รักเล่ห์ เสน่ห์ร้าย

ตอนที่ 7 : 6. เหตุเกิดที่กองเพลิง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 3,932
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 11 ครั้ง
    26 เม.ย. 59

เหตุเกิดที่กองเพลิง

 

 

หลังจากวันนั้นที่หน้าแตกยับเยิน หญิงสาวผู้ตกเป็นเหยื่อแผนการของตัวเองก็ไม่กล้าโผล่หน้าไปหาคุณหมอหนุ่มเสียหลายวัน สิตางศุ์ครุ่นคิดหนักถึงแผนการขั้นต่อไป บ้านก็รู้แล้วว่าอยู่ที่ไหน ที่ทำงานก็รู้แล้ว เบอร์โทรก็รู้แล้ว มีอะไรที่เธอยังไม่รู้อีกไหม เผื่อจะได้ใช้เป็นข้อมูลในการวางแผนขั้นต่อไป

แต่เมื่อนึกถึงสายตารู้ทันไปเสียหมดทุกเรื่องของหมอหนุ่ม ก็ต้องหน้าร้อนอีกรอบ เอาเถอะ  สี่เท้ายังรู้พลาด นักปราชญ์ยังรู้พลั้ง แล้วผู้หญิงอย่างเธอที่มีทั้งความฉลาดและความสวยจะไม่พลั้งพลาดได้อย่างไรกัน

ก่อนจะยักไหล่ พยายามจะไม่ใส่ใจ รวบรวมสมาธิเสียใหม่เพ่งไปยังจอคอมพิวเตอร์ที่มีงานออกแบบเปิดค้างอยู่ ทำงานต่อไปได้สักพักก็มีเสียงโทรศัพท์มือถือดังขึ้น สิตางศุ์หยิบขึ้นมาดู ก่อนจะฉีกยิ้มกว้าง

“ฮัลโหล ว่าไงจ๊ะน้องมิว” เสียงหวานเอ่ยทักอย่างเป็นกันเอง แต่แล้วสีหน้าของคนที่ยิ้มอยู่ก็ต้องเผือดลง

“แล้วเป็นยังไงบ้าง หนักมากมั้ย!

“ได้ๆๆ พี่จะไปเดี๋ยวนี้แหละ!

พูดเสร็จก็ลุกพรวดขึ้น เดินตรงไปยังห้องกระจกอีกด้านหนึ่งของชั้น ซึ่งมีชายหัวงู นั่งกระดิกเท้า จิบกาแฟฟรีของบริษัทอยู่ด้านใน

“อ้าว มีอะไรรึเปล่าจ๊ะหนูตัง เรื่องด่วนเหรอ ธรรมดาไม่ค่อยมาหาผมเลย ถ้าผมไม่เรียก” มนัสยิ้มกรุ้มกริ่ม เมื่อเห็นสาวสวยที่เขาได้แต่เมียงมอง เปิดประตูห้องเข้ามาหน้าตาตื่น

“วันนี้ตังลานะคะ” สิตางศุ์พูดรัวเร็ว สีหน้าตื่นตระหนก

“มีอะ...”

“หัวหน้าอย่าเพิ่งถาม เพราะนี่เป็นเรื่องด่วนคอขาดบาดตาย ถึงหัวหน้าไม่ให้ลาตังก็จะลาอยู่ดี”

“ผมยะ...”

“ตังไม่ได้มาขออนุญาตค่ะ แต่ตังมาบอก หวังว่าหัวหน้าคงจะเข้าใจนะคะ และก็ต้องขอโทษด้วยที่ไม่ได้อธิบายอะไรมาก เพราะตังไม่อยากเสียเวลาแม้แต่นาทีเดียว”

พูดเสร็จคนที่ไม่เปิดโอกาสให้อีกฝ่ายได้ยิงคำถามก็จ้ำพรวดออกจากห้องไปอย่างรวดเร็ว ปล่อยอีกฝ่ายได้แต่อ้าปากค้าง อึ้งไปหลายอึดใจ เพราะไม่สามารถเปิดปากพูดแทรกสาวสวยผู้นี้ได้แม้แต่ประโยคเดียว

“อะไรของเขาวะ?” มนัสเกาหัวล้านแกรกๆ กับพฤติกรรมประหลาดของลูกน้องสาว

 

เสียงไซเรนรถดับเพลิงดังก้องไปทั้งบริเวณ เมื่อได้รับเหตุเพลิงไหม้แถวบริเวณมูลนิธิสุนัขจรจัด ผู้คนมายืนมุงดูมากมาย บ้างใจกล้าเข้าไปช่วยสาดน้ำ บ้างก็ยืนให้กำลังใจอยู่ห่างๆ แต่ที่น่าจะดูสร้างความกังวลใจให้ทุกคนที่อยู่บริเวณนั้นทั้งหมดก็คือ เสียงโหยหวนของบรรดาสุนัขจรจัดไม่ต่ำกว่าห้าสิบชีวิตที่ยังคงติดอยู่ในเปลวเพลิง

