วิวาห์รักเจ้าพ่อแดนเถื่อน

ตอนที่ 4 : ตอนที่ 1.1 ต้อนไว้ ต้อนไว้ เอาไปบ้านเรา

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,704
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 11 ครั้ง
    12 มี.ค. 60


ตอนที่ 1.1 ต้อนไว้ ต้อนไว้ เอาไปบ้านเรา

                        าดารัตน์กระโดดหนีจากร่างสูงทันทีที่อเล็กซ์วางร่างเธอลงกับพื้นหินอ่อนอันเย็นเฉียบ หญิงสาวกระชับผ้าปูที่นอนเข้าหาตัวมากยิ่งขึ้น ขัดใจนักที่ตลอดการเดินทางอเล็กซ์ไม่อนุญาตให้เสื้อผ้าได้อยู่ใกล้เธอเลย ดวงตาโตปลายเฉียงซึ่งเป็นส่วนที่สวยเด่นที่สุดบนใบหน้ามองไปรอบๆ บริเวณปราสาทหลังงามสไตล์บาโรกที่โดดเด่นและใหญ่โตที่สุดบนเกาะแห่งนี้อย่างทึ่งจัด มันคล้ายๆ ปราสาทของพวกดยุคในหลายต่อหลายศตวรรษที่ผ่านมา และนับว่านี่คือการมาเหยียบเกาะแดร์เดฟเวิลที่ตระกูลของอเล็กซ์ครอบครองอยู่ถึงเก้าสิบเก้าเปอร์เซ็นต์เป็นครั้งที่สอง หลังจากที่เธอต้องหนีหัวซุกหัวซุนจากการถูกไล่ล่าเพื่อเอาตัวไปขายในซ่อง อันสืบเนื่องมาจากความไม่ซื่อของมารดาเลี้ยงที่เธอรักและบูชาเสมือนแม่แท้ๆ มาแล้วในครั้งแรก

 

                        หญิงสาวมองผนังหินอ่อนสีขาวนวล ภาพสีน้ำมันเลอค่า และของประดับเรือนหรูหราด้วยเส้นโค้งนุ่มนวลอ่อนช้อย สอดรับกันเป็นหนึ่งเดียวกับวัสดุทุกชิ้นภายในห้องตามแบบศิลปกรรมสมัยโรโกโกหรือศิลปะแบบหลุยส์ที่14 ซึ่งแต่ละชิ้นนั้นอลังการดูมีราคามหาศาลและน่าจะเป็นทรัพย์สมบัติสะสมที่หายาก มองแล้วให้ตะลึงตะไล แต่ที่น่าประหลาดคือมันยังใหม่เอี่ยมราวกับเพิ่งผลิตเสร็จเมื่อวานนี้เอง ทว่าญาดารัตน์รู้ดีว่าไม่ใช่แน่ เครื่องเรือนเหล่านี้น่าจะได้รับการบูรณะและบำรุงรักษาเป็นอย่างดีสืบทอดกันมาในระยะเวลายาวนานมาก และนี่คงจะเป็นบ้านดอกไม้ขาวที่เธอเคยได้ยินมาสินะ หญิงสาวกระชับผ้าคลุมเข้าหาตัวอีกครั้ง แล้วหมุนกายเตรียมหนี แต่ก็ติดเบรกแทบไม่ทัน เมื่อบรรดาสมุนเถื่อนที่แต่งกายเยี่ยงโจรรกรุงรังไปด้วยหนวดเคราพากันเอาร่างใหญ่โตมาขวางกั้นทางออกของเธอไว้ดั่งกำแพงหนา ญาดารัตน์จึงหันกลับไปมองเขาด้วยสายตาไม่พอใจ ในขณะที่เขามองเธออย่างขบขัน

 

                        “อยู่นอกถิ่นของฉัน เธอยังกระดิกตัวไปไหนไม่ได้เลย แล้วพอเข้ามาอยู่ในที่ของฉัน ทำไมถึงคิดว่าตัวเองจะหนีได้ล่ะ”

