เทพบุตรซาตาน-นิยายลำดับ 2 ซีริส์ชุดหนึ่งนางกลางใจ

ตอนที่ 15 : บทที่ 5 (2)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 617
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    6 ส.ค. 58

บทที่ (2)

                        วงตากลมโตที่ล้อมรอบด้วยขนตายาวงอนของโสภิญามองลอดผ้าม่านโปร่งใสออกไปยังด้านล่าง เห็นคนที่บอกให้เธอนั่งรออยู่เฉยๆ กำลังเดินวนไปวนมาสั่งการนั่นนี่ให้วุ่นวาย ผมหยิกหยักศกของเขาถูกลมทะเลตียุ่งเหยิง ร่างเพรียวทรงพลังยามต้องแสงตะวันบวกกับผิวสีแทนของมะกอกพันธุ์ดียามกระทบกับดวงอาทิตย์นั้น เริ่มแปลงเปลี่ยนเป็นสีทองคำดูลึกลับทรงพลัง

 

                        โสภิญานั่งตัวแข็งทื่อเมื่อจู่ๆ บุรุษรูปงามที่ตนลอบมองอยู่นั้นก็แหงนหน้าขึ้น มองมายังบริเวณที่เธอนั่งอยู่เขม็ง หญิงสาวรีบหันหน้าหนีทันที แล้วก็สะดุ้ง เมื่อทุกอิริยาบถของตนตกอยู่ในสายตาของมาเอสโต้คนสนิทของเขาตลอดเวลา

 

                        “ผมเอาของว่างมาเสิร์ฟน่ะครับซินญอรีนา เผื่อคุณจะหิว”

 

                        “วางไว้ตรงนั้นแหละมาเอสโต้ จะไปทำอะไรก็ไปเถอะ”

 

                        เสียงเข้มที่ดังแทรกขึ้นมา ทำให้หญิงสาวต้องมองกลับไปที่ประตูใหม่ เห็นธนาธรยืนอยู่ตรงนั้น ทอดสายตามองมาที่เธอนัยน์ตาแปลกๆ

 

                        “มีอะไรจะพูดกับฉันหรือเปล่า เห็นมองดูกันอยู่ตั้งนานนี่”

 

                        แค่คำถามแรกโสภิญาก็ไปไม่เป็นซะแล้ว โมโหตัวเองนักที่ดันเผลอลอบมองเขาหลายครั้งหลายคราจนถูกจับได้ พอเห็นเขาจ้องมาสายตาหยิ่งๆ อย่างเค้นเอาคำตอบ ก็ส่ายศีรษะหวือ คนหลงตัวเองแบบนั้นจะต้องคิดไกลไปว่าเธอหลงรักเขา หรือกำลังต้องการให้เขาทำโน่นทำนี่กับเธออยู่แน่ๆ ไม่งั้นคงไม่รีบขึ้นมาหากันในชั่วเวลาไม่กี่วินาทีอย่างนี้หรอก

 

                        “ไม่มีอะไรหรอกค่ะ ฉันแค่กำลังคิดว่าถ้าฉันเป็นโสเภณีจริง ก็ไม่น่าจะต้องวิ่งตามผู้ชายเย็นชา หยาบกระด้างแบบคุณสักนิด ถึงยังไงฉันก็ยังเป็นผู้หญิงนะคะ พวกผู้หญิงมักจะชอบผู้ชายที่สุภาพอ่อนโยน ไม่ใช่เจ้าบงการ นักข่มขู่ หรือคนเอาแต่ใจ”

 

                        “แต่ชื่อเสียงฉันก็เป็นที่เลื่องลือสำหรับโสเภณีถิ่นเธอ จำได้ว่าก่อนนี้เคยใช้บริการดาวประจำเกาะนี้ 2-3 หน เลยมีการซุบซิบกันไปไกลว่าฉันถึงใจ เป็นสุดยอดบุรุษ และเงินของฉันก็คุ้มยิ่งกว่าคุ้มซะอีก”

 

                        คำว่าถึงใจและสุดยอดบุรุษพร้อมสายตาที่จ้องมาที่ร่องอกของเธอนั้น ทำให้โสภิญาตาเขียวปั้ด ให้อยากควักลูกตาเขาออกนัก ผู้ชายคนนี้ต่อให้คุยเรื่องยาวไปไกลจนสุดขอบฟ้า หรืออ้อมไปสุดโพ้นทะเล ท้ายที่สุดแล้วก็มิวายวกกลับมายังเรื่องใต้สะดืออีกจนได้ ดูทีแล้วน่าจะเป็นพวกหมกมุ่นเรื่องอย่างว่าเอาการ เผลอเป็นคิด เผลอเป็นแทรกตลอดเวลา