รถออดี้ที่พุ่งมาด้วยความรวดเร็ว ค่อยๆ ชะลอลงเมื่อเห็นไทยมุงจำนวนมาก ทันทีที่จอดรถได้ หญิงสาวในชุดทำงานกางเกงสแล็คเข้ารูปสีน้ำตาลอ่อน ก็เดินแกมวิ่งไปยังมูลนิธิเพื่อนจรจัดซึ่งเธอคุ้นเคยอย่างเป็นห่วง

ภาพบ้านชั้นเดียวสีขาวล้อมรอบไปด้วยเพิงที่ต่อออกไปเพื่อใช้เป็นที่บังลมบังฝนให้กับบรรดาน้องหมาไร้บ้านทั้งหลายที่คุ้นตา กลับมีเปลวเพลิงขนาดใหญ่ไหม้ลามมาจากด้านหลังมาจนถึงปากประตูด้านหน้า ควันสีเทาราวกับเมฆหมอกพวยพุ่งขึ้นอยู่เหนือหลังคาบ้านที่เต็มไปด้วยเปลวเพลิง อีกแค่ไม่กี่เมตรเท่านั้นก็จะลามไปจนถึงกรงหมาด้านข้าง แต่เจ้าหน้าที่ก็ยังไม่สามารถฝ่าเปลวเพลิงอันร้อนระอุด้านหน้าไปได้เพราะยางรถนับสิบเส้นที่เคยใช้กั้นพื้นที่ของเหล่าสุนัขจรจัดมันติดไฟโหมกระหน่ำให้ลุกลามยิ่งขึ้น

บรรดาหมาที่โชคร้ายต่างร้องโหยหวนด้วยความกลัว บางตัวที่อยู่นอกกรงก็พากันไปยืนเบียดกันตัวสั่นตรงมุมรั้วข้างบ้าน แต่ที่น่าสงสารที่สุดก็คือพวกที่อยู่ในกรง เพราะไม่สามารถหนีไปไหนได้เลย

สิตางศุ์รู้จักกับมูลนิธินี้เป็นอย่างดี เพราะเธอมักจะมาบริจาคอาหารและเงินให้เป็นประจำ จนรู้จักมักคุ้นกับสาวน้อยผู้ดูแลที่นี่ไปโดยปริยาย

“น้องมิว เป็นยังไงบ้าง!” คนที่เพิ่งฝ่าไทยมุงเข้ามา เอ่ยถามหญิงสาวร่างเล็กที่ยืนร้องไห้ตัวสั่นอยู่กับเจ้าหน้าที่ดับเพลิงด้วยความเป็นห่วง

“พี่ตัง!” พูดได้แค่นั้น น้องมิวก็ปล่อยโฮอีกรอบ ขณะโผมากอดพี่สาวเอาไว้อย่างไร้ที่พึ่ง

“แล้วน้องฟ้ากับอาจารย์หมอล่ะ รู้เรื่องรึยัง” หญิงสาวถามถึงเจ้าของมูลนิธิและผู้ช่วย เมื่อนึกขึ้นได้ว่าทั้งสองก็น่าจะอยู่แถวนี้

“สองคนนั้นไปออกพื้นที่ต่างจังหวัดค่ะ ทิ้งที่นี่ให้มิวดูแล แต่มิวไม่รู้เรื่องเลยนะพี่ตัง จู่ๆ ไฟมันก็ลุกขึ้นมาจากด้านหลัง มันเร็วจนมิวเกือบจะหนีออกมาไม่ทัน ฮือๆ” สาวน้อยพูดพลางสะอึกสะอื้น สิตางศุ์จึงลูบเบาๆ ที่ต้นแขนของน้องมิวเป็นการปลอบขวัญ

“ไม่เป็นไรนะน้องมิว ตอนนี้น้องมิวอยู่กับพี่แล้วไม่ต้องห่วง พี่ว่าเรามาช่วยหาทางพาหมาพวกนั้นออกมาดีกว่า”

น้องมิวที่ยังคงสะอึกสะอื้นอยู่พยักหน้าหงึกๆ พลางหันไปหาเจ้าหน้าที่ดับเพลิงที่ยืนอยู่ข้างๆ

“เขาบอกว่ายังเข้าไปช่วยเจ้าพวกนั้นไม่ได้ เพราะไฟมันยังแรงอยู่ ตอนนี้ก็ได้แต่ฉีดน้ำกันไม่ให้มันลามไปมากกว่านี้ค่ะ”

ได้ยินดังนั้น สิตางศุ์ที่ปล่อยน้องมิวออกจากอ้อมอก ก็หันไปพูดกับเจ้าหน้าที่ดับเพลิงที่ยืนอยู่ข้างๆ ทันที

“อะไรกันคะคุณ เข้าไปช่วยด้านหน้าไม่ได้แล้วทำไมถึงไม่ตัดเหล็กบนรั้วเข้าไปเอาหมาออกมาก่อน กว่าไฟมันจะดับหมาที่ติดอยู่ข้างในก็ตายพอดีน่ะสิคะ” สิตางศุ์หมายถึงตาข่ายเหล็กที่โผล่พ้นรั้วขึ้นไปจรดหลังคาล้อมมูลนิธินี้ไว้ราวกับคุก เพราะต้องคอยป้องกันไม่ให้เจ้าหมาพวกนี้แอบหนีออกไปเพ่นพ่านข้างนอก