 

                        คำพูดพร้อมสายตาที่โยนคำว่าโง่เข้ามาใส่หน้าเต็มๆ นั้นทำให้เธอหน้าบูด รีบหันหลังกลับทันที พลันสายตาก็ไปปะทะเข้ากับหญิงชราตัวเล็ก ซึ่งแน่นอนว่าเล็กกว่าเธอด้วยความสูงประมาณร้อยสี่สิบเก้าถึงร้อยห้าสิบเซนติเมตร ในขณะที่เธอสูงร้อยหกสิบต้นๆ

 

                        “นั่นคนไทยใช่ไหม”

 

                        “แน่นอนครับ คนไทยเหมือนกัน”

 

                        เสียงตอบรับที่นุ่มนวลลงทำให้ญาดารัตน์ประหลาดใจในความอ่อนโยนนอบน้อมของเขา เธอหันกลับไปมองร่างสูงแล้วคิดว่าอเล็กซ์ในยามเด็กจะเป็นอย่างไรหนอ เพราะท่าทีที่เรียบร้อยขึ้นยามเผชิญหน้ากับหญิงชรานั้น มันทำให้เธออดระลึกถึงเขาในวัยเด็กไม่ได้เลย ขณะที่กำลังคิดจินตนาการอยู่ในใจนั้น เสียงทุ้มก็ดังมาเนิบๆ

 

                        “ญาญ่า นี่คือป้านิ่ม ผู้ติดตามของแม่ฉันตั้งแต่สมัยที่ท่านยังสาว ป้านิ่มเป็นคนไทยแท้เหมือนกับเธอนั่นแหละ พอแม่ฉันแต่งงานกับพ่อ ป้านิ่มก็เลยมาอยู่ด้วยกัน และช่วยกันดูแลฉันกับแม่ตั้งแต่นั้นมา”

 

                        พออเล็กซ์แนะนำเสร็จ เสียงหญิงชราวัยหกสิบต้นๆ ก็ดังตามมา

 

                        “กลับมาแล้วหรือคะทูนหัวของป้านิ่ม หนนี้ไปนานเหลือเกิน ขอป้านิ่มกอดให้หายคิดถึงหน่อยเถอะนะ เอ๊ะ ว่าแต่นี่มันอะไรกัน”

 

                        หญิงชราร้องเสียงสั่น หางเสียงตื่นๆ ดวงตาที่ขุ่นมัวตามสภาพวัยเบนมามองทางญาดารัตน์คล้ายเอะใจกับอะไรบางอย่าง

 

                        “รอบนี้คุณอเล็กซ์ทูนหัวของป้านิ่มกลับมาบ้านพร้อมกับผู้หญิงเสียด้วย ป้าไม่อยากจะเชื่อเลย”

 

                        จบคำนั้นญาดารัตน์ก็ตกใจ เมื่อป้านิ่มที่ตอนแรกร้องหาเจ้านายอยู่ดีๆ แถมยังทำท่าจะเดินเข้าไปหาร่างสูง ก็เปลี่ยนทิศทางเดินมาหาเธอ หญิงสาวเผลอตัวก้าวถอยหลังหนีตามสัญชาตญาณ แล้วก็หยุดยืนตัวแข็งทื่อ เมื่อมือเหี่ยวย่นตะครุบเรียวแขนเธอไว้ แล้วดวงตาที่เป็นทรงรีหางตาเหี่ยวตกตามกาลเวลาก็เพ่งมองเธออย่างพินิจพิจารณา

 

                        “หน้าตาหวานคม คงเป็นคนทางใต้ละสินะ”

 

                        “ค...ค่ะ...ค่ะคนใต้”

 

