รักเล่ห์ เสน่ห์ร้าย

ตอนที่ 12 : 11. มนตราของดวงจันทร์

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 3,938
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 13 ครั้ง
    26 เม.ย. 59

๑๑

มนตราของดวงจันทร์

 

 

“ถึงบ้านแล้วครับคุณตัง”

เสียงนุ่มๆ ที่ดังขึ้นเหนือศีรษะ เรียกคนที่ตกอยู่ในห้วงฝันอดเสียดายไม่ได้ ขณะซบอยู่กับอกอุ่นๆ ของเขา ระหว่างทางกลับบ้าน อยากจะให้ระยะทางทอดยาวออกไปอีกหน่อยจริงๆ

“หมอชินปล่อยตังลงตรงนี้ก็ได้ค่ะ เดี๋ยวตังเดินเข้าไปเอง กลัวแขนหมอจะหักไปก่อน” พูดพลางปล่อยแขนข้างหนึ่งจากคอแข็งแรงของคุณหมอหนุ่ม เพื่อล้วงเอากุญแจบ้านในกระเป๋ากางเกงออกมา

“ไม่เป็นไรครับ คุณตัวเบาจะตาย แค่นี้ไม่หักหรอก” คชินทร์ยิ้มมุมปาก มองต่ำไปยังคนในอ้อมแขนที่กำลังไขกุญแจรั้วอย่างทุลักทุเล

หลังจากเข้าไปในบ้าน เขาก็ค่อยๆ วางร่างของสิตางศุ์ไว้บนโซฟาอย่างเบามือ ก่อนจะนั่งยองๆ บนพื้นเพื่อดูข้อเท้าให้เธออีกที

“โฮ่งๆๆ” เจ้าใบ้ส่งเสียงเห่าชายหนุ่มดังระงม กระดิกหางด้วยความอยากเล่นสุดกำลัง

“ตอนนี้ยังไม่ว่าง ไปเล่นตุ๊กตาก่อนนะใบ้ หมอขอดูเท้าให้เจ้านายแกก่อน” ได้ยินคำว่าตุ๊กตา เจ้าหมาน้อยก็วิ่งไปคาบตุ๊กตากระต่ายคู่กายที่ซุกอยู่มุมห้องออกมาทันที

“หมอชินไม่ต้องหรอกค่ะ เดี๋ยวพักสักหน่อยก็ดีขึ้นแล้ว ลุกขึ้นเถอะนะ” เธอยื้อเขาขึ้นมาจากพื้น เกรงว่าคุณหมอจะรู้ความจริงว่า เธอแค่แกล้งอ่อยเท่านั้น!

“ไม่เป็นไรครับ” เขายิ้มให้ ขณะใช้มือนวดคลึงไปมายังข้อเท้าข้างที่เจ็บอย่างเบามือ

หมอคะ หมอจะแสนดีให้ตังหลงรักไปถึงไหนกันเชียว?

“พอเถอะค่ะ หมอชินทำอย่างกับตังเป็นคนป่วยเลย” เพียงแค่ได้ยินคำว่า ป่วย เจ้าใบ้ที่วิ่งไปมาก็เดินง่อยเปลี้ยเสียขาขึ้นทันใด หญิงสาวเบิกตาโพลงด้วยความตกใจ

จะมาทบทวนความรู้อะไรกันตอนนี้ยะไอ้ใบ้!

แต่โชคยังดีที่อีกคนไม่ทันได้สังเกตเห็น สิตางศุ์ลุกลี้ลุกลน ตัดสินใจพูดออกไป เมื่อเห็นเจ้าใบ้กำลังเดินกะเผลกไปหาคุณหมอ

“ไม่ต้องเล่นแล้วใบ้ กลับไปนอนเลยไป”

“มีอะไรรึเปล่าครับ?”

“ตังกลัวใบ้มันจะมากวนหมอน่ะค่ะ” เธอยิ้มกลบเกลื่อน แอบถอนหายใจอย่างโล่งอก เมื่อเห็นใบ้คืนสู่สภาพปกติ

ทางฝั่งชายหนุ่มที่ได้ฟังคำตอบก็พยักหน้าเข้าใจ หันไปมองเจ้าใบ้ที่ยืนงงอยู่กลางบ้านด้วยความเอ็นดู ก่อนจะพูดปลอบใจว่า

“ไปเล่นที่อื่นก่อนนะใบ้ ตอนนี้ยังเล่นไม่ได้ ไว้รอเจ้านายหายป่วยก่อนแล้วค่อยมาเล่น” สิ้นเสียงนุ่มๆ ของคุณหมอรูปหล่อที่พูดโค้ดลับออกมาโดยไม่รู้ตัว เจ้าใบ้ที่ยืนนิ่งอยู่ก็ทำขากะเผลกๆ เข้ามาหาทันที

สิตางศุ์แทบลมจับ เมื่อเห็นเจ้าใบ้แสดงความฉลาดเกินหมาผิดเวลาเช่นนี้ อยากจะลุกขึ้นไปจัดการก็ทำไม่ได้ จึงทำได้เพียงจิกนิ้วขยุ้มโซฟา เหงื่อแตกพลั่ก

ดิลีตคำสั่งก็ไม่ได้ด้วย!

“เป็นอะไรไปใบ้ เจ็บขาเหมือนเจ้านายรึไง” ชายหนุ่มเอ่ยทัก ยิ้มมุมปากเล็กน้อย พอจะเดาอะไรออกรางๆ

“โฮ่งๆๆ” มันเห่ารับ ขณะเดินกะเผลกๆ เข้าไปหาคุณหมอรูปหล่อ

สิตางศุ์เห็นรอยยิ้มบนใบหน้าคร้ามก็อยากจะมุดโซฟาหนี อาการอย่างนี้แสดงว่าเขา รู้ทัน

อายมาก!

