เลขายอดรัก (ซีรีย์ชุดทะเลใจ)

ตอนที่ 5 : บทที่ 2 (2)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 701
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 4 ครั้ง
    4 เม.ย. 58

บทที่ (2)

                        ช้าวันใหม่ หลังจากข่าวเรื่องผู้หญิงของอลงกตมาอาละวาดภายในบริษัทแพร่สะพัดไปไกลแล้วนั้น ทั้งปนิดาและอลงกตต่างก็พากันมานั่งตัวลีบอยู่เบื้องหน้าบิดาของเขา

 

                        “ตกลงตามนี้นะเจ้ากต แกย้ายไปอยู่โรงแรมที่โน่นซะ”

 

                        พอท่านผู้อำนวยใหญ่กล่าวเท่านั้น ปนิดาก็รีบลุกขึ้นขอตัวไปเอาน้ำมาให้ท่านดื่มทันที คิดในใจว่างานนี้อลงกตเสร็จแน่ เพราะท่านตั้งใจมาชำระความเรื่องเมื่อวานนี้โดยเฉพาะเลย อลงกตนั้นถึงจะเกเร เสเพลบอย ลอยไปลอยมาขนาดไหน แต่ก็ยังมีดีอยู่บ้างตรงที่รักและเคารพบิดาสุดๆ

 

                        “แต่ป๋าครับ ผมยังไม่อยากย้าย” อลงกตรีบบอกบิดาทันที เมื่อปนิดาลุกออกไป

 

                        “ไม่ได้นะเจ้ากต เกิดเรื่องขนาดนี้ แกปล่อยให้ผู้หญิงมาตีกันถึงในออฟฟิศตัวเอง จะไม่ย้ายได้ยังไง ลูกน้องได้พากันหัวเราะเยาะตาย ต่อไปใครเขาจะมาเชื่อถือแกอีกล่ะ กับอีแค่ผู้หญิงในกรุแค่สองคน แกยังเอาเขาไม่อยู่เลย”

 

                        “โธ่ป๋าครับ เราเป็นเจ้านายจ่ายเงินเดือนให้เขา ใครจะกล้ามาว่าเราล่ะ”

 

                        คำพูดนั้น ทำให้บิดาเขานิ่งขรึมลง มองอลงกตจริงจัง ก่อนจะถอนหายใจออกมาอย่างเครียดๆ

 

                        “อย่าให้รื้อฟื้นนะเจ้ากต แกไม่เคยเข็ดเลยใช่ไหม จำเรื่องมาริสาได้หรือเปล่า ที่วางแผนลักพาตัวคุณฟางไปน่ะ แล้วสุดท้ายเป็นยังไงบ้าง มีแต่ความสูญเสีย เมื่อไรแกจะเอาตัวรอดเรื่องผู้หญิงได้ซะที คนที่เขาดีๆ แกก็ไม่เคยเลือกไม่เคยแล สนใจแต่ผู้หญิงบ้าบอก๋ากั่นไร้สติ”

 

                        พอบิดากล่าวจบ อลงกตก็หน้าสลดขึ้นมาทันใด อดีตอันเลวร้ายเริ่มผุดขึ้นมา มันก็จริงผู้หญิงที่เขาคบหาต่างก็ร้ายและสร้างปัญหา แต่ผู้หญิงดีๆ ก็ไม่มีใครกล้าคบกับเขา อย่าว่าแต่ตัวของผู้หญิงเลย แค่เขาโฉบไปทักทายพูดคุยด้วย พอพ่อแม่คุณเธอเหล่านั้นเห็นเข้า ก็รีบเอาลูกสาวเขาถอยห่างไป ในเมื่อคนดีๆ ไม่ยอมคบด้วย เขาก็ต้องคบกับผู้หญิงที่มีนิสัยกินเที่ยวใจถึงแบบเขา แล้วผู้หญิงพวกนี้ก็อารมณ์แรง โมโหร้าย ทำอะไรไม่มีขอบเขต ไร้สติยั้งคิดกันทั้งนั้น

 

                        “ย้ายก็ได้ครับป๋า เฮ้อ!