                        “นัยน์ตาสวยดีนี่ ว่าแต่เสื้อผ้าไปไหนเสียล่ะ เฮ้อ...สาวๆ สมัยนี้ไม่รักษาท่าทีเอาเสียเลย นี่คงจะรีบร้อนติดตามคุณอเล็กซ์มามากเลยละสิท่า กลัวว่าเขาจะไม่รับผิดชอบแล้วตีจาก ไม่หันกลับไปหาอีกหรือยังไงกันนะหนูเอ๊ย โธ่...แม่คุณ! เกิดเป็นหญิงแท้จริงแสนลำบาก พอเขาได้ตัวเราไปแล้วก็ต้องพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อไม่ให้เขาทิ้งไป นี่แหละนะคำว่าอย่าชิงสุกก่อนห่าม มันใช้ได้ทุกยุคทุกสมัย แต่อย่างว่าแหละ ใครเจอคุณอเล็กซ์ของยายเข้าไป ขืนมัวแต่ชักช้าอยู่ รับรองสาวอื่นคาบไปกินแน่ เฮ้อ! เห็นแล้วยายปวดหัวจัง”

 

                        เสียงพูดและการส่ายหัวอย่างอิดหนาระอาใจ แล้วเปลี่ยนมาเป็นพยักหน้าอย่างพยายามเข้าใจนั้น ทำเอาญาดารัตน์งงงัน หญิงสาวค่อยๆ มองสำรวจตัวเอง จากนั้นก็เบิกตากว้าง ใบหน้าแดงก่ำเมื่อจับนัยความหมายของคำพูดได้

 

                        “หนีตามอเล็กซ์ กลัวโดนตีจากน่ะหรือคะ ไม่ใช่ค่ะ เขาต่างหากล่ะคะที่ไปฉุดหนูมา”

 

                        ญาดารัตน์ร้องท้วงได้เท่านั้นก็หุบปากแทบไม่ทัน เมื่อหญิงชราที่เสียงแหบแห้งในตอนแรกร้องคัดค้านด้วยเสียงอันดังลั่น

 

                        “เป็นไปไม่ได้!”

 

                        ป้านิ่มของคุณอเล็กซ์ผู้แสนดีตะโกนเสียงหลง และจ้องหน้าญาดารัตน์อย่างไม่ชอบใจ

 

                        “คุณอเล็กซ์ของยายไม่จำเป็นจะต้องไปฉุดใครมานะหนู คนอย่างคุณอเล็กซ์น่ะเป็นสุภาพบุรุษสุดเพียบพร้อม ไปไหนมาไหนก็มีแต่สาวๆ วิ่งเข้าหา เพราะรู้ดีว่าถ้าหากคุณอเล็กซ์เอ็นดู พวกหล่อนก็สบายไปทั้งชาติ ที่ยายกล้าพูดแบบนี้ก็เพราะว่ายายเป็นคนเลี้ยงและอยู่กับคุณอเล็กซ์มาตั้งแต่ตอนที่คุณอเล็กซ์เป็นทารกตัวยังแดงแจ๋อยู่เลย”

 

                        หญิงชราเอ่ยเท่านั้นก็ชะงักไป เมื่อเห็นลูกน้องของอเล็กซ์ยืนเรียงแถวปิดทางอยู่ที่ประตูทางออกด้วยท่าทางพร้อมที่จะจับแม่สาวช่างฟ้องมัดเอาไว้ ถ้าหากว่าเจ้าหล่อนกล้าวิ่งฝ่าด่านของพวกเขาออกไป

 

                        “ทูนหัวของป้านิ่ม ที่ผู้หญิงคนนี้พูดมามันไม่จริงใช่ไหมคะ ผู้ชายแสนดีอย่างคุณอเล็กซ์ไม่จำเป็นต้องฉุดใคร”

 

                        หญิงชราเอ่ยแล้วหันไปทางอเล็กซ์ ซึ่งชายหนุ่มยังไม่ตอบข้อสงสัยใดๆ นอกจากรีบเดินมาดึงแขนญาดารัตน์ออกไปให้ห่างรัศมีคนที่เลี้ยงตัวเองมาตั้งแต่เล็กๆ

 

