เลขายอดรัก (ซีรีย์ชุดทะเลใจ)

ตอนที่ 14 : บทที่ 7 (1) ยิ่งรู้จัก ยิ่งไม่รู้ใจ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 809
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    21 เม.ย. 58

สำหรับนักอ่านท่านใดไม่อยากรอนาน ไม่อยากค้าง สามารถตามไปฟินกันแบบเต็มๆ ในรูปเล่มได้ค่ะ

ราคาปก 229 บาท มีจำหน่ายแล้ววันนี้ที่ร้านหนังสือทั่วไปหรือเว็บไซต์สำนักพิมพ์

http://www.lightoflovenovel.com/showbook.php?bid=22

          ++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

บทที่ 7 (1) ยิ่งรู้จัก ยิ่งไม่รู้ใจ

                        นิดาถอนหายใจเมื่ออลงกตเลี้ยวรถเข้าบ้านพัก เฮ้อ! ถึงบ้านเสียที หญิงสาวรีบเปิดประตูรถลงไป จากนั้นก็รีบจ้ำๆ เข้าบ้าน แต่พอเดินไปถึงกลางสวนเท่านั้น ก็ถูกอลงกตเรียกเอาไว้เสียก่อน

 

                        “อะไรอีกล่ะคะ ฉันง่วงแล้วนะ?” ถามออกไป มองเขาอย่างไม่ไว้วางใจนัก เจ้านายของเธอชอบทำอะไรเหมือนชาวบ้านเขาที่ไหนกัน

 

                        “สนุกไหม?”

 

                        พอได้ยินคำถามนี้ ปนิดาก็มองอลงกตตาขวาง กล่าวออกไปหน้างอนิดๆ

 

                        “ประสาทหรือเปล่า! ถูกคนเอาของเล่นประหลาดวิ่งไล่ขว้างแบบนี้ มีใครเขาสนุกกันบ้างล่ะ?”

 

                        พอเธอโวยกลับไป อลงกตก็ยิ้มอย่างชอบใจ ปนิดาเลยยิ่งทำหน้าหงิกใส่เขามากขึ้น คนบ้าอะไร บ้าได้บ้าดี บ้าถึงขนาดนี้ได้ยังไงก็ไม่รู้

 

                        “ปอยไม่คุยกับคุณแล้ว! ชอบแกล้งกันอยู่เรื่อยเลย กลับห้องไปนอนดีกว่า วิ่งหนีคนบ้าจนเหงื่อท่วมตัวไปหมดแล้ว ผู้ชายอะไรก็ไม่รู้พิเรนทร์ที่สุด!”

 

                        ปนิดาต่อว่าได้เท่านั้นก็หมุนกายเดินไปยังตัวบ้านทันที แต่ก็ต้องร้องออกมาอย่างตกใจ เมื่อจู่ๆ อลงกตก็คว้าเอวเธอเอาไว้ แล้วดึงเข้าหาตัวเขาอย่างรวดเร็ว

 

                        “นี่!”

 

                        หญิงสาวร้องประท้วงได้เท่านั้นก็ถูกอลงกตดึงแว่นออก จากนั้นเธอก็รู้สึกเหมือนโลกหมุนคว้างไปหมด ร่างทั้งร่างเบาโหวงเหมือนลอยอยู่กลางก้อนเมฆนุ่มนิ่ม ไม่นานอลงกตก็หยุดนิ่ง จากนั้นก็ค่อยๆ ถอนริมฝีปากออก ร่างบางของปนิดาเซไม่เป็นท่า แต่ยังดีที่ยึดต้นแขนเขาเอาไว้ทัน ดวงหน้าน้อยๆ จ้องอลงกตนิ่ง กลืนน้ำลายเอื๊อก มึนกับจุมพิตชนิดสายฟ้าแลบของเขาไปหมด

 

                        เขาจูบเธอเหรอ ว้าย ตายล่ะ! อลงกตเจ้านายจอมแสบจูบเธอ! เขาจูบเธอได้ยังไงกัน? เป็นไปได้ยังไง

 

                        ปนิดาคิด พยายามสะบัดศีรษะขับไล่อาการมึนงง จากนั้นก็แหงนหน้าขึ้นมองเขาตาปริบๆ แต่ก็ไม่เห็นอะไรชัดเจนนักหรอก เพราะเขาดึงแว่นเธอออก แล้วไม่นานอลงกตก็เอาแว่นมาสวมคืนให้เธอดังเดิม ทีนี้ล่ะหญิงสาวเห็นหน้าเขาชัดแจ๋วทีเดียว

 

                        “มองอะไรยัยแว่น จะกลับห้องไม่ใช่หรือ มายืนจ้องหน้าฉันทำไมกันเล่า กลับไปสิ ไป๊กลับห้องไป!