“ตอนนี้เรายังรอเครื่องมือกับรถน้ำอีกคันอยู่ คนก็ไม่พอ” เจ้าหน้าที่ดับเพลิงที่ถือวิทยุสื่อสารอยู่ในมือพูดขึ้นมาอย่างหนักใจ

“ถ้างั้นทำไมเราไม่เกณฑ์คนที่มุงอยู่มาช่วยกันตัดล่ะคะ รอช้ากว่านี้เดี๋ยวหมามันอาจจะทนไม่ไหวก็ได้”

“มันอันตรายไปครับ ถ้าเกิดว่าหลังคาที่ไหม้อยู่ หล่นลงมาทับคน จะยิ่งแย่กันไปใหญ่สิ รอให้เจ้าหน้าที่มาก่อนดีกว่า”

“แต่หมามันก็รอไม่ได้เหมือนกันนะคะ” สิตางศุ์ร้อนใจ เป็นห่วงเจ้าสี่ขาที่ร้องโหยหวนจนลุกลี้ลุกลน

“แต่...”

“ไม่ต้องแต่แล้วค่ะ เดี๋ยวฉันเองจะเป็นคนไปตัดเหล็กนั่นเอง แล้วคุณก็ไม่ต้องรับผิดชอบอะไรเลยถ้าเกิดว่าไอ้หลังคาบ้านั่นมันจะหล่นลงมาทับฉันจริงๆ ฉันเต็มใจค่ะ!” หญิงสาวพูดเด็ดเดี่ยว เพราะงานนี้เสียเวลาไม่ได้แม้แต่วินาทีเดียว

เจ้าหน้าที่หนุ่มชั่งใจอยู่พักใหญ่ ก่อนจะตัดสินใจพยักหน้าเป็นเชิงอนุญาตในความดื้อแพ่งของเธอ

“ถ้างั้นเดี๋ยวผมทำให้เอง คุณรออยู่ตรงนี้เถอะ” พูดเสร็จเขาก็ยกวิทยุสื่อสารขึ้นมาสั่งงาน ก่อนจะเดินไปยังรถดับเพลิงที่ยังคงฉีดน้ำอยู่ และกลับมาพร้อมกับคีมตัดเหล็กในมือ

“ฉันไปด้วยค่ะ” สิตางศุ์พูดขึ้นมาอย่างไม่คิด

“ไม่ได้ มันอันตรายคุณอยู่ที่นี่แหละ”

“อย่างน้อยคุณก็ต้องมีผู้ช่วย ตอนนี้เจ้าหน้าที่คนอื่นเขาก็ทำงานอยู่ไม่มีเวลามาช่วยคุณหรอก ฉะนั้นอย่ามาปฏิเสธความหวังดีของฉัน เพราะถึงคุณจะห้าม ฉันก็ยังไปอยู่ดี” หญิงสาวประกาศกร้าว “ก็รีบๆ ไปสิคะจะมัวมายืนคิดอะไรกัน!

ได้ยินเสียงแว้ดๆ ของคนสวย เจ้าหน้าที่หนุ่มจึงต้องจำยอมให้เธอเป็นผู้ช่วยไปโดยปริยาย เขาแบกบันไดลิงไปโดยมีสาวสวยและไทยมุงอีกหลายคนเข้ามาช่วยกันอย่างไม่เกี่ยงงอน

ทันทีพาดบันไดกับตาข่ายเหล็กได้แล้ว เจ้าหน้าที่ดับเพลิงก็ลงมือตัดเหล็กเจ้าปัญหาทันทีด้วยคีม

“เหล็กมันเหนียวมาก คีมตัดไม่เข้า” เขาตะโกนท่ามกลางเสียงร้องโหยหวนของหมาจรจัด และเสียงหวอรถที่ดังก้องไปทั้งบริเวณ

ได้ยินดังนั้นชาวบ้านที่อยู่บ้านข้างเคียงก็รีบกุลีกุจอกลับไปบ้านตัวเอง เพื่อหยิบฉวยเครื่องมือมาช่วยไม่ว่าจะเป็นเลื่อย คีม หรืออะไรก็ได้ที่พอจะตัดตาข่ายเหล็กได้

“ไม่เป็นไรคุณเจ้าหน้าที่ เดี๋ยวพวกเราช่วย!” แล้วชาวบ้านที่มีจิตอาสา ก็ต่างกรูกันเข้ามาคนละไม้ละมือเพื่อแข่งกับเวลา บันไดลิงอีกสองอันถูกพาดขึ้นพร้อมกับชาวบ้านที่มีอาวุธครบมือ

เจ้าหน้าที่ได้แต่ยืนมองด้วยความก้ำกึ่งระหว่างดีใจและเป็นห่วง เพราะเขาไม่รู้ว่าคานที่รับน้ำหนักของหลังคามันจะหักโค่นลงมาเมื่อใด ฉะนั้นในเมื่อตอนนี้ เขาห้ามน้ำใจของชาวบ้านไม่ได้ ก็คงต้องรีบทำให้เสร็จ ก่อนที่ทุกอย่างมันจะสายไป

