เต็มสองทางเดิน ยังไม่อยากเจอเธอให้เสียบรรยากาศ ไม่คิดว่า ยัยปลิงจะตามได้เร็วขนาดนี้

“อย่าเพิ่งไปค่ะพี่เก่ง รอลีด้วย!” มาลีรินทร์ตามอย่างไม่ลดละ แต่อีกฝ่ายก็ไม่ยอมชะลอฝีเท้าแต่อย่างใด จนในที่สุดเธอก็ตัดสินใจขั้นเด็ดขาด

“พี่เก่งเป็นคนแบบนี้เองเหรอคะ ทำลีท้องแล้วไม่รับผิดชอบ ยังไงลีก็ไม่เอาลูกออกหรอกนะคะ!” เสียงหวานๆ ตะโกนลั่นตลาด เพียงเท่านั้นทุกคนก็หันมามองด้วยความตกใจ ไม่เว้นแม้แต่พ่อของลูกกลวงๆ ในท้องของเจ้าหล่อน

“พูดอะไร!” ศตายุหน้าเสีย เมื่อเห็นสายตาเหยียดๆ ของทุกคนที่เมียงมองมายังเขาเป็นจุดเดียว ก่อนจะตัดสินใจเดินเข้าไปหาคนที่ยืนยิ้มแหยๆ อยู่

“ก็พี่เก่งหนีลีเองนี่คะ” เธอว่าพลางหัวเราะแหะๆ

“พูดอย่างนี้พี่เสียหายนะ” เขาขู่เสียงต่ำ บรรยากาศดีๆ ในคืนนี้หายเกลี้ยง

“ก็พี่เก่งขู่ลีเองนี่ว่า จะเอาเพชรมาขาย”

“พี่ไม่ได้ขู่”

“งั้นพี่เก่งจะเอาเพชรลีมาขายจริงๆ เหรอคะ” สีหน้าของคนพูดเริ่มฉายแววกังวล

“อือ ขายไปแล้ว เมื่อกี้เอง ไม่อยากได้เงินสองหมื่นคืนแล้ว” เขาพยักหน้ารับ

“หา! ไม่จริง! พี่เก่งอย่าแกล้งลีอย่างนี้สิ”

“งั้นก็เลิกมายัดเยียดลูกให้พี่สักที” เขามองตาดุ

“ไม่มีแล้วค่ะ ลีเพิ่งแท้งไปเมื่อกี้เอง” ว่าแล้วก็ยิ้มตาหยี จนคนที่มองอยู่อดส่ายหน้าไม่ได้ สงสัยเธอจะเป็นพวกอารมณ์ไม่คงที่ เมื่อกี้ยังหน้าซีดอยู่เลย จู่ๆ ก็ยิ้มออกมาได้เสียอย่างนั้น

“ว่าแต่ตามที่มาทำไม หรือตามมาเพราะกลัวว่าพี่จะเอาเพชรไปขาย?” ศตายุกอดอกหรี่ตามอง

“ก็ทำนองนั้นมั้งคะ จนกว่าจะถึงพรุ่งนี้ ลีคงต้องตัวติดกับพี่เก่งไปก่อนเนอะ”

“เนาะ เนอะ อะไร ใครจะมาตัวติดกันตลอดเวลา อีกอย่าง ไม่ต้องกลัวหรอก พี่พูดคำไหนคำนั้น”

“คำนั้นคือ ขายใช่มั้ยคะ?”

“ถ้ายังกวนไม่เลิก พรุ่งนี้ไปไถ่เอาที่โรงรับจำนำแล้วกันนะ” ศตายุชักใจอ่อน สาวน้อยผู้นี้ดูเผินๆ เป็นคนเรียบร้อย แต่ใครจะรู้ว่า ระดับความกวนไม่ได้น้อยหน้าใครไปไหน

“ลีแค่ล้อเล่นเอง ไม่อยากให้พี่เก่งโกรธลีที่พูดเมื่อกี้”

“พี่ไม่ได้โกรธ” พูดแล้วก็คิดอะไรออก “แต่พี่ร้อนมากเลยว่า จะหาน้ำกินสักแก้วนึง”

