เทพบุตรซาตาน-นิยายลำดับ 2 ซีริส์ชุดหนึ่งนางกลางใจ

ตอนที่ 17 : บทที่ 6 (1) ความกลัวที่ไม่มีสาเหตุ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 652
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    8 ส.ค. 58


นิยายเรื่องเทพบุตรซาตาน ราคาปก 279 บาท มีจำหน่ายแล้วตามร้านหนังสือทั่วไปและเว็บไซต์สำนักพิมพ์ค่ะ

http://www.lightoflovenovel.com/showbook.php?bid=38

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++

บทที่ (1) ความกลัวที่ไม่มีสาเหตุ

                        “ไม่! ไม่นะ ออกไป พวกแกจะพาฉันไปไหน ไอ้หมูสกปรก กรี๊ดดดดดดดดด

 

                        เสียงกรีดร้องที่ดังมาจากเตียงนั้น ทำให้คนที่ยืนอยู่ข้างๆ ตัวแข็ง มองหน้าหวานที่มีเหงื่อแตกพลั่กอย่างงงๆ หล่อนละเมอมือไม้ปัดป้องตนเองเนื้อตัวสั่น

 

                        “น้ำตาล ตื่นได้แล้ว เธอกำลังฝันร้ายอยู่นะ ที่นี่บนเรือลำนี้ไม่มีใครทำอะไรเธอได้ทั้งนั้น ตื่นเถอะ”

 

                        ธนาธรบอกพร้อมเขย่าร่างบางให้รู้สึกตัว ไม่นานดวงตาที่ประดับด้วยแพขนตายาวงอนก็เปิดออก ดวงตาคู่สวยค่อยๆ ลืมขึ้น จากนั้นก็จ้องเขานิ่งน้ำตานองหน้า

 

                        “น้ำตาล เธอเป็นอะไรหรือเปล่า”

 

                        กรุงรีบถามเมื่อเห็นอีกฝ่ายมีท่าทีแปลกๆ หล่อนสะอื้นเฮือกใหญ่ สักพักก็สะบัดศีรษะไปมา

 

                        “ฉันปวดหัวค่ะ เหมือนมีเงาอะไรสักอย่างติดอยู่ในหัว ฉันกลัวเหลือเกินกัปตัน”

 

                        “เธอฝันร้าย มันเป็นแค่ความฝัน สบตาฉันสิ มองดูฉัน นี่คือปัจจุบันของเธอ”

 

                        ธนาธรพยายามบอก เห็นดวงตาคู่สวยค่อยๆ มองตนนิ่ง ต่อมาดวงหน้านวลก็เปลี่ยนเป็นแดงก่ำ ดวงตากลมโตของคนบนเตียงค่อยๆ ลุกวาวแปลงเปลี่ยนเป็นโกรธเกรี้ยว ธนาธรเลิกคิ้วสูง โคลงร่างไปมาอย่างงงๆ เมื่อครู่หล่อนยังหวาดกลัวอยู่เลย แต่ตอนนี้โกรธอะไรอีกล่ะ

 

                        “คนใจร้าย เพราะคุณคนเดียว ฉันเลยต้องเจ็บตัว อู๊ย!

 

                        กล่าวไปก็รู้สึกปวดตุ้บๆ ที่แผล จ้องเขาอย่างกล่าวหา แล้วก็ชะงักเมื่อคนที่บอกให้เธอนึกถึงปัจจุบันย้อนถามถึงความฝันของตน

 

                        “เมื่อครู่นี้เธอฝันว่าอะไร ถึงได้หน้าซีดตัวสั่น?”

 

                        กรุงถามเสียงเนิบนาบ จ้องอีกฝ่ายอย่างรอคอย เนื่องจากไม่อยากถูกอีกฝ่ายกล่าวหาว่าเขาเป็นต้นเหตุให้หล่อนต้องเจ็บตัว แต่พอถามไปแล้วก็อยากเตะตัวเองนัก เมื่อเห็นร่างบางตัวสั่น หน้าซีดลงอีกครั้ง

 

                        “น้ำตาล เธอฝันว่าอะไร?” รีบดึงมือบางมาบีบกระชับอย่างปลอบโยน

 

                        “ผู้ชายค่ะ ผู้ชายสองคน จ...จะ...จะฆ่าฉัน ทั้งคู่เหมือนผีห่าซาตานมาก ปีศาจ พวกมันเป็นปีศาจชัดๆ น่ากลัวที่สุดเลย”

 