“ขอบคุณครับทุกคน เอาเป็นว่าเรารีบทำงานกันดีกว่าครับ เพราะผมกลัวหลังคามันจะถล่มลงมาซะก่อน” เขาตะโกนลั่นเพื่อกระตุ้นชาวบ้าน

สิตางศุ์ใจชื้น เมื่อเห็นน้ำใจของเพื่อนมนุษย์ แม้รู้ดีว่าบางส่วนทำไปเพราะไม่อยากให้เพลิงไหม้ลามไปยังบ้านตน แต่ก็อดดีใจไม่ได้ เมื่อพวกเขาไม่ได้นิ่งนอนใจรอความช่วยเหลือจากผู้อื่นเพียงฝ่ายเดียว

ทนไว้นะลูก อีกเดี๋ยวคนใจดีก็จะเข้าไปช่วยแล้ว

“ตัดได้แล้ว!” เสียงตะโกนด้วยความดีใจดังมาจากชายวัยกลางคนที่ใช้เลื่อยเลื่อยตาข่ายเหล็ก ตามมาด้วยเสียงเฮที่ดังขึ้นมาเป็นระลอกเมื่อเห็นว่าช่องนั้นเริ่มใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ จนในที่สุดก็สามารถเปิดกว้างพอให้คนลอดเข้าไปด้านในได้

“เดี๋ยวผมจะเข้าไปเอง พวกคุณรอรับหมาอยู่ด้านนอกด้วย” เจ้าหน้าที่หนุ่มเอ่ยเสียงเข้ม ค่อยๆ ตะกายเข้าไปตามช่องที่เพิ่งเปิดออก ก่อนจะร้องตะโกนขึ้นมาอีกครั้งเมื่อเข้าไปถึงแล้ว

“ขอบันไดด้วย”

แล้วชาวบ้านก็ต่างกุลีกุจอส่งบันไดลิงเข้าไปให้เจ้าหน้าที่หนุ่มที่อยู่ข้างใน ก่อนชายอีกสองสามคนจะปีนตามเข้าไปเพื่อช่วยเขาในการขนย้ายหมาอีกแรง

เสียงเห่าหอนของบรรดาหมาจรจัดดังระงมขึ้นแข่งกับเสียงไซเรน เมื่อเห็นคนแปลกหน้าโผล่มาจากกำแพง พร้อมไล่จับพวกมันลำเลียงออกไปทีละตัว

สิตางศุ์ยืนรอรับเจ้าตูบน่าสงสารอยู่อีกฝั่งพร้อมกับชาวบ้านจำนวนมาก ทันทีที่หมาถูกอุ้มออกมาจากช่องที่เปิดไว้ก็จะมีคนคอยไปรับบนบันได และส่งต่อกันมาเป็นทอดๆ จนถึงน้องมิวและชาวบ้านอีกบางส่วนที่เตรียมพื้นที่ในบ้านของคนใจดีคนหนึ่ง ซึ่งมีรั้วรอบขอบชิดกันไม่ให้เจ้าจรจัดพวกนี้หนีออกไปเร่ร่อนได้อีกครั้ง

แต่หญิงสาวคนสวยไม่ได้รู้ตัวเลยว่าตกเป็นเป้าสายตาของใครคนหนึ่งอยู่ ตั้งแต่เขาได้รับข่าวว่าเกิดไฟไหม้ขึ้นที่มูลนิธิสุนัขจรจัดแห่งนี้ และคลินิกสัตว์ของเขาก็เป็นที่เดียวที่อยู่ใกล้ที่สุด ชายหนุ่มจึงไม่รีรอที่จะเสนอตัวเข้ามาช่วยเหลือพร้อมกับผู้ช่วยที่กำลังฝึกงานกับเขาเลย

คชินทร์มองคนที่ช่วยสุนัขโดยไม่ปริปากบ่นอย่างสนใจ ท่าทางเธอคงไม่สนว่าเสื้อผ้าราคาแพงจะเปรอะเปื้อนหรือเหม็นสาบแค่ไหน ใบหน้าแอร่มมีเหงื่อเม็ดโตผุดขึ้นเต็มหน้า บ่งบอกได้ว่าเจ้าตัวคงเหนื่อยพอดู

“หมอชินรึเปล่าคะ?” น้องมิวเอ่ยถามเมื่อเห็นหนุ่มร่างสูงโปร่งในเสื้อคลุมของคลินิกเดินเข้ามาใกล้ พร้อมสาวผมสั้นอีกคน

“ครับ แล้วหมาที่ช่วยออกมาได้แล้วอยู่ไหน พาผมไปดูหน่อย”

“ทางนี้ค่ะ” น้องมิวพูดพลางพาคุณหมอหนุ่มหน้าเข้มและคุณหมออินเทิร์นสาวที่ถือกล่องยาติดมือมาด้วย เดินไปยังบ้านสองชั้นหลังซึ่งอยู่ถัดไปจากมูลนิธิที่เกิดเพลิงไหม้ไปไม่กี่หลัง “ขอบคุณนะคะที่หมอชินติดต่อมา ไม่อย่างนั้นมิวตายแน่ๆ ค่ะ”

“ผมต้องมาช่วยอยู่แล้วครับ” แล้วชายหนุ่มก็เห็นสุนัขจรจัดจำนวนไม่น้อยถูกขังเอาไว้ในบ้านหลังนี้ “ข้างในยังเหลืออีกเยอะมั้ย?”

