[Fic Spider-man X OC] Suck Parker VS beloved sidekick!

ตอนที่ 2 : Chapter two - Ominous

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 273
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 39 ครั้ง
    5 พ.ค. 62

“ฟังดูพิลึกนะ มันเหมือนมีแต่คำถามเต็มไปหมด”

 เน็ดเอ่ยขึ้นเมื่อปีเตอร์เล่าเรื่องทั้งหมดเกี่ยวกับฝันร้ายหรือนิมิตดำมืดอะไรซักอย่างให้เขาและอบิเกลฟังเสร็จ  พวกเขาทั้งหมดอยู่ในห้องนอนของอบิเกล ด้วยเหตุผลที่ว่าหากจะคุยเรื่องใดๆอันมีส่วนเกี่ยวข้องกับคำว่าฮีโร่หรือสไปเดอร์แมนในบ้านปีเตอร์ การระแวดระวังป้าเมย์มาได้ยินจะเป็นสิ่งจำเป็นที่ทำให้พวกเขาคุยกันลำบากขึ้น และแน่นอนเลยว่าต่อให้เป็นอบิเกลที่แก้ตัวหรือเอาตัวรอดเก่งมาก มันก็ยังคงน่าสงสัยอยู่ดี ปีเตอร์ไม่พร้อมที่จะเสี่ยง ป้าเมย์ก็ยังคงไม่พร้อมจะรับรู้ความลับของเขา เพราะฉนั้น บ้านอบิเกลซึ่งเป็นบ้านพักรวมของเด็กในค่ายฝึกงานคุณสตาร์คที่ต้องมาทำภารกิจหรืออาศัยถาวรในระแวกนี้จึงฟังดูเข้าท่าและเหมาะสมที่สุด 

 “ฉันก็ไม่รู้ แต่..ฉันทนฝันแบบนี้ต่อไปไม่ได้แล้ว มันทำให้ฉันประสาทขึ้นทุกที”

“แล้วนายจะทำยังไงล่ะ ไขปริศนางั้นหรือ”

เน็ดยังคงจับต้นชนปลายไม่ถูก

“คำตอบเดิมนะเพื่อน..ฉันก็ไม่รู้”

 เน็ดถอนหายใจยาวพรืดแล้วเอนตัวนอนลงบนพื้น พวกเขาทั้งหมดเงียบสนิทกันและก้มหน้าลงอยู่กับความคิดของตัวเองกันซักพักใหญ่ อบิเกลคือคนที่เงียบอยู่นานที่สุด ซึ่งนั่นทำให้ทั้งปีเตอร์และเน็ดแปลกใจไม่น้อย เพราะความเป็นจริง สำหรับอบิเกลแล้ว ระหว่างที่ใครกำลังเล่าเรื่องไร้สาระหรือพูดในสิ่งที่เธอไม่เห็นด้วยนั้น เหตุผลร้อยแปดพันเก้าหรือข้อเท็จจริงอันขัดแย้งจะต้องดังขึ้นมาในทันทีที่คนคนนั้นพูดจบเลยด้วยซ้ำ ปีเตอร์เหลือบตาไปมองอบิเกล มันเป็นไปไม่ได้แน่ที่คนหัวดื้ออย่างเธอจะเกิดเห็นด้วยหรือคิดว่าสิ่งที่เขาพูดจะมีเหตุผลขึ้นมาหลังจากที่เพิ่งออกตัวขัดแย้งเขาไป ปีเตอร์มองเธออยู่นาน แล้วในที่สุด อบิเกลก็ทำลายความเงียบขึ้น

“ฟังดูเหมือนฉากในหนังหลายเรื่องเลยนะ”

อบิเกลพูดด้วยน้ำเสียงและสีหน้าเรียบเฉย

“ฝันร้ายเกี่ยวกับจอมมารในความมืด ขู่ฆ่า ชักจูง โน้มน้าวให้เข้าสู่ฝ่ายตรงข้าม ขอล่ะปีเตอร์ นายควรงดดูหนังสยองขวัญช่วงนี้และเข้านอนเร็วๆนะ รับรอง นายจะดีขึ้นแน่”

 ปีเตอร์อึ้งกับสิ่งที่อบิเกลพูด เขาไม่ได้อึ้งที่อบิเกลไม่เชื่อหรือมองว่าเรื่องที่เขาเก็บไว้มานานจะไร้สาระและคลายปมง่ายดายได้ขนาดนี้ แต่เขาอึ้งในความจริงถึงสิ่งอบิเกลบอก เขาอาจจะไม่ได้ดูหนังบ่อยช่วงนี้เหมือนที่เธอกล่าวหา แต่การจับโจรแทบทุกวันอาจทำให้เขาประสาทหลอนไปจริงๆก็ได้ ปีเตอร์รู้สึกตลกร้ายกับตัวเองและโล่งใจที่ไม่ได้ไปเล่าให้ใครฟังนอกจากเพื่อนสนิท ไม่งั้นเขาคงจะได้โดนหัวเราะเยาะแน่ อาจโดนล้อไปจนโตเลยด้วยซ้ำ..