                        รีบบอกถึงความฝันอันน่าสะพรึงกลัว เธอเห็นผู้ชายสองคนกำลังเอาหัวเธอโขกกับอะไรสักอย่าง ดีแต่ว่ามีเสียงเรียกไว้ซะก่อน พวกนั้นเลยยังไม่ได้ทำอะไรตน แล้วหญิงสาวก็ตื่นขึ้นมาพบเขา ชั่วแวบหนึ่งเธอรู้สึกมั่นคงปลอดภัยเมื่อได้สบตา จึงบีบกระชับมือหนาไว้แน่นเพื่อยึดเหนี่ยว

 

                        “มันก็แค่ความฝันเท่านั้นเอง อย่าไปคิดมาก เธอควรจะแยกแยะให้ออก อย่าเก็บมาเป็นอารมณ์นัก ความฝันอยู่บนโลกของความจริงไม่ได้หรอกนะน้ำตาล”

 

                        เสียงปลอบแข็งๆ หน้าตาเคร่งๆ ทำให้คนที่อยู่ในอารมณ์หวังพึ่งพาชักกรุ่นๆ หญิงสาวคลายมือบางออกจากเขา ขว้างค้อนให้คนที่ปลอบใครไม่เป็น จากนั้นก็ร้องฮึในลำคอ จ้องเขาอย่างกล่าวหา

 

                        “จริงสิฉันนี่มันปัญญาอ่อนชะมัดเลย มันก็แค่ความฝัน สองคนนั้นหน้าตาเป็นยังไงฉันยังไม่รู้เลย แต่คนที่ทำร้ายฉันในโลกของความเป็นจริงนี่สิ ใจร้าย เห็นแก่ได้ ไม่คิดถึงใจผู้หญิงเลย”

 

                        พอเอ่ยไปก็เห็นใบหน้าสวยเกินชายบูดบึ้ง ร่างสูงยืนกอดอกแยกเขี้ยวใส่ เอ่ยเสียงคำรามกลับมา

 

                        “เท่าที่จำได้ เธอนั่นแหละเป็นคนทำตัวเองแท้ ฉันเตือนแล้วว่าให้ระวัง แต่เธอก็ยังวิ่งทำบ้าทำบอไม่ดูตาม้าตาเรือ”

 

                        “แต่ใครเป็นต้นเหตุให้ฉันหนีล่ะคะ?”

 

                        เสียงย้อนถามพร้อมสายตาที่มองมาอย่างท้าทายนั้น ทำให้กรุงต้องมองกลับไปอย่างเชือดเฉือน หางตาเห็นเงาแวบๆ ตรงประตู จึงตะโกนดังๆ ทำให้คนตัวเล็กที่นอนอยู่บนเตียงสะดุ้ง

 

                        “ทำลับๆ ล่อๆ อะไรอยู่แถวนั้นล่ะ จะเข้าก็เข้ามาสิมาเอสโต้”

 

                        สิ้นเสียงดุดันนั้น คนที่ตั้งท่าจะเถียงต่อก็ปิดปากฉับ ใบหน้าสวยงอง้ำค่อยๆ หันไปมองคนสนิทของเขา ซึ่งปัจจุบันก็คือผู้คุมของเธอ เดินเข้ามาพร้อมซุปหอมๆ

 

                        “ซุปร้อนๆ อาจทำให้คุณผู้หญิงหัวโปร่งขึ้นมาบ้างนะครับ”

 

                        “อ้อ คงไม่ต้องแล้วล่ะ หัวเขาโปร่งอยู่ตลอดเวลา ตื่นมาก็หาเรื่องฉันเลย”

 

                        “ใครไปหาเรื่องคุณ ฉันก็แค่บอกว่าความฝันถึงมันจะน่ากลัวขนาดไหน มันก็จับต้องไม่ได้ แต่คนบางคนที่อยู่บนโลกความจริงนี่สิ หน้าตาก็ไม่ได้น่ากลัว แต่ใจร้ายชอบบังคับจิตใจคนอื่นชะมัด”

 

                        “เห็นไหมว่าเขาหัวโปร่งขนาดไหน ดูสิมาเอสโต้ ทั้งขี้หงุดหงิด ชอบต่อปากต่อคำ มองยังไงก็ไม่เห็นเหมือนคนความจำเสื่อมสติแตกเลย”

 