“คงอีกประมาณสิบกว่าตัวค่ะ โชคดีที่เราช่วยออกมาได้ก่อน”

“แล้วมันไหม้ได้ยังไงคะน้อง” ใบเฟิร์นที่เงียบฟังมานานเอ่ยถามอย่างข้องใจ

“มิวก็ไม่รู้เหมือนกันค่ะ จู่ๆ ไฟมันก็ลุกขึ้นมา ไม่ได้จุดไฟ หรือว่าเสียบปลั๊กอะไรทิ้งเอาไว้เลยค่ะ” ได้ยินดังนั้นคชินทร์ก็ครุ่นคิดถึงเหตุที่ทำให้เกิดไฟไหม้เงียบๆ

“คิดอะไรอยู่คะพี่หมอ” ใบเฟิร์นเอ่ยถามรุ่นพี่ที่นิ่งไปนาน

“ไม่มีอะไรหรอก ทำงานดีกว่า พี่อยากดูว่าหมาพวกนี้มันโดนไฟลวกรึเปล่า” ชายหนุ่มไม่ตอบ ขณะเดินเข้าไปหาฝูงหมาที่ยังคงสั่นกลัวอยู่

สองสัตวแพทย์ลงมือตรวจเช็กร่างกายของเจ้าหมาจรจัดอย่างถี่ถ้วน รู้สึกโล่งใจขึ้นมาก เมื่อไม่พบว่ามีตัวไหนที่ได้รับบาดเจ็บหนักเลยสักตัว

ไม่นานนัก หมาที่ติดอยู่ในรั้วของมูลนิธิก็ค่อยๆ ทยอยมาไม่ขาดสาย กระทั่งตัวสุดท้ายที่ทำให้เขาต้องอมยิ้ม

สิตางศุ์ในสภาพที่ดูไม่จืด เสื้อผ้ายับย่น ผมเผ้ายุ่งเหยิง กำลังอุ้มเจ้าหมาสีด่างตัวไม่ใหญ่มากเข้ามาหาเขาอย่างทุลักทุเล

“หมอชินมาได้ยังไงคะ?” เธออุทานลั่น เมื่อเห็น ชายหนุ่มยืนอยู่ข้างโต๊ะไม้ในบ้านที่จัดไว้เป็นที่อยู่ของหมาจรจัดชั่วคราว

คชินทร์ยิ้มน้อยๆ เอื้อมมือไปช่วยประคองเจ้าด่างในมือของเธอขึ้นมาบนโต๊ะอย่างทะมัดทะแมง

“แล้วคุณล่ะครับ มาได้ยังไง”

“ตังรู้จักกับน้องที่ดูแลที่นี่ค่ะ พอรู้ข่าวก็เลยรีบมา แล้วหมอล่ะคะ?” คนผมเผ้ายุ่งเหยิงถามอีกครั้ง

“แถวนี้ไม่มีโรงพยาบาลสัตว์ แล้วคลินิกของผมก็อยู่ใกล้ที่สุด เลยอาสามาเอง”

“โชคดีจังเลยเจอกันด้วย” สิตางศุ์ยิ้มแป้น คชินทร์จึงยิ้มตอบ เมื่อเห็นสภาพมอมแมมของคนตรงหน้า

“คุณมานานแล้วเหรอครับ”

“ค่ะ” อีกฝ่ายพยักหน้า “ว่าแต่หมอมาตั้งแต่เมื่อไรคะ?”

ยังไม่ทันที่คุณหมอรูปหล่อจะทันได้ตอบ เสียงเล็กๆ ของหญิงสาวอีกคนก็ดังขึ้นขัดจังหวะเสียก่อน

“พี่หมอคะ มาดูตัวนี้หน่อยค่ะ เฟิร์นไม่ค่อยแน่ใจว่าเป็นปอดบวมรึเปล่า” หากเป็นในสถานการณ์ปกติ สิตางศุ์คงจะต้องรู้สึกอยากรู้ว่าแม่สาวคนนี้เป็นใคร แต่ทว่าในเวลานี้กลับเป็นห่วงแค่เจ้าหน้าขนเท่านั้น

หนุ่มร่างสูงเดินไปหาใบเฟิร์นที่ยืนอยู่ข้างโต๊ะซึ่งมีหมาแก่ๆ สีดำยืนอยู่ อาการดูซึมๆ มีน้ำมูกสีเขียวไหลออกมาเป็นทาง อ้าปากหายใจอยู่ตลอดเวลา มีอาการริมฝีปากสั่นในบางครั้ง คชินทร์แนบหูฟังที่คล้องไว้กับคอไปบนทรวงอกของเจ้าหมาตัวนั้น พร้อมกับนิ่วหน้า

“พี่ไม่ค่อยแน่ใจว่าเป็นปอดบวม หรือดิสเทมเปอร์[1] เดี๋ยวเฟิร์นให้ทางมูลนิธิส่งต่อไปโรงพยาบาลเพื่อเช็กอีกทีดีกว่านะ”