 

                        การสนทนาของสองพ่อลูกต้องหยุดลง เมื่อปนิดายกน้ำมาเสิร์ฟให้บิดาของอลงกต

 

                        “นั่งก่อนสิหนูปอย พอดีฉันมีธุระจะคุยกับหนูอยู่เหมือนกัน”

 

                        ปนิดาชะงัก แล้วชี้นิ้วเข้าหาตนอย่างกังขา จากนั้นก็ขยับแว่นอันโตให้เข้าที่เข้าทาง

 

                        “หนูนั่นแหละ ไม่ผิดคนหรอก นั่งลงตรงข้างๆ เจ้ากตนั่นแหละ”

 

                        พอท่านย้ำแบบนั้น ปนิดาก็พยักหน้าหงึกหงัก ค่อยๆ นั่งลงอย่างว่าง่าย แล้วหันไปทางอลงกต จากนั้นทั้งสองคนก็หน้าตูม สะบัดหน้าหนีกันอย่างพร้อมเพรียง

 

                        “หนูปอย ถ้าจะต้องย้ายไปอยู่ที่โรงแรมแดนสรวงกับเจ้ากต หนูจะมีปัญหาอะไรไหม?”

 

                        “อะไรนะครับป๋า ยัยนี่หรือ?”

 

                        อลงกตร้องออกมาอย่างตกใจ แล้วหันไปจ้องปนิดาราวกับหล่อนเป็นสัตว์ประหลาดพันล้านปี

 

                        “ป๋ายังจะให้ผมหนีบยัยนี่ไปทำร้ายตัวเองอีกหรือครับ? ผมไม่เอา ผมจะเอาเลขาฯ ใหม่ เลขาฯ ที่สวยๆ เลขาฯ ที่ทันสมัยกว่ายัยปอยนี่ ถ้าป๋าจะให้ยัยคนนี้ไปกับผมด้วย จะต้องให้ตามไปเป็นคนรับใช้ของผมเท่านั้น”

 

                        “หยุดเดี๋ยวนี้นะเจ้ากต!

 

                        บิดาอลงกตยกมือปรามบุตรชายไม่ให้พูดต่อ จากนั้นก็ถอนใจ มองบุตรชายที่หน้าเหมือนภรรยาที่ล่วงลับไปราวกับพิมพ์อย่างเหนื่อยหน่าย ดื้อรั้นเอาแต่ใจเหมือนสมัยตอน 5-6 ขวบไม่มีผิด ต่างก็แต่ร่างกายที่ใหญ่โตขึ้นเท่านั้น เขาผิดเองที่เลี้ยงลูกไม่เป็น เห็นว่ากำพร้าแม่เลยตามใจไปเสียทุกอย่าง แต่ครั้งนี้คงไม่แล้วล่ะ ไม่อย่างนั้นอลงกตคงไม่โต เอ้อระเหยลอยชายกระทั่งแก่ตายไปเลยล่ะมั้ง

 

                        “เจ้ากตแกฟังฉันบ้าง ฉันอาบน้ำร้อนมาก่อนแก ความจริงแล้วหนูปอยเขาก็ไม่มีอะไรเสียหาย เด็กพึ่งจบมาใหม่ๆ แกจะให้เขาคล่องแคล่วไปเสียทุกอย่าง มันเป็นไปไม่ได้ ทุกคนต้องฝึกฝนและเรียนรู้กันทั้งนั้น แกต้องรู้จักให้โอกาสคนบ้างสิ”

 

                        “ผมเกลียดแว่นตาของยัยปอย ยัยนี่ไม่ยอมเปลี่ยนมาใส่คอนแท็กเลนส์สักที แม้ผมจะซื้อให้แพงขนาดไหนก็ตาม ยัยผู้หญิงไม่รู้จักคุณค่าของสิ่งของ”

 