                        กรุงเอ่ยเท่านั้นแล้วก็นั่งลงตรงปลายเตียง เปิดผ้าห่มออกเผยให้เห็นขานวลเนียนของอีกฝ่าย มือหนาเอื้อมไปจะจับข้อเท้าบอบบาง แต่ก็ถูกอีกฝ่ายชักขาหนี ใบหน้าสวยหวานหงิกงออย่างคนหวงตัว

 

                        “ไม่ได้อยากแตะหรอกนะ แต่จะดูแผลที่ข้อเท้าให้ ไม่รู้ว่ามาเอสโต้เอาเศษแก้วออกหมดหรือยัง”

 

                        กรุงเอ่ยพร้อมดึงข้อเท้ากลับมา แกล้งลงน้ำหนักมือไม่เบานัก ทำให้คนที่หวงตัวอยู่สะดุ้ง แต่ไม่นานเจ้าหล่อนก็ส่งสายตาเขียวๆ พร้อมขมุบขมิบริมฝีปากแช่งชักหักกระดูกเขา ธนาธรไหวไหล่ ก้มลงสำรวจบาดแผลแบบเรียกว่าจ้องเขม็ง ไม่มีทีท่าว่าจะสนใจโสเภณีแสนสวยอีกเลย

 

                        “ไม่น่าจะมีเศษแก้วหลงอยู่อีกแล้วล่ะ ทีหลังจำไว้เชียว บอกอะไรให้รู้จักฟัง ถ้าไม่วิ่งก็คงไม่ต้องมานอนแบ็บอยู่อย่างนี้หรอก”

 

                        กรุงกล่าวพร้อมส่งสายตาดุๆ ให้อีกฝ่าย ซึ่งก็ได้รับใบหน้าเชิดๆ หยิ่งๆ ริมฝีปากยื่นตูมกลับมา มือหนาตวัดผ้าคลุมเท้าบอบบาง ตัดใจไม่สนทีท่าอวดดีของโสเภณีตัวแสบ

 

                        “เดี๋ยวเรือจะจอดพักเทียบท่า เมืองนี้มีผ้าสวยๆ เครื่องประดับสำหรับผู้หญิงเยอะเลย ตอนแรกฉันว่าจะพาเธอลงไปหาซื้ออะไรดีๆ สักหน่อย แต่เธอดันมาเป็นแบบนี้ซะก่อน ก็อยู่บนเรือกับมาเอสโต้ไปแล้วกัน ช่วงค่ำๆ พวกลูกเรือคงไปตระเวนกันตามร้านเหล้า หาผู้หญิงมาแก้เหงาระหว่างพักเดินทาง เธอก็จงอยู่คนเดียวเงียบๆ อย่าริออกไปไหน.......”

 

                        “คุณก็จะทำแบบนั้นเหมือนกันใช่ไหม ตระเวนหาสาวๆ ตามร้านเหล้า สะสมลิสต์รายชื่อ”

 

                        “มันไม่ใช่กงการอะไรของเธอเลยนะน้ำตาล ที่จะมาซอกแซกเรื่องส่วนตัวของฉัน หรือสุ่มเดาไปเรื่อยเปื่อยว่าฉันจะไปไหน ทำอะไร อยู่กับใคร ฉันจะบอกก็ต่อเมื่ออยากบอกเท่านั้น เข้าใจไหม”

 

                        พอโดนขัดพร้อมสายตาขุ่นมัวแบบนั้นโสภิญาก็หน้าบึ้ง เห็นอีกฝ่ายเดินไปยังตู้เล็กๆ ภายในเคบิน รีบหลับตาปี๋ หันหน้าหนี เมื่อจู่ๆ มือเรียวหนาก็รูดกางเกงลงเฉย ไม่ได้คิดเกรงใจเธอและมาเอสโต้เลย แล้วหญิงสาวก็ได้ยินเสียงหัวเราะหึๆ

 

                        “ลืมตาขึ้นมาเถอะ ฉันแต่งตัวเสร็จตั้งนานแล้ว”

 

                        เสียงนั้นทำให้คนหลับตาปี๋ค่อยๆ ลืมตาขึ้นใหม่ ใบหน้าหวานงอง้ำใส่คนที่เรียกตน แถมส่งสายตาล้อเลียนมาให้หญิงสาวอีก

 

                        “แล้วพบกันอีกทีตอนหัวค่ำนะครับ คุณโสเภณีที่รัก”

 

                        เสียงล้อเลียนพร้อมท่าวันทยหัตถ์ ทำให้โสภิญาต้องถลึงตาใส่ ถามกลับไปเสียงลอดไรฟัน

 