สิตางศุ์มองคนนั้นทีคนนี้ทีด้วยความเป็นห่วง “แล้วมันจะเป็นอะไรมากรึเปล่าคะ”

“ตอนนี้ยังบอกไม่ได้เหมือนกันค่ะ ต้องให้ทางโรงพยาบาลตรวจก่อน ถ้าเป็นปอดบวมคงไม่ต้องห่วงอะไรมาก แต่ถ้าเป็นดิสเทมเปอร์ หรือไข้หัดเนี่ยอาจจะต้องทำใจ” ใบเฟิร์นหันมาตอบคำถามหญิงสาวหน้าตามอมแมมที่เดินมาดู

“จริงเหรอคะ น่าสงสารจัง อุตส่าห์รอดมาได้แล้วเชียว” สิตางศุ์พูดพลางลูบหัวเจ้าตูบเบาๆ

“ขอให้แกหายเร็วๆ นะ อย่าเป็นอะไรที่มันหนักกว่านี้เลย” หญิงสาวทอดสายตามองหมาแก่ตรงหน้าอย่างสงสาร ตอนนี้คงทำอะไม่ได้นอกจากส่งกำลังใจให้มันหายดี พลางเหลือบไปมองคุณหมอหนุ่มที่กำลังเขียนอะไรบางอย่างยุกยิกบนกระดาษ โดยมีน้องมิวรอรับ

“วันนี้คุณไม่ทำงานเหรอครับ” แล้วหมอหนุ่มก็เอ่ยถามขึ้น หลังจากที่เขียนข้อมูลการวินิจฉัยโรคของเจ้าหมาแก่เสร็จแล้ว

“ทำค่ะ แต่ตังออกมาก่อน แล้วหมอชินล่ะคะ จะต้องกลับไปคลินิกอีกรึเปล่า”

“ผมคงไม่แล้วละ ว่าแต่คุณเถอะ ยังจะกลับไปทำงานอีกรึเปล่าครับ” เขาพูดแล้วก็กระตุกยิ้ม เมื่อเห็นสภาพของอีกฝ่ายว่า เยินแค่ไหน

สิตางศุ์เห็นสายตานั้นก็ฉุกใจนึกขึ้นได้ว่า หลังจากที่กรำศึกหนักในการช่วยเหลือชีวิตน้องหมามา สภาพของเธอในตอนนี้คงดูแย่ไม่ต่างอะไรจากเจ้าหมาตาดำๆ พวกนั้นสักเท่าไร จึงรีบจัดผมที่หลุดลุ่ยลงมาจากหางม้าให้เข้าที่เข้าทางเสียหน่อย เสื้อผ้าที่ยับย่นก็ดึงให้มันตึงๆ เสียบ้าง แต่ก็ไม่ได้ช่วยอะไรมากนัก

ในที่สุดหมอชินก็เห็นฉันในสภาพป้าแม่บ้านจนได้ เศร้า...

“ตังดูกระเซอะกระเซิงมากเลยใช่มั้ยคะตอนนี้” หญิงสาวพูดอย่างปวดใจ เมื่อเห็นสายตาขบขันของเขา

“ไม่เป็นไรครับ ก็คุณมาช่วยหมา ไม่ได้มาเดินแบบสักหน่อย” คชินทร์พูดจากใจจริง ก็เพิ่งเคยเห็นเธอในสภาพนี้เช่นกัน จากสาวสวยที่ดูเหมือนจะคอยกระโจนใส่เขาทุกครั้งที่ทำได้ กลายร่างเป็นสาวใจดีผู้ไม่คิดถึงตัวเองในยามที่เกิดเหตุกับเจ้าหน้าขนพวกนี้

ก็น่ารักดีเหมือนกัน

ได้ยินเช่นนั้น คนที่ฟังอยู่ก็ฉีกยิ้มกว้าง เออแน่ะ ตอนแต่งตัวพริ้งก็ไม่เห็นจะเคยพูดเสียงหวาน แต่พอกลายสภาพเป็นคุณป้าแม่บ้านไปไม่เท่าไร หมอชินกลับพูดจาน่ารักเสียนี่ อย่างนี้มันน่า...นัก

“รู้มั้ยคะ ตอนแรกที่รู้ข่าว ตังรีบบึ่งรถมาไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหมที่ไหนทั้งนั้น ขนาดบอสของตังยังฉุดไม่อยู่เลย สงสัยป่านนี้ก็คงยังงงๆ อยู่ว่าตังออกไปไหน คิดแล้วก็ขำ” พูดแล้วก็หัวเราะ นาทีนี้คงไม่ต้องปั้นหน้าสวยให้เสียเวลา เพราะปั้นเท่าไร มันก็คงไม่พ้นสภาพป้าแม่บ้านอยู่ดี

“ผมก็พอจะเดาออก” คชินทร์กระตุกยิ้ม แล้วชี้นิ้วไปยังขมับขวาของตัวเอง “หน้าคุณเลอะอยู่น่ะ”

หญิงสาวเห็นดังนั้นก็รีบใช้มือของตัวเองปาดเอาคราบสกปรกที่ติดอยู่บนขมับด้านขวาออกเร็วรี่ รู้สึกขายหน้าหนุ่มผู้นี้ไม่น้อย