                        “ไอ้แว่นตามันมาเกี่ยวอะไรกับหน้าที่การงานของเขาเล่าเจ้ากต แกหยุดเถียงข้างๆ คูๆ แล้วฟังฉัน”

 

                        พอบิดากล่าวจบ อลงกตก็หน้าตูม แถมดวงตาคมยาวรียังแอบชำเลืองไปมองปนิดาที่กำลังทำหน้างงอยู่อย่างขุ่นเขียวอีก

 

                        “หนูปอยเขาก็มีดีของเขานะ แล้วเป็นความดีอย่างที่หาได้ยากมากด้วย เขาไม่เคยนิ่งดูดาย เมื่อเกิดเรื่องเกิดราวเลยสักครั้ง อย่างเหตุการณ์ที่เกิดเมื่อครั้งล่าสุดนี้ เขาก็ช่วยแกไว้ไม่ใช่หรือ? หรือว่าแกจะเถียงฉันว่าหนูปอยเขาไม่ได้ทำอะไรเลย”

 

                        อลงกตฟังบิดาชื่นชมปนิดาแล้วชำเลืองมองหล่อน เห็นอีกฝ่ายยิ้มแฉ่ง ทำทีเป็นพยักพเยิดกับบิดาเขาด้วยสีหน้าภาคภูมิใจก็ชักขัดตา ยัยแว่นนี่ไม่เบาเลยจริงๆ เห็นเฉิ่มๆ เบ๊อะๆ แบบนี้เถอะ นิสัยขี้ประจบใช่เล่น อลงกตคิดอย่างหมั่นไส้ปนิดาขึ้นมาทันใด เอ! จะว่าไป มันก็ดีเหมือนกันนะ ถ้ายัยสี่ตาแว่นโบราณเต่าล้านปีนี้จะได้ไปอยู่กับเขาขึ้นมาจริงๆ เมื่อถึงเวลานั้นก็จะไม่มีใครให้ท้ายหล่อน ทีนี้แหละเขาจะได้คิดบัญชีแค้นให้สาสมเลย ข้อหาที่ชอบเบ๊อะ ทำอะไรให้เขาเจ็บตัวและเสียหน้าอยู่เรื่อย

 

                        “ถ้าป๋าเห็นว่าเขาดี ผมก็ไม่ขัด”

 

                        อลงกตกล่าวรับคำง่ายๆ ทั้งที่ก่อนหน้านั้นไม่เห็นด้วยมาแต่ต้น บิดามองเขานิ่ง แต่ไม่ได้กล่าวอะไร หันไปสนทนากับปนิดาแทน

 

                        “ว่าแต่หนูปอย หนูจะมีปัญหาอะไรไหม ถ้าต้องย้ายไปพร้อมๆ กับเจ้ากต”

 

                        พอถูกยิงคำถามใส่แบบนั้น ปนิดาก็มองผู้อำนวยการใหญ่ด้วยสีหน้าไม่สบายใจนัก

 

                        “เอ่อ ปอยเกรงว่าอาจจะไปไม่ได้น่ะค่ะ เพราะว่า............”

 

                        ชี้แจงไม่ทันจบดี เสียงอลงกตก็แทรกขึ้นมาเสียก่อน

 

                        “อะไรไม่ได้ล่ะยัยปอย ก็ฉันยอมให้เธอไปด้วยแล้วนี่นา มันจะมีอะไรไม่ได้อีกเล่า”

 

                        อลงกตกล่าวอย่างขัดใจที่ถูกเลขาฯ เฉิ่มๆ เชยๆ ทำท่าจะปฏิเสธตน

 

                        “เจ้ากต แกก็อย่าพึ่งขัดสิ! ให้หนูปอยเขาพูดให้จบก่อน”

 

                        ผู้อำนวยการใหญ่ปรามเสียงเข้ม แล้วหันไปมองปนิดาด้วยสายตาอ่อนโยน

 

                        “ทำไมถึงไปไม่ได้ล่ะหนูปอย หนูมีปัญหาอะไรหรือเปล่า?”