“เอ่อ หมอชินคะ ตอนนี้ตังไม่ค่อยเจ็บแล้วค่ะ หมอรีบกลับไปหาโดนัทเถอะ เดี๋ยวนั่งพักสักนิดก็คงจะดีขึ้นแล้ว” สิตางศุ์หน้าร้อนผ่าว อยากจะไล่หมอให้ไปไกลๆ คนอะไรรู้ดีไปหมด

คชินทร์มองคนหน้าแดงอยู่พักหนึ่ง ทำไมเขาจะไม่รู้ว่าเธอคงอายที่ถูกจับได้

“โอเครับ ถ้ายังไม่ดีก็โทร.เรียกผมนะ”

“แน่นอนค่ะ ขอบคุณมากนะคะ”

“อ้อ แล้วถ้าใบ้ยังไม่หายดีก็รีบบอกผมนะครับ อาการอย่างนี้ปล่อยไปนานๆ จะเรื้อรัง”

สิตางศุ์ยิ้มแห้ง นึกหมั่นไส้หมอก็คราวนี้ คนอะไร ได้ทีก็แซวเธอใหญ่ แล้วทำไมไม่รีบกลับบ้านกลับช่อง ยืนยิ้มตาหยีอยู่ได้!

 

เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น ขณะเจ้าของกำลังนอนแช่ตัวสบายอยู่ในอ่างอาบน้ำ หญิงสาวนอนหลับตาพริ้มแสร้งทำเป็นไม่ได้ยินจนในที่สุดเสียงนั้นก็เงียบลง เธอไม่ชอบรับโทรศัพท์ใครในระหว่างพักผ่อน ใช้เวลาเกือบชั่วโมงกว่าเธอจะทำธุระในห้องน้ำเสร็จ แต่พอเห็นชื่อที่ปรากฏอยู่บนหน้าจอก็ยิ้มไม่หุบ

“ใบ้! หมอชินโทร.หาฉันด้วย!” พูดแล้วก็ชูสองแขนขึ้นสุดหัว ผ้าเช็ดตัวที่พันร่างไว้เกือบจะหลุด จึงรีบไปเปลี่ยนเสื้อผ้าอย่างรวดเร็ว

หญิงสาวจดๆ จ้องๆ โทรศัพท์อยู่นาน และในที่สุดก็ข่มความตื่นเต้นกดโทร.กลับไปทันที

“สวัสดีค่ะหมอ มีอะไรรึเปล่าคะ?”

“สวัสดีครับคุณตัง อาการดีขึ้นรึยัง

“ดีแล้วค่ะ ตอนนี้ยังปวดแปลบๆ อยู่ ได้พักสักคืนคงจะดีขึ้น” คนที่บอกเจ็บขากลับเดินไปเดินมาเพื่อระงับความตื่นเต้นอยู่ในห้อง

“ถ้าคุณยังไม่หายดี วันพรุ่งนี้ไปทำงานพร้อมกันเลยดีมั้ยครับ ผมจะแวะไปรับที่บ้าน”

“มันจะรบกวนหมอชินรึเปล่าคะ ไม่เป็นไรค่ะ พรุ่งนี้ก็คงจะดีขึ้นแล้ว” แม้จะพูดออกไปอย่างนั้น แต่ใจกลับอยากให้อีกฝ่ายบอกปฏิเสธ

“ไม่ลำบากหรอกครับ เอาเป็นว่าวันพรุ่งนี้ผมแวะไปรับนะครับ” นั่นไง...ที่แท้หมอก็อ่อยเราเหมือนกันนี่!

“ได้ค่ะ งั้นเจอกันพรุ่งนี้นะคะ”

“ครับ แล้วเจอกัน”

วางสายเสร็จ คนปวดขาก็ยิ้มกว้าง คว้าตัวเจ้าใบ้ที่นอนมองอยู่มากอดรัดฟัดเหวี่ยงด้วยความดีใจ สงสัยงานนี้มีเลี้ยงฉลองคานหัก!

“ใบ้เอ๊ย แกจะมีพ่อแล้วนะ”

“โฮ่งๆ” มันเห่าตอบรับอย่างรู้งาน

“มีความรักมันดีอย่างนี้เหรอเนี่ย แล้วนี่ฉันไปเสียเวลาอยู่ที่ไหนมาตั้งสามสิบเอ็ดปี! แต่เอ๊ะ...เพิ่งมีตอนนี้ก็ดีนี่ ไม่อย่างนั้นคงไม่ได้เจอกับหมอชินแน่ๆ”

สิตางศุ์ยิ้มกว้าง เชยคางไว้บนหัวของเจ้าใบ้ในอ้อมแขน โลกเป็นสีชมพู ขนาดเจ้าใบ้ลากกระเป๋าแอร์เมสของเธอมากัดอยู่บนพื้นยังไม่โกรธเลย

เดี๋ยวนะ เมื่อกี้กระเป๋าอะไรนะ?

“ไอ้ใบ้ แก!

 

สิตางศุ์ก้มลงสูดกลิ่นน้ำหอมชาแนลรุ่นใหม่ที่พรมมาให้ชื่นใจอีกครั้ง หลังนั่งรอสารถีรูปหล่อที่จอดรถรออยู่หน้าบ้าน ขณะเดินกึ่งวิ่งออกมาด้วยใบหน้าแช่มชื่น ลืมไปสนิทใจว่าเมื่อวานยังเจ็บข้อเท้าจนยืนแทบไม่ได้

“สวัสดีคะหมอชิน” เอ่ยทักคนขับ หลังเปิดประตูรถขึ้นไปนั่ง

“สวัสดีครับ ข้อเท้าเป็นยังไงบ้างครับ” เขายิ้มรับ

“ดีขึ้นเยอะแล้วค่ะ เมื่อคืนตังนวดยาทั้งคืน”

“โชคดีนะครับไม่เป็นอะไรมาก”

“นั่นสิคะ” เธอหน้าร้อน ไม่อยากคุยถึงเรื่องนี้ จึงรีบเปลี่ยนเรื่องทันที ซึ่งอีกฝ่ายก็ไม่คิดจะทักท้วง เดาออกว่า เธอคงไม่อยากให้พูดถึง

ทั้งคู่คุยกันไปตลอดทาง ทั้งเรื่องส่วนตัวและเรื่องงาน จึงทำให้สิตางศุ์ได้รู้ว่า ทางครอบครัวของเขานั้นทำธุรกิจที่ดิน สวนยาง และสวนปาล์มน้ำมันทางใต้

“แล้วทำไมหมอชินถึงมาเป็นสัตวแพทย์อยู่กรุงเทพฯ ล่ะคะ?”