แต่คชินทร์กลับหัวเราะออกมาดังๆ เมื่อเห็นคราบดำๆ ที่หญิงสาวพยายามเช็ดยิ่งเลอะออกไปใหญ่ ทำให้หน้าสวยๆ ดำไปด้วยรอยขี้เถ้าเสียครึ่งซีก

สิตางศุ์ค้อนขวับ เมื่อเห็นคุณหมอรูปหล่อขำสภาพเธอในตอนนี้ ก็แน่ละสิ ทั้งเป็นป้าแม่บ้าน ทั้งหน้าดำเป็นเปาบุ้นจิ้น ใครมันไม่ขำก็ให้มันรู้ไป

หยุดหัวเราะเลยนะหมอ เดี๋ยวแม่ก็จับทำสามีจริงๆ หรอก!

“เดี๋ยวผมเช็ดให้ดีกว่า มือคุณเปื้อน มันเลยยิ่งเลอะไปกันใหญ่” พูดเสร็จหมอหนุ่มก็เอื้อมไปหยิบทิชชู่ที่วางอยู่บนโต๊ะ แล้วบรรจงเช็ดคราบดำๆ ที่ติดอยู่บนใบหน้าของหญิงสาวอย่างอ่อนโยน

คนที่ยืนนิ่งให้เช็ดแทบจะละลายลงไปต่อหน้า เมื่อรับรู้ถึงสัมผัสของเขาผ่านกระดาษทิชชู่ อยากจะให้เวลาหยุดนิ่งอยู่เช่นนี้ แต่เอ๊ะ...นี่หมอชินไม่ได้อ่อยเธอใช่ไหม?

ขณะกำลังเพลินอยู่กับความเอาใจใส่ของชายหนุ่ม เสียงโทรศัพท์ของเขาก็ดังขึ้นเสียก่อน คชินทร์จึงละมือจากใบหน้าของหญิงสาวที่หลับตาพริ้มอย่างมีความสุข เดินปลีกตัวออกไปอีกทางหนึ่งเพื่อรับสาย แต่มีหรือที่จะรอดจากเรดาร์ของหญิงสาว ขณะตั้งใจฟังบทสนทนานั้นสุดชีวิต

“ครับนี...” ใครกันยัยนี?

“ผมไม่เป็นอะไรครับ นีไม่ต้องเป็นห่วง” เธอเป็นใครกันมาห่วงหมอชินของฉัน!

“อ้อ โชคยังดีครับที่ไม่มีใครเจ็บใครตาย หมาก็รอดทุกตัว” ยังมีน้ำใจถามหาหมาอยู่เหรอยะหล่อน

“ไม่ครับ วันนี้คงกลับบ้านเลย ได้ครับนี สวัสดีครับ” พูดเสร็จ คุณหมอหนุ่มก็เดินกลับมาหาคนที่กำลังตีหน้าซื่อยิ้มละไมให้

“ไม่มีอะไรด่วนใช่มั้ยคะ” สิตางศุ์ถามเสียงเรียบ ทว่าในใจนั้นร้อนรุ่มยิ่งกว่าเปลวเพลิงที่กำลังไหม้มูลนิธิอยู่ด้วยความอยากรู้

ยัยคนชื่อนีนี่เป็นใครกัน บังอาจโทร.หาหมอชินตัดหน้าฉัน ขนาดฉันยังไม่กล้าโทร.เลยนะยะ!

“ไม่มีอะไรครับ งั้นผมขอตัวไปดูหมาอีกสักหน่อย เผื่อว่ามีหลงหูหลงตา”

“ไปเถอะค่ะ” เธอพยักหน้าให้ ขณะมองร่างสูงที่เดินแยกตัวออกไปอย่างรุ่มร้อนอยู่ในอก

 



[1] โรคไข้หัด หรือ ดิสเทมเปอร์ : เป็นโรคฮิตติดอันดับสำหรับสุนัขโรคหนึ่ง โรคนี้เกิดจากเชื้อไวรัส มักเกิดกับลูกสุนัขอายุน้อยๆ ตั้งแต่ 2-3 เดือนไปต้นไป บางครั้งก็พบว่าเกิดในสุนัขอาวุโสได้เช่นกัน หากเป็นแล้วโอกาสหายสำหรับสุนัขที่ติดเชื้อไวรัสชนิดนี้ค่อนข้างต่ำ น้อยตัวนักที่จะหาย ถึงจะหายแต่ก็ไม่ปกติ มักแสดงอาการทางประสาท คือ กระตุกหรือชักตลอดชีวิต ส่วนใหญ่แล้วตายอย่างค่อนข้างทรมาน อาการของโรคนี้มักแสดงออกทางระบบหายใจก่อน คือมีขี้มูกสีเขียวไหลย้อย ดูเหมือนเป็นปอดบวม มีไข้ เบื่ออาหาร ซึม มีตุ่มหนองขึ้นใต้ท้อง มีขี้ตาสีเขียวๆ เกรอะกรังตลอดเวลา เมื่ออาการทวีความรุนแรงขึ้น จะพบว่ามีอาการทางประสาท คือ ริมฝีปากสั่น กระตุก และจะลามไปที่บริเวณหนังหัว ใบหน้า ขาหลัง อาจพบว่าบริเวณฝ่าเท้ากระด้างขึ้น บางรายพบว่ามีท้องร่วงร่วมด้วย สุดท้ายของโรคมักตาย นับเป็นภัยใหญ่หลวงชนิดหนึ่งของลูกสุนัข แต่สามารถป้องกันได้โดยการ พาลูกสุนัขไปรับการฉีดวัคซีน ป้องกันโรคไข้หัดตั้งแต่อายุ 2 เดือน เป็นเข็มแรก หลังจากนั้นอีกหนึ่งเดือน ก็พาไปรับการฉีดวัคซีนเข็มที่สอง เป็นการกระตุ้นภูมิคุ้มกันและฉีดซ้ำทุกๆ ปี ปีละ 1 ครั้ง