 

                        “คนหลงตัวเอง ไหนว่าจะทำตัวเป็นสุภาพบุรุษกับฉันไง กิริยาจาบจ้วงฉันไม่ว่า แต่คุณสัญญาแล้วนี่ว่าจะไม่ตอกย้ำถึงอาชีพโสเภณีของฉันอีก”

 

                        โสภิญาตะโกนใส่เขาแล้วลุกพรวดขึ้น เมื่อเห็นอีกฝ่ายเริ่มมองตนซอกแซกโลมลูบ ไม่ทันเห็นอีกฝ่ายวกกลับมาจ้องตนนัยน์ตาวาววับมีโมโห

 

                        “นั่งลง!

 

                        เสียงสั่งสั้นๆ แต่แววตาเกรี้ยวกราดนั้นทำให้โสภิญาชะงัก รีบทรุดกายนั่งทันที เม้มริมฝีปากเข้าหากันแน่น เมื่อเขามองตนอย่างเอาเรื่อง

 

                        “ถ้าฉันจำไม่ผิด เธอเป็นคนพูดเรื่องอาชีพโสเภณีขึ้นมาก่อนนะ และฉันก็ได้เบี่ยงเบนไปที่เรื่องของฉันแล้ว ตั้งแต่ที่เธอความจำเสื่อมน่ะ เหมือนจะเจ็บช้ำน้ำใจเหลือเกิน เมื่อรู้ว่าตัวเองเป็นโสเภณี”

 

                        “พวกผู้ชายชอบนอนกับผู้หญิงโสเภณี แต่อยากจะแต่งงานกับสาวบริสุทธิ์”

 

                        เสียงแผ่วเบา หน้าตาสิ้นหวังหมดอาลัยตายอยากในชีวิตนั้น ทำให้กรุงส่ายหัว

 

                        “ก็ว่าไป พวกที่แต่งงานกับโสเภณีก็มีเยอะ ก่อนนั้นก็มีอยู่ครั้งหนึ่ง ตอนอาชีพโจรสลัดระบาดหนัก กลายเป็นเรื่องโก้เก๋ลามไปถึงเด็กและผู้หญิง ทางการต้องเกณฑ์โสเภณีมาแต่งงาน ทำให้โจรสลัดกลับใจ”

 

                        เสียงจริงจังนั้น ทำให้โสภิญามองเขาตาโต เลือนๆ เรื่องความบาดหมางไป

 

                        “ร...ระ...เรื่องจริงหรือคะ?”

 

                        “ก็ใช่น่ะสิ เห็นฉันเป็นคนชอบพูดเล่นหรือไง”

 

                        กรุงเอ่ยพร้อมขยับกาย ลำแขนแข็งแรงพาดยาวไปกับโซฟาอย่างผ่อนคลาย ก่อนจะชำเลืองสายตามองไปยังคนที่ทำคิ้วขมวดใส่ตน

 

                        “เขยิบเข้ามาใกล้ๆ สิน้ำตาล ไหนๆ เราก็ต้องอยู่ร่วมกันอีกตั้งนาน ลืมเรื่องที่มันรกสมองไปซะ มาลองชิมขนมหน่อยสิ มาเอสโต้อุตส่าห์ยกมาให้”

 

                        กรุงบอกช้าๆ นุ่มนวล กระตุกยิ้มเมื่อเห็นอีกฝ่ายดูผ่อนคลาย จ้องเขาอย่างเป็นมิตรมากขึ้น มือหนาค่อยๆ เลื่อนจานขนมให้ หล่อนก็หยิบขึ้นมาเป็นพิธี จ้องเขาตาเป๋งดังเดิม จึงเลิกคิ้วสูงเป็นเชิงถาม

 

                        “ยังไงคะ เรื่องจ้างโสเภณีมาจัดการกับโจรสลัด ดิฉันอยากรู้ เล่าต่อสิคะ”

 

                        ยัยนี่ชอบฟังนิทานแฮะ แล้วก็ไม่ยอมเผยไต๋ตั้งแต่เมื่อคืน ไม่งั้นเสร็จเขาไปแล้ว

 

                        กรุงคิดในใจ เผลอมองอีกฝ่ายตาระริกเหมือนเสือร้ายมองเหยื่อ แต่พอเห็นหล่อนทำคิ้วย่นใส่ แววตาไม่ไว้ใจอีกหน ก็รีบยิ้มนุ่มนวลส่งให้ เป็นเหตุให้โสเภณีความจำเสื่อมยิ้มเฝื่อนกลับมา