 

                        เสียงอลงกตยังคงข่มเหงเธอไม่เปลี่ยนแปลง ทำลายอารมณ์วาบหวามไปอย่างสิ้นเชิง ปนิดาอ้าปากค้าง มองเขาตาปริบๆ

 

                        พระเจ้า! เขาทำได้อย่างไร? ทำเหมือนกับเมื่อกี้ไม่ได้มีจุมพิตชนิดเหยียบวิมานเมฆเกิดขึ้น?

 

                        ปนิดาค่อยๆ ยกมือขึ้นลูบไล้ปากของตนอย่างเผลอไผล มันเกิดขึ้นจริงๆ นั่นแหละ ริมฝีปากของเธอยังร้อนผ่าวอยู่เลย ความหวามหวานก็ยังไม่จางหาย แล้วเธอก็หน้าตูมเมื่อนึกถึงคำถามเขา เลยย้อนกลับไปหน้างอ

 

                        “จะบ้าหรือ ไม่ให้มองได้ยังไง แล้วเจ้านายมาจูบปอยทำไมกันเล่า ไม่ได้เป็นแฟนกันสักนิด”

 

                        ถามไปเท่านั้นก็ใจเต้นโครมคราม ผละหน้าหนีจากเขาแทบไม่ทัน เมื่ออลงกตโน้มตัวลงมาจ้องหน้าเธอจริงจัง จากนั้นก็ทำหน้ายียวนใส่ตามเดิม

 

                        “อ้าว! ก็เธอบอกว่าจะไปนอนไม่ใช่หรือ ถ้าเธอจะไปนอนก็ต้องจูบกัน”

 

                        พอได้ยินคำตอบแบบนั้น ปนิดาก็ตาโต มองหน้าไร้สำนึกที่จ้องหน้าตนด้วยสายตาเหมือนเธอเป็นสัตว์ประหลาดอย่างงงๆ

 

                        “อ้าว! ก็คนจะไปนอน แล้วมันเกี่ยวอะไรกับจูบเล่า! ตอบข้างๆ คูๆ” ปนิดาย้อน เผลอทำปากยื่นให้เขา จากนั้นก็ตัดพ้อต่อว่าต่อไป

 

                        “คนฉวยโอกาส คำก็ว่าปอยไม่สวย สองคำก็เบ๊อะ สามคำก็เชย สี่คำเฉิ่ม ห้าคำเต่า ปอยไม่สวยไม่เลิศไม่เลอขนาดนี้ แล้วมาจูบกันทำไมเล่า?”

 

                        พอได้ยินคำถามนั้น อลงกตก็แยกเขี้ยวใส่ปนิดาทันที แถมยังยื่นมือมาเคาะที่หน้าผากเธออีกด้วย

 

                        “นี่แน่ะยัยเต่า! เธออย่าได้คิดว่าตัวเองสวยขึ้นมาเชียวนะ! คิดแบบที่เธอคิดอยู่น่ะดีแล้ว เพราะถ้าวันไหนเธอคิดว่าตัวเองสวยขึ้นมาละก็ วันนั้นเธอจะเป็นคนหลงตัวเองที่สุดเลย”

 

                        อลงกตกล่าวแล้วส่ายหัวให้ปนิดา จากนั้นก็ก้มลงจ้องหน้า ตอบคำถามอีกฝ่ายหน้าตาย

 

                        “เมื่อกี้นี้เขาเรียกว่าจูบราตรีสวัสดิ์ยังไงล่ะ กูดไนต์น่ะเธอรู้จักไหม? ฝรั่งเขาก็ทำกันแบบนี้ทั้งนั้นแหละ ยัยเชยเอ๊ย ถามนั้นถามนี่อยู่ได้ ถ้ายังสงสัยแล้วเมื่อไรจะได้นอนล่ะ กลับห้องไปได้แล้ว”

 

                        เสียงไล่ของอลงกตไม่ได้ผล คนขี้สงสัยขยับแว่นไปมา แล้วจ้องเขาตาแป๋ว

 

                        “อ้าวแต่ว่าพวกเราเป็นฝรั่งกันหรือไงล่ะ? ถึงจะต้องมากูดไนต์กันก่อนนอน คุณนี่เพี้ยนจริงๆ คิดอะไรไม่เข้าท่า! คนเขาเสียหายหมด”

 

                        ปนิดาต่อว่าหน้างอ จากนั้นก็รีบก้าวขาเข้าไปในบ้านทันที ไม่อยากเถียงเลย เพราะเถียงไปยังไงก็ไม่เคยชนะ เอ๊ะ แต่จูบที่วาบหวามอ่อนหวานเมื่อครู่นี้เป็นแค่จูบราตรีสวัสดิ์ธรรมดาๆ เท่านั้นจริงๆ หรือ นี่แค่จูบราตรีสวัสดิ์ยังทำให้ใจเธอเต้นตุ้มๆ ต่อมๆ ขนาดนี้ แล้วถ้าเป็นจูบแบบที่คู่รักเขาจูบกัน เธอไม่เป็นลมคาอ้อมแขนเขาไปเลยหรือ เฮ้อ!