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 11 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

894 ความคิดเห็น

  1. #747 akkanee (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 19 สิงหาคม 2554 / 10:26
    ตอนสวยไม่ชอบ มาชอบตอนโทรม
    แสดงว่าชอบคนที่จิตใจจริงๆ
    #747
    0
  2. #611 กวาง (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 9 สิงหาคม 2554 / 19:31
    เออแนะ จีบมาตั้งนาน ให้ท่า อ่อยเหยื่อมาก็เยอะ แต่หมอชินก็หนีตลอด

    แต่พอมาเจอในคราบนักบุญ กลับพูดหวานซะงั้น

    เป็นไงล่ะคะหมอ ตังไม่ได้มีดีแค่หน้าตานะคะ
    #611
    0
  3. #247 GR*A*CE (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 3 กรกฎาคม 2554 / 14:00
    คนสวยรักสัตว์ คนชื่อนีนี่ใครกันสงสารมานานและ
    #247
    0
  4. #96 หมอกกลางภู (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 10 มิถุนายน 2554 / 16:51
     เจ้าใบ้เอ่ย งานนี้คงไม่ต้องกลัวจะตายด้วยกองเพลิงแน่ๆ เพราะแม่ของแกอย่างกับซุปเปอร์เกอวแน่ะ 
    แต่งานนี้ได้ใจคุณหมอไปไม่น้อยเชียว 555
    #96
    0
  5. #62 fjoe (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 6 มิถุนายน 2554 / 16:53
    น่ารักอ่ะ อ่านแล้วเขินตัวบิดไปบิดมา >///<



    เเอบรู้สึกเหมือนนางเอก ยัยคนชื่อนีคือใคร เห็นมาตั้งแต่ตอนที่แล้ว แล้วนะย่ะ
    #62
    0
  6. #58 suket (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 6 มิถุนายน 2554 / 01:39
    อ้าว...คุณดารานิลอยู่ในช่วงกินแกลบเเหรอค่ะ เราเลยมีเพื่อนร่วมชะตากรรม ตอนนี้เราก็เข้าช่วงกินแกลบเหมือนกันค่ะ เงินมันหายไปไหนไม่รู้(จริงๆ) อืม...อยากรู้แล้วสิว่านีคือใครเป็นอะไรกับหมอชิน เราเดาว่าไม่น่าจะใช่แฟน แต่เป็นใครหว่าาาา o_O?
    #58
    0
  7. #57 หิ่งห้อยสีเหลือง (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 5 มิถุนายน 2554 / 21:51
    อ๋ายย หมอชินมีแฟนแล้วจริงๆเหรอ ไม่เอาอ่ะ สงสารนางเอก T^T
    #57
    0
  8. #56 นางสาวแสนดี (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 5 มิถุนายน 2554 / 11:23
    เข้ามาติดตามคนสวยสาวมั่นต่อค่ะ





    โถๆๆๆ เพื่อนเจ้าใบ้เกือบไปแล้ว



    เราก็เลี้ยงน้องหมาเหมือนกัน และรู้สึกปวดใจทุกครั้งที่มีข่าวหมาตายในกองไฟหรือถูกทำร้าย



    โชคดีนะเนี่ยที่คนสวยช่วยไว้ได้
    #56
    0
  9. #55 ดารานิล (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 5 มิถุนายน 2554 / 10:24
    คุณfjoe : คุณหมอของเราต้องใจอ่อนซักวันแน่ค่ะ 55+

    คุณพี่เอม : ไม่เป็นไรค่ะพี่เอม ว่างแล้วค่อยเข้ามาเกรียนก็ได้ กร๊ากๆ

    คุณรตา : ด้านได้ อายอด ค่ะหร่อน งานนี้นางเอกต้องด้าน กร๊ากกกกกก

    คุณนางสาวแสนดี : เดี๋ยวเจ้าใบ้ก็หลุดพ้นบ่วงกรรมแล้วค้า อิอิ

    คุณsuket : ช่วงนี้ไม่ได้กินยาอะไรดีหรอกค่ะ แต่กินแกลบ กร๊ากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

    คุณหิ่งห้อยสีเหลือง : ของคุณค่ะ :)


    และทุกคนที่คอยติดตามนะคะ
    ( ดารานิล
    )
    #55
    0