เลขายอดรัก (ซีรีย์ชุดทะเลใจ)

ตอนที่ 3 : บทที่ 1 (2)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 903
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 3 ครั้ง
    2 เม.ย. 58

 

บทที่ (2)

 

                        “ฮึ่มๆ คันไปหมดเลย กรรมของฉันจริงๆ ที่ต้องมาอยู่กับเธอยัยปอย”

 

                        เมื่อถึงห้องน้ำได้ อลงกตก็บ่นออกมาหน้าบูด จัดการถอดเสื้อผ้าที่เลอะคราบกาแฟออกไปจากร่างเพรียวสมส่วน กำลังจะถอดกางเกงชั้นในอยู่แล้ว ก็ต้องสะดุ้งโหยง แก้วหูลั่นเปรี๊ยะ เมื่อได้ยินเสียงกรี๊ดๆ ของผู้หญิงดังลั่นห้องน้ำ

 

                        "ปนิดา!"

 

                        เรียกออกไปเสียงตกใจ ทำอะไรไม่ถูก เมื่อพบเลขาฯ แม่ครูป้าปอยของตนปรากฏกายอยู่ในห้องน้ำเดียวกันกับเขา หล่อนกำลังหลับหูหลับตาร้องกรี๊ดๆ ในขณะที่เขาอยู่ในสภาพเฉียดอนาจาร ไม่สิคงอนาจารเป็นที่เรียบร้อยแล้วสำหรับหล่อน ไม่อย่างนั้นปนิดาคงไม่หน้าซีดตัวสั่นราวกับคนที่เพิ่งทำผิดศีลมาขนาดนี้หรอก แล้วเขาก็ตาเหลือก เมื่อได้ยินเสียงเคาะประตูห้องน้ำหนักๆ

 

                        "คุณปอยครับ คุณปอย เป็นอะไรหรือเปล่าครับ คุณปอย ผมรปภ.เองนะครับ เกิดอะไรขึ้นครับคุณปอย คุณปอยครับ ผมจะพังประตูเข้าไปแล้วนะครับ "

 

                        สิ้นเสียงเรียกของรปภ.เท่านั้น อลงกตก็รีบกระโจนเข้าหาปนิดาทันที พอถึงตัวได้ก็ตะปบไปที่ปากของหล่อนเป็นอันดับแรก จากนั้นก็กระซิบไปที่หูด้วยเสียงเข้ม

 

                        "ชู่ว์ อย่าร้องสิยัยเบ๊อะ เงียบเดี๋ยวนี้เชียว เธอนี่มันหาเรื่องแท้ๆ เดี๋ยวคนเขาก็รู้กันพอดีว่าฉันอยู่ในห้องน้ำกับเธอ เวรแท้ๆ เลย แล้วนี่เธอเข้ามาในห้องน้ำส่วนตัวของฉันทำไมกัน ยัยป้าปอย?"

 

                        ปนิดาตาเหลือก ร้องอึกอักพูดไม่ออก ได้แต่อ้าปากหวอ ตาเบิ่งกว้าง เมื่ออลงกตเข้าถึงตัวเธอในสภาพเกือบเปลือย หัวใจของหญิงสาวจะวายตายเสียให้ได้ เกิดมายังไม่เคยใกล้ชิดกับผู้ชายคนไหน ในสภาพหมิ่นเหม่และลามกที่สุดในสายตาของเธอแบบนี้มาก่อนเลย

 

                        "เดี๋ยวฉันจะเอามือออกแล้วนะ แล้วเธอก็บอกกับน้ารปภ.ไปว่า ไม่มีอะไรทั้งนั้น เข้าใจไหม! ยัยป้าปอย"

 

                        อลงกตติวเลขาฯ สุดเฉิ่มของตนเสียงเข้ม พอเห็นปนิดาพยักหน้าหงึกหงักก็เบาใจ มือเรียวขาวนุ่มนิ่มจนผู้หญิงอิจฉาค่อยๆ ปล่อยให้ปนิดาเป็นอิสระ แต่ไม่นานก็แทบบ้า กรอกตาไปมาอย่างเหลืออด เมื่อจู่ๆ แม่ครูแก่ป้าปอยก็ร้องกรี๊ดๆ ขึ้นมาอีกครั้ง หล่อนตาค้าง ปากคอสั่น จ้องกางเกงชั้นในสีขาวของเขาตาเป๋ง