 

++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

                        ช้าวันนี้ขณะที่ปนิดากำลังนั่งฟังอลงกตคุยเรื่องงานอยู่นั้น หญิงสาวก็ลุกพรวดขึ้นจากเก้าอี้ทันที จากนั้นก็มองอลงกตที่นั่งหน้านิ่งด้วยความรู้สึกหวาดๆ

 

                        “อะไรนะคะคุณกต?”

 

                        ถามออกไปก็ต้องสะดุ้ง เมื่ออลงกตทำตาเข้มใส่ แล้วพยักพเยิดส่งสัญญาณให้เธอนั่งลง

 

                        “นี่ยัยแว่น! เธอจะตะโกนทำไมกันเล่า เราก็อยู่ด้วยกันแค่สองคนแท้ๆ”

 

                        “เอ่อ!”

 

                        ปนิดาร้องออกมาอย่างอึดอัดใจ แล้วขยับแว่นให้เข้าที่ จากนั้นจึงค่อยๆ นั่งลง

 

                        “ขอโทษค่ะ! คือปอยรู้สึกตกใจมากไปหน่อย”

 

                        ปนิดาเสียงอ่อย กะพริบตามองอลงกตตาปริบๆ เห็นเขาทำหน้าเหมือนจะค้อนให้ ก็เลยยิ้มแหยส่งไปทันที จากนั้นจึงก้มลงมองมือตนเองอย่างคนที่ทำอะไรไม่ถูก

 

                        “ฉ..ฉะ..ฉันจัดงานเลี้ยงไม่เป็น” ปนิดากล่าวออกไป แล้วเงยหน้าขึ้นมองอลงกตด้วยสายตาวิงวอน พยายามกล่าวออกไปให้น้ำเสียงออดอ้อนที่สุด

 

                        “เจ้านายไม่ไปไม่ได้หรือคะ นะคะ...อย่าไปเลย....”

 

                        “ไม่ได้!

 

                        อลงกตกล่าวคำเดียวสั้นๆ แล้วส่ายหน้าปฏิเสธ แข็งใจไม่มองหน้านวลๆ ที่เริ่มมีน้ำตามาเอ่อคลอ และพอเขาทำเสียงเด็ดขาดออกมาแบบนั้น ปนิดาก็เบะหน้า ทำท่าจะร้องไห้ทันที จากนั้นก็กล่าวออกไปด้วยน้ำเสียงพาลๆ

 

                        “ฉันรู้นะ ขอร้องให้อยู่เท่าไรคุณก็ไม่ยอมหรอก เพราะว่าคุณอยากไปเจอกับพี่ฟาง!”

 

                        กล่าวออกไปโดยไม่มองหน้าเขา อลงกตใจร้ายที่สุด เขาทิ้งหล่อนให้ทำงานเพียงลำพัง แต่ตัวเองจะหนีไปสัมมนาที่สวิตเซอร์แลนด์ รู้ทั้งรู้ว่าเธอทำอะไรไม่ได้เรื่องสักอย่าง ยังจะทิ้งเธอไว้กับงานยากๆ ได้ลงคอ ปนิดาคิดตำหนิเขาในใจ พอเงยหน้าขึ้นก็เห็นอลงกตยิ้มอย่างอารมณ์ดี

 

                        ฮึ! คงจะถูกใจล่ะสิ! ที่จะได้พบกับฟารีดา สตรีที่ครั้งหนึ่งเขาเคยหลงใหลหัวปักหัวปำอีกครั้ง ขนาดว่าเธอเป็นทุกข์จะตายอยู่แล้ว เขาก็ยังไม่สนใจ ยิ้มออกมาอย่างอารมณ์ดีอยู่ได้ ปนิดากัดริมฝีปากแน่น หมั่นไส้นัก แล้วก็แกล้งกล่าวไปให้เขาเจ็บใจเล่นๆ

 

                        “โธ่ ถึงคุณจะไปเจอพี่ฟาง แต่เขาก็ไม่สนใจคุณหรอก เพราะเขามีคุณเมธัส แล้วน้องเมธาวินก็ไปด้วย แถมน้องเมรียาอีก พี่ฟางเขาต้องวุ่นวายอยู่กับครอบครัวของเขา จะเอาเวลาที่ไหนมาสนใจคุณ!”