 

                        “ค่ะ ปอยไม่สะดวกจริงๆ อย่างไงต้องขอโทษผู้อำนวยการด้วยนะคะ”

 

                        ปนิดากล่าวพร้อมพนมมือไหว้บุรุษสูงวัยที่มีน้ำใจไมตรีต่อเธอเสมอมา

 

                        “คือน้องชายของปอยจะมาเรียนที่นี่น่ะค่ะ ปอยเลยไม่สามารถไปไหนได้ เพราะจะต้องอยู่ดูแลน้อง”

 

                        “อ๋อ! ปัญหานี้เอง” ผู้อาวุโสพยักหน้า ส่งยิ้มให้ปนิดาอย่างอ่อนโยน ผิดจากลูกชายนักที่ชอบข่มขู่ ข่มเหง โวยวายใส่เธอตลอด

 

                        “เอาอย่างนี้นะ หนูปอยไม่ต้องเกรงใจฉัน ถือว่าเราช่วยๆ กันไป ฉันอยากให้หนูไปกับเจ้ากตจริงๆ อย่างน้อยก็ช่วยดูพฤติกรรมของเจ้ากตให้ฉันหน่อย พอเห็นมันทำอะไรผิดปกติ ผิดที่ชาวบ้านธรรมดาๆ เขาทำกัน หนูก็รีบมารายงานฉันทันที ส่วนน้องชายของหนูน่ะ ฉันจะให้มาอยู่ที่บ้านฉันเอง จะดูแลเขาให้แทน เพราะฉันเองก็ไม่ไว้ใจใครจริงๆ นอกจากหนู ที่พอจะมีขอบเขตด้านศีลธรรมสูงหน่อย เพราะถ้าเป็นคนอื่น ไปอาศัยไหว้วานให้เป็นหูเป็นตา ก็คงจะเผลอไปเห็นดีเห็นงามกับเจ้ากตมันหมด”

 

                        “เต่าล้านปีน่ะสิ อะไรๆ ก็ไม่เคยรับได้สักอย่าง”

 

                        บิดาเขายังกล่าวไม่จบดี อลงกตก็แทรกขึ้นมา แถมยังเบ้ปากให้ปนิดาอีกด้วย ทำให้หญิงสาวหน้าตูม พอเห็นอลงกตทำหน้าท้าทาย แอบยักคิ้วหลิ่วตาให้เท่านั้นก็ฮึดสู้ หันไปมองบิดาเขาด้วยแววตาเด็ดเดี่ยว

 

                        “ก็ได้ค่ะ ปอยจะไปกับคุณกตตามที่ท่านต้องการ”

 

                        พอรับปากไปแล้วก็แทบกัดลิ้นตนเอง นึกถึงอนาคตที่ต้องถูกอลงกตจิก ทึ้ง ใช้ สับโขกสารพัด เขาไม่มีวันปรานีเธอแน่ แล้วที่นั่นก็ไม่มีคนคอยปกป้องเธอเหมือนที่นี่ด้วยสิ ถูกเขากลั่นแกล้งรังแกขึ้นมา เธอจะวิ่งไปหาใคร คิดแล้วปนิดาก็ใจฝ่อ แต่จะทำยังไงได้ ในเมื่อเธอได้รับปากบิดาผู้แสนดีของเขาไปเสียแล้ว

 

                        “ถ้าอย่างนั้นตกลงตามนี้นะทั้งสองคน เตรียมตัวย้ายไปที่โรงแรมแดนสรวงในอาทิตย์ที่จะมาถึงนี้ได้เลย”

 

                        “ฮ้า!” คราวนี้ทั้งคู่ร้องออกมาพร้อมกันทีเดียว หันไปมองหน้ากันเลิ่กลั่ก

 

                        “อาทิตย์หน้าเลยหรือ!” ทั้งอลงกตกับปนิดากล่าวออกไปอย่างพร้อมเพรียง เกิดปรองดองกันขึ้นมากะทันหัน

 

                        “ใช่แล้วเจ้ากต! อาทิตย์ที่จะถึงนี้แหละ ฤกษ์งามยามดีที่สุด ขืนช้ากว่านี้พวกผู้หญิงของแกไหวตัวทัน เป็นได้ตามไปป่วนกันอีก ทีนี้แหละชาตินี้ทั้งชาติงานการไม่เป็นอันทำ” บิดาเขากล่าวย้ำ พร้อมกับมองหน้าอลงกตนิ่ง

 

                        “และที่สำคัญระยะเวลาหนึ่งอาทิตย์ที่จะถึงนี้ แกต้องเตรียมตัวรับตำแหน่งประธานฯ ของที่นั่นด้วย เพราะโรงแรมนั้นมันเป็นของเรา ไม่ใช่แค่หุ้นส่วนแบบโรงแรมนี้”

 

                        อลงกตฟังคำบิดาแล้วเข่าอ่อนทันที เขายังไม่อยากเป็นประธานฯ เขายังไม่อยากขึ้นแท่นผู้บริหารเต็มตัว เขาอยากจะเป็นพี่กต หรือคุณกตของสาวๆ สวยๆ ตอนนี้เขายังไม่พร้อมจะรับผิดชอบอะไรทั้งสิ้น เขาไม่อยากเป็นเหมือนเมธัสที่ต้องคอยเก๊กมาดขรึมไปวันๆ โดยไม่ยอมยิ้มให้ใครหน้าไหนทั้งนั้น นอกจากลูกและเมียของตัวเองอย่างเดียว

 

                        “ป๋า ไม่เอาหรอก ผมยังไม่พร้อม ผมยังไม่อยากเป็นประธานฯ แก่ๆ ผมไม่อยากเป็นเหมือนนายเมธัสที่คอยแต่เก๊กหน้าเข้มทั้งวัน โธ่เอ๊ย ไอ้ผีดิบ!

 

                        “ก็ดีไม่ใช่หรือเจ้ากต! เป็นแบบเมธัสได้เมียสวยดีออก แกไม่ชอบหรือไงคุณฟางน่ะ เห็นแต่ก่อนร่ำๆ จะแต่งงานกับเมียชาวบ้านเขาอยู่นี่นา”

 

                        คำแซวของบิดา ทำให้อลงกตสะอึกไปทีเดียว สักพักก็หันไปมองปนิดาอย่างพาลๆ

 

                        “มันหน้าอายนะป๋า ที่ประธานหน้าตาหล่อเหลาแบบผมนี่จะต้องมีเลขาฯ สุดเชยสี่ตาแบบยัยนี่”

 

                        อลงกตไม่กล่าวเฉยๆ แต่ชี้ไปทางปนิดาอย่างกล่าวโทษ ทำให้ปนิดาอดที่จะถลึงตาใส่เขาไม่ได้

 

                        “เมื่อไรเธอจะเลิกใส่แว่นอันนี้เสียทียัยเบ๊อะ?”

 

                        คำถามของอลงกตไม่ได้รับคำตอบ นอกจากอาการหน้าตูมและกิริยาสะบัดหน้าหนีอย่างมีแง่งอนของคนที่ถูกตั้งคำถาม เท่านี้เขาก็สบายใจแล้ว ที่ตนสามารถทำให้แม่ครูป้าปอยมีโมโหได้ อลงกตค่อยๆ เอนกายลง แล้วผิวปากนั่งยิ้มกริ่มอารมณ์ดีอยู่เพียงลำพัง แม้ว่าการย้ายที่ทำงานและการแบกรับตำแหน่งใหม่จะไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เลย แต่จะกลัวอะไรในเมื่อเขามีเงิน มีตำแหน่ง ใครๆ ก็ต้องเคารพยกย่องอยู่แล้ว

 

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

จบตอน

 

 

                       

 

                       

 

                                                

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 4 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

27 ความคิดเห็น