                        “ไหนบอกว่าจะไม่ตอกย้ำฉันเรื่องนี้อีกแล้วไง ล้อกันแบบนี้ฉันไม่ชอบเลย”

 

                        เอ่ยเท่านั้นก็เห็นอีกฝ่ายเลิกคิ้วสูง แล้วจ้องหน้าเธอจริงจัง

 

                        “ฉันเปลี่ยนใจแล้ว คงจะไม่เลิกเรียกง่ายๆ ถ้าเธอยังไม่ตกลงใจที่จะมาเป็นผู้หญิงของฉัน ไม่ยอมให้ฉันเลี้ยงดู อย่าหัวดื้อนักเลยน้ำตาล ฉันคือทางเลือกที่สวยงามสำหรับเธอนะ”

 

                        กรุงเอ่ยเสียงจริงจัง ขณะที่โสเภณีแสนสวยทำหน้าพิลึกใส่ตน

 

                        “ตราบใดที่ฉันไม่พาเธอออกมาจากอาชีพนี้ เธอก็ยังเป็นโสเภณีอยู่ดี คิดดีๆ สิน้ำตาล ยอมอยู่กับฉันแค่คนเดียว ฉันจะเลี้ยงดูเธอไม่ให้อนาทรร้อนใจ อยากได้อะไรก็จะทูนหัวทูนเกล้าให้ ที่ขอแล้วไม่ได้ก็คงจะมีแต่เดือนกับดาวเท่านั้นแหละ นอนคิดดีๆ จะยอมลงจากเรือลำนี้ แล้วยึดอาชีพเดิมให้เปลืองตัวไปทำไมอีก”

 

                        “ฉันจะไม่ขายตัวให้ผู้ชายชอบดูถูกผู้หญิงอย่างคุณเด็ดขาด โธ่เอ๊ย! ทำเป็นหว่านล้อม พูดจาให้ดูดี ที่แท้คุณก็ตีค่าฉันเสมอแค่เศษเงิน”

 

                        เสียงขึงขึงหน้าตาจริงจังของโสภิญาเจื่อนไป เมื่อถูกธนาธรมองตาดุ

 

                        “อย่าลืมนะ ก่อนเธอจะความจำเสื่อม เธอวิ่งโร่เข้ามาในเรือลำนี้เอง มาเสนอตัวให้ฉันหรือลูกเรือในนี้ก็ไม่รู้”

 

                        โสภิญาเม้มปากแน่นเมื่อเขาพูดเสียงขึ้นจมูก นัยน์ตาดูถูกจริงจัง

 

                        “ตอนนี้เธอยังจำอะไรไม่ได้ แต่เมื่อความจำของเธอกลับคืนมาแล้ว เธอก็จะคิดอย่างโสเภณีนั่นแหละ คือทำยังไงถึงจะได้เงินจากฉันไปเยอะๆ เธอไม่มีอะไรจะเสียอีกแล้วนะน้ำตาล เลือกเอาความสบาย และยอมรับสิ่งที่ดีที่สุดที่ฉันจะหยิบยื่นให้เธอไม่ดีกว่าเหรอ”

 

                        คำพูดนั้นทำให้โสภิญาลังเล จ้องเขานิ่งอย่างไหวหวั่น เธอเป็นอย่างนั้นจริงๆ หรือ แล้วหญิงสาวก็หน้าตาตื่น ตะกายร่างออกจากร่างหนาเมื่อเขาเดินมาที่เตียง สอดมือเข้ามายังรักแร้ของเธอ แล้วยกขึ้นอย่างง่ายดาย เหมือนหมียักษ์กำลังยกลูกหมาตัวน้อยๆ ก็ไม่ปาน

 

                        “ปล่อยนะ”

 

                        “เธอดูฉันดีๆ สิคนสวย ฉันแน่ใจนะว่ารูปร่างหน้าตาของตัวเองไม่ได้เป็นสองรองใครทั้งนั้น เงินฉันก็มีให้เธอใช้ไปจนตลอดชีวิต ถ้าไม่อยากให้ฉันเรียกเธอว่าโสเภณีอีก ก็จงวิ่งเข้ามาเป็นผู้หญิงของฉันซะ เป็นเมียเก็บของกัปตันลาร์นาโดน่ะคุ้มยิ่งกว่าคุ้มซะอีก ได้ทั้งความสนุกและเงินทอง”

 

                        คำพูดโต้งๆ นั้นทำให้เจ้าของดวงตาสีดำแผดรังสีอำมหิตใส่เขา

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

จบตอน

 

            

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

34 ความคิดเห็น