 

                        “ก็แบบนั้นแหละ อ่านมานานมากแล้วจำไม่ค่อยได้ ช่วงนั้นมีโจรสลัดเยอะ เป็นกันทั้งเกาะ เห็นการปล้น ฆ่า ทำร้าย ยึดข้าวของของคนอื่นเป็นเรื่องสนุกทีเดียว ทางการก็เหลว ปราบก็ไม่ได้ ปรามก็ไม่หยุด ยุคนั้นมันเป็นยุคของโจรสลัดจริงๆ ราชการจะรุนแรงมากก็ไม่ดี”

 

                        กรุงเอ่ยแล้วค่อยๆ ขยับไปหาร่างบางที่นั่งฟังตาแป๋วโดยไม่ให้รู้ตัว ปากก็พูดไปเรื่อย

 

                        “คือแบบนี้นะน้ำตาล มันมีบางช่วงที่ประเทศขาดนักรบ ก็ได้สลัดพวกนี้แหละออกไปรบแทน พอบ้านเมืองสงบ มันก็ยุ่ง โจรสลัดระบาด แล้วดูเหมือนจะมากขึ้นซะด้วยสิ สุดท้ายทางการเลยออกอุบายจ้างโสเภณีมาแต่งงานกับพวกนี้ซะเลย พวกสลัดพอมีผู้หญิงมาลงหลักปักฐานด้วย ก็กลับใจ อยากอยู่เป็นครอบครัว เลยทำเรื่องขออภัยโทษ จากนั้นโจรสลัดเลยค่อยๆ ลดน้อยลง”

 

                        “แต่คุณเป็นกัปตันเรือ มีเกียรติ มีใบอนุญาตให้เดินเรือ เป็นที่ยอมรับของคนทั่วไป ไม่ใช่โจรสลัดหรือกัปตันโจรที่อยู่แบบหลบๆ ซ่อนๆ คุณสามารถแต่งงานกับผู้หญิงดีๆ ได้ คงไม่นิยมยกย่องโสเภณีเหมือนสลัดพวกนั้นหรอกค่ะ ฟังดูแล้วไม่เห็นตรงกับเรื่องของฉันสักนิด อีกอย่างตอนนี้ก็ไม่ได้มีสลัดเกลื่อนเมือง จนทางการต้องเกณฑ์พวกฉันให้ไปแต่งงานด้วยซะหน่อยนี่คะ”

 

                        โสภิญากล่าว ดวงตากลมโตจ้องนิ่ง พยายามค้นหาแววตารังเกียจจากเขา แต่ก็ไม่พบอะไรนอกจากแววตานิ่งสนิทไร้ความรู้สึก

 

                        “ว่าไป พวกกัปตันดีๆ ชาติตระกูลดีมีความรู้สูง เคยเป็นกัปตันเรือของรัฐบาล หนีไปเป็นกัปตันให้โจรสลัดก็เยอะแยะไป”

 

                        “มีด้วยหรือคะ?”

 

                        “ก็มีสิ ถมเถไป แต่ฉันไม่หรอก ยังไม่มีความคิดจะฆ่าฟันหรือไล่ขโมยของของใคร อีกอย่างสักวันฉันก็ต้องขึ้นไปอยู่บนบก อำลาจากท้องทะเล แล้วไปนั่งตรวจเช็กสินค้าของตระกูลลาร์นาโดที่ท่าเรือแทน”

 

                        เสียงพูดขุ่นๆ พร้อมหน้าตาบูดบึ้งนั้น ทำให้โสภิญาต้องจ้องเขาอย่างพินิจ

 

                        “ดูเหมือนคุณไม่ชอบใจที่สักวันจะต้องหยุดเดินเรือ”

 

                        ถามแล้วจ้องเขาเขม็ง เห็นธนาธรถอนใจ ก่อนจะจ้องมองเธอตรงๆ

 

                        “ฉันมีแม่ที่สวยงามอ่อนโยน ท่านเป็นทุกข์แล้วก็กังวลใจมาก เวลาที่ฉันออกทะเล ท่านกลัวไปสารพัด กลัวว่าเรือจะจม กลัวฉันจะตาย กลัวถูกโจรสลัดฆ่าเอา นั่นแหละเหตุผลทั้งหมดที่ฉันต้องหยุด ท่านเป็นผู้หญิงคนเดียวที่ฉันจะรักและให้เกียรติ พร้อมจะทำให้มีความสุขเสมอ”

 

                        กรุงเอ่ยถึงมารดาด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนไม่รู้ตัว ก่อนจะออกจากภวังค์ จ้องมองสตรีตรงหน้าอีกครั้งเมื่อเสียงหวานดังขึ้น

 

                        “แล้วแฟนคุณล่ะคะ?” เอ่ยไปก็แทบกัดลิ้นตัวเอง เมื่อดวงตาคู่หวานคมเป็นเอกลักษณ์ตวัดมองตนยุ่งเหยิง

 

                        “ฉันยังโสด ตั้งแต่จำความได้ไม่เคยมีแฟนสักที”

 

                        เสียงตอบห้วนๆ พร้อมตาขุ่นๆ นั้นทำให้โสภิญาหน้าแดงก่ำ สายตาเขาทำให้เธอรู้สึกอับอายว่าซอกแซกละลาบละล้วงโดยไม่ต้องมีคำพูด

 

                        “ฉ...ฉะ...ฉันขอโทษค่ะที่ก้าวก่าย ต..ตะ...แต่คุณเป็นคนพูดเองว่าผู้หญิงหลายคนชมคุณในเรื่องอย่างว่า ฉันก็เลยคิดว่าคุณมีแฟนแล้ว”

 

                        เอ่ยเท่านั้นก็ได้ยินเขาถอนใจอีก หญิงสาวเม้มปากแน่นเมื่อเขามองตนด้วยสายตาสมเพชเวทนา

 

                        “ปัดโธ่เอ๊ยสาวน้อย ความจัดเจนในอาชีพของเธอหายไปพร้อมกับความจำหรือไงนะ ตอนนี้มันเหมือนกับว่าฉันคุยอยู่กับเด็กไร้เดียงสา คุยกับทารกอ่อนเยาว์ในเรื่องเพศสัมพันธ์ไม่มีผิดเลย”

 

                        เจอต่อว่าตรงๆ พร้อมสีหน้ารำคาญหน่อยๆ โสภิญาก็เงอะงะ หญิงสาวบีบมือตัวเองแน่น แต่ไม่นานดวงตาคู่สวยก็สลดวูบ

 

                        “ถ้าความจำมันหายไปพร้อมกับรอยมลทินที่เคยมีมันก็ดีสิคะ ถึงฉันจะจำอะไรไม่ได้เลย แต่ฉันก็พอรู้ว่าผู้หญิงมีครั้งเดียวเท่านั้น”

 

                        เอ่ยจบก็ใจหาย เมื่อเห็นหน้าสวยหวานเกินชายมองมาอย่างเกรี้ยวกราด แล้วก็ขวัญบินกับคำพูดถัดไปของเขา

 

                        “เธอจะมาทำหน้าเศร้าโศกเสียใจอะไรนักหนา ถ้ารับอาชีพโสเภณีของตัวเองไม่ได้ก็อย่ากลับไปทำอีก ผู้หญิงที่เคยเป็นโสเภณีแล้วเลิกอาชีพนี้ เพื่อไปมีชีวิตปกติ มีครอบครัว มีความสุขถมเถไป เธอออกสวย ดูสะอาดสะอ้าน มองยังไงก็ไม่เหมือนโสเภณีสักนิด ฉันว่าคงมีผู้ชายหลายคนหรอกนะ ที่พร้อมจะสร้างครอบครัวกับเธอ อย่าว่าแต่ใครเลย ถึงตัวฉันเองก็เถอะข่มใจไม่แตะต้องเธอก็หลายหน”

 

                        “แต่ก็ไม่มากพอที่จะสร้างครอบครัว ประกาศตัวเป็นผัวเมียกันใช่ไหมคะ”

 

                        เสียงเศร้าต่อชะตากรรมตัวเองนั้นทำให้กรุงชะงัก จ้องหน้าอีกฝ่ายนิ่ง ก่อนพูดเครียดๆ

 

                        “ฉันไม่เคยยึดผู้หญิงคนไหนไว้เลย ไม่เคยออกปากจะดูแลใครเป็นพิเศษ ที่ออกปากว่าจะเลี้ยงเธอตั้งแต่ครั้งแรกที่เห็น ก็เพราะเห็นว่าเธอสวยน่ารัก รูปร่างถูกใจดี แต่ถ้าเธอคิดว่าฉันไม่ต้องการแต่งงานกับเธอ เพียงเพราะว่าเธอเป็นโสเภณีละก็ เธอเข้าใจผิด”

 

                        กรุงเอ่ยแล้วเม้มปากแน่น เมื่อเห็นอีกฝ่ายบีบมือไปมา เขาไม่ชอบกิริยาแบบนี้เลย มันเหมือนพวกเก็บกดยังไงไม่รู้

 

++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

จบตอน

 

 

                       

 

                                                

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

34 ความคิดเห็น