“ให้ลีไปซื้อให้นะคะ” เธอกระตือรือร้น นึกอยากเอาใจเขาที่ให้ยืมเงินมาใช้

“เอาสิ พี่เห็นมีน้ำปั่นอยู่ตรงมุมนั้นน่ะ” ว่าแล้วก็ยื่นเงินให้อีกฝ่ายไปพร้อมรอยยิ้ม “พี่เลี้ยงเอง”

“ขอบคุณค่ะ” มาลีรินทร์ยิ้มกว้าง รับเงินไว้ แล้วรีบเดินฝ่าฝูงคนออกไป ศตายุเห็นดังนั้นก็รีบจ้ำอ้าวเดินไปข้างหน้าทันที กำจัดปลิงให้ไปไกลๆ ใช้แค่น้ำปั่นสองแก้วเท่านั้น!

แต่ปลิงที่เดินตรงไปยังร้านขายน้ำปั่นก็ต้องชะงักกึก เมื่อหันหลังไปมองแล้วเห็นแผ่นหลังพี่ชายเดินกลืนไปกับผู้คนไวๆ เพียงเท่านั้นเธอก็รู้ตัวว่า โดนหลอกอีกแล้ว

“พี่เก่ง!” หญิงสาวนึกโกรธตัวเองที่หลงเชื่อเขา รีบตามไปอย่างไม่ลดละ ทว่าร่างสูงๆ ของอีกฝ่ายกลับหายไปจากสายตา หลังคลาดกันเพราะจำนวนคนที่เบียดเสียดกัน

“แค่ขอตามไปถ่ายรูปด้วยแค่นี้ ทำไมมันยากเย็นอย่างนี้นะ” หญิงสาวบ่นอุบ ยกมือถือขึ้นมาดูพิกัดเขาอีกที แต่คราวนี้เธอต้องหน้าเสีย เมื่อไม่เห็นที่อยู่ของอีกฝ่าย สงสัยเขาจะปิดเครื่องหนีไปแล้ว

“อย่าให้ลีตามตัวเจอนะคะพี่เก่ง” ว่าแล้วก็รีบเดินไปทางที่เห็นเขาครั้งสุดท้ายทันที อย่างน้อย รูปร่างของศตายุก็ดูเด่นสะดุดตา น่าจะตามตัวได้ไม่ยากสักเท่าไร

 

หนีได้สักที

ศตายุคิดในใจ เขาอยากจะมาเก็บภาพสวยๆ เอาไว้โดยที่ไม่มีมลพิษทางอารมณ์ตามมากวนใจ ไม่น่าให้เธอเอาเพชรมาจำนำเลยจริงๆ ให้ตายเถอะ หากย้อนเวลากลับไปได้ เขาจะไม่ใจอ่อนแน่นอน

แล้วเรื่องกวนใจก็ถูกแทนที่ด้วยภาพร้านขายดอกไม้เรียงรายเป็นทางยาวอยู่ข้างถนน นี่คือสถานที่ที่เขาต้องการมา ร้านดอกไม้สวยๆ บรรยากาศตลาดตอนกลางคืน ผู้คนเดินขวักไขว่

สีสันของชีวิต

เกิดรอยยิ้มขึ้นบนในใบหน้าคมคายอีกครั้ง ขณะยกกล้องขึ้นมาปรับโฟกัส จับไปยังหญิงคนหนึ่งกำลังก้มลงเลือกซื้อดอกเยอบีร่าสีม่วงยังร้านที่อยู่ไม่ไกลนัก ชายหนุ่มชอบถ่ายรูปแนวแคนดิด[1]เพื่อเก็บธรรมชาติและอารมณ์ของภาพเอาไว้ มันมีชีวิตมากกว่าตั้งใจถ่าย

ชายหนุ่มกดชัตเตอร์ ภาพหญิงสาวพร้อมดอกไม้และรอยยิ้มถูกบันทึกเอาไว้เรียบร้อย ก่อนจะเบนกล้องไปอีกนิด เมื่อเห็นคนขายลูกชิ้นปิ้งกำลังหยิบแฮมเบอร์เกอร์ขึ้นมากินอย่างเอร็ดอร่อย ภาพนี้หาดูได้ไม่บ่อยนัก แต่ในขณะกำลังจะกดชัตเตอร์ ใบหน้าของใครคนหนึ่งก็โผล่เข้าเฟรมมาเสียก่อน

“อยู่นี่เอง!