 

                        “ให้มันได้อย่างนี้สิยัยเบ๊อะ ขนาดเตี๊ยมกันไว้แล้วนะ”

 

                        ชายหนุ่มพูดเสียงลอดไรฟัน รีบเอามืออุดปากปนิดาอย่างว่องไว เมื่อรปภ.ที่อยู่ด้านนอกเคาะประตูถี่ๆ

 

                        "คุณปอยครับ เป็นอะไรหรือเปล่าครับ ผมจะเริ่มนับ 1-10 แล้วนะครับ ถ้าคุณปอยไม่ตอบ ผมจะพังเข้าไปทันทีเลยนะครับ นับ 1 นับ 2 นับ 3"

 

                        “อือๆๆๆ ” ปนิดาร้องอย่างตกใจ พยายามดิ้นให้หลุดจากเงื้อมมืออลงกต

 

                        “อยากให้คนเอาไปพูดว่าเราอยู่ในห้องน้ำด้วยกันไหม” อลงกตถามอีกฝ่ายเสียงกระซิบหน้าตาเดือดดาล เห็นปนิดาส่ายศีรษะหวือ

 

                        “ดีมาก! งั้นเธอก็ต้องร่วมมือกับฉัน เข้าใจไหมยัยเบ๊อะ!

 

                        สิ้นคำพูดนั้นก็เห็นปนิดาพยักหน้าหงึกหงัก อลงกตจึงยิ้มอย่างมีชัย เมื่อเห็นดวงตาโตๆ แววตาซื่อๆ มองลอดผ่านแว่นตาโตๆ ที่เขาเห็นว่ามันเป็นแว่นเชยเฉิ่มบรม โบราณเต่าล้านปี

 

                        "บอกออกไปว่าที่เธอร้อง ก็เพราะว่าตกใจที่เห็นแมลงสาบ"

 

                        อลงกตพูดกึ่งบังคับ ค่อยๆ ปล่อยมือจากปนิดาช้าๆ เห็นอีกฝ่ายยังปากคอสั่นๆ มองเขาหวาดๆ ก็ถลึงตาใส่ นั่นแหละอีกฝ่ายจึงยอมทำตามคำสั่ง

 

                        "เอ่อ! ไม่มีอะไรหรอกค่ะคุณน้ารปภ. ปอยแค่ตกใจที่เห็นแมลงสาบเท่านั้นค่ะ เอ่อ..คือปอยกลัวแมลงสาบ"

 

                        "ตกลงไม่มีเป็นอะไรจริงๆ นะครับคุณปอย คุณปอยแน่ใจนะครับ"

 

                        พอเจอคำถามนี้ปนิดาก็อึกอัก หันไปทางอลงกตอย่างหารือ เห็นเขาพยักหน้าให้อีกครั้ง ก็ตะโกนออกไป

 

                        "ค่ะ ปอยไม่เป็นอะไรจริงๆ เชิญน้ารปภ.ตามสบายเถอะค่ะ ปอยแค่ตกใจเท่านั้นเอง"

 

                        พอปนิดาพูดจบ เสียงหน้าห้องก็เงียบไป สักพักทั้งสองคนก็รีบวิ่งไปที่ประตู เพื่อแนบหูฟังเสียงคนที่อยู่ด้านนอกกันอย่างพร้อมเพรียง

 

                        "เฮ้อไปซะที"

 

                        อลงกตกล่าวออกมาอย่างโล่งใจ ปนิดาจึงถอนหายใจตามบ้าง แล้วก็หันไปจ้องอลงกตจริงๆ จังๆ อีกครั้ง แต่พอก้มต่ำลงไปเห็นกางเกงชั้นในสีขาวของเขาเท่านั้น ก็รีบยกมือปิดหน้าตะเบ็งเสียงกรี๊ดๆ ออกมาอีกครั้ง

 

                        "ว้าย! คนบ้า ผีเปรต ผีทะเล ชีเปลือย ฮือๆ เป็นกุ้งยิงหมดแล้ว"

 

                        ต่อว่าไปรัวเป็นชุดๆ เท่านั้นเองก็มีเสียงเคาะประตูดังมาถี่ๆ อีกหน

 

                        "คุณปอยครับ ผมจะพังประตูเข้าไปเดี๋ยวนี้เลยนะครับ?"