 

                        คำพูดของปนิดาทำให้อลงกตหุบยิ้มทันที หญิงสาวเลยมองเขาอย่างสะใจ

 

                        ดี สมน้ำหน้า อยากทิ้งเธอดีนัก ตกจากฝันกลางวันเสียเลย ช่างสิเธอไม่สนใจหรอก ทีคนอยู่ด้วยกันแท้ๆ กลับไม่เคยใส่ใจ แต่กลับไปเพ้อฝันถึงคนที่ไม่เคยมีใจให้ตัวเอง

 

                        ปนิดาคิดอย่างพาลๆ โทษฐานที่เขาจะหนีเธอ แล้วปล่อยให้หญิงสาวคุมงานแทนตั้งสองอาทิตย์

 

                        “เป็นอะไรอีกล่ะ! ยัยเต่า! เธอนี่พูดมากจริงๆ” อลงกตกล่าวแล้วมองปนิดาหน้ายุ่งๆ

 

                        “ทำไมล่ะ ฉันมันไม่น่าสนใจตรงไหน เธอเห็นไหม พอฉันมาอยู่ที่นี่ได้ไม่เท่าไร ก็มีสาวๆ มาชอบฉันเกือบทั้งเมืองเลย”

 

                        อลงกตกล่าวแล้วยืดอกยิ้มๆ อย่างภูมิใจ ปนิดาฟังแล้วหมั่นไส้ เลยเบ้ปากให้เขาทันที

 

                        “ยี้! แล้วมีใครเขาอยู่ทนกันบ้างล่ะ?”

 

                        เท่านั้นเองอลงกตก็หุบยิ้มทันที มองปนิดาตาขุ่นเขียว

 

                        “ยัยปอย!”

 

                        “ก็มันจริงนี่นา! ฉันเห็นมาๆ แล้วก็ไปกัน ถ้าคุณดีจริง! ใครเขาจะไปจากคุณกันเล่า”

 

                        อลงกตได้ยินประโยคนั้นของปนิดา ก็เริ่มขยับตัวอย่างอึดอัด ก่อนจะกรรโชกเสียงใส่อีกฝ่าย

 

                        “นั่นเพราะฉันเลือกต่างหากเล่ายัยเต่า ถ้าฉันไม่เลือก ป่านนี้มีลูกแซงนายเมธัสไปแล้ว”

 

                        อลงกตรีบกู้หน้าให้ตัวเอง แล้วมองปนิดาอย่างพาลๆ

 

                        “จริงนะ! ถ้าเธอไม่เซ่อ! ป่านนี้ฉันแต่งงานกับฟางไปเรียบร้อยแล้ว”

 

                        “อ้าว!” ปนิดาตาโต มองอลงกตงงๆ คุยไปคุยมาคนผิดกลายเป็นหล่อนไปเสียแล้ว

 

                        “แล้วปอยไปเกี่ยวอะไรด้วยล่ะคะ?”

 

                        อลงกตทำปากจิ๊จ๊ะ มองปนิดาด้วยสายตาประมาณว่า ทำไมถึงได้ถามอะไรงี่เง่าขนาดนี้

 

                        “ก็เธอนั่นแหละตัวดี เซ่อซ่า ทำให้พวกโจรโมโห ยิงแล้วทิ้งไว้กลางป่า”

 

                        “อะ!” ปนิดาร้องออกมาในลำคอแล้วจ้องอลงกตตาแป๋ว ก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดีว่า เขากำลังกล่าวโทษเธอเรื่องอะไร อลงกตเลยจ้องปนิดาแล้วทำหน้าเหนื่อยหน่าย ประมาณว่าเธอนี่ช่างเข้าใจอะไรยากจริงๆ

 

                        “ก็เพราะฉันมัวแต่ช่วยเธอยังไงล่ะ นายเมธัสเลยขโมยซีนพระเอกของฉันไปแทน”

 

                        พอเขาพูดอย่างนั้น ปนิดาก็เบ้หน้าทันที

 

                        “จะบ้าหรือ! ก็ฉันให้คุณช่วยฉันเสียเมื่อไรกันล่ะ! ฉันบอกให้คุณไปช่วยพี่ฟางก่อน คุณก็ไม่ไป แถมยังสั่งฉันไม่ให้พูดมากอีก ฉันไม่ได้ร้องขอจริงๆ นะ เพราะตอนนั้นฉันเป็นห่วงพี่ฟางมาก เขาท้องแก่ใกล้คลอด แล้วยังไปติดอยู่กับพวกโจรอีก”

 

                        ปนิดากล่าวเตือนความจำเขา อดนึกถึงเหตุการณ์ร้ายในอดีตไม่ได้ สาเหตุก็มาจากพิษรักแรงหึงของคู่ขาคนหนึ่งของอลงกตนั่นเอง

 

                        ++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

จบตอน

 

                                                

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

27 ความคิดเห็น