แล้วนิ้วของเขาก็กดชัตเตอร์ไปอย่างไม่ทันตั้งตัว

“ตามมาอีกแล้วเหรอ” ศตายุว่าอย่างหัวเสีย พอมองไปยังลุงขายลูกชิ้นอีกที ก็เห็นเขาจัดการกับแฮมเบอร์เกอร์ชิ้นสุดท้ายไปแล้ว

หมดกัน...

“พี่เก่งหนีลีไม่พ้นหรอกค่ะ” เธอฉีกยิ้มกว้าง ไม่ได้รู้ตัวเลยว่า ทำลายโอกาสเก็บภาพดีๆ ของอีกฝ่ายไปแล้ว

“ถ้าพรุ่งนี้ได้เงินมาเมื่อไร รีบเอามาให้พี่เลยนะ จะได้ไม่ต้องเจอกันอีก”

“ลีทำอะให้พี่เก่งโกรธรึเปล่าคะ?” หญิงสาวมองซ้ายมองขวา หรือเป็นเพราะเธอมาขัดจังหวะตอนที่เขากำลังจะถ่ายรูป?

“ช่างมันเถอะ” ชายหนุ่มถอนหายใจยืดยาว อดทนเอาหน่อย พรุ่งนี้ก็จะเป็นอิสระแล้ว

“ลีขอโทษค่ะ” เธอหดคอ แต่พอเห็นเขาเก็บกล้องลงในกระเป๋าก็รีบเอ่ยถาม “พี่เก่งไม่ถ่ายรูปแล้วเหรอคะ?”

“ไม่ละ เดี๋ยวถ่ายติดปลิงอีก” เขาว่าหน้าตาย

“ลีไม่ใช่ปลิงนะ” รู้ตัวดีว่าเขาหมายถึงใคร

“ไม่ใช่ก็เลิกตามสักที พี่บอกแล้วไงว่า ไม่ขายก็คือไม่ขาย เดี๋ยวรำคาญมากๆ อาจจะได้ไปเอาคืนที่โรงรับจำนำ”

“งั้นไม่ตามก็ได้ค่ะ” เธอหน้าบูด แต่ไม่วายบุ้ยปากไปยังมือถือที่อยู่ในกระเป๋ากางเกงของอีกฝ่าย “พี่เก่งก็เปิดเครื่องก่อนสิคะ แล้วลีจะไม่ตาม”

“จะกลัวอะไร ยังไงพี่ก็ต้องกลับโรงแรมอยู่แล้ว อย่าลืมสิ พี่ไม่หนีไปไหนหรอก” เขาว่าอย่างอ่อนใจ

“ก็ไม่ได้กลัวหนี...”

“แต่กลัวแวะโรงรับจำนำ” ศตายุต่อให้ แล้วอีกฝ่ายก็พยักหน้ารับ “งั้นไม่ต้องกลัว เพราะพี่กำลังจะกลับแล้ว!” เขาบอกเสียงขุ่น หมดอารมณ์จริงๆ สำหรับคืนนี้

“พอดีเลยค่ะ ลีก็จะกลับเหมือนกัน!” จากที่ทำหน้าบูดอยู่ จู่ๆ ก็ยิ้มกว้างอีกครั้ง

ศตายุเริ่มอ่อนใจ นับถอยหลังให้ถึงวันพรุ่งนี้ไวๆ อยากจะได้ความสงบสุขคืนเสียที หากแกะปลิงตัวนี้ออกได้เมื่อไร ชีวิตคงดีขึ้นกว่านี้อีกเยอะ!

“งั้นเรากลับกันเลยสิคะ รออะไร ให้ลีซ้อนท้ายนะ ยังไงเราก็กลับทางเดียวกันอยู่แล้ว!”

  



[1] Candid (แคนดิด) คือการถ่ายรูปทีเผลอเพื่อเก็บอารมณ์ของภาพเอาไว้ ไม่เสแสร้ง หรือจัดฉาก




+++++++++++++++++++++++++++++++

กาดหลวงตอนกลางคืน



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

32 ความคิดเห็น

  1. #31 25329789 (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 8 ตุลาคม 2559 / 19:17
    ภาพได้บรรยากาศมากคะ คนเขียนถ่ายเองหรือคะ? เขียนบรรยยายได้ดีมากอ่านสนุกมากคะ
    #31
    0