                        “ดุ๊กขอให้ผมเอาตัวหล่อนมา ผู้หญิงคนนี้วางแผนจะชิงตัวเจ้าสาวของดุ๊ก ดีว่าเบลซญาติผู้พี่ของดุ๊กรู้ทันเสียก่อน พิธีแต่งงานของดุ๊กจึงจบลงได้ด้วยดี”

 

                        คำพูดของอเล็กซ์ทำให้สตรีที่ตั้งท่าจะไปเอาเรื่องเขาแทนญาดารัตน์เปลี่ยนมาเป็นจ้องหน้าญาดารัตน์ด้วยสายตาเป็นอริแทน

 

                        “งั้นก็สุดแล้วแต่คุณอเล็กซ์เถอะค่ะ ป้านิ่มเองก็ไม่ชอบเหมือนกันพวกผู้หญิงจุ้นจ้าน ว่าแต่จะให้ป้าจัดห้องให้เธอที่ไหนดีคะ”

 

                        “ที่ห้องนอนของผมเลย”

 

                        “อะไรนะคะ แต่ที่ผ่านมายังไม่เคยมีผู้...”

 

                        “กฎเกณฑ์ทุกอย่างมันยืดหยุ่นกันได้”

 

                        อเล็กซ์รีบพูดแทรก และปรายตามามองญาดารัตน์ราวกับว่าหญิงสาวเป็นตัวเม่นที่มีหนามอันแหลมคม

 

                        “ผู้หญิงคนนี้อันตรายเกินไป หล่อนเหลี่ยมจัด เจ้าเล่ห์ และคิดแต่จะหนีไปก่อเรื่องตลอดเวลา แถมหล่อนยังมีอิทธิพลต่อเจ้าสาวของดุ๊กมาก ขนาดว่าสองคนนั่นจะไปฮันนีมูนกันแท้ๆ เจ้าสาวของดุ๊กยังขอให้พาตัวหล่อนไปด้วยเลย ญาญ่าจำเป็นต้องอยู่ในสายตาของผมครับ ไม่อย่างนั้นเธออาจจะหลุดไปปั่นหัวเกรซให้ดุ๊กต้องมาปวดหัวอีกได้”

 

                        “ก็ได้ค่ะ”

 

                        ป้านิ่มเอ่ยแล้วมองญาดารัตน์อย่างไว้วางใจไปด้วยอีกคน แต่ไม่นานก็ลังเลขึ้นมาอีกครั้ง เมื่อเสียงของหญิงสาวดังขึ้น

 

                        “ไม่จำเป็นเลย ฉันไปนอนห้องอื่นก็ได้ แต่ถ้าหากว่าพวกคุณกลัวฉันจะหนีนัก ก็ให้คนอื่นคอยเฝ้าก็จบ”

 

                        ญาดารัตน์รีบประท้วง ข้อมูลที่ว่าเกรซขอดุ๊กให้พาเธอไปด้วยระหว่างฮันนีมูนนั้น ทำให้เธอไม่กล้าแผลงฤทธิ์มากนัก เพราะถ้าเกรซห่วงใยเธอแล้วไม่อยากทิ้งเธอไว้ที่เกาะวี้คเพียงลำพัง มันก็ไม่แปลกหรอกที่ดุ๊กต้องการจะกำจัดเธอออกไปให้พ้นทางสักระยะหนึ่ง โดยเฉพาะช่วงเวลาของการดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์ และการเริ่มต้นชีวิตแต่งงานใหม่กับเจ้าสาวผู้เป็นที่รักของตัวเอง เพราะฉะนั้นเธอต้องยอมอยู่ที่นี่ไปสักพักหนึ่ง เพื่อความสุขของเกรซเพื่อนรัก หญิงสาวจึงพยายามข่มใจฟังคนอื่นถกปัญหาเรื่องความเป็นอยู่ของเธอ

++++++++++++++++++++++++++++

จบตอน

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 11 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

18 ความคิดเห็น