 ปีเตอร์ควรรู้สึกอย่างนี้..แต่เขาก็บังคับตัวเองให้เชื่ออย่างนั้นไม่ได้!

เขาว่ามันมีอะไรมากกว่านั้น เขาเอาความมั่นใจมาจากไหนก็ไม่รู้ แต่เขาก็ยังคงยืนยันกับอบิเกลอยู่ดีว่านี่ไม่ใช่อาการประสาทหล่อนอย่างแน่นอน เขาว่ามันมีอะไรบางอย่าง ที่ไม่สามารถหาหลักฐานทางวิทยาศาสตร์มายืนยันได้ หรือ..ยังไม่สามารถหาได้ อีกอย่าง เขาไม่ได้รู้สึกว่าเสียงนั้นมาเพื่อฆ่าหรือต่อสู้ มันมาเพื่อตักเตือน เขารับรู้ได้ถึงความเยือกเย็นที่ร้ายกาจนั้น ไหนจะความมืดนั่นอีก เขาว่ามันไม่ใช่ความมืดที่ปกคลุมเพื่อปิดบังตัวเองหรือทำให้เขาหงาดผวา แต่มันเหมือนว่าความมืดนี้นี่แหละที่อยู่รอบตัวผู้เป็นเจ้าของเสียงแหบพร้านั้นตลอดเวลา เป็นทั้งที่อยู่ และแหล่งพลังงาน..

 แล้วคนแบบไหนกันถึงต้องอาศัยอยู่ในความมืด?..

“แล้ว..เสียงนั้น เป็นเสียงผู้ชายหรือผู้หญิง?”เน็ดลุกขึ้นมานั่งถามอีกครั้ง

“ผู้ชาย ฉันค่อนข้างมั่นใจ มันแหบมาก แต่ก็ทุ้มลึกอยู่เล็กๆ ตรงปลายเสียงน่ะ”เขาบอกรายละเอียดอย่างแม่นยำ

“บางทีนายอาจต้องการการฝึกการต่อสู้กับฝันนั้น ต่อสู้กับอาการแห็งเป็นหินหรือการถูกครอบงำได้ง่ายๆ”

“หรือบางที..นายอาจต้องการแค่จิตแพทย์ดีๆซักคน”

“อบิเกล..”

“หรือการเช็คสมอง นิทานก่อนนอน การพักผ่อนยาวๆไม่ก็ยากล่อมประสาท”

“นี่ ฉันจะขอบใจมากเลยนะถ้าเธอจะช่วยฟังที่ฉันพูดซักหน่อย”

“ฉันก็ฟังอยู่นี่ไงเล่า ปีเตอร์ นายเป็นอะไรไป เราเป็นอะไรไป? คุยกันเรืองฝันร้ายหรอ มันเกี่ยวกับการก่อการร้ายตรงไหนกัน มันไม่ใช่เรื่องจริงหรอก สิ่งเดียวที่มันเป็นคือเรื่องไร้สาระที่สุด ก็แค่ฝันไม่ดี ขอล่ะพีท นายช่วยเลิกกังวลกับมันแล้วมาจริงจังกับการเป็นฮีโร่หรือช่วยคนจริงๆที่ไม่ได้มีชีวิตแค่พอนายตื่นก็หายไปจะได้มั้ย”

“...”

“ฉันรู้นะว่านายไม่สบายใจ แต่ถ้านายไม่ไปมัวแต่คิดเรื่องนั้นแล้วมาตั้งใจทำอย่างอื่นที่เป็นจริงเป็นจังกว่า นายก็จะลืมมันไปเอง เชื่อฉันสิ”

 ปีเตอร์อ้าปากจะเถียงต่อ แล้วก็หุบแทบจะในทันที ข้อแรกคือ เขาหาเหตุผลมาหักล้างมันไม่ได้ เขามีเพียงแค่คำพูดและความมั่นใจจากสัญชาตญาณ แต่สิ่งที่อบิเกลแจงให้เขาฟังเป็นชุดนั้นแทบจะจริงทุกบรรทัด ข้อที่สอง พอเห็นแววตาอ่อนโยนเพราะเห็นใจแต่เด็ดขาดคู่นั้น เขาก็ต้องบอกตัวเองให้ยอมแพ้แต่โดยดีและฟังที่อบิเกลแนะนำ เขาคงคิดไปเอง ไม่แน่..เขาอาจจะบ้าไปแล้วจริงๆก็ได้ 

“ก็ถูกของเธอ ฉันอาจจะ..กังวลกับเรื่องไม่เป็นเรื่องนี่มากไป ขอโทษพวกนายด้วยนะ”

ทุกคนยิ้มอย่างปลอบใจให้ปีเตอร์ โดยเฉพาะอบิเกล 

“เฮ้ นี่มันก็เย็นมากแล้ว ได้เวลาปฏิบัติหน้าที่แล้วสินะ”

“พูดซะเท่ พ่อคนเพ้อฝัน”

ปีเตอร์คว้าเป้คู่ใจก่อนจะลุกขึ้นไปที่ประตูห้องพร้อมๆกับเน็ด

“นี่ นายไม่ได้เชื่ออย่างที่บอกอบิเกลไปใช่มั้ย”

เน็ดกระซิบอย่าเบาที่สุด

“อืม ฉันแค่ต้องหาหลักฐานหรือปริศนาอะไรมามากกว่านี้”

พวกเขาไปถึงประตูแล้วหันมาส่งยิ้มที่กว้างจนผิดปกติให้เด็กหญิง

“ไปนะอบิเกล”

“ไว้เจอกัน”

...................

   เช้าวันรุ่งขึ้นที่มิดทาวน์ ไฮสคูล กลายเป็นว่าหลังจากที่เขาปราบโจรปล้นแผงขายแอปเปิ้ลและร้านซ่อมร้องเท้าเล็กๆตรงหัวมุมถนนไปแล้ว คืนนั้น เขาก็นอนไม่หลับและฝันแบบเดิมอีกครั้ง เหมือนครั้งนี้จะหนักกว่าทุกครั้งเลยทีเดียว มันหนาวเข้ากระดูกและมืดมากเสียจนเขารู้สึกว่ามันคงจะมืดกว่านี้ไม่ได้อีกแล้ว คำขู่นั้นก็พูดด้วยน้ำเสียงที่เยือกเย็นและชัดเจนขึ้น เขารู้สึกว่ามันจะเป็นครั้งสุดท้ายที่เขาจะถูกเตือนแล้ว ต่อไปนี้คือของจริง และเขาเองก็หวาดกลัวขึ้นมานิดๆจากเหตุการณ์เหล่านั้น

 เขาไม่คิดจะเล่าให้เพื่อนทั้งสองฟัง ยังไม่คิดจะเล่า เพราะอบิเกลนั้นเชื่อไปแล้วว่าเขายอมรับในสิ่งที่เธอบอก ส่วนเน็ด เขาก็กลัวว่าจะทำให้เช้านี้เขาไม่มีสมาธิและคอยแต่จะซักไซร้ถามเขาถึงเรื่องที่เกิดขึ้น ดังนั้น เขาจึงตัดสินใจที่จะค่อยเล่า และปล่อยให้ทุกอย่างดำเนินไปอย่างปกติที่สุดเท่าที่จะเป็นได้

 นั่นเพราะปีเตอร์ไม่รู้ว่าเรื่องที่เขากังวลนั้นกำลังจะเกิดขึ้นจริง และความปกติที่เขาพึงปรารถนานั้นกำลังจะหมดไป!

ในคลาสชีวะของตอนเช้า ซึ่งอาจารย์ใหญ่โมริต้าได้เข้ามาแนะนำคุณครูชีวะคนใหม่ซึ่งมีเหตุมาจากครูคนเก่าได้ลาออกไปเมื่อไม่นานมานี้ และการมาของเธอก็มีผลให้นักเรียนหลายคนส่งเสียงออกมาและทุบโต๊ะเป็นเชิงตื่นเต้นและตกตะลึงไม่นอน นั่นคงเป็นเพราะเธอเป็นคนสวยมาก ใบหน้าไร้ที่ติและดวงตาสีน้ำตาลกลมสวยดึงดูดให้หลายคนต้องจ้องเธออยู่อย่างนั้นอย่างละสายตาไม่ได้ 

 ครูสาวคนใหม่เริ่มแนะนำตัวอย่างนุ่มนวล ออโรร่า ไวท์  เน็ดจดจำอย่างแม่นยำและยังคงจ้องมองเธออย่างใจจดใจต่อและส่งสายตาหวานหยดย้อยไปให้เป็นระยะๆ โอเค ถ้านี่ไม่ใช่เพื่อนสนิทแล้วล่ะก็ ปีเตอร์คงจะไม่ลังเลเลยที่จะไปห้องน้ำเพื่ออาเจียนให้กับอากัปกิริยาของเน็ดและเพื่อนชายอีกหลายคนในห้อง

  คือ..เธอก็สวยอยู่หรอก ยิ้มหวาน แต่เขาแค่รู้สึก..รู้สึกว่าเขามีคนในใจแล้ว

 ปีเตอร์หันไปมองมิเชลล์ ด้วยความรู้สึกที่คาดหวังจะให้เธอเป็นคนนั้น

 มิเชลล์ยิ้มตอบ เธอมองปีเตอร์อย่างหว่านเสน่ห์แล้วหันไปฟังครูคนใหม่ต่อ

เสียงเคาะประตูสองสามครั้งดังขึ้น ตามมาด้วยน้ำเสียงที่คุ้นเคยของครูวิทยาศาสตร์และโค้ชทีมวิชาการโรงเรียน

“เอ่อ ขอโทษฮะ เน็ด ลีดส์ เธอลืมนี่ไว้ที่ห้องซ้อมเมื่อวานนี้”

“โอ้ ขอบคุณครับ คิดว่าหายซะแล้ว”

เน็ดรีบลุกไปรับแฟลชไดรฟ์สีน้ำเงินอันใหม่ซึ่งเขาเพิ่งทำหายไปหลังจากที่ซ้อมเสร็จ มีเสียงหัวเราะเยาะดังขึ้นจากหลังห้องและอะไรทำนองว่าซื้อบื้อดังตามไป

“แล้วหลังคาบบ่ายวันนี้อย่าลืมไป..”

 มิสเตอร์แฮร์ริงตัน ครูผู้ไว้หนวดเคราและใส่แว่นกรอบเหลี่ยมสีดำอันบ่งบอกถึงความเนิร์ดในตัวเขาซึ่งสนิทกันทีเดียวกับปีเตอร์และเน็ด เขาเหลือบไปมองหน้าห้องถึงคนที่ยืนอยู่ข้างๆครูใหญ่เพื่อดูว่าครูชีวะใหม่คนนี้คือใครกัน แล้วก็เหมือนฉากในหนังรักยุค90เมื่อเขาทั้งสองคนสบตากัน มิสไวท์ยิ้มให้ มิสเตอร์แฮร์ริงตันตัวแข็งทื่อ มิสไวท์กล่าวทักทาย มิสเตอร์แฮร์ริตันหน้าแดง มิสไวท์ยิ้มให้อีกที มิสเตอร์แฮร์ริงตันเลิ่กลั่กแล้วเดินหนีไป เป็นอะไรที่ดูไม่ยากเลยว่าโค้ชทีมแข่งขันวิชาการของเขาคนนี้ปิ๊งครูคนใหม่เข้าให้แล้ว นั่นทำให้เสียงโห่ร้องและแซวดังขึ้นมาทันที มันเป็นการเริ่มต้นของคาบแรกที่ตื่นเต้นทีเดียวสำหรับนักเรียนคลาสชีวะทุกคน นั่นรวมถึงมิสไวท์ที่มีน้ำเสียงนุ่มนวลจนไม่ถึง10นาทีแรกของคาบเขาก็ไปเฝ้าพระอินทร์แล้วด้วย..

...........

 “นายลองจินตนาการว่าคาบชีวะเป็นคาบหลังพักเที่ยงนะ คนอะไรเสียงเนิบอย่างกับกล่อมเด็ก ฉันหลับเป็นตายเลยเมื่อกี้”

 ปีเตอร์พูดพลางหาวไปด้วย เขาเดินแบบไม่เส้นตรงเท่าไหร่นักมาที่โต๊ะประจำของและในมือก็ถือถาดอาหารที่ใกล้จะร่วงเต็มทีมาด้วย

“อือ ฉันก็แทบจะไม่ไหว แต่ปีเตอร์ หนังสือนายเลอะน้ำลายเป็นทางเล..”

“เธอจะเสียงดังประโยคนั้นทำไมเนี่ย!”

 อบิเกลหัวเราะคิกคักก่อนจะนั่งลงอย่างสบายใจที่ได้แกล้งปีเตอร์อย่างน้อยก็หนึ่งครั่งต่อวัน 

“พวกนาย! ทำแบบนี้มันไม่ถูก นั่นมันคุณครูนะ ตั้งใจเรียนกันหน่อยสิ!”

 เน็ดทำหน้าบึ้งและดัดเสียงให้เคร่งขรึมเหมือนว่าเขากำลังโกรธจัด แต่ทว่าสายตาเพ้อๆที่ล่องลอยไปไกลลิบบ่งบอกได้ชัดเจนว่าเขากำลังอยู่ในอารมณ์หวานชื่นไม่ใช่โมโหเลือดขึ้นหน้า พนันได้เลยว่าเน็ดคงออกโรงปกป้องและไม่พอใจที่พวกเขาไม่ตั้งใจฟังมิสไวท์สอน อบิเกลยิ้มกริ่มก่อนจะยื่นมือมาตบบ่าเน็ดแรงๆ

“ไม่เอาน่าพวก นั่นครูนะเน็ด ให้มันน้อยๆหน่อย”

“ใช่ นายออกนอกหน้าสุดๆเลยตอนนี้ มองจากดาวอังคารก็ยังรู้”

หน้าเน็ดกลายเป็นสีแดง เขาโบกไม้โบกมืออย่าร้อนใจ

“พ..พูดอะไรของพวกนาย ฉันไม่ได้ชอบมิสไวท์ซักหน่อย คือ..ก็ชอบ แต่แบบครูนะ แต่ไม่ใช่ชอบ เอ่อ ไม่ได้หมายความอย่างนั้น”

“....”-_-

“....”*_*

 ปีเตอร์และอบิเกลจ้องหน้ากันพลางถอนหายใจ พวกเขาตัดสินใจจะเลิกพูดเรื่องนี้จนกว่าเน็ดจะได้สติกลับมา

“นี่มันอะไรกันเนี่ย!!”

เสียงโวยวายของเด็กผู้หญิงคนนึงดังขึ้น เธอถือถาดอาหารเหมือนจะไปนั่งที่โต๊ะแต่ดันหยุดหน้าทีวีโรงอาหารเสียก่อน มันเปิดขึ้นในรอบสามล้านปี คือ..เป็นการเปรียบเปรยว่านานมากๆน่ะ ถ้าจำไม่ผิด ผมสีช็อคโกแลตและแว่นตาทรงกรอบเหลี่ยมสีชมพูแปร๋นที่มิเชลล์เคยลงความเห็นว่านั่นมันไร้รสนิยมสิ้นดี แอนน์ เชลลี สาวเนิร์ดเกรดสิบสอง เธอทำหน้าตาเหมือนคนเพิ่งถูกรถสิบล้อทับแต่ดันรอดตาย คืองงงวยและไม่เข้าใจว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร คนแทบทั้งโรงอาหารต่างพากันเงยหน้าขึ้นมองเชลลี ซึ่งรวมถึงปีเตอร์ เน็ด และอบิเกลด้วย..

 แล้วทุกคนก็พบถึงต้นตอ รายการข่าวที่อยู่ในทีวี มีบางอย่างผิดปกติในข่าวนั้น บางอย่างที่น่ากลัวและชวนฉงนสงสัย 

 “โว้..ให้ตายเถอะ”

 มีจุดดำมืดขนาดเท่าฝาปิดท่อตามถนนเป็นวงกลมขนาดใหญ่อยู่บนฟ้า มันส่งผลให้บริเวณทั้งหมดข้างล่างจุดนั้นมืดสนิทและดูประหลาดตามาก มันคล้ายกับว่าจุดดำนั้นเข้ามาบดบังทุกอย่างข้างใต้ ลำแสงสีดำที่ส่องลงมาก็ยังแทบจะมองอะไรไม่เห็น มีผู้คนพลุกพล่านออกมาสำรวจดู รวมทั้งนักข่าวจากช่องต่างๆ คนใหญ่คนโตทางการเมือง ตำรวจทหารทั้งหลายก็ด้วย

 ดูจะเป็นเรื่องใหญ่ไม่น้อย..

 เพียงแต่ปีเตอร์ฉุกคิดอะไรขึ้นมาได้..

 ความมืด มืดสนิท มีเพียงสีดำ..

 คุ้นๆกันมั้ย?!!

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 39 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

7 ความคิดเห็น

  1. #7 Rin del Polaris (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 8 พฤษภาคม 2562 / 04:20

    งือออออ มาต่อเถอะนะ;^;

    #7
    0
  2. #6 PimmadaJanarak (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 7 พฤษภาคม 2562 / 20:54
    งืออออ มาต่อหน่อยสิ
    #6
    0