 

                        สิ้นเสียงของรปภ.ก็มีเสียงกระแทกประตูปังๆ ตามมาทันที คราวนี้ทั้งปนิดาและอลงกตต่างหันมามองกันอย่างพร้อมเพรียง

 

                        "อย่านะคะ อย่าเปิด!" ปนิดาร้องออกไปเสียงตื่นๆ อลงกตได้สติ รีบเดินไปคว้าเสื้อผ้ามาสวม ปากก็บงการปนิดาไปด้วย

 

                        "บอกไปว่าเธอทำธุระส่วนตัวอยู่ ห้ามเปิดเข้ามาเป็นอันขาด"

 

                        "อย่าเปิดนะคะ ปอยทำธุระส่วนตัวอยู่ โป๊อยู่นะคะ อย่าเปิด"

 

                        ร้องออกไปเท่านั้นเสียงประตูก็เงียบลง ถอนหายใจโล่งอกเมื่อหันไปเห็นอลงกตอยู่ในสภาพเรียบร้อยแล้ว แต่ก็อดหน้าร้อนไม่ได้ เมื่อภาพเกือบเปลือยของเจ้านายหนุ่มเมื่อครู่นี้ยังติดอยู่ในหัวเลย

 

                        "ไปดูสิว่าน้ารปภ.ไปหรือยัง"

 

                        อลงกตสั่งการ มือก็รัดเข้มขัดไปพลาง ปนิดาพยักหน้าหงึกหงัก จากนั้นก็ค่อยๆ แง้มประตูออกไปมองซ้ายมองขวา เห็นว่าไม่มีใครสักคน ก็หันกลับไปมองเขาตาเป๋ง ไม่นานก็คอย่นเมื่อโดนทำหน้าหงุดหงิดใส่

 

                        "โธ่เอ๊ยยัยเซ่อ จะยืนจ้องหน้าฉันอยู่อีกนานไหม ข้างนอกมีคนหรือเปล่า ถ้าไม่มีก็รีบออกไปเสียทีสิ จะรอให้น้ารปภ.ตามแม่บ้านมาฆ่าแมลงสาบให้เธอหรือไงกันเล่า ไปออกไปได้แล้วยัยเบ๊อะ”

 

                        อลงกตไม่กล่าวเพียงอย่างเดียว แต่เดินไปผลักประตูให้เปิดกว้าง ปนิดาเลยลุกลี้ลุกลนหลีกทางให้ ก่อนที่เขาจะดุจะเอ็ดตั้งฉายาให้เธอเสียๆ หายๆ มากกว่านี้ แต่ด้วยความที่รีบร้อนมากจนเกินไป แข้งขาก็เลยพันกันไปหมด สุดท้ายหญิงสาวก็เสียหลักสะดุดเท้าของตนเองเข้าจนได้

 

                        "ว้าย!"

 

                        ปนิดาร้องออกมาอย่างตกใจ อลงกตที่อยู่ใกล้ตัวหล่อนที่สุด จึงรีบคว้าเอวหล่อนไว้ ก่อนที่อีกฝ่ายจะล้มลงไปกระแทกพื้น แต่ก็ไม่สามารถช่วยอะไรได้ เมื่อคนที่เขาจับไว้กลับเสียหลักมาเตะขาของเขาเฉยเลย ทำให้อลงกตที่ยังไม่ทันได้ตั้งตัวต้องเสียหลักล้มลงไปวัดพื้นด้วยกันกับหล่อนอีกหนึ่งคน

 

                        "อุ๊บ!"

 

                        อลงกตร้องออกมาทันที เมื่อโดนศอกของปนิดากระแทกลงมาเต็มๆ ที่อก ส่วนร่างเล็กๆ นั้นก็เกยอยู่บนร่างใหญ่โตของเขา ทั้งสองคนจ้องหน้ากันตื่นๆ ต่อมาอลงกตก็ตะคอกใส่อีกฝ่ายทันที

 

                        "ออกไปสิ! ยัยปอยสี่ตา ตัวหนักอย่างกับช้างอย่างกับม้ามานอนทับฉันอยู่ได้ ถามหน่อยเถอะเมื่อเช้านี้เธอไปกินช้าง กินโค กินกระบือที่ไหนมาน่ะ ลุกๆๆ คิดว่าตัวเองตัวเบาเป็นปุยนุ่นนักหรือไง ลุกไปให้ไวเชียว"