“ผมไม่ชอบทำสวนยาง” เขาตอบขำๆ แต่จริงๆ ก็ไม่ผิดจากคำตอบสักเท่าไร

“แล้วที่บ้านไม่ว่าเหรอคะ หนีกิจการครอบครัวมาแบบนี้” เธออดสงสัยไม่ได้ โชคดีที่พ่อแม่ของเธอเป็นข้าราชการที่ขอเกษียณอายุราชการก่อน จึงไม่จำเป็นต้องมารับผิดชอบกิจการของครอบครัว

“ไม่หรอกครับ พี่ชายผมดูแลอยู่” คชินทร์หมายถึง คเชนทร์ พี่ชายนายหัวของลูกน้องนับห้าสิบคน เขาสามารถดูแลสวนยาง สวนปาล์มน้ำมัน และกิจการที่ดินของครอบครัวได้เป็นอย่างดี

“ถ้าอย่างนั้นหมอชินก็โชคดีแล้วละค่ะที่ได้ทำงานที่ตัวเองรัก” เธอยิ้มละไม

“ครับ” เขาพยักหน้ารับ คิดถึงนิสัยที่ต่างกันสุดขั้วของสองพี่น้องซึ่งมีอายุห่างกันเกือบห้าปี คเชนทร์จะเป็นฝ่ายบู๊ ส่วนคชินทร์จะเป็นฝ่ายบุ๋น ต่างสร้างวีรกรรมไว้มากมาย จนชาวบ้านชาวช่องขนานนามให้ว่า ช้างตกมัน

สิตางศุ์ยิ้มกริ่ม นับว่าการโดยสารรถของคุณหมอหนุ่มนั้นได้อะไรมากกว่าที่คิด เพราะนอกจากจะได้กระชับความสัมพันธ์แล้ว ก็ยังทำให้รู้จักชีวิตของเขามากขึ้น

ขาเจ็บมันดีอย่างนี้นี่เอง...

 

“วันนี้เป็นอะไรอีกละ ยิ้มจนหน้าบานเป็นถาดงานวัดเลยนะพี่”

เกียรติภูมิเอ่ยแซว เมื่อเห็นพี่สาวคนสวยเดินเข้ามาทำงานด้วยสีหน้าอิ่มเอิบ

“เป็นคนที่มีความสุขและอารมณ์ดี” หญิงสาวยิ้มน้อยยิ้มใหญ่

“ทำตัวมีพิรุธ สามวันดีสี่วันร้ายอย่างนี้ สงสัยแอบมีใครซุกไว้แหงๆ นี่ผมเดาถูกรึเปล่า” พูดพลางเหล่ตามองหญิงสาวที่กำลังเปิดคอมพิวเตอร์ หากแต่อีกฝ่ายไม่พูด กลับไหวไหล่แทนคำตอบ

“ไม่บอกก็ไม่บอก ว่าแต่วันนี้อารมณ์ดีให้ตลอดรอดฝั่งเถอะนะพี่ตัง”

สิตางศุ์ได้ยินดังนั้นก็นิ่วหน้า ถามน้องชายหัวฟูด้วยความสงสัย “ทำไม”

“ก็เลขาเจ๊กุหลาบเพิ่งเมลโลโก้ที่เราส่งไปให้เลือกกลับมา บอกว่าแบบไม่โดนใจเจ้านายเขา เจ๊แกอยากให้เราขยายหน้าแกให้ใหญ่ๆ เอาให้ใหญ่กว่าทุกอย่าง พูดง่ายๆ ว่างานนี้เจ๊กุหลาบขอเกิด”

“อะไรนะ?”

“ก็อย่างที่ผมบอกนั่นแหละพี่ แถมไม่พอ วันนี้เจ๊แกยังจะมาหาพี่ที่ออฟฟิศ เพื่อมาคุยเรื่องนี้ด้วย”

“โอ๊ย อยากจะบ้า!” หญิงสาวอุทานลั่น “ก็พี่คุยกับคุณโป๊ยเซียนลูกสาวเจ๊แล้วว่า ตกลงเอาแบบที่เราส่งไปให้ดู แล้วทำไมมาเปลี่ยนกลางอากาศอย่างนี้ล่ะ”

“ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน พี่ลองโทร.ไปถามคุณโป๊ยเซียนดูสิ”

“ได้ เรื่องนี้พี่จัดการเอง” พูดเสร็จหญิงสาวก็รีบโทร.หาคนที่พูดถึงทันทีด้วยอารมณ์สุดเซ็ง อุตส่าห์เริ่มต้นวันด้วยอารมณ์ดีๆ อยู่แท้ๆ

 

ทางด้านชายหนุ่มที่ทำงานวุ่นๆ ทั้งวัน ก็ต้องขมวดคิ้ว เมื่อเห็นร่างสูงของเพื่อนรักเดินเข้ามาหาถึงในคลินิก นพเก้าส่งยิ้มมาให้ นั่งรอเจ้าของคลินิกบนโซฟาอย่างรู้งาน ขณะปราดตามองผู้ช่วยสาวหน้าใสที่กำลังทำงานอย่างขะมักเขม้น

หรือจะเป็นเธอคนนี้ที่โทร.หาไอ้ชินวันที่ไปกินกาแฟด้วยกัน?

นพเก้าในชุดลำลองนั่งคิดไปเรื่อยเปื่อย กระทั่งเจ้าของคลินิกหนุ่มเดินเข้ามาพร้อมทักทาย

“มีอะไรรึเปล่ามาหาถึงนี่” คชินทร์พูดพลางยื่นกระป๋องน้ำอัดลมไปให้คนที่นั่งอยู่บนโซฟา

“มาธุระแถวนี้พอดี เลยแวะมาหาสักหน่อย ว่าแต่สาวคนนั้นใช่คนที่โทร.หาแกวันนั้นรึเปล่าวะ” นายตำรวจหนุ่มอม ยิ้มหรี่ตามองเพื่อนรักสลับกับแม่สาวผมสั้นที่ง่วนอยู่กับการจัดยาด้านหลัง

“คนนี้เป็นรุ่นน้องมาฝึกงานกับฉัน ไม่ใช่เพื่อนบ้าน” คชินทร์พูดพลางมองการแต่งกายของเพื่อนสมัยมัธยมต้น ก่อนที่มันจะย้ายไปเรียนต่อที่โรงเรียนนายร้อยอย่างอิดหนาระอาใจ “นี่แกเป็นตำรวจจริงๆ เหรอวะไอ้นพ ทำไมฉันไม่เคยเห็นแกแต่งเครื่องแบบสักวัน”

“ไอ้ฉันมันตำรวจนอกเครื่องแบบ จะใส่ยังไงก็ได้หรือว่าจะไม่ใส่ก็ยังได้ ราษฎรอย่างแกมีปัญหารึไง”

พูดพลางหัวเราะร่วน ก่อนจะเสตาไปมองสาวหน้าใสอีกครั้ง “ว่าแต่น้องคนนั้นเป็นแค่ผู้ช่วยจริงเหรอวะ”

คชินทร์มองสายตาของเพื่อนก็พอจะเดาออก นพเก้าทั้งรูปหล่อ ทั้งพ่อรวย แถมยังคารมเป็นเลิศ จึงทำให้เขามีสาวๆ ในสต๊อกจนนับไม่หวาดไม่ไหว ดังนั้นเรื่องที่จะส่งน้องสาวเข้าปากเสือนั่นจึงไม่มีทางที่เขาคิดทำเลยแม้แต่วินาทีเดียว

“ไอ้นพ อย่ายุ่งกับใบเฟิร์น” คชินทร์ครางเสียงต่ำ ก่อนจะพาร่างสูงๆ ของเพื่อนให้ไปคุยกันต่อในห้องตรวจ แต่ทว่านายตำรวจหนุ่มก็ยังใช้จังหวะที่คชินทร์ไม่ได้ระวังตัว ส่งยิ้มบาดใจ แถมขยิบตาไปให้ใบเฟิร์นที่นั่งอยู่ในเคาน์เตอร์จนได้

หญิงสาวขมวดคิ้วมุ่น รู้สึกหมั่นไส้เพื่อนของพี่หมอขึ้นมาตงิดใจ ที่มาทำตัวรุ่มร่ามกับเธอทั้งที่เพิ่งจะเคยเห็นหน้ากันเป็นครั้งแรกด้วยซ้ำ

“มีอะไรว่ามา” ทันทีที่ปิดประตูห้องเรียบร้อยแล้ว คชินทร์ก็ถามขึ้น

“เรื่องที่แกให้ฉันไปสืบ ได้ข้อมูลมาแล้วนะ” นพเก้าพูดพลางทรุดนั่งลงบนเก้าอี้ที่ตั้งไว้มุมห้อง อีกฝ่ายที่ยืนกอดอกพิงผนังอยู่ก็เลิกคิ้วขึ้นมาอย่างสนใจ

“แล้วเป็นไงบ้าง”

“ก็อย่างที่แกบอกนั่นแหละ เรื่องมันเกิดจากที่อาจารย์หมอไม่ยอมขายที่ให้จริงๆ ไอ้พ่อเลี้ยงนิรันดร์ก็เลยส่งคนไปเผาไล่ที่”

“แล้วทำไมไอ้พ่อเลี้ยงถึงอยากได้ที่ตรงนั้น”

“ไอ้พ่อเลี้ยงนิรันดร์เป็นหนึ่งในบรรดาผู้มีอิทธิพลที่ตำรวจกำลังหมายหัวอยู่เรื่องค้ายาบ้า ฉันก็กำลังตามสืบเรื่องนี้อยู่เหมือนกัน ที่มันมาโยงกับมูลนิธิได้ก็เพราะไอ้พ่อเลี้ยงมันอยากได้ที่แถวนั้นมาทำเป็นแหล่งปล่อยของ เพราะมันติดกับถนนหลักหลายสาย ไปมาก็สะดวก”

“แสดงว่าที่ฉันได้ยินมาก็เรื่องจริง” คชินทร์ครุ่นคิด

“แกไปได้ยินจากไหนวะไอ้ชิน” นพเก้าขมวดคิ้ว

“พ่อฉันเอง พ่อเคยขายที่แถวเมืองกาญให้ไอ้พ่อเลี้ยงนี่ไป แล้วก็คุยกันเรื่องที่ดินแถวมูลนิธิ พ่อบอกว่า มันอยากได้จนตัวสั่นจนฝากฝังพ่อเอาไว้ว่า หากเจ้าของที่จะขายให้รีบบอกมัน”

“อืม...”

“ฉันว่า ฉันควรจะไปคุยกับอาจารย์หมอเรื่องนี้ เผื่อว่าฝ่ายโน้นเขาจะมีหลักฐานอะไรมามัดตัวไอ้พ่อเลี้ยงนี้ได้”

“ก็ดี แกไปบอกให้อาจารย์หมอรู้ตัวหน่อย เพราะดูเหมือนว่าไอ้พ่อเลี้ยงระยำนี่มันไม่รามือแน่ เสียดายยังไม่มีหลักฐานที่จะจับมันยัดเข้าคุกเท่านั้นเอง” นพเก้าพูดอย่างเป็นห่วง

“ไว้เป็นหน้าที่ฉันเถอะ” คชินทร์รับคำ นึกถึงเปลวเพลิงที่มอดไหม้มูลนิธิเมื่อหลายอาทิตย์ก่อนก็ร้อนใจ

 

นาฬิกาข้อมือถูกยกขึ้นมาดูอีกเป็นครั้งที่สอง หลังเลยเวลาเลิกงานมาได้ไม่ถึงสิบนาที หญิงสาวที่นั่งยิ้มไม่หุบตัดสินใจโทร.ไปหาสารถีรูปหล่อ หลังจากที่นั่งรอเวลาไม่ให้ดูเป็นการจงใจจนเกินไป

“สวัสดีค่ะหมอชิน”

“ค่ะ ตังเลิกงานแล้ว หมอชินล่ะคะ”

“ได้ค่ะ งั้นตังลงไปรอหน้าตึกนะคะ เจอกันค่ะ”

พูดจบก็กุลีกุจอเดินออกไปจากออฟฟิศด้วยความดีใจจนหน้าบาน จนลูกน้องที่นั่งมองอยู่อดแซวตามกันเป็นทอดๆ ไม่ได้ หญิงสาวลงมายืนรอไม่กี่นาที รถบีเอ็มสีขาวก็ขับมาจอดนิ่งอยู่เบื้องหน้า เห็นดังนั้นก็รีบเปิดประตูรถแล้วเข้าไปนั่งทันที

“วันนี้ไปรับโดนัทรึเปล่าคะ?” สิตางศุ์เอ่ยถามใจหวั่นๆ ไม่อยากถูกทำลายบรรยากาศดีๆ ที่มีกันแค่สองต่อสอง

“ช่วงนี้ไม่ต้องครับ พ่อแม่เขาเริ่มมีเวลาแล้ว คงจะเจอกันแค่เสาร์อาทิตย์”

หญิงสาวอมยิ้ม ก่อนจะปรับสีหน้าเป็นเรียบเฉย นึกขอบคุณพ่อแม่ของโดนัทอยู่ในใจ ในที่สุดมารหัวใจก็ไม่มาอยู่ขวางหูขวางตา

“อย่างนี้หมอชินไม่เหงาแย่เหรอคะ”

“ผมชินแล้วครับ อยู่คนเดียวมานาน”

ก็ถ้าหมอหันมามองคนที่นั่งอยู่ข้างๆ ก็ไม่ต้องอยู่คนเดียวแล้วนะคะ กิ้วๆ

แต่ในวินาทีที่กำลังพูดคุยกันอย่างสนุกสนานนั้น เหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น เมื่อรถเก๋งญี่ปุ่นสีขาวซึ่งขับอยู่ข้างๆ เริ่มส่ายอย่างเสียการควบคุม จนเบี่ยงไปกินเลนรถสิบล้อที่วิ่งสวนมา จนฝ่ายนั้นต้องหักหลบ ไถลมาชนเข้าข้างตัวรถของพวกเขาอย่างจัง

“ว้าย!” สิตางศุ์ร้องลั่นทำอะไรไม่ถูก ขณะคชินทร์ที่ยังพอมีสติก็พยายามประคองรถที่หมุนอยู่ให้ค่อยๆ ชะลอความเร็วลง เสียงห้ามล้อดังสนั่นไปทั้งถนน ตามด้วยเสียงเหล็กชนกันจนน่าตกใจ

“คุณตังเป็นอะไรรึเปล่าครับ!” คชินทร์ที่หยุดรถก่อนจะไปฟาดกับราวเหล็กข้างทางได้ ถามขึ้นมาอย่างตกใจ เมื่อเห็นสภาพของหญิงสาวนั่งนิ่งหน้าซีดเผือด

“ระ รถชนกันจนยับเลยค่ะหมอ!” สิตางศุ์ละล่ำละลักเมื่อเห็นสภาพของอุบัติเหตุเบื้องหน้า รถเก๋ง สีขาวที่เป็นต้นเหตุพังยับไปเกือบทั้งคัน เพราะถูกรถตู้ที่พุ่งมาจากด้านหลังอัดเข้าให้

“จะมีคนตายรึเปล่าคะ” หญิงสาวไม่พูดเปล่ารีบปลดเข็มขัดนิรภัยที่คาดตัวออก เพื่อจะลงไปช่วยคนเจ็บด้านนอกทันที

“เดี๋ยวก่อนครับ อย่าเพิ่งไปห่วงคนอื่น คุณห่วงตัวเองก่อนดีกว่า ไหนขอผมดูหน่อยว่า เป็นอะไรรึเปล่า” พูดจบ ชายหนุ่มก็จับแขนของเธอดึงเข้ามาใกล้ๆ ก่อนจะสำรวจความเสียหายไปทั่วทั้งตัว

สิตางศุ์นิ่งงัน หน้าร้อนผ่าวกับสายตาและความเป็นห่วงของชายหนุ่มตรงหน้า มันรู้สึกวูบวาบไปทั้งตัวเมื่อถูกเขามองมาเช่นนี้

“ตะ ตังไม่เป็นไรค่ะหมอ ว่าแต่หมอชินเถอะ เจ็บตรงไหนรึเปล่า”

“ผมไม่เป็นไรครับ คุณไม่เป็นอะไรก็ดีแล้ว แต่ผมว่า รถผมคงจะโดนไปเยอะเหมือนกัน” พูดพลางลงไปสำรวจความเสียหาย

สิตางศุ์ที่ตามออกมายืนดูสภาพรถก็ถึงกับต้องยกมือขึ้นมาป้องปาก เมื่อเห็นประตูด้านหลังฝั่งคนขับยุบเข้าไป แต่โชคดีที่ไม่เป็นอะไรมากทั้งเขาทั้งเธอ

“ไม่เป็นไรใช่มั้ยคะคุณ” เสียงของไทยมุงที่เริ่มทยอยมายืนมองอุบัติเหตุถามขึ้นอย่างเป็นห่วง

“เราไม่เป็นไรค่ะ” หญิงสาวยิ้มตอบ ขณะหันไปมองหนุ่มร่างสูงที่กำลังมองรอยเหล่านั้น ก่อนจะพูดขึ้นมา “ตังว่าหมอชินรีบเรียกประกันเถอะค่ะ เดี๋ยวตังจะไปดูทางนั้นสักหน่อย”

“ครับ” ชายหนุ่มรับคำ มองตามร่างระหงที่รีบวิ่งฝ่าไทยมุงเข้าไปช่วยเหลือคู่กรณีด้วยความรู้สึกโล่งใจ ที่เห็นเธอไม่มีรอยข่วนแม้แต่ปลายก้อย

 

ไม่นานนักคนที่เดินฝ่าไทยมุงเข้าไปก็เดินกลับมาสีหน้าตื่นๆ

“คนขับเป็นผู้หญิงค่ะหมอ ตอนนี้ทุกคนกำลังช่วยงัดเธอออกมาจากรถอยู่” ได้ยินดังนั้นคชินทร์ก็ส่งใจช่วยอยู่ห่างๆ เพราะดูเหมือนเหล่าไทยมุงที่เข้าไปช่วยนั้นจะเยอะเกินพอดีแล้ว

“แล้วเธอเป็นยังไงบ้างครับ”

“สลบเหมือดค่ะ แต่ที่สำคัญที่สุด หมอรู้มั้ยว่ารถตู้ที่ชนรถเก๋งของเธอเป็นใคร” น้ำเสียงฟังดูตื่นเต้นจนเขาต้องเลิกคิ้ว

“ใครครับ?”

“เอริค กวินทรา โรเซ็นเบิร์ค ไงคะหมอชิน ดาราลูกครึ่งที่หล่อๆ คนนั้นน่ะ โอ๊ย...ตังอยากจะเป็นลม คนอะไรล้อหล่อ ขนาดหน้าตาตื่นๆ ยังหล่อเลย”

ได้ยินเสียงเยินยอความหล่อของเอริคจากคนสวยตรงหน้า คชินทร์ถึงกับกลั้นหัวเราะเอาไว้ไม่อยู่ นี่สรุปว่าเธอเป็นห่วงแม่สาวเจ้าของรถคันสีขาว หรืออยากไปยลโฉมหน้าดารารูปหล่อตัวเป็นๆ กันแน่

“หัวเราะอะไรกันคะหมอชิน” หญิงสาวเม้มปาก เมื่อเห็นอีกฝ่ายหัวเราะไม่หยุด

“ก็คุณดูไม่เหมือนพวกคลั่งดาราเลยนะตอนแรก แต่ตอนนี้ผมชักจะเชื่อแล้วว่า ผู้หญิงค่อนประเทศคงจะคลั่งไคล้เขาจริงๆ”

“หมอชินก็...” สิตางศุ์ยิ้มเก้อ เมื่อเริ่มรู้สึกตัวแล้วว่าเป็นอย่างที่เขาพูดมาจริงๆ

แต่ยังไงก็หล่อสู้หมอชินของตังไปไม่ได้หรอกค่ะ

“ผมต้องขอโทษด้วยนะครับสำหรับวันนี้ คุณเลยต้องมาลำบากกับผม คงอีกพักใหญ่กว่าจะเคลียร์กับประกันเสร็จ”

“ไม่เลยค่ะ ตังไม่เห็นจะลำบากอะไรเลย” หญิงสาวพูดจากใจ แถมยิ้มกว้างให้เพื่อยืนยัน

คชินทร์มองแล้วก็อดยิ้มตามไม่ได้ ไม่รู้ว่าเป็นอะไรแต่ทำไมช่วงนี้เขาถึงได้ยิ้มบ่อยเหลือเกินเมื่ออยู่กับแม่สาวตาโตคนนี้

 

กว่าจะเคลียร์ทุกอย่างเสร็จก็เกือบสองทุ่ม ยังดีหญิงสาวคู่กรณีถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลไปก่อน เพราะเธอสลบแน่นิ่งจนอดเป็นห่วงไม่ได้ว่าจะรอดชีวิตจากอุบัติเหตุในครั้งนี้หรือไม่

ความมืดเริ่มโรยตัวลงมา แสงดาวบนฟ้าถูกกลบหาย เพราะคืนนี้เป็นคืนจันทร์เต็มดวง ร่างสองร่างของคนสองคนกำลังเดินเคียงข้างกันไปใต้ต้นไม้ที่ประดับไฟอย่างสว่างไสวในยามค่ำของถนนราชดำเนิน

“คุณชอบออกมาเดินเล่นตอนกลางคืนแบบนี้เหรอครับ” คชินทร์ถามอย่างแปลกใจ เมื่ออีกฝ่ายบอกความตั้งใจว่าจะมาเดินเล่นบนถนนสายนี้หลังเสร็จเรื่องกับประกันฯ

“ก็ไม่ได้ชอบถึงขนาดต้องขับรถออกมาเดินเล่นหรอกค่ะ แต่วันนี้เป็นวันพิเศษ เป็นวันที่พระจันทร์เต็มดวง และเป็นวันที่เราสองคนไม่จำเป็นต้องกังวลเรื่องที่จอดรถ” สิตางศุ์พูดยิ้มๆ พลางแหงนหน้าไปมองพระจันทร์ดวงโตด้านบน

ชายหนุ่มอมยิ้ม แหงนมองพระจันทร์สีนวลบนฟากฟ้าด้วยกัน

“หมอชินรู้รึเปล่าว่าชื่อตังแปลว่าอะไร”

“แล้วแปลว่าอะไรครับ?”

“สิตางศุ์แปลว่าพระจันทร์ ตอนเด็ก ตังไม่เคยชอบชื่อนี้เลย คิดว่ามันเชยมาตลอด แต่ตอนนี้ชักเริ่มชอบแล้วละค่ะ”

“ทำไมครับ?”

“หมอชินว่าตัวอะไรที่อยู่บนดวงจันทร์คะ?” หญิงไม่ยอมตอบคำถาม แต่ถามกลับด้วยรอยยิ้ม ขณะเหลือบมองหน้าคนตัวโตที่กำลังทอดสายตามองดวงจันทร์บนฟ้าด้วยความรู้สึกอิ่มเอมอย่างบอกไม่ถูก

“ไม่ใช่กระต่ายเหรอครับ” ชายหนุ่มหรี่ตามองพระจันทร์อีกครั้งหนึ่ง

“ไม่รู้สิคะ ตังว่าไม่ใช่กระต่าย เพราะตังเห็นมันเป็นช้าง... ช้างอยู่คู่พระจันทร์” พูดพลางยิ้มเขิน เมื่อเห็นสีหน้าของอีกฝ่าย

“เข้าใจคิดนะครับ” เขายิ้มออกมาอย่างไม่รู้ตัว คชินทร์มีความหมายว่าพญาช้าง แต่ไอ้เรื่องช้างบนดวงจันทร์นี่สิ เขายังไม่เคยได้ยินมาก่อน

“ทำไมถึงคิดว่าเป็นช้างล่ะครับ” เขาผินไปมองอีกฝ่าย

“แล้วทำไมหมอชินถึงคิดว่าเป็นกระต่ายล่ะคะ”

“ไม่เคยมีใครเห็นช้างบนดวงจันทร์มาก่อน”

“แล้วทำไมหมอต้องมองอย่างที่คนอื่นบอกให้มองด้วยล่ะคะ รูปบนนั้นไม่มีใครกำหนดตายตัวว่าเป็นกระต่ายสักหน่อย แต่คนพูดต่อๆ กันไปเองว่าเป็นกระต่ายบนดวงจันทร์ แล้วคนก็เชื่อกันมา แต่ตังไม่เชื่อค่ะ ตังชอบมองในมุมของตัง ใช้ความรู้สึกเป็นตัวบอก แล้วตังก็รู้สึกว่ารูปบนนั้นสำหรับตัง ต้องเป็นช้างตัวเดียวเท่านั้น เป็นอย่างอื่นไม่ได้อีกเลย”

ได้ยินดังนั้นเขาก็ยิ้มกว้าง ดวงตาคมจ้องมองคนตัวเล็กที่กำลังยิ้มเขินด้วยความรู้สึกที่ยากจะบรรยาย เขาไม่ได้ตั้งป้อมกับเธอตั้งแต่แรกเห็น เพียงแค่รักษาระยะห่างระหว่างกันเอาไว้ให้พอเหมาะ แต่ดูตอนนี้เถอะ นึกอยากจะหั่นระยะห่างที่ตั้งขึ้นเองให้ขาดสะบั้น

สงสัยเป็นเพราะวันนี้เป็นวันพระจันทร์เต็มดวง เขาเลยถูกมนต์สะกดของมันเข้าอย่างจัง...

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 13 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

894 ความคิดเห็น

  1. #806 akkanee (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 26 สิงหาคม 2554 / 11:54
    คุณหมอถูกพระจันทร์สะกดแล้วจริงๆค่ะ
    #806
    0
  2. #805 Jeezzz (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 26 สิงหาคม 2554 / 11:20
    แอบเสี่ยวนะ แต่พอตังพุูดแล้วน่ารัก

    ยิ่งอ่านยิ่งนึกถึงแอน-เคน ไปนู่น ฮ่าา
    #805
    0
  3. #617 กวาง (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 9 สิงหาคม 2554 / 19:40
    ตังเป็นคนดีจังเลย ไม่ห่วงตัวเองแต่ห่วงคนอื่นมากกว่า

    เป็นหมอชินซะอีกที่เป็นห่วงกลัวว่าตังจะเจ็บตัว

    แต่หมอชินยังไม่รู้จริงอ่ะ ว่าทำไมเวลาอยู่กับตังตัวเองถึงได้ยิ้มบ่อย

    บอกให้ก็ได้ก็เพราะว่าหมอชินรักตังแล้วไง
    #617
    0
  4. #593 Chicky ya ya ya (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 7 สิงหาคม 2554 / 00:13
    ชอบหมาใบ้อ่ะ น่ารักดีค่ะ
    #593
    0
  5. #540 _wlkin_ (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 30 กรกฎาคม 2554 / 04:53
    อ้ายยย ช้างคู่พระจันทร์ >///<

    บทนี้เล่นเอาหลายคนอยากเปลี่ยนเป็น นางสาว จันทร์ กันเลยทีเดียว
    (และจะเปลี่ยนเป็น นาง เมื่อคุณช้างคู่จันทร์ เอิ๊กๆๆๆ)
    #540
    0
  6. #480 ฤดูใบไม้ผลิ ^^ (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 21 กรกฎาคม 2554 / 18:18
    อ๋าย หมอชินน่ารักจัง ^^
    #480
    0
  7. #372 กางเกงยีนส์ขาสั้น ^^ (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 11 กรกฎาคม 2554 / 16:12
    ยัยตังพูดเองเขินเอง ๕๕๕
    ทำเอาคนอ่านเขินด้วยเลยสิคะเนี่ย >/////<
    #372
    0
  8. #267 prawpraw (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 3 กรกฎาคม 2554 / 20:04

    ตอนนี้ ทั้งขำหมา ทั้งเขินมุกพระจันทร์ โอ๊ย 5555

    #267
    0
  9. #252 GR*A*CE (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 3 กรกฎาคม 2554 / 14:55
    หมอชินร่นคงไม่พอแล้วตอนนี้อะ ไม่เว้นแล้วระยะห่างนะ5555
    #252
    0
  10. #205 หมอกกลางภู (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 26 มิถุนายน 2554 / 14:45
     โห่อุตส่าห์ลุ้นแทบย่าว่ามนต์จันทราจะทำให้หมอเป็นยังไง ดูสิได้แค่อยากย่นระยะทางไม่ยอมข้ามขั้นเลยนะหมอ น่าจับกดจริงๆ
    #205
    0
  11. #122 fjoe (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 13 มิถุนายน 2554 / 19:41
    โอ้ววว หมอชินเริ่มใจอ่อน 5555



    แต่มุขช้างอยู่บนพระจันทร์เนี่ย ก็เพิ่งเคยได้ยินพร้อมๆกับหมอชินเหมือนกัน 5555
    #122
    0
  12. #108 suket (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 11 มิถุนายน 2554 / 15:00
     เพิ่งรู้นะเนี่ยว่าช้างอยู่บนพระจันทร์ อิอิ หมอชินใจอ่อนแล้วล่ะสิ เจอมุขช้างกับพระจันทร์เข้าไปใจอ่อนเลย...
    #108
    0
  13. #106 หิ่งห้อยสีเหลือง (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 11 มิถุนายน 2554 / 09:35
    นึกว่าจะไม่มาซะแล้ว อ่านตอนนี้แล้วยิ้มไม่หุบ น่ารักจัง
    #106
    0
  14. #104 นางสาวแสนดี (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 10 มิถุนายน 2554 / 22:26
    ถึงความลับเรื่อง "ป่วย" จะแตก



    แต่ "พระจันทร์" ก็แผลงฤทธิ์ในใจ "ช้าง" เสียแล้ว ^^
    #104
    0
  15. #103 sazamp (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 10 มิถุนายน 2554 / 22:24

    แบบนี้รถับ...เข้าทางยัยตัง5555
    สาวตังสู้ๆ ฉันเป็นกำลังใจให้เธอนะจ๊ะ (แต่เธอคงไม่ต้องการเพราะความมั่นเธอเกินแสนล้าน)


    จะรอต่อไปจ้า ^^

    #103
    0
  16. #102 Naiad['s] (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 10 มิถุนายน 2554 / 21:57

    ท่าทางคุณชินจะเริ่มหวั่นไหวซะแล้วสิ ^^



    แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 10 มิถุนายน 2554 / 21:57
    #102
    0
  17. #101 D_nan (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 10 มิถุนายน 2554 / 21:53
    พึงเข้ามาอ่านสนุกมากเลยคะ
    เป็นกำลังใจให้
    #101
    0
  18. #100 ดารานิล (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 10 มิถุนายน 2554 / 20:39

    สวัสดีค่ะทุกท่าน
    วันนี้อัพช้ามากเพราะเริ่มไม่มีเวลาแล้ว งานเข้า เหอะๆ
    ฉะนั้น หลังจากวันนี้ไปอาจจะไม่ได้อัพทุกวันแล้วนะคะ
    แต่ไม่นานแน่นอนค่ะ เพราะส่วนตัวก็อยากจะจบเรื่องนี้เร็วๆ เหมือนกัน :)

    ปล. ถ้าใครเห็น something wrong ระหว่านพเก้ากับใบเฟิร์น
    ก็อย่าแปลกใจค่ะ เพราะคู่นี้จะเจอกันในรักเล่ห์ เสน่ห์ร้าย ภาคพิเศษแน่นอน อิอิ

    ขอบคุณ
    คุณนางสาวแสนดี : ถูกค่ะใครมันจะมามารยาสู้กับนางเอกของเราได้อีก 5555+

    คุณmint-ball : ขอบคุณค่ะสำหรับกำลังใจ :)

    คุณsazamp : ใช่ค่ะ เพราะหมอคงไม่สามารถมีใครได้อีกนอกจากนางเอก กรั๊กๆๆ

    คุณsuket : ฝ่าด่านยัยตังไปให้ได้ก่อนนะคะ เอิ๊กกกก

    คุณwinny : เรื่องนี้รับรองว่าไม่มีนางอิจฉาค่ะ เพราะแค่นี้นางเอกก็ต้องรับมือไม่หวาดไม่ไหวแล้ว 555+

    คุณหิ่งห้อยสีเหลือง : คนเขียนก็สะใจค่ะ กร๊ากๆ

    พี่เอม : น้องใบ้นี่เกิดมาเพื่อเป็นทาสนางเอกค่ะ แต่ชีก็รักของชีนะคะ 5555+

    คุณfjoe : ตอนนี้ยังคิดมุขให้สองคนนี้คืนดีกันไม่ได้เลยค่ะ กะว่าจะจิกกันไปจนจบท่าจะดี เอิ๊กกก

    คุณNaiad['s] : คนเขียนก็ชอบค่ะ เขียนไปด้วยสะใจไปด้วยยังกะโรคจิต 55555+

    คุณammm : ขอบคุณนะคะที่แวะมาทักทายกัน :)


    และขอบคุณทุกคนที่ติดตาม
    ( ดารานิล
    )



    แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 10 มิถุนายน 2554 / 20:41
    แก้ไขครั้งที่ 2 เมื่อ 10 มิถุนายน 2554 / 21:30
    #100
    0