[Fic Spider-man X OC] Suck Parker VS beloved sidekick!

ตอนที่ 1 : Chapter one - The nightmare will become better?

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 461
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 39 ครั้ง
    3 พ.ค. 62

“นายแน่ใจแล้วเหรอ”

.

.

.

เอาอีกแล้ว..

ปีเตอร์สบถในใจ นี่ไม่ใช่คำถามแรกที่เขาต้องเจอ ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาโผล่มาอยู่ที่นี่ มันมืดมากจนน่ากลัว มืดจนเขาไม่อาจเห็นอะไรเลยนอกจากสีดำสนิท

แม้แต่แสงไฟสลัวๆที่ควรจะมีเพื่อสร้างบรรยากาศขนลุกขนพองก็ยังไม่มีซักดวง เพราะฉนั้น แน่นอนว่านี่ไม่ใช่บ้านร้างหรืออะไรที่เกี่ยวกับผีสาง เขาคิดว่าเขากำลังฝันร้ายซ้ำๆ..ฝันว่ามาอยู่ที่เดิมๆ ความมืดมนเดิมๆ...

น้ำเสียงแหบพร้าและน่าขนลุกเดิมๆ!

“นายแน่ใจแล้วเหรอว่าจะมีประโยชน์ พาร์กเกอร์..ความช่วยเหลือจากนาย มันไร้ค่า”

เสียงนั้นแหบแห้งจนน่าตกใจ เขากลืนน้ำลายช้าๆ ....ขยับตัวไม่ได้ นี่คือสิ่งเดียวที่เขารับรู้เกี่ยวกับตัวเขาตอนนี้ เขาอยากจะตะโกนถามหรือทำอะไรซักอย่างมาหลายครั้งแล้ว แต่ก็ทำไม่ได้ ดังนั้น สิ่งเดียวที่เขาสามารถ คือการทนฟังบทสนทนาที่คุ้นเคยและน่าสยดสยองนี่ต่อไป

“นายจะทำทุกคนเดือดร้อน ทุกคนที่นายรัก ตื่นเถอะหนุ่มน้อย ฉันรู้ว่านายต้องการอะไร ความปราถนาจากก้นบึ้ง นายไม่ได้อยากทำจริงๆหรอก ใช่มั้ย?”

‘จะถามหาอะไร?! ก็นายไม่ให้ฉันพูด จะตอบได้ไงเล่า!’

ชั่วขณะ เขารู้สึกเหมือนลมเย็นๆพัดมาตามร่างกาย แขน ขา และซอกคอ แม้จะมองไม่เห็นอะไร แต่เขาก็สัมผัสได้ว่าเจ้าของเสียงนั้นกำลังแสยะยิ้มและมองมาทางเขาอย่างสมเพชปนเวทนา มันเป็นสิ่งที่คนดีๆไม่ทำกัน ปีเตอร์สรุปได้สั้นๆก่อนเสียงนั้นจะดังขึ้นอีกครั้ง

“นายอยากเป็นฮีโร่กระจอกๆที่งานประจำคือคอยพาเด็กและคนชราข้ามถนนน่ารักๆจริงๆอย่างนั้นหรือ หวังว่านายฉลาดพอที่จะรู้ว่านั่นน่ะหน้าที่ของลูกเสือสำรองตัวเล็กๆ ไม่ใช่วีรบุรุษ..”

“ขอล่ะ นายต้องการอะไร เข้าประเด็นซักที!”

“ฉันรู้หนุ่มน้อย..นายกำลังพยายามเป็นฮีโร่ที่ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่นั่นเป็นเรื่องดี ถ้านายไม่พยามจะล่อหัวเข้ามาในเรื่องที่ไม่ควรยุ่ง ฟังฉันนะพาร์กเกอร์..นาย! จงเลือกทางของตนเองซะตอนที่กำลังมีโอกาสเลือก ฮีโร่กระจอกๆ...ฮีโร่ที่สุดท้ายต้องตายอย่างทรมาณเพราะความมีเมตตาอันลึกซึ้ง หรือมาเข้าร่วมกับฉัน องค์กรลับที่จะก้าวไปสู่ความมืดอันยิ่งใหญ่และจะไม่มีใครมาขวางได้ ไม่มี..ไม่มีอะไรทั้งนั้น..”

‘หมายความว่ายังไง ขอร้องล่ะ ให้ฉันได้พูดตอบนายเถอะ!’

“เลือก..จงเลือก แล้วฉันจะรอฟังคำตอบอย่างคาดหวัง”

.

.

.

“ชอบทำเป็นเหม่อแล้วเก๊กหล่อ บอกให้นะ จริงๆแล้วเหมือนลิงตาค้างมากกว่า”

น้ำเสียงกวนประสาทดึงปีเตอร์ให้ออกมาจากภวังค์ มันอาจจะประจวบเหมาะพอดีกับที่เจ้าของเสียงปริศนาและคนที่ทำให้เขาหายไปในที่แห่งนั้นปล่อยเขาออกมา เขาเริ่มกลับมามองเห็นสิ่งต่างๆตามปกติอีกครั้ง และมันก็ทำให้ปีเตอร์ได้รับรู้ว่าการที่โลกมีสีสันและแสงสว่างเป็นสิ่งที่ยอดเยี่ยมแค่ไหน คนเราจะไม่มีวันสำนึกหรือรู้สึกได้จริงๆถ้ายังไม่เจอกับตัวเอง อบิเกลเทศนาเขาในบ่ายวันจันทร์ที่ผ่านมาหลังจากที่โทมัส เฮดสันกับแฟรงก์ กอร์ดอน สองเพื่อนซี้อันธพาลเก่าที่โดนแก็งขาโจ๋ใหม่ประจำโรงเรียนเล่นงานคืน ตอนนี้เขาเข้าใจถึงปรัชญานั้นแล้ว คนเราจะไม่วันรับรู้ว่าแสงสีมีประโยชน์แค่ไหน จนกว่าจะได้ลองอยู่ในโลกที่มีแต่สีดำสนิท..

ฟังดูเพ้อเจ้อมากกว่า ยอมรับเลย

“ทักดีๆซักวันไม่ได้รึไงเนี่ย”

อบิเกลยักไหล่อย่างไม่ยี่หระกับประโยคที่โดนถาม เธอก้มหน้าลงแล้วใช้ส้อมในมือเขี่ยสลัดในจานต่อ เด็กผู้หญิงผมบลอนด์ที่นั่งอยู่ตรงหน้าปีเตอร์ตอนนี้มีชื่อว่าอบิเกล ไรน์ฮาร์ต เธอเป็นนักเรียนใหม่ที่เพิ่งย้ายมาและนับว่าสนิทกันกับเขามาก คือ..เรื่องมันค่อยข้างยาวและประหลาดน่ะ เธอเพิ่งย้ายมาได้แค่สองเดือนแต่กลายเป็นว่ารู้แทบทุกเรื่องเกี่ยวกับเขา มากกว่ามิเชลล์ที่คอยตามเขาไปทุกที่เมื่อเทอมที่แล้วด้วยซ้ำ ซึ่งนั่นก็รวมถึงเรื่องที่ปีเตอร์เป็นสไปเดอร์แมนด้วย อย่าเพิ่งตกใจไป เธอเป็นพวกเดียวกับอเวนเจอร์อย่างแน่นอน คือ..เธอเองก็เป็นเด็กฝึกของคุณสตาร์ค แบบเดียวกับที่เขาเคยเป็นนั่นแหละ อบิเกลเล่าว่ามีค่ายลับอยู่ค่ายนึงซึ่งรวมเด็กอัจฉริยะหรือมีแววสำหรับการเป็นฮีโร่เอาไว้ เธอถูกเชิญให้ไปเข้าร่วมกับค่ายนี้ตั้งแต่9ขวบ(เธอไม่ยอมบอกว่าไปทำวีรกรรมอีท่าไหนถึงไปเตะตาไอรอนแมนเข้าน่ะ) พร้อมๆกับพี่ชายเธอ เอเธนส์ ทั้งสองคนดีใจมาก เพราะครอบครัวเดียวที่เธอมีคือลุงกับป้าถูกวายร้ายคนหนึ่งจากหน่วยงานลับซึ่งจนตอนนี้ก็ยังตามจับไม่ได้ฆ่าตายด้วยเหตุผลที่ห้ามเธอกับพี่รู้ การที่คนที่เรารักถูกพรากจากไปอย่างเคราะห์ร้ายนั้นว่าแย่แล้ว แต่การถูกห้ามไม่ให้รู้ว่าทำไม มันแย่ยิ่งกว่า ปีเตอร์เข้าใจดีเลยทีเดียว โดยเฉพาะเมื่อตอนสบสายตาแข็งๆของอบิเกลตอนเล่าเรื่อง เขาก็รับรู้ได้เลยว่าเธอนั้นเจ็บปวดแค่ไหน ถึงแม้ว่ามันจะไม่ได้มีน้ำตาคลอเบ้าหรือน้ำเสียงสะอึกสะอื้นที่บ่งบอกถึงความอ่อนแอก็ตาม อบิเกลถูกส่งตัวอย่างถาวรมาโรงเรียนเดียวกับปีเตอร์ ซึ่งนั่นทำให้เขาคาดการณ์ได้อยู่2อย่าง คือเธอถูกส่งมาฝึกขั้นสุดท้ายกับเขา ไม่ก็ถูกคุณสตาร์คส่งมาจับตามองเผื่อไปทำอะไรยุ่งๆหรือไม่เข้าท่า เขาบอกได้เลยว่าน่าจะเป็นอย่างหลังมากกว่า เพราะเขาเองก็ไม่ได้ถึงขั้นที่จะมีผลต่อการจะได้เป็นฮีโร่ของคนอื่น และอีกอย่าง ต่อให้เขาได้เป็นถึงฮีโร่ระดับตำนานและก้าวขึ้นมาเป็นแถวหน้าของอเวนเจอร์ คุณสตาร์คก็คงจะยังทำเหมือนเขาเป็นเด็กจอมบ้าบิ่นในชุดลายแมงมุมก็เท่านั้น คือไม่ไว้ใจ และระแวงสุดฤทธิ์..

ซึ่งมันก็สมเหตุสมผลอยู่ทีเดียว

“นายโอเคนะ ช่วงนี้นายเหม่อบ่อยจริงๆ เป็นอะไรรึเปล่า?”

เน็ด ลีดส์ ถามขึ้นมาด้วยสีหน้าเป็นกังวล เขาและเน็ดเป็นเพื่อนรักกันมานานแล้ว และสิ่งที่เพื่อนรักควรจะทำให้กันนั่นก็คือบอกความลับดำมืดอันสูงสุด โอเค ตอนแรก นี่เป็นตรรกะที่งี่เง่ามากสำหรับเขา แต่มันก็คงย้อนแย้งทีเดียวด้วยความจริงที่ว่าเน็ดก็รู้แล้วว่าปีเตอร์คือสไปเดอร์แมน ใช่ เขารู้ว่ามันเสี่ยง แต่มันคงดีกว่าถ้าจะมีใครสักคนที่เราไว้ใจได้รับรู้ว่าเราเป็นอะไร และพร้อมที่จะสนับสนุนหรือช่วยเหลือ แต่ถึงอย่างนั้น เขาก็ยังต้องชั่งใจอย่างหนักอยู่ดีว่าจะเล่าเรื่องความฝันบ้าๆนั่นให้เพื่อนทั้งสองฟังดีมั้ย เขารู้สึกว่าเขากำลังหมดความอดทนที่จะเก็บมันไว้กับตัวเองมากขึ้นทุกที และดูเหมือนอบิเกลจะสัมผัสได้ถึงสีหน้าที่ดูเหมือนกำลังมีเรื่องไม่สบายใจอะไรอยู่ของปีเตอร์ เธอเลยวางส้อมในมือแล้วหันมาจ้องเขาเขม็งเป็นเชิงกดดันให้เล่าออกมาแทน ซึ่งนั่นก็มากพอที่จะทำให้เขาตัดสินใจได้หลังจากทบทวนมานาน

“คือ..มีเรื่องที่ฉันต้องบอกพวกนาย”

อบิเกลหรี่ตาลง เป็นสัญญานว่าเธอกำลังตั้งใจฟังและประมวลผลไปพร้อมๆกัน

“หลายวันมานี้ ฉันฝันแปลกๆ..”

“โอ เยี่ยม สรุปคือเรื่องที่นายกังวลเป็นเรื่องความฝันเหรอ ถามจริง?!”

“เดี๋ยวสิ ฟังก่อน ฉันฝันว่าไปอยู่ในที่มืดๆที่นึง มันมืดมาก มองอะไรไม่เห็น แล้วก็มีเสียงแหบๆมาคุยกับฉัน บทสนทนาเดิมทุกครั้ง แต่มันก็ตามหลอนฉันได้ทุกครั้งเหมือนกัน..”

เขาเบาเสียงลงแล้วน้อมตัวเข้าไปกลางโต๊ะเพื่อกระซิบทั้งสองคนในเรื่องที่รบกวนจิตใจมานานต่อ อบิเกลกลอกตาอย่างเอือมระอาแต่ก็ยังตั้งใจฟังอยู่ ส่วนเน็ดก็นั่งนิ่งไม่กระดิก..ไม่แม้แต่จะกัดขนมปังในจานไปด้วยฟังไปด้วยเหมือนทุกที เขานิ่วหน้าเหมือนคนป่วยแล้วนิ้วก็สั่นเล็กๆ คือ เขาเป็นอัจฉริยะไฮเทคนะ! เขาเก่งวิทยาศาสตร์เป็นรองแค่การต่อเลโก้ ดังนั้น การที่เขาเชื่อเรื่องความฝันหรือเข้าทรงอะไรทำนองนั้นก็นับว่าเป็นเรื่องน่าตกใจ นี่เป็นเวลาพักกลางวัน ในโรงอาหารเลยมีผู้คนมากมายกำลังพูดคุยและทานอาหาร เขาต้องรีบคุยถึงประเด็นสำคัญให้เสร็จ ก่อนที่จะมีใครมาได้ยินหรือเวลาพักอาจหมดลงก่อน..

“ฉันรู้มันฟังดูประหลาด แต่มันเหมือนจริงมาก เหมือนเกินไป และน้ำเสียงนั้นก็ดูจริงจังแล้วก็..มีตัวตน ฉันสัมผัสว่าเขายิ้ม หรือจ้องฉันอยู่ทั้งที่มองไม่เห็น”

“ครั้งหน้านายอาจจะลองถามเขาดูนะว่าต้องการอะไรกันแน่”

เน็ดพูดขึ้นมาในที่สุด

“ฉันพยายามแล้ว แต่ทำไม่ได้ มันเหมือนทั้งร่างฉันแข็งเป็นหินเลย ฉันทำได้แค่ยืนฟัง และนั่นก็เป็นส่วนที่น่าหงุดหงิดที่สุด”

“แล้ว..บทสนทนานั่นน่ะ มันว่าไงบ้าง?”

“มันบอกว่าฉันแน่ใ..”

“เฮ้! ปีเตอร์”

เสียงนิ่งๆแต่แฝงไปด้วยความมั่นใจดังขึ้นขัดปีเตอร์ที่กำลังพูดถึงบทสำคัญ เขาและทุกคนหันไปมองต้นตอ เธอคือมิเชลล์ โจนส์ แต่เป็นมิเชลล์ร่างใหม่ในชุดเดรสสีเงินกับปากสีแดงเข้มและผมยาวสลวยดัดตรง ไม่ใช่มิเชลล์กับผมฟูหยิกหยอยและการแต่งตัวอย่างไม่ใส่ใจ เธอเป็นแบบนี้มาซักพักแล้ว คือสวยเชิดและเป็นทีมเชียร์ลีดเดอร์โรงเรียน ซึ่งนั่นก็ทำให้แค่เห็นเธอยืนเท้าโต๊ะอยู่ข้างๆ ปีเตอร์ก็ใจสั่นขึ้นมาเล็กน้อยและหน้าก็เริ่มเป็นสีของมะเขือเทศ อบิเกลยิ้มให้มิเชลล์พร้อมเน็ดเป็นเชิงทักทาย

“ไงเอ็มเจ”

“ว้าว อบิเกล เธอทำผมใหม่เหรอวันนี้ ดูดีมากเลยนะ”

อบิเกลยิ้มแห้งๆตอบพลางขมวดคิ้ว เธอก็ทำผมทรงนี้ทุกวัน คือปล่อยธรรมดา หรือการที่ผมบางเส้นจะพันกันบ้างจากการไม่ค่อยหวีจะเรียกว่าทำทรงใหม่ เธอก็คงจะพอเข้าใจได้

“ว่าแต่..พวกนายคุยอะไรกันอยู่เหรอ ดูหน้าเครียดเชียว”

“อ๋อ..ก็”

“ก็เรื่องการสอบแล็ปเคมีบ่ายวันนี้น่ะสิ มิสซิสคอบบ์เวลน่ะยิ่งโหดคงเส้นคงวาอยู่ เมื่อคืนเรากังวลกันจนนอนไม่หลับเลย ใช่มั้ย เน็ด”

“ช..ใช่”

อบิเกลขัดขึ้นมาทันควันและแต่งเรื่องสั้นสองบรรทัดมาตอบมิเชลล์อย่างรู้ดีว่าถ้าให้ปีเตอร์แก้เองคงจะบานปลายไปกันใหญ่แน่ ซึ่งนั่นก็ทำให้เขาต้องพยักหน้าเออออไปกันเน็ดด้วยเพื่อยืนยัน

“อ๋อ อย่างนั้นหรือ..”

มิเชลล์ทำสีหน้าไม่พอใจเล็กๆขึ้นมาแว็บนึง ก่อนจะกลับมาเป็นยิ้มแย้มต่อ

“งั้นก็โชคดีนะทุกคน แต่อย่างพวกนายน่ะทำได้กันอยู่แล้..”

เสียงออดหมดเวลาพักดังขึ้น มิเชลล์ยิ้มหวานใส่ปีเตอร์ก่อนจะโบกมือลาส่งๆให้อบิเกลและเน็ดแล้วเดินจากไป ปีเตอร์สะบัดหัวให้หลุดจากการใจสั่นและหน้าแดงก่อนจะหันมาบอกเพื่อนทั้งสองอย่างร้อนรน

“ไว้เล่าต่อให้ฟัง เย็นนี้ ที่บ้าน”

อบิเกลและเน็ดพยักหน้า แล้วทั้งสามคนก็รีบไปเข้าคลาสเเล็ปเคมีต่อ ตลอดทั้งการสอบ ปีเตอร์ภาวนาให้หมดเวลาเร็วๆ เขาคิดเรื่องเสียงน่ากลัวกับความมืดนั่นอยู่ทั้งคาบ และหวังว่าจะได้แก้ปัญหาคาใจที่มีอยู่อย่างเร็วที่สุด..เท่าที่จะทำได้!

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 39 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

7 ความคิดเห็น

  1. วันที่ 5 พฤษภาคม 2562 / 02:40
    ออกตัวแรงนังมิเชลล์คนเขาดูออก
    #5
    0
  2. #4 inarm1430 (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 3 พฤษภาคม 2562 / 14:46
    เกลียดอีมิเชลล์จังเลยยยย
    #4
    0