 

                        พอโดนไล่ด้วยสีหน้าฉุนเฉียวแบบนั้น ปนิดาก็หน้างอ พยายามตะกายร่างออกจากคนตัวโต แต่ขยับกายไม่เท่าไรก็สะดุ้งหลับตาปี๋ ผวากอดเขาอีกครั้ง เมื่อได้ยินเสียงผู้หญิงร้องกรี๊ดๆ ลั่น

 

                        “ต๊าย! นี่มันอะไรกันคะพี่กต น้องจ๋าไม่ย้อม! ไม่ยอม! พี่กตกอดผู้หญิงคนอื่น พี่กตนอกใจน้องจ๋า”

 

                        สตรีเสียงแหลมปรี๊ดกล่าวขึ้นอย่างฉุนเฉียว ดวงตาที่แต้มด้วยอายแชโดว์สีชมพูอ่อนมองลงไปที่หนุ่มสาวสองคนที่นอนกอดกันกลมอยู่ที่หน้าห้องน้ำอย่างไม่ค่อยพอใจนัก เท่านั้นเองอลงกตก็รีบผลักปนิดาออกจากร่างเขา แล้วหันไปฉีกยิ้มให้กับสาวสวยชุดสีชมพูสุดหวานอย่างเอาใจ

 

                        “แหะๆ น้องจ๋าจะมาทำไมไม่บอกพี่กตก่อนล่ะครับ”

 

                        สตรีที่ถูกเรียกว่าจ๋าหาสนใจอลงกตไม่ กลับหันไปจ้องปนิดาที่นั่งจุ้มปุ๊ก หลังจากถูกอลงกตผลักออกจากกายตาเขียวปั้ด

 

                        “จ๋าต้องการคำอธิบายค่ะพี่กต ว่าทำไมพี่กตจะต้องลงไปนอนกอดกับแม่นี่จนกลมดิกแบบนี้ด้วย มันจะอะไรกันนักหนา แม้แต่ห้องน้ำก็ยังไม่เว้น”

 

                        สาวในชุดสีชมพูเอ่ยหน้างอ คราวนี้เจ้าหล่อนตวัดตาอันเขียวปั้ดมาทางอลงกตบ้าง ทำให้เขาต้องยิ้มแหย

 

                        “โธ่น้องจ๋าครับ คิดว่าโกรธอะไร เรื่องแค่นี้เอง”

 

                        อลงกตกตเรียกชื่อสตรีที่มีนามว่าจ๋าเสียงอ่อนหวานง้องอน ค่อยๆ ลุกขึ้นแล้วเดินไปโอบบ่าของอีกฝ่ายอย่างเอาใจ

 

                        “คิดอะไรมากล่ะจ๊ะ จ๋าก็รู้ว่าเลขาฯ พี่กตน่ะซุ่มซ่ามจะตายไป มันเป็นอุบัติเหตุน่ะจ้ะคนดี อย่าบอกนะว่าหวงแม้กระทั่งเลขาฯ”

 

                        เอ่ยไปเท่านั้นก็เห็นจามิกาสีหน้าดีขึ้นมานิด แต่ก็มิวายถูกอีกฝ่ายค้อนปะหลับปะเหลือกให้

 

                        “จ๋าก็ไม่อยากจะคิดมากหรอกค่ะ ถ้าใครบางคนไม่ใช่คนเจ้าชู้ แหมอุบัติเหตุอะไรกันคะ ทำไมพี่กตถึงต้องลงไปนอนกอดกับเขากลมดิกขนาดนั้นด้วย นี่ถ้าจ๋ามาไม่ทันนะ ใครจะไปรู้ สองคนอาจจะทำอะไรกันมากกว่านี้ก็ได้”

 

                        สาวเจ้าพูดเสียงงอนๆ สะบัดไหล่หนีอลงกตเสีย ส่วนตัวต้นเหตุอย่างปนิดานั้นก็ไม่ใส่ใจใครทั้งนั้น มือบางของหญิงสาวคลำสะเปะสะปะเพื่อหาแว่นตาของตนไปเรื่อย

 

                        “อย่าหน้างออย่างนั้นสิจ๊ะน้องจ๋า เดี๋ยวไม่สวยนะคะ มันไม่มีอะไรจริงๆ จ๊ะ เดี๋ยวพี่กตให้เลขาฯ พี่กตไปเอาน้ำส้มมาให้ดื่มดีกว่านะคะคนสวย น้องจ๋าจะได้ใจเย็น ผิวสวยๆ และไม่เครียดไงจ๊ะ”

 

                        อลงกตกล่าวเอาใจ มองหน้าจามิกาตาหวานซึ้ง สักพักก็ตะโกนเรียกเลขาฯ ตัวเอง

 

                        “ยัยปอยๆ ทำไมไม่รู้จักหาน้ำมาให้น้องจ๋าดื่มเสียทีล่ะ ยัยปอยไปเอาน้ำส้มมาให้คุณจามิกาสิ”

 

                        อลงกตกล่าวพร้อมกับหันไปมองปนิดา แล้วก็ขมวดคิ้วมุ่น เพ่งมองอีกฝ่ายจริงจัง เมื่อเห็นปนิดากำลังคลานๆ คลำๆ หาอะไรสักอย่าง

 

                        “ยัยแว่น นั่นเธอทำอะไรของเธอ ลุกขึ้นมา แล้วไปเอาน้ำส้มมาให้คุณจามิกาดื่มเดี๋ยวนี้!

 

                        “เจ้านายอย่ามาเรียกปอยว่ายัยแว่นอีกนะคะ เพราะตอนนี้แว่นของปอยมันหายไปแล้ว”

 

                        “แว่นหายเหรอ?”

 

                        “ก็ใช่น่ะสิคะ แว่นหายไปแล้ว ลองแบบนี้แล้วปอยจะเป็นยัยแว่นอีกได้ยังไง”

 

                        ปนิดาเบะหน้าตอบกลับไปเสียงสั่น มือก็ไม่หยุดควานหาแว่น ระหว่างนั้นก็พล่ามรำพันไปด้วย

 

                        “แว่นอันนั้นมันเป็นสมบัติชิ้นสุดท้ายจากพี่ชายของปอยนะคะ มันเป็นของที่ระลึกเพียงชิ้นเดียวที่ปอยเหลืออยู่ เจ้านายก็รู้ ปอยเคยบอก...”

 

                        “พอๆ หยุดเลย” อลงกตกล่าวพร้อมยกมือปรามปนิดาทันที

 

                        “ไม่ต้องพูดต่อเลยยัยปอย หยุด! เพราะฉันรู้ว่าเธอจะพูดต่อไปว่า แว่นอันนั้นพี่ชายของเธอซื้อให้ก่อนที่เขาจะตายไป มันจะหายไม่ได้ เพราะนั่นคือตัวแทนของพี่เธอ ฉันรู้ๆ ฉันจำมันได้จนขึ้นใจ ฉันฟังเธอพูดแบบนี้ตั้งแต่ตอนที่เลขาฯ คนเก่ายังอยู่ จนกระทั่งตอนนี้ฟางเขาก็ลาออกไปแต่งงาน จนจะมีลูกคนที่สองอยู่แล้ว เธอไม่ต้องพูดต่ออีกทั้งนั้น ทำเป็นฟูมฟายไปได้ ไม่รู้จักอายแขกบ้างหรือไงนะ มาๆ ฉันช่วยเธอหาเอง”

 

                        อลงกตกล่าวจบก็ช่วยปนิดาหาแว่น พบว่ามันอยู่ตรงขาโต๊ะใกล้ๆ หล่อนนั่นเอง จึงหยิบขึ้นมาสวมให้หล่อน ส่วนปนิดาพอได้แว่นเท่านั้นก็กระโจนพรวดเดียวถึงอลงกตทันที ทำให้ทั้งคู่ต้องล้มลงไปนอนกอดกันกลมดิกอีกรอบ

 

                        “โอ๊ะยัยนี่นิ! ตัวหนักอย่างกับช้างกับม้า แล้วยังมาพุ่งชนฉันอีก รีบถอยออกไปเลยไป๊!

 

                        อลงกตเอ่ยพร้อมดันปนิดาออกไป โดยที่แขนยาวๆ ของอีกฝ่ายยังคล้องอยู่ที่คอของเขา ไม่นานปนิดาก็ต้องหน้าเจื่อน ค่อยๆ รู้สึกตัว หญิงสาวคอย่น เมื่อมองลอดแว่นไปเห็นจามิกากำลังมองมาที่เธอและอลงกตด้วยสายตาเอาเรื่อง

 

                        “ขอโทษค่ะคุณจามิกา คือว่าปอยดีใจมากไปหน่อยค่ะ คือว่าแว่นอันนี้มันเป็นแว่นที่ปอยรักมาก แล้วก็ใช้มานานแล้วด้วย” ปนิดาชี้แจงกับจามิกาด้วยเสียงรัวเร็ว หวาดหวั่นกับสายตาของอีกฝ่ายนักหนา

 

                        “ก็ได้! ครั้งนี้ฉันจะยกโทษให้เธอก็แล้วกัน ที่บังอาจลวนลามพี่กตของฉัน แต่ทีหลังอย่าเผลออีกล่ะ”

 

                        “ค่ะคุณจ๋า”

 

                        ปนิดารับคำหน้าเจื่อน ลุกขึ้นเดินตัวลีบเพื่อไปหาน้ำมารองรับจามิกาอย่างรวดเร็ว กระทั่งหล่อนไปลับตาแล้วนั่นแหละ จามิกาจึงหันกลับมาคุยกับอลงกตจริงจัง

 

                        “ซุ่มซ่ามขนาดนี้ ทำไมพี่กตถึงไม่ไล่ออกไปเสียทีล่ะคะ?”

 

                        “ไม่ได้ป๋าสั่งมา ป๋าบอกเลยว่าให้ยัยปอยเป็นเลขาฯ ของพี่คนเดียวเท่านั้น ถ้ารังแกหรือไล่หล่อนออกไป ป๋าก็จะไล่พี่ออกเหมือนกัน”

 

                        พออลงกตอธิบายได้เท่านั้น จามิกาก็อ้าปากหวอ มองไปทางประตูที่ปนิดาเพิ่งก้าวออกไปอีกครั้งด้วยสายตาเหลือเชื่อ

 

                        “แม่นั้นนะหรือคะ เป็นคนโปรดของท่านผู้อำนวยการใหญ่?”

 

                        “ครับ! ไม่ใช่แค่ป๋าของพี่คนเดียวเท่านั้นนะครับ แต่ประธานใหญ่อย่างนายเมธัส รวมทั้งฟารีดาก็ชอบหล่อนมากๆ ด้วย เห็นอย่างงั้นเถอะ จริงๆ แล้วเขาเส้นใหญ่จะตายไป”

 

                        ท้ายๆ อลงกตกล่าวถึงฟารีดาด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลนัก จนจามิกาต้องพินิจมองเขาอย่างระแวง

 

                        “แล้วคุณฟารีดานี่เป็นใครคะ? ทำไมเวลาที่พี่กตพูดถึงเขา จะต้องทำตาเยิ้มขนาดนั้นด้วย”

 

                        คำถามนั้นทำให้อลงกตอึ้งไป แต่แล้วก็ต้องกัดฟันกรอด เมื่อยัยป้าปอยเลขาฯ จอมเบ๊อะอาศัยจังหวะที่เขากำลังมึนตึบอยู่นั้นชิงพูดขึ้นมาเสียก่อน โผล่มาตอนไหนก็ได้เรื่องตอนนั้นเชียว

 

                        “อ้อ! พี่ฟางน่ะหรือคะ พี่ฟางเป็นผู้หญิงที่คุณกตหลงรักมากๆ ค่ะ แต่จริงๆ แล้วพี่ฟางเขาไม่ได้รักคุณกตหรอกนะคะ พี่ฟางเขารักคุณเมธัส และตอนนี้เขาก็ทิ้งคุณกตไปแต่งงานมีลูกกับคุณเมธัสเรียบร้อยแล้ว ปอยว่าคุณจ๋าไม่ต้องกังวลหรอกนะคะ พี่ฟางไม่มีทางแย่งคุณกตไปจากคุณจ๋าอย่างแน่นอนค่ะ ปอยเอาตัวเป็นประกัน”

 

                        เท่านั้นเองอลงกตก็ควันออกหู หันไปกล่าวกับเลขาฯ ของตนเสียงเข้ม

 

                        “ยัยปอย ใครใช้ให้เธอพูดไม่ทราบนี่เธอแอบฟังเจ้านายคุยกันอีกแล้วนะ ที่โรงเรียนไม่เคยสอนเรื่องมารยาทเลยใช่ไหม”

 

                        อลงกตดุปนิดาเสียงเข้ม รู้สึกเสียหน้าไม่น้อยกับคำพูดของหล่อน ไม่นานก็รีบกล่าวแก้

 

                        “หลงรักข้างเดียวอะไรของเธอกันยัยปอย พูดจาเหลวไหลใหญ่แล้วยัยคนนี้ เธอจะไปรู้เรื่องอะไร ระหว่างฉันกับคุณฟางน่ะ ก็คุณฟางเขายังเคยมีโครงการที่จะแต่งงานกับฉันอยู่เลย”

 

                        “ไม่ใช่นะคะไม่ใช่เจ้านายเข้าใจผิดไปใหญ่แล้ว ก็พี่ฟางบอกกับปอยเองแท้ๆ ว่าเขากลัวว่าคุณเมธัสจะเอาลูกไป เลยจำใจต้องรับปากแต่งงานกับเจ้านาย เพื่อที่จะให้เจ้านายมีชื่อเป็นพ่อของลูกเขา คุณเมธัสจะได้หมดสิทธิ์ไป มันก็เท่านั้นเอง ที่พี่ฟางทำแบบนั้นก็เพราะเขาเข้าใจคุณเมธัสผิดต่างหาก พอเขาเข้าใจคุณเมธัสถูกแล้ว เขาก็ไม่คิดจะแต่งงานกับเจ้านายอีก”

 

                        คำอธิบายยาวๆ ที่จี้ใจดำนั้น ทำให้อลงกตแยกเขี้ยวใส่ปนิดาทันที

 

                        “ไปเลยยัยปอย เธอมีงานอะไรก็ไปทำเสียให้เรียบร้อย ไม่ใช่มายุ่งเรื่องของเจ้านายแบบนี้ คอยดูสิ อาทิตย์หน้า ฉันจะยอมเสียเงินเยอะๆ เสียเท่าไรเท่ากัน เพื่อที่จะส่งเธอเข้ารับการอบรมเรื่องมารยาท ทีหน้าทีหลังจะได้ไม่มายุ่งจุ้นจ้านเรื่องของฉันแบบนี้อีก ไปเลยไป มีอะไรก็รีบๆ ไปทำเดี๋ยวนี้เชียว โธ่! ที่ฉันเสียเปรียบนายเมธัสนั้น ก็เพราะว่าฉันน่ะเจอคุณฟางเขาช้าไปต่างหากเล่า พอมาเจอกันมันก็ดันฝากเจ้าเมธัสน้อยไว้ในท้องคุณฟางเขาเสียแล้ว คนอย่างนายกตน่ะเกิดมาพร้อมขนาดนี้ ใครๆ เขาก็อยากได้กันทั้งนั้นแหละ เธอก็รู้ เธอก็เห็นอยู่”

 

                        “พี่ฟางไง ไม่อยากได้คุณกตเลย”

 

                        พอพูดไปแล้วปนิดาสก็ตาโตตกใจ รีบเอามืออุดปากแล้ววิ่งหนีไปทันที ขืนอยู่ต่อไปอีกแม้แต่วินาทีเดียว เจ้านายจอมหลงตัวเองของเธอมีหวังได้ฆ่ากันตายแน่ เฮ้อ! เมื่อไรนะ ไอ้นิสัยปากไม่มีหูรูด พูดจาไม่ยั้งคิดนี้มันจะหายไปจากเธอเสียทีน่า ไปพูดถึงเรื่องพี่ฟางคนสวยต่อหน้าคู่ขารายล่าสุดของอลงกตแบบนั้น เขาก็เสียหน้าแย่สิ รับรองว่าวันนี้ทั้งวัน เธอต้องถูกเขาหาเรื่องพาลใส่ไม่เลิกลาแน่ เฮ้อ!

 

++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

จบตอน

 

 

 

                        

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 3 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

27 ความคิดเห็น

  1. #22 nefertari (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 30 เมษายน 2558 / 16:21
    เป็นเลขาที่น่ารักดีนะ 555+
    #22
    0