เพียงวาสนา

ตอนที่ 1 : ๑. ฤา...พรหมลิขิต

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 782
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 5 ครั้ง
    15 มี.ค. 55



๑. ฤๅ...พรหมลิขิต

ยามรุ่งสางตะวันส่องของวันใหม่ เหล่ามวลวิหกที่หลับใหลในย่ำค่ำต่างพากันโบยบินออกมาเป็นฝูงใหญ่ ท้องฟ้าสีทองอร่ามยามสุริยาโผล่พ้นขอบคีรีช่างงดงามราวภาพฝัน เสียงนกกาเจื้อยแจ้วเซ็งแซ่ไปทั้งป่าเขา ไอหมอกยามเช้าที่โรยตัวลงมาเป็นละอองฟุ้งดูนวลตา เริ่มมลายหายไปเมื่อต้องกับแสงอาทิตย์ ในบรรยากาศเช่นนี้ช่างดีนักเมื่อสบโอกาสได้มาสัมผัสและพบเจอ เหตุเพราะในพระนครนั่นเล่ามีแต่ความวุ่นวายไม่สุดสิ้น ทั้งแก่งแย่งชิงดีกันระหว่างเหล่าเสนาอำมาตย์ทั้งหลาย ทั้งต้องคอยรับทัพจับศึกกับเหล่าพม่ารามัญที่คอยหาโอกาสตีเมืองอโยธยาให้แตกพ่าย ยังดีที่อโยธยายังมีมิตรดีเฉกเช่นอาณาจักรล้านช้างที่คอยเกื้อหนุนจุนนำกันในยามอับ จึงพอทำให้เหล่าทหารหงสาวดีมิอาจกล้ำกลายเข้ามาได้ถึงขอบขันฑ์พระนคร

ในกลางป่าเช่นนี้น้อยคนนักจักอยากอยู่ เหตุเพราะไม่ได้มีแต่เหล่าสิงสาราสัตว์น้อยใหญ่ หากแต่ยังมีเหล่าพม่ารามัญ แลด้วยหมู่มอญทั้งหลาย ที่คอยดักทำร้ายเหล่าอริศัตรูคู่อาฆาตให้มอดม้วย ดังนั้นขบวนของออกญาพิเชษฐ์ศึกจึงต้องพร้อมพรักในเหตุนี้ หากแม้นจะอันตรายสักเพียงไหนออกญามีชื่อก็จักต้องเดินทางมายังล้านช้างด้วยตนเอง เพราะการครั้งนี้ไม่สามารถพึ่งพาม้าเร็วหรือสาส์นใดใดได้นอกจากต้องได้พบกับสมเด็จพระไชยเชษฐาธิราช กษัตริย์แห่งอาณาจักรล้านช้าง ด้วยเหตุด่วนอันมาจากข่าวที่ได้รับจากไส้ศึกที่ส่งไปประจำการอยู่หงสาว่าบัดนี้ พระเจ้าบาเยนองจอเดงนรธา กษัตริย์ราชวงศ์ตองอูแห่งกรุงหงสาวดีนั้น มีราชโองการลับให้กะเกณฑ์ไพร่พลเพื่อบุกเข้าจู่โจมกรุงอโยธยาให้แตกพ่าย ดังนั้นออกญาพิเชษฐ์ศึกจึงรับอาสาถือราชโองการของสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ ฤๅพระเฑียรราชา กษัตริย์แห่งกรุงอโยธา ขอความช่วยเหลือจากล้านช้างในการศึกครานี้

“เจ้าคุณพ่อเจ้าขา ลูกเห็นเจ้ากระต่ายป่าวิ่งลับตาไปทางโน้น ขออนุญาตให้บ่าวไพร่ออกไปตามจับได้ไหมเจ้าคะ” เสียงเล็กๆที่ได้ยินอยู่เป็นอาจิณ ดังขึ้นเบื้องหลังในขณะกำลังตรวจตราความเรียบร้อยของบรรดาบ่าวไพร่ แลพลทหารที่เกณฑ์มาครานี้

ออกญาพิเชษฐ์ศึกผินใบหน้าคร้ามที่กรำแดดกรำฝนเพราะงานหนักมาจดจ้องยังเด็กหญิงตัวเล็กๆ ที่เป็นดั่งแก้วตาดวงใจของเขาด้วยสายตาอ่อนละมุน นึกโทษตัวเองหนักที่ต้องพาบุตรในอุทรพร้อมด้วยมารดาของเธอต้องมาตกระกำลำบากไปพร้อมกับเขา หากออกญาไม่มีทางเลือก เขาไม่อาจทิ้งเมียและลูกไว้เบื้องหลังให้ผจญกับภยันตรายแต่เพียงลำพังได้ เพราะไม่อาจรู้การณ์ข้างหน้าว่าถ้าหากเขาหายจากไปเป็นเวลานาน จะมีอาเพสสิ่งใดเกิดขึ้นกับแก้วตาดวงใจทั้งสองของเขาก็อาจเป็นไปได้

“นะเจ้าคะ” ลูกสาวออดอ้อนอีกครั้ง

“ตามใจเจ้า แต่เจ้าอย่าได้ออกไปจากสายตาของพ่อเชียว ไม่เช่นนั้นพ่อจะจับเจ้ามาลงหวายเสียให้หลาบจำ”

“ลูกรักเจ้าคุณพ่อที่สุดเลยเจ้าค่ะ” พูดจบก็ตระกองกอดเอวหนาของบิดาไว้เป็นเชิงออดอ้อน ก่อนจะหันไปขยิบตาให้กับสาวใช้ที่นั่งพับเพียบรอคำขาดจากแม่นางน้อยต่อไป

“ไปเร็วพี่เยื้อน เจ้าคุณพ่ออนุญาตแล้ว ประเดี๋ยวก็ตามเจ้ากระต่ายน้อยไม่ทันดอก” ผลุนผลันออกไปจนสาวใช้ที่นั่งคอยท่าอยู่ลุกวิ่งแทบไม่ทัน

“แม่นายน้อยเจ้าขา รอเยื้อนด้วย อย่าเพิ่งไปเจ้าค่ะ” พลางหันมากราบออกญาที่ยืนอยู่อย่างลวกๆ ก่อนจะคว้าชายผ้าซิ่นวิ่งตามออกไป

 

กระต่ายป่านั้นว่องไวนัก บ้างผลุบบ้างโผล่ แม้จะพยายามสักเท่าใด แต่ทว่ามันกลับหลบหายไปได้ทุกครั้ง แต่กระนั้นแม่หญิงตัวน้อยก็ไม่ลดละ หลอกล่อต่างๆนานา แต่ก็หาเป็นผลไม่ เพราะขึ้นชื่อว่าสัตว์ป่าแล้วย่อมยากที่จะทำให้เชื่อง

“เยื้อนว่าเรากลับกันดีกว่าไหมเจ้าคะแม่นาย นี่ก็ใกล้เพลาเที่ยงแล้ว ประเดี๋ยวเจ้าคุณพ่อจะเอ็ดเอานะเจ้าคะ” สาวใช้เอ่ยกระหืดกระหอบด้วยความอิดโรย ที่ต้องวิ่งไปวิ่งมาตามคำสั่งของแม่นางน้อย

“กระไรนี่ แค่นี้ก็เหนื่อยแล้วดอกหรือพี่เยื้อน ถ้าเช่นนั้นอุษาสรวงลงมือจับเองดีกว่ากระมัง” เด็กน้อยลอบอมยิ้มเมื่อเห็นท่าทางหวาดหวั่นของสาวใช้ข้างกายขณะทรุดลงนั่งกับพื้นอย่างหมดแรง

“โถ...แม่นายเจ้าขา ขอให้บ่าวได้พักบ้างเถอะเจ้าค่ะ นี่ก็วิ่งกันมาตั้งแต่รุ่งสางแล้ว เหนื่อยจนสายตัวแทบขาด” อดจะค้อนไม่ได้

“เช่นนั้นพี่เยื้อนก็นั่งพักให้หายเหนื่อยเถิด ประเดี๋ยวอุษาสรวงกลับมา” พูดเสร็จเด็กน้อยก็วิ่งออกไปยังทิศทางที่เห็นเจ้าขนปุยครั้งสุดท้าย โดยไม่ฟังคำทัดทานจากสาวใช้ที่กระวีกระวาดวิ่งตามมาแม้แต่น้อย

“แม่นายเจ้าขา อย่าเล่นเช่นนี้สิเจ้าคะ หยุดก่อน!” ตะโกนออกไปด้วยความตกใจสุดแสน เมื่อคลาดสายตากับเจ้านายตัวน้อย ทั้งเหนื่อยทั้งล้าจากที่ตรากตรำวิ่งจับเจ้าสัตว์ขนปุยตลอดเช้า จึงทำให้วิ่งตามเด็กหญิงไม่ทัน อยากจะลงหวายเฆี่ยนตีตัวเองเสียให้หนัก ที่ปล่อยให้แม่นางน้อยพลัดหูพลัดตาไปได้

...เจ้าป่าเจ้าเขาช่วยเยื้อนหาแม่นายน้อยทีนะเจ้าคะ ขออย่าให้เกิดอาเพสอันใดเทียว...

 

ยิ่งตามยิ่งเหมือนยิ่งห่าง ในที่สุดแม่นางน้อยก็จนใจปลงเสียว่าหาได้มีบุพพาวาสนาส่งระหว่างเธอกับเจ้ากระต่ายป่าตัวนั้นไม่ แต่ครั้นเมื่อหันหลังเพื่อจะกลับไปหาสาวใช้ที่ทิ้งไว้เบื้องหลัง อุษาสรวงก็พบว่าเธอได้เข้ามาลึกเสียจนจำทางกลับไม่ได้ เด็กหญิงวัยเพียงแปดขวบเริ่มสั่นสะท้านให้กับความกลัวที่ประดังประเดเข้าหา แต่ถึงกระนั้นเด็กน้อยก็ยังกัดฟันเดินย้อนกลับไปยังหนทางที่คิดว่าเคยมาเมื่อสักครู่

ดีที่วันนี้เธอนุ่งโจงกระเบนหาได้นุ่งซิ่นเสมือนอยู่พระนครไม่ จึงทำให้การเดินในป่ารกชัฏนั้นคล่องตัวมากยิ่งขึ้น อุษาสรวงเหลือบมองไปยังเงาของตนเองที่ทอดลงบนผืนดินท่ามกลางแมกไม้น้อยใหญ่ บัดนี้เงาดำตะคุ่มแผ่กินบริเวณเพียงปลายเท้า นั่นแสดงว่ามันเป็นเพลาเที่ยงอย่างไม่ต้องสงสัย วิชาการกะเกณฑ์เพลาเธอได้มาจากออกญาพิเชฐษ์ศึกผู้เป็นบิดาที่คอยสั่งสอนมาตั้งแต่สมัยเริ่มจำความได้ ช่วงเวลาที่เธอและสาวใช้พลัดหลงกันกินเวลาไม่นานนัก แสดงว่าระยะทางที่เธอหลงเข้ามานั้นก็หาไกลไม่เช่นกัน

คิดได้ดังนั้นเด็กน้อยก็เริ่มคลายความกังวล ค่อยๆเดินย่างไปด้านหน้าโดยหารู้ไม่ว่าทิศทางที่เธอไปนั้นมันตรงข้ามกับทิศที่จากมาโดยสิ้นเชิง ยิ่งเดินไปป่าก็ยิ่งรกชัฏขึ้นทุกที แปลกตาไปด้วยแมกไม้นานาพันธุ์ที่เธอไม่เคยพบเห็นในพระนคร แต่ถึงกระนั้นอุษาสรวงก็ไม่คิดจะหยุดชื่นชมความงามแปลกตาให้อิ่มทรวง เพราะบัดนี้เงาบนผืนดินได้ทอดยาวออกไปเรื่อยๆตามแสงตะวัน นี่คงจะบ่ายแก่เต็มทีคงไม่พ้นอีกสามหรือสี่ชั่วยามอาทิตย์คงอัสดงเป็นแน่แท้

เสียงหวีดหวิวของสายลมที่พัดผ่านใบไม้ไปมายิ่งทำให้เด็กน้อยหวาดหวั่นยิ่งขึ้น เมื่อประจักษ์แล้วว่าตนเองคงหลงป่าเป็นแม่นมั่น อยากจะตะโกนให้เสียงดังโหวกเหวกเผื่อว่าคนของเจ้าคุณพ่อที่ตามออกมาช่วยจะได้ตามมาถูก หากแต่อีกใจหนึ่งก็กริ่งเกรงต่อพวกพม่ารามัญที่กระจายตัวอยู่ทั่วตามป่าเขาเหล่านี้

อุษาสรวงทรุดตัวลงนั่งบนโขดหินใต้ร่มไม้ใหญ่ด้วยความอ่อนล้า นึกโกรธตัวเองขึ้นมาที่ไม่รักษาสัจจาต่อบิดาและสาวใช้ เห็นเรื่องของตัวเองเป็นใหญ่กว่าความห่วงใยของคนรอบข้าง ไม่รู้ว่าป่านนี้บิดาและมารดาจะใจเสียแค่ไหน แม้จะเป็นแค่เด็กตัวเล็กๆแต่เธอก็รู้ดีว่าบัดนี้ในยามบ้านเมืองเกิดความระส่ำระสายก็ไม่สมควรที่จักทำตัวให้ไร้ประโยชน์เช่นนี้ เพลานี้ได้แต่หวังว่าจักมีเหล่าทหารของออกญาพิเชษฐ์ศึกนึกออกสำรวจเส้นทางที่นำมายังเธอได้

ไม่นานนักหลังจากนั่งครุ่นคิดถึงความผิดของตน เด็กหญิงก็ได้ยินเสียงฝีเท้าของเหล่าคนจำนวนมากกำลังมุ่งหน้ามายังทิศทางที่เธอพักอยู่ หัวใจดวงน้อยๆสั่นไหวด้วยความดีใจ เพราะคิดเอาไว้ว่าต้องเป็นเหล่าทหารกล้าของบิดาเป็นแม่นมั่น หากแต่ยังไม่ทันที่ร่างเล็กๆจะได้กระโจนออกไปหาดั่งใจหวัง ก็ถูกแรงดึงจากใครคนหนึ่งรั้งตัวเอาไว้เสียก่อน

“อย่าเพิ่งออกไป!” อุษาสรวงใจหายวาบ แขนข้างที่ถูกจับเอาไว้กระตุกขึ้นตามสันชาตญาณ พลางอุทานด้วยความตกใจ

“ปล่อยข้าบัดเดี๋ยวนี้! เจ้าเป็นผู้ใดไฉนจึ่งอาจหาญมาขวางข้าเอาไว้เยี่ยงโจรป่า!

“เงียบเสียงของเจ้าเสีย ถ้ายังไม่อยากกลายเป็นผีไม่มีศาล” เด็กหนุ่มใบหน้าคมคายดวงตาคมกริบตวาดกลับหาได้มีความนอบน้อมเฉกเช่นผู้คนที่เด็กหญิงเคยรู้จัก ซ้ำยังโพกหัวแต่งตัวเหมือนพวกพม่ารามัญก็ไม่ปาน

“นั่นเป็นทหารของบิดาข้า หากเจ้ายังทำตัวไร้ซึ่งมรรยาทข้าจะให้เขามากุดมือเจ้าเสียให้หลาบจำ” แม้จะหวาดกลัวต่อเด็กหนุ่มตรงหน้า แต่ทว่าบุตรีของออกญาพิเชษฐ์ศึกก็มิขลาดเขลาแม้จะเป็นเพียงแม่นางน้อยก็ตาม

“ที่แท้เจ้าเป็นพวกเชียงใหม่ดอกฤๅ แต่ไฉนถึงแต่งกายเช่นนี้เล่า”

“ข้าหาใช่พวกเชียงใหม่ไม่!” เด็กหญิงสวนกลับทันควัน

“ถ้าเช่นนั้นข้าว่าทหารเหล่านั้นก็คงหาใช่คนของพ่อดอก เห็นไหม...มันโพกหัวกันถ้วนทุกคน แล้วเช่นนี้เจ้ายังจะปรี่ออกไปให้มันกุดหัวเล่นอีกรึ” อุษาสรวงโอนอ่อนไปกับคำบอกเล่าของเด็กหนุ่มแปลกหน้า เมื่อเห็นว่าเป็นจริงดังคำกล่าว พลางปราดตาไปมองยังการแต่งกายของเด็กหนุ่มอีกครั้ง

“แล้วเจ้าเล่า เป็นฝ่ายใด ผู้ใด เหตุไฉนจึ่งโพกหัวมิผิดแผก” เมื่อเห็นว่าเด็กหญิงเริ่มมีทีท่าอ่อนลง เด็กหนุ่มจึงปล่อยมือออกจากข้อมือเล็ก

“ข้าเป็นชาวหงสา” เพียงแค่นั้นอุษาสรวงก็ถอยกรูดไปด้านหลังด้วยความตกใจ

“เจ้า!

“หาต้องกลัวข้าไม่ แม่นางน้อย” อีกฝ่ายรีบออกตัว “แม้นว่าข้าจะเป็นชาวหงสา แต่ก็มิได้เป็นทหารเหตุเพราะข้ายังอายุไม่ถึงเกณฑ์และที่สำคัญคือข้าหาได้มีจิตใจเหี้ยมโหดฆ่าได้แม้กระทั่งเด็กเช่นเจ้า”

“แล้วเหตุใดเจ้าจึ่งต้องเข้ามาช่วยข้า” เด็กหญิงเอ่ยถามด้วยสีหน้ากล้าๆกลัวๆ

“ข้าไม่อยากเห็นศพใคร” พูดพลางฉุดข้อมือเด็กหญิงให้หลบฉากไปยังหลังต้นไม้ใหญ่

“กระไร?” อุษาสรวงถามด้วยความตกใจ

“มันเดินกลับมาทางนี้ ท่าจะไม่ดีข้าว่าเรารีบไปจากที่นี่กันก่อนเถิดเจ้า”

“ข้าไม่ไป!” ตะเบ็งเสียงขึ้นมาด้วยความลืมตัว “ข้าจะรอเจ้าคุณพ่ออยู่ที่นี่”

“ถ้าเจ้าอยากรอก็ตามใจเจ้า แต่ข้าว่าพอถึงเพลาที่ได้เจอกับพ่อของเจ้า เกรงว่าเจ้าคงจักมิมีลมหายใจไปแล้ว”

เสียงเล็กๆที่ถกเถียงกันอยู่หลังต้นไม้ใหญ่ ดังพอที่จะแว่วไปถึงหูของเหล่าทหารเชียงใหม่บางส่วนที่ออกลาดตระเวนอยู่ ไม่รอช้าเหล่าทหารสี่ห้านายจึงรุดไปยังต้นเสียงทันที ดาบเหล็กกล้าที่ชักออกมาต่างกระชับมั่นไว้ในมือแข็งแกร่ง ตามคำสั่งที่ได้รับมาให้สังหารไพร่พลของออกญาพิเชษฐ์ศึกที่ตั้งขบวนอยู่ไม่ไกลจากนี้ให้สิ้น เพื่อเป็นการตัดตอนผู้นำราชโองการของพระเฑียรราชาในการขอความช่วยเหลือจากศึกครานี้

เมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าที่ย่ำอยู่บนพื้นใกล้เข้ามาทุกขณะ ทั้งเด็กหนุ่มและเด็กน้อยก็ต่างพากันเงียบกริบ อุษาสรวงมองใบหน้าคมคายของเด็กหนุ่มด้วยความหวาดกลัว มือไม้เย็นเฉียบ แข้งขาก็พาลสั่นระริก แต่ก่อนที่เหล่าทหารจะเข้าประชิดตัว เด็กหนุ่มชาวหงสาก็รีบคว้าข้อมือของเด็กน้อยชาวอโยธยาออกวิ่งสุดกำลัง เพื่อหลีกหนีจากภัยที่ปรี่ตามมาเบื้องหลัง

“อ้าวเหวย! ฮั่นมันอุษาสรวงลู่กสาวของพระยาพิเชษฐ์ศึกแม่นก่อ” หนึ่งในทหารที่ออกวิ่งตามเอ่ยถามเพื่อนพ้องที่วิ่งตามกันมาอย่างไม่ลดละ

“แม่น!” อีกเสียงเอ่ยรับ “จับต๋ายได้เลยสู!!

ได้ยินดังนั้นทั้งเด็กหนุ่มและเด็กน้อยก็ต่างวิ่งหนีอย่างไม่คิดชีวิต หารู้ว่าเส้นทางเบื้องหน้าจะนำไปสู่ที่ใดหากแต่ทั้งสองก็หาใส่ใจไม่ เพราะระยะห่างระหว่างพวกเขาและเหล่าทหารนั้นเริ่มร่นเข้ามาทุกขณะ

วิ่งไปจนแทบจะสิ้นเรี่ยวแรงก็เจอกับหน้าผาน้ำตก แม้จะไม่สูงมากแต่ก็พอทำให้เด็กทั้งสองหมดไร้ทางหนีเสียสิ้น เด็กหนุ่มดันตัวเด็กน้อยไปไว้เบื้องหลังเพื่อปกป้องจากเหล่าทหารเชียงใหม่ที่คิดคร่าชีวิตผู้บริสุทธิ์ เขารู้ดีว่าด้วยแรงของเด็กอายุสิบสามเช่นเขา ไม่มีทางจะอาจหาญไปต่อกรกับพวกทหารกรำศึกเฉกเช่นชายเหล่านี้ได้ แต่ด้วยสามัญที่ดีจึงทำให้เขามิอาจเห็นการเข่นฆ่ากันซึ่งๆหน้าได้เช่นกัน

“ถอยออกไปอ้ายเด็กหงสา นี่บ่ไจ้เรื่องของสู!” เสียงดุดันดังขึ้นจนอุษาสรวงถึงกับตัวสั่น มือเล็กจับชายเสื้อสีมอด้านหลังของเด็กหนุ่มเอาไว้แน่นเพื่อยึดเหนี่ยว หันไปทางไหนก็มีแต่อริศัตรูและผาลึก หามีทางหนีไม่ ขณะนั้นภาพของบิดามารดาแลผู้เป็นที่รักทั้งหลายต่างเพริศขึ้นมาในมโนจิต รู้สึกผิดอยู่เต็มทรวงที่ต้องมาสังเวยชีวิตให้แค่ศัตรูของบ้านเมืองในต่างถิ่นเช่นนี้

“ไม่! ข้ามิมีวันปล่อยให้เด็กน้อยผู้นี้ตายลงต่อหน้าข้าได้ดอก” เด็กหนุ่มตะคอกกลับ รู้สึกเป็นห่วงแม่นางน้อยที่จับชายเสื้อเขาไว้ด้านหลังจับใจ

“สูเจ้าเป๋นจาวหงสา เป๋นพม่ารามัญรับใช้ป้ออยู๋หัวบาเยนอง แล้วจะไดถึงต้องปกป้องเด็กน้อยอโยธยาโตยเล่า!” ทหารกล้าเอ่ยถามด้วยความข้องใจ

“เช่นไรเสียเด็กก็คือคน คนที่มีชีวิตจิตใจ หาใช่เป็นเครื่องมือในยามศึกสงครามเช่นนี้ แม้นว่าข้าจักช่วยเด็กน้อยอโยธยา ก็อย่าปรามาสข้าว่าได้เอาใจออกห่างกรุงหงสา เพราะข้ายังถือมั่นในตัวพ่ออยู่หัวบาเยนองอยู่มิเสื่อมคลาย หากแต่การเข่นฆ่าผู้บริสุทธิ์เช่นนี้ตัวข้านั้นหารับได้ไม่!!

“จะอั้นเฮาก็คงจักต้องลงดาบเจ้าโตยแล้วอ้ายเด็กหงสาวาจาอวดเบ่ง!” พูดพลางหันไปพยักหน้ากับลูกน้องที่ยืนล้อมเด็กทั้งสองไว้เป็นครึ่งวงกลม

เหล่าทหารต่างกรูกันเข้ามาเพื่อหมายจะเข่นฆ่าเด็กน้อยให้ตายเสีย หากแต่เด็กชายกลับรวบตัวเด็กหญิงเข้ามาพร้อมกับกระโดดลงไปตามแรงน้ำที่ซัดกระเซ็นเป็นฝอยฟุ้งกำจายอยู่รอบบริเวณ

อุษาสรวงกรีดร้องออกมาสุดเสียงด้วยความตกใจระคนหวาดกลัว เมื่อเห็นว่าตัวเองกำลังล่องลอยอยู่ท่ามกลางอากาศ ตกลงไปพร้อมกับน้ำที่หล่นลงมาเป็นสายสู่นทีกว้างเบื้องล่าง เด็กน้อยกอดร่างของเด็กหนุ่มแน่น ก่อนจะรู้สึกแรงกระแทกของผิวน้ำที่แตกกระเซ็นเมื่อร่างของเธอและเขากระทบเข้าไปอย่างจังจนรู้สึกจุกแน่นไปทั้งสรรพางค์กาย

ความอึดอัดครอบคลุมร่างทั้งร่างเอาไว้คล้ายจะบีบรัดให้สิ้นใจ กระแสน้ำเชี่ยวกรากพัดพาให้เธอลอยออกไปสะเปะสะปะพลัดหลงจากเด็กหนุ่มผู้ช่วยชีวิต เด็กน้อยพยายามจะดันตัวเองขึ้นมาเพื่อสูดอากาศต่อชีวิต หากแต่ด้วยเยาว์วัยกอรปกับความเดียงสาในการว่ายน้ำ ทำให้เธอมิอาจต้านทานกระแสน้ำเอาไว้ได้ สติสัมปชัญญะเกือบจะหลุดลอยหายไปกับกระแสน้ำเพราะขาดอากาศ แต่ทันใดนั้นเองกลับมีแรงบนผิวน้ำฉุดร่างเธอขึ้นมาได้อย่างทันท่วงที อุษาสรวงรีบสูดอากาศเข้าปอดเฮือกใหญ่ ไขว่คว้าหาที่ยึดตามสัญชาตญาณของการเอาตัวรอด เมื่อยึดไหล่แข็งแรงของอีกฝ่ายเอาไว้ได้แล้ว เด็กหญิงจึงรีบตะเกียกตะกายขึ้นมาในทันที

“ข้านึกว่าเจ้าจักสิ้นลมเสียแล้ว” เด็กหนุ่มหัวเราะออกมาด้วยความโล่งอก เมื่อเห็นเด็กน้อยยังสามารถปีนป่ายขึ้นมาบนหลังเขาได้ บัดนี้แม้นว่าอาภรณ์จักเปียกโชกไปด้วยน้ำ หรือแม้แต่ผ้าโพกหัวจะหลุดลอยออกไปตามกระแสน้ำเชี่ยวกราก แต่ทั้งสองกลับรู้สึกยินดีที่ยังมีลมหายใจอยู่เป็นโล้นโพ้น

อุษาสรวงเผยยิ้มตอบรับ พลางกระชับแขนที่กอดคอเด็กหนุ่มเอาไว้ขึ้นอีก “ข้าขอบใจเจ้ามากนะ ที่ช่วยชีวิตข้าเอาไว้”

“มิเป็นไรดอก”

“ข้าไพล่นึกว่าจักต้องตายเสียแล้วจริงๆ กลัวจนไร้เรี่ยวแรงทำสิ่งใด กลัวว่าจักมิได้กลับไปพบหน้าบิดาและมารดาอีกครั้ง” พูดพลางยังหอบไม่หาย เนื่องด้วยทั้งเหนื่อยและหวาดกลัวต่อภยันตรายเมื่อครู่

“นึกว่าข้ามิกลัวหรือเห็นเจ้าจมน้ำเช่นนั้น ก็คิดได้ทันทีว่าข้าคงเป็นต้นเหตุให้เจ้าต้องมาตายเสีย” เด็กหนุ่มพูดพลางช้อนตัวคนตัวเล็กที่เลื่อนหลุดจากหลังของเขาขึ้นมา ขณะเดินลุยน้ำไปยังฝั่ง

“แต่ข้าก็หาตายไม่ คงเพราะดวงข้ายังไม่ถึงฆาต” อุษาสรวงแย้มยิ้ม “ว่าแต่ข้าอยากรู้ว่าเหตุใดเจ้าจึ่งได้มาอยู่แถบนี้แทนที่จะเป็นเมืองหงสาบ้านเจ้า แถมยังพูดภาษาข้าได้เสียอีก”

“เจ้านี่ช่างซักเสียจริง” เด็กหนุ่มอดยิ้มไม่ได้ “บังเอิญว่าข้ากำลังเดินทางไปยังล้านช้างเพื่อตามหาแม่ แต่ไม่นึกว่าจะต้องได้มาพบกับตัวปัญหาเช่นเจ้า”

“ข้ายอมรับว่าข้าเป็นตัวปัญหา หากแต่ข้าก็สำนึกในความผิดแล้วหนา ไม่สงสารข้าบ้างเลยฤๅ ไหนจะพลัดหลงกับบิดา ไหนจะต้องถูกเหล่าพวกเชียงใหม่ตามบั่นหัว นี่ข้ามีความผิดมากหรือกระไร พวกเขาจึ่งต้องคิดเอาชีวิตข้า”

“เจ้ามิผิดดอกเด็กน้อย” พลันย่อตัวลงเพื่อให้เด็กหญิงได้นั่งพักบนโขดหินเมื่อถึงฝั่ง “อย่าได้เอาใจไปใส่กับเรื่องของผู้ใหญ่ให้มากความ ข้าว่าปัญหาของเจ้าบัดนี้ก็คือ จักทำอย่างไรให้กลับไปหาพ่อของเจ้าได้ก่อนอาทิตย์จะอัสดง”

“ข้ามิรู้จริงๆ ว่าที่พักของบิดาข้าอยู่ทางทิศไหน” อุษาสรวงตอบเสียงอ่อน

“เช่นนั้นข้าจักพยายามพาเจ้าไปส่งให้จงได้ หากแต่ว่าเราคงต้องระวังตัวกันให้มากขึ้น เพราะเหล่าเชียงใหม่คงไม่ปล่อยเจ้าไว้แน่”

“ขอบคุณเจ้าจริงๆ”

“มิเป็นไรดอก เช่นไรเสียข้าก็แก่กว่าเจ้า ถือเสียว่าข้าทำเพื่อน้องสาว ว่าแต่เจ้ามีชื่อเสียงเรียงนามว่าอย่างไร”

“ข้าชื่ออุษาสรวง แล้วเจ้าล่ะ”

“เรียกข้าว่ายาฮุเถิด นี่เป็นชื่อที่แม่ข้าตั้งไว้ให้ก่อนจากข้อและพ่อไป”

“เหตุใดแม่จึ่งต้องทิ้งเจ้า” เอ่ยถามด้วยความอยากรู้

“ช้าหารู้ไม่” สีหน้าของยาฮุสลดลงเล็กน้อยเมื่อถูกถามตามความนั้น

“ข้าขอโทษยาฮุ” อุษาสรวงสัมผัสได้ถึงอารมณ์มัวหม่นจากเด็กหนุ่มได้เป็นอย่างดี “ว่าแต่ชื่อเจ้าไพเราะเหลือเกิน เจ้าพอจักรู้ไหมว่ามันแปลว่ากระไร”

“แปลว่าราหูในภาษาของเจ้า ข้าเกิดในวันที่มีพระราหู แม่ข้าจึ่งตั้งชื่อนี้ให้แก่ข้า”

“จริงสิ เจ้ายังไม่ได้ตอบข้าเลยว่าเหตุใดเจ้าจึ่งพูดภาษาอโยธยาได้มิผิดแผก” ขมวดคิ้วจ้องมองเด็กหนุ่มที่นั่งเหยียดแขนอยู่ด้านข้าง

“ข้าเคยไปอยู่อโยธยาสี่ห้าปีได้กระมัง”

“ตามหาแม่ฤๅ”

“เช่นนั้นแล” ยาฮุยิ้มรับ พลางเหม่อไปยังท้องฟ้าที่เริ่มแปรเปลี่ยนเป็นสีทองผ่องอำพัน

“เอาล่ะ ข้าว่าเรารีบเดินทางกันเถิด ประเดี๋ยวจักไม่ทันอาทิตย์ชิงพลบเสียก่อน มันจักลำบากหากเจ้าต้องอยู่โยงในยามค่ำ”

อุษาสรวงพยักหน้ารับ พร้อมกับถอดกำไลทองสลักเสลาลวดลายวิจิตรงดงาม ที่เป็นของคู่กายออกมายื่นให้เด็กหนุ่มตรงหน้าขณะเมียงมองมาด้วยท่าทางฉงน

“เจ้าจักทำสิ่งใด” ยาฮุเอ่ยถาม

“ข้าขอมอบกำไลทองนี่ไว้ให้เจ้าเป็นคำขอบคุณจากข้า”

“ข้าไม่ได้ช่วยเจ้าเพื่อหวังสิ่งตอบแทนอันใด เข้าใจผิดแล้วอุษาสรวง”

“ข้าหาได้เข้าใจผิดไม่ ข้ามอบกำไลให้เจ้าเพื่อเป็นสิ่งระลึกถึงมิตรภาพอันดีระหว่างเรา แม้เจ้าจะเป็นชาวหงสาผู้เป็นอริศัตรูต่อบ้านเมืองของข้า แต่เจ้าก็ทำให้ข้าเห็นแล้วว่าชาวหงสาหาได้ชั่วทุกตัวคนไม่”

“แต่ว่าข้า...” เมื่อเห็นเด็กหนุ่มยังคงลังเลใจอยู่ อุษาสรวงจึ่งเอื้อมไปคว้ามือหยาบกร้านของยาฮุขึ้นมาพร้อมกับบรรจงวางกำไลทองเอาไว้อย่างเบามือ

“เมื่อใดที่เจ้าเห็นกำไลชิ้นนี้ ขอให้เจ้าระลึกเสมอว่ายังมีข้าอยู่ ข้าพร้อมจักช่วยเจ้าเสมอนะยาฮุ” อุษาสรวงแย้มยิ้ม ใบหน้าของเด็กหญิงจริงจังหาได้เสแสร้ง

ยาฮุค่อยๆกุมมือสัมผัสกับกำไลทองอันมีค่ายิ่งสิ่งเดียวในชีวิตด้วยความรู้สึกเต็มตื้น เด็กหนุ่มปลดผ้าคาดเอวออกมาบรรจงห่อกำไลทองเอาไว้อย่างปราณีตบรรจง ก่อนจะพับกลับเป็นผ้าคาดเอวตามเดิม แม้มิตรภาพครานี้อาจไม่ยั่งยืนหากแต่ทั้งเด็กหนุ่มและเด็กหญิงต่างก็รู้ดีว่าความทรงจำ ณ ห้วงเพลานี้มันจักมิเสื่อมคลายไปตามกาลเวลาดั่งรังสิมาที่ทอแสงสว่างแก่สรรพสิ่งอยู่ตราบนานเท่านาน

“แล้วข้าจะระลึกถึงเจ้า อุษาสรวง...”

 

 

 

( ดารานิล )

 

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 5 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

36 ความคิดเห็น

  1. #19 ซ่อนรัก (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 14 มิถุนายน 2553 / 09:47
    โอ้โห...ภาษาสวยมากค่ะ
    นานนะคะที่จะเจอกับนิยายดีๆอย่างนี้สักเรื่อง
    เพราะส่วนมากจะเป็นประมาณว่าไม่ค่อยให้ความสำคัญกับบทพูดหรือบทบรรยาย
    อ่านแล้วให้ความรู้สึกว่ากลับไปอยู่สมัยนั้นจริงๆ
    ชอบค่ะ เป็นกำลังให้ความรักของคู่นี้นะคะ
    #19
    0
  2. #10 พวงพริก (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 8 มิถุนายน 2553 / 17:33

    ในที่สุด...หลังจากเข้ามาอ่านถึง 2 รอบแต่ก็ไม่จบ
    ครั้งนี้ก็อ่านจนจบได้แร้วววว เย้ๆๆๆๆ (ดีใจมาก เพราะอ่านไม่จบซะที กรั๊กๆๆ)
    บทพูดอ่านแล้วเพลินดีนะเธอ ให้อารมณ์เรื่อยๆ เย็นๆ ^^
    แต่ฉันก็เล็งเห็นถึงปัญหาในอนาคตของตัวเอง
    คงต้องทำการบ้านอย่างหนัก ถ้าคิดจะเขียนพีเรียด

    อ๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกซ์
    แค่คิดก็หัวฟูแระ - -"
    #10
    0
  3. #8 mama_narak (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 6 มิถุนายน 2553 / 11:14
    โอ้วน้องยา...(คิดอยู่นานว่าจะเมนท์ยังไงให้เข้ากับเนื้อหา และแม่นางข้างล่างทั้งสอง - -")
    .................
    เอิ่ม...ทำไมถึงอัจฉริยะเยี่ยงนี้น้อง  หลากหลายแนวมาก  นึกภาพไม่ออกเลย
    โอ้ว...นี่นะหรือ คือคนเดียวกับ คนที่เขียน " เกี้ยวจันทร์"
    555
    #8
    0
  4. #6 ศศิริษา (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 4 มิถุนายน 2553 / 20:29
    โอ้...แม่นางนิลปานัน แม่ยอดขมองอิ่มของพี่

    แม่นางช่างอัจฉริยะเสียนี่กระไร 

    เมื่อวานนี้แม่นางยังบอกพี่ว่าไม่มีพล๊อตใดอยู่ในหัว

    แต่เพลานี้ แม่นางกลับเขียนตอนที่ 1 เสร็จสิ้นแล้ว

    พี่ขอคาระวะ นับถือ ๆ สุดยอด ๆ

    #6
    0
  5. #5 :: Miss Anonymous :: (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 3 มิถุนายน 2553 / 18:17
    เข็นออกมาอย่างรวดเร็ว มิได้ทานอาหารใดใดเลย
    หาใช่เพราะไม่มีเวลาไม่ เหตุเพราะมิมีตังค์ อิอิ

    เปิดเรื่องเมื่อวันที่ ๓ เดือนมิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๓
    [นิลปานัน